สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

อนันต์ สิริแสงทักษิณ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีความชัดเจนในการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผล การเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องมีสภาพบังคับด้วย และมีการร่วมยกร่างกฎหมายกับวุฒิสภา นอกจากนี้ยังพูดถึงบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและระบุว่าภาระหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิรูปที่สอดคล้องกับสิทธิพลเมืองตามมาตรา 61 และเสนอให้เรียนรู้จากประสบการณ์ของมาเลเซียที่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมาย และแผนการขับเคลื่อนชัดเจน

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปที่เคารพ ผม นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ จะขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ ซึ่งก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกลไก และโครงสร้างในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปหรือว่าสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปแห่งชาติ

ท่านประธานครับ ผมได้ใช้ความพยายามที่จะศึกษาแล้วก็ทําความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องของกลไกแล้วก็โครงสร้างอยู่พอสมควร ผมมีข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะ ผมจะขออนุญาตที่จะไม่ลงไปในรายละเอียดของแต่ละวาระ ก่อนอื่นผมคิดว่าต้องขอบพระคุณ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มองภาค ๔ จัดให้มีเรื่องของกลไกแล้วก็โครงสร้าง การขับเคลื่อน รวมทั้งกระบวนการ ซึ่งผมคิดว่ามองได้อย่างรอบด้าน แต่อย่างไรก็ตามผมยัง คิดว่ามันยังมีเรื่องที่เราอาจจะต้องมาร่วมกันพิจารณาที่จะดูว่าจะทําอย่างไรที่ทําให้ การขับเคลื่อนนั้นไปสู่ความสําเร็จให้ได้ สิ่งแรกที่ผมอยากจะให้ความเห็นก็คือว่าเราเห็น ตรงกันว่าเรื่องของวาระการปฏิรูปนี้เป็นเรื่องสําคัญต่อประเทศ ความสําเร็จต่าง ๆ ที่เราได้วาง เจตนารมณ์ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ เรื่องของการที่ต้องการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ ทําให้ การเมืองสะอาดและสมดุลหนุนสังคมให้เป็นธรรมและนําชาติสู่สันติสุข ความคาดหวังเหล่านี้ จะประสบความสําเร็จได้ เราจะสามารถลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคมได้ การขับเคลื่อนเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราเห็นตรงกันว่าภาค ๔ นี้มีความสําคัญ

เรื่องที่ ๒ เราก็ยังมองตรงกันอีกว่าการขับเคลื่อนต้องใช้เวลา ดังที่ได้มีกําหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๘ คือวางกําหนดเวลาไว้ ๕ ปี แล้วก็ต่อไปได้อีก ๕ ปีตามที่จะเห็นชอบ ตามประชามติ ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นกันก็คือว่าเรื่องของการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทั้งระบบ แล้วก็มีผลกระทบต่อวงกว้างเกี่ยวข้องกับผู้คนในรอบด้าน เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องใช้เวลา อันนี้ก็คงจะเห็นตรงกัน

เรื่องที่ ๓ ก็คือว่ามันต้องมีความชัดเจนว่าการขับเคลื่อนในเรื่องของ การปฏิรูปนั้นจะปฏิรูปอะไร แผนแล้วก็ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนมีการติดตามประเมินผล ซึ่งอันนี้ก็เป็นภารกิจที่ได้เขียนไว้ที่อยู่ในมาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ (๑) ถึง (๖) ซึ่งก็เขียนไว้ให้เห็น ว่าเป็นภารกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศที่จะต้องมาดําเนินการในส่วนนี้ แล้วก็ทยอยส่งมอบผลงานให้กับผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องของการขับเคลื่อน ก็คือทางรัฐบาล ผู้บริหาร ฝ่ายบริหารแล้วก็หน่วยงานราชการต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นสําคัญคือว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จําเป็นที่จะต้องมีสภาพ บังคับด้วย ก็เห็นว่าอํานาจในเรื่องของการออกกฎหมายพระราชบัญญัติต่าง ๆ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนี้จะเป็นผู้ยกร่างร่วมกับทางวุฒิสภา ซึ่งอันนี้ก็มีกระบวนการกําหนดไว้ ในมาตรา ๒๘๐

