ทิวา การกระสัง ระบุว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ปฏิรูปในลักษณะที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา และไม่ได้นำไปสู่ความสงบสุขของสังคม นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแบ่งอำนาจในประเทศไทย โดยมองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่การใช้อำนาจนั้นผ่านองค์พระมหากษัตริย์ ทิวา จึงเสนอให้เพิ่มมาตรา 34 เพื่อให้บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่เท่าเทียมกัน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่รักและที่มีเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๙๒ จากจังหวัดบุรีรัมย์ อยากกราบเรียนว่า สิ่งที่ผมจะอภิปรายหรือกล่าวต่อไปนี้ เป็นการอภิปรายในหลักของข้อกฎหมายส่วนมาก ผมจะใช้ข้อเท็จจริงให้น้อยที่สุดนะครับ หลักกฎหมายที่ผมจะอภิปรายในภาค ๔ นี้ก็คือ หลักแห่งความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาคกันทางกฎหมาย เนื่องจาก ร่างรัฐธรรมนูญนี้ในหมวดของการปฏิรูปนี้บอกว่า การปฏิรูปนั้นจะต้องเขียนตรากฎหมาย เพื่อให้การปฏิรูปประสบความสําเร็จอยู่ด้วย การตรากฎหมายนั้นมีอยู่หลายมาตราด้วยกัน รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างมานี้เป็นกฎหมาย เป็นกฎหมายแม่ เป็นกฎหมายหลัก ผมขอกราบเรียน ต่อประธานว่าการตรากฎหมายทุกอย่าง กฎหมายนั้นต้องใช้บังคับกับทุกคน ความเสมอภาค ทางกฎหมายต้องเกิดขึ้นการปฏิรูปจึงประสบความสําเร็จ รัฐธรรมนูญนี้เราภูมิใจและเรียกกัน เหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญแห่งการปฏิรูป คําว่า ปฏิรูปก็คือทําสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้มันดีขึ้น รัฐธรรมนูญนี้จะต้องนําไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เอาแค่ ๒ ฉบับก็พอครับ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ และจะมาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าฉบับเดิมหรือไม่ เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะอภิปราย ผมขอชี้แจงที่มีสมาชิกสภานี้บางท่านบอกว่า การที่กําหนดให้มาตรา ๑๒๑ ที่มาของวุฒิสมาชิกใน (๕) มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดนั้น เป็นการต่อรองกันระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มาจากจังหวัด และต้องการให้สมาชิกสภาปฏิรูปที่มาจากจังหวัดนั้นสามารถมีสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ ขอกราบเรียนต่อประธาน และสมาชิกในสภานี้ และประชาชน ทางบ้านว่า สิ่งที่กล่าวนั้นเป็นเท็จ เนื่องจากสมาชิกสภาต่างจังหวัดที่ไปพูดกับประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคืออาจารย์บวรศักดิ์นะครับ จริง ๆ ท่านเป็นอาจารย์ ที่สอนผมในกฎหมายปกครอง ท่านไปพูดในห้องสีชมพูกับสมาชิกสภาจังหวัดเนื่องจาก ท่านต้องการให้สมาชิกที่มาจากจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปให้ประชาชนทราบ ท่านบอกว่าท่านถูกแรงกระแทกจากข้างนอกและข้างใน ท่านต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนยอมรับ ผมเป็นคนเรียนท่านเองว่าถ้าท่านต้องการให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่มาของ ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเนื่องจากว่าผมเองนั้นเป็นกรรมาธิการ มีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของสภานี้ นอกจากนั้นยังเป็นประธาน กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของจังหวัดบุรีรัมย์ ผมบอกว่าถ้าท่านต้องการ มวลชนกลับมาบ้าง ท่านต้องให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน เนื่องจากประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านบอกว่าที่ท่านเขียนหรือคําที่มา ส.ว. ตามมาตรา ๒๑๒ (๑) ถึง (๔) นั้น เนื่องจากประเทศนี้ผู้มีอํานาจมันเยอะ คนที่มีอํานาจพอพ้นอํานาจไปแล้ว อยากจะเล่น หรืออยากจะใช้อํานาจของตัวเองแต่ไม่มีเวทีเล่น ท่านพูดในสภานี้ท่านก็เลย ออกแบบมาว่าให้บุคคลที่ท่านกําหนดไว้ใน (๑) ถึง (๔) นั้นมีที่เล่น ถ้าหากไม่มีที่ให้เล่น เขาก็จะเล่นบนถนน ประเทศนี้ก็วุ่นวาย เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่บอกว่าต้องการให้สังคมสงบสุขก็จะไม่เกิดขึ้น รถไฟสายปฏิรูปท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ผมยังเสียใจนะท่านไม่มานั่งฟังผมนะครับ ท่านบอกว่า รถไฟสายปฏิรูปสําคัญที่สุดคือหัวรถจักร หัวรถจักรในที่นี้ก็คือกระบวนการทางการเมือง เมื่อทุกคนมีเวทีเล่นไม่ไปเล่นบนถนนสังคมก็สงบสุข ผมบอกว่าโอเค (OK) เรื่องแบบนี้ยอมกันได้ เลยเป็นที่มาของ ส.