สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

พรรณี จารุสมบัติ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและเสนอแนวคิดที่มุ่งส่งเสริมประชาชนพัฒนาสู่พลเมืองร่วมกัน ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีแผนการสร้างดุลยภาพในการบริหารระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งการสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมไทยและการท่องเที่ยว

นางพรรณี จารุสมบัติ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน พรรณี จารุสมบัติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ นี้ ก็เป็นที่น่ายินดีว่า เราได้ร่วมกันอภิปรายมาเป็นเวลา ๕ วันเต็ม ๆ วันนี้ก็จบภารกิจในการอภิปรายสําหรับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ นี้ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๐ ที่ตัวดิฉันได้รับฟังเนื้อหามา ๕ วันนี้ ก็ถือว่ามีความโดดเด่นหลายด้านแล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายก็ได้แสดงความคิดเห็น ที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ มิติที่โดดเด่นในภาคนี้ที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่ก็คือประเด็น ของการปฏิรูปซึ่งครอบคลุมทุกมิติ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาสู่ความเป็น พลเมืองร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายของภาคปฏิรูปนั้นอยากจะนําเสนอถึงมาตรา ๑๒๑ เพื่อจะนําเสนอ ในการเพิ่มข้อความในวรรคท้าย ซึ่งในมาตรา ๑๒๑ นี้ ก็อยู่ในส่วนของวุฒิสภา ดังข้อความ ดังต่อไปนี้ ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้คํานึงความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ กับงานวุฒิสภาเป็นสําคัญ และให้คํานึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาค ที่ใกล้เคียงกันรวมทั้งให้โอกาสผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย รวมทั้งมาตรา ๖๕ ในวรรคสอง จะขอนําเสนอเพิ่มคําว่า และให้คํานึงถึงสัดส่วนของหญิงชายที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งในมาตรา ๖๕ นี้ อยู่ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็ขอนําเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้พิจารณาในมาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๖๕ ด้วย ดิฉันขอเข้าถึงในภาค ๔ ของหมวด ๒ ในการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําสร้างความเป็นธรรม ในมาตรา ๒๙๐ นี้จะขออภิปราย ในมาตรา ๒๙๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มาตรา ๒๙๐ นี้ได้พูดถึงมิติทางด้านศิลปวัฒนธรรมนะคะ ในคํานิยามของวัฒนธรรมนั้นพวกเรา คงทราบกันดีว่าวัฒนธรรมนั้นมันเป็นลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความดีความงาม เป็นแบบแผนของการดําเนินชีวิตให้เกิดความเจริญ มันจะออกมาในรูปแบบของรูปแบบต่าง ๆ อย่างเช่น ภาษาก็ถือเป็นวัฒนธรรม ความเจริญในทางวิชาความรู้ก็เป็นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ศิลปวิทยา วรรณคดี อันนี้แม้แต่ประชาธิปไตยก็ถือเป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เพราะว่าวัฒนธรรมนั้นหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น วัฒนธรรมนั้นเป็นร่มใหญ่ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่ในวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นในการที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้บรรจุเรื่องการปฏิรูปทางด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นเพื่อที่จะเป็น กลไกในการขับเคลื่อนให้ไปสู่ในการลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมของประเทศนั้น ฉะนั้นเป็นการที่ถูกต้องแล้วนะคะ ทีนี้มาดูว่าประเด็นสําคัญของมาตรา ๒๙๐ นั้นมีอะไรบ้าง