แล้วก็เรื่องที่ ๕ ก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนจะต้องมีกลไก มีองค์กร ก็ได้พูดไว้ ทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็ทั้งกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบที่สมาชิกได้อภิปรายไว้แล้วในหลายท่านด้วยกัน แล้วก็ทั้งสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเอง แล้วก็ทางเรื่องของกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปแห่งชาตินั้น จะต้องได้รับสนองพระบรมราชโองการจากทางนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องมีกฎหมายลูก ที่จะไปว่าในรายละเอียดต่อไป อันนี้ก็กําหนดอยู่ในมาตรา ๒๗๙ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม ต้องมีงบประมาณนะครับ ก็เป็นเรื่องสําคัญ ก็ต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้ด้วย ทั้งงบประมาณที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการปฏิรูปเอง และงบประมาณในเรื่องของ การบริหารจัดการ แล้วก็เกี่ยวข้องกับทั้งรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ทั้งวุฒิสภา แล้วก็ ครม. หน่วยงานราชการ สิ่งที่ผมยกขึ้นมาทั้งหมดนี้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ วางกรอบไว้พอสมควร ซึ่งก็จะเห็นว่ามีองค์กร มีกลไกขับเคลื่อนแยกส่วนออกมาต่างหากจาก ฝ่ายบริหาร จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้ แล้วก็มีการวางกติกาไว้ว่าถ้าไม่ได้รับ การจัดสรรนั้นจะต้องทํากันอย่างไร ซึ่งอันนี้เองก็เป็นกระบวนการ ท่านประธาน ผมคิดว่า แม้มันจะมีสภาพบังคับ มีโครงสร้าง มีกระบวนการรองรับไว้ทั้งหมดแล้วก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผม เห็นด้วยกับที่มีผู้อภิปรายที่ผ่านมา คือท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ซึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็ได้ พูดถึงบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนว่ามีความจําเป็นมากน้อยอย่างไร พูดถึงเรื่องของ งบประมาณ พูดถึงเรื่องขั้นตอนต่าง ๆ ที่มันอาจจะมีมากแล้วก็ซ้ําซ้อน ความเป็นเอกภาพ ซึ่งอันนี้ผมก็เห็นด้วย ซึ่งตอนท้ายผมจะมีข้อเสนอนะครับ สําหรับสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นจุดอ่อน แล้วก็จะขอกล่าวเสริมในภายหลัง

ประเด็นแรกคือความชัดเจนในเรื่องบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับผิดชอบต่อใคร ถ้าเราจะเห็นว่าภายใน ร่างรัฐธรรมนูญนี้เอง แม้แต่ ครม. เองก็มีความชัดเจนว่ารับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร บทบาทอํานาจหน้าที่นั้นมีเพียงแต่ในเรื่องของการทําข้อเสนอนโยบายและแผน แล้วก็ทยอย ส่งให้รัฐบาลแค่นั้นหรือครับ การส่งมอบนั้นมีความชัดเจนอย่างไรที่จะไม่ให้มีรอยต่อเกิดขึ้น แล้วก็ในเรื่องของวาระปฏิรูปต่าง ๆ นั้นเรายังต้องมีการทํางานต่อเนื่องเพื่อให้ตกผลึก มากกว่านี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง สําหรับในเรื่องของวาระปฏิรูปเองยังได้มีการพูดคุยหารือ กันอยู่ในกลุ่มของคณะกรรมาธิการในชุดต่าง ๆ ในเชิงบูรณาการร่วมกัน อย่างเช่นในเรื่อง ของปฏิรูปด้านเกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เรื่องพลังงาน เรื่องนี้ทาง คณะกรรมาธิการหลายชุดเองก็เห็นว่าการที่จะทําให้วาระปฏิรูปนั้นออกมามีผลกระทบ ต่อประเทศในวงกว้างนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทํางานร่วมกันข้ามกลุ่มในลักษณะ ที่เราเรียกว่าครอส คัทติง (Cross cutting) ตัวอย่างเช่นการมองที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผลผลิตของภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทํางานแล้วก็ข้ามกลุ่ม ซึ่งขณะนี้เองก็มีการดําเนินการไประยะหนึ่งแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสําคัญคือการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลในภาครัฐที่เรา เรียกว่า คอนเนคเทด กัฟเวอร์นเมนท์ (Connected government) ซึ่งอันนี้ก็เป็นโครงสร้าง พื้นฐานที่จําเป็นต่อการปฏิรูปในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปราบเรื่องของทุจริต คอร์รัปชัน (Corruption) เรื่องของพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข การแพทย์ การบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ท้องถิ่น เพื่อเป็นการรองรับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะสนองตอบต่อสิทธิพลเมืองในมาตรา ๖๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการชุด วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้าไปดูแล แล้วก็ได้ดําเนินการไประยะหนึ่งแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ แล้วก็เป็นลําดับสําคัญต้น ๆ ของการที่จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ถ้าเรายังไม่มีระบบข้อมูลที่เข้มแข็งเพียงพอคงจะยากต่อการที่เราจะปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นด้านใด ก็แล้วแต่

