วิบูลย์ คูหิรัญ เสนอการปฏิรูปด้านพลังงานให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายพลังงาน และปรับปรุงจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้คล่องตัว นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติกระจายผู้เชี่ยวชาญออกไป ไม่ให้ไปกระจุกอยู่ในด้านใดด้านหนึ่ง
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ใคร่ขออภิปรายต่อเนื่องจากที่ได้เคยอภิปรายไว้เมื่อคราวที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๙๓ ที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเห็นควรให้เพิ่มข้อความในรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๙๓ ว่าในการให้ไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาค เพราะว่าศักยภาพ ของด้านพลังงานแล้วก็จุดที่ตั้งของประเทศเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของภูมิภาค อันนี้จึงเห็นควรให้มีการปฏิรูปด้านพลังงานให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ได้ขอเพิ่มไว้นี้ โดยการเพิ่ม ให้มี (๔) ของมาตรา ๒๘๘ ว่าให้มีการดําเนินการแยกระบบท่อส่งแก๊สจาก ปตท. และระบบ สายส่งไฟฟ้าจาก กฟผ. รวมถึงระบบควบคุมการรับส่งพลังงาน หรือ ดิสแพทชิง เซ็นเตอร์ (Dispatching center) ออกมาตั้งเป็นตลาดกลางซื้อขายพลังงานของภูมิภาค ในที่นี้ก็หมายรวมถึง เออีซี (AEC) และ จีเอ็มเอส (GMS) จีเอ็มเอสก็คือ เกรทเตอร์ แม่โขง ซับริเจียน (Greater Mekong Subregion) ซึ่งอันนี้ทุกท่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยก็คือจะมีจีนเพิ่มเข้ามาในลุ่มน้ําแม่โขง นี่นะครับ ซึ่งขณะนี้จริง ๆ แล้วก็ทางจีเอ็มเอสทางจีนพยายามที่จะผลักดันตัวเองให้เป็น ตลาดกลางซื้อขายพลังงานอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราสามารถที่จะปฏิรูปแล้วก็รีบทําเพื่อที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางได้ ก็จะเป็นการครอบคลุมทั้งหมดนะครับ แล้วนอกจากนั้นถ้าเป็นไปได้เราก็อาจจะขยายเป็น ศูนย์กลางไปถึงทางด้านประเทศบังกลาเทศแล้วก็ประเทศอินเดียด้วยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้มี การแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีการสร้างกําลังสํารอง เตรียมไว้ในแต่ละประเทศให้มากเกินไป ซึ่งจะเป็นการลดการลงทุนลงได้อย่างมาก ซึ่งในการ ดําเนินการขั้นต้นก็คงจะต้องมีการทําแผนพีดีพี (PDP) ที่มีการทํา แต่ว่าก็คงจะต้องเพิ่มเติม เข้าไปเพื่อใช้ในการที่จะควบคุมทั้งการผลิต การส่งให้เพียงพอ สามารถรับความต้องการใช้ แล้วก็การรับส่งพลังงานระหว่างประเทศในโอกาสต่อไป ในช่วงแรกนี้ก็คงจะต้องมีการเจรจากับ ประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้ามาใช้ศูนย์อันนี้ ที่จะจัดทํามาตรฐานต่าง ๆ เพราะว่าในการรับส่ง ทั้งหลายในขณะนี้มาตรฐานของแต่ละประเทศอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็คงจะต้อง มีการจัดทํามาตรฐานต่าง ๆ แล้วก็มีการตกลงเกี่ยวกับเรื่องอัตราค่าส่ง ส่งผ่านพลังงานหรือ วีลลิง ชาร์จ (Wheeling charge) ควบคู่ไปด้วย เพราะว่าเมื่อมีการซื้อขายกันแล้วก็คงจะต้อง มีการคิดค่าส่งผ่านพลังงานผ่านสายส่งทั้งหลายนะครับ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น ในขณะนี้ประเทศไทยมีท่อที่ส่งแก๊สเชื่อมโยงกับมาเลเซียผ่านทางโครงการเจดีเอ (JDA) แล้วก็เชื่อมต่อกับประเทศพม่า โดยประเทศไทยซื้อแก๊สมาใช้เข้ามาทางจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนทางด้านสายส่งไฟฟ้าก็มีการเชื่อมโยงกับประเทศลาวเพื่อซื้อพลังงานไฟฟ้ามาเป็นแบบ ลัมพ์ ซัม (Lump sum) เป็นแบบก้อนทั้งหมด แล้วก็ประเทศลาวผลิตได้เท่าไรเราก็ซื้อเขามา แล้วก็มีการเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียในขณะนี้ก็เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนพลังงานกัน ในทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีระบบส่งซึ่งเป็นระบบมีเดียม โวลเทจ (Medium voltage) ไปยัง ประเทศพม่า ประเทศลาว เขมร โดยที่เราใช้ระบบของเราขายไฟกลับไปให้ประเทศลาว แล้วก็ขายให้ประเทศพม่า แล้วก็เขมรด้วย ซึ่งเป็นตามแนวชายแดนเท่านั้น ดังนั้นถ้าหาก มีการปฏิรูปจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายพลังงานได้ตามที่ขอเพิ่มใน (๔) ของมาตรา ๒๘๘ ก็จะช่วยให้ ภูมิภาคนี้ได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมากนะครับ เกี่ยวกับในการที่จะแลกเปลี่ยนพลังงานกัน โดยที่ซื้อขายพลังงานกันโดยที่ไม่ต้องสร้างกําลังสํารองของแต่ละประเทศให้เกินความจําเป็น ซึ่งเมื่อประเทศไหนจําเป็นก็อาจจะขอซื้อมาจากประเทศอื่นซึ่งไม่จําเป็นที่จะต้องสร้าง องตัวเองขึ้นไว้ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปในเรื่องนี้ครับ