ว. เลือกตั้งจากจังหวัดละ ๑ คน ขอเรียนให้สภานี้ทราบนะครับ ผมไม่เคย ไปต่อรองกับประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเลยว่าต้องการให้เพื่อนสมาชิกที่มาจาก ต่างจังหวัดนั้นสามารถสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ อีกอย่างตัวผมเองก็ไม่เคยคิดว่าจะสมัคร การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นสิทธิตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เคย มีการต่อรองครับ ที่ผมจะต้องมาพูดเนื่องจากว่าเหตุผลหนึ่งคือประชาชนจากต่างจังหวัด เขาต้องการให้ตัวแทนของเขานั้นมาจากการเลือกตั้ง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมต้องไปพูดนะครับ
เหตุผลที่ ๒ ทําไมผมต้องกราบเรียนต่อประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าอํานาจของประชาชนคณะ คสช. เอามาแล้วจะส่งกลับคืนกับประชาชน เจ้าของอํานาจ ที่แท้จริงคือประชาชน มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านท่านบอกว่ามาตรา ๓ ที่ระบุว่า อํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยนั้นให้อ่านทั้งมาตรา ท่านชี้แจงในทํานองว่าอํานาจ ที่แท้จริงนั้นใครเป็นคนใช้ ท่านดูมาตรา ๓ มาตรา ๓ นี้ระบุทุกรัฐธรรมนูญเลย ปี ๒๕๕๐ ก็ระบุ ปี ๒๕๕๐ บอกว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓ มาจากไหนครับ เราดูกฎหมายต้องดูเจตนาเดิม มาตรา ๓ นี้เกิดขึ้นในวันที่องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๗๕ พระองค์ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับ คณะราษฎร์และปวงชนชาวไทย คําดํารัสของพระองค์ท่านบอกว่า อยู่ในฉบับนี้เดี๋ยวผมจะส่ง ท่านประธานนะครับ ทุกคนทราบ แต่อยากจะเตือนความจําสักนิดหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้ อํานาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ สภานี้มาถูกทาง ที่ผมบอกว่ามาถูกทางเนื่องจากอะไร ทั้งยกร่าง ออกไปฟังเสียงประชาชน ทั้งสภานี้มีกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนั้นยังมีอนุกรรมาธิการอีก ๗๗ จังหวัด วันนี้ เวลานี้มีบางจังหวัดที่กําลังฟังเสียง ประชาชนอยู่ ถูกทางแล้ว แต่อยากกราบเรียนว่าเมื่อฟังแล้วท่านเอามาใช้หรือเปล่านะครับ หลักการเขียนกฎหมายหรือบัญญัติกฎหมายหลักสําคัญที่สุดคือหลักความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพของประชาชน มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกมาตรา นอกจากนั้นหลักสิทธิมนุษยชน ในสหประชาชาติก็กําหนดไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปดูมาตรา ๑๒๑ ว่าด้วยที่มา วุฒิสมาชิก (๑) ถึง (๔) ท่านกําหนดว่า วุฒิสมาชิกมาจากไหน แบบไหน อย่างไร ผมไม่อ่าน เนื่องจากทุกคนมีอยู่ในมือแล้ว แต่ผมอยากให้ท่านดูในมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖
มาตรา ๔ บอกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทย เหล่ากําเนิด เพศ ศาสนา ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง แห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอ ที่ผมกล่าวนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นชอบในมาตรา ๑๐๑ นะครับ ผมเห็นชอบแต่ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นชอบตามที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าประเทศนี้เป็นประเทศของผู้มีอํานาจหลากหลาย หลักการปกครอง หลักการเมือง ต้องแบ่งอํานาจซึ่งกันและกัน เมื่อมีการแบ่งอํานาจมีสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าหรือ กรรมาธิการบางท่านบอกว่าการที่มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งนั้นไม่ดีเนื่องจากว่า มีที่มาเหมือนกันแบบผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเปรียบเทียบว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยไม่ใช่เป็นอํานาจของใคร อํานาจอธิปไตยคืออํานาจ ของประชาชน ที่มาของอํานาจคือประชาชนคนไทยทุกคน แต่การใช้อํานาจนั้น มาตรา ๓ ใช้ผ่านพระมหากษัตริย์ จากการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ นี้เอง เป็นที่มาของการบัญญัติ ในมาตราอื่น เช่น มาตรา ๑๓๓ ว่าด้วยรัฐสภา ประธานรัฐสภาคือประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๑ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ศาล ตามมาตรา ๒๙๙ มาตรา ๒๒๓ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองได้รับการโปรดเกล้าฯ ถือว่าอํานาจทั้ง ๓ นี้ เป็นอํานาจของประชาชน มีการใช้โดยผ่านองค์พระมหากษัตริย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเปรียบเทียบอย่างหนึ่งว่าอํานาจเหมือนสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกัน สภานี้ต้องการบุตร อยู่ ๒ คน
คนที่ ๑ ชื่อว่านายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่ ๒ ชื่อว่านายสมาชิก วุฒิสภา นายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เกิดจากบิดามารดา สามีภรรยาที่จดทะเบียน โดยชอบด้วยกฎหมาย คลอดมาเป็นบุตร มีหน้าตา มีอํานาจหน้าที่ ชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๕๐ คน มีแบบไหนไม่ว่า แต่มาจากประชาชน ผมเห็นด้วยแล้วก็เห็นชอบ
บุตรคนที่ ๒ ชื่อวุฒิสภา ผู้ทําคลอดคือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓๖ ท่าน เป็นหมอตําแย ท่านบอกว่าท่านอยากจะได้บุตรที่มีหน้าตาเหมือนกัน มีอํานาจ หน้าที่เหมือนกัน อํานาจหน้าที่มากกว่าอีก แต่บุตรคนนี้ไม่อยากจะให้คลอดมาจากแม่ ตามธรรมชาติ อยากให้คลอดนอกมดลูกทํากิฟท์ (Gift) พอคลอดนอกมดลูกท่านทําอย่างไรครับ ท่านก็ออกมาตรา ๑๐๑ (๑) ถึง (๔) ท่านดูเลยนะครับว่ามาจากไหน (๑) ก็มาจาก ผู้มีอํานาจทั้งหลาย นายทหาร ปลัดกระทรวงอะไรก็ว่าไป (๒) (๓) กลุ่มอาชีพ นี่คือ ผมเรียกว่าวุฒิสมาชิกคลอดนอกมดลูก ทํากิฟท์ อํานาจหน้าที่หน้าตาเหมือนกันกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเปล่า เหมือนกันนะครับ ผมถามว่าที่มาต่างกันความคิด จะต่างกันหรือ อาจหน้าที่มันอยู่ที่กฎหมาย เราเขียนกฎหมายอํานาจหน้าที่ของวุฒิสมาชิกให้ดี เขียนที่มาให้ดี วุฒิสมาชิกก็คือสมาชิกสภาที่เป็นผู้อาวุโส ถ้าโดยจริง ๆ ตามมาตรา ๓ อํานาจของประชาชนจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจํานวน ๒๐๐ คน แต่โอเค (OK) ผมเป็นลูกศิษย์ที่ดีเห็นชอบกับอาจารย์ผม ผมถือว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ผมเดินตาม อาจารย์ผมที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหมาจะกัดก็กัดอาจารย์ ผมก่อนไม่เป็นอะไร ผมเห็นชอบในมาตรานี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปดูมาตรา ๔ มาตรา ๕ ที่บอกว่าปวงชนชาวไทยเหล่ากําเนิดอะไร แล้วก็มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมายหรือกฎข้อบังคับขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ท่านไปดูมาตรา ๓๔ ครับ มาตรา ๓๔ บอกว่าบุคคลย่อม เสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิง มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ แห่งความแตกต่างในถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ เพศสภาพ อันนี้ภาษาใหม่นะครับ ท่านอาจจะพูดตรง ๆ เลยนะครับ เพศที่ ๓ เพศที่ ๔ ว่ากันไป อายุ ความพิการ สภาพทางกาย สุขภาพสถานะของบุคคล สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ วุฒิสภา นอกมดลูกของท่าน (๑) ถึง (๔) ขัดต่อมาตรา ๓๔ หรือไม่ ท่านไปดูนะครับ ท่านกําหนด สภาพทางสังคมของคน จํากัดสิทธิของบุคคล ท่านไปดูให้ดีนะครับ ผมไม่ได้ว่านะ ท่านจะบอกว่า มาตรา ๓๔ กับมาตรา ๑๒๑ มันขัดกัน มันเป็นเรื่องของการขัดกันของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของการทะเลาะกันของผัวกับเมีย ถึงอย่างไรมันก็ต้องนอนด้วยกัน ไม่เป็นอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านมาดูบุตรนอกมดลูก บุตรที่กิฟท์ วุฒิสมาชิกกิฟท์ของท่านนี้ จะเกิดไม่ได้เลย เนื่องจากว่าจะเกิดได้จะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านไปดูมาตรา ๖ บอกว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายลูกนะครับ เมื่อขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๖ มันจะใช้บังคับ ได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมบอกแล้วว่า ผมเห็นชอบ ถึงแม้ว่าท่านเอาอํานาจซึ่งเป็นอํานาจของปวงชนมาจัดสรรให้กลุ่มบุคคล ผมก็จะเห็นชอบ เนื่องจากว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ เจตนารมณ์แรก ต้องการให้ประเทศนี้ สังคมนี้มีแต่ความสงบสุข นอกจากนั้นในการไปรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในฐานะที่เป็นกรรมาธิการการมีส่วนร่วม สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดครับ ฝากไปยังกลุ่มทั้งหลาย กลุ่มทั้งหลายที่อยู่ข้างนอกหรือในสภานี้ ขอให้ละอัตตา เห็นแก่ประเทศชาติ เป็นสําคัญ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือต้องการให้ประเทศนี้ สังคมนี้มีแต่ความสงบสุข กระบวนการทางการเมืองหรือวิธีทางการเมืองแบบไหน อย่างไร เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เก็บไว้ก่อน เอาให้ประเทศสงบสุขก่อน ขอร้องไปยังพรรคการเมืองทั้งหลายว่าอะไรที่มันผ่านได้ ขอให้มันผ่าน มาตรา ๑๒๑ ผมจะให้ผ่าน แต่จะผ่านได้หรือไม่ท่านจะต้องแก้ไขและเพิ่มเติม ไปสักนิดหนึ่ง ท่านเพิ่มไปในมาตรา ๓๔ เลยครับ บอกว่าการจํากัดสิทธิอะไรนี้มันทําไม่ได้ การจํากัดสิทธิของบุคคล การให้อํานาจของบุคคล ให้สิทธิของบุคคล เพราะเขามีสภาพ ทางสังคม เศรษฐกิจ ท่านให้เป็น ส.ว. นะครับ เขียนบทเลยบอกเว้นแต่บทบัญญัติ แห่งการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๒๑ (๑) ถึง (๔) ท่านเขียนบทยกเว้นไว้เลย และเขียนบทยกเว้นไว้ในมาตรา ๖ วรรคท้ายด้วยนะครับ บอกว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัด หรือแย้งรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ เว้นแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ถ้าท่านเขียน ๒ แห่งนี้รับรองว่า บุตรทํากิฟท์ บุตรนอกมดลูกมันดูจะน่าเกลียดไปไหม เอาเป็นลูกกิฟท์ก็แล้วกันนะครับ ก็จะเกิดขึ้นได้
อีกมาตราหนึ่งว่าในเรื่องของปรองดองนะครับ กฎหมายเขียนดีมากว่าด้วย การปฏิรูป ผมมีเวลาอยู่ ๒๐ นาทีนะครับท่านประธาน ผมจะพูดยาวไปเลยนะครับ พยายาม จะไม่พูดอะไรในข้อเท็จจริงแต่จะไปพูดอะไรในข้อกฎหมายครับ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๗๙ แนวคิดของการมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ ผมเห็นด้วย แนวคิดของการมี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ผมเห็นด้วย แนวคิดนี้ผมเห็นด้วย แต่การที่มาเขียนใน มาตรา ๒๙๗ (๑) ข้อ ก ข ข้อ ก ที่บอกว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยว่าคุณสมบัติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ มีสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๖๐ คน ท่านกรรมาธิการและสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติในสภานี้หลายท่าน ก็สนับสนุน ผมก็สนับสนุน แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือไปเขียนสเปก (Spec) เขียนสเปก ยังไม่พอ ระบุยี่ห้อเข้าไปอีก เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓๐ คน ท่านกล่าวและอ้าง เหลือเกินว่ากรอบการปฏิรูป ๓๖ วาระ ซึ่งท่านดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ขอประทานอภัย ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านอุตส่าห์คิดแล้วก็เขียนมาว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้จะต้อง มีการปฏิรูป ผมเห็นด้วย ประทานโทษครับท่าน การเขียนกฎหมายอย่างนักกฎหมาย มีคําคําหนึ่ง ที่เขาพูดมานานแล้ว เราพูดเสมอว่ากฎหมายจะต้องบังคับกับคนทุกคน และทุกคนต้องมีสิทธิ เท่าเทียมกันในทางกฎหมายนั้น ขอเอาคํากล่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งนะครับ ท่านชวน หลีกภัย ท่านเคยบอกว่า ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้ไม่อาจทําให้บุคคลเสมอกัน หรือเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็จะทําให้บุคคลเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ มีคําพูดเขาพูดกันมานาน ถ้าท่านอยากจะรู้ว่ากฎหมายที่เขียนนั้น เขียนเพื่อประโยชน์ของใคร ต้องไปดูคนเขียน กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมานี้เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ คนที่เขียนคือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๓๖ คน คนที่พิจารณาและเห็นชอบตามมาตรา ๓๗ คือสภานี้ ผมมีเวลาอีก ๑๐ นาทีนะครับ ท่านประธาน