อนุสรณ์ จี้ตัด "เต็มศักยภาพ" ในร่าง รธน. ระบุพลังงานหมุนเวียนยังแพง ต้องรัฐหนุน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๘

อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๓ ว่าควรตัดคำว่า "เต็มศักยภาพ" ออก เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนหลายประเภทยังมีราคาแพงและต้องการเงินสนับสนุนจากรัฐจำนวนมาก หากบังคับให้รัฐบาลสนับสนุนทุกประเภทอย่างเต็มที่อาจทำให้ประชาชนแบกรับภาระค่าไฟที่สูงขึ้น

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ นะครับ ผม นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล สําหรับวันนี้จะขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ การปฏิรูปด้านต่าง ๆ นะครับ แล้วก็คงจะพยายามเน้นในเรื่องของมาตรา ๒๘๘ ที่เกี่ยวกับ ปฏิรูปด้านพลังงาน แต่ว่าก็คงจะพูดเกี่ยวข้องไปถึงการปฏิรูปในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมรวมถึงในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับด้านพลังงานด้วย นะครับ มีประชาชนและเพื่อน ๆ โดยเฉพาะในวงการพลังงาน เขามาถามผมบอกว่าที่เขียนไว้ ในเรื่องพลังงาน ในร่างรัฐธรรมนูญมีความพึงพอใจไหมนะครับ ผมก็บอกว่าถ้าถามผมในใจ ผมนี้ก็ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ยอมรับได้ ก็อาจจะมีบ้างเล็กน้อยที่อาจจะตัดออกไป หรือไม่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าบางส่วนก็มีการเติมเข้ามา ซึ่งส่วนที่เติมเข้ามานี้ บางเรื่องก็อาจจะมีผลกระทบอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมก็อาจจะเรียนให้ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทราบนะครับ

สําหรับเรื่องแรกที่มีการพูดถึง อันนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบมากที่สุดเลยที่พูดถึงในเรื่อง ของการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน ผมต้องเรียนว่าเรื่องพลังงาน เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่มีเงินเกี่ยวพันจํานวนค่อนข้างมาก ผลประโยชน์ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นธรรมาภิบาลจะเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่สุดเลย เพราะถ้าเราเกิดธรรมาภิบาล ขึ้นมามีการกํากับกิจการที่ดีแล้ว เรามีคนที่ดีเข้ามาบริหารในเรื่องของพลังงาน เรื่องอื่น ๆ มันจะตามมา เรื่องที่ดีอื่น ๆ จะตามมา เพราะฉะนั้นในเรื่องธรรมาภิบาลที่มีการยกขึ้นมาเป็น เรื่องแรก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ปัจจัยสําคัญ ผมอยู่ในวงการพลังงานมาก็ ๓๐ กว่าปี แล้วก็ต้อง เรียนว่าที่ผ่านมาระยะแรก ๆ เรื่องพลังงานมีการกํากับที่ดีมาก คนที่ดูแลก็เป็นคนที่น่านับถือ คํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักเสมอมา แต่ว่าเมื่อประมาณ ๘-๙ ปีที่ผ่านมานี้ ก็มีการเปลี่ยนไป คนที่อยู่ในวงการพลังงานนี้เศร้าแล้วก็ขมขื่น เพราะว่าการเมืองเขามี บทบาทอย่างมากเข้ามาแทรกแซงต่าง ๆ การแทรกแซงต่าง ๆ ก็ทําให้เกิดประชาชน ไม่ไว้วางใจว่าสิ่งที่แทรกแซงขึ้นไปและทําขึ้นมาในเรื่องพลังงานจะเกิดความเป็นธรรมต่อ ประชาชนหรือเปล่า และมีการฉวยหาผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือเปล่า คนในวงการพลังงาน ทราบดีครับว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการในกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารในบริษัท พลังงานของรัฐและเอกชนทราบดีว่า ๘-๙ ปีที่เกิดขึ้นผ่านมาเป็นอย่างไร มาถึงวันนี้เราดีใจ ที่ว่าหลาย ๆ เรื่องได้มีการจัดการไป ผมคิดว่าในเรื่องธรรมาภิบาลมันต้องเริ่มจากผู้บริหาร ถ้าพูดถึงผู้บริหารก็จะต้องพูดไปถึงรัฐมนตรีที่ดูในเรื่องของกระทรวงพลังงาน เราอยากได้ คนที่เป็นคนดี คนเก่ง มีธรรมาภิบาล ถ้าคนดีคนเก่งแล้วมองผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ นี่นะครับ การแต่งตั้งกรรมการที่เป็นบริษัทพลังงานของรัฐหรือเป็นบริษัทลูกของรัฐ ที่อาจจะเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจหรืออาจจะเป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยก็จะได้รับการดูแลที่ดี และพูดจริง ๆ นะครับ กรรมการที่อยู่ในองค์กร ลักษณะนี้น่าจะเป็นกรรมการอิสระให้มากที่สุด ใจผมอยากเห็นกรรมการอิสระเกือบ ๑๐๐เปอร์เซ็นต์เลย และกรรมการอิสระถามบอกว่าเขาไม่ใช่ตัวแทนของผู้ถือหุ้นก็คือรัฐ แต่เขาเป็นประชาชนคนไทย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มีความรู้ความสามารถที่เราน่าจะเชิญ เขามาเป็นกรรมการในการดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้คงเป็นจุด ที่มีความสําคัญมาก ถ้ากรรมการดีแล้วอย่างอื่นจะตามมาอีกครับ ผู้บริหารก็จะดีด้วย กรรมการสรรหาที่มีการแต่งตั้งผู้บริหาร ที่ผ่านมาผมเรียนตรง ๆ ว่ารัฐบาลบอกว่าจะเอาอะไร ก็เป็นคนนั้นครับ กลายเป็นว่ากรรมการสรรหาแทบจะไม่มีน้ํายาอะไรเลย ซึ่งผมก็คิดว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมาภิบาลที่ดีเลย เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ก็คงเป็นจุดหนึ่งที่คิดว่ามีความสําคัญที่เราจะต้องพยายามหามืออาชีพ แล้วก็เป็นกรรมการ อิสระมาดูแลในเรื่องของกิจการพลังงานให้มากนะครับ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของความมั่นคง แต่ไม่ได้อยู่ในการปฏิรูปนะครับ ความมั่นคงด้านพลังงานนี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ แต่ก็ดีใจที่ว่าทางด้านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ใส่ไว้ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๙๓ ที่พูดถึง ความมั่นคง ความจริงแล้วความมั่นคงมันควรจะหมายถึงว่าทั้งปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ที่เหมาะสม และราคาที่ยุติธรรมด้วย แต่เราก็ไม่ได้เขียนรายละเอียดลงไปในมาตรา ๙๓ อะไรนะครับ แต่อาจจะเน้นว่าราคาที่ต้องเป็นธรรมมันมีความสําคัญ ปริมาณและราคา เพราะว่าประชาชนก็ยังแคลงใจอยู่ว่าราคาพลังงานมีความยุติธรรมต่อประชาชนหรือเปล่า

มีอีกนิดหนึ่งในมาตรา ๙๓ ได้พูดถึงเรื่องของการสนับสนุนการผลิตและการใช้ พลังงานหมุนเวียนทุกประเภทอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ ผมเห็นท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้มีการพูดตอนแรก ๆ ขึ้นมาในเรื่องนี้ ความจริงผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุน เรื่องพลังงานหมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่องนะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ความเห็นก็คือ คําว่า ทุกประเภทอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ คือถ้ามันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมว่ามันจะ เป็นอันตรายอยู่นิดหนึ่ง ก็คือจะต้องมี เพรซเชอร์ (Pressure) ไปถึงรัฐบาลว่าท่านจะต้องเป็น ผู้สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนทุกชนิดเต็มศักยภาพ บ้านเราต้องเรียนว่า อย่างทุกวันนี้ที่เราใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งมีหลายประเภทมาก เช่น พลังงานชีวภาพที่เรารู้จักกันดีก็อาจจะเป็นเอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือว่าเป็นพลังงานแสงแดด พลังงานลม พลังงานชีวมวล เราต้องเรียนว่าพลังงานเหล่านี้ ยังมีราคาค่อนข้างแพงอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราสนับสนุนอย่างเต็มศักยภาพเลย อาจจะเป็นปัญหา ในเรื่องของต้องใช้เงินสนับสนุนค่อนข้างจะเยอะ แต่ถ้าเราไม่ใส่คําว่าเต็มศักยภาพสนับสนุน ก็จะทําให้รัฐบาลในช่วงนั้น ๆ ได้สนับสนุนอย่างพอดี พอสมควร พอเหมาะนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นวันนี้เอทานอลกับไบโอดีเซลทราบไหมครับว่าราคาแพงกว่าน้ํามันดีเซล หรือน้ํามันเบนซิน หน้าโรงกลั่นตกประมาณลิตรละ ๑๐ บาท เราก็สนับสนุนมากรัฐบาล ประชาชนก็ต้องใช้เงินสนับสนุนไปเยอะ อย่างตอนนี้ทุกลิตรที่ประชาชนเติมแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ชนิดต่าง ๆ โดยเฉลี่ยแล้วจะสนับสนุนอยู่ประมาณเกือบ ๑ บาทต่อลิตรด้วยกัน ถ้าเติมไบโอดีเซลก็ตกประมาณ ๖๐-๗๐ สตางค์ต่อลิตร รวมเป็นเงิน ๒ ชนิดนี้ ปีหนึ่งก็ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็เป็นเงินจํานวนค่อนข้างมาก แต่ถ้าเราสนับสนุน อย่างเต็มที่เลยไม่หยุดยั้งเลยเราต้องใช้เงินสนับสนุนค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกับพลังงาน แสงแดด พลังงานแสงอาทิตย์ประเทศไทยเราผลิตได้เยอะแยะไปหมดไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ รูฟทอป (Solar rooftop) เสรีที่เราผลักดันอยู่หรือว่าเป็นโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ใหญ่ ๆ แต่ถ้าเรา สนับสนุนมากเราก็ต้องใช้เงินเยอะนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือประชาชนจะต้องแบกภาระค่าไฟ ที่มากขึ้น แพงขึ้น ต้นทุนสินค้าก็จะสูงขึ้นไปด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ยังเห็นว่าในเรื่องของ ทุกประเภทอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพอยากให้ตัดออกไป เราสนับสนุนแต่ว่าไม่ต้องใส่หรอกครับ ทุกประเภทเต็มศักยภาพนะครับ

อีกอันหนึ่งคือเรื่องของการวิจัยพัฒนา อันนี้ก็คล้าย ๆ กันที่เราไปใส่ว่าจะต้อง มีการสนับสนุนในการวิจัยทุกประเภท ทุกประเภทอาจจะไม่เหมาะสําหรับประเทศไทย เพราะว่าหลาย ๆ เรื่องเราอาจจะไม่ต้องใส่เงินแล้วก็ใส่นักวิจัยเข้าไปหรอกครับ เพราะคนวิจัย ผู้เชี่ยวชาญก็มีน้อยอยู่แล้ว เงินก็มีจํากัดอยู่นะครับ อย่างเช่น พลังงานใต้พิภพอย่างนี้ พลังงานคลื่นอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยศักยภาพน้อย เราอย่าใส่เงินเข้าไปเลยดีกว่า เราควรจะใส่เงินวิจัยเรื่องใหญ่ ๆ ที่เราคิดว่าเรามีศักยภาพที่จะทําเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้น คําว่าทุกประเภทแล้วก็ทุกชนิดก็อยากจะให้ตัดออกไป กลับมาที่มาตรา ๒๘๘ อีกครั้ง ที่มีการเขียนบอกว่า ผมเข้าใจว่าอันนี้เป็นความต้องการของทางด้านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมากก็คืออยากจะให้มีการแก้กฎหมายหรือว่าจะมีการออกกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะมีพูดถึงกฎหมายปิโตรเลียมด้วย ความจริงแล้วผมคิดว่าถ้าเป็นกฎหมายด้านที่ เกี่ยวข้องกับพลังงานมันมีหลายเรื่องมากไม่ใช่ปิโตรเลียมอย่างเดียว การที่ไปเน้นปิโตรเลียม