ประเด็นแรกคือการสร้างดุลยภาพในการบริหารเพื่อให้เกิดทั้ง ๓ ภาคส่วน ก็มีภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยมีสมัชชาคุณธรรมนั้นเป็นองค์กรรองรับดุลยภาพ ๓ ภาคส่วนนี้ และยังมีกองทุน การจัดตั้งกองทุนสําหรับศิลปวัฒนธรรมโดยภาคประชาสังคม เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนในงานศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งยังมีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นตัวสนับสนุนจัดสรรงบประมาณส่งเสริมทางด้านศิลปวัฒนธรรมด้วย ทีนี้มาดูว่า ในประเด็นสําคัญของมาตรา ๒๙๐ นี้ มาดูในประเด็นแรกที่ว่าดุลยภาพในการวางแผนแม่บท เพื่อให้เกิดความสมดุลใน ๓ ภาคส่วนนี้ เมื่อก่อนที่จะมีการบัญญัติในการปฏิรูปนั้น เมื่อก่อนนี้ จะมีแค่ ๒ ภาคส่วน ทําให้เกิดดุลยภาพก็คือภาครัฐหมายถึงราชการ ภาคเอกชนก็หมายถึง นักธุรกิจ ซึ่ง ๒ ภาคส่วนนี้จะเป็นตัวกําหนดศิลปวัฒนธรรม ซึ่งขาดภาคประชาชนที่มีการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นในการบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐ นี้นั้นทําให้เกิดดุลยภาพในการวางแผนแม่บท ของ ๓ ภาคส่วนนี้ แล้วก็มีองค์กร มีสมัชชาคุณธรรม สมัชชาศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นองค์กรที่จะ รองรับดุลยภาพ ๓ ภาคส่วนนี้ ทีนี้มาดูว่าในมาตรา ๒๙๐ นั้นก็ได้ล้อและเชื่อมโยงกับมาตรา ๙๔ ซึ่งอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๙๔ นี้บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรม และศิลปะ โดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในทุกมิติ เพื่อให้เป็นรากฐาน เอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม เปิดพื้นที่ สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม โดยให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วม ฉะนั้นในการบัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ นี้ ก็จะเป็นแนวทาง กลไก ที่จะเป็นแผนแม่บทที่จะมี บทบาทกลไกขับเคลื่อนในการที่จะวางแผนในระยะแรก ระยะต้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น เป็นองค์กรรองรับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทีนี้มาดูว่าในการที่ดิฉันกล่าวถึงความสําคัญของวัฒนธรรมแล้ว ในมาตรา ๒๙๐ นั้น จะขออนุญาตท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนําเสนอตัดข้อความบางอย่าง อย่างที่นําเสนอ ในมาตรา ๒๙๐ นี้ ในมาตรา ๒๙๐ นี้ก็มีบัญญัติในวรรคหนึ่งว่า สนับสนุนให้มีสมัชชา ศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งมาจากภาคประชาสังคมตามความพร้อม ในแต่ละพื้นที่ เพื่อปกป้องฟื้นฟู สืบสาน ส่งเสริม และพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรมตามความ หลากหลายในแต่ละพื้นที่ โดยให้มีความเป็นอิสระและประสานงานกับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ในคณะกรรมาธิการ ของเราได้มีมติเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะตัดข้อความตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่ออกให้ เหลือข้อความดังต่อไปนี้ สนับสนุนให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งมาจากภาคประชาสังคม เพื่อปกป้อง ฟื้นฟู สืบสาน ส่งเสริม และพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรม ตามความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ โดยให้มีความเป็นอิสระและประสานงานกับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เหตุผลที่ประกอบในการที่จะขอตัดข้อความบางตอน เนื่องจากว่าในคณะกรรมาธิการเห็นพ้องต้องกันว่า ข้อความตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่นี้ อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการที่จะไม่สามารถดําเนินงานทางด้านสมัชชาศิลปวัฒนธรรมได้นะคะ ฉะนั้นงานของสมัชชาก็คือการที่รวมตัวกันปรึกษาในทุก ๓ ภาคส่วนนั้น หารือร่วมกัน ฉะนั้นเราก็ไม่ควรจะนําความพร้อมนี้มาเป็นอุปสรรคในการดําเนินงานแม้แต่ถ้าเรามาคิดดูนะคะ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถ้าเราไม่มีข้อความนี้สาระสําคัญในบทบัญญัติอนุมาตรานี้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรไป แต่อาจจะกลับเป็นส่วนสนับสนุนให้มีความพร้อมอันนี้ได้ ก็ขอให้ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาส่วนนี้ด้วย ทีนี้มาดูว่าการที่ในมาตรา ๙๔ ที่เป็นบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญนี้ในการที่จะเชื่อมโยงกับการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม ในมาตรา ๒๙๐ นี้ที่บัญญัติไว้ถึงว่าจะต้องบริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคุณค่า และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม เปิดพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้าน ศิลปวัฒนธรรม ก็อยากจะขยายความถึงว่าในการนี้ถ้าเราดูว่าทุนทางสังคม ทุนทางประเทศ ของเรามีปัญหาหลายภาคส่วน แต่ทุนวัฒนธรรมนั้นเป็นทุนที่ก่อเกิดขึ้นภายในประเทศ สามารถที่จะพัฒนาให้ทุนวัฒนธรรมนั้นเข้มแข็งได้ มาดูว่าทุนที่เรามีอยู่นั้น ที่มีปัญหาอยู่มีทุน อะไรบ้างที่เป็นกลไกที่จะเป็นส่วนพัฒนาประเทศ ความมั่งคั่งนั้นกระจุก เราจะเห็นได้จากวลี ที่เราจะพูดกันบ่อย ๆ ว่ารวยกระจุก จนกระจาย เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพัฒนาประเทศ หรือจักรกลที่สําคัญคือชนชั้นกลางในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นในเมื่อความมั่งคั่ง กระจุกนั้นต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เรามาดูว่าชนชั้นกลางในปัจจุบันนี้ในโลกนี้มี ๑.๘ พันล้านคน ซึ่งเป็นคนเอเชีย ๖๐๐ ล้านคน และใน ๑๐ ปีข้างหน้าคาดการณ์กันว่า ชนชั้นกลางของโลกจะเพิ่มเป็น ๓,๐๐๐ ล้านคน และใน ๑๐ ปีนั้นจะเป็นคนทวีปเอเชีย ๒,๐๐๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นประเทศไทยมียุทธศาสตร์ ได้กําหนดยุทธศาสตร์หรือเปล่าว่าเราจะมีชนชั้นกลาง ใน ๒,๐๐๐ ล้านคนของทวีปเอเชียนั้นจะเป็นคนไทยจํานวนเท่าไร จริยธรรมที่เสื่อม ทราบกันอยู่ แน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องมาปฏิรูปกัน ทุนมนุษย์ที่อ่อนแอวัดจากดัชนี การพัฒนามนุษย์ของยูเอ็นดีพี (UNDP) ที่ประเทศเรายังต่ําอยู่ ทุนทางเศรษฐกิจต้องอาศัย ปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของต่างประเทศที่จะเข้ามา ในประเทศเรา ทุนสังคมอ่อนด้อย แน่นอนครอบครัว สังคม ชุมชนมีปัญหายาเสพติด คุณแม่วัยใส ที่ขาดความอบอุ่น หรือขาดการบริหารจัดการ หรือการที่คนจนไม่สามารถเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ในการที่จะเข้า สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาที่จะนําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ํา ทุนธรรมชาติเสื่อมโทรม แน่นอนอย่างที่ดอกเตอร์ธรณ์ได้พูดถึงทุนทางธรรมชาติ ทางทะเล