ในเรื่องของการขับเคลื่อนก็ยังมองว่าทําอย่างไรที่จะสร้างความเป็นผู้นํา เอกภาพในเรื่องของการขับเคลื่อน ผมว่าสิ่งที่เราพูดถึงเรื่องของวาระปฏิรูปนั้นเป็นเรื่อง ของวาระแห่งชาติทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง การจัดสรรงบประมาณ ทําอย่างไรที่จะไม่ให้มีความขัดแย้งกัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะว่าลําดับความสําคัญต่างก็คงจะต้องมีการอ้างภาระหน้าที่ที่ได้มีการแถลงต่อสภาทั้งสิ้น ความพร้อมต้องขออนุญาตเอ่ยถึงคุณหมอสุวัฒน์ได้พูดถึงคานงัด ความพร้อมในเรื่องฐานทุน ระบบข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะขับเคลื่อน คุณหมอสุวัฒน์ได้พูดถึงคานงัดความพร้อมในเรื่องฐานทุนระบบข้อมูลต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น เรื่องสําคัญ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะขับเคลื่อน ทั้งแนวราบ แนวตั้ง สุดท้ายก็เป็นเรื่อง ของขั้นตอนและกระบวนการที่ ถ้าเราจําเป็นที่จะต้องไปพึ่งพาประชามติตลอดเวลานั้น การยอมรับเราสามารถสร้างการยอมรับได้ก่อน ก่อนที่เราจะไปเดินหน้าในเรื่องของ การขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้กระบวนการในเรื่องของการขับเคลื่อนนั้นเยิ่นเย้อมากเกินไป วาระที่เป็นวาระแห่งชาติแล้วก็มีความสําคัญ ก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปได้ ท่านประธานครับ ผมมีผลการศึกษาที่ได้ศึกษาโดยดูรูปแบบการขับเคลื่อนของประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีวาระปฏิรูป เช่นเดียวกับประเทศไทยได้ดําเนินการมาก่อนเราเมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา เขามีเป้าหมายแล้วก็มี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยต้องการยกระดับรายได้ของประเทศขึ้นชั้นการเป็นประเทศพัฒนาและ ลดความเหลื่อมล้ํา ทั้งนี้เขาได้มีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการขับเคลื่อน เขาแบ่งวาระการปฏิรูปออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสังคม และการเมือง เขาได้พูดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ํา อันนี้เป็นกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าจะมีภารกิจมากกว่านี้ กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มเรื่องการปฏิรูปเพื่อก่อให้เกิดรายได้ อย่างเช่น เขาใช้พืชเศรษฐกิจ อย่างเช่น ปาล์มน้ํามันจะหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใดที่จะมาสร้างให้ พืชเศรษฐกิจอันนี้ขยายผลให้กับประเทศเขา เขาดูเรื่องของพลังงาน น้ํามัน แก๊ส ซึ่งเขามี ทรัพยากรมากมายแต่ตอนนี้เขาจําเป็นต้องพึ่งพานําเข้า เขากระตุ้นและส่งเสริมให้มี การลงทุนมากมาย เพราะฉะนั้นเราจะต้องไปยึดติดกับระบบสัมปทานหรือระบบอะไรก็แล้วแต่ คงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นทําอย่างไรที่จะดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาลงทุนในประเทศเขามาก ๆ เพื่อที่จะได้มีการขุดพบ แล้วก็พัฒนาน้ํามันและแก๊สเพิ่มเข้ามา และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่ม ที่จะเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องศักยภาพในเรื่องของคน หรือเราเรียกว่าฮิวแมน แคพพิตอล (Human capital) แล้วก็ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะลดขั้นตอนการให้บริการอย่างไร เพราะว่าเขามองว่าประเทศเขานั้นต้องแข่งขัน เราจะเห็นว่า ประเทศมาเลเซียนั้นเขามองปฏิรูปนั้นได้ครอบคลุมทุกมิตินะครับ ทั้งสังคม ทั้งการเมือง ทั้งเศรษฐกิจ และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมีภาคเอกชนด้วยในเรื่องของการปฏิรูปนั้น ภาคเอกชนนั้น ถือว่ามีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อน สําหรับกลไกนั้นเขาตั้งองค์กรขับเคลื่อนซึ่งรายงาน ตรงต่อนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีทีม (Team) บริหารงานอย่างมืออาชีพ องค์กรขับเคลื่อนนี้มีหน้าที่ ผลักดัน สนับสนุน ติดตามผลงาน วัดผล กํากับการส่งมอบแล้วก็สัมฤทธิผล แล้วการทําตามแผน ประสานงานกับกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ รวมทั้งภาคเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบ ในการขับเคลื่อนโดยตรง เขาจําเป็นที่จะต้องมีการรายงานผล แล้วก็ติดตามผลในเรื่องของ การขับเคลื่อนนั้นโดยเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นประชาชนจะรับรู้ตลอดเวลา ต่อเรื่องของการพัฒนาการขับเคลื่อนต่าง ๆ ซึ่งโดยสรุปแล้วการปฏิรูปประเทศมาเลเชียนั้น มีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีเป้าหมาย มีแผนการขับเคลื่อนที่ชัดเจน มีความเป็น เอกภาพและผู้นําสูง มีหน่วยงานขับเคลื่อนที่มีขีดความสามารถในการผลักดันและสนับสนุน ให้เกิดการขับเคลื่อนได้สัมฤทธิผลอย่างจริงจัง อันนี้ก็เป็นประสบการณ์แล้วจากผลที่เรา ได้เรียนรู้จากประเทศมาเลเซีย ผมมีข้อเสนอ ก็คือว่าอยากจะให้มีการพิจารณาทบทวน ในเรื่องของกลไกและโครงสร้างการขับเคลื่อนดังนี้ครับ

