รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๑๗ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธาน ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพลเอก เลิศฤทธิ์ นะครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับ เดี๋ยวผมขอเข้าดำเนินการเข้าระเบียบวาระ และหลังจากอภิปรายท่านแรกจบแล้วผมจะ อนุญาตให้ท่านใช้สิทธิพาดพิงนะครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ขอบคุณครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานอนุญาตแล้ว ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ผมมีความจำเป็นและมีความสำคัญจะต้องขอหารือท่านประธานนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญสักเล็กน้อยครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผมนายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาหรือจะเรียกว่าจะมาจากการเลือกตั้ง ทางอ้อมในแนวทางของประชาธิปไตยนะครับ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ผู้แทน ปวงชนชาวไทย มันเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน คือในช่วงเวลาที่จะมีการเรียกประชุมร่วมกัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๒ ท่านประธานได้มีการอนุญาตให้พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งทำหน้าที่ ผู้แทนประชาชนนั้นได้หารือในสภาเพียงครั้งเดียวในครั้งแรก เวลาที่ผ่านมา ๑๑ ครั้งรู้สึกว่าพวกเรานี้ประชาชนไม่ได้ยินไม่ได้ฟังปัญหาของประชาชน จากปากพวกเราในการประชุมของพวกเราเลย ผมว่าท่านประธานน่าจะให้ความสำคัญกับ ความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายประเด็นมากท่านประธานครับ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระเบิด ฆ่ากันตายในภาคใต้ ยาเสพติดทุกอย่างพวกเราได้เฉยเมยมาตลอด ท่านประธานไม่ได้ให้โอกาสพวกเรา เวลาผ่านไปครั้งละเกือบครึ่งชั่วโมงวันนี้ ๔๐ กว่านาที เกือบชั่วโมง เวลาอันมีค่าของพวกเรานั้นไม่ได้ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานได้ให้โอกาสกับสมาชิกรัฐสภานี้ในช่วงเวลาก่อนที่จะเข้า วาระการประชุม เอาเรื่องสำคัญ ๆ ของประชาชนมาหารือเป็นการตรวจสอบการทำงานของ รัฐบาลประการหนึ่ง ท่านประธานครับ รัฐบาลจะได้รับรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ด้วยท่านประธานครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงวันนี้วันที่ ๑๓ แล้วครับ ผมว่าสมควรแล้วกระมังครับ ขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านใช้สิทธิ พาดพิงอย่างที่คุยกันเมื่อกี้ครับ ผมว่าเข้าสู่ระเบียบวาระเลยครับ เชิญกรรมาธิการ เข้าประจำที่ด้วยนะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า จากการประชุมต่อเนื่องจากคราวที่แล้วและมีเรื่องพาดพิง ๒ ประการเกี่ยวกับเรื่องที่ระบุว่า ทหารเผาเซ็นทรัลเวิร์ดและฆ่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ กรณีของท่าน พลเอก เลิศฤทธิ์ เดี๋ยวผมจะให้ต่อท่านเจตน์ครับ เมื่อกี้ได้รับปากไว้แล้วไม่เป็นอะไรครับ ผมขออนุญาตเลยดีกว่าครับ เดี๋ยวให้ท่านได้ใช้สิทธิทีหลัง เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเรื่องที่ต่อเนื่องจากการที่ท่านขจิตร ชัยนิคม ได้อภิปราย ก่อนจะปิดการประชุมนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่งระบุว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นขัดต่อกฎหมายสืบสันตติวงศ์ กฎมณเฑียรบาล พ.ศ. ๒๔๖๗ ผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นประเด็นที่อยากให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณา เพราะท่านบอกว่าเป็นความรับผิดชอบ ส่วนตัวไม่ได้ เนื่องจากผมได้ศึกษาแล้วนะครับ ปรากฏว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ รวมไปถึง ปี ๒๕๑๗ กฎมณเฑียรบาลไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการ ลงพระปรมาภิไธย มีการตรวจจากองค์มนตรีเรื่องนี้มีตั้งแต่ ปี ๒๔๙๒ แล้วครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะเป็นความเข้าใจผิดถ้าไม่ได้ถอนออก ก็ฝากท่านประธานด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขออนุญาต เข้าสู่ระเบียบวาระเลยครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผม ขจิต ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เวลาผมอภิปราย เวลาผมทำอะไรผมไม่ได้ทำโดยพลการ ผมอ้างมาตราชัดเจน และผมพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับที่กำลังใช้อยู่ท่านจะอ้างลงไปกี่ฉบับก็เรื่องของท่าน แต่ผมอ้างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้ อยู่นี้ แล้วก็อ้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องชัดเจน และผมก็อ้างว่าก่อนที่ผมจะมาพูดนี่ท่านสงวน พงษ์มณี ซึ่งนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็ ๒ ท่านที่ผม เอ่ยชื่อท่านนิยม เวชกามา ท่านนิรมิต สุจารี ดูร่วมกันกับผมแล้ว ผมไม่อยากจะพูดอะไรมาก แต่ผมยืนยันว่าผมได้ศึกษามา และผมได้ข้อสรุปมา ก็อยากจะให้ท่านสงวนได้แสดงความเห็น ยืนยันว่าเราแลกเปลี่ยนกันอย่างไรมาอีกสักครั้ง เพราะการถูกพาดพิงในลักษณะนี้ทำเสมือนว่า คนที่พาดพิงนี่รู้มากกว่าคนอื่น แล้วก็คนอื่นจะผิดพลาด ผมเป็นคนนำมาพูด เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานให้ฝ่ายกฎหมายที่ผมปรึกษา เชิญท่านแสดงความคิดเห็น ด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสงวนครับ ใช้เวลา สักเล็กน้อยสักนาที ๒ นาทีครับ

นายสงวน พงษ์มณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ผมคงไม่พูดอะไรมาก แต่ผมคิดว่าเนื่องจากสภาแห่งนี้ได้ชี้ บอกกับทุกฝ่ายว่ามีคนบางกลุ่มหรือเจตนาที่จะแก้ไขในหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงขึ้นไปเขียนไว้บอกว่าห้ามแก้ไขในหมวดนี้ ผมเองก็ได้มาปรึกษาและคุยให้ฟังว่าเหตุการณ์นี้ มันได้เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ เหมือนกัน ผมเองนี่แปรญัตติ ๓ เรื่อง และเข้าไปแปรญัตตินี่ได้ถาม เลขานุการยกร่างรัฐธรรมนูญในที่ประชุม หากใครที่ทำงานในตอนนั้นอาจจะจำได้ในเรื่องนี้ ว่าทำไมเขียนต่างกัน ท่านเลขานุการหลาย ๆ ท่านก็ชี้แจงเหมือนที่ทุกท่านชี้แจงว่าฉบับนั้น ก็เขียนอย่างนี้ ฉบับนี้ไม่ได้เขียนต่างฉบับก่อน ๆ ผมก็ย้ำว่าผมไม่ได้สนใจว่าคุณจะเขียนเหมือน ฉบับไหน แต่โดยหลักของประเทศเรานี่ครับ กฎมณเฑียรบาลไม่มีใครแก้ไขได้ นอกจากว่า เป็นพระราชอำนาจ เมื่อไม่ได้แก้ไขทำไมเขียนต่าง เขียนต่างไม่ใช่เขียนต่างในเนื้อหาหรือ ตัวหนังสือ เขียนต่างเชิงหลักการ คือในกฎหมายดั้งเดิมนี่เขียนว่าต้องเป็นองค์คณะ และ หัวหน้าองค์คณะต้องเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ เขียนอย่างนี้ แล้วยังเขียนต่อว่า การใด ต้องลงนาม ๑ ท่านได้ การใดต้องลงนาม ๓ ท่าน และยังเรียกว่าให้เรียกว่า สภาผู้สำเร็จราชการ วันนี้เป็นเรื่องของบุคคล มันแตกต่างเราก็ต้องยอมรับว่าแตกต่าง คำถามจากพวกผมถามถึง ผู้ที่กล่าวอ้างว่าเทิดทูล ต่างแล้วอธิบายอย่างไร ถามแค่นี้ไม่มีอย่างอื่น ก็ยืนยันแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอเข้าวาระเลยนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ สมควรแล้วครับ พอแล้วผมไม่อนุญาตแล้ว เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๑๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้สงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอเจตน์ครับ ท่านครับ ผมว่าใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ ท่านครับ เราคุยกันตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะครับ และวันนี้ก็มาพูดต่อ ผมเห็นว่าใช้เวลาพอสมควร และเป็นเรื่องของการหารือ เป็นอำนาจที่ ประธานจะพิจารณา ทีนี้ผมเห็นว่าสมควรแล้วก็ไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญคุณหมอเจตน์เลยครับ พอแล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตครับ ท่านครับ ผมเห็นว่า สมควรแล้ว เป็นเรื่องการหารือ ผมคงไม่อนุญาตแล้วครับ พอแล้วครับ เชิญคุณหมอเจตน์ เถอะครับ ท่านครับ เมื่อสักครู่นี้ผมให้ฝ่ายละคนนะครับ เชิญคุณรสนา ขอโทษ ขออภัยท่าน คุณเจตน์ครับ ขอสักนาทีนะครับ และถ้าจะให้ดีอย่าไปพาดพิงนะครับ เฉพาะชี้แจงนะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อคืนก่อนนะคะก็มีการอภิปรายในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์ว่าท่าน สมาชิกอีกท่านหนึ่งไม่ใช่ท่านขจิตรนะคะ ได้อภิปรายก่อนหน้านี้ว่าไม่เห็นด้วยกับการตัด เนื่องจากว่าจะคิดได้อย่างไรว่าถ้าตัดแล้วจะไปลิดรอนพระราชอำนาจ เพราะว่าอาจจะ ไปเขียนแก้ไขให้สามารถที่จะใช้อำนาจตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรก็ได้ ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าเป็น คำอภิปรายที่ทำให้เกิดความสับสนนะคะ เพราะว่าประเทศไทยได้เปลี่ยนจากระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้วเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นการลงโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีแล้ว เคยมีอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ก็จริงอยู่ แต่หลังจากที่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วหลักเกณฑ์ เหล่านี้ไม่มีอีกแล้วนะคะ เราจะมีเพียงแค่กฎมณเฑียรบาลในส่วนของการสืบสันตติวงศ์ เพราะฉะนั้นการพูดในวันนั้นดิฉันคิดว่าเป็นการที่ผู้พูดอาจจะไม่รู้หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะถูกมอง ไปว่าเป็นการประชดประชัน ซึ่งทำให้เสียหายเนื่องจากการว่าจะถูกบันทึกในสภา วันนั้นมีคน ขอให้มีการถอนนะคะ แต่ว่าท่านประธานขอให้มีการรับผิดชอบเป็นตัวบุคคล ซึ่งดิฉันคิดว่า สิ่งนี้จะถูกบันทึกในสภาและทำให้เกิดความเสียหาย เพราะเนื่องจากว่าเราได้เปลี่ยนแปลง การปกครองมาแล้ว เราไม่ใช่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ทั้งหลาย ที่จะมีการตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วกระมังครับ สมควรแล้วครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

เมื่ออภิปราย แล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของสภานะคะ อยากให้ ท่านประธานช่วยกรุณาพิจารณาว่าเรื่องนี้เราควรจะให้มีการถอนออกไปจากสภามากกว่าจะ เป็นการรับผิดชอบเฉพาะบุคคลนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครูมานิตย์เป็นคนพูด หรือเปล่าครับ ขอใช้สิทธิพาดพิงหรือเปล่าไม่แน่ใจ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ขอไม่ถึง ๑ นาทีครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้นี้ผมสงสัยว่าอภิปรายหรือว่าหารือ ถ้าอภิปรายมันน่าจะจบไปแล้วท่านประธาน แล้วก็ หารือมันไม่ใช่เรื่องพวกนี้ครับ ผมเข้าใจว่าคืนก่อนนี่ทำไมไม่คุยเสียให้จบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ ผมเชิญ คุณหมอเจตน์เลยครับ พอแล้วนั่งลงเถอะครับ ทั้งคู่นั่งเถอะครับ เชิญคุณหมอเจตน์เถอะครับ ท่านพอเถอะครับ เชิญคุณหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สมาชิก เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมหารือนิดหนึ่งว่าเราเริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่ ไม่ค่อยดีมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี ท่านประธานพยายามประคับประคองการประชุมของรัฐสภา มาจนถึงวันที่ ๑๓ แล้ว ทางสมาชิกวุฒิสภาเราเวลาหารือนี่มันไม่ได้ตั้งใจจะป่วนการประชุม ของรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมขอความเห็นใจจากท่านประธานนะครับว่าเวลาที่พวกเราสมาชิก วุฒิสภายกมือขึ้นหารือหรืออะไรก็ตามนี่ เราไม่ได้มีเจตนาที่จะให้การประชุมยืดเยื้อ แต่ว่า มันเป็นประเด็นจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมขอความเห็นใจท่านประธานด้วย ท่านประธานครับ ท่านพยายามประคับประคองมาจนถึงวันนี้แล้วก็มีเสียงประชาชนมากมายที่บอกว่า ท่านประธานไม่ใช้กฎข้อบังคับ หรือให้เน้นกฎข้อบังคับที่ควบคุมการประชุม แต่ว่าในส่วนตัว ผมเอง ผมเห็นว่าท่านประธานมีความพยายามอย่างมากที่จะทำให้การประชุมนี้ดำเนินการไป อย่างราบรื่น ซึ่งก็ต้องเห็นใจผู้ที่อภิปรายด้วยเหตุผลมากมาย แม้บางท่านจะอภิปราย นอกข้อบังคับการประชุมนอกเหนือจากวาระที่สอง ก็เนื่องจากกรณีที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วนี่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันจะไม่กลับ เข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ครับ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่สมาชิกหลายท่านก็จะต้องอภิปราย ทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะว่าไม่มีโอกาสจะพูดอีกแล้ว เราก็สามารถพูดได้ในเฉพาะ วาระสองเท่านั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ต้องขออภัยที่ ขัดจังหวะนะครับ ที่จริงประเด็นนี้ผมอนุโลม ผมให้เกียรติอยู่แล้วนะครับ จนถูกตำหนิว่า เอาใจฝ่ายค้านมากจนเกินไปเท่าที่ประชาชนที่ผมได้สัมผัส ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงแล้วนะครับว่า ผมจะอนุโลมเท่าที่สมควร และผมก็มักจะใช้คำพูดว่า เอาพอสมควร แต่ถ้ามีเจตนาจะนอก ประเด็นอยู่แล้ว ผมคงไม่ยอมครับ ผมว่าคุณหมอเข้าประเด็นเลยดีกว่ากระมังครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ 🔗

ได้ครับท่านประธาน คือผมพูด ด้วยความเห็นใจท่านประธาน ท่านประธานนั่งอยู่ข้างบนนี่ต้องใช้เวลายาวนาน แล้วก็ มีความเครียดสะสม อันนี้ผมเห็นใจท่านประธานจริง ๆ นะครับ แต่ว่าก็ด้วยความที่หวังดี อยากจะให้การประชุมนี้มันราบรื่นก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาอื่น แต่ว่าในส่วนที่เป็นอื่น ๆ ท่านประธาน ผมก็คิดว่าท่านประคองมาดีแล้ว มันเหลืออีกเพียงไม่กี่มาตรา มันจะเหลืออีก ๕ มาตราในมาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๕ เป็นมาตราสุดท้าย เหลืออีก ๖ มาตราเท่านั้นเอง มันก็จะหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานดำเนินการไปอย่างที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ ในกรณีนี้มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่เราเริ่มต้นในวันนี้มันมีการยึดโยงกับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคท้ายครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เขียนถึงการทำหน้าที่ของประธาน รัฐสภา โดยวรรคแรกเขียนว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้ นำเสนอต่อประธานรัฐสภา และเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานส่งร่างดังกล่าวไปยัง กกต. ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างนั้นจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ กกต. ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ การทำประชามตินี่มัน เป็นความหวังของสมาชิกเสียงข้างน้อยแล้วก็เป็นความหวังของประชาชนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับ การเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับขึ้นใหม่ ซึ่งบางท่านอาจจะใช้คำว่า รัฐธรรมนูญฉบับลูกฆ่าแม่ ก็ตาม แต่ความจริงในมาตรานี้เราต้องชมร่างของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เสนอโดยท่านภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ ที่วรรคแรกเสนอว่าเมื่อสภาร่างจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภาโดย สสร. มีสิทธิเข้าชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาได้ โดยจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับจะแก้ไข เพิ่มเติมประการใด ๆ ก็ไม่ได้ โดยใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มี แล้วก็ ให้ประธานรัฐสภานำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งถ้าหากว่าเสียงของสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่งจึงจะ ทำประชามติ ท่านประธานครับ ผมนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุมแห่งนี้จริง ๆ มันดูเหมือน ไม่สมควรเพราะมันผ่านกลายมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการเรียบร้อยไปแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมเสียดาย ก็อยากจะรื้อฟื้นให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วในร่างที่เสนอโดย พรรคชาติไทยพัฒนามันเป็นเหตุเป็นผล แล้วถ้าหากว่ากลับมาสู่รัฐสภาแห่งนี้สมาชิกทุกท่าน มีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมกันในการอภิปราย สมาชิกฝ่ายรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะเสนอความเห็น เห็นด้วยกับร่างที่เสนอมาจาก สสร. สมาชิกฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะอภิปรายที่ไม่เห็นด้วยก็ ยกเหตุผลแม่น้ำทั้ง ๕ มาชี้แจงให้เห็นว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วย เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็ต้องมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต่าง ๆ ก็สามารถยกเหตุผลขึ้นมาอภิปรายตรงนี้ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ามีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อฟังเหตุผล จากทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วก็จะใช้วิจารณญาณตัดสินได้ว่าจะรับร่างของ สสร. นั้นหรือไม่นะครับ ถ้าหากว่าไม่รับก็ยังสามารถที่จะใช้เวลาในสภาแห่งนี้ ให้ชี้แจง ให้เหตุผล ให้ประชาชนที่รับฟัง หรือรับชมทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่อยู่ที่บ้านให้ได้เข้าใจเหตุและผลในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของ สสร. เข้ามายังสภาแห่งนี้ ตรงนั้นมันเป็นโอกาสที่ดีแล้วก็สามารถที่จะอภิปราย ชักจูงใจ แล้วก็โน้มน้าวสมาชิกทั้งหมดได้ ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่น่าเสียดายที่ทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้รับฟังตรงนั้นนะครับ เพราะว่าในกรณีนี้ถ้าหากว่า สสร. ซึ่งเขา ก็ต้องเข้ามา มีสิทธิเข้ามาชี้แจงตามร่างของท่านภราดรนั้น เมื่อเข้ามาชี้แจงแล้วก็มีโอกาส ที่จะถูกซักถามเหตุและผล ประชาชนติดตามได้เป็นอย่างดี สื่อมวลชนสามารถทำข่าวแล้วก็ เจาะลึกในรายละเอียดได้ ตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นเหตุเป็นผลที่ชอบ แต่ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากให้เหตุผลในที่ประชุมว่าตรงนี้ไม่จำเป็น เพราะว่าเราไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซง สสร. นะครับ แล้วก็เมื่อยกร่างเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็สามารถที่จะใช้ประชามติ เป็นตัวตัดสินได้ ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่ามันไม่ค่อยจะชอบธรรมเนื่องจากประชาชนไม่มีโอกาส อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าบอกว่าเป็นสิทธิเพราะว่าให้เวลากับ สสร. ให้เวลากับ กกต. ไปทำรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอประชาชนแล้วเรามีเวลาเพียง ๔๕-๖๐ วัน ถ้าไม่นับเวลาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่แรกเหมือนกับในช่วงนี้ ประชาชนเขาติดตามตรงนี้ไม่ทัน ก็เป็นที่น่าเสียดาย ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะอภิปรายในสภาแล้วนะครับ ประชาชนจะเก็บ ในรายละเอียดได้ ผมไม่ได้คาดหวังว่าการที่จะใช้โหวตในรัฐสภาเป็นตัวตัดสินว่าจะรับร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะตรงนั้นมันไม่มีเหตุผลเลย เพราะว่าอย่างไรก็ตามมัน ก็ต้องผ่านร่างของสภาร่างรัฐธรรมนูญไปอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าขาดไปและผมเสียดาย ก็คือว่าโอกาสที่ประชาชนจะได้รับฟังความคิดเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อย่างละเอียด ถ้าหากว่าประชาชนที่เขาสนใจแล้วก็ติดตามอย่างใกล้ชิด เขาสามารถ ที่จะแยกแยะประเด็นได้ ตรงนั้นถ้าหากว่ากรรมาธิการยอมรับก็โอเค แต่เนื่องจากกรรมาธิการ ไม่ยอมรับก็เลยจบไป เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ผ่านไปในวันก่อน ซึ่งในวรรคสุดท้ายที่บอกว่า ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือหมายถึงว่า ฉบับปัจจุบันคือปี ๒๕๕๐ นั้นก็ให้ที่รัฐสภาลงมติ แล้วก็ให้รัฐธรรมนูญนั้นตกไป ท่านประธานครับ ผมเองเสนอคำแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติว่ากรณีที่ สสร. ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ยื่นให้กับทางท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ตรงนั้นผมอยากจะเน้นว่าท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ท่านประธาน ท่านจะต้องแบก รับความผิด ความชอบทั้งหมดไว้กับตัวท่านเอง ตรงนี้ผมเป็นห่วงค่อนข้างมาก ท่านประธาน ถ้าหากว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าหากว่า ท่านประธานเห็นว่าขัด ท่านประธานก็ให้ตัวของรัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน แน่นอนครับ ท่านประธาน กับตัวของเสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ย่อมต้องเห็นไปในทางที่สอดคล้องกัน ถ้าขัด ก็ใช้ตัวของรัฐสภาหรือว่าสมาชิกเสียงข้างมากเป็นผู้แบกรับน้ำหนัก ถ้าหากว่าประชาชน ไม่เห็นด้วยก็แบกรับแทนท่านประธานได้ แต่ในกรณีที่ถ้าหากว่าท่านประธานเห็นว่าไม่ขัด ตรงนี้ผมเป็นห่วงท่านประธานค่อนข้างมาก เพราะว่าท่านประธานก็มีดุลยพินิจ ๒ ทาง

ทางที่ ๑ ท่านประธานตัดสินใจผิดพลาด ท่านประธานในที่นี้นะครับ เรามี เวลาอีก ๑๔ เดือนเศษ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านประธานสมศักดิ์จะยังคงเป็นประธานในตอนนั้น อยู่หรือไม่ ผมคิดในแง่ดีว่าท่านยังเป็นประธานอยู่ แต่ถ้าหากว่าท่านจะต้องมาแบกรับน้ำหนัก ของความรับผิดชอบตรงนี้ ในกรณีที่ขัดก็ไม่มีปัญหาให้สมาชิกแบกรับแทนท่านไป แต่ว่าถ้า ท่านไม่ขัดแล้วก็ท่านมีดุลยพินิจ ถ้าหากว่าดุลยพินิจของท่านผิดพลาดท่านก็สามารถตั้ง คณะกรรมการมาแบกรับดุลยพินิจของท่านได้ แต่ถ้าหากว่าท่านตัดสินใจว่าไม่ขัด โดยที่ มีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจของท่านแล้ว ตรงนั้นจะเป็นปัญหาทันที เพราะถ้าหากว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยเขาก็จะไม่มีเวทีที่จะมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน เพราะว่า ตอนนั้นท่านจะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปให้กับ กกต. แล้ว แล้วก็ผลสุดท้ายท่านใช้มติของ ประชาชนเป็นตัวตัดสิน ซึ่งตรงนี้ผมเป็นห่วงการตัดสินใจของท่านค่อนข้างมาก ผมเห็นว่า ในกรณีนี้เป็นเรื่องที่ท่านต้องมาแบกรับโดยที่ผมว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ถ้าหากว่าไม่มีใคร หรือว่าไม่มีผู้ใดที่มีโอกาสทักท้วง หรือสั่งให้ประธานเป็นผู้ทบทวนแล้ว กรณีนี้มันไม่มีเขียนเอาไว้ในร่างข้อนี้ ผมเห็นว่ามันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก เพราะว่ากรณี ที่การตัดสินใจผิดพลาด หรือกรณีอิทธิพลภายนอกนั้นมีกดดันต่อการตัดสินใจแล้วนี่ การตัดสินใจอาจจะไม่เป็นไปตามที่ควร เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ผมคิดว่ากรณีนี้ถ้าจะ ป้องกันได้ก็คือว่าต้องเสนอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีดังกล่าว เพราะว่าประเด็นแรก ผมอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว ผมคิดว่าผมจะไม่ลงในรายละเอียดตรงนี้ เพราะว่า เหมือนกับผมโหวตแพ้ไปแล้ว แต่ว่าในกรณีที่มันขัด ในการโหวตแพ้ไปแล้วเราก็ไม่พิจารณา แต่กรณีที่ไม่ขัด ผมก็ยังสามารถที่จะเสนอว่าให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ท่านประธานครับ ย้อนมาถึงกรณีที่เราพิจารณามาจนถึงวันที่ ๑๓ วันนี้ ข้อสรุปที่ได้ก็คือว่า เราได้ สสร. มา ๙๙ คน ๗๗ คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน อีก ๒๒ คนมาจากการโหวตในรัฐสภาแห่งนี้ ใน ๗๗ คน แน่นอนมันก็จะต้องเป็นคนของพรรคการเมือง โดยเฉพาะทางซีกรัฐบาล ซึ่งได้เปรียบอยู่แล้ว ก็มีความเชื่อเหมือนกับสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เหมือนกับประชาชนอีกจำนวนมาก ที่เชื่อว่าพรรครัฐบาลจะชนะเมื่อคิดจำนวนของจังหวัด แล้วก็ ๒๒ คนที่เหลือ เนื่องจากมาจาก การเลือกในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็ใช้มติเสียงข้างมากของสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีความเชื่อว่ารัฐบาลจะกินรวบทั้ง ๒๒ คน เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่า ๗๗ บวก ๒๒ คือ ๙๙ คนนั้นเป็นเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาล ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญของ เสียงข้างมากในสภา รัฐธรรมนูญฉบับนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ นอกประเด็น ไปเยอะแล้วครับ เริ่มต้นผมก็พยายามอนุโลมครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธาน ผมจะพยายาม ท่านประธานให้กลับมาอยู่ในประเด็นครับท่านประธาน ใน ๙๙ คนนั้นมันก็จะเป็น สสร. ของเสียงข้างมากในสภา มันก็จะกลายเป็น สสร. ของรัฐบาลไม่ใช่ สสร. ของเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อย เมื่อไม่ใช่ สสร. ของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยก็จะไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ของรัฐบาล ตรงนี้เราพูดกันมามากมายในรัฐสภาแห่งนี้ว่าเราเป็นห่วง สสร. ที่ว่าเราจะเขียน กฎหมายกระทบโครงสร้างของรัฐ กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมให้เกียรติ และคุณหมอจะเลยเถิดไปแล้วกระมังครับ ไปไกลมากครับ ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ ผมคงไม่อนุญาตให้ประเด็นนี้แล้วครับ เอาเฉพาะที่ท่านได้สงวนไว้ดีกว่ากระมังครับ ผมให้เกียรติคุณหมอ คุณหมอต้องให้เกียรติผมด้วย ผมมีหน้าที่ต้องดูแลเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้น ผมก็โดนตำหนิ ผมว่าพอสมควรคุณหมอครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ในกรณีที่เพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารหรือ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติแต่ลดอำนาจทางตุลาการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมคง ไม่อนุญาตแล้วนะครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

เราใช้เวลาไม่มากคนละ ๕ นาที ๑๐ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มันไม่ใช่อยู่ที่ ประเด็นการใช้เวลาครับ มันอยู่ที่สาระอยู่ในประเด็นหรือไม่

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ 🔗

ผมจะเชื่อมโยงให้เห็นว่าผมสงวน คำแปรญัตติว่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญมาตัดสินใจรับผิดชอบแทนท่านประธาน ในกรณีที่ เห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ให้รัฐสภาจบไปแล้วครับ แต่กรณีที่ไม่ขัดนี้ท่านประธาน ทีนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่าในกรณีที่เรา สสร. เขียนรัฐธรรมนูญสกัดองค์กรตรวจสอบนักการเมือง หรือเอื้อต่อการประพฤติทุจริตมิชอบ เขียนรัฐธรรมนูญล้มล้างความผิดให้ใครบางคน ผมไม่ลง รายละเอียด แต่การให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินกฎหมายผมไม่เห็นด้วย เพราะเสียงข้างมาก ไม่สามารถตัดสินผิดถูกได้ การตัดสินต้องใช้หลักความยุติธรรม ต้องใช้อำนาจยุติธรรม ตามแบบสากลทั่วโลก ผมจึงเห็นว่ากรณีนี้ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินไม่ใช่รัฐสภา กรณีนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ข้อ ๒ คือวรรคสามก่อนที่ ประธานรัฐสภาจะส่งร่างให้ กกต. ถ้านายกรัฐมนตรีหรือ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้เสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภาแล้วให้ประธานส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ถ้าวินิจฉัยว่าขัดให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป ก็เพื่อให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนหนึ่ง เป็นผู้คานอำนาจของประธานในกรณีดังกล่าวนั้นเอง ข้อเสนอของที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับผิดชอบแทนท่านประธาน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ในส่วนที่ ๘ การควบคุม การตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๘ นี้อยู่ในหมวด ๖ ว่าด้วยรัฐสภาในมาตรา ๑๕๔ ที่เขียนว่า ร่างพระราชบัญญัติใดที่ รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือร่างพระราชบัญญัติที่ รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ กรณีไม่ทรงเห็นชอบก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่งนั้น