ทีนี้มาดูว่าทุนทางวัฒนธรรม สามารถเข้มแข็งได้อย่างไร ในการที่เราจะเพิ่มมูลค่าทางศิลปวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่า และคุณค่า รวมทั้งการเปิดพื้นที่สาธารณะ ในการเปิดพื้นที่สาธารณะนั้นก่อนที่จะมีการเกิด การปฏิรูปหรือจะมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ในองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมนั้น ก็ได้มีการนําร่องในการเปิดพื้นที่ไปบ้างแล้ว แต่มันไม่เกิดมรรคผลเนื่องจากว่ามันไม่มีความต่อเนื่อง เพราะขาดอะไร ขาดการสนับสนุนจากงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะฉะนั้นในหมวดการปฏิรูปนี้นั้นก็คงจะเป็นโอกาสอันดีของทางด้านศิลปวัฒนธรรม ที่จะเปิดพื้นที่สาธารณะในทุกภาคส่วน ไมว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ เราจะเห็นว่าสื่อวันนี้สู้กันด้วยวัฒนธรรม สื่อที่ไม่มีพรมแดนปิดกั้น ในการเปิดพื้นที่ที่เรากล่าวมาแล้วนั้นจะเป็นการส่งเสริมให้เราไปสู่ระดับโลก เราจะเห็นว่า พวกเราคงจะเคยดูก็อต ทาเลนต์ (Got talent) ใช่ไหมคะ นั่นเป็นการเปิดพื้นที่ระดับโลก โดยใช้สื่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะสื่อทางทีวี (TV) ที่มีคนดูนับไม่ถ้วนในโลกนี้ ยูทูป (YouTube) หรือสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถที่จะเปิดดูได้ในเวลาเดี๋ยวนั้นกันเลย มันมีตั้งแต่อเมริกันก็อต ทาเลนต์ เอเชียก็อต ทาเลนต์ ยูเครนก็อต ทาเลนต์ เรามาพูดถึงเอเชียก็อต ทาเลนต์กัน ซึ่งเป็น การเปิดพื้นที่ มีคอนเซปต์ (Concept) ของเขาก็คือการที่แสดงอัตลักษณ์ของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เรามีการแข่งขันแบบสร้างสรรค์ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเรื่อง ทุกด้านในการที่มีความสามารถ จะยกตัวอย่างอย่างหนึ่งคือในเอเชียก็อต ทาเลนต์นั้น ประเทศมองโกเลียได้นําการแสดง ซึ่งประทับใจและทําให้กรรมการหรือคนดูทั่วโลกนั้นอึ้ง โดยแสดงถึงอัตลักษณ์ของการเป็น ประเทศมองโกเลีย โดยการแสดงดนตรี มีหนึ่งเดียวในโลก ที่มีการประสานเสียงสูงต่ําต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์แล้วก็การแต่งกายที่เป็นอัตลักษ์ของประเทศเขา เมื่อแสดงจบกรรมการทุกคนช็อก อึ้ง รวมทั้งผู้ชมในทั่วโลก ทุกคนอยากจะไปที่ประเทศมองโกเลีย แล้วรวมทั้งสิ่งหนึ่งที่ทําให้กรรมการตะวันตกช็อกอีกอย่างหนึ่ง มีเด็กประเทศไต้หวันได้เอา หีบเพลงปาก เรียกเมาท์ออแกน (Mouth organ) อันไม่ถึง ๑๐ ดอลลาร์มาสร้างสรรค์ รวมกับวงดนตรี เอาอัน ๑๐ ดอลลาร์มาแสดงถึงเพลงคลาสสิก (Classic) บีโธเฟน ซึ่งทําให้ กรรมการตะวันตกช็อก อันนี้ก็คือการที่เราเปิดพื้นที่ระดับโลก แต่ถ้าเราไม่มีการส่งเสริม ในประเทศของเรา ก็มีคนไทยที่ไปแสดงแล้วก็ได้เข้ารับคัดเลือกเหมือนกัน อันนี้เป็นการ สร้างสรรค์นะคะ ทีนี้ในการเปิดพื้นที่อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแสดงถึง ที่เราคณะกรรมาธิการได้นําร่องไปก่อนแล้ว ก็ขอภาพในการเปิดพื้นที่ที่จังหวัดหนองคายด้วยค่ะ เจ้าหน้าที่ขอภาพนะคะ การเปิดพื้นที่ จังหวัดหนองคายในครั้งนั้นเราก็ได้มีความร่วมมือกับท้องถิ่น ในท้องถิ่นก็คือได้ร่วมกับ ท่านนายก อบจ. นั้น คณะของเราได้ลงไปเพื่อเสวนากับศิลปินพื้นบ้าน วัฒนธรรมจังหวัด แล้วก็ปราชญ์ชาวบ้าน แล้วก็รวมถึงสมาคมชุมชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทางศิลปวัฒนธรรม หลังจากที่เราเสวนากันจนถึงครึ่งวันแล้วในภาคเย็นนั้นเราได้ร่วมงานกับจังหวัดซึ่งอยู่ใน เทศกาลของครบรอบ ๑๘๘ ปีของจังหวัดหนองคาย เราก็ได้นําการบูรณาการศิลปินในหลายแขนง