ข้อที่ ๑ เราควรที่จะกําหนดการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ชาติซึ่งหลาย ๆ ท่าน ก็ได้อภิปรายแล้ว แต่ผมคิดว่าเพื่อให้มีสภาพบังคับที่ชัดเจน น่าจะกําหนดอยู่ในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้เหตุผลก็คือแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้ มันจะครอบคลุมไปถึงเรื่องของ การปฏิรูปต่าง ๆ ซึ่งมีความสําคัญในเรื่องของการที่จะรองรับในเรื่องของการขับเคลื่อน ประเทศไปสู่เป้าหมายในอนาคตต่าง ๆ แล้วก็จะต้องมีการทํางานบูรณาการร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปในชุดต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรายังมีเวลาเพียงพอในเรื่องของการที่จะ ทําให้วาระการปฏิรูปนั้นมีความชัดเจน รวมทั้งกรอบแล้วก็ยุทธศาสตร์ชาติต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือควรจัดตั้งให้มีหน่วยงานขับเคลื่อนที่เป็นมืออาชีพขึ้นตรง กับฝ่ายบริหาร แล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนโดยตรง ผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญก็คือว่า การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจําเป็นเพื่อจะทําให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของต่อใน เรื่องวาระต่าง ๆ ที่จะขับเคลื่อน แล้วที่สําคัญคือจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลรายงาน การทํางานต่อสาธารณะ อันนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าผลงานต่าง ๆ ไม่ว่าใครก็ตาม ที่จะเข้ามารับผิดชอบในเรื่องของการขับเคลื่อนนั้นมีผลงานมากน้อยเพียงใดภายใต้การวัดผล อย่างมืออาชีพ

โดยสรุปครับ ผมมีความเห็นว่าเพื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบให้ชัดเจน แล้วก็มีเอกภาพ ผมเห็นว่าควรที่จะมอบให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดําเนินการ ทั้งการขับเคลื่อน การจัดการ การบริหารเรื่องของกลไกและองค์กรขับเคลื่อนโดย ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะกําหนดเป้าหมายเรื่องของกรอบเวลาและสาระสําคัญในแผนยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งกระบวนการและโครงสร้างองค์กรที่สําคัญที่จะมีผลต่อความสําเร็จในเรื่องของ การขับเคลื่อน ผมมีข้อเสนอและข้อสังเกตเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