อย่างเดียว คําถามก็คือว่าแล้วเราไม่ใส่เรื่องพลังงานหมุนเวียนหรืออื่น ๆ เข้ามาอีกด้วย ผมคิดว่าเราควรจะตัดเรื่องปิโตรเลียมออกไป และผมก็เข้าใจว่าวันนี้ทางรัฐบาลเองก็มี นโยบายชัดเจนในการที่จะแก้กฎหมายอันนี้ ความจริงผมก็รอคอยว่าที่บอกจะเสร็จภายใน ๓ เดือนเป็นอย่างไร เพราะว่าการแก้ไขคราวนี้เราอยากเห็นประเทศไทยเรามีความยืดหยุ่น ในการอาจจะใช้ระบบที่เรียกสัมปทาน การต่อสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือระบบ การจ้างผลิต จะเป็นระบบไหนก็ไม่เกี่ยง แต่เราคิดว่าเราก็คงจะต้องสามารถที่จะเลือกให้เกิด ความเหมาะสม แล้วก็ต้องทําให้เกิดใจเป็นธรรมนะครับว่าเลือกระบบไหนเป็นระบบ ที่เหมาะสมต่อประเทศไทย โดยคํานึงถึงเรื่องผลประโยชน์ต่อประเทศ และที่เราเรียกว่า อย่าให้การผลิตหยุดชะงักขึ้นมา เพราะการหยุดชะงักหรือชะลอหรือปริมาณผลิตที่ลดลง จะส่งผลกระทบต่อปริมาณปิโตรเลียมหรือแก๊สธรรมชาติที่ต้องนําเข้าจากต่างประเทศ สุดท้ายตัวนี้ก็จะไฟลย์แบค (Flyback) กลับมาก็คือจะทําให้ต้นทุนไฟฟ้าเราจะแพงขึ้น สินค้าเราก็อาจจะแข่งขันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะแก้ไขจะทําอะไรก็ตามจะใช้ระบบไหน ขอให้คํานึงถึง ๒ เรื่องนี้นะครับ

มีอีกอันหนึ่งนะครับ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องของพลังงาน ในเรื่องของระบบ ข้อมูลต่าง ๆ เรื่องข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใน (๓) ๒-๓ วันนี้ผมก็ได้รับข้อมูลที่อยู่ในไลน์ (Line) แต่หลายท่านก็คงเห็นในที่นี้ที่บอกประเทศไทยเรามีน้ํามันมากกว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย มากกว่าประเทศคูเวตอีก ข้อมูลลักษณะนี้มันมาอยู่เรื่อย ๆ แต่เป็นข้อมูลที่ไม่จริง ผมอยู่ใน วงการพลังงาน ๓๐ ปี ประเทศไทยต้องนําเข้าน้ํามันออกมาประมาณเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการ แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ยังปรากฏอยู่อย่างตลอดเวลา เพราะฉะนั้นข้อมูล ที่ปรากฏอยู่ก็ทําให้ประชาชนทั่วไปก็คิดว่ามันจริงหรือครับ ไม่ต้องอื่นไกลญาติพี่น้องผมเอง แม้กระทั่งเพื่อนที่เรียน วปอ. ด้วยกัน เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังมาถามผมว่า พี่อนุสรณ์มันจริง หรือเปล่าเรื่องประเทศไทยมีน้ํามันมากกว่าซาอุดีอาระเบีย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงจุดนี้ ก็คงจะต้องทําความเข้าใจก็คือว่าควรจะมีศูนย์ในเรื่องข้อมูลที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เพื่อจะขจัดปัญหาต่าง ๆ ออกไปในความที่ไม่เข้าใจนะครับ ในเรื่องของ ประชาชนมีส่วนร่วม อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ประชาชนมีส่วนร่วมอันนี้ก็เป็นหนึ่งที่ผม ถูกใจมากอันหนึ่งก็คือว่า นโยบายพลังงานสิ่งที่เราไม่อยากไม่เห็น ก็คือเรื่องของการ ออกนโยบายแล้วได้ผลประโยชน์ หรือผลประโยชน์เชิงนโยบาย รัฐบาลก่อน ๆ มีการพูดถึง นโยบายบางเรื่อง ผมขอไม่เอ่ยในที่นี้ พอพูดออกมาปั๊บ คนอยู่ในวงการพลังงานบอก ท่านกําลังจะหากิน ท่านกําลังจะหาผลประโยชน์ เราไม่อยากให้เกิดการหาผลประโยชน์ เชิงนโยบาย เพราะฉะนั้นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะกําหนดนโยบาย แล้วรวมทั้ง การติดตามตรวจสอบด้วย เป็นเรื่องที่สําคัญ คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติควรจะมีตัวแทน จากภาคประชาชนเข้าไปนั่งอยู่ในนั้นด้วย จะได้ค้านได้ หรือให้ความเห็นได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ ผมคิดว่าทางด้านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ เวลาจํากัด ผมขอไปที่ มาตรา ๒๘๗ นิดหนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมยังติดใจ อยู่มากเกี่ยวกับเรื่องของเอสอีเอ (SEA) ที่พูดถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมและระดับ ยุทธศาสตร์มาใช้ ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมเรียนตรง ๆ ผมถามเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงการ เขาบอกว่าเขาก็ไม่รู้คืออะไรเหมือนกัน แต่คํานี้ได้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญและ ๒ ครั้ง ด้วยกัน โดยเฉพาะมาตรา ๖๔ ด้วย ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วตั้งแต่แรก ความไม่รู้ถ้าออกไป ก็อาจจะเกิดผลกระทบได้ เพราะฉะนั้นเราทําความเข้าใจให้มีความชัดเจนสักนิดหนึ่งว่า หมายถึงอะไร

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน คือเรื่องปฏิรูปการศึกษา ผมเองเป็น ชาวอาชีวะด้วย วันนี้ก็ได้ทํางานกับอาชีวะ แล้วก็พยายามที่จะผลักดัน โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมในการสร้างเด็กอาชีวะร่วมกับทางภาครัฐที่เราเรียกว่า ระบบทวิภาคี แต่สิ่งหนึ่ง ที่เป็นปัญหาอยู่ตลอดมา ก็คือเราจะทําอย่างไรให้เด็กไทยซึ่งมีปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ครึ่งหนึ่งหันมาเรียนอาชีวะ แต่สิ่งหนึ่งที่มันเป็นปัญหาที่สุดก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าใช้จ่ายรายหัวที่ผ่านมานี้เป็นการแย่งเด็กกันระหว่าง สพฐ. กับอาชีวศึกษา โดยเฉพาะ สพฐ. จะพยายามดึงเด็กของตัวเองไว้ เพราะว่ามีงบประมาณรายหัว แต่ในรัฐธรรมนูญก็จะมี การใส่ใน (๒) ว่าให้มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวโดยตรงแก่เด็กนักเรียน ถึงแม้ว่าจะทําเป็น รูปคูปองอะไรก็แล้วแต่โดยตรง แต่สุดท้ายมันก็คงจะกลับไปที่เดิมก็คือมีการแย่งเด็กกันอีก ก็จะไม่เกิดความสําเร็จในเรื่องของการที่ผลักหรือว่าจะแนะนําให้เด็กที่หันมาสนใจเรื่องเรียน อาชีวะ ซึ่งวันนี้การเรียนอาชีวะเรียนไปได้เงินไป จบมีงานทําทันที ผู้ประกอบการรับหมด ผมก็เรียนตรง ๆ ว่าแม้กระทั่งเป็นผู้ประกอบการได้คุย ๆ กัน พยายามผลักดันเรื่องนี้มาก แต่ถ้าท่านมีเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัว ผมคิดว่าจะไม่ประสบความสําเร็จ

สุดท้ายเดี๋ยวจะไม่ทันสมัยก็ต้องพูดถึงเรื่องสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สักนิดหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจจะนําไปพิจารณาดูว่า ถ้าเรามีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มาของสมาชิกสภาควรจะมีการสรรหาใหม่ ทั้งหมดเลยไหม ไม่จําเป็นหรอกครับที่จะต้องมี จะเป็น สนช. ปัจจุบัน หรือเป็น สปช. ผมว่า คนอื่นที่มีทรงคุณวุฒิเยอะแยะสามารถก็กลับมาเป็นได้ หรือเราให้วุฒิสภาทําหน้าที่นี้ได้ไหม เพิ่มงานให้วุฒิสมาชิกสักนิดหนึ่งในการที่จะพยายามขับเคลื่อน เราก็ไม่ต้องสร้างสภาขึ้นมาใหม่ จะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องของใช้งบประมาณต่าง ๆ หรือสุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นระบบคล้าย ๆ มาเลเซียได้ไหม ที่ฝ่ายบริหารทําหน้าที่ในการที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ผมก็ขอฝากไว้เท่านี้ละครับ ขอบคุณครับ