การออร์แกน (Organ) ของท่านประสารรวมทั้งอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้นได้อ่านกลอน แล้วก็ศิลปินขั้นเทพก็คือท่านปรีชา เถาทอง นั้นได้วาดรูปในขณะที่ไม่ถึง ๕ นาที เกิดรูปภาพ ขอรูปภาพของจังหวัดหนองคายว่าภาพนี้การเป็นสื่อถึงระหว่าง ๒ ประเทศคือเวียงจันทน์ และจังหวัดหนองคายโดยมีแม่น้ําโขงเป็นการเชื่อมโยงให้ ๒ ประเทศนี้มีความสัมพันธ์ โดยมีความเชื่อที่เข้มแข็ง ความศรัทธาที่เข้มแข็งคือพญานาคจะเห็นอยู่ อันนี้คือเป็นอัจฉริยภาพ ของท่านศิลปินท่านอาจารย์ปรีชา เถาทอง อันนี้เราก็มอบให้กับจังหวัด อันนี้ก็คือการที่เราเปิด พื้นที่นําร่องและนําการแสดงศิลปวัฒนธรรม

อีกภาพหนึ่งคือเป็นการเปิดพื้นที่ขณะที่เราได้ร่วมกันเสวนาหรือร่วมกันสังสรรค์ ในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็มีทั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาและคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ คุณธรรม จริยธรรมและการศาสนานี้ รวมทั้งแขกรับเชิญอีกหลายท่านแม้แต่รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านก็มีการบูรณาการ มีศิลปินขั้นเทพ ๓ ท่านนะคะ ก็มีท่านเป่าขลุ่ยก็คือท่านอาจารย์ธนิก อาจารย์เนาวรัตน์อ่านกลอนแล้วพร้อมทั้งเพลง ท่านอาจารย์ปรีชา เถาทอง ได้วาดรูป ในคอนเซ็พท์นี้คือเพลงเดือนเพ็ญ หลังจากที่ผ่านไป ๑๐ กว่านาที เราก็จะได้ภาพอันนี้ออกมารวมทั้งผู้ที่ร่วมนี่ได้ร่วมเสพความของการที่รวม บูรณาการศิลปิน ๓ แขนง ๓ ด้านมาเป็นภาพนี้ แล้วก็มีเอกชนประมูลภาพนี้ทันทีในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท เราก็ได้มอบให้กับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไร ต่อไปเราอาจจะเอาคณะนี้ ไปออกก็อต ทาเลนต์ บ้างก็ได้นะคะ

เพราะฉะนั้นในสุดท้ายนี้ ก็อยากจะจบด้วยการที่อยากจะให้พวกเรารับทราบ ถึงความหมายของศิลปวัฒนธรรมผ่านทางด้านบทกลอนหรือวาทะ คํานิยาม ทีนี้ในกวีบทกลอนนี้ มันกล่าวถึงแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองสิ่งที่เด่นชัดในงานวัฒนธรรมคือความเป็นเอกราช คือความไม่ขึ้นกับอะไร ความเป็นอิสระไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงําใด ๆ ในกวีบทนี้ นั้นเป็นที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่บทกวีนี้เป็นของคนไทยแล้วก็ได้รับคัดสรรนําบทกวีนี้ สลักลงแผ่นหินบนทางเท้ากลางกรุงเบอร์ลิน ซึ่งประเทศเยอรมันนั้นในที่บอบช้ําจากสงคราม แล้วเขาก็เกิดที่จะกระตุ้นประชาชนของเขาให้เกิดความรักชาติ ความรักในหมู่มนุษย์ทั่วโลก ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนเดิมอีก ก็ได้รวบรวมวาทะบุคคลสําคัญต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ มหาตมะ คานธี ฉะนั้นบทกวีนี้ ขอขึ้นบทกวีด้วยนะคะ ว่าบทกวีนี้เป็นบทกวีของคนไทย มีข้อความดังต่อไปนี้ ศิลปวัฒนธรรมประจําชาติ เป็นเอกราชเอกลักษณ์เอกศักดิ์ศรี เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน จากอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อยากขอฝากอีกเรื่องหนึ่งนะคะ มีเพื่อนสมาชิกฝากว่าอยากจะรณรงค์ให้สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นในวันอังคารได้สวมใส่ผ้าไทยเป็นกระแสที่เราอาจจะสร้าง กระแสขึ้นมา เพราะในปัจจุบันนี้ถ้าเราได้อ่านในสื่อจะเห็นว่ากระแสของคนรุ่นใหม่ที่แต่งตัว ชุดไทยแล้วก็มีความร่วมมือของศูนย์การค้า อย่างเช่น เซ็นทรัลเวิลด์ หลายศูนย์การค้า ถ้าใส่ชุดไทยแล้วไปชอปปิง (Shopping) จะได้ลดราคาพิเศษนะคะ ก็ขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านค่ะ