ทีนี้มาอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๒๗๙ อันนี้ที่เขียนไว้ว่า เพื่อประโยชน์แห่งการดําเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล จึงให้มีสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแล้วก็คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ อันนี้ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ที่ยกร่างมานี้ก็ได้มีเขียนไว้ว่าจะให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจํานวน ๑๒๐ คน ซึ่งผมก็ได้นั่งฟังในที่นี้หลาย ๆ ท่านนะครับ ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ กัน แต่สําหรับผมเองแล้ว ผมก็ยังมีความคิดเห็นเช่นเดียวกับที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการ ตามที่ท่านคํานูญ ก็ขออนุญาตใช้ชื่อนะครับ ทางท่านคํานูญ จริง ๆ แล้วท่านประธานเอง ก็เคยได้กล่าวไว้ว่าคณะนี้เป็นคณะเกี่ยวกับทางด้านวิชาการ
แล้วก็ในการดําเนินการก็เพื่อที่จะให้มีการดําเนินการต่อเนื่องไปตามที่มี การพิจารณาศึกษาเอาไว้โดยคณะกรรมาธิการต่าง ๆ รวมทั้งคอยติดตามประเมินผลนี้ เพราะฉะนั้นในการดําเนินการจริง ๆ เพื่อที่จะให้ได้มีความคล่องตัว จึงคิดว่าตามที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมาว่าควรจะมีจาก สปช. ไปจํานวน ๖๐ คน แต่สําหรับจํานวนนี้ผมไม่ให้ข้อคิดเห็นเท่าไรนะครับ เพียงแต่ว่ามันควรจะต้องมีจาก คณะกรรมาธิการเหล่านี้เข้าไปร่วมด้วยเพื่อที่จะคอยช่วยในการติดตามแล้วก็ประเมินต่าง ๆ รวมทั้งคอยให้ข้อคิดเห็นหรือว่ามีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ สําหรับจํานวนนี้ ก็แล้วแต่จะพิจารณานะครับ
แล้วก็ส่วนอีกเกือบ ๖๐ คนนั้น ที่ว่ามาจากทาง สนช. ๓๐ คน แล้วก็จาก นักวิชาการ ๓๐ คนนั้น ผมยังคิดว่าทาง สนช. จริง ๆ ก็อาจจะมีส่วนร่วมในตอนที่จะ ดําเนินการทางด้านพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่จะมาใช้อะไรทั้งหลายนี้ แต่ว่าตามความคิดแล้ว มันน่าจะเป็นการที่จะหาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชํานาญการต่าง ๆ เข้ามาอีกจํานวนที่เหลือ โดยการรีครูท (Recruit) คนเข้ามาจากที่มีการอาสาเข้ามา เพราะว่าในช่วงนั้น ช่วงต่อไปมัน ก็อาจจะมีวิทยาการอะไรใหม่ ๆ หรือว่ามีสิ่งใหม่เกิดขึ้นนี้นะครับ ก็ควรจะหาคนที่จะเข้ามาช่วย ในการนี้เพิ่มเติมให้ครบจํานวนนะครับ
สําหรับอีกด้านหนึ่งทางด้านคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้น ก็คิดว่าดูแล้วก็เหมาะสมที่จะมีไม่เกิน ๑๕ ท่าน แต่เห็นควรว่าน่าจะกําหนด คือผมเป็นห่วงว่า คณะที่จะเข้ามา ถ้าเผื่อว่าไปอยู่ในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปจะไม่เหมาะนะครับ เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นการกระจายผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชํานาญการออกไปว่าน่าจะมีการระบุ ไว้ด้วยว่าในแต่ละด้านว่าไม่ควรจะเกิน ๑ คนหรือ ๒ คนอะไรอย่างนี้นะครับ เพราะว่า ไม่อย่างนั้นมันจะไปกระจุกอยู่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งได้นะครับ เพราะว่ามันเป็นจุดที่อาจจะ มีการตีความที่ภายหลังทําให้ไปกระจุกตัวอยู่ในด้านใดด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เราสามารถที่จะระบุไว้เลยว่าด้านหนึ่งควรจะไม่เกิน ๑-๒ ท่านหรืออะไรอย่างนี้นะครับ มันก็จะได้กระจายอันนี้ออกไปนะครับ อันนี้เป็นข้อคิดเห็น สําหรับวาระนั้นที่กําหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๘ ว่าเพียง ๕ ปีก็คงจะต้องเป็นไปตามนี้ก่อนนะครับ แล้วก็คงจะต้องไปดูกัน ในช่วงนั้นอีกทีครับ ขอบพระคุณมากครับ