กรณีที่ ๑ หาก ส.ส. หรือ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ เท่าที่มีอยู่ เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา แล้วแต่กรณี และให้ประธานที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย

กรณีที่ ๒ หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีข้อความขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกขึ้นต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้ส่งความเห็นเช่นว่านี้ไว้ยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และในวรรคสามถ้าศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดย ไม่ถูกต้องต่อบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญนี้ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไป

วรรคสุดท้าย ถ้ามีข้อความขัดหรือยังต่อรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่กรณีตามวรรคสาม ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งเป็นอันตกไป ท่านประธานครับ ผมพูดถึงพระราชบัญญัติ ผมพูดถึง ทำไม เพราะเรากำลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญประเด็นก็คือว่ามันมีประเด็น ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ รัฐธรรมนูญเป็นพระราชบัญญัติหรือไม่ พระราชบัญญัติ เทียบเท่ากับพระราชบัญญัติหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าในมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือฉบับที่ใช้อยู่เขาเขียนว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายท่านประธาน คำว่า กฎหมาย ผมเทียบเคียงกับภาษาอังกฤษ เลยนะครับ ภาษาอังกฤษเขาใช้รัฐธรรมนูญเขาเขียนว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญภาษาอังกฤษเขาเขียนว่า สุพรีม ลอว์ ออฟ เดอะ แลนด์ (Supreme law of the Land) หรือ คอนสทิทิวชัน ลอว์ (Constitution Law) เขาใช้คำว่า ลอว์ (Law) ครับ กฎหมายครับ เพราะฉะนั้นกฎรัฐธรรมนูญ ก็คือกฎหมายชนิดหนึ่ง แต่ศักดิ์กฎหมายมันสูงกว่าพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นดังนั้น ในกรณีนี้ผมไม่เห็นด้วยกับท่านอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข ขออภัย ที่เอ่ยนามพอดีท่านไม่ได้นั่งอยู่ แล้วก็นักกฎหมายของเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการนี่เขา บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรัฐธรรมนูญไม่ได้ เขาเห็นว่าตรงนี้ต้องใช้รัฐสภาแห่งนี้เท่านั้น เป็นผู้ตีความ เป็นผู้วินิจฉัยรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญของผมอยู่ตรงนี้ผมเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งใช้เสียงข้างมากโดยระบอบของประชาธิปไตยของประเทศไทย เสียงข้างมากใช้ตัดสิน กฎหมาย ใช้แยกแยะกฎหมาย ใช้ตัดสินว่ากฎหมายใดมีส่วนตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ไม่ได้ ต้องให้องค์กรตุลาการที่อยู่ในกระบวนการศาลยุติธรรมเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่ากรณีนี้ก่อนที่จะยื่นให้ท่านประธาน ท่านประธานควรจะยื่นให้กับทางศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าที่ตกไปแล้ว เท่านั้นครับ ผมจะจบแล้ว ทั้งหมดนี่ก็คือประเด็นที่ผมอยากจะฝากกรรมาธิการเสียงข้างมากไว้ในกรณีที่ท่านยืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีหมวดว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมาแล้วนั้น ไม่สามารถจะตีความได้ ผมซึ่งก็อาศัยที่ปรึกษาที่ผมติดต่อแล้ว ก็ขอความรู้จากท่าน เพราะลำพังผมเองผมเป็นแพทย์ท่านประธาน ผมไม่ได้มีความรู้ ทางกฎหมายมาจนลึกซึ้ง แต่ผมมีที่ปรึกษาที่เป็นนักกฎหมายที่เชื่อถือได้ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิในระดับที่เรียกว่าหนึ่งของประเทศ ผมก็เลยปรึกษาหารือท่าน และผมก็ อยากจะรู้จริง ๆ ว่าเมื่อเรามีปัญหาทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเราไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ถ้าหากว่าเราส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ได้ และเราจะตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำไม เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะต้องวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ รายละเอียดทุกหมวด ทุกมาตรา ทุกข้อว่าประเด็นใดของกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ในที่นี้ ผมยกตัวอย่างมาให้ท่านประธานเห็นว่าในมาตรา ๑๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็สามารถให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนหนึ่งสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ กรณีนี้ผมถือว่า ร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง เพียงแต่ศักดิ์ของกฎหมายสูงกว่า พระราชบัญญัติเท่านั้น ดังนั้นผมจึงสรุปว่าในกรณีนี้ควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ขอให้สิทธิพาดพิงนะครับ เรื่องทหาร ท่านบอกว่าจะใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาที แล้วก็จะไม่พาดพิง ให้คนอื่นเสียหาย เชิญท่านครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ท่านประธานครับ กระผม พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิงในส่วนที่ทางสภาได้กล่าวถึงกองทัพนะครับ และเป็นที่รับทราบในทางของผู้ใหญ่ของ กองทัพว่าน่าจะมีการเข้าใจในทางที่เสียหายต่อกองทัพหากไม่มีการชี้แจง ก็น่าจะเป็นการที่ ทำให้เกิดการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องขึ้นได้นะครับ จากเหตุการณ์เมื่อวันอังคารที่ ๘ พฤษภาคม ในช่วงเวลาที่เราประชุมร่วม ๒ สภาเพื่อพิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ได้มีการกล่าวถึงทหาร โดยท่านนายแพทย์เหวง โตจิราการ ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึงนะครับ ได้กล่าวพาดพิงถึงทหารว่าเป็นผู้ที่เผาบ้าน เผาเมืองในเหตุการณ์ เกิดความไม่สงบขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่บริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ในขณะเดียวกัน ก็ยังกล่าวปกป้องในกลุ่มของคนเสื้อแดงและกลุ่ม นปช. ว่าไม่ได้เป็นผู้วางเพลิงแต่ประการใด ท่านประธานครับ แม้แต่นายแพทย์เหวงจะยอมถอนคำพูดในการกล่าวหลังจากที่ตัวเอง ได้กล่าวออกไปแล้วและมีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่ง ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามครับ ได้แถลงโต้แย้ง แต่พฤติกรรมของนายแพทย์เหวงในครั้งนี้เป็นการกล่าวร้ายต่อสถาบันทหาร เจตนาที่จะให้ เกิดความเสื่อมเสียโดยทันที และทำการขอถอนคำพูดต่อมาภายหลัง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว การทำงานของทหารเป็นการออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ว่ากลับถูกใส่ร้าย อย่างไร้เหตุผล ท่านประธานครับ ยังไม่มีหน่วยงานใด สื่อใดหรือคณะกรรมการตัดสิน ในเหตุการณ์ชุดใดที่ระบุว่าทหารเป็นผู้วางเพลิงในการกระทำความเสียหายในครั้งนั้นนะครับ จึงถือว่าคำพูดของท่านนายแพทย์เหวง โตจิราการ ที่กล่าวให้ร้ายกับกองทัพนั้นเป็นคำพูดที่ ขาดพยานหลักฐาน เป็นคำกล่าวที่เลื่อนลอยและเจตนาที่จะให้เกิดความเสียหายและให้เกิด การเกลียดชังต่อกองทัพ ไม่สมควรผู้เป็นที่ผู้ใหญ่ทางด้านการเมืองในบ้านเมืองประเทศนี้จะมี พฤติกรรมเช่นนี้ เป็นแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ ๆ ที่เข้ามาและกำลัง ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติขณะนี้ ท่านประธานครับ หากจะมีการพิจารณาว่าจะมี หนทางใดที่จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ในสภาอีก ผมก็คงจะขอบคุณมาก ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่าน พลเอก เลิศฤทธิ์ ได้รับปากว่าจะไม่พูดให้กระทบคนอื่นเสียหาย ผมก็เลยอนุญาต แต่ทีนี้ไปพูดกระทบแล้วระบุ ชื่อชัดเจน ผมก็เป็นห่วงครับ ถ้าอย่างนี้มันก็จะขยายผลทำให้มันไม่จบ ที่จริงประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ในข้อเท็จจริง ยังไม่มีข้อสรุป เอามาก็ว่ากันไปว่ากันมา มันก็ไม่จบ เป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาครับว่าเรากำลังพิจารณาเรื่องสำคัญ เรื่องรัฐธรรมนูญ ทีนี้เอาเรื่องที่มันยังไม่มีข้อสรุปมาถกมันก็ทำให้เสียเวลา คุณหมอเหวงครับ ผมขอความ กรุณาครับ ที่จริงถ้าจบได้ก็จะเป็นพระคุณ ผมให้คุณหมอสัก ๑ นาที คุณหมอครับ ถ้าขึ้นมา พูดอีก มันก็ไม่จบคุณหมอเหวงใช้เวลาพอสมควร แล้วก็ขอความกรุณานะครับ คุณหมอ รับปากผมไว้จะไม่กระทบคนอื่นให้เสียหายนะครับ

นายเหวง โตจิราการ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมพูดทุก ๆ ที่ ทุก ๆ แห่ง ว่าผมรักและเคารพกองทัพ ผมยืนยันอีกทีนะครับ ผมรักและเคารพกองทัพ ผมพูดทุก ๆ ที่และทุก ๆ แห่ง ว่าประเทศนี้ที่มีกองทัพในการ ปกป้องอริราชศัตรู แล้วก็ราชบัลลังก์ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่ากองทัพก็ เหมือนประชาชนโดยทั่วไป ในกองทัพเองก็มี ๒ ส่วนครับ ก็คือส่วนที่เป็นประชาธิปไตย กับส่วนที่เป็นเผด็จการทรราช ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานมาโดยตลอดก็คือว่าต้องจำแนกแยกแยะ ให้ชัดเจนว่าอย่าปล่อยให้ทหารทรราชขึ้นมามีอำนาจในกองทัพ เพราะนี่ผมยืนยันกับ ท่านประธานนะครับ สิ่งที่ผมพูดเพราะว่าผมเศร้าใจมากทุกประเทศในโลกนี้ที่มีระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีกองทัพทั้งสิ้นเลยครับ ประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเบลเยียม ประเทศเดนมาร์ก กราบเรียนถาม ท่านประธานสักหน่อยมีประเทศไทยสักประเทศหนึ่งในโลกนี้ไหมครับ ที่กองทัพนำโดยทหาร เผด็จการทรราช รัฐประหารยึดอำนาจมีไหมครับ ไม่มีครับ มีเฉพาะประเทศไทย ดังนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธานไม่สามารถให้ผมยกเลิกคำพูดนี้ได้เป็นอันขาด แม้ท่านประธานต้องลงโทษผม ประหารชีวิตผม เพื่อไม่ให้ผมพูดคำนี้ ผมก็จะพูดคำนี้ว่า ประเทศไทยที่น่าฉิบหายเพราะทหารเผด็จการทรราช เอากองทัพไปยึดอำนาจ เมื่อสักครู่นี้ ท่านอ้างกองทัพ กรุณาบอกชื่อได้ไหมครับว่ากองทัพที่ท่านอ้างถึงมีชื่อใครบ้างที่กล่าวหาผม ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในวันนั้นทหารเผด็จการเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และ ผมยังยืนยันนะครับ ผมยืนยันความเชื่อของผมแล้วพร้อมจะพิสูจน์นะครับ ถ้าท่านต้องการ ให้ผมพิสูจน์ผมยืนยันว่าทหารเผด็จการเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และทหารเผด็จการเป็นคน ทำลายประเทศชาติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมว่า พอสมควรครับ เอาไว้เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ในชั้นศาลครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกรัฐสภา ภาครัฐ

ขออนุญาตครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าจบ พอแล้วกระมังครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกรัฐสภา ภาครัฐ

ผม พลเอก เลิศฤทธิ์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพลเอก เลิศฤทธิ์ ครับ

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกรัฐสภา ภาครัฐ

ในส่วนของการที่ กล่าวหาว่าทหารเผด็จการทรราชนั้น ผมคิดว่าน่าจะต้องเข้าใจใหม่นะครับ เพราะว่าในปัจจุบัน การปกครองภายในกองทัพเองยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปนะครับ ปัจจุบันก็ยังเป็น กองทัพของประชาชน ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติครับ ส่วนที่พูดถึงว่ายืนยัน ในเรื่องของการที่ทหารในวันนั้นเผาบ้านเผาเมือง คงจะต้องขออนุญาตให้รอการพิสูจน์หรือ การดำเนินคดีของทางศาลให้เรียบร้อยก่อนจึงจะนำเอามากล่าวต่อที่สาธารณะก็ได้ครับ ขอบคุณครับ

(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่มีอะไรเสียหายครับ ผม ไม่อนุญาตแล้วครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้ว เป็นเรื่องที่ท่านชี้แจงในส่วนของท่านเท่านั้นเอง ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เดี๋ยวต้องมีการพิสูจน์ครับ ผมขออนุญาตต่อเลย ท่านนิพิฏฐ์ครับ ผมว่ามันพอสมควรแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิ ประท้วง ข้อ ๔๓ ท่านนายแพทย์เหวงได้อภิปรายถึงบุคคลภายนอก ถึงแม้ว่าบุคคลภายนอก ไม่อยู่ในที่นี้ ไม่สามารถใช้สิทธิได้ แต่ว่าเขาได้รับความเสียหาย ผมไม่ประสงค์ที่จะไปชี้ชัดว่า ใครทำผิด ใครทำถูก เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในกรณี เซ็นทรัลเวิลด์ นิดเดียวเท่านั้นเองครับ เพื่อท่านผู้ฟังที่ฟังอยู่จะได้เข้าใจในการเผาเซ็นทรัล เวิลด์นั้น ท่านประธานครับ

(นายวิเชียร ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านครับ ผมว่าเรื่องนี้เอาไว้ให้เขาพิสูจน์ข้อเท็จจริง ถ้ามาพูดอย่างนี้ไม่จบครับ ท่านครับ มันจะไม่จบ เอาไว้ให้พิสูจน์ข้อเท็จจริง กรณีของเซ็นทรัลเวิลด์ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ท่านวิเชียร ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายวิเชียร ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขำ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕

ประการแรก ท่านประธานไม่ได้ควบคุมการประชุมสภา ให้บุคคลอื่นขึ้นมา พูดนอกเหนือประเด็นที่กำลังพิจารณาอยู่

ประการที่ ๒ ประธานปล่อยให้บุคคลอื่นลุกขึ้นมาแก้ตัวแทนใครไม่รู้ ซึ่งไม่ เกี่ยวกับเรื่องที่ประชุมอยู่ เพราะท่านประธานต้องพิจารณาเรื่องนี้ อย่างคุณนิพิฏฐ์ไม่ใช่เรื่อง ที่จะมาแก้ตัวแทนคนอื่น ท่านประธานห้ามไม่ให้เขาพูดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าเรื่องนี้มัน ไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญครับ ท่านครับ มันไม่ได้อยู่ในประเด็นของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ได้ใช้ สิทธิประท้วงกันพอสมควร ท่านครับ มันไม่มีใครผิดข้อบังคับแล้วครับ และผมก็ให้สิทธิ พอสมควรแล้ว

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านสุนัยเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกที่มีหลักการทีเดียว คือท่านนิพิฏฐ์ครับ เป็นการประท้วงในส่วนของข้อ ๕ ที่ท่านประธานมีอำนาจในการที่จะควบคุมการประชุมให้ เรียบร้อย ประเด็นวันนี้เป็นเรื่องของการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยที่ท่านนิพิฏฐ์ จะอ้างสิทธิประท้วง แต่ท่านประธานก็มีสิทธิที่จะควบคุมประเด็น วันนี้ไม่ใช่วาระที่เราจะมา โต้แย้งว่าใครเผาบ้าน เผาเมือง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ก็ไปอภิปรายกันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วก็นำมาซึ่งความขัดแย้งหนักขึ้น หนักขึ้น แล้วก็แตกแยกกัน ท่านประธานครับ ผมจึง สนับสนุนท่านประธานให้ใช้อำนาจในส่วนข้อบังคับ ข้อ ๕ เพื่อให้เกิดการปรองดองกันเถอะครับ แผลที่มันมีอยู่ให้มันไปก่อน

และอีกประการหนึ่งท่านประธานครับ คุณหมอเหวงกับท่านนายทหารเมื่อ สักครู่ ขอประทานโทษ ก็ว่ากันคนละดอกไปพอสมควรแล้ว ก็ให้เป็นเรื่องดุลยพินิจของสังคม อย่าเอาประเด็นอื่นซึ่งไม่ใช่ในเรื่องรัฐธรรมนูญนี้มาใส่เลยครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ขอความกรุณา เถอะครับ ถ้าเรามาพูดกันอย่างนี้อีก รัฐธรรมนูญก็เดินไม่ได้ ประชาชนก็จะเริ่มมองเห็นชัดเจน ขึ้นว่าสังคมมันจะปรองดองกันตรงไหน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธานจริง ๆ ครับ ทนไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ ให้เป็นกลาง ไม่ได้เป็นไปตามข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๕ ท่านนิพิฏฐ์ลุกขึ้นอภิปรายพาดพิง ประท้วง ท่านนิพิฏฐ์ลุกขึ้นพูดไม่ถึง ๓ คำ มีสมาชิกลุกขึ้นประท้วงท่านประธานตัดบท ตัดไมโครโฟน (Microphone) ท่านนิพิฏฐ์ ท่านปล่อยให้สมาชิกพรรครัฐบาลประท้วงจนจบ เท่านั้นยังไม่พอครับ ท่านประธานก็เรียกท่านสมาชิกท่านอื่นลุกขึ้นประท้วงอีก และท่านก็ ปล่อยให้ประท้วงอย่างยืดยาวเสมือนรอตัวช่วย แต่พอผมลุกขึ้นประท้วงระหว่างที่ท่านสมาชิก ประท้วงอยู่ ท่านประธานบอกว่ารอให้จบก่อน ผมถึงจะแจ้งท่านประธานอย่างไรครับว่า ท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ให้เป็นกลางเลย นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งที่รัฐสภาเดินหน้าไม่ได้ ท่านปล่อยให้ท่านนิพิฏฐ์พูดเหมือนกับที่ท่านปล่อยให้สมาชิกพรรครัฐบาลพูดให้จบสิครับ และผมเชื่อว่าเวลามันก็ผ่านพ้นไปแล้ว แล้วก็จะจบเรื่องของการพาดพิงในประเด็นนี้ ท่านไม่ฟังเลยครับว่าท่านนิพิฏฐ์จะพูดเรื่องอะไร ท่านบอกว่ายังไม่มีข้อสิ้นสุด ท่านนิพิฏฐ์ กำลังจะหยิบยกให้ท่านประธานฟังว่ามันมีข้อสิ้นสุดแล้ว เพราะมันมีคำพิพากษาเรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านก็ไม่ฟัง และท่านก็ปล่อยให้สมาชิก ท่านอื่นลุกขึ้นประท้วง ถ้าฝ่ายไหนประท้วงเป็นฝ่ายรัฐบาลท่านปล่อยไมโครโฟน ท่านให้พูด เต็มที่เลยครับ แต่ถ้าเป็นฝ่ายประท้วงที่เป็นพรรคฝ่ายค้านมือท่านจ่ออยู่ที่ไมโครโฟนตลอด ท่านกดตลอด ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหนครับท่านประธาน ท่านใจเย็น ๆ นะครับ ท่านทำหน้าที่ให้เป็นกลาง ส่วนการประท้วงรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้เขาทำหน้าที่ไป ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนติดตามเขาเข้าใจดี แต่ว่าท่านประธานกำลังทำหน้าที่เป็นอีกคนหนึ่ง ของพรรครัฐบาลซึ่งไม่เหมาะสม ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วที่พูดจบไปเมื่อกี้ ชื่อธนา อยู่พรรคฝ่ายค้านไม่ใช่หรือครับ และผมไม่ได้ทักท้วงอะไรนี่ครับ ก็ปล่อยให้ท่านพูดโดยเต็มที่ อยู่แล้ว กรณีของท่านนิพิฏฐ์ถ้าจะพูดขยายผลก่อให้เกิดปัญหาแล้วก็ถกกันไม่จบ กรณีอย่างนี้ ผมไม่อนุญาตครับ แต่ถ้าเมื่อกี้ท่านสุนัยผมก็อนุญาตให้เต็มที่ ท่านธนาผมก็อนุญาตให้เต็มที่ ก็ใช้มาตรฐานเดียวกัน ผมคงไม่อนุญาตครับ ผมขอเข้าประเด็นของรัฐธรรมนูญเลยครับ ประเด็นนั้นจบไปแล้วครับ ก็ถือว่าได้อนุญาตให้ ท่าน พลเอก เลิศฤทธิ์ และท่านคุณหมอเหวง ผมวินิจฉัยเรื่องนี้ว่ามันจบแล้ว แล้วก็ไปประท้วงเรื่องนอกประเด็นคงไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านครับ เรื่องนี้เอาไว้ให้เขาพิสูจน์กันข้อเท็จจริง มันยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนครับ อย่างนี้ ท่านขอ ๑ นาที และท่านชี้แจงเสร็จแล้วผมจะให้ฝั่งอีกเช่นกัน แล้วจะไม่อนุญาตให้ใคร อีกแล้วนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นะครับ

(นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอเรียนท่านประธาน ว่าขณะนี้เรื่องที่เราได้กำลังพูดถึงกันอยู่ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้ว เป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริงหรือที่เราเรียกกันว่าคณะกรรมการ คอป.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประท้วงหรือครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในวาระที่เราควรที่จะให้คณะกรรมการเป็นผู้ที่จะพิจารณา และวินิจฉัยความจริงออกมา มันเป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ ถึงแม้ว่ามันจะเกิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมว่ามันจะ ได้จบให้ท่านได้พูดเถอะสักนาทีหนึ่ง แล้วก็ฝ่ายเราก็ชี้แจงอีกสักนาทีก็จะได้ต่อครับ ไม่อย่างนั้น ไม่จบ เชิญท่านครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ตั้งเวลาเลยครับ ๑ นาทีท่านครับ ในกรณีเซ็นทรัลเวิลด์มีการฟ้อง นปช. หรือเสื้อแดงทั้งหมด ๗ คน และศาลตัดสินไปแล้ว ๑ คดี เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ศาลอาญากรุงเทพใต้ตัดสิน ๗ นปช. ปล้นทรัพย์เซ็นทรัลเวิลด์ ในขณะที่มีการวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุก ๗ แดง ๓ ปี ๖ เดือน เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ส่วนในคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ทั้ง ๗ คนนี้ต่อสู้คดีอยู่ แต่ว่าการลักทรัพย์ ในขณะที่มีเพลิงไหม้นั้นคนเสื้อแดงศาลจำคุก ๓ ปี ๖ เดือนครับ แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน ด้วยความเคารพ และขออนุญาตท่านรัฐมนตรีนิพิฏฐ์ด้วยความเคารพเช่นเดียวกันว่าคดีที่ ท่านได้พูดถึงว่าในระหว่างการพิจารณานั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ในเรื่องของกรณีการวางเพลิง เรื่องนี้ก็ควรให้ศาลได้พิจารณาให้แล้วเสร็จก่อน ส่วนคดีของกรณี ลักทรัพย์ซึ่งศาลตัดสินแล้วก็ถือว่าเป็นคนละกรณีกับกรณีของการวางเพลิง เพราะฉะนั้นจะ หยิบโยงเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกับท่านวุฒิสมาชิกที่ท่านอภิปรายเมื่อสักครู่นี้คงมิได้ เพราะฉะนั้นต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าเราเดินต่อเถอะครับ ในการประชุมเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่าถ้าเราไม่เดินหน้าต่อเราก็จะทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายด้วย จึงขอความกรุณาท่านประธานว่าเรื่องข้อเท็จจริงใด ๆ ให้เป็นเรื่องของศาล ขอขอบพระคุณ ด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาต ต่อเลยนะครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นและ คำแปรญัตติไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมขออนุญาตท่านประธานเนื่องจากมีการถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชน แล้วก็ผมเป็น ผู้อภิปรายลำดับต้น ๆ ผมเชื่อว่าการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หรือหลายท่าน พูดจากันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ สิ่งหนึ่งที่วันนี้พี่น้อง ประชาชนที่สนใจได้มีโอกาสติดตามการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา การถ่ายทอดก็จะเป็น เครื่องมืออีกอันหนึ่ง อย่างน้อย ๆ เวลาที่มาตรา ๒๙๑/๑๓ ได้พูดถึงประชามติ ซึ่งพี่น้อง ประชาชนมีหน้าที่ที่จะต้องมาลงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญที่ สสร. จะได้ไป ดำเนินการจัดทำขึ้นหรือไม่ เพราะฉะนั้นช่องทางและเวลาที่เรากำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้ ถือเป็นการให้ความรู้ทำความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนไปอีกทางหนึ่ง เป็นการช่วยลดภาระ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในกรณีที่จะทำความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในกรณีที่จะ มาออกลงประชามติ สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า วันนี้คนไทย ๒.๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ได้มีโอกาสอ่านรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากำลังทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ถ้าท่านจะ อ้างว่าให้ความรู้กับประชาชน แล้วเอาเหตุตรงนี้มาพูดนอกประเด็น แต่ผมคงไม่อนุญาตครับ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องขออภัย ผมอยากให้ท่านเข้าประเด็นเลยครับ เพราะว่านี่เป็นวาระที่สอง การให้ความรู้เราพูดในวาระที่หนึ่งมามากแล้วครับ เพราะฉะนั้นในวาระที่สองตามข้อบังคับ ชัดเจน ต้องพูดในเฉพาะส่วนที่สงวนไว้เท่านั้น ต้องขอความกรุณา ถ้าผิดพลาด ท่านไม่มี เจตนาอย่างนี้ก็ต้องขออภัย เชิญท่านต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ผมเรียนท่านประธานตอนต้นแล้วครับว่า มาตรานี้เป็นเรื่องที่จะมีการทำประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ การอภิปรายในสภา ผู้แทนราษฎรก็ดี ในที่ประชุมรัฐสภาก็ดี บรรยากาศของการประชุม เสน่ห์ของการอภิปราย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกำลังจะให้สมาชิกรัฐสภาและพี่น้อง ประชาชนที่จะได้คล้อยตามคำอภิปรายของผม ผมก็ต้องมีเทคนิค ผมก็ต้องมีวิธีการที่จะ อภิปรายให้ประชาชนเห็นด้วยกับผม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดไม่ได้อยู่นอกข้อบังคับการประชุม เลยครับ ผมไม่ได้พูดเรื่องประชามติมาก่อนหน้านี้เลยครับ ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ จนกระทั่ง มาตรา ๒๙๑/๑๒ เพราะในมาตราดังกล่าวไม่มีการเขียนเรื่องประชามติ แต่มาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งเรากำลังจะพิจารณาอยู่ตอนนี้ได้เขียนรายละเอียดและวิธีการของการทำประชามติไว้ ผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าทำไมผมถึงมีความเห็นเรื่องประชามติ เรื่องความเข้าใจของพี่น้อง ประชาชน และถ้าการลงประชามติโดยที่ประชาชนไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจ ท่านประธานจะถือ ว่าประชามตินั้นเป็นประชามติที่ถูกต้องชอบธรรมได้อย่างไร นี่คือวิธีการที่ผมจะต้องอธิบาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านจะอ้างเหตุ ตรงนี้มาอธิบายเรื่องโน้นเรื่องนี้ไม่ได้ครับ นี่เป็นวาระที่สอง ท่านต้องพูดในประเด็นที่ท่าน สงวนเท่านั้นครับ ข้อบังคับมีเท่านี้ ชัดเจน ถ้าจะอธิบายอย่างที่ท่านพูดต้องเป็นวาระที่หนึ่ง ซึ่งผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านเข้าประเด็นเลยครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในวาระที่สอง คือวาระคำแปรญัตติ ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ประชุมรัฐสภาได้เลือกผมเข้าไป ทำหน้าที่ การที่ที่ประชุมรัฐสภาเลือกผมไปทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการ นั่นหมายความว่า อย่างไรครับ หมายความว่าให้ผมไปรับรู้ไปทำความเข้าใจกับกรรมาธิการแล้วนำมาเรียนที่ ประชุมรัฐสภา เพราะที่ประชุมรัฐสภานี้ไม่สามารถเป็นกรรมาธิการได้ทุกคน ผมมีภาระหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบต่อที่ประชุมรัฐสภาครับ ผมต้องเอาบรรยากาศ เอาข้อเท็จจริง เอาปัญหามา เรียนให้ที่ประชุมรัฐสภาได้ทราบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านต้องรับผิดชอบ ต่อรัฐสภาด้วยการปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม ท่านอย่าเสียเวลาเลย เข้าประเด็นครับ ท่านสงวนไว้ ๒ ประเด็นเท่าที่ผมดูนะครับ คือสงวนในประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แทนรัฐสภาในกรณีประเด็นนี้ ท่านสงวนไว้ตรงนี้เท่านั้น แล้วก็สงวนในส่วนของระยะเวลา จาก ๗ วัน เป็น ๑๕ วัน ท่านสงวนไว้เท่านี้ เพราะฉะนั้นท่านก็พูดในประเด็นที่ท่านสงวน เท่านั้นละครับ ผมว่าท่านเข้าประเด็นที่ท่านสงวนเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานต้องอ่านให้หมดสิครับ ในวรรคสองที่ผมแปรญัตติ ท่านอย่าใจร้อนเลยครับ ถ้าท่านปล่อยให้ผมอภิปรายไปผมใช้เวลาพอสมควรแก่เหตุแก่ผล ที่จะยกข้อเท็จจริงมาให้ที่ประชุมได้รับทราบ ผมไม่ใช่คนเกเรในที่ประชุมรัฐสภาท่านประธาน ทราบดี เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ไม่เป็นสาระผมจะอภิปรายได้อย่างไรละครับท่านประธาน การอภิปรายรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของการเล่านิทาน เล่าเรื่องนะครับ ผมก็ต้องหยิบยก ข้อเท็จจริงมาเพื่อที่จะใช้ประกอบในการอภิปราย เมื่อท่านประธานอ้างว่าสิ่งที่ผมอภิปราย ไม่อยู่ในข้อบังคับ ไม่อยู่ในคำแปรญัตติ ผมจะขออนุญาตอ่านคำแปรญัตติให้ท่านประธานฟัง

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ท่านผู้มีเกียรติที่กำลังอภิปรายอยู่นี้ว่าท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ แล้วก็ข้อ ๔๕ คำอธิบาย ก็คือว่ามันไม่ใช่เวลาที่จะมาชักแม่น้ำทั้ง ๕ ท่านแปรญัตติไว้บอกว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านไม่เห็นด้วยในการที่จะให้รัฐสภาวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญขัดตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ ท่านจึงแปรญัตติตัดรัฐสภาออก และท่านก็ขอเพิ่มให้เป็นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่านอยากจะกล่าวอ้างโดยไม่ฟังท่านประธาน เตือนแล้วตาม ข้อ ๔๓ และข้อ ๕ ท่านประธานได้ใช้อำนาจตามสมควรแล้ว และนอกจากนั้นถ้าหากผมจะ พูดว่าถ้าท่านมีมารยาทท่านไม่ต้องพูดครับ เพราะท่านได้แปรญัตติประเด็นนี้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ เรื่องเดียวกันนี้ อภิปรายไปแล้วและสภาได้ลงมติแล้ว นี่มันเรื่องเดิม เคยพูดใน มาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว เพราะฉะนั้นโดยมารยาทท่านไม่ควรอภิปรายด้วยซ้ำไป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐมีอะไรครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าวันนี้เราเสียเวลามาเยอะ เมื่อสักครู่จริง ๆ ไม่ควรประท้วงด้วยซ้ำไป เพราะว่าผู้อภิปรายคุณธนากำลังจะบอกอยู่ครับว่า กำลังจะอ่านคำที่คุณธนาได้แปรญัตติเอาไว้ ยังไม่ทันได้อ่านเลยครับ แต่ผู้ประท้วงก็กลับมา อ่านคำแปรญัตติของคุณธนาเสียเอง ต้องฟังก่อนว่าเขาแปรญัตติว่าอย่างไร แปรญัตติแล้ว เข้าข่าย ไม่เข้าข่าย เดี๋ยวท่านประธานค่อยดูอีกทีหนึ่งครับ ใจเย็น ๆ ครับ วันนี้เราเสียเวลา มาเยอะแล้วครับ ให้ผู้อภิปรายได้ทำหน้าที่ของเขาเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เอาว่าถ้าเข้า ประเด็นก็ไม่มีใครประท้วงผมก็ไม่ทักท้วงนะครับ ฉะนั้นขอความกรุณาท่านเข้าประเด็นเลย เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นใช้สิทธิ ประท้วงแล้วพูดจาว่าถ้าผมมีมารยาทสักหน่อยจะไม่พูดในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานจะ ไม่ใช้สิทธิในการที่จะห้ามปรามท่านสมาชิกหรือครับ ผมใช้สิทธิในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นการ ใช้สิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและผมก็พูดจาในประเด็นของข้อเท็จจริงแล้วก็ข้อบังคับ อย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานก็ไม่ทักท้วงปล่อยให้มาว่าผมไม่มีมารยาท ผมไม่มี มารยาทตรงไหนครับท่านประธาน ผมกำลังทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยทุกคนที่ได้เลือกผม มาทำหน้าที่ในที่ประชุมรัฐสภา ผมไม่มีมารยาทตรงไหน ผมไปกล่าวร้ายใครตรงไหน ผมพูด นอกประเด็นตรงไหน แต่สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ ผมถือว่า ตักเตือนท่านขจิตรในประเด็นคำพูดคำนี้แล้วท่านควรเข้าสู่ประเด็นได้แล้วท่านต่อของท่าน เถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ก็ท่านประธานปล่อยให้คนมาว่าผม ท่านประธานไม่ทำหน้าที่ผมก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของผมสิครับ ไม่อย่างนั้นพี่น้อง ประชาชนที่เขาฟังอยู่เขาจะคิดว่าผมไม่มีมารยาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ จบไปแล้วครับ ท่านต่อของท่านเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

เพราะฉะนั้นนับแต่นี้ท่านประธาน ต้องกำกับการประชุมรัฐสภาให้ดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอยู่ในประเด็นแล้วจะ ไม่มีปัญหา เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมเริ่มต้นอภิปราย ยังไม่ถึง ๓ นาทีเลยครับ แล้วก็มีคนประท้วงแล้วก็มีคนมากล่าวหาว่าผมไม่มีมารยาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ จบไปแล้วครับ ท่านเข้าประเด็นของท่านเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ก็ผมจะฝากท่านประธานครับว่าต่อไปนี้ ในการทำหน้าที่อภิปรายของผมและเพื่อนสมาชิกก็ดี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นของท่าน เถอะครับ มันจบแล้วครับ เข้าประเด็นของท่านเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ก็ผมยังพูดไม่ทันจบท่านประธานก็มาตัด อย่างนี้มันก็เลยพูดไม่ได้ ท่านประธานใจเย็นนิดหนึ่ง ผมพูดแล้วผมก็จะจบ ผมไม่ตอแย เรื่องอย่างนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอยากให้ท่านเข้า ประเด็นครับ ถ้าท่านเข้าประเด็นก็จบครับ ผมก็ไม่ได้ทักท้วง ท่านเข้าประเด็นของท่านครับ ท่านจ่าประสิทธิ์อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมแปรญัตติไว้อย่างนี้ครับ ร่างของ คณะรัฐมนตรีได้เขียนไว้ในมาตรานี้เริ่มต้นก็คือ

เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อ ประธานรัฐสภา

วรรคสอง เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่

วรรคสาม ผมจะสรุปให้ฟังผมจะไม่อ่านเพื่อไม่ให้เสียเวลา ก็เป็นเรื่องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ โดยให้ดำเนินการ ไม่เกินหกสิบวัน แต่ไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันนับแต่วันได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากรัฐสภา แล้วก็ ให้มีการลงประชามติวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ นาฬิกา

หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

วรรคสี่ คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ประกาศรับรองการออกเสียงประชามติ ให้เสร็จภายในสิบห้าวัน แล้วก็หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากออกเสียงเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๙๑/๑๔ ต่อไป มาตรา ๒๙๑/๑๔ ก็คือนำความและ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับและให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ นี่คือสิ่งที่ ผมกราบเรียนว่าในการแปรญัตติของผมนั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ กระผมขออภัย ขัดจังหวะนิดหนึ่ง นั่นคือเนื้อหาทั้งหมดที่ท่านได้อ่านนะครับ แต่ทีนี้ในประเด็นที่ท่านได้สงวน ไว้นั้นสงวนไว้ว่าผู้มีอำนาจวินิจฉัยจากรัฐสภาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ท่านได้สงวนไว้ประเด็นนี้ แล้วก็สงวนไว้ว่าให้ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจาก ๗ วัน ท่านแก้ไขเป็น ๑๕ วัน ท่านสงวนไว้ ๒ ประเด็นนี้เท่านั้นนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

กำลังจะอภิปรายครับท่านประธาน ผมได้ ขอสงวนความเห็นและแปรญัตติไว้ดังนี้ท่านประธาน เมื่อรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้ รัฐสภาวินิจฉัย ผมได้เปลี่ยนข้อความคำว่า ให้รัฐสภาวินิจฉัย เป็น ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และต่อมาครับ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมได้แก้ไข เปลี่ยนแปลงเป็น ให้มีการแก้ไขจากเจ็ดวัน เป็นสิบห้าวัน และสิ่งที่ผมจะอภิปรายเพื่อสนับสนุน คำแปรญัตติของผม ท่านประธานฟังให้ดีนะครับ การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดทำโดย มีความเร่งรีบ รีบร้อน แล้วก็ร้อนรนอย่างที่ท่านสมาชิกอภิปรายมาหลายท่าน มีการเขียน ลำดับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตามหมวดหมู่ การจัดอันดับ และทำความเข้าใจกับ ประชาชน ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมาตรานี้ได้เขียนพาดพิงถึง ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ความจริงวรรคท้าย ของมาตรา ๒๙๑/๑๑ มันต้องมาอยู่ในวรรคท้ายของ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เพราะอยู่ ๆ ยังไม่เคยมีการพูดถึงกระบวนการของการวินิจฉัยเลย แต่ก็ไปเขียนไว้ก่อนว่าเมื่อรัฐสภา วินิจฉัยก็ให้ดำเนินการตามที่ได้มีบทบัญญัติไว้ก็คือให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ถ้าเป็น การบัญญัติไว้ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ท่านประธานเห็นไหมครับ นี่คือสิ่งที่ ผมกราบเรียนมาโดยตลอดว่าพอเวลาเราทำอะไรที่มันรีบร้อนนะครับ มันถึงบทบัญญัติการลง ในมาตราต่าง ๆ มันถึงสับสนเวียนไปเวียนมา

สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนในประเด็นแรก ก็คือผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความรู้สึกกังวลใจว่ารัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ กำลังจะส่งสัญญาณไปให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศในเรื่องของการทำหน้าที่ของ องค์กรอิสระหรือไม่ เราไม่ปฏิเสธร่วมกันนะครับ ท่านประธานเป็นคนที่ใช้อำนาจในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าน่าจะมากที่สุดในปวงชนชาวไทยที่มีอยู่ในประเทศไทย เพราะท่านประธานถูกบังคับด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการที่จะต้องทำเสนอกระบวนการ ของการตีความของการพิจารณาการบัญญัติกฎหมายว่าส่วนใดส่วนหนึ่งขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้นคนที่มีความรู้ความเข้าใจมากที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ ผมว่า ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานไม่ปฏิเสธเหมือนกับผมครับว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ๑๕ ปี ๑๕ ปีที่ผ่านมานี้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้เขียนชัดเจนเรื่องของ การวินิจฉัยพิพากษาหรือตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่จะมีลักษณะไม่ชอบด้วย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะขัดหรือแย้งก็ตาม องค์กรที่มีอำนาจพิพากษาวินิจฉัยก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานได้ถูกท่านสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิก วุฒิสภาก็ดีที่จะใช้อำนาจตามบทบัญญัติเสนอเรื่องให้ท่านประธานส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเรื่องต่าง ๆ ในอดีตมากมาย แต่วันนี้อยู่ ๆ ซึ่งไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่ของเขาอย่างเที่ยงตรงอย่างเป็นธรรม และได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน ทุกภาคส่วนกำลังจะถูกสั่นคลอนด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ว่าอยู่ ๆ อำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญ อำนาจในการตีความบทบัญญัติกฎหมายจะถูก เปลี่ยนมือจากศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นประธานรัฐสภาและที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ นั่นคือสิ่งที่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามีการส่งสัญญาณไปยังพี่น้องประชาชนหรือเปล่าครับ เพราะเวลาที่ท่านผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลังจากที่ผ่านในวาระสองและวาระสาม ที่ต้อง ลงมติให้ความเห็นชอบ รายละเอียดของมาตรา ๒๙๑ ทั้งหมดที่เรากำลังจะพิจารณาอยู่ก็จะ ไปอยู่แทนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมายความว่าต่อไปนี้การตีความบทบัญญัติ ของกฎหมายก็มี ๓ องค์กรแล้วครับ ที่จะสามารถตีความบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ นั่นคือ

๑. ศาลรัฐธรรมนูญ

๒. ประธานรัฐสภา

๓. ที่ประชุมรัฐสภา

ท่านกำลังทำความคุ้นเคยให้กับพี่น้องประชาชนหรือเปล่าครับว่าเวลาที่ไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญก็มีองค์กรอื่นที่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ นี่คือความเป็นห่วงของผมและ ความเป็นห่วงของผมที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือเราเคารพว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ ในการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาท หรือข้อโต้แย้งในสังคม โดยเฉพาะการออกกฎหมายก็ดี บทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี จะต้องมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งต้องซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติตัว ให้เป็นเยี่ยงอย่างของพี่น้องประชาชน และท้ายที่สุดจะต้องไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ในเรื่องของการทำหน้าที่ที่จะพิจารณาพิพากษาในเรื่องนั้น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในศาลยุติธรรมเวลาท่านประธานไปฟ้องร้องใครขึ้นมาเข้าสู่ศาล ท่านประธานเคยได้เห็น ในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์มากมายครับ ที่คู่ความไม่ว่าจำเลยหรือโจทก์เวลาที่ผู้พิพากษานี่ แม้แต่มีชื่อพ้องหรือใกล้เคียงกับตัวความ คู่ความมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาได้ เพราะอะไรครับ เพราะเมื่อมีความรู้สึกไม่สบายใจว่าตัวองค์คณะผู้พิพากษานั้นอาจจะ มีความใกล้ชิด หรือเชื่อมโยง หรือมีความเกี่ยวพันกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้ การพินิจพิจารณาพิพากษาคดีไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม เราเคยเห็นหลายครั้งครับ ที่ในการพิจารณาของศาลปกครองก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ที่คู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายยื่นคำร้อง ต่อศาลว่าไม่ประสงค์จะให้ผู้พิพากษาท่านนี้เป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษา เพราะมีความ เกี่ยวโยงเกี่ยวข้อง หรือมีข้อพิพาทกับตัวความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องคดี ถูกฟ้องร้องคดี หรือความเชื่อมโยงในฐานะเกี่ยวข้องกันโดยตรงและองค์คณะของผู้พิพากษาก็จะ ไม่ปฏิเสธครับ แล้วก็จะให้ผู้พิพากษาท่านนั้นถอนตัวจากองค์คณะ แล้วก็พิจารณาคัดเลือก ผู้พิพากษาท่านอื่นมาทำหน้าที่แทน วันนี้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ประธาน รัฐสภาทำหน้าที่เหมือนศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมผมถึงบอกว่าท่านประธานว่าวันนี้ท่านประธาน กำลังจะมีอีกสถานะหนึ่งแล้วนะครับ นอกจากเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นอกจาก จะเป็นประธานรัฐสภา ท่านประธานยังจะมีหน้าที่เป็นองค์คณะพิพากษาพิจารณาคดีของ ศาลรัฐธรรมนูญ ในศาลรัฐธรรมนูญเรามีองค์คณะประมาณ ๙ คนครับ แต่ท่านประธาน ของผมคนเดียวนี่ละครับสามารถทำหน้าที่แทนองค์คณะ ๙ คน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประเด็นนี้ ท่านถอนครับ ผมจะไปมีอำนาจเหมือนกับองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไรครับ เฉพาะประเด็นนี้เท่านั้นครับ ที่ทางรัฐสภามอบหมายแต่ไม่ได้มอบให้ผมมีอำนาจไปทำอะไร แทนองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด มันไม่ใช่ครับ กรณีอย่างนี้มันเสียหายครับ ท่านถอนเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมยังไม่ได้เอ่ยชื่อท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ แม้แต่คำเดียว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอ่ยประธานรัฐสภา ท่านพูดในฐานะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา แล้วก็มีมอบหมายอีก หน้าที่หนึ่งคือกำลังจะมอบหมายให้ประธานรัฐสภาไปทำหน้าที่เป็นองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ใช่

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานจะอภิปรายเอง หรือว่าจะให้ ผมอภิปรายครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมให้ท่านถอนคำพูดครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ผมไม่ถอนหรอกครับ เพราะมันเป็นเรื่องจริง ท่านต้องฟังผมครับ ท่านไม่ฟังผมว่าผมอภิปราย

(นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมฟังแล้วครับ แล้วมันทำให้เสียหายครับ ซึ่งมันไม่จริงครับ มันไม่มีตรงไหนเลยที่มอบให้ผมมีอำนาจ ไปทำการแทนองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มี มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันสังเกตดูผู้อภิปรายค่ะ ท่านประธานตักเตือนแล้วท่านก็จะชอบเถียงท่านประธานกลับอย่างนี้เสมอ ท่านประธาน เป็นใหญ่ในที่ประชุมค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงในข้อไหนครับ

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

ในข้อ ๔๓ ค่ะ ทั้งเสียดสีแล้วก็ไม่เคารพ ให้เกียรติท่านประธานค่ะ ก็ขอให้ท่านประธานได้พิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วครับ แล้วก็ ให้ท่านถอนครับ ไม่อย่างนั้นประธานรัฐสภาเสียหาย ท่านจะหมายถึงใครก็แล้วแต่ แต่ทำให้ ประธานรัฐสภาเสียหาย ท่านต้องถอนครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธานจะวินิจฉัย ให้ผมถอนเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะผมกำลังพูดอยู่ใน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยให้ท่านถอน เพราะมันทำให้ประธานรัฐสภาเสียหาย ท่านต้องถอนครับ ถ้าไม่ถอนผมจะไม่อนุญาตให้ ท่านอภิปรายต่อครับ ผมใช้ ข้อ ๔๔ ครับ ท่านต้องถอนครับ ท่านประเสริฐ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธาน นิดหนึ่งครับ เพราะผมคิดว่าคุณธนานี่ เขาแปรญัตติไว้ เขาสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ เขาคิด อย่างไร เขาก็มีสิทธิที่จะอภิปรายทำให้คนในสภาเข้าใจว่าคิดอย่างไร ในคำแปรญัตติ ทีนี้ ท่านประธานก็ไปบอกว่าทำให้ท่านประธานเสียหาย ผมคิดว่าในกรณีที่ทำให้ท่านประธาน เสียหายยังไม่ได้เกิดครับ เพราะว่าเขาเป็นเพียงเสนอความคิดเห็นในมุมที่เขาสงวนคำแปรญัตติ เอาไว้ ท่านประธานจะตัดบทว่าท่านประธานเสียหายยังไม่ได้ครับ ต้องให้ผู้สงวนคำแปรญัตติ คือคุณธนานี่นะครับ อภิปรายให้จบขบวนการเสียก่อนครับ และถ้าหากท่านประธานคิดว่า ท่านประธานเสียหายจริง ท่านประธานก็สามารถใช้สิทธิชี้แจงได้ครับ เพราะว่าความเสียหาย ข้อบังคับมันบอกเอาไว้ครับว่าใช้สิทธิพาดพิงที่เกิดความเสียหายได้ ท่านประธานก็ไม่อยู่ เหนือข้อบังคับครับ ท่านประธานก็ใช้สิทธิในกรณีเสียหายพาดพิงให้เกิดความเสียหายชี้แจง ต่อไป ผมคิดว่าจะเดินหน้าต่อไปได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เมื่อกี้ผมนั่งฟังตลอด แล้วท่านพูดได้สำเร็จในความหมายไปหมดแล้ว แต่ถ้าท่านพูดในลักษณะว่าในกรณีอย่างนี้ ผมไปทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญนี่ผมจะไม่ทักท้วงเลย เหมือนหลาย ๆ ท่านพูดครับ แต่นี่ ท่านพูดว่าผมมีสถานะเพิ่มในส่วนนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภา แล้วก็มีสถานะเป็นองค์ประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ใช่ครับ และเกิดความเสียหายสำเร็จแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมในฐานะประธาน ผมวินิจฉัยให้ถอนคำพูด แล้วก็ถือว่าเป็นที่สุดตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมา ทักท้วง เพื่อให้การประชุมดำเนินกันไปโดยเรียบร้อยครับ ท่านธนา ท่านถอนครับ ท่านจะได้ อภิปรายต่อครับ ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูดนะครับ สภาแห่งนี้ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูดได้นะครับ ท่านถอนเถอะครับ จะได้อภิปรายต่อครับ

(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานนะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านประธานเมื่อสักครู่นี้สิ่งที่คุณธนาอภิปราย ไม่ได้เอ่ยชื่อตัวบุคคล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงข้อไหน

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ข้อ ๘ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕ ใช่ไหม ไม่ใช่ข้อ ๘

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ข้อ ๕ ครับ ขอโทษครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

และข้อ ๕ นี่ครับ เขาระบุ ให้ประธานมีหน้าที่ในการควบคุมการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ผมทำตามข้อ ๕ แล้วครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน กรุณาฟังผมสักนิดนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน ทราบดีเมื่อสักครู่นี้ที่อ้างข้อบังคับผิดเพราะว่าข้อ ๘ อยู่ในข้อบังคับการประชุม ส.ส. ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้การอภิปรายผมเห็นด้วยกับท่านประธาน ว่าที่ท่านประธานบอกว่าใครอยากจะอภิปรายอะไรไม่ใช่จะอภิปรายได้ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ต้องมีหลักการและมีเหตุผล

ประเด็นแรก ก็คือว่าคุณธนาไม่ได้เอ่ยชื่อตัวบุคคลนะครับ แต่เอ่ยชื่อเป็น ตำแหน่ง ซึ่งการเสียหายครั้งนี้ผมคิดว่าตัวท่านประธานเองก็ไม่ควรที่จะออกมาพูด เพราะว่า คนที่ควรจะพูดที่สุดคือประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า เมื่อสักครู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานก็เห็นครับว่าเพื่อนสมาชิกออกมาประท้วงบอกว่า ผิดข้อบังคับ ทำให้ท่านประธานเสียหาย ข้อ ๔๓ ก็ไม่มีครับ ข้อ ๔๓ เขียนอย่างนั้น ท่านประธานก็ไม่ให้เขาถอน แต่พอถึงเวลาคุณธนาอ้างถึงตัวบุคคล ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวประธาน คณะกรรมาธิการต้องเป็นคนประท้วง ต้องเป็นคนชี้แจงเสียด้วยซ้ำไป แต่ท่านประธาน ก็กลับมาชี้แจงเอง ผมเรียนท่านประธานครับ ท่านประธานทำใจเป็นกลางนิดหนึ่ง เพื่อนสมาชิก กำลังพูดถึงตำแหน่ง ไม่ใช่ตัวบุคคล ท่านประธานอย่าเดือดร้อนเลยครับ ให้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายต่อ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะพูดอะไรก็แล้วแต่นะครับ นี่คือการถ่ายทอดสด และให้เกียรติประชาชนเขาด้วยนะครับ ประชาชนเขาฟังอยู่ อะไร ก็แล้วแต่มันต้องมีเหตุมีผล ท่านธนาพูดให้ประธานรัฐสภาเสียหาย และคนกำลังพูดอยู่นั่งอยู่ ตรงนี้ ไม่ใช่ประธานรัฐสภาหรืออย่างไร ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย ต่อให้หมายถึงประธาน รัฐสภาท่านใดก็พูดอย่างนี้ไม่ได้ครับ ท่านต้องถอนครับ ท่านธนาถอนเถอะครับ ท่านจะได้ อภิปรายต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานฟังผมให้จบได้ไหมครับ การที่ผมพูดว่าถ้าบทบัญญัติฉบับนี้ มาตรานี้ผ่านสภา ผมเรียนท่านประธานว่าสถานะของประธานรัฐสภามันจะมีภาระเพิ่มขึ้น และสิ่งที่ผมพูดว่า เพิ่มขึ้นเพราะข้อบังคับ เพราะมาตรา ๒๙๑/๑๓

(นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านมนพรครับ

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอให้ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ได้ควบคุมการประชุม ดิฉันถือว่าท่านประธานได้ดำเนินการในหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว และในส่วนของการที่ผู้กำลัง อภิปรายอยู่ขอประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคท้าย ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัย ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ อย่าเสียเวลา เลยครับ ท่านถอนเถอะครับ จะได้อภิปรายต่อครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยครับ เรื่องเล็ก นิดเดียวครับ แต่ทำให้สภาเสียเวลาเรื่องใหญ่กว่านะครับ เรื่องแค่นี้ท่านถอนนะครับ ท่านจะได้ อภิปรายต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ถ้าผมถอน แสดงว่าสิ่งที่ ผมแปรญัตติไว้มันก็พูดไม่ได้สิครับ ผมกำลังถอน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพูดได้ครับ แต่อย่าพูด ให้คนอื่นเสียหาย

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

เสียหายตรงไหนครับท่านประธาน การที่ บอกว่าท่านประธานรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ โปรดกรุณาเกรงใจ ประชาชนเขาด้วยนะครับ วันนี้วันที่ ๑๓ แล้วนะครับ ถ้าไม่ถอนผมไม่ให้อภิปรายต่อโดย เด็ดขาดครับ เป็นอะไรเป็นกัน ต้องถอนครับ ทำให้ประธานรัฐสภาเสียหาย การประชุม มันต้องมีกติกา มีข้อบังคับ ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา คือผมหารือท่านประธานนิดเดียวครับ ผู้ที่เขาแปรญัตติมาตรานี้จะมีอีกหลายท่านนะครับ ซึ่งเห็นว่าอำนาจในการวินิจฉัยว่าอะไร มีปัญหาอะไรเชิงรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเมื่อบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ได้มามอบภาระการวินิจฉัยตรงนี้ในเบื้องต้นให้กับท่านประธานรัฐสภานี่ ผมเพียงแต่หารือกับท่านประธานว่าจะให้ใช้คำพูดอย่างไรครับ ถึงจะไม่ให้ท่านเสียหาย ถ้าท่านจะกรุณาแนะนำคุณธนาว่าการพูดอย่างนี้จะไม่ทำให้ประธานรัฐสภาเสียหาย แต่มัน เป็นสาระของการแปรญัตติจะให้ทำอย่างไร เพราะมิฉะนั้นแล้วผมก็เกรงว่าเดี๋ยวท่านอื่น ขึ้นมาแปรญัตติก็จะมีปัญหาเดียวกัน ผมไม่อยากให้มีปัญหาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ผมได้เรียนแล้วนะครับ ถ้าจะบอกว่าตรงนี้ผ่านมีผลบังคับมันเท่ากับมอบอำนาจให้กับประธานรัฐสภามีอำนาจในการ ทำหน้าที่เรื่องนี้ในประเด็นนี้แทนศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดอย่างนี้ หลายคนก็พูดครับ ผมก็ ไม่ทักท้วง แต่นี่ท่านพูดในลักษณะถ้ากฎหมายตัวนี้ผ่าน มันเป็นการเพิ่มสถานะกับ ประธานสภา ในฐานะประธานรัฐสภามีสถานะอีกสถานะหนึ่งคือเป็นเหมือนกับองค์คณะ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ใช่ เปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ ก็เท่ากับพูดให้เข้าข่ายประเด็นนี้ แต่พูดในลักษณะนั้นมันเข้าข่ายใส่ร้ายชัดเจนครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย ต้องขอเอ่ยนามครับ เพราะว่ามีผู้อภิปรายหลายท่าน ท่านธนา ชีรวินิจ ซึ่งก็รักชอบพอกัน

ประเด็นที่ผมประท้วง ก็คือท่านฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ในเบื้องต้นนะครับ คำวินิจฉัยของท่านประธานถือว่าเป็นเด็ดขาดท่านไม่ปฏิบัติตาม

ประการที่ ๒ คือการทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เจตนาที่จะอภิปรายทำนองให้ ประธานรัฐสภา ซึ่งไม่ถือว่าเป็นบุคคล เป็นตำแหน่งได้รับความเสียหาย คำที่ท่านประธาน วินิจฉัยควรที่จะถอน คือ ประธานรัฐสภาไปทำหน้าที่เป็นองค์คณะแทนศาลรัฐธรรมนูญ เจตนาเป็นอย่างนั้น จริง ๆ ผมจะลุกขึ้นประท้วงแล้ว แต่เมื่อท่านประธานทักท้วงผมก็ด้วย ความเคารพท่านธนาครับ คำว่า ถอน ตรงนี้ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่ถอนไม่ให้บันทึก อยู่ในที่ประชุมเพื่อไม่ให้เป็นประวัติศาสตร์ของอนุชนคนรุ่นหลังที่เข้ามาศึกษา ผมถึงอยากจะ ขอร้องท่าน ถอนเถอะครับ ไปทำหน้าที่แทนองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมันไม่ใช่ เจตนารมณ์ มาตรานี้ก็ไม่ได้เขียนให้ไปแทนศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเราพูดกันในมาตรา ๑๑ ในเรื่องนี้เยอะนะครับ ผมเองก็ได้แปรญัตติไว้ผมจะอภิปราย ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ขอให้ท่านได้ถอนแล้วก็ทำตามที่ท่านประธานได้วินิจฉัยครับ กราบขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ เพื่อให้การ ประชุมดำเนินไปได้ ท่านกรุณาถอน และท่านใช้คำอื่นแทนได้ครับ ท่านใช้คำอื่นแทนตรงนี้ได้ แล้วก็ถอนตรงนั้นเสีย ท่านบอกว่าประธานรัฐสภาไปทำการแทนศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ ก็ว่าไป แต่ไม่ใช่ไปทำหน้าที่องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ใช่

