สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

เจษฎา วิจารณ์ หารือเรื่องต่างๆ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ การท่องเที่ยว การประเมินผลการดำเนินงานของงบประมาณ และการปฏิรูปการบริหารราชการ โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงการไม่มียุทธศาสตร์ชาติเป็นลายลักษณ์อักษร และเรียกร้องให้มีการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติและขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการทุจริตและคอร์รัปชันในประเทศไทย และเรียกร้องให้มียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้

พลอากาศเอก เจษฎา วิจารณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลอากาศเอก เจษฎา วิจารณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๔๘ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ในการอภิปรายที่ผ่านมา ๗ วันนั้นท่านจะเห็นได้ครับว่าในแต่ละวัน จะมีผู้พูดถึง กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติมากบ้าง น้อยบ้างนะครับ เรื่องนี้ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับประเทศของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยมีมาก่อน ในวันนี้ผมก็จะ ขออนุญาตอภิปรายเพื่อเป็นการเสริมในเรื่องตรงนี้แล้วก็เติมในบางสิ่งบางอย่างในประเด็น ของเรื่องยุทธศาสตร์ชาติครับ ภาพ ๑ ภาพนั้นจะแทนคําพูดได้ ๑,๐๐๐ คํานะครับ ผมอาจจะใช้เวลาในการพูดน้อยหน่อย ใช้ภาพแทน ขอใช้ภาพเพียงแค่ ๕ ภาพเท่านั้นครับ ที่จะอธิบายให้เข้าใจได้มากขึ้นนะครับ

ขอใช้ภาพแรกครับ ซีรีย์ (Series) เรื่องนี้นะครับ คิดว่าทุกท่านก็คงจะเห็น และคงรู้จักกันดี ตอนนี้ฉายมาเป็นรอบที่ ๓ แล้วนะครับ แต่เรื่องนี้มันมีความเป็นไปเป็นมา เมื่อสัก ๑๐ กว่าปีก่อน บางท่านอาจจะเคยอ่านนะครับ พอดีผมได้อ่านมาด้วยความบังเอิญ ได้ไปโหลด (Load) เอาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างทุนวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ เพื่อเป็นสินค้าในการส่งออก ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ทําการแปลแล้วก็มีอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) ผมก็ดาวน์โหลด (Download) มาอ่าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่มาครับ ยังขออยู่ที่ ภาพแรกครับ ตอนนั้นเขาเขียนไว้ชัดเจนครับว่าเขาจะมีการสร้างคนอย่างไรเพื่อที่จะนําทุน วัฒนธรรมไปทําการขาย มีการต่อยอดทุนวัฒนธรรมจากภาพยนตร์ ซึ่งในภาพยนตร์เรื่อง แดจังกึมนี้ สิ่งที่เป็นเรื่องเอกในนี้ก็คือเรื่องของอาหารเกาหลี เรื่องของการที่คนอยากจะไป เที่ยวที่ประเทศเกาหลี มีการนําไปต่อยอด นี่ละครับคือหนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์หรือว่า หนึ่งในวิสัยทัศน์ที่เขามองเอาไว้ แล้วก็มีการนําไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นมรรคเป็นผล แล้วก็ อาจจะเรียกได้ว่าทําในเชิงวิทยาศาสตร์ เรียกว่า เป็นแวลู เชน (Value chain) เป็นสายโซ่ แห่งคุณภาพที่มีความต่อเนื่องขึ้นไปจากการเริ่มด้วยเป็นภาพยนตร์ที่ฉายครั้งแรกแล้วก็ ตอนสุดท้าย วันนั้นถนนบ้านเราก็รถว่างเหมือนกัน เพื่อจะรอดูว่าจะจบอย่างไร อันนี้เป็นอิทธิพล ที่มาเรื่องแรก แล้วจากนั้นเขาก็มีการสืบต่อ เราก็จะเห็นว่าเขาก็มีการทําจนกลายเป็น วัฒนธรรมประเทศเกาหลีใต้ก็เป็น เคส คัลเชอร์ (Case culture) ที่พวกเรารู้จักกันดี นี่ล่ะครับ คือสิ่งที่เขามีการกําหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วก็มีเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์ แล้วก็นําไปสู่ การปฏิบัติจนตอนนี้กลายเป็นความมั่งคั่งขึ้นไปแล้วจากทุนวัฒนธรรมที่เขาได้ส่งออกนะครับ แล้วก็มีความยั่งยืน เสร็จจากตรงนี้แล้วเขาก็มีการมองต่อครับ มีคนทานอาหารเกาหลีแล้ว แล้วก็ยังมีคนตามไปดูว่าในโรงถ่ายทําภาพยนตร์เรื่องนี้หรือว่าซีรีย์เรื่องนี้ทํารายได้เข้ามา แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งในเรื่องที่เขาทํามาเป็นเวลาเนิ่นนาน ก็คือในเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเขาก็ทําคู่ขนานไปด้วย ปัจจุบันนี้เกาหลีเขาก็จะมองในภาพใหม่ อีกภาพหนึ่งครับ ในวิสัยทัศน์ของการเป็นประเทศที่จะเป็นเลิศในด้านนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เราจะสังเกตได้ว่าตอนนี้สินค้าของประเทศเกาหลีทางด้าน อิเล็กทรอนิกส์นั้นมาเป็นผู้นํา มียอดขายแล้วก็เป็นที่นิยมอย่างมากในบ้านเรานะครับ โดยเขาเน้นในเรื่องของนวัตกรรม แล้วก็มีการทําจริง มีเป้าหมายที่จะดําเนินการไปสู่จุดนั้น อย่างชัดเจน จากวิสัยทัศน์ของประเทศเกาหลี ถ้าเราหวนกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง

ขอภาพต่อไปครับ ตอนนี้ถ้าเผื่อท่านสมาชิกถ้าพอมีเวลาว่างแล้วก็ไปเดินเล่น แถวหน้าลานพระรูป ตอนนี้ท่านจะพบอะไรครับ พบกับรถทัวร์มากมายทีเดียวที่จอด ที่ลานพระรูปนะครับ แล้วก็ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นทัวร์จีนเท่าที่ผมสังเกตนะครับ ทัวร์จีนนี้ ก็ได้อานิสงส์มาจากอะไร จากภาพยนตร์เรื่อง โกรธ อิน ไทยแลนด์ (Growth in Thailand) ซึ่งพูดถึงเชียงใหม่ พูดถึงกรุงเทพฯ พอเห็นเขาก็อยากจะมาดู อยากจะมาดูของจริงว่า จากที่เห็นในภาพยนตร์นั้นในของจริงนั้นเป็นอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดนะครับ แต่เป็นสิ่งที่เราได้มาด้วยความบังเอิญ ไม่ได้มาจากยุทธศาสตร์ในการที่จะดึงนักท่องเที่ยวมา เพื่อที่จะให้มาดูประเทศเราในเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีหรือว่าเรื่องต่าง ๆ มันเหมือนกับว่ามันเป็นการได้ดีเพราะพี่ให้ครับ พี่ที่ดีอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งบังเอิญ มาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ มีคนชมเยอะ มีคนติดใจ ก็เลยอยากจะเดินทางมาดูของจริงให้เห็นกับตา ของตัวเอง ตรงนี้นะครับที่ว่าถ้าเผื่อเรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ อาจจะไม่ได้อยู่กับแค่ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือว่าการท่องเที่ยวอย่างเดียว อาจจะเกี่ยวกับ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีความสอดคล้อง มีการบูรณาการกัน มันก็จะทําให้เกิดพลัง พลังที่จะ ขับเคลื่อนตัวยุทธศาสตร์ตรงนี้ให้มีผลอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่าด้วยความบังเอิญหรอกครับอันนี้ การที่จะทําให้ได้ในส่วนของ

ขอภาพต่อไปครับ ผมว่าภาพนี้อาจจะไม่ชัดสักนิดหนึ่ง ขออภัยครับ ภาพนี้ ทิ้งไว้ภาพที่ ๓ ผมคิดว่าในสมาชิกของเราซึ่งเป็นอดีตข้าราชการหรือว่าข้าราชการนี้ คงจะทราบดีนะครับ แล้วก็คงจะคุ้นเคยอย่างดีกับคําว่า พาร์ท (PART) ซึ่งเป็นเครื่องมือ ในการวิเคราะห์ระดับความสําเร็จในการดําเนินงานจากการใช้จ่ายของงบประมาณซึ่งอยู่ ทางด้านบน พาร์ท ตรงนี้จากคําว่า พาร์ท ในกล่องถัดไปตรงนั้นเขาจะเขียนคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ผมก็เคยถามตั้งแต่ตอนสํานักงบประมาณมาบรรยายให้ฟัง ผมถามว่ายุทธศาสตร์ชาติตรงนี้ ท่านเอามาจากที่ไหน ก็ไม่สามารถให้คําตอบได้ ก็จะพูดในเชิงว่าก็ไปหาเอาจากนโยบาย ของรัฐบาล ไปหาเอาจากแผนของสภาพัฒน์ ซึ่งเราไม่มีจริง ๆ นะครับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าเราเอามาเป็นตัวตั้งในการทํางาน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าข้าราชการทุก ๆ ท่านที่ทํางาน เกี่ยวข้องกับตรงนี้คงจะทราบดี และเราก็ไปทํายุทธศาสตร์ของกระทรวง ยุทธศาสตร์ของกรม ของจังหวัดต่าง ๆ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวโยงอะไรเลยกับยุทธศาสตร์ชาติ และที่ไปที่มาของพาร์ท บ้านเราเราเรียกว่าเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ แอสเซสเมนท์ เรทติง ทูล (Performance Assessment Rating Tool) ที่ไปที่มาจริง ๆ ก็เอามาจากของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ของประเทศ สหรัฐอเมริกานั้นตัวพี (P) ของเขามันคือโปรแกรม (Program) ไม่ใช่เป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ไม่ใช่เรื่องของผลงาน แต่ว่าเนื้อหาข้างในลอกของเขามาเหมือนเป๊ะ ทุกอย่าง และประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็เริ่มต้นด้วยยุทธศาสตร์ชาติแล้วเขาถึงมาไล่ดูว่า ในโปรแกรมหรือว่าโครงการใหญ่ ๆ ของเขาที่สําคัญนั้นได้ดําเนินการไปสอดคล้อง แล้วก็มี การประเมินผล วัดผล ได้ผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ดีอย่างไร และมีการนําไปให้กับประชาชน ได้รับทราบครับ ตรงนี้มีการขึ้นเว็บไซต์สามารถที่จะไปดูข้อมูลได้ เขาทํางานกันอย่างโปร่งใส แล้วก็ทําให้ประชาชนทั้งประเทศได้ทราบว่าชาติทําอะไร แล้วก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ ประชาชนพอได้รับเขาจะได้รับอะไรกลับมา เราก็คงจะเป็นหลักที่ว่าเหมือนกับเชื่อ ๆ ตามกัน มาว่ามันมียุทธศาสตร์ชาตินะครับ เพราะผมเห็นบางคนก็ยังคิดว่าเรายังมียุทธศาสตร์ชาติอยู่เลย ที่จริงมันยังไม่มีนะครับ ไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร อาจจะมีตอนที่นักศึกษา วปอ. ไปเรียนแล้วก่อนจบหลักสูตร แล้วก็ทํายุทธศาสตร์ชาติของแต่ละรุ่น แล้วก็แถลงให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วก็จบ แต่มัน ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติที่จะนํามาปฏิบัติกับประเทศไทย ทําอย่างไรละครับที่เราจะทําให้มี ยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ขับเคลื่อนเพื่อให้มันเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

ขอภาพต่อไปครับ ตรงนี้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าอย่างของ ประเทศมาเลเซียเขาทําไว้อย่างชัดเจน เขาเริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ ตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ ได้เริ่มเอาไว้ แล้วก็มีการมาปรับเปลี่ยนในปี ๒๐๐๙ ขออภัยที่ใช้เป็น ค.ศ. นะครับ เพราะตรงนี้ ผมได้เอกสารมาแล้วก็อาจจะจําง่ายหน่อยและปี ๒๐๐๙ จะเริ่มจริงจัง แล้วก็นําไปสู่วิสัยทัศน์ ปี ๒๐๒๐ ของประเทศมาเลเซียที่เขาเรียกว่าวันมาเลเซีย และจากนั้นเขาก็ทําแบ่งเป็น ๓ สเตป (Step) ด้วยกัน ในเฟส (Phase) แรกจบไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงเฟสที่ ๒ จะจบในปี ๒๐๑๕ เฟสแรกก็จะเหมือนกับที่เรากําลังนั่งทําอยู่นี่เขาจะมีการปฏิรูป ของเขาเป็นการปฏิรูป เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ เรื่องของผลงาน แล้วก็มาเฟสที่ ๒ เขาก็จะปฏิรูปอีกเช่นกัน ปฏิรูปเพื่อมุ่งเน้นผลงานเหมือนกัน แต่ในเชิงกว้าง และเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีที่เขาทํา เขามีตัวชี้วัด มีอะไรต่าง ๆ ที่ชัดเจน แล้วก็เมื่อทําได้ถึงสิ้นปีแล้วมีการทําการรายงานผล ให้ประชาชนได้รับทราบ แล้วในช่วงระหว่างการทํานั้นตอนที่จะไปกําหนดตัวชี้วัดหรือว่า ค่าเคพีไอ (KPI) นั้น ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย และตอนที่กําหนดทิศทางของ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ทํายุทธศาสตร์นั้น ภาคเอกชนมีส่วนอย่างมากทีเดียว ในส่วนของ การตรวจสอบนั้นเขาใช้ผู้ตรวจสอบจากภายนอกที่เชิญมาจากประเทศที่อยู่ในคอมมอนเวลธ์ (Commonwealth) ที่มีความสามารถต่าง ๆ แล้วก็รวมทั้งจากไอเอ็มเอฟ (IMF) จากเวิลด์แบงก์ (World Bank) มาตรวจสอบผลการดําเนินงานให้แต่ละปี แล้วก็ยังให้ไพรซ์ วอเตอร์เฮาส์ แอนด์ คูเปอร์ส (Price water house and Coopers) มาทําการประเมินให้อีกทีหนึ่ง ผลที่ออกมาเราก็จะเอาข้อเสนอแนะนั้นไปปรับปรุงแต่ละปีก็จะให้เห็นว่าตัวของยุทธศาสตร์ชาติ มันเป็นกระบวนการที่เป็นพลวัตไม่ได้หยุดนิ่ง เพียงแต่ว่ามันมีความสําคัญก็คือว่า มันมีความต่อเนื่องแล้วก็ถ้าเผื่อเรากําหนดตัวตั้งได้ จากภาพเมื่อสักครู่ขออีกครั้งหนึ่งครับ ทางด้านซีกซ้ายซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติเราก็จะสามารถทําเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวง แล้วก็ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงข้างล่าง และจากนั้นทางด้านซีกขวามือก็จะเป็นภาพของตัวชี้วัด ซึ่งจะมีค่าเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะทําอะไรและมีความต้องการอย่างไร ทุกคนจะเห็นร่วมกัน เขาจะมีความเรียกว่าเป็นมันยิ่งกว่าคอมมิทเมนท์ (Commitment) อีกครับ มันจะเป็น เอ็นเกจเมนท์ (Engagement) ของทั้งรัฐบาล ทั้งภาคการเมือง และของภาคประชาชนด้วย เพื่อที่จะทําการขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่ยังจุดนั้น ๆ ซึ่งมีเป้าหมายอย่างที่เรียนให้ทราบครับ ว่าชัดเจนแล้วก็ตรวจสอบได้ ในการจัดทํายุทธศาสตร์เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมก็ได้รับทราบจาก สมาชิกของ สปช. ท่านหนึ่ง ท่านไปประชุมที่กัมพูชาครับ ก็เป็นการประชุมเกี่ยวกับเรื่อง ของการปฏิรูประบบราชการ เป็นเรื่องของกัฟเวอร์นเมนท์ รีฟอร์ม (Government reform) แล้วก็ได้ทราบจากท่านว่าตอนนี้กัมพูชาก็กําลังทํายุทธศาสตร์ชาติอยู่ครับ แล้วในประเทศ อย่างอินโดนีเซียนั้นมีแล้ว มาเลเซียก็มีแล้ว อย่างของอินโดนีเซีย แล้วก็อินโดนีเซียนั้นเขาทํา บางเรื่องที่บางทีเราอาจจะคิดไม่ถึงเลยว่าเขาทําไปได้ไกลถึงขนาดนั้น เขาคัดเลือกบุคคล เพื่อที่จะเข้ารับราชการนะครับ มีผู้มาสมัคร ๒.๖ ล้านคน จับสอบในวันเดียวกัน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย สอบที่หน้าจอ เสร็จแล้วผลการสอบในแต่ละข้อ แต่ละข้อนั้นคนข้างนอก ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองต่าง ๆ สามารถที่จะมอนิเตอร์ดูได้แล้วก็รู้เลยว่า ผลการสอบนั้นถูกต้องหรือผิดประการใด แล้วพอสอบจบส่ง ทําเสร็จตรงนี้ก็เป็นคะแนน ของตัวเองออกมาเลย นี่ก็คือเขาทําให้สามารถโปร่งใสได้ แล้วก็ตรวจสอบได้นะครับ โดยใช้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตรงนี้ถ้าเราทําได้มันก็นําไปสู่ความเสมอภาค ความปรองดอง ความสมานฉันท์ต่าง ๆ จะตามมาเอง เพราะว่าทุกคนรู้ว่าได้รับความยุติธรรม มีความเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เรียนให้ทราบในของมาเลเซียนั้นจะมีตัวชี้วัดที่สําคัญอยู่ทั้งหมด ๑๒ บวก ๗ ครับ ๑๒ นั้นเป็นด้านเศรษฐกิจ แล้วอีก ๗ นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล

ขอภาพต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเองทุกคนก็ทราบดี แล้วก็เห็นนะครับว่า ประเด็นในเรื่องของการคอร์รัปชันซึ่งถือว่าเป็นมะเร็งร้ายของบ้านเรา ยังไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วก็ยังไม่มีใครที่จะคิดมาแก้ไขอย่างจริงจัง เราก็จะอยู่ตรงนี้ในพื้นที่ที่เป็นสีแดง คะแนนเคยอยู่ ประมาณ ๓ กว่า ๆ นี้ตลอด ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตลอด ไม่เคย สอบผ่านไป ๕๐ เลย มาเลเซียเมื่อก่อนเขาก็อยู่ระดับเดียวกับเราครับ แต่พอหลังจากที่มี การนํายุทธศาสตร์ชาติมาใช้ มีแผน มีโครงการแล้วก็ทํางานตรงนี้อย่างจริงจัง เขาขึ้นไป ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ของเราก็ยังอยู่ในระดับตัวเดิมตรงนี้ แล้วก็จากการที่ได้สอบถามกับ สปช. ท่านที่ได้ไปร่วมประชุมนั้นเขาบอกว่าทุกประเทศเขาจะพูดเหมือนกันครับว่า วาระ ในเรื่องของการปราบการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นวาระที่สําคัญอย่างมาก ที่จะต้องทําใน ยุทธศาสตร์ชาติ ทุกประเทศจะพูดตรงกันหมดครับ จะต้องมีอีกแล้วก็อาจจะเป็นวาระแรก ๆ ด้วยที่ต้องรีบทํา เพราะมันจะมีส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นได้อย่างมากมาย ในประเด็นตรงนี้ ก็จะเห็นว่าอย่างบ้านเราอันนี้จากประสบการณ์ตรงของผมเองในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาก็จะมี การจัดเหมือนกับเป็นอีเวนท์ (Event) ว่าเราจะทําในเรื่องของวาระแห่งชาติ ในเรื่องของ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ครั้งแรกที่ผมไปร่วมก็คือมีหนังสือเชิญจาก สํานักนายกรัฐมนตรีให้ไปร่วมที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก็มีการจัดเป็นออกบูธ (Booth) ออกอะไร แล้วก็มีผู้นําของประเทศไปแล้วก็กล่าวเปิดงาน หลังจากนั้นไปอีก ๑ ปีก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งที่ ๒ ได้ไปอีกครั้งหนึ่งที่ทําเนียบรัฐบาล วันนั้นมาแบบด่วนเลยครับ มีหนังสือมาถึง ผู้บัญชาการทหารอากาศท่านก็ให้ฝ่ายเสธ. โทรมาบอกผม พอดีผมทํางานด้านพัฒนา ระบบราชการของกองทัพอากาศอยู่ โทรมาบอกว่าช่วยไปหน่อยสิ ผมก็รีบไปเลย โทรมาบอก ตอนสิบเอ็ดโมง แล้วก็ตอนบ่ายบอกว่าทางคณะรัฐมนตรีจะมีการแถลงข่าว ผมก็ไปยืนเป็น วอลล์เปเปอร์ (Wall paper) อีกเหมือนเดิมครับ แล้วก็มีการแถลงเหมือนเดิมครับ แล้วก็จากนั้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการทําอะไรเกิดขึ้น อันนี้มันเหมือนกับการทําที่มันไม่มียุทธศาสตร์นะครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วถ้าเผื่อเราอ่านในเรื่องของซีพีไอ (CPI) หรือว่า คอร์รัปชัน เพอร์เซพท์ชัน อินเด็กซ์ (Corruption Perceptions Index) จริง ๆ แล้ว มันจะมีบอกเองว่าเขามีวิธีการวัด อย่างไรในแต่ละเรื่อง แต่ละเรื่องกว่ามาประกอบเป็นคะแนนตรงนี้ได้ กว่าจะมาประกอบ เป็นการจัดลําดับของประเทศได้ ถ้าเผื่อเราเอาตรงนั้นมาทําจริง ๆ ป่านนี้คะแนนเราคงจะสูงขึ้น ลําดับเราคงจะลดลง เป็นลําดับที่อาจจะเหลือแค่เลข ๒ ตัวต้น ๆ ก็ได้ แต่มันไม่มีครับ ไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่จะมาทํา มาขับเคลื่อนตรงนี้อย่างจริงจังนะครับ มันก็เลยทําให้ เป็นการที่เหมือนกับเป็นพิธีกรรมเฉย ๆ ในการทํางานในเรื่องต่าง ๆ ความสําคัญของ ยุทธศาสตร์ชาตินั้นอยู่ที่การมีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่ทุกคนได้รับทราบร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็พลเมืองจากที่เราจะคุ้นเคยกันในช่วงนี้ ถ้าทุกคนได้ทราบ ได้รู้ถึงเป้าหมายว่า เราจะเดินไปถึงจุดตรงนั้น วิธีการนี้อาจจะเปลี่ยนไป อาจจะแตกต่างกันไปได้ แต่เรารู้เป้าหมายเดียวกัน และเราก็ต้องการไปถึงจุดนั้นได้ พอคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ก็คงจะอยู่ในกรอบตรงนี้ตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ผู้ที่อยู่ข้างล่างก็จะคอยดู คอยช่วยกัน ตรวจสอบ อาจไม่จําเป็นจะต้องมีใครมาประเมินมาก คนคอยดูเอง เพราะว่าถึงเวลาสิ้นปี ก็ต้องทําการรายงานผลให้ทราบว่าได้ดําเนินการไปอย่างไรแล้วในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอย่างที่ผมเรียนให้ทราบครับ ทุกอย่างมันเป็นกระบวนการที่เป็นพลวัต แล้วก็น่าจะเป็น ประโยชน์อย่างมากทีเดียวในการปฏิรูปครั้งนี้ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