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถ้าท่านประธานพูดอย่างนี้ผมยังยอมท่านประธานได้ แต่ถ้า ท่านประธานบังคับว่าให้ผมถอน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอาเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านฟังผมบ้างสิครับ ท่านพูดมาตลอด ผมพูดนิดเดียวเท่านั้นเอง ท่านต้องให้สิทธิผมในการอภิปรายบ้าง ถ้าท่านประธานบอกว่า ให้ถอน ถ้าไม่ถอนแล้วจะไม่ให้อภิปราย ผมยอมไม่ได้ครับตรงนั้น เพราะอันนี้เป็นเอกสิทธิ์ของผม ที่จะทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถ้าผมยอมให้มีใครทำอย่างนั้นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พี่น้อง ประชาชนจะมีเสรีภาพของตัวเองได้อย่างไร รัฐสภายังไม่มีเสรีภาพ แต่ว่าเพื่อให้การประชุม รัฐสภาเดินหน้าได้เอาละครับท่านประธาน ผมจะถอนตรงนั้น แต่ผมจะพูดให้ประธานฟังว่า สิ่งที่ผมพูดมีความหมายอย่างไร ที่ผมพูดก็คือว่าวันนี้ท่านไปเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือไม่ ถ้าสมมุติว่า ท่านประธานวินิจฉัยว่า เป็น ก็คือส่งที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย แต่ถ้าท่านประธานรัฐสภา วินิจฉัยว่า ไม่เป็น นั่นหมายถึงกระบวนการตรวจสอบในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าจะขัดหรือ ไม่ขัด สิ้นสุดลงทันที ที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนั้นได้เลย ผมถึงเรียน ท่านประธานตรงนี้อย่างไรครับว่าเวลาที่ท่านประธานรัฐสภาได้มีวินิจฉัยว่า ไม่ขัด ทั้ง ๆ ที่ ความจริงอาจจะขัดหรือไม่ขัด ผมไม่ทราบ แต่ถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่าไม่ขัดเมื่อไรอำนาจ ของท่านประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยตรงนั้นครับ คืออำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญเขาใช้กันอยู่ และที่ผมอภิปรายว่าศาลรัฐธรรมนูญเขามีองค์คณะ ๙ คน ถึงจะวินิจฉัย และกว่าที่เขาจะ วินิจฉัยได้มันต้องมีการส่งข้อมูลข้อเท็จจริงให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา มีผู้ร้อง มีผู้คัดค้าน จะต้องนำความเข้าสืบ เพราะเรื่องของการวินิจฉัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ มันต้องมีบรรทัดฐานมันต้องมีกระบวนการ แต่ท่านประธานเห็นไหมครับว่าในเรื่องนี้ ให้ท่านประธาน ๗ วัน สสร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานถือร่างนี้ไว้ ๗ วัน แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในขณะที่เขาตีความพิพากษาหรือพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเขาต้องใช้องค์คณะ ๙ คน เขาต้องให้คนที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาสู่การพิจารณา และองค์คณะได้พิจารณา พิพากษา พิพากษาอย่างไรต้องเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนและคำพิพากษารวมให้ประชาชนเขา ได้รับทราบว่าคำวินิจฉัยคำพิพากษานั้นเป็นไปโดยถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ แต่ว่าพอมาถึง ท่านประธานรัฐสภา ๗ วัน ถ้าพูดถึงประธานรัฐสภาคนนี้ขออนุญาตเอ่ยนาม ถ้าท่าน ยังเป็นอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญของ สสร. เข้ามาสู่ท่าน ผมทราบว่าท่านจบวิศวกรรมศาสตร์ แน่นอนครับ ท่านเป็นนักการเมืองอาวุโสในสภาท่านมีความรู้ความเข้าใจกฎหมายเป็นอย่างดี ผมไม่ปฏิเสธ แต่ว่าพื้นฐานความรู้ความเข้าใจการที่จะพิพากษาหรือตัดสินว่าเรื่องใดขัดต่อ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือขัดต่อมาตรา ๒๙๑ วรรคห้าหรือไม่ มันมีข้อเท็จจริงต้อง ประกอบพิจารณาเยอะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๕ และขอประท้วงผู้อภิปรายตาม ข้อ ๔๓ ผู้อภิปรายได้ใช้เวลาในการอธิบายวกวนซ้ำซาก เนื่องจากในมาตรา ๒๙๑ นี้มีผู้ลงชื่ออภิปรายแปรญัตติไว้ ๑๕๐ คน ผมบอกว่าถ้ามีข้อบังคับ ให้เอาพี่ เอาน้อง เอาพ่อ เอาแม่ มาลงด้วยได้สงสัยจะมากกว่านี้แน่นอนนะครับท่านประธาน ดังนั้นท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถอนเถอะครับ ที่เอาพ่อ เอาแม่ เอาพี่ เอาน้อง ท่านถอนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ ผมถอน เพราะผมเคารพในข้อบังคับและคำวินิจฉัยของท่านประธาน ทีนี้ว่าท่านประธานต้องให้ผู้อภิปรายกำชับเข้าประเด็นได้แล้วเสียเวลาไปเยอะแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านยังอยู่ ในประเด็นอยู่ครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณในคำวินิจฉัยของท่านประธาน ผมถึงเรียนท่านประธาน อย่างไรครับว่าการที่จะวินิจฉัยพิพากษาบทบัญญัติกฎหมายที่จะต้องไปพาดพิงถึงรัฐธรรมนูญ เราต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบเป็นอย่างดี และโดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่เขียนไว้ว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ตามวรรคห้า คืออะไรครับ คือรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อวานนี้และเมื่อวานซืนมีการอภิปรายมากในเรื่องของการเพิ่มเติมในหมวดพระมหากษัตริย์ และมีคนอภิปรายพูดอย่างนี้ครับว่าหมวด ๒ อย่างเดียวไม่พอ เพราะหมวดพระมหากษัตริย์ มีเรื่องของพระราชอำนาจอยู่เกือบทุกมาตราในรัฐธรรมนูญ เรื่องอย่างนี้ละครับ ถ้าสมมุติว่า มีการตีความว่าหมวดพระมหากษัตริย์ให้หมายถึงอย่างไร ให้หมายถึงพระราชอำนาจ ด้วยหรือไม่ อันนี้ละครับ เป็นเรื่องของการตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และถ้า สสร. ไปร่างกฎหมายมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ตรงนี้จะเข้า ประเด็นที่ท่านประสิทธิ์ประท้วงเมื่อสักครู่แล้วครับ เรื่องนี้พูดมามากแล้วครับ พูดมามาก จริง ๆ ครับ จนไม่อยากฟังแล้วครับ มันเยอะ เพราะฉะนั้นท่านอย่าไปวนเวียนตรงนั้นเลยครับ มันซ้ำซากครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ผมไม่วกเวียนซ้ำซากเลยครับ ที่ผมพูดนี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อกี้ท่านก็พูดเองก่อนที่ ท่านจะพูดท่านก็บอกว่ามีการพูดกันเมื่อวานวันก่อนก็มามากแล้ว ก็ท่านพูดเองเมื่อกี้ ผมก็นั่ง ฟังมาโดยตลอด มันวกเวียนซ้ำซากแล้วท่านครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอภิปราย ก็เพราะว่าท่านไปดูมาตรา ๒๙๑/๑๓ ครับว่าให้ประธานรัฐสภามีเวลาในการวินิจฉัย ร่างรัฐธรรมนูญ ๗ วันครับ ๗ วันว่าจะเป็นร่างที่ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ผมกำลังจะอภิปรายเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญที่ สสร. จะร่างขึ้นมาใหม่ ร่างขึ้นมาใหม่ เลยนะครับท่านประธาน ไม่ได้ไปแก้ไขข้อความ หรือเพิ่มเติมในมาตราใดมาตราหนึ่ง แต่ยกร่างทั้งฉบับ สมมุติว่าร่างที่ สสร. ยกร่างมา เอาละครับเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๓๐๙ มาตรา ท่านประธานเอาเวลาที่ไหนครับ ไปพิจารณาว่าตั้งแต่มาตรา ๑ ถึง มาตรา ๓๐๙ มาตราไหนบ้างที่มันมีปัญหา ที่มันอาจจะกระทบกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่มันจะไปกระทบเรื่องของบทบัญญัติที่ว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ที่ผมพูดนั้นมันอยู่ในประเด็นครับ ผมพูดก็เพราะว่า ๗ วัน ท่านประธาน รัฐสภาคนเดียวไปวินิจฉัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

๑. ท่านประธานรัฐสภาคนที่อยู่ตอนนั้นจะมีความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติ ในกฎหมายแค่ไหน อย่างไร

๒. เวลา ๗ วัน ท่านประธานจะเก่งแค่ไหน ทำไม่ทันหรอกครับ เพราะเวลาที่ ท่านประธานวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมานั้นขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ท่านประธานไม่ใช่ว่าทำความเห็นอย่างเดียวแล้วเสนอรัฐสภา ท่านจะต้อง มีเหตุผลประกอบในการวินิจฉัยของท่านสู่ที่ประชุมรัฐสภาด้วยว่าการที่ท่านประธานรัฐสภา วินิจฉัยแล้ว

๑. ถ้าไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ท่านประธาน ก็ต้องมีเหตุผลประกอบ หรือถ้าในกรณีที่ท่านประธานวินิจฉัยว่าเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ท่านประธานก็ต้องมีเหตุผลประกอบ ไม่ใช่ว่าหยิบยกมาแล้วบอกว่าท่านประธาน รัฐสภาเห็นว่าขัดก็เลยส่งรัฐสภาวินิจฉัย ไม่ได้ครับ เพราะการวินิจฉัยเรื่องใดก็ตามมันต้อง มีเหตุมันต้องมีผลและคำวินิจฉัย ผมถึงกราบเรียนท่านประธานอย่างไรครับว่าใส่ไปได้อย่างไรครับ ๗ วัน แต่ถ้าเรื่องนี้ส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาจำนวนมากลุกขึ้นอภิปราย ก็จะไม่มีปัญหาเรื่อง ความชอบธรรมในการตีความเลย สิ่งหนึ่งที่ผมได้อภิปรายในตอนต้น ท่านประธานก็เห็นด้วย กับผมครับว่าคนที่จะมาวินิจฉัยชี้ขาดรัฐธรรมนูญต้องไม่มีส่วนได้เสียในองค์คณะของศาล ถ้าศาลคนใดคนหนึ่งไปเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน เขายังกันออกจากองค์คณะเลยครับ แต่ท่านประธานรัฐสภาท่านปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าท่านมาจากการเลือกตั้งของ พรรคการเมือง ผมเชื่อครับว่ายังจะมีคนที่ยังทำหน้าที่โดยนึกถึงผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มีครับ แต่ท่านให้คนสิ้นความสงสัยในการทำหน้าที่ตรงนั้นไม่ได้ ไม่ว่า ท่านจะวินิจฉัยเป็นซ้ายหรือขวา ก็จะมีคนทักท้วงว่าคำวินิจฉัยของท่านไม่ได้มาอยู่บนพื้นฐาน ของความถูกต้องของการตีความ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และทำไมไปเขียนให้ท่านครับ ถ้ากล้าจริงเหมือนกับที่ผมเคยพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนายแน่มาก ถึงขนาดไปเขียนว่าให้คนที่ต้องโทษไม่พ้น ๕ ปี มีสิทธิลงสมัคร สสร. ได้ แต่ท้ายที่สุด กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ทนกระแสต่อต้านของสังคมไม่ไหว ก็ตัดแล้วก็เพิ่มเติมในส่วนนี้ กลับเข้ามา ถ้ากล้าจริงจะให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย ก็ต้องเขียนให้หมดเลยครับ อย่าไปลักลั่น อย่าไปลักลั่น เพราะว่าเมื่อประธานรัฐสภาใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว แต่กลับไป เขียนเหมือนจะให้ดูดีว่าโอเคในกรณีที่ประธานรัฐสภาเกิดมีความเห็นว่า

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายครับ ใช้ถ้อยคำที่สื่อให้เข้าใจผิด ท่านประธานใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้เมื่อสักครู่ เราพูดกันและท่านก็ได้ถอนแล้ว ประธานใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นข้อความที่สื่อให้เกิด ความเข้าใจผิด เข้าใจสับสน อยากให้ท่านถอนครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผล บังคับใช้นะครับ ผมใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญครับ ผมไม่ได้ไปใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นท่านถอนเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานพูดถูกครับ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ท่านประธานใช้อำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมพูดถูกครับ แต่ที่ผมอภิปรายก็คือ การใช้อำนาจของท่านประธานเสมือนหนึ่งอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่ ผมพูดผิดตรงไหน ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญมีระบุไว้ชัดเจน ส่วนกรณีอย่างนี้ถ้ามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ผมก็ใช้อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ไปแย่งอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรอกครับ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านถอนดีกว่ากระมังครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าผม อภิปรายผิดตรงไหนครับ ผมก็ยอมรับกับท่านประธานครับว่าท่านประธานถ้ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าแย้งเลยครับ มันเรื่อง เล็กน้อย ท่านถอนแล้วจะได้อภิปรายต่อ เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกล่าว ถ้อยคำที่อยากให้ท่านถอนครับ จริง ๆ ไม่ได้เสียหาย แต่ว่ามันเป็นถ้อยคำที่สื่อและเข้าใจผิด แล้วก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ของร่างมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานใช้อำนาจแทนศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เชื่อไปดูชวเลขครับ ใช้อำนาจแทนศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ต้องถอนครับ แต่ท่านบอกว่า ใช้อำนาจเสมือนหรือคล้าย อันนี้ผมจะไม่ให้ท่านถอนหรอกครับ ในข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านไปเปิดทุกมาตรา ไม่มีครับ ยกเว้นบางมาตราที่ไม่ใช่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ เอาคำพูด เหมือนอย่างที่คุณหมอแนะนำเมื่อกี้จะได้ไม่ต้องถอน ท่านจะได้อภิปรายต่อ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมไม่ติดใจนะครับ ถ้าท่านจะเปลี่ยนคำว่า ไปใช้แทนศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็น เสมือนศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผม ก็ไม่เห็นว่าความหมายมันแตกต่าง แต่เพื่อให้ที่ประชุมเดินหน้าได้ ผมก็ยินดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ เชิญต่อเลยครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราถึง มีความกังวลอย่างไรครับว่าอยู่ ๆ จารีตประเพณีทำเนียมปฏิบัติที่เราใช้กันมาและเป็นที่ ยอมรับของสังคม ท่านหมอชลน่าน ท่านบอกว่าไม่มีไปเขียนไว้ ท่านก็ต้องอ่านให้จบครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องใดที่ไม่เขียนไว้เขาให้ทำเนียมการปกครอง ทำเนียบประเพณี ปฏิบัติของสังคมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เคยมีไหมครับ กฎหมายเขียนไว้ว่าให้ตีความ กฎหมาย ให้ประธานรัฐสภาเป็นคนตีความ ท่านตอบผมสิครับ ถ้าเคยมีผมจะยุติการอภิปราย เดี๋ยวนี้ทันที แต่ก็ไม่มีอย่างไรครับ พอไม่มีผมถึงบอกว่าองค์กรที่เขามีอำนาจหน้าที่อยู่ใน ปัจจุบันแล้วก็เป็นที่ยอมรับคือศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมท่านไม่คงอำนาจนี้ให้เขาไว้ แต่ทำไม ท่านให้ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นบุคคลที่มาจากพรรคการเมือง และเป็นบุคคลที่จะใช้ดุลยพินิจ แน่นอนครับ ในการวินิจฉัยพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายมหาชน เรื่องกฎหมาย เรื่องทำเนียม ปฏิบัติ ทำไมท่านเปลี่ยนมาเป็นประธานรัฐสภาครับ ทำไมในเรื่องนี้ท่านไม่ไว้ใจ ศาลรัฐธรรมนูญว่าเขาจะวินิจฉัยพิพากษาไม่เป็นไปตามที่ท่านต้องการใช่หรือไหม แล้วที่ ผมต้องพูดก็คือว่าท่านไปเขียนให้อำนาจประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าถ้าเห็นว่าไม่เป็นไปตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า นั่นหมายถึงท่านประธานรัฐสภามีอำนาจเสมือนศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็พูดอย่างที่ท่านต้องการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านธนา จริง ๆ นะครับ ผมไม่ติดใจท่านนั่งว่าเสมือนนะครับ แต่ว่าประเด็นนี้เราถกกันเยอะอยู่พอสมควร เดี๋ยวผม จะเอาไปทำหน้าที่กรรมาธิการชี้แจงท่าน ประเด็นที่ท่านแปรญัตติไว้ครับ ท่านยังคงอำนาจ ประธานให้วินิจฉัยเบื้องต้นอยู่ครับ ท่านไม่ได้แก้เลยนะครับ ท่านอ่านดูครับที่ท่านแปรญัตติไว้ ผมกำลังจะประท้วงท่านพูดนอกประเด็นที่ท่านแปรญัตติ ฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ประเด็น ที่ท่านแปรญัตตินี่คือขั้นตอนที่ ๒ ครับ หลังจากประธานวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว ขั้นตอนที่ ๒ ถ้าขัดแย้งให้ส่งรัฐสภานี่ร่างเดิม แต่ท่านบอกหลังจากประธานดูแล้วให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ท่านแปรอำนาจประธานยังอยู่ครับ ท่านต้องอภิปรายในนามของ อำนาจประธานยังอยู่ แต่ท่านไปเอาเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญในขั้นตอนที่ ๒ มาอภิปรายเป็น อำนาจท่านประธาน มันคนละประเด็นครับท่านประธาน ท่านประธานอยู่ในประเด็นด้วย ผม อยากให้อยู่ในประเด็นวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันมี ๒ ส่วนครับ ท่านครับ ผมว่าใกล้จบแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมอภิปรายทั้งหมด ผมทำการบ้านมาท่านประธาน และผมก็ อภิปรายพยายามอยู่ในกรอบ ท่านประธานขอให้สบายใจครับ สิ่งที่ผมพูดเป็นข้อเท็จจริง และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็ติดตามฟัง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการที่เรา ไปวินิจฉัยให้รัฐสภาก็ดี ท่านประธานรัฐสภาก็ดีเป็นผู้วินิจฉัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งมัน มีความระแวงสงสัย ประเด็นนั้นผมจบแล้วครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อก็คือว่าท่านประธาน ทราบไหมครับว่าการที่ไปบัญญัติไว้อย่างนั้นมันเสี่ยงต่อการที่จะไปขัดกับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๑๒ ในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญได้ เห็นไหมครับ มันยังมีให้อำนาจของพี่น้องประชาชนในการที่เมื่อไรก็ตาม ที่มีการบัญญัติแล้วไปขัดหรือแย้งกับสิทธิเสรีภาพ ผมไม่ได้พูดถึงกฎหมายแล้วนะครับ แต่ถ้าไปขัดสิทธิหรือเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเมื่อไรเขาก็มีสิทธิร้องขอ และที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวความคิดที่ผมได้อภิปรายมาก็คือ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนะครับ ในนี้เขียนไว้ชัดว่าการดำเนินการของรัฐธรรมนูญนั้น ถือว่าเป็นกฎหมายในลักษณะหนึ่งเหมือนกัน ต่อมาท่านประธาน ในกรณีที่มีความขัดแย้ง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ศาล ตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไป ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้นเสนอเรื่องพร้อม ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย เอาละท่านประธาน มาตรานี้ตรงเลยครับ วันนี้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยพิพากษากฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังเขียนอำนาจให้ประธานรัฐสภาและรัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ เหมือนกัน และผมได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ นี่คือกรณี ขัดแย้งกันระหว่างการทำหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ ไม่ใช่ศาลตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไป เขายกเว้นอย่างเดียวครับ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับศาลยุติธรรม ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้นเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เห็นไหมครับท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่เขาเดินหน้ามา ดีอยู่แล้ว และถ้าท่านประธานจะใส่ว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องประเด็นของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า พวกผมก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะสิ่งที่ผมอภิปรายนั้น มันอยู่ในประเด็นที่เราเป็นห่วงว่าเอาบุคคล เอาองค์กรที่ไม่ใช่มีหน้าที่มาทำหน้าที่ และเราก็ เป็นห่วงว่าการบัญญัติอย่างนั้นมันจะเป็นการขัดกันเองของรัฐธรรมนูญ และจะใช้แนวทางไหน ในการปฏิบัติ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ เห็นไหมครับ ถ้าเราคิดว่าเราใหญ่ เราเป็นองค์กรที่เป็นนิติบัญญัติ สามารถพิจารณารัฐธรรมนูญหรือดำเนินการอย่างอื่นอย่างใดก็ได้ ถ้าเราคิดว่าเราสามารถ ทำได้ทุกอย่าง แต่ท่านก็ต้องไปดูมาตรา ๒๑๖ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขาบอกคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา สมมุติว่าวันนั้นถ้ามีคนใช้สิทธิร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่าถูกละเมิดในสิทธิและเสรีภาพในการที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการการทำกฎหมายในขณะนี้ไม่เป็นไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันรัฐสภานะครับ กระบวนการ ที่เดินอยู่ทั้งหมดเสียไปทั้งหมดนะครับ เอาละครับท่านประธาน ท่านมาดูอีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๒๔๕ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือ ศาลปกครองได้เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้

(๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใด มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ มีช่องทางอีกครับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน (๑) ของมาตรา ๒๔๕ บทบัญญัติแห่งกฎหมายใด กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ รัฐธรรมนูญของเรา ก็ถือเป็นบทบัญญัติของกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึง กราบเรียนท่านประธานว่ามันไม่มีเหตุผลเลยอยู่ ๆ ท่านจะไปเปลี่ยนแปลงอำนาจของศาล รัฐธรรมนูญที่เขาทำหน้าที่มาตลอดและเป็นที่ยอมรับของประชาชน แต่ท่านก็เอามา เปลี่ยนแปลงให้ประธานรัฐสภากับรัฐสภาวินิจฉัย ประเด็นแรกที่ผมต้องตั้งข้อสังเกต ก็คือว่า ที่ท่านไม่ยอมไปศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกรณีปกติ เพราะท่านกลัวว่าคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ท่านไม่ต้องการให้มีใครหยิบยกเรื่องของการตีความของร่าง ที่ สสร. พิจารณานั้นไปสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำให้มีเวลาในการ พิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ ๑ หรือ ๒ เดือน และมันก็สอดคล้องกับที่ผมอภิปรายมาตั้งแต่ ต้นอย่างไรครับท่านประธาน ว่าขบวนรถด่วนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านสร้างภูมิคุ้มกันไว้ ทุกเรื่องเลยครับ ตกรางไม่ได้ ตกรางแล้ววิ่งต่อได้ ตกร่างแล้ววิ่งต่อได้ จะถึงสถานีกี่สถานีก็ไม่มีความหมายให้มันวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ให้มันเป็นประเด็นของสังคม ได้ตลอดเวลา ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมอภิปรายในส่วนของการที่ให้ ท่านประธานรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อที่ผมได้ทักท้วง ท้วงติง และผมกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องลุกขึ้นมา ตอบสิ่งที่ผมเป็นห่วง สิ่งที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงว่าทำไปเพื่ออะไร มันไม่มีผลดีเลย และมัน ตอบโจทย์ของสังคมไม่ได้ แต่เมื่อท่านเขียนมาและท่านไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผม ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของผม

และประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมจะไม่ใช้เวลามาก การทำประชามติ ครั้งนี้ท่านประธานต้องยอมรับนะครับว่า กกต. มีหน้าที่ในการทำประชามติ และทำ ประชามติทำทั้งฉบับนะครับ ไม่ได้ทำเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ท่านประธานไม่ต้องกด ไมโครโฟนนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นนี้ท่านไม่ได้สงวนไว้

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

จะจบแล้วครับ นี่สรุปแล้วครับ การทำ ประชามติครั้งนี้เป็นการทำประชามติเห็นชอบด้วยกับรัฐธรรมนูญที่จะมีการยกร่างใหม่ ทั้งฉบับ ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมที่จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะแยกแยะประเด็น ความเห็นชอบในแต่ละประเด็นได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ประชาชน เห็นด้วย แล้วก็จะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ประชาชนอาจจะไม่เห็นด้วย ท่านจะให้พี่น้องประชาชน ลงมติอย่างไรครับ ให้ชั่งใจเอาหรือครับว่าส่วนดีมากกว่า ส่วนเลวน้อยกว่า แล้วก็ให้ความ เห็นชอบ หรือให้ชั่งใจว่าส่วนเลวมากกว่า ส่วนดีน้อยกว่าก็เลยไม่ให้ความเห็นชอบ และเราจะ ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนทั้งประเทศได้อย่างไร เราจะได้ รัฐธรรมนูญที่เราคาดหวังกันว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยทั้งหมดได้อย่างไร มันก็จะเกิดมีความเห็นอย่างนี้ต่อไปครับว่าไม่เป็นอะไรรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน วันข้างหน้าได้เขียนช่องทางการแก้ไขไว้แล้วค่อยไปแก้กันภายหลัง ก็จะเป็นเรื่องเหตุการณ์ ภาพซ้ำ ๆ กลับมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาพอสมควรแล้ว กระมังครับ ท่านอภิปรายเลยประเด็นแล้วครับ แล้วไม่ได้สงวนด้วยครับ แต่ผมก็ให้เกียรติ ท่านบอกว่าท่านปฏิบัติตามข้อบังคับมาโดยตลอด ผมว่าพอสมควรแล้วครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ผมกราบเรียนท่านประธานว่าก็ขอให้ ประชาชนใช้ดุลยพินิจในการที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะ สสร. จะไปร่าง ท่านต้องพิจารณาให้ดีครับ เพราะท้ายที่สุดคนได้ประโยชน์สูงสุดจากรัฐธรรมนูญ ก็คือนักการเมืองไม่ใช่พี่น้องประชาชนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ในฐานะกรรมาธิการที่ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติไว้ ๒ ประเด็น ผมจะไม่อ่าน แต่ขออนุญาตสรุปประเด็นให้ท่านประธาน ได้รับทราบ

ประเด็นที่ ๑ ผมแปรญัตติเกี่ยวกับการให้อำนาจหน้าที่ท่านประธานรัฐสภา ผมเน้นนะครับ ประธานรัฐสภา ในฐานะประมุขขององค์กร ประมุขของสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของพี่น้องประชาชน ๑ ใน ๓ อำนาจ ในฐานะประมุขของสภานิติบัญญัติ ได้เป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้นเกี่ยวกับความชอบของร่างรัฐธรรมนูญ ผมขีดเส้นใต้ ร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่นะครับ ผมเน้นคำว่า อำนาจท่านประธาน ในการวินิจฉัยเบื้องต้น ผมยอมรับอำนาจท่านประธานครับ ผมยอมรับอำนาจท่านประธาน รัฐสภา แต่ผมเสนอแปรญัตติเพิ่มเติม เสนอความเห็นเพิ่มเติมในการที่จะให้กลไกการใช้ อำนาจของท่านเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยรวมและทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีความหวาดวิตกว่าท่านจะใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่กระผมเองผมมั่นใจว่า ไม่ว่าประธานรัฐสภาท่านใด ไม่ว่าจะมาจากทางไหน จากพรรคใด เมื่อได้รับเสียงจากพี่น้อง ประชาชนมอบหมายให้มาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าท่านใช้อำนาจด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเป็นประโยชน์และเป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน ผมเสนอเพิ่มเติมในวรรคห้า วรรคหก เป็นกลไกที่จะใช้อำนาจท่านประธานรัฐสภา โดยปกติแล้วผมเชื่อท่านเองท่านคงไม่วินิจฉัย ด้วยตนเอง เพราะกลไกของคำว่า รัฐสภา ก็มีองคาพยพในการทำหน้าที่ของท่านประธาน โดยภาพรวมอยู่แล้ว ท่านประธานมีฝ่ายประจำซึ่งทำหน้าที่แทนพวกท่าน มีฝ่ายกฎหมาย มีฝ่ายที่ปรึกษา มีคณะทำงาน องค์คณะทำงานการทำงานของประธานรัฐสภา ถึงแม้ไม่เขียน ในตัวบทกฎหมาย ไม่เขียนในรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ท่านต้องทำ ท่านก็ออกประกาศ ออกเป็น ข้อบังคับ ออกระเบียบออกมาทำ เสมือนที่ทำปกติอยู่ในขณะนี้ก็เป็นองค์คณะ แต่สิ่งที่ผม หวังว่าจะแก้ข้อขัดแย้งของความไม่ไว้ใจสำหรับท่านประธานรัฐสภา ก็ให้เป็นองค์คณะที่ บัญญัติไว้ในตัวบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ผมแปรญัตติ เพิ่มเติมในวรรคห้าอย่างนี้ท่านประธานครับ ในการพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง วรรคสองคือท่านประธาน เมื่อวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว ถ้ามีข้อขัดแย้งก็ส่งให้รัฐสภาวินิจิฉัย ถ้าไม่ขัดแย้งส่งให้ กกต. นั่นคือข้อความในวรรคสอง ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุม ร่วมกันกับรองประธานรัฐสภา และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภาทุกคณะ โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ วรรคหก มติของที่ประชุมร่วมกันของที่ประชุม ตามวรรคห้า คือที่ประชุมของท่านประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา ประธาน คณะกรรมาธิการสามัญของรัฐสภา หมายถึง สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภาด้วยให้ใช้ เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานรัฐสภาออกเสียงเพิ่มขึ้นอีก ๑ เสียง เพื่อเป็นเสียงชี้ขาด นี่คือกลไกครับท่านประธาน กลไกที่จะมาแทนการทำหน้าที่ของท่าน ซึ่งปกติผมเชื่อว่าท่านมีองค์คณะในการที่จะทำอยู่แล้วในองคาพยพที่ท่านมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษา คณะกรรมการต่าง ๆ ที่ท่านตั้งขึ้น นั่นก็เป็นอำนาจของท่าน ตรงนี้เองเพื่อที่จะให้ แก้ข้อครหาในการที่จะทำหน้าที่ในการตัดสินใจของท่าน และสิ่งสำคัญที่สุด ผมเองแปรญัตติ อย่างนี้ ผมคิดในมุมบวกว่าถ้าท่านประธานลำบากใจ ประธานรัฐสภาท่านไหนก็แล้วแต่ที่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผ่านเป็นรัฐธรรมนูญแล้ว คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แก้ไข เพิ่มเติมฉบับที่ ๓ ท่านจะมีความหนักใจเป็นอย่างมากต่อข้อครหานินทา สิ่งที่ท่านจะทำครับ ท่านก็ให้องค์คณะวินิจฉัยว่ามีความสงสัย ก็โยนให้กับรัฐสภาวินิจฉัยก็เป็นการยกเอาสิ่งที่ ท่านหนักใจออกสู่รัฐสภา แต่ผมมีการกรองให้ท่านชั้นหนึ่งครับ เพื่อให้ท่านได้สบายใจ ก็ให้ องค์คณะที่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยช่วยท่าน อันนี้ก็จะเป็น การแก้ปัญหาให้ นั่นคือคำแปรญัตติประเด็นที่หนึ่งของผมครับ ผมฝากท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าเห็นเป็นประโยชน์ ผมก็ เชื่อว่าประธานรัฐสภาไม่ว่าท่านใดจะได้มีความสบายใจในการทำหน้าที่ของท่าน ไม่ถูกครหา นินทาจากผู้ที่ไม่เห็นว่าประมุขนิติบัญญัติเป็นประมุขที่มีอำนาจนิติบัญญัติ ๑ ในอำนาจ ๓ อำนาจอธิปไตยสูงสุด หลายท่านกริ่งเกรง ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็น สมาชิกรัฐสภา หลายท่านก็กริ่งเกรง ไม่เคารพแม้กระทั่งประมุขหรือสถาบันของตัวเอง ผมก็ มีความลำบากใจเหมือนกันท่านประธานครับ ก็เลยเสนอทางออกให้ท่าน

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ เสนอความเห็นเอาไว้ แล้วก็สงวนความเห็นเนื่องจากท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เห็นด้วย ก็คือเรื่องว่าด้วย การออกเสียงประชามติในวรรคสาม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันออกเสียง ประชามติภายในไม่เกินหกสิบวัน แต่ไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ จากประธานรัฐสภา วันออกเสียงประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ นาฬิกา สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการผมขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับ สำหรับ หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ผมมีความกังวลครับ แต่ความกังวลของผมเพื่อความสะดวก ในการนับสู่การปฏิบัติ ผมเพิ่มเติมถ้อยคำเข้าไปในบทบัญญัติในวรรคนี้เขียนเพิ่มเติมว่า เว้นแต่ ที่ได้บัญญัติไว้แล้วในหมวดนี้ ทำไมผมเสนอถ้อยคำเพิ่มเติมอย่างนี้ท่านประธานครับ

ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ เรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติให้ กกต. ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในมาตรา ๖ ในมาตรา ๖ กำหนดห้วงเวลาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญเรากำหนดไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน ไม่เกิน หกสิบวัน แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติกำหนดไว้ ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ไม่เกินร้อยยี่สิบวัน มันมีความต่างกัน นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เรื่องของวัน เวลา ในการออกเสียงประชามติ ถ้ากำหนดเป็น วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เรากำลังเสนอขณะนี้ ให้นับเวลาตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไปจนถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แต่ตัว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติกำหนดไว้ในมาตรา ๒๓ ท่านประธานครับ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกามีความต่างกัน ประการที่ ๒

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องของการประกาศผลการออกเสียง ประชามติและการร้องคัดค้านการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ และ มาตรา ๓๗ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีความต่าง จากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เรากำลังเสนออยู่ ร่างฉบับนี้ที่เราเสนอแก้ไขเพิ่มเติม เราเขียนในบทบัญญัติว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติ แต่ว่าในมาตรา ๓๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเขียนไว้ ให้ กกต. ประกาศผลโดยเร็ว ไม่กำหนดวันเอาไว้โดยเร็ว นับแต่มีการออกเสียงประชามติครบทุกหน่วย แต่ของเราใช้คำว่า แล้วเสร็จ ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๕ วัน

ประการต่อไป เกี่ยวกับการร้องคัดค้าน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้เข้าร้องคัดค้านภายใน ๔๘ ชั่วโมง และให้ กกต. เข้าไป ทำการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาว่าจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติใหม่หรือไม่ ภายใน ๓๐ วัน จริงอยู่ครับ หลักเกณฑ์ตรงนี้เราให้ใช้โดยอนุโลม แต่ประเด็นก็คือว่าเราต้องประกาศ ผลให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผมก็ถือว่า ถ้ากฎหมายใดไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยพระราชบัญญัติใดมีบทที่ขัดแย้ง กับรัฐธรรมนูญก็ให้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องประกาศผลให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นการจัดการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติใหม่ก็ต้องทำให้แล้ว เสร็จภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นผมเองก็เลยบัญญัติถ้อยคำต่อท้ายในวรรคสามไว้ว่า เว้นแต่ ที่ได้บัญญัติไว้แล้วในหมวดนี้เพื่อความชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองได้เสนอ ความเห็นไว้ ๒ ประเด็น กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยก็นำเสนอท่านประธานผ่านไป ยังเพื่อนสมาชิกถ้าเห็นว่าคำแปรญัตติของผม ความเห็นของผมที่เสนอไว้เป็นประโยชน์ ต่อการนำสู่ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไปดำเนินการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านประธานรัฐสภาเอง ถ้าเป็นประโยชน์ผมก็คิดว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก จะรับเอาความเห็นผมไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์

สำหรับประเด็นเรื่องของอำนาจิ ท่านประธานครับ ผมเองจะขออนุญาต ท่านประธานทำหน้าที่กรรมาธิการที่จะชี้แจงต่อประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ได้หรือไม่อย่างไร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ในประเด็นที่ให้อำนาจประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้นตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของประธาน คณะกรรมาธิการที่จะต้องชี้แจง ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวผมเพื่อให้สมาชิกได้สบายใจ และการอภิปรายก็จะได้กระชับมากขึ้นนะครับ ก็ขอทำความเข้าใจกับสมาชิกนะครับ อำนาจในการวินิจฉัยเบื้องต้นของผมถ้าสมมุติรัฐสภา มีมติเห็นชอบตามนี้ผมก็จะมอบให้ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภา ตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยตรงนี้แทนอยู่แล้ว เพื่อให้สมาชิกได้สบายใจนะครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าในการอภิปรายวันนี้วันที่ ๑๓ มักจะมีการประท้วงกันเป็นระยะ ๆ เพื่อความเข้าใจอันดีกระผมขอให้ข้อคิดประธานนิดเดียวครับท่านประธาน อยู่ในข้อบังคับ ท่านประธานครับ หมวด ๗ การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานอย่าเพิ่งแย้งนะครับ ข้อ ๘๘ ครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอต่อรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภาเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนทราบและสามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียด ของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้โดยสะดวกตามวิธีการที่ประธานรัฐสภากำหนด ท่านประธานครับ ผมเน้นคำว่าข้อมูลรายละเอียดอันนี้คือข้อคิดเบื้องต้นเพื่อความเข้าใจอันดี เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกที่เคารพทุกท่านและที่สำคัญประโยชน์ของท่านประธานรัฐสภา หรือผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาด้วย ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัชครับ ผมต้องแย้ง เลยครับ ถ้าอย่างนี้ ประเด็นการอภิปรายในวาระสอง ต้องอยู่ในประเด็นที่สงวนไว้เท่านั้น ตามรัฐธรรมนูญ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เขาไม่ได้บอกหรอกครับ ว่าวาระหนึ่งหรือวาระสอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้น ท่านครับ จะอภิปรายในวาระสอง นอกเหนือจากที่สงวนไว้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่วาระหนึ่ง และวาระหนึ่ง ได้อภิปรายจบไปแล้ว

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานอย่าแย้งเลยครับ ท่านประธาน กลัวว่าผมจะพูดยาวใช่ไหม วันนี้ผมฉบับสั้น เรื่องสั้นท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ขอให้ อยู่ในประเด็นก็แล้วกัน เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจน

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมเรียนท่านประธานเพื่อความเข้าใจว่า อย่างนี้ท่านประธาน การที่ผมบอกว่าข้อมูลรายละเอียดผมเห็นว่าหลายท่านเขาเข้าไปสู่ รายละเอียด ในวาระสอง ผมเข้าใจกติกาดีถึงแม้ว่าจะอยู่มาน้อยกว่าประธาน ประธานบอก เกือบ ๓๐ ปี ผมก็ ๒๐ ปีแล้ว ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อทำความเข้าใจแล้วว่าในเรื่องรายละเอียดอย่าไปขัดจังหวะเขา ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมแปรญัตติไว้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่างนี้ เพื่อการประชุม มันมีประสิทธิภาพตามข้อ ๕ แล้วก็เพื่อให้บรรยากาศการประชุมดำเนินไปด้วยดีนะครับ ประเด็น คือผู้อภิปรายต้องอยู่ในประเด็นที่ตัวเองสงวนไว้ ถ้าอยู่ในประเด็นก็จะไม่มีผู้ใด ประท้วงผมก็ไม่ทักท้วง และสำคัญอีกประเด็นหนึ่งอย่าไปพูดใส่ร้ายทำให้คนอื่นเสียหาย ประเด็นหลัก ๆ ๒ ประเด็นนี้ครับ ถ้าอยู่ในกรอบตรงนี้แล้วผมว่าท่านก็จะได้ไม่ต้อง เสียอารมณ์ ไม่ต้องเสียความรู้สึกจะได้อภิปรายอย่างสบาย ๆ ครับท่าน เพราะฉะนั้นให้อยู่ ในประเด็นนี้ก็แล้วกัน

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ท่านประธานเคย รับประทานอาหารไหมครับ ก่อนจะรับประทานอาหารมีออเดิร์ฟ (Orderf) ท่านประธาน เข้าใจไหม เขาก็ต้องมีการพูดจาเกริ่นนิดหน่อย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าแย้งเลยครับ เกริ่น เอาไว้วาระหนึ่งมันจบไปแล้วครับ ประเด็นนี้เข้าประเด็นวาระสองเท่านั้นครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ชี้แจงให้เข้าใจ จะให้ผมพูดเฉพาะเจาะจง ผมอธิบายนิดหน่อยเท่านั้นล่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่างนี้ ท่านสงวนไว้ ประเด็นเดียวกันกับท่านธนา ชีรวินิจ ในประเด็นเดียวกันเลย นิดเดียวครับ คือให้อำนาจ วินิจฉัยจากรัฐสภาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและกำหนดระยะเวลา ที่จะต้องยื่น กกต. จาก ๗ วัน กลายเป็น ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นประเด็นมีอยู่นิดเดียวครับ และผมก็กำลังจะฟังว่าท่านจะอภิปรายอย่างไรถึงจะไม่ไปซ้ำกับท่านธนา

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานตรงนี้ล่ะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แต่ถ้าเป็นผม ผมยอมรับว่า ผมไม่มีศักยภาพพอที่จะอภิปรายหรอกครับ อย่างไรก็ต้องซ้ำท่านธนาอยู่แล้ว ผมก็อยากจะ ฟังว่าท่านจะอภิปรายว่าอย่างไร

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

นี่ท่านเข้าใจกันผิดตลอดท่านประธาน ผมไม่เยิ่นเย้อ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าแย้งเลยครับ เสียเวลาครับ ท่านอภิปรายของท่านเถอะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ทำไมจะแย้งไม่ได้ท่านประธาน ผมเรียนอย่างนี้ ท่านประธาน ที่บอกว่าซ้ำเขาหมายถึงคนคนเดียวกันพูดไม่ซ้ำประเด็น แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไปซ้ำกับคุณธนาไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ซ้ำกับคนอื่นก็ไม่ได้ครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ไม่ใช่ท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นคนระนอง เลือกผมมา คุณธนาคนกรุงเทพฯ เลือกมา แล้วผมบอกท่านประธานว่าท่านประธานสิ่งที่ ผมจะ สิ่งที่ผมจะอภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าแย้งเลยครับ สรุปคือซ้ำประเด็นไม่ได้ครับ ไปซ้ำกันคนอื่นก็ไม่ได้ครับ ทีนี้ผมจะอนุโลมให้ครับ จะซ้ำบ้าง พอสมควร ผมใช้คำว่า พอสมควร ผมก็ไม่ทักท้วง ท่านครับ อย่าเสียเวลาครับ เชิญครับ

(นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ไม่เสียเวลา เปิดสิครับ ท่านประธานครับ มีผู้ประท้วงท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธาน ไม่ได้ ประท้วง กึ่งหารือต่อจากท่านวิรัชนะครับ คือประเด็นที่ท่านวิรัชพูดถึงข้อบังคับ ข้อ ๘๘ นี่นะครับท่านประธาน ประเด็นสำคัญคือตรงนี้ครับท่านประธาน เป็นหน้าที่ของประธาน รัฐสภาที่จะต้องเปิดข้อมูลรายละเอียดให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบโดยสะดวก ทีนี้ความหมายของมันก็คือ ผมเข้าใจว่าท่านประธานให้มีการถ่ายทอดสดนี่ก็ถือว่า ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับนั้น ซึ่งถูกต้องนะครับ แต่ถ้าเราวิเคราะห์ลงไปในเจตนาของ ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ก็คือว่าต้องการให้ประชาชนเข้าใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน คำว่า เข้าใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าเกี่ยวข้องกับประชาชน ทั้งประเทศ ตรงนั้นผมอยากขออนุญาตเรียนเสนอท่านประธานว่าระหว่างที่ท่านประธาน ปฏิบัติหน้าที่ท่านนั้นนี่ ด้านที่ ๑ ท่านดูข้อบังคับ ด้านที่ ๒ ท่านต้องการประสิทธิภาพ คือพูด ง่าย ๆ ให้จบภายในเวลาตามที่ท่านคิดว่าควรจะเป็น แต่ข้อที่ ๓ ที่ผมยังได้ยินท่านประธาน พูดเลย ใน ๑๐ กว่าวันนี้คือความเข้าใจของประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากขออนุญาต เสนอท่านประธานว่าขอความกรุณาท่านประธานได้นำเกณฑ์ในเรื่องการที่จะให้ประชาชน เข้าใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างมีสาระนะครับท่านประธาน ผมว่าตรงนั้นเป็นประเด็นที่ สำคัญ ขออนุญาตฝากเรียนท่านประธานได้กรุณาพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เห็นด้วยกับที่ท่านพูด ทุกประการ ก็เพราะด้วยเหตุผลที่ท่านพูดถึงเมื่อกี้ รัฐธรรมนูญถึงได้กำหนดให้มีการพิจารณา เรื่องของรัฐธรรมนูญนี่เป็นเรื่องของการประชุมร่วมกันของสองสภา และมีขั้นตอนพิจารณา เป็น ๓ วาระ วาระหนึ่ง สามารถพูดให้ความรู้กับประชาชนได้เต็มที่เลยครับ และมาวาระสอง ในขั้นกรรมาธิการ ถ้าสมาชิกกรรมาธิการหรือสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็สงวนความเห็นเอามาพูดในสภาเฉพาะในส่วนที่ตัวเองสงวนความเห็นไว้ เท่านั้น แล้วก็วาระสาม ก็ลงมติมีขั้นตอนชัดเจนครับ ตามที่ท่านได้พูดทุกประการ

และอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ท่านวิรัชบอกว่าซ้ำกับคนอื่นไม่ได้นี่ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เขียนไว้ชัดเจนครับ ห้ามวนเวียนซ้ำซากหรือซ้ำกับคนอื่น เขียนไว้ชัดเจนมากครับ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่างเสียเวลาเลยครับ ท่านอภิปรายอยู่ในประเด็นเถอะครับ อย่าหาเหตุ ต้องอภิปรายนอกประเด็นเลยครับ ผมคงไม่อนุญาตอยู่แล้วครับ เชิญครับ จบแล้วครับ ผมว่า ท่านวิรัชเชิญอภิปรายครับ ผมอธิบายแล้วครับ ประเด็นเดิมจบไปแล้วครับ เชิญท่านวิรัช เถอะครับ เชิญครับ เชิญท่านวิรัชครับ ท่านครับ วันนี้อภิปรายกันวันที่ ๑๓ แล้วนะครับ เกินกว่าแล้วที่ควรจะต้องเป็น ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมีแค่ ๗ หน้ากระดาษเอ ๔ (A4) อภิปรายมา ๑๓ วันยังไม่จบ สมควรแล้วท่านอย่าเลยครับ เชิญท่านวิรัชครับ ท่านอภิปราย เลยครับ

(นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

เขาประท้วง เขายกมือแปลว่าเขาประท้วง ผมอภิปรายไม่ได้ครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประท้วงซ้ำซากประเด็นเดิม ผมถึงไม่อนุญาต ท่านครับ เกรงใจประชาชนเขาด้วยเถอะครับ จะครั้งไหนไม่จำเป็นครับ แต่เป็นการประท้วงซ้ำซากและประเด็นเดิม ๆ อย่างนี้ เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตทำความเข้าใจนะครับ ผมอ่านข้อ ๘๘ นี้มา หลายวันแล้วนะครับ แล้วก็ทบทวนตั้งใจว่าจะพูดหรือไม่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านก็ประท้วงประเด็นเดิม

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต้องการ จะบอกกับท่านประธานว่าการทำความเข้าใจกับประชาชนนั้น ไม่ใช่เฉพาะในวาระหนึ่ง ในทุก ๆ วาระท่านประธานครับ ในวาระสองซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่แปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านครับ ท่านไป ศึกษารัฐธรรมนูญใหม่ ท่านไปศึกษารัฐธรรมนูญใหม่ เชิญท่านวิรัชเถอะครับ เรื่องนี้จบแล้ว ผมได้ชี้แจงไปจบหมดแล้วครับ ประเด็นเดิมครับ อย่าเสียเวลาเลยครับ เชิญท่านวิรัชครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย

(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงแล้วก็สอบถามท่านประธานครับ เรื่องนี้ มีความสำคัญเมื่อสักครู่ท่านประธานได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงนี่ ใครผิด ข้อบังคับข้อไหน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมประท้วงท่านประธานใน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใครผิดข้อบังคับข้อไหน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ที่ท่านประธานได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕ ไม่มีใครผิดข้อบังคับครับ ถ้าผิดก็ท่านนั่นละผิด

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานฟังผมสักเล็กน้อยได้ไหมครับ ไม่ได้ประท้วงอะไรนอก ไม่ได้ประเด็นเดียวกับ ท่านกนกด้วยครับ สั้น ๆ เท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมได้ยินท่านประธานได้กรุณานะครับ ได้ช่วยบอกว่าถ้ามี การอภิปรายในเรื่องของมาตรานี้และมีการพูดถึงอำนาจหน้าที่ของท่านประธานในเรื่องของ ตามที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เสนอเข้ามานั้น ท่านก็ได้กรุณาบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ถ้าเกิดมีแนวทางเป็นแบบนี้ ผมก็จะสอบถามท่านไว้เบื้องต้น เท่านั้นเองครับ ในฐานะที่ผมก็แปรญัตติแล้วก็เพื่อนสมาชิกด้วยในมาตรานี้ไว้หมายความว่า ผมไม่สามารถจะพูดในประเด็นนี้ได้ใช่ไหมครับ เพราะว่าท่านประธานบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านจะตั้งกรรมาธิการหรือคณะกรรมการขึ้นมาเท่านั้นเองครับ ผมอยากทำความเข้าใจตรงนี้ เท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านครับ ท่านเป็นห่วงกังวลเรื่องนี้ เพื่อให้การพูดอภิปรายกระชับใช้เวลาน้อยลงท่านจะได้ไม่ต้องมา เสียเวลาพูดกับประเด็นความห่วงใย ประเด็นนี้ผมก็เลยทำความเข้าใจเสียเลยว่าผมจะมอบ อำนาจการวินิจฉัยตรงนี้โดยให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภา ตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัยเรื่องนี้แทนผม ท่านจะได้สบายใจจะได้ไม่ต้อง มาเสียเวลาพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ในประเด็นนี้อย่างไรครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณท่านประธานครับ นั่นหมายความว่ายังพูดได้ แต่ว่าท่านทำความเข้าใจเพื่อให้มี การพูดน้อยลง ที่ผมทำความเข้าใจเพราะว่าถ้าเกิดสมมุตินะครับท่านประธาน ผมเกิดพูด ขึ้นมาท่านบอกไม่ต้องพูดแล้ว เพราะท่านได้บอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตให้พูดพอสมควร แต่โดยจิตสำนึกรู้อยู่แล้ว คำตอบก็มีอยู่แล้ว ชัดเจน ประเด็นมันจบไปแล้วก็ไม่รู้จะเอามาพูด ทำไม

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือผมสอบถามท่านประธานไม่ได้เป็นโต้เถียงเลยนะครับ เพื่อให้การอภิปรายของสมาชิก ได้เข้าใจนะครับท่านประธาน เนื่องจากว่าผมและสมาชิกหลายท่าน ผมก็ไปเปิดดูนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่างนี้ครับ ผมเข้าใจ ท่านแล้ว

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

จะพูดได้หรือเปล่าเท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าถ้าจะหยิบขึ้นมาพูด ก็พูดได้พอสมควรอย่าเยิ่นเย้อมากนะครับ แต่ถ้าจะให้ดีมันมีคำตอบชัดเจนอยู่แล้วประเด็นนี้ ก็น่าจะข้ามไปได้ ประเด็นเท่านั้นเองครับ

(นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านนิพนธ์มีอะไรครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ เพราะว่าด้วยความเคารพในคำวินิจฉัย แต่ว่าท่านประธาน ผมไม่อยากจะให้ท่านประธานตีความข้อบังคับจนเลยเถิดข้อบังคับไปครับ เพราะท่านประธาน บอกว่าให้พอสมควรนี่ ความหมายของพอสมควรท่านประธานมันคืออะไร เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้คิดเหมือนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่างนี้ครับ ข้อบังคับ ระบุไว้ชัดเจนให้อภิปรายได้ในเฉพาะที่สงวนไว้เท่านั้น แต่ถ้าอภิปรายนอกประเด็นนอกจากที่ สงวนไว้แล้วจะผิดข้อบังคับทันที โดยหลักแล้วผมต้องหยุดไม่ให้อภิปรายต้องทักท้วง แต่นี่ เพื่อให้เป็นเกียรติให้เกียรติกับพวกเราผมก็อนุโลมบ้างพอสมควร ออกนอกประเด็นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็ไม่ทักท้วง นี่คือความหมายที่ผมพูดว่าเอาพอสมควร แต่ถ้าจะออกนอกประเด็น เสียยาวยืดยาวเลยนะผมคงไม่ยอม

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ก็ประเด็นนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านวิรัชพอเริ่มต้นท่านประธานก็บอกว่าหยุดแล้ว การประชุมอย่างนี้ไปไม่ได้ ถ้า อย่างนั้นการสงวนความเห็นไว้ในกรรมาธิการไม่มีประโยชน์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ที่จริงเราอยู่สภา กันมานานครับ การอภิปรายเข้าประเด็นเลยอภิปรายได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมีเหตุผล หรือข้ออ้าง ว่าต้องขี่ม้าเลียบค่ายถึงเข้าประเด็นได้ ไม่มี อยู่สภากันมานาน เข้าประเด็นเลย อภิปรายได้ อยู่แล้ว

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านฟังผมหน่อยสิครับ ผมนั่งฟัง ท่านประธานมา ๓ ชั่วโมง ผมฟังท่านประธานวินิจฉัยซ้ำซากผมยังฟังเลย ท่านต้องฟังผมบ้าง หัดฟังคนอื่นเสียบ้าง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง อายประชาชนเขา พอแล้วครับ ท่านวิรัชจะได้อภิปราย พอเถอะครับ อยู่ในประเด็นก็แล้วกัน

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าท่าน หิวข้าวก็ลงไปทานข้าวก่อนก็ได้ครับ

(นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพจิตเชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านสมาชิกที่ต่อล้อต่อเถียงท่านประธาน ผมต้องการให้สภาแห่งนี้ ได้ทำหน้าที่ โดยข้อบังคับที่พี่น้องประชาชนมอบหมายมาให้ ผมเคารพนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านประธาน ได้ทำหน้าที่พยายามใช้ข้อบังคับเป็นหลัก และวันนี้เป็นการอภิปรายวันที่ ๑๓ และจะมี คืนวันที่ ๑๓ ด้วย ก็ต้องขอความกรุณาได้ใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัดนะครับ เป็นสิ่งที่เหมาะสม แล้วท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าผมขอใช้ข้อบังคับ โดยเคร่งครัดก็แล้วกันคงไม่มีคำว่า อนุโลม หรือใช้คำว่า พอสมควร นะครับ เพราะฉะนั้น ท่านเข้าสู่ประเด็นเลยครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประสิทธิ์ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงผู้ลุกขึ้นมาประท้วง เมื่อกี้ ตามข้อ ๔๓ แล้วก็กล่าวหาท่านประธานว่าวินิจฉัยซ้ำซาก จริง ๆ แล้วกฎข้อบังคับ พวกเราเขียนขึ้นมาทั้งนั้น ประธานไม่ได้เขียน ข้อบังคับมันดีอยู่แล้ว แต่คนปฏิบัติไม่เคย ปฏิบัติตามข้อบังคับท่านประธาน ท่านประธานจะต้องเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในข้อบังคับ และ ดำเนินการให้เห็นตามข้อบังคับครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์สมควรครับ ประชาชนเขาดูอยู่ เขารู้ครับ เชิญท่านวิรัชเถอะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเชื่อท่านประธานว่าคนที่บ้านรู้ว่าใครเป็นใคร ใครพูดอะไร ท่านประธานครับ อย่าขัดผม ถ้าผมอธิบายนิดเดียวท่านประธาน เพราะว่าไม่อย่างนั้นผมเสียหายที่ท่านประธานพูด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เข้าประเด็นครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมอภิปรายแปรญัตติเหมือนกันกับท่านธนา แต่ท่านประธานถือหลักว่า ซ้ำกันพูดไม่ได้ ผมก็ลุกขึ้นมาบอกว่าท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช จากจังหวัดระนอง ผมแปรญัตติเหมือนท่านธนา จบ เท่านี้หรือ มันไม่ใช่ มันต้อง อธิบาย และมีบางคำที่มันซ้ำกัน คำว่า รัฐสภา อย่างนี้ซ้ำ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ โดยข้อเท็จจริงมัน เป็นอย่างที่ท่านพูดจริง ๆ ข้อบังคับเป็นอย่างนั้นครับ ไม่อย่างนั้นก็พูดเหมือนกันหมดทั้ง ๑๐๐ คน ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วรัฐสภา เพียงแต่จะอนุโลมให้พอสมควรอย่างที่ผมพูด อาจจะ ซ้ำบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีเจตนาครับ แต่ไม่ถึงขั้นจะไม่ให้ท่านอภิปราย ท่านอภิปราย อยู่ในประเด็น เอาอย่างนี้ดีกว่านะครับ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมไม่เคยโกรธกับท่านประธานมาเลยนะ แต่วันนี้ท่านทำเหมือนกับไม่พอใจผมอย่างไร เรือยังไม่ออกจากท่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมมีหน้าที่ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ผมมีหน้าที่ครับ ผมต้องทำหน้าที่ตามข้อบังคับครับ ไม่อย่างนั้น ทำหน้าที่ไม่ได้ครับ ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ผมก็ทำหน้าที่ของผม ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม จบครับ เพราะฉะนั้นท่านเข้าประเด็นเลยครับ เข้าประเด็นที่ท่านสงวนไว้ เลยครับ ซึ่งสงวนไว้สั้น ๆ เหมือนกันกับท่านธนาครับ ผมถึงบอกอย่างไรครับ ถ้าเป็นผม ผมไม่รู้จะอภิปรายอะไร อย่างไร ถ้ายึดตามข้อบังคับ ผมก็เลยอยากฟังว่าท่านจะอภิปราย อย่างไร เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมชื่อวิรัชนะครับ ไม่ใช่ชื่อสมศักดิ์ เพราะฉะนั้นผมอภิปรายได้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ ผมแปรญัตตินี่นะครับ แม้จะเหมือนกัน ผมมีสิทธิที่จะอภิปรายครับท่านประธาน ท่านประธานต้องดูรัฐธรรมนูญ ท่านจบวิศวกรรม ผมจบกฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ ผมอยากฟังเหมือนกัน ผมนั่งรอฟังท่านครับว่าท่านจะพูดไม่ซ้ำกับท่านธนาได้อย่างไร และอยู่ในประเด็นนะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ถ้าคำบอกว่า ไม่ซ้ำเลย ผมตอบไม่ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมนั่งเลย ถ้าบอกไม่ซ้ำเลย มันมีสาระ ท่านฟังสาระสิ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าโต้แย้งเลยครับ ข้อบังคับมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ นี่คือข้อบังคับครับ แต่ผมก็จะผ่อนปรนให้ครับ ซ้ำบ้างก็ ไม่เป็นอะไร เชิญท่านครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ แล้ว ตอนนี้เริ่มแล้วท่านอย่าเพิ่งแย้งนะครับ กำลังเริ่ม ท่านประธานครับ เรื่องมันจะ ไม่ยืดยาวขนาดนี้ ถ้าประธานคณะกรรมาธิการไม่ดื้อ และกรรมาธิการเสียงข้างมากรับฟัง เสียงข้างน้อย และกระทำเหมือน มาตรา ๒๙๑

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นี่ละครับ ผมถึงทักท้วง อย่างไรครับ ท่านต้องเข้าสู่ประเด็นเลยครับ อยู่สภากันมานานแล้วครับ อย่ามาอ้างเหตุว่า ต้องขี่ม้าเลียบค่ายก่อนถึงเข้าประเด็นได้ ไม่อย่างนั้นผมไม่รู้จะพูดอย่างไร อย่างนี้ไม่ได้ครับ เข้าประเด็นเลย และอภิปรายในประเด็นครับ เอาว่าผมขออภัยก็แล้วกัน ท่านเข้าประเด็น เลยนะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านรองประธานรัฐสภามาแล้วครับ ท่านประธาน อยู่ทางซ้ายมือ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเข้าประเด็นเถอะครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ผมเตือนท่านประธาน เห็นเขามาแล้ว เขารอนานแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมพูดหลายครั้ง แล้วครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับทางบ้าน เพราะฉะนั้นเวลาผมอ่าน มาตราอย่าแย้ง ผมจะอ่านตลอด ตั้งแต่มาตราต้น ๆ มาแล้ว ไม่มีประธานรัฐสภาคนไหน แย้งผม ท่านประธานก็ต้องทำเหมือนประเพณีที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมต้องบอกก่อนว่าร่าง ครม. ซึ่งเป็นที่มาของการแก้ไขครั้งนี้เขาว่าอย่างไร เขาว่าอย่างนี้ครับ ร่าง ครม. เขาบอกว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งเป็นร่างที่สภาแห่งนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ นี่ถ่ายทอดสดนะครับ ประชาชนฟังอยู่นะครับ เขาชื่นชมที่ไม่ทำตามข้อบังคับนี่นะครับ ผมถือว่าผมวินิจฉัย แล้วผม ก็ให้ท่านเข้าสู่ประเด็นครับ ผมไม่อนุญาตให้นอกประเด็นครับ ท่านเข้าประเด็นได้แล้วครับ ท่านสงวนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านไม่ได้สงวนมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้วจบไปแล้วครับ มันจบไปแล้วครับ ไม่ใช่ยอมครับ ข้อบังคับมันอย่างนั้นอยู่แล้วครับ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ 🔗

มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ นี่คือ ร่างของ ครม. ซึ่งในร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก วรรคนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข แม้แต่คำเดียว ต่อมามาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง ท่านประธาน ร่างของ ครม. บอกอย่างนี้ครับ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธานครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้ รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ มาตรานี้ผมกราบเรียนครับว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเขาบอกอย่างนี้ครับ เขาบอกเหมือนกับร่างของ ครม. เหมือนกับร่าง ที่รับในวาระหนึ่งครับ แต่สำหรับผมร่างของวิรัช ร่มเย็น นี่ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติ อย่างนี้ครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธาน รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๗ วันผมแก้เป็น ๑๕ วันท่านประธานครับ และต่อไปครับว่าเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ผมนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากลอกมาเลยครับ ไม่มีการแก้ไขแม้แต่ตัวเดียว นี่ล่ะครับ ที่ผมบอกว่า ท่านประธานวิสามัญและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากดื้อ เป็นความเห็นของผมนะ คำว่า ดื้อ นี่ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติว่าที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมบอกว่ารัฐสภา วินิจฉัยมันก็เหมือนกับทุกเรื่อง ท่านสังเกตไหมครับ บางเรื่องสมาชิกอภิปรายอย่างมี ประโยชน์ อย่างมีเหตุมีผล แต่ว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ มันมีอยู่สักมาตราเดียว ท่านประธานครับ ที่จนแต้ม จนตรอก ไปไม่ได้แล้ว ก็เลยร่างที่คุณนิพนธ์ บุญญามณี ขอประทานอภัยเอ่ยนาม ได้แปรญัตติแล้วบอกว่าขอให้นำร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาของ ส.ว. กรรมาธิการเสียงข้างมากยอม ไม่ใช่ยอมเพราะว่า เห็นชอบอะไรหรอกครับ ไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว ไปไม่ถูก ท่านประธานครับ ผมบอกว่าตัด คำว่า รัฐสภา ออกไป ใส่คำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ คือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา จริง ๆ แล้วเวลาเขา เขียนกฎหมาย ซึ่งอันนี้ก็ต้องส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย เวลาเขียนกฎหมาย มันมีการปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ ภาษากฎหมายว่าอย่างนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้ว ก็คือถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยเฉพาะวรรคห้า ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เขาว่าอย่างนี้ครับ โดยเฉพาะร่างที่มีการแก้ไขแล้ว เอาร่างที่มีการ แก้ไขแล้วก็แล้วกันของกรรมาธิการเสียงข้างมาก มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าว่าอย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพิ่มเติมอย่างนี้ครับ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ เช่นเดียวกันครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็มิใช่ว่ากรรมาธิการเขาจะเห็นชอบ แต่แรก ต้องใช้เวลา เสียพละกำลังกันมากทีเดียว อธิบายด้วยเหตุด้วยผลท่านถึงยอม ผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐธรรมนูญที่ส่งมาที่รัฐสภาและขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างนี้ครับ อันนี้ผมต้องอธิบายเพื่อให้พี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงที่อยู่ทางบ้านได้เข้าใจด้วย นั่นก็คือถ้าเขียนรัฐธรรมนูญมาแล้ว สสร. ๙๙ อรหันต์นี่เขาไปร่างมาแล้ว ปรากฏว่ามันมี มาตราหนึ่งมาตราใด มีวรรคหนึ่งวรรคใดก็ตาม ที่ไปเปลี่ยนปลง ท่านประธานครับ แก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องใช้ดุลยพินิจคำวินิจฉัยที่รอบคอบ เมื่อเป็นดังนี้ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าส่งมาที่ประธานรัฐสภา แล้วก็ให้รัฐสภา รัฐสภา ก็คือท่าน ส.ส. และ ส.ว. ๕๐๐ คนบวก ๑๕๐ คน วินิจฉัย ผมนำเรียนท่านประธาน เมื่อกี้ทุกเรื่องที่เข้าสู่การวินิจฉัยในรัฐสภาแห่งนี้ในยุคนี้ จะชอบจะดีจะมีเหตุมีผลหรือไม่ก็ตาม ถ้ามีธงนำหน้ามาแล้วว่าเอาอย่างนี้เอาอย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว และผมหวาดระแวงแต่ต้น เพราะเห็นพลพรรคของซีกรัฐบาลออกมาพูดจาหลายประการ ที่ทำให้คนไทย ไม่ใช่เฉพาะเพราะผมนะคนไทยด้วย มีความรู้สึกว่าไม่สบายใจเลยกังวลใจ เพราะฉะนั้นจะให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยผมไม่เห็นด้วย มิใช่ไม่ไว้วางใจทุกท่านนะ ไม่ใช่ ไม่ไว้วางใจทุกท่าน บางท่านเท่านั้นที่ผมมีความรู้สึกว่าไม่ได้ ถ้าให้คนเหล่านั้น คน ๆ นั้นหรือ กลุ่มนั้นวินิจฉัยเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยจะไปไม่รอด ท่านประธานครับ ผมจึง กราบเรียนว่าผมต้องเสนอแปรญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเลย ด้วยความเคารพ ในสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ใครทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ว่าท่านทุกท่าน แต่ถามว่าอภิปรายอย่างนี้ไม่กลัวเพื่อนโกรธหรือ ถ้าโกรธแล้วมีเหตุมีผลก็ไม่เป็นอะไร ท่านโกรธได้ ศาลรัฐธรรมนูญชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญเวลาเขาพิจารณาเอาเวลา ปัญหาของประเทศอับจน ไปไม่รอด ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัยผมเคยพูดนะครับว่า บางพรรคเรารับอย่างพรรคประชาธิปัตย์เอ่ยได้เลย ไม่ว่าออกมารูปไหน ขอให้เป็นการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเถอะ ไม่ว่าจะมีกี่คนจะมี ๙ คน หรือบางขณะมี ๗ คน บางขณะมี ๖ คน ก็แล้วแต่ ยอมรับ แต่ก็บางพรรคท่านประธานไม่ต้องบอกท่านประธาน บางพรรคถ้าวินิจฉัยดี วินิจฉัยชอบ ชอบใจตรงกับใจของตัวเอง ดีครับ ศาลรัฐธรรมนูญทำถูกต้องเหมือนวินิจฉัย เรื่องน้ำท่วมสังเกตไหมครับ ไม่มีเสียงเลย ไม่มีเสียงโต้แย้งเลย แต่ก่อนหน้านั้นหลายปีมาแล้ว พอวินิจฉัยออกมาไม่ถูกใจวิพากษ์วิจารณ์ตั้งโต๊ะให้สัมภาษณ์ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรสามารถที่จะวินิจฉัยได้อย่างถ่องแท้ ผมนำเรียนนะครับ บางเรื่องตรงกับเพื่อนสมาชิกที่ท่านประธานคนก่อนบอกว่าซ้ำนั่นล่ะ ท่านประธานครับ ผมนำเรียนว่าองค์กรของศาลรัฐธรรมนูญเวลาเขาจะพิจารณาผมทราบดี ผมเคยว่าความในศาลรัฐธรรมนูญผมทราบดีว่าเขามีกระบวนการ เขามีหลักการของเขา รอบคอบเป็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับได้ ท่านประธานครับ ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน หรือคนส่วนใหญ่จะยอมรับแม้แต่องค์กรในต่างประเทศก็จะยอมรับ ข้อความต่อไปบอกว่า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ของเดิม บอก ๗ วัน ทีนี้เมื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ๗ วันตัดออกไปเลยครับ ไม่พอแน่นอน นี่ผมยังแปรญัตติเป็น ๑๕ วันท่านประธาน ซึ่งผมมาดูแล้วคิด ๆ แล้วบางทีก็ยังน้อยไปนะ แต่เอาละวันนี้แปรญัตติ ๑๕ วัน เสียงข้างมากบอก ๗ วัน ผมให้เหตุผลของผมว่าเมื่อเปลี่ยน จากรัฐสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมบอกแล้วว่า ต้องมีเวลา ต้องมีกระบวนการที่เรียกว่าชัดเจน เพราะฉะนั้นขอแปรญัตติจาก ๗ วันเป็น ๑๕ วัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานมีมารยาทดีมากไม่ได้คล่องแวะ ผม ไม่ได้มีตอดอะไรผมเลยเหมือนประธานคนก่อน ผมขอบคุณท่านประธานครับ ท่านทำดี ผมก็ดีตอบด้วยท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมต้องขอบคุณท่านวิรัช ร่มเย็น ครับ เพราะว่าในส่วนที่ผมได้ยินท่านอภิปรายมานี่ คือเป็นไปตามที่ท่านสงวนคำแปรญัตติ ไว้เลยครับ แล้วก็ชัดเจนเป็นที่เข้าใจได้ถึงเหตุผลของท่านอย่างชัดเจนมาก ขอบคุณครับ เชิญท่านครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตใช้สิทธิ ประท้วงตาม ข้อ ๕ ความจริงจะประท้วงท่านประธานท่านที่แล้ว แต่ท่านลงไปก่อนก็เป็น การใช้สิทธิปกติ เพราะกระผมเห็นว่าการควบคุมการประชุมนั้น ถ้าหากว่าไม่พิจารณา โดยรอบคอบแล้วก็จะทำให้เสียเวลาโดยใช้เหตุ ประเด็นที่กระผมประท้วงตามข้อนี้มีอยู่ ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก เวลาสมาชิกอภิปรายก็มักจะถูกดักคอเสมอว่าไม่เข้าประเด็น ไม่อยู่ ในประเด็นให้เข้าประเด็นเสียที ตรงนี้ท่านประธานครับ คำว่า ประเด็น ถ้าจะพูดตามถ้าในคดี ก็หมายถึงประเด็นข้อพิพาทของคดี แต่ในการประชุมสภานั้น ประเด็น ก็คือหัวข้อโต้เถียงกัน กล่าวคือเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นอย่างไร กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นชอบด้วย ก็ขอแก้ไข เมื่อขอแก้ไขแล้วแก้ไขไม่ได้ก็สงวนสิทธิมาอภิปรายในสภาจึงชอบด้วยข้อบังคับ ที่จะมาอภิปรายในสภา เป็นการโต้แย้งกับความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธาน จะต้องปล่อยให้เขาอภิปราย เว้นแต่เหตุผลนั้นจะซ้ำซ้อนกันจึงควรจะไปตัดเขาว่าซ้ำซ้อน อย่างกรณีที่ซ้ำซ้อนบางครั้งก็ถูกเพื่อนสมาชิกประท้วง แต่พอถามกลับไปว่าซ้ำซ้อนอย่างไร คนประท้วงก็ตอบไม่ได้ กระผมเองก็เคยถามท่านประธานว่าที่ว่าผมซ้ำซ้อนนั้นอภิปรายซ้ำซ้อน อย่างไร ก็ไม่ได้ตอบ แต่ท่านบอกว่าเป็นการวินิจฉัยเด็ดขาดของประธาน อีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตท่านสุทัศน์ ด้วยความเคารพ ผมเข้าใจว่าเมื่อกี้ได้มีการชี้แจงอธิบายกันแล้วใช่ไหมครับประเด็นนี้

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ยังครับ กระผมขอทำความเข้าใจ เพื่อให้การประชุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นขอความกรุณา ท่านสรุปนะครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

อีกไม่ถึง ๑ นาทีครับ

เรื่องที่ ๒ เมื่อวินิจฉัยท่านประธานมักจะอ้างว่าคำวินิจฉัยของประธาน เป็นการเด็ดขาด ท่านประธานครับ กระผมไม่ได้โต้แย้งว่าไม่เด็ดขาด แต่ขณะเดียวกัน ถ้าท่านประธานพิจารณาเวลาศาลมีคำพิพากษาเขาจะมีเหตุผลประกอบ จนไม่สามารถ จะต้องมาอธิบายอีกเลยว่าคำพิพากษาเป็นอย่างไร เข้าใจในนั้น แต่ทีนี้เมื่อวินิจฉัยของ ประธานว่าเด็ดขาด แต่ไม่มีเหตุผลประกอบ พอถูกถามคืนว่าเพราะอะไรจึงต้องวินิจฉัย เช่นนั้น กลับไม่มีคำอธิบาย ตรงนี้ผมจึงตั้งเป็นข้อสังเกตท่านประธานว่าถ้าจะควบคุม การพิจารณาของการประชุมเป็นไปด้วยความรวดเร็วนั้น กรุณาให้ข้อสังเกตและขอความเห็นใจ ใน ๒ เรื่องนี้ที่กระผมหารือท่านประธาน ขอบคุณครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

เชิญท่านก่อแก้วประท้วง เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

ผมยังไม่ได้พูดเลยครับท่านประธาน ประท้วงแล้วหรือครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมหมายถึงท่านประท้วง ใช่ไหมครับ ท่านก่อแก้ว ประท้วงเรื่องอะไรท่านครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. พรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และ ในฐานะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วง ท่านผู้ประท้วงเมื่อกี้ตามข้อ ๔๓ และตามข้อ ๕ ท่านเองได้กล่าวหาว่าท่านประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่ก่อนหน้าท่านว่าไม่เป็นกลางวินิจฉัยไม่ถูกต้องนะครับ เร่งรัดเพื่อนสมาชิกให้ เข้าประเด็นโดยเร็ว โดยที่ไม่มีคำวินิจฉัยที่ควรจะเป็น ท่านประธานครับ ผมขอเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าผมเองเป็นกรรมาธิการคณะนี้ด้วยนะครับ ได้นั่งประชุมร่วมกับ เพื่อนสมาชิกทั้งท่านผู้ประท้วงเมื่อกี้และผู้อภิปรายก่อนหน้านี้ เราได้มีการประชุมกัน ยาวนานนะครับ ในการประชุมในสภาครั้งนี้ก็เหมือนกันวันนี้เป็นนัดที่ ๑๒ แล้วครับ เรามี การประชุมกันยาวมาก เพราะว่าประธานในอดีตได้ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้ผู้อภิปรายนั้น อภิปรายกันแบบตามสบายนะครับ มีน้ำมากกว่าเนื้อ แล้วก็ไม่เข้าประเด็น ทีนี้พอนานปั๊บ ท่านประธานเห็นว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านก่อแก้วช่วยสรุปเลย ที่จริงก็คุยกันเยอะแล้วเรื่องนี้ เชิญครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง กรรมาธิการ

ใช้สิทธิประท้วงท่านนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ เมื่อท่านประธานเองต้องการเร่งรัดการประชุม เนื่องจากว่ามันเกินไปแล้ว ท่านเลยพยายามให้บังคับใช้กฎข้อบังคับอย่างเคร่งครัดนะครับ ซึ่งท่านเองพยายามทำหน้าที่นี้ เพื่อไม่ให้สภาเสียเวลาเรื่องนี้นานเกินไป เพราะฉะนั้นการที่ท่านผู้ประท้วงเมื่อกี้มาประท้วง ท่านประธานรัฐสภา ผมถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะท่านเองนั้นพยายามทำหน้าที่ด้วยความสามารถ แล้วครับ ด้วยความเที่ยงธรรม ด้วยความเป็นกลาง เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ถูกใจผู้อภิปราย เท่านั้นเองครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ คืออย่างนี้ ผมเข้าใจว่าที่ท่านสุทัศน์พูดเมื่อกี้ ท่านก็เห็นแล้ว คือท่านคล้าย ๆ สรุป ขอให้ผมทำหน้าที่ หรือว่าขอให้ประธานทำหน้าที่อย่างนั้นนะครับ ก็ไม่เป็นไร ก็เป็นการชี้แจงสรุปกัน ก็ไม่ได้ว่า อะไรกันนะครับ และผมคิดว่าท่านไม่มีเจตนาจะว่าอย่างนั้น เพียงแต่ท่านระบายความรู้สึกว่า อยากจะมีโอกาสอย่างนั้น แต่ว่าผมกับท่านประธานรัฐสภาได้ตกลงกันแล้วนะครับว่าเราจะ ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือข้อบังคับครับ ที่ผ่านมาเหมือนอย่างที่ท่านก่อแก้วได้กรุณาพูด ก็คือว่า ทั้ง ๒ คนก็ได้พยายามอย่างนั้นอยู่ แต่ขณะนี้เราจำเป็นที่จะต้องขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกว่า ในการอภิปรายนี้ก็คงจะต้องให้กระชับอยู่ในประเด็นตามวาระสอง ส่วนที่จะเลยไปถึงเรื่องที่ พูดในวาระหนึ่งนั้นเราก็คงจะอะลุ่มอล่วยน้อยลงนะครับ เชิญท่านสุทัศน์นิดเดียว ท่านคง ไม่ว่าต่อนะครับ เราจะได้เดินต่อนะครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมนิดเดียวท่านประธานครับ ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านก่อแก้ว ท่านบอกว่าผมกล่าวหาว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง ไม่ใช่เช่นนั้นครับ ผมไม่ได้มีคำพูดแม้แต่ประโยคเดียวว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง ผมเพียง แต่ว่าขอความรอบคอบหรือขอให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณา เมื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า อย่างไรนั้น เพราะการวินิจฉัยของท่านมันเป็นการเด็ดขาด หากการวินิจฉัยเป็นความข้องใจ ของสมาชิก สมาชิกก็จะถามคืนว่าทำไมจึงวินิจฉัยเช่นนั้น ไม่ใช่ไม่ฟัง ถามคืน แต่ก็ไม่มี คำอธิบายและไม่มีคำตอบ ผมก็ยกตัวอย่างว่าไม่เหมือนกับเวลาท่านผู้พิพากษา เขียนคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาออกมาเป็นอย่างไรแล้ว จะมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย ของคำพิพากษา จึงไม่จำเป็นต้องมาอธิบายอีก ผมยืนยันว่าผมไม่ได้กล่าวหาว่าไม่เป็นกลาง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ได้พูดครับ และ ท่านอธิบายชัดเจนแล้ว คือบังเอิญข้อบังคับไม่เหมือนกันครับท่าน อันนี้เราทำตามข้อบังคับ ของรัฐสภานะครับ เชิญท่านวิรัชต่อเลยครับ ขอบคุณครับ

ขออนุญาตนิดหนึ่ง ขณะนี้มีคณะกรรมการพัฒนาสตรี อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จำนวน ๑๔ คน มาร่วมฟังการประชุมของพวกเรานะครับ เป็นการประชุม แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ยินดีต้อนรับครับ เชิญ ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่กระผมจะได้อภิปรายต่อไปนี้ อยู่ในวาระสอง แปลว่าจะต้องอภิปรายตามที่ได้สงวนความเห็นไว้ คงตรงกันท่านประธานครับ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี่นะครับ ผมสงวนความเห็นไว้ทั้งหมดประมาณ ๖-๗ ประเด็น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยคนหนึ่งที่ได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรานี้ มากประเด็นที่สุด ผมจะสรุปง่าย ๆ ก่อนนะครับ

ประเด็นแรก ที่ผมสงวนความเห็นก็คือจากประธานรัฐสภา นาย ก คนเดียว นาย ข คนเดียว นายสมศักดิ์ คนเดียว ให้รัฐสภา ๖๕๐ คน ตามร่างของรัฐบาลที่ผ่าน กรรมาธิการเสียงข้างมาก มาตรา ๒๙๑/๑๓ ใช้คำเพียงว่า เสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งผม ขอแปรญัตติเป็นรัฐสภานะครับ จากนาย ก คนเดียว เป็น ๖๕๐ คน

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมแปรญัตติไว้ ก็คือเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ ส่งมาเห็นชอบ หรือให้เลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้ดูแล ผมว่าคนทั้งประเทศคงรู้ คงเข้าใจครับว่า เลขาธิการรัฐสภาอยู่ภายใต้การกำกับของผู้ใดนะครับ คงไม่ต้องลงลึกไปกว่านั้นนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จะต้องส่งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งตามร่างเดิม ๗ วัน แต่ผมขอแปรญัตติเป็น ๓๐ วัน เหตุผลจะได้นำเรียน ที่ประชุมนี้

ประเด็นที่ ๔ ที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันออกเสียงประชามติ ภายในไม่เกิน ๖๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ผมแก้เป็นไม่เกิน ๑๘๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๑๒๐ วัน ถ้าดูง่าย ๆ ตื้น ๆ ก็บอกว่าอ้ายพวกนี้ประวิงเวลา หามิได้ มันจะมีรายละเอียด ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่วมกัน กฎหมายการออกเสียงประชามติและ ผมจะกราบเรียนท่านประธานพอเป็นสังเขปเพื่อให้พี่น้องคนไทยได้ตามไปพร้อมกับสมาชิก รัฐสภา

ประเด็นที่ ๕ เป็นประเด็นที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผล การออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ผมขอแปรญัตติเป็น ๓๐ วัน มีเหตุผล ท่านประธานครับ ผมจะเริ่มต้นตามลำดับประเด็นอย่างที่กราบเรียนไปนะครับ ท่านผู้ใดที่จะ ประท้วงขอให้ประท้วงอยู่ในประเด็น เพราะว่าผมไม่เคยนอกประเด็น ต้องกราบเรียนเป็น เรื่องแรกครับว่าที่ผมกังวลที่ไม่อยากให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภาคนเดียว เพราะผมเห็นว่า ประธานรัฐสภาที่ดีนั้นจะต้องมีความเป็นกลางที่แท้จริง จะต้องเป็นผู้ที่เป็นตัวของตัวเอง อย่างเห็นได้ชัด จับต้องได้ จะต้องเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือนั่งในตำแหน่งหรือนั่งบนบัลลังก์ อย่างสง่างาม และสำคัญที่สุดการปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภาจะต้องอยู่ในหลักนิติธรรม ชัดเจนท่านประธานครับ ไม่ได้กล่าวหาท่านผู้ใด เพียงแต่ว่าประธานสภา ประธานรัฐสภาที่ดีนั้น จะต้องประกอบด้วย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตรงนี้เอง คนเรามีบางช่วงจังหวะ รัก ชอบ โกรธ หลง รัก ชอบ โกรธ หลง เคยมีครับ การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฟ้องเป็นโจทย์ในศาลอาญา เพราะว่ามีการวิ่งเต้น แต่ว่าการวิ่งเต้นในคราวนั้นไม่บังเกิดผล เพราะว่าท่านตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ คือท่านจรูญ อินทจาร กับพวกไม่เอาด้วย ไม่เล่นด้วย แล้วก็นำเรื่องมาฟ้อง คุณพร้อมพงศ์ สั้น ๆ นะครับ และต่อมาก็เมื่อพร้อมพงศ์ขอโทษก็จบไป แต่นัยที่กราบเรียน ท่านประธานก็คือว่ามีกรณีการวิ่งเต้น เหตุผลที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้ก็เพราะว่าทางเดียวถ้าไป ที่คนคนเดียว และคนคนนั้นยังมีปัญหาเรื่องความเป็นกลางอย่างแท้จริง ความเป็นตัวของ ตัวเองอย่างแท้จริง นั่งสง่างาม หรือว่าอยู่ในหลักนิติธรรมหรือไม่นั้น ถ้าเมื่อพวกเรายัง คลางแคลงสงสัย และทำไมเราไม่ให้ ๖๕๐ คนช่วยกันพิจารณา ๖๕๐ คน อย่างน้อย ถ้า ๖๕๐ คน ท่านประธานที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้ท่านก็มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ว. ทั้ง ส.ส. ก็จะได้ท้วงติงติติงได้ว่าประเด็นนี้ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นไปตามร่างรัฐบาล ท่านประธานที่กำลังทำหน้าที่อยู่อ้าปากหวอทำอะไรไม่ได้ แม้ไม่เห็นด้วยก็ทำอะไรไม่ได้ ท่านประธานคงไม่เถียงครับ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ แค่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีฐานะเล็กด้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อสมาชิก ส.ส. พิจารณา เสร็จ ส่ง ส.ว. ส.ว. เสร็จเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็ส่งกลับมาตั้งกรรมาธิการร่วมกัน เห็นด้วยก็ส่ง ก่อนที่จะนำความกราบบังคมทูล ถ้าเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต้องส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าควรจะได้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ดุลยพินิจของ สมาชิกรัฐสภา อันนั้นเพราะอะไร เพราะอะไรที่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนพิจารณา เพราะว่า ส.ส. พิจารณาแล้ว ส.ว. พิจารณาแล้ว แต่เรื่องนี้เมื่อ ส.ส. กับ ส.ว. ๖๕๐ คน โอนอำนาจ ซึ่งผมถือว่าไม่ชอบตั้งแต่ต้น โอนอำนาจไปให้กับ ๙๙ คน คือ ๗๗ คนบวก ๒๒ คน เมื่อกลับมาเป็นเรื่องที่น่าตกตลึงพรึงเพริดอย่างยิ่ง ก็คือกลับมาให้คนคนเดียว จะเป็นใคร ผมไม่ว่า แต่ว่าแล้วถ้าให้ ๖๕๐ คนพวกเราช่วยกันพิจารณา มันเสียหายตรงไหนครับ นายวิรัช ร่มเย็น อาจจะมีมุมที่จะอภิปราย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ มีมุมที่อภิปราย นายถาวร เสนเนียม หรือใครก็จะได้มีมุมช่วยกันติ ช่วยกันติง แต่ถ้าอยู่ที่ประธานรัฐสภาคนเดียว ถ้าเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้น ประเทศไทยทั้งประเทศวิบัติเลยครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ครับ ผมอยู่ในประเด็นชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ นอกจากว่าเปลี่ยนจากประธานรัฐสภาเป็นรัฐสภาแล้วนะครับ ไม่ใช่เข้ามาให้ดูให้ชมเฉย ๆ แล้วก็จบออกไป ไม่ใช่ ต้องเขียนให้ชัด เพราะอะไรครับ ท่านประธานคงจำได้วันที่เราจะเลือกในวาระแรก การทำหน้าที่ของ ครม. การทำหน้าที่ของ รัฐสภา เราเถียงกันมากว่าอภิปรายได้ อภิปรายไม่ได้ ครึ่งวันครับ ถ้าเขียนลอย ๆ อย่างเดิม มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ท่านประธานสามารถนั่งเป็นประธานอยู่ ใช้คำว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็ดูแค่นั้น แต่ถ้าเข้ามาสู่รัฐสภาให้รัฐสภาให้ความชอบ ท่านประธานครับ กฎหมายนี้สำคัญต่อประเทศ กฎหมายนี้สำคัญต่อคนไทย ๖๗ ล้านคน ให้สภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบผมว่าจะดีที่สุด และพวกเราแม้กระทั่งฝ่ายรัฐบาลซึ่งหลายคนคงอยากจะให้เข้ามาแนวนี้ แต่ด้วยความเกรงใจ จะโดยระบบพรรคก็ดี จะโดยระบบอะไรก็แล้วแต่ ผมเห็นว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ลองปรึกษาดู ในประเด็นนี้ไม่ได้มีความเสียหายกับท่านผู้ใดเลย โหวตอย่างไรท่านก็ชนะ พวกผมยกมือ ยกที่ไม่ใช่มือก็ยังแพ้อยู่ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าถ้าหากฝ่ายกรรมาธิการ เสียงข้างมากใจกว้างนำเข้าแทนที่จะเป็นนาย ก ประธานรัฐสภาคนเดียว ให้รัฐสภาทั้ง ๖๕๐ คน มันเสียหายตรงไหน ได้ช่วยกันคิด ได้ช่วยกันดู ช่วยกันติ ช่วยกันติงเกิดประโยชน์ มากกว่า เพราะฉะนั้นในมุมที่ ๒ ก็คือว่าต้องเข้ามาสู่รัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งถ้าตามร่างของรัฐบาลแค่นำส่งนาย ก ประธานรัฐสภา จบ มันจะไปได้อย่างไรประเทศไทย ทั้งประเทศ ผมไม่เข้าใจ

ประเด็นต่อไป หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบก็ให้ส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในจากเดิน ๗ วัน ผมขอเป็น ๓๐ วัน ทำไมผมขอ ๓๐ วัน เพราะถ้า สสร. ไม่ไปทำตาม คำสั่ง นาย ก นาย ข ไม่ไปยุบศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ไปยุบองค์กรที่เข้าไปมีส่วนในการวินิจฉัย เรื่องนี้ ในช่วงที่เมื่อรัฐสภาผ่านแล้วเรายังมีเวลาอีก ๑ ช่อง เรายังมีช่วงเวลาที่อาจจะส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญช่วยดู บางทีเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยบอกว่าไปทำบุญ ไปวัด เสียงข้างมาก บอกไปปล้น อย่างไรก็แพ้การไปปล้นครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ถ้าหากเปิดช่องไว้ ๓๐ วัน ผมว่าก็จะสามารถตอบสนองข้อเสนอของท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่าน คือก่อนที่จะนำความหรือก่อนที่จะประชามติออกไปก็ให้ผ่านการตรวจสอบที่ถูกต้อง

ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียง ประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ อย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมเองได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ร่วมกัน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ นำเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี ๒๒๕๒ ในมาตรา ๖ (๑) วันออกเสียง ในการจัดทำประชามติของรัฐธรรมนูญ ต้องกำหนดออกเสียงภายในไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน แต่ต้องไม่เกินร้อยยี่สิบวัน นี่คือกฎหมายที่ประกาศใช้อยู่เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน มาตรา ๖ (๑) เพราะฉะนั้นทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน แน่นอนครับ ขัดกับ กฎหมายไม่รู้กี่ฉบับ เอาละครับ ท่านบอกว่าอะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญย่อมตกไป เพราะฉะนั้น การที่ท่านเขียนขึ้นมาว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน มันยิ่งไปไม่ได้เลย แปลว่าอะไรครับ แปลว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้เราลวก ๆ ขนาดประชามติซึ่งมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ชัดเจน ชัดแจ้งรู้ กันทั่วไป รัฐบาลหรือ เสียงข้างมากยังกล้าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และนับประสาอะไรเมื่อวันหนึ่ง ที่ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ซึ่งผมเชื่อว่าสั่งได้ ซ้ายหันได้ ขวาหันได้ มันจะไม่มีกรณีที่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ หรือขัดกับพระราชบัญญัติทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ท่านประธาน ผมเห็นว่าการที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี ๒๕๕๒ ในมาตรา ๖/๑ บัญญัติไว้ชัดเจน ในการจัดทำประชามติต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ไม่ต้องเกิน ๑๒๐ วัน เพราะอะไรครับ เพราะว่าในมาตรา ๑๑ เมื่อกำหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ จัดให้มีการแสดง คณะกรรมการการเลือกตั้งความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน อันนี้เป็นสาระท่านประธาน จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ แปลว่าอะไร แปลว่าฝ่ายที่เห็นว่าควรแก้ก็ไปสนับสนุนทางโทรทัศน์ ทางวิทยุ ซึ่งในมาตรา ๑๑ วรรคสอง เขียนไว้อย่างนี้ครับว่าให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุ โทรทัศน์ของรัฐจัดสรรเวลาออกอากาศตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด เห็นไหมครับว่ามีความชัดเจนอยู่ในร่างกฎหมาย มาตรา ๑๑ อยู่แล้วครับว่าในการจัดทำ ประชามตินั้น ต้องให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ต้องใช้สิทธิทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ โดยรัฐจะต้องจัดสรรเวลาให้เท่ากัน ให้ฝ่ายรัฐบาล ๑๐๐ ชั่วโมง ต้องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอีก ๑๐๐ ชั่วโมง แต่เวลาที่รัฐบาลร่างขึ้นคือ ๔๕ วัน ไม่มีโอกาสเลยที่พี่น้องประชาชนจะรับ หรือไม่รับ เพราะความรู้ความเข้าใจ แต่รับเพราะว่ามีโทรทัศน์สีต่าง ๆ เข้าไปสนับสนุน เข้าไปบิดเบือนไม่ว่าสีอะไรนะครับ แต่ถ้าให้พี่น้องประชาชนรู้เปิดโอกาสว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สามารถไปจังหวัดเชียงใหม่ได้ ไปจังหวัดเชียงรายได้ ขึ้นเวทีปราศรัยได้ อภิปรายได้ แล้วก็ ไม่โดนตีหัวกลับมาน่าสนใจ ฝ่ายที่สนับสนุนไปจังหวัดสงขลา ไปสุไหงโก-ลก แล้วก็บอกว่า ควรแก้ ๆ ๆ แล้วก็สามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องถูกทำร้าย มันมีความจำเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเวลาของวิทยุกระจายเสียง เวลาของ วิทยุโทรทัศน์จะต้องจัดสรรให้เขา ให้พอเพียงและเท่ากัน เหตุผลที่ให้เวลา ๙๐ วันถึง ๑๒๐ วัน เพราะอะไร เพราะว่าวิทยุก็ดี โทรทัศน์ก็ดี เขามีรายการปัจจุบัน เขามีรายการเดิม เขามีเรื่อง ที่จะต้องจัดการให้เป็นไปตามที่ตกลงทำสัญญาไว้ เพราะฉะนั้นเวลา ๙๐ วันอย่างน้อย ๑๒๐ วัน อย่างสูง ก็จะเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่ร่างของรัฐบาลให้เขาเพียง ๔๕ วัน ไปทำอะไรได้ครับ ก็จะมีแต่ฝ่ายบอกควรแก้ ๆ ๆ มาจากต้นไม้พิษ ลูกออกมาก็ต้องเป็นพิษ แต่ไม่เปิดโอกาสให้ พี่น้องประชาชนได้ดูเนื้อในเลยครับว่า ปี ๒๕๕๐ ดีกว่า ปี ๒๕๔๐ ในเนื้อมากมาย หลายประการเกินคณานับ แต่ไปติดอยู่ว่าอันนี้มาจากต้นไม้พิษ มันก็ต้องย่อมพิษทั้งที่มีการ ทำประชามติ และผมเคยอภิปรายในสภานี้ไปว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ผ่านประชามติ ฉบับที่จะแก้ไขใหม่ก่อนที่จะแก้ ก่อนที่จะเข้ามาวาระที่แก้จะต้องถาม ประชาชนก่อนว่าควรแก้หรือไม่ควรแก้ ถ้าประชาชนบอกว่าไม่แก้ จบ แต่ถ้าประชาชนบอกว่า แก้ แก้ประเด็นใด เมื่อรวบรวมกันมาทั่วประเทศแล้ว จึงมาให้ สสร. ดำเนินการตามนั้น อย่างนี้มันถึงจะไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าในตามแนวของผมมันจะต้องมีการทำประชามติ ๒ ครั้ง ซึ่งผมก็เชื่อว่ามันไม่ใช่เป็นต้นทุนที่แพงถ้าเราทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความปรองดอง ก้าวไปสู่ความเห็นพ้องที่แท้จริง แต่เมื่อไรถ้าเราใช้เสียงข้างมากลากถูไปข้างหน้า ผมก็ไม่มั่นใจ ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนยอมรับอย่างแท้จริง เมื่อไม่ยอมรับ แน่นอนครับ ก็เกิดการขัดขืน เมื่อเกิดการขัดขืนประเทศชาติมันก็เดินหน้าไม่ได้ นี่คือประเด็นต่อมาท่าน ประธานครับ

ประเด็นต่อไป ตามร่างของรัฐบาลบอกว่าให้มีการลงประชามติตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา จนถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แต่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติให้เวลาถึงเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา แปลว่ารัฐธรรมนูญของท่านแก้เกิน จากกฎหมายประกอบไปอีก ๑ ชั่วโมง ท่านอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญเหนือกว่าก็เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ พูดได้ครับ แต่เรากำลังล้มหลักล้มเกณฑ์ล้มอะไรทั้งปวงเพื่ออะไรครับ ถามว่า เพื่ออะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมถึงอยากให้ปรับเวลาจาก ๔๕ วันเป็น ๙๐ วันไม่เกิน ๑๒๐ วัน แล้วก็เอากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติจะเป็นเครื่องมือ ที่มีอยู่แล้วให้อำนาจ กกต. ทำอะไรบ้าง ให้อำนาจพี่น้องประชาชนสามารถร้องขึ้นมาได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมง กกต. ก็จะต้องวินิจฉัย ให้จบภายใน ๓๐ วัน มันมีเหตุมีผลอยู่ในตัว แต่ถ้าเขียนลอย ๆ อย่างที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ กกต. เองก็ยังหน้ามืดเลยครับ ใช้คำตรง ๆ อย่างนี้ว่ากฎหมายของ กกต. ที่มีอยู่ กฎหมายเลือกตั้งอย่างเดียวมันสามารถที่จะดำเนินการอันนี้หรือไม่ เพราะว่า กกต. เขาบอกแล้วว่าเขาขออีก ๑ กฎหมาย ก็คือกฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเสียงข้างมาก ก็ยังเฉย แต่ถ้าเราปรับแก้ก็เป็นไปตามเสียงข้างมาก เพียงแต่ว่าให้ใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กกต. ก็สามารถเดินได้อย่างมีอำนาจ และมีหน้าที่ชัดเจน นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน

ประการต่อไปครับ การรับรองผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ซึ่งผมขอให้เป็น ๓๐ วัน ไม่ได้ยืด ไม่ได้ดึง ไม่ได้แกล้งครับ เพียงแต่กำลังจะเรียน ท่านประธานว่าเมื่อเรามีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นหลักเป็นเกณฑ์อยู่แล้ว คือเปิดสิทธิ ให้ผู้ร้องร้องได้ เราก็รู้กันทั่วประเทศว่าในการเลือกตั้งแต่ละเรื่องแต่ละราว ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงตำแหน่งสูงส่งอะไรก็แล้วแต่ มีเงิน มีผลประโยชน์ มีการใช้อำนาจหน้าที่ มีการใช้แรง ไปบีบบังคับ ซึ่งเป็นการผิดเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งทุกระดับอย่างชัดเจน อย่างแท้จริง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้สิทธิของผู้มีสิทธิออกเสียงลง ประชามติไปร้องต่อคณะกรรมการภายใน ๔๘ ชั่วโมง หลังจากการลงประชามติยุติลง แต่ตามร่างของรัฐบาลไม่มีครับ อันนี้คือเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายทำให้พี่น้องประชาชนเสียสิทธิ และถ้าเกิดการทุจริตอย่างมโหฬาร ไม่ว่าทุจริตด้วยการซื้อหรือทุจริตโดยการใช้อำนาจหน้าที่ หรือทุจริตโดยรัฐมนตรี ก ไปสั่งให้จังหวัดต้องเอาอย่างนี้ ๆ ผมถามว่ามีช่องทางใดที่จะทำให้ การเลือกตั้งคราวนี้ไม่ชอบ มีองค์กรใดที่จะใช้กฎหมายใดมาวินิจฉัยว่าไม่ชอบเมื่อในร่างของ รัฐบาล ไม่มีเลย กฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดเอามาใช้ได้ กกต. ก็มีอำนาจ ก็คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งภายใน ๔๘ ชั่วโมงผู้ร้องประชาชน ก็ร้องได้ กกต. ก็สามารถวินิจฉัยได้ภายใน ๓๐ วัน เป็นเหตุเป็นผล มีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน อย่างมีนัยสำคัญท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าดำเนินการอย่างที่ผมกราบเรียน ก็คือว่าอย่าไว้ที่คนคนเดียว มันยกหูโทรศัพท์กันได้ หรือว่าส่งสัญญาณกันได้ สารพัดวิธีการ ทำได้ผมก็ทราบ ซึ่งก็ไม่มีใครรับหรอกครับ ผมเป็นกลางแน่นอนก็ว่ากันไป แต่ว่าสังคมเขา ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่ให้ ๖๕๐ คนทำหน้าที่แทนคนคนเดียวละครับ ท่านประธาน ก็จะได้มีส่วนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีส่วนติงด้วย และที่สำคัญคือกฎหมายว่าด้วยการออกเสียง ประชามติเป็นเครื่องมือที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยเอาไปเลยครับ ออกโทรทัศน์ ออกวิทยุ ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ว่าไป ทุกฝ่ายมีสิทธิเท่าเทียมกัน เกิดประโยชน์ และถ้ามีการทุจริต คดโกง ร้องได้ วินิจฉัยได้ มีเหตุมีผล แต่ถ้าตามร่างของรัฐบาลไม่มีช่องเลยครับ ท่านประธาน ก็ชอบอย่างเดียว สสร. ส่งมาแล้วชอบอย่างเดียว เดินหน้าอย่างเดียว ประชามติจะทุจริต จะคดจะโกงอย่างไรไม่รู้ นำความกราบบังคมทูลถึงที่สุด แล้วถ้ามีกรณีอย่างนี้ผ่านสื่อทุจริต ตรงนั้น ทุจริตตรงนี้ นาย ก ไปสั่งตรงนี้ รัฐมนตรี ข ไปสั่งตรงนี้ ค ไปสั่งตรงนั้น พวกเรา จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตอนนี้คือการอภิปรายในวาระสอง ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผมเห็นว่าถ้าเสียงข้างมากยอมฟัง เสียงข้างน้อย ผมว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับของท่านจะสะดวกง่ายดายกว่านี้ จะขัด หรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะได้ใช้สิทธิตามสิทธิ ของตนต่อไป ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอขอบคุณและขอชื่นชม การอภิปรายของท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ เป็นอย่างยิ่งครับ ท่านทำตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเราครับ ต่อไปเชิญท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นอีก ๑ มาตราที่มีการพูดคุยกันพอสมควรในการ ประชุมคณะกรรมาธิการ แต่ว่าโดยมากจะเป็นการพูดคุยกันในเบื้องต้นก่อนที่จะเข้าสู่ รายละเอียดของแต่ละมาตรา แต่เมื่อไปถึงการพิจารณา มาตรา ๒๙๑/๑๓ ในที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะพูดคุยกันในรายละเอียด หรือว่ามาถกเถียงกันในเนื้อหาสาระให้มันตกผลึกพอที่จะเห็นว่าในร่างมาตราของ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่เป็นต้นร่างหลักที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาคือร่างของรัฐบาลนั้น มีข้อดี ข้อเสียหรือว่ามีช่องโหว่ที่จะต้องหาทางปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และถ้าหากว่าท่านประธาน ได้ดูในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการท่านประธานก็จะเห็นครับว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่ได้แก้มาตรานี้เลย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็แปลว่าร่างของกรรมาธิการที่เข้าสู่ ที่ประชุมรัฐสภาวันนี้ คือมาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้นก็คือร่างตัวเดียวกับร่างของรัฐบาลนั่นเอง ผมขออนุญาตเรียนเท้าความนิดเดียวครับว่าก่อนหน้าผมก็มีเพื่อนสมาชิก ๒-๓ ท่านที่ขึ้นมาพูด ในประเด็นที่เป็นประเด็นหลัก ที่หลายท่านเห็นว่าเป็นประเด็นหลักของมาตรา ๒๙๑/๑๓ มีร่างของเพื่อนสมาชิกจากบางพรรคการเมืองที่เสนอเข้าไป ที่มีแนวทางในเรื่องดุลยพินิจของ ประธานรัฐสภาแตกต่างกัน แต่ว่าในที่ประชุมของกรรมาธิการในเวลานั้นไม่ได้หยิบเอาตรงนี้ มาพิจารณา ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสมาปรับปรุงตรงนี้ ผมเองก็ได้มีโอกาสสอบถาม ในที่ประชุมกรรมาธิการอยู่หลายครั้ง แต่ว่าในสิ่งที่ผมเป็นห่วงแล้วก็เกรงว่ามาตรา ๒๙๑/๑๓ จะเกิดปัญหา

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนามสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ เพื่อให้คำชื่นชมของท่านประธานที่ชื่นชมต่อคุณวิรัตน์ กัลยาศิริ มีความศักดิ์สิทธิ์ ผมชื่นชมด้วยครับ ดังนั้นผมอยากให้คำชื่นชมนี้มีถึงท่านพีระพันธุ์ด้วย เช่นกัน ในฐานะนักวิชาการและ ส.ส. อาวุโสท่านหนึ่ง ท่านประธานครับ ที่ผมประท้วงนั้น ผมเห็นแล้วว่าคำแปรญัตติของท่านพีระพันธุ์ในหน้า ๒๕๖-๒๕๗ นั้นยาวมากครับ เขียนใหม่ ขึ้นทั้งมาตรา ซึ่งต้องใช้เวลายาวแน่ ๆ ดังนั้นถ้าท่านจะสนองตอบคำชื่นชมนี้ ขอให้ท่าน เข้าเรื่องเลยครับ เพราะอย่างไรก็ยาวอยู่แล้วถ้าท่านยังไม่เข้าเรื่องอีกมันจะยาวมากขึ้น กว่าเดิมท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานให้แนวอย่างนี้ให้เดินไปเรื่อย ๆ และประชาชน จะชื่นชมรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือผมเข้าใจว่าเมื่อกี้ท่านพีระพันธุ์ พูดก่อนที่จะอภิปราย ท่านขอเวลานิดหนึ่งผมก็ฟังท่านอยู่ท่านบอกว่าจะใช้เวลานิดหนึ่ง เพื่อจะอธิบายถึงเหตุผลของท่านครับ ขอบคุณท่านสุนัยครับ เชิญท่านพีระพันธุ์ต่อครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมทำหน้าที่โดยไม่ต้องการคำชื่นชมครับ ผมทำหน้าที่ผมครับ และผมเห็นว่ามาตรานี้ของ กรรมาธิการไม่ถูกต้องในหลายจุดนะครับ ผมก็ต้องแปรญัตติไว้ เพราะฉะนั้นผมก็พูดตาม ความเห็นผมครับ ใครจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ชม หรือว่าอะไรก็สุดแล้วแต่ครับ ผมเรียน ท่านประธานครับว่าที่ผมเรียนตรงนี้ก็เพราะว่าจะอธิบายว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วยเลยกับ มาตรานี้ทั้งหมด ท่านประธานดูในรายงานนะครับ ผมไม่เอาเลย และผมเขียนใหม่หมดเลย เพื่อให้เห็นว่าที่ผมต้องเขียนใหม่หมดเลยนี่มันมีเหตุผลมาอย่างไร แล้วก็ผมขออนุญาตเรียน ก่อนที่จะเข้าในเนื้อหานี่ เพราะมันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการอภิปรายของผมครับ ถ้าหากว่า ผมได้คำตอบจากท่านประธานก่อนบางจุดนี่จะทำให้การอภิปรายผมสั้นลง เพราะไม่ต้องตั้ง อยู่บนพื้นฐานข้อสงสัยของผมเอง ผมเรียนท่านประธานครับว่าในวรรคแรก ถ้าท่านประธาน ได้กรุณาดูร่างรัฐธรรมนูญกรรมาธิการในวรรคแรกเขียนบอกว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ในขณะที่วรรคต่อไปที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องตรงนี้เราจะใช้คำว่า แล้วเสร็จ ทีนี้ผมก็พูดตั้งแต่ในที่ประชุมนะครับว่า ๒ อันนี้มันเหมือนหรือต่างกันตรงไหนในมาตราต่าง ๆ ที่ใช้คำ ๒ คำไม่เหมือนกัน ภาษาไทย ไม่เหมือนกัน แล้วก็เผอิญที่ในร่างรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการอ้างอิงกลับไปที่มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ใช้คำว่า แล้วเสร็จ ในคำมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี่นะครับ ใช้คำว่า แล้วเสร็จ แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการ วรรคแรก ใช้คำว่า เสร็จสิ้น ที่ผม เรียนมีความหมายในทางกฎหมายนะครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะถ้าหากว่าท่านประธาน ดูในวรรคต่อไปของร่างรัฐธรรมนูญกรรมาธิการนะครับ บอกว่า เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่าง รัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ทีนี้ที่ผมอยากเรียนถามเบื้องต้นก่อนว่า คำว่า เสร็จสิ้น แล้ว ในวรรคแรกของท่าน กับคำว่า แล้วเสร็จ ในวรรคอื่นอันนี้มันหมายความเดียวกันหรือเปล่า ผมจะได้อธิบายถูก ถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าเขียนไม่เหมือนกัน แต่ความหมายเหมือนกัน ผมก็ได้อภิปรายแนวหนึ่ง ถ้าไม่อย่างนั้นผมต้องอภิปราย ๒ แนว ผมไม่ทราบว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการจะตอบ ตรงนี้ก่อนได้ไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสามารถครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ก็ขออธิบายความแตกต่างในการใช้ถ้อยคำในมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้วก็มาตรา ๒๙๑/๑๓ นะครับ ท่านจะเห็นว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑ นี่มันจะเป็นถ้อยคำที่ใช้คำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสองร้อยสี่สิบวัน ก็แปลว่า ทำให้ แล้วเสร็จตามกำหนดที่กำหนดให้คือ ๒๔๐ วัน เพราะถ้าไม่แล้วเสร็จ หมายความว่าไม่แล้วเสร็จ สมบูรณ์นี่นะครับ ก็จะมีปัญหา จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นหมดสภาพไป แต่กรณีที่มา บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี่หมายถึงว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้ว เสร็จสิ้น นี่แปลว่ามันยังไม่ได้ผ่านกระบวนการที่จะต้องนำเสนอท่านประธาน รัฐสภาเพื่อจะตรวจสอบว่ามันต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่นะครับ ยังอยู่ใน กระบวนการที่จะมีการตรวจสอบมีอะไร ซึ่งในที่สุดแล้วประธานรัฐสภาก็อาจจะต้องนำเข้า รัฐสภาวินิจฉัยหรือเปล่าอย่างไรก็แล้วแต่เป็นคำวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา ฉะนั้น ความแตกต่างของถ้อยคำนี่นะครับ มันก็มีนัยว่า ๒๔๐ วันเป็นการบังคับ จะต้องแล้วเสร็จ แต่กรณี มาตรา ๒๙๑/๑๓ ทำเสร็จสิ้นก็นำมาสู่กระบวนการต่าง ๆ ที่เราได้บัญญัติไว้ ในวรรคอื่น ๆ นะครับ ก็กราบเรียนชี้แจงครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ตรงนี้ล่ะครับที่ผมคิดว่าจะเป็นปัญหา เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๑

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านวรชัยประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผู้อภิปรายได้ซักถามปัญหาท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้ว ถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วย แล้วก็มีการซักถามในที่ประชุมมา หลายรอบแล้วครับ ในเมื่อท่านซักถามแล้วประธานคณะกรรมาธิการตอบแล้ว ถือว่าสิ้นสุด ในการอภิปรายแล้วครับ ท่านครับ ท่านจะอภิปรายต่อได้อย่างไรครับ ในเมื่อปัญหาทุกอย่าง ท่านได้ถามไปแล้ว ท่านประธานก็ตอบแล้วครับ ขอท่านวินิจฉัยด้วยครับ ท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตให้ท่านเคลียร์ ปัญหาก่อนที่ท่านจะอภิปรายต่อนะครับ และผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ คำถามที่ท่าน ผู้อภิปรายได้ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการอภิปราย ของท่านนะครับ เพราะท่านพูดเองครับ ถ้าเผื่อคำถามคำตอบเป็นที่พอใจการอภิปราย ก็จะสั้นก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเราล่ะครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ถ้าอย่างนั้น ทุกท่านก็ต้องทำตามระเบียบ แล้วก็ต้องให้เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมดท่านประธานครับ เพราะไม่อย่างนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษครับ ระเบียบอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ไม่อย่างนั้น ก็เป็นอย่างนี้ไปตลอดเวลา พอพูดอภิปราย ๒-๓ บรรทัด แล้วก็ถามท่านประธานเดี๋ยวก็ถามอีก อย่างนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เป็นเฉพาะกรณีครับ ท่านครับ และเรื่องนี้ผมได้อนุญาตท่านพีระพันธุ์และวินิจฉัยแล้วนะครับ เฉพาะกรณีครับ ถ้าหากว่ามีอย่างนั้นเกิดขึ้นเดี๋ยวท่านค่อยประท้วงนะครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ครับ ผมยินดี รับฟังท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านครับ เชิญท่านพีระพันธุ์ครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ก็ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยครับ ก็ทำให้ผมตัดประเด็นที่ ๒ ออกไปนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ท่านพูดเมื่อกี้ทำให้ผมเป็นกังวลในประเด็นที่ผมเป็นกังวลตั้งแต่ในห้องกรรมาธิการ เพราะท่านบอกว่าใช้คำตรงนี้เพราะว่ายังไม่รู้ว่าท่านรัฐสภาจะใช้ดุลยพินิจอย่างไร จะตกไป หรือไม่ตก แต่ท่านก็บอกเองว่าอันนี้มันจะต้องเสร็จสิ้นภายใน ๒๔๐ วัน ในความเข้าใจผมนี่ ทั้งในส่วนมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็ดี หรือว่ามาตรา ๒๙๑/๑๕ ที่เป็นวาระของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือสภา สสร. จะต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๔๐ วัน แปลว่าเขาต้องร่างให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน และเมื่อเขาร่างเสร็จใน ๒๔๐ วัน เขาจะหมดสิ้นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ แปลว่า ณ วันที่เขาร่างเสร็จแล้วส่งมาที่ท่านประธานเขาเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน เขาส่งมาแล้ว เมื่อส่ง มาแล้วตามร่างของท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากแปลว่ามันไม่มีสภา สสร. เหลืออยู่แล้ว เมื่อไม่มีสภา สสร. เหลืออยู่แล้ว และท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกเมื่อกี้บอกว่าที่ใช้ คำในวรรคแรกว่า เสร็จสิ้น นี่ แปลว่ายังไม่รู้ว่าท่านประธานจะใช้ดุลยพินิจแบบไหน จะตกไป หรือไม่ตกไป ตรงนี่ละครับสำคัญ ถ้าหากว่าผลมันเป็นอย่างไร และใครจะทำหน้าที่ต่อครับ ในเมื่อสภามันหมดไปแล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจะยังถามตอบกันอยู่ ใช่ไหมครับนี่

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

ผมไม่ได้ถามนะครับ อันนี้ ท่านประธานตอบเอง

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ก็จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ คือถ้าครบ ๒๔๐ วัน สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องทำให้แล้วเสร็จนะครับ พอแล้วเสร็จปั๊บก็ส่งมาให้ท่านประธาน รัฐสภา สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ถือว่ายุติบทบาท ก็สิ้นสภาพ เป็นเรื่องของประธานรัฐสภาที่จะ ดำเนินกระบวนการต่อไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ นะครับ ท่านจะวินิจฉัยอย่างไร สมมุติว่า วินิจฉัยมันขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) มันก็ตกไปนะครับ ตกไปก็แปลว่ามันก็ต้องไปเข้า มาตรา ๒๙๑/๑๖ ถ้าสมมุติอยากจะทำใหม่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ คณะรัฐมนตรี ก็ไปร้องขอต่อรัฐสภาดำเนินการเพื่อให้จัดตั้ง สสร. ชุดใหม่ แต่ชุดเก่านี่มัน ทำเสร็จภารกิจ ๒๔๐ วันก็เป็นอันยุติไปแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เข้าใจนะครับ ท่านครับ เชิญอภิปรายต่อครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานครับ ทีนี้ในวรรคแรกของร่างกรรมาธิการบอกว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอประธานรัฐสภา บอกเท่านี้นะครับ ทีนี้ผมได้ขออนุญาตแปรญัตติ แก้ไขตรงนี้ไว้นะครับว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ผมใช้คำเดียวกันไปเลย เพราะว่าให้มันสอดคล้อง แล้วเสร็จ อันนี้ก็คือที่เขาเสร็จจาก มาตรา ๒๙๑/๑๑ กับมาตรา ๒๙๑/๑๕ เมื่อเขาแล้วเสร็จตรงนี้เขาส่งที่ท่าน ไม่ใช่ว่าเสร็จสิ้นแล้ว เพราะมันคนละอย่างกันได้นะครับ เมื่อแล้วเสร็จแล้วให้นำเสนอประธานรัฐสภาภายใน ๗ วัน ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จนั้น ตรงนี้ผมได้กำหนดไว้ผมไม่พูดซ้ำ เพราะว่ามี เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้วเรื่องระยะเวลา แต่ผมขออนุญาตมาต่อที่วรรคสองของผม ซึ่งมันจะ ไปที่วรรคสองของร่างกรรมาธิการ ที่ผมได้เขียนไว้ในวรรคแรกที่ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ให้เกิดความชัดเจนว่ามันจะต้องเป็นคำเดียวกันมาก่อนว่าเขาจะต้องเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน คือทำให้แล้วเสร็จ ไม่อย่างนั้นเขาหมดอายุไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ เมื่อเขาทำแล้วเสร็จและ เขาถึงส่งมาประธานรัฐสภา คำต้องสอดคล้องไล่กันมาแบบนี้ เมื่อมาถึงแล้วนะครับ ผมถึง บอกว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมสภา เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว แล้วให้ ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญพร้อมความคิดเห็นของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เบื้องต้นผมขออนุญาตเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ามีบางประเด็น ที่ผมได้ตั้งใจจะพูดไว้ แต่ว่าขออภัยเอ่ยนามท่านธนา ชีรวินิจ ได้พูดไปแล้ว ผมก็จะไม่พูดถึง ประเด็นนั้นซ้ำ แต่ว่าในประเด็นเดียวกันนี้ผมมีความคิดอีกอย่างหนึ่งนอกจากประเด็นที่ ท่านธนาได้พูดไว้อย่างดีแล้ว ก็คือว่าในมุมตรงนี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานที่ผมตั้งใจ จะพูดตั้งแต่ในห้องกรรมาธิการแล้ว ถ้าผมจำไม่ผิด ผมพูดไว้นิดหน่อยแล้วด้วยว่าในมุม ของผมการที่ไปเขียนกฎหมายให้อำนาจประธานรัฐสภามาใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยตรงนี้ มันไม่ได้ เป็นเพียงแค่ว่าให้อำนาจใคร แต่ผมคิดว่าการที่เราต้องการเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย อะไร คือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยก็คือการรับฟังเสียงของทุกฝ่าย เสร็จแล้วก็ดูว่าเสียงข้างมาก เขาว่าอย่างไร แต่เสียงข้างมากก็เคารพเสียงข้างน้อย แต่ว่าในประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสำคัญเราจะต้องฟังกัน มันถึงจะเป็นจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เว้นแต่ว่า เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของใครของมันก็แบ่งแยกกันไปตามระบอบประชาธิปไตยที่บอกว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแล้วก็แยกกันไป แต่ว่าในร่างอันนี้ที่ไปเขียนบอกว่า ให้อำนาจในการดุลยพินิจว่าร่างอันนี้ขัดหรือไม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้เป็นของ ประธานรัฐสภาเหมือนกับว่ามันเป็นการรวบอำนาจไปอยู่กับประธานรัฐสภา ผมไม่ได้มาพูด ประเด็นที่บอกว่าไปใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญใดหรือไม่ แต่ผมคิดว่าลักษณะเช่นนี้มันขัด กับหลักประชาธิปไตย อย่างน้อยประธานรัฐสภาไม่ควรเขียน มันควรจะเขียนให้รัฐสภา ต่างหากครับ เพราะรัฐสภาเป็นคนไปตั้งสภา สสร. เมื่อสภา สสร. ทำงานเสร็จก็ควรจะส่ง มาให้รัฐสภาวินิจฉัย ไม่ใช่เขียนกลับมาให้ประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัยแต่เพียงผู้เดียว ทั้ง ๆ ที่ยังมีสมาชิกอีก ๖๐๐ กว่าท่านที่สามารถใช้ดุลยพินิจตรงนี้ร่วมกับท่านประธานได้ ผมจึง คิดว่าในมุมของผม ผมไม่ไปอภิปรายซ้ำกับท่านอื่นหรอกครับ แต่ผมคิดว่าลักษณะการเขียน อย่างนี้ไม่มีจิตวิญญาณของความคิดเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย เราต้องการเขียนรัฐธรรมนูญ บอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย ร่างของเราตรงนี้ยิ่งต้องเป็นประชาธิปไตย แล้วให้โอกาสเปิดกว้างยิ่งกว่าร่างของปี ๒๕๕๐ แต่เรากลับพยายามเขียนรูปแบบลักษณะ ของการไม่ได้เป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่รูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ลักษณะเช่นนี้ผมถึงไม่อยากจะเห็นด้วยได้หรอกครับ ไม่สามารถจะเห็นด้วยได้ว่าให้อำนาจ กับประธานรัฐสภา ไม่ใช่ในมุมเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญอะไรอันนั้นเขาพูดไปแล้วไม่ต้องไป พูดซ้ำ แต่ผมคิดว่าในมุมของความเป็นประชาธิปไตยมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นผมจึงได้แปรญัตติ ว่าเมื่อประธานได้รับตรงนี้มาแล้วเสร็จจากสภา สสร. แล้ว ประธานรัฐสภาต้องส่งให้รัฐสภานี้ พิจารณาเบื้องต้นครับ ในการพิจารณาเบื้องต้นตรงนี้ที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ก็จะต้อง พิจารณาทุกรูปแบบละครับ ไม่ได้พิจารณาแต่เพียงว่ามันขัดหรือไม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ แต่ต้องพิจารณาในความเป็นเบื้องต้นอีกหลาย ๆ อย่าง แล้วก็รวบรวมความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ไปประกอบกับการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศที่มีสิทธิเกี่ยวข้องจะต้อง ลงประชามติ เขาได้รับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ในห้องกรรมาธิการ ในชั้นประชุมรัฐสภา รวมไปถึง ในชั้นของสภา สสร. แล้วก็เอาความคิดเห็นเบื้องต้นนั้นไปประกอบการใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยของเขา อันนี้มันถึงจะ มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ถูกต้อง แล้วก็ที่สำคัญครับ ถ้าหากว่าที่ประชุมของรัฐสภา แห่งนี้มีความเห็นว่าร่างตรงนี้มันขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ยังไม่เป็นอันยุติครับ ท่านประธานจะเห็นในที่ผมแปรญัตตินะครับ ผมใช้คำว่า อาจ ครับ อาจจะขัดก็ได้ เพราะ อะไรครับ เพราะในความเห็นของผม เราได้สร้างรูปแบบการปกครองเอาไว้เป็นจารีตประเพณี ของกฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญแล้วครับว่าเมื่อไรที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย ว่าอะไรขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ แปลว่าคนอื่นตั้งข้อสังเกตหรือข้อสงสัยไม่ได้ว่าอันนี้ขัดหรืออันนี้ไม่ขัด แต่เมื่อเกิดการสงสัย ขึ้นมาว่าอาจจะขัดหรือไม่ ตรงนี้ควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมได้กำหนด เป็นขั้นเป็นตอนมาทั้งหมดนี้ว่าให้อำนาจเบื้องต้นอยู่ที่ประธานรัฐสภาในฐานะเหมือนกับ ประมุขของพวกเรา เมื่อประมุขได้รับมาในระบอบประชาธิปไตย ประมุขก็ควรจะมาหารือ กับพวกเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ในการประชุมกฎหมายธรรมดา ๆ นะครับ มันยังมี ข้อบังคับว่าในการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดเป็นกฎหมายด้วยการเงินหรือไม่ อะไรหรือไม่ ยังมีการเรียกประชุมประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยนะครับ อันนี้มันยิ่งใหญ่กว่า กฎหมายธรรมดาอีก การวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ และเหตุอะไรครับ เราถึงรวบอำนาจไปไว้กับ ประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องกับหลักของความเป็นประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงคิดว่าเมื่อร่างของกรรมาธิการ ควรจะปรับปรุงแก้ไขให้ขั้นตอนของกระบวนการตั้งแต่ สสร. เขาพิจารณาเสร็จ เมื่อกลับมาถึงที่ รัฐสภามันควรจะมีขั้นตอน เป็นขั้นเป็นตอนมาเป็นลักษณะอย่างนี้บนพื้นฐานของการ มีส่วนร่วมของความเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง และอยู่ในระบอบของการแบ่งแยกอำนาจ

ผมต้องขออนุญาตท่านประธานพูดต่อไปนิดหนึ่งครับ เพราะผมเกรงจะเกิดปัญหา เมื่อสักครู่ก่อนที่ท่านประธานจะขึ้นมาทำหน้าที่ ท่านประธานรัฐสภาได้พูดเอาไว้ว่าถ้าหากว่า ณ วันนั้นตัวท่านยังทำหน้าที่อยู่ ท่านจะไม่วินิจฉัยเอง ท่านบอกว่าท่านจะไปตั้งท่านเลขาธิการ หรือใครมาทำ ผมจะเรียนครับว่าอย่าครับ ไม่ได้ครับ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดปัญหา อันนี้เป็นอำนาจ และหน้าที่ของตัวของท่านตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ครับ เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ที่มอบอำนาจและกำหนดให้ใครเป็นคนทำ ท่านจะเอาอำนาจนี้ไปมอบต่อ มอบช่วง สุดท้ายกลายเป็น เจ้าหน้าที่วินิจฉัย ไม่ได้ครับ ถ้าหากไปทำเช่นนั้น ผมคิดว่าจะทำให้เกิดปัญหายืดเยื้อยาวนาน

ประการที่ ๒ ในเรื่องนี้ครับ ที่ผมต้องขออนุญาตท่านประธานว่าผมอยากจะ ขอแปรญัตติแล้วเขียนให้ถูกต้องเพราะอะไรครับ เพราะขณะนี้รัฐธรรมนูญที่เราไม่ได้แก้ไข ที่เราจะเสริมเข้าไปมันมีอยู่แล้วในมาตรา ๗ ผมขออนุญาตอ่านนิดเดียวครับ ไม่มากเลยครับ ในมาตรา ๗ บอกว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับกรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมจะเรียนว่าในอดีตจนปัจจุบันนี้ที่เราพูดกันอยู่นี้ เราไม่เคยมีจารีตประเพณีในความหมาย ของมาตรา ๗ เกี่ยวกับกรณีลักษณะของการใช้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจของประธานรัฐสภา เช่นที่กรรมาธิการเขียนให้ในวรรคสองนี้เลยครับ ไม่เคยมีครับ แต่ผมก็ยังเรียนว่าสิ่งที่ท่าน ยกร่างเขียนขึ้นมานี้ท่านกำลังสร้างจารีตประเพณีใหม่ขึ้นในแผ่นดินนี้ครับ ก็คือว่าให้อำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายฉบับใดมันขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของ ประธานรัฐสภาได้ ไม่เคยมีครับ ซึ่งผมคิดว่าประเพณีแบบนี้ผมเห็นด้วยไม่ได้ เป็นการก้าวก่าย และทำให้ระบอบหรือระบบการปกครองของเราผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากเกินสมควรกว่าเหตุ ไม่เคยมีครับ เราแบ่งรูปแบบการปกครองของเราแยกอำนาจไว้ ๓ อำนาจ พระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน ๓ สถาบัน

เหตุผลที่ ๑ แม้เรามีศาลรัฐธรรมนูญซึ่งก็ถือว่าอยู่ในส่วนของซีกอำนาจอธิปไตย ที่เป็นอำนาจของตุลาการ แต่ว่าเราไม่เคยสร้างประเพณีลักษณะเช่นนี้ครับ ถ้าหากว่าเรายัง ยกร่างตามร่างของกรรมาธิการเช่นนี้แปลว่าเรากำลังจะยอมรับลักษณะรูปแบบของประเพณี ใหม่ลักษณะนี้ขึ้นมา

เพราะฉะนั้นในเหตุผลประการที่ ๒ นอกเหนือจากประการที่ ๑ ที่ผมเรียนว่า ผิดจากจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยที่รวบอำนาจมาไว้ที่ประธานรัฐสภาแล้วนี่ ผมยังคิดว่ามันเป็นการสร้างประเพณีใหม่ขึ้นมาที่ไม่ถูกต้องให้แก่ประเทศนี้ด้วย ฉะนั้นรูปแบบ ในลักษณะเช่นนี้ ผมจึงคิดว่าไม่สามารถเห็นด้วยได้กับร่างของกรรมาธิการในที่ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วก็ว่าต่อไป อันนี้ ๒ เหตุผลนั้น ผมก็ยังไม่พอครับ มีเหตุผลที่ ๓ ต่อ

เหตุผลที่ ๓ ก็คือว่าร่างของกรรมาธิการที่เขียนไว้เช่นนี้ ตอนแรกผมเรียน ท่านประธานครับ ผมยังเข้าใจว่าทั้งหมดนี้ก็ต้องส่งมาที่สภา พอมาอ่านตรงนี้ผมยังแสดง ความตกใจในที่ประชุมกรรมาธิการ ไปดูชวเลขผมได้ ที่เขียนบอกว่าถ้าหากว่าประธานเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภา วินิจฉัย แปลว่าถ้าท่านประธานวินิจฉัยมีลักษณะต้องห้ามไม่ต้องมาเลยสิ ก็ใช่ อย่างนี้มัน ยิ่งแปลกครับ ท่านประธาน ประเพณีนี้มันแปลก แปลกแปลว่าอะไรครับ แปลว่าถ้า ท่านประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ขัดหรือแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ เท่ากับว่า อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ประธานเลย คนอื่นไม่มีส่วนร่วม จบ ที่อ่านตรงนี้นะครับ แต่เมื่อไรที่ ท่านประธานบอกไม่ได้มีลักษณะขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ บอกว่าตรงนี้ต้องเสนอรัฐสภา วินิจฉัย แปลว่ารัฐสภานี้จะมีอำนาจหน้าที่เข้ามาวินิจฉัยก็ต่อเมื่อท่านประธานมีดุลยพินิจ เห็นว่ามันไม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ แต่ที่น่าแปลกใจแล้วก็ต้องเรียนถามไปเป็นคำถาม ด้วยว่าในนี้มันเป็นรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ใช่ข้อบังคับ ข้อบังคับอย่างที่ท่านประธานรัฐสภา ชอบใช้ว่าท่านประธานมีอำนาจดุลยพินิจเป็นที่สุด แต่ในนี้ไม่ได้เขียนนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง ที่เขียนให้อำนาจท่านประธานไว้ ท่านไม่ได้เขียน ว่าดุลยพินิจ ของรัฐสภาเป็นที่สุด เพราะนั้นสมมุติว่าท่านประธานรัฐสภาบอกว่าท่านเห็นว่ามีลักษณะขัด หรือแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งในนี้ไม่ได้บอกว่ามารัฐสภา แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นที่สุด แล้วก็ ถ้ามีการโต้แย้งเกิดขึ้น ท่านประธานใช้ดุลยพินิจไม่ถูกต้อง หรือว่ามีเหตุมีผลอย่างอื่นที่ทำให้ คนในสังคมเขาไม่สามารถยอมรับ จะเอาหลักตรงไหนมาเป็นดุลยพินิจวินิจฉัยของ ท่านประธานถึงที่สุด ในเมื่อร่างของท่านไม่ได้เขียนไว้ และไม่สามารถจะไปอ้างอิงระเบียบ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ท่านเอามาบังคับใช้ได้ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องของการประชุม รัฐสภา เป็นการใช้ดุลยพินิจของท่านประธานในการทำหน้าที่ตรงนี้ต่างหาก แต่ว่าต่อไปครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่าน วรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

กราบเรียน ประธานสภาที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ครับ ต้องไม่ฟุ่มเฟือยครับ ท่านพูดเรื่องอำนาจของ ประธานสภา แล้วก็บอกว่าเรื่องนี้ขอให้เป็นอำนาจของรัฐสภา ท่านครับ ท่านอภิปรายมา ๒๐ กว่านาทีแล้วครับ และท่านสงวนคำแปรญัตติ และท่านแก้ไว้ทั้งหมด ๑ หน้า หัวข้อเดียว เรื่องเดียวท่านพูด ๒๐ กว่านาที แล้วหน้าหนึ่งไม่ถึง ๒ ชั่วโมงหรอกครับ ท่านประธานครับ ก็ขอให้ท่านผู้อภิปรายได้พูดอย่าให้ฟุ่มเฟือยมากเกินไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมยังมีความเห็นว่า ท่านผู้อภิปรายอยู่ในประเด็น เพียงแต่ขณะนี้ท่านก็ใช้เวลา ๑๗ นาที ก็โปรดพิจารณา เวลาประกอบคำอภิปรายของท่านด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

เสร็จแล้วครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เสร็จแล้วครับท่าน เชิญท่าน อภิปรายต่อเถอะครับ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ 🔗

ผมขออีก ๒ บรรทัด อ่านอยู่ นิดเดียว เรียนท่านประธานครับ ที่ผมได้เรียนมาอย่างน้อย ๓ เหตุผลในการใช้ดุลยพินิจ ประธาน ซึ่งผมเรียนแล้วว่าประเด็นเดียวกันแต่คนละเหตุผลกับท่านอื่น ประเด็นของผม ผมเรียนท่านประธานว่าผมเป็นห่วงจริง ๆ เพราะว่าประเพณีนี้ไม่เกิดแล้วเท่าที่ผมทราบผมก็ ไม่รู้ว่ามีที่ประเทศไหนบ้างนะครับ ที่สร้างระบบประเพณีอย่างนี้ขึ้นมาและถ้าหากว่าวันนี้เรา กำลังให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจนัดวินิจฉัยรัฐธรรมนูญได้ และอะไรมันจะใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญอีกครับ มันไม่มี รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดและสำคัญที่สุดของประเทศ เมื่อตรงนี้เรายังเขียนรัฐธรรมนูญให้ประธานทำได้และไม่มีอะไรอีกแล้วที่ประธานทำไม่ได้ ทั้งลักษณะอย่างนี้ผมถึงเรียนท่านประธานว่ามันไม่น่าจะใช่รูปแบบของการเขียนรัฐธรรมนูญ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ท่านเรียกร้องกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่ ทีนี้ ท่านประธานในร่างของกรรมาธิการซึ่งผมไม่เห็นด้วย และผมไม่แก้ไขในคำแปรญัตติผม ท่านกรรมาธิการก็ไม่ได้เขียนต่อไปอีกนะว่า ในกรณีที่ทางสภาได้วินิจฉัยว่า คือท่านประธานครับ บอกว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่าร่างนั้นมิได้มีลักษณะตาม มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า แต่ถ้าท่านประธานเห็นว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า จึงต้องส่งมารัฐสภา และเมื่อมาถึงรัฐสภาถ้าหากว่ารัฐสภามีมติว่ามีลักษณะละครับ มันก็ขัดกับท่านประธาน มันก็เหมือนกับเมื่อกี้ผมถึงเรียนว่าทำไมต้องสร้าง ๒ มาตรฐาน คือ

มาตรฐานที่ ๑ ท่านประธานใช้ดุลยพินิจเสร็จ จบเลย ไม่ต้องมาอีก

มาตรฐานที่ ๒ ถ้าท่านประธานเห็นอีกอย่างถึงจะต้องมาสภา

ตรงนี้ไม่มีเหตุผล ถ้าจะมามันก็ควรจะมาเหมือนกันทั้งหมดก็คือว่าให้ประธาน วินิจฉัยเบื้องต้น เสร็จแล้วมาให้ยืนยันในรัฐสภานี้ว่าเห็นด้วยกับประธานไหมไม่ว่าจะเห็น แบบไหน ทีนี้ทำไมแบบหนึ่งท่านบอกว่าถึงที่สุดโดยท่านประธาน เอาเป็นว่าอย่างที่ท่านสามารถ ขออภัยเอ่ยนาม ท่านประธานรัฐสภาบอกว่าเดี๋ยวมันก็ไปมาตรา ๒๙๑/๑๖ เอง แต่ทำไม ต้องใช้ว่าเรื่องหนึ่งให้มันไปได้เลยโดยไม่ต้องเข้ารัฐสภา ส่วนอีกเรื่องหนึ่งให้เข้ารัฐสภาคือมัน ไม่มีเหตุผลว่าดุลยพินิจของคนคนหนึ่ง อย่างหนึ่งให้รัฐสภาใช้ดุลยพินิจได้อีกอย่างหนึ่งไม่ได้ ตรงนี้ผมหาเหตุผลไม่ได้และสุดท้ายสมมุติถ้าสภาหาข้อยุติไม่ได้มันก็ต้องไปมาตรา ๒๙๑/๑๖ แปลว่าเราจะมี สสร. ไม่รู้จบ ผมถึงได้เรียนตั้งแต่ตอนต้นว่าสรุปแล้ว สสร. ตามร่างนี้มันจะ เป็นลักษณะชั่วคราว มาแล้วก็ไป แล้วก็จบไป หรือเขาจะมีสถานะอยู่ต่อไป เพราะผมเห็น เขียนตอนต้นมันเหมือนกับมีฐานะเป็นสภา อย่างนั้นผมจะไม่แย้งเลยเพราะเขามีที่ประชุมอยู่ เขามีการทำงานอยู่เมื่อเห็นข้อขัดแย้งก็เหมือนสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างไปวุฒิก็กลับไปกลับมา แต่ตอนนี้ท่านประธานนึกสิครับว่าถ้าหากว่ากรรมาธิการไปเขียนลักษณะเช่นนี้แล้วท่าน ดำเนินการอย่างนั้น แปลว่าใน ๒๔๐ วัน ยังไม่ถึง ๑ ปีเลย เราอาจจะต้องเสียงบประมาณมา เลือกตั้ง สสร. กันใหม่อีกแล้วหรือครับ มันไม่มีเหตุผลและความจำเป็น มันควรจะเขียน ไปเลยครับว่าถึงที่สุดแล้วจะตกก็ตกไป ผมถึงได้เขียนในคำแปรญัตติผมครับ ถ้าหากเห็นว่า มันขัดหรือแย้งตกไปเลยครับ ตกแล้วก็ไม่ต้องมาทำอะไรกันแล้วพอ ไม่เช่นนั้นมันมีไม่รู้จบ แปลว่าเราจะต้องเสียงบประมาณปีหนึ่งไม่ถึงสิ้นปีเป็นพัน ๆ ล้านบาทเอาไปช่วยชาวนา ชาวบ้าน ชาวไร่ได้เท่าไร มันต้องหาข้อยุติให้ได้ เพราะฉะนั้นรูปแบบตรงนี้ผมเรียนท่านประธาน ว่าผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยในวรรคสองของกรรมาธิการได้

ในวรรคสาม ผมได้แปรญัตติไว้ดังนี้ว่าในการประชุมของรัฐสภา หากที่ประชุม รัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นอาจมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสาม ขอโทษครับ เพราะว่าตอนที่ผมแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑ วรรคห้าของท่านผมก็ย้ายไปอยู่วรรคสามครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องหมายถึงวรรคห้า เพราะว่าผ่านมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไปแล้ว ตรงนี้ ผมก็ได้ส่งต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธานไปครับ เพราะฉะนั้นในกรณีที่ผมเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อเสร็จสิ้นแล้วถ้าทุกอย่างไม่ได้เป็น ปัญหาเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญ ผมถึงได้ไปเขียนไว้สุดท้ายว่าเอาไปทำประชามติ ประชาชนนี่ครับ ที่จะเป็นสุดท้ายจริง ๆ จะว่าอย่างไร แต่ว่ารูปแบบที่ว่าทางกรรมาธิการ วางไว้กลายเป็นว่าท่านจะให้เริ่มต้นจากประชาชนแล้วก็มาที่ประธาน มาที่รัฐสภาในการ วินิจฉัยรัฐธรรมนูญตัวจริง ๆ นะครับ ซึ่งผมคิดว่าที่มามาจากรัฐสภา เมื่อเสร็จงานก็ควรให้ รัฐสภาวินิจฉัย เมื่อรัฐสภาวินิจฉัยเอาความเห็นของรัฐสภารวบรวมลงไปส่งไปให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเอาความคิดเห็น เอาเหตุผล ไปประกอบการทำประชามติ และเมื่อทำประชามติแล้วให้ประชาชนสุดท้ายเป็นผู้ตัดสิน ไล่ลำดับกันมาแบบนี้ผมถึงได้ปรับร่างมาตรา ๒๙๑/๑๓ ของท่านใหม่ แต่ว่าที่ต่างกันก็คือว่า ที่ผมเรียนนะครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญที่สุด เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าหากว่าใช้หลักทำประชามติธรรมดาทั่วไปนี่ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง มันเหมือนกับ กฎหมายทั่วไป ผมถึงได้เขียนไว้ในวรรคท้ายของคำแปรญัตติผมว่าหากประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งโดยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ เห็นชอบให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นต่อไป ให้รัฐสภาประชุมพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นหรือไม่ อันนี้ท่อนแรกนะครับ ก็คือว่าถ้าเขา เห็นด้วยว่าให้เดินหน้ารัฐสภาถึงกลับมามีมติอีกครั้งหนึ่ง เพราะผมคิดว่ามาจากสภาก็ต้องจบ ที่สภาครับ แต่ว่าต้องเคารพเสียงประชาชน ถ้าประชาชนเขาให้เดินหน้าได้ เสียงข้างมาก ผมเรียนนะครับ เราค่อยทำต่อ แต่ถ้าประชาชนเสียงข้างมากเขาบอกเขาไม่เอาแล้วก็ยุติ หมดเรื่องครับ เพราะฉะนั้นผมจึงได้เขียนต่อไปว่าแต่หากคะแนนออกเสียงประชามติ ไม่เห็นชอบให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้นต่อไป หรือหากมีคะแนนการออกเสียง ประชามติเห็นชอบให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้นต่อไปน้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นอันตกไป โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งผลการลงประชามติให้คณะรัฐมนตรีและประธาน รัฐสภาทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่กรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียง ประชามติหมด ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าท่านประธานอ่านคำแปรญัตติของผมนะครับ ตั้งแต่วรรคแรกถึงวรรคสุดท้ายท่านประธานจะเห็นที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า โฟลว์ ชาร์ท (Flow chart) คือการไล่เรียงลำดับของการทำงานให้เกิดความชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอนมาว่า เมื่อเสร็จจากมาตรา ๒๙๑/๑๑ กับมาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง สิ้นสุดอายุลงนั้นนี่จะต้องส่งต่อกลับมาที่ประธานรัฐสภาอย่างไร และมาถึงประธานรัฐสภา ควรทำหน้าที่อย่างไรในระบอบประชาธิปไตยจะเป็นประเพณีที่ถูกต้อง แล้วเมื่อมาถึงแล้ว จะต้องทำขั้นตอนอย่างไร ผลของการพิจารณาตกไปหรือมันเดินหน้าต่ออย่างไรจนมาสุดท้าย เพราะฉะนั้นในส่วนของร่างของกรรมาธิการกลับไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้เลยครับ ร่างกรรมาธิการ เขียนง่าย ๆ แต่เพียงว่าเมื่อส่งกลับมาแล้ว ให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยอย่างไรแล้ว ก็เข้ามาตรงนี้ หลังจากนั้นก็มาพูดเรื่องการเลือกตั้ง จบเลย เรื่องการทำประชามติครับ จบเลย ท่านไม่ได้พิจารณาไปถึงร่างในขั้นตอนตั้งแต่มาถึงท่านจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจะมีขั้นตอน อะไรเกิดขึ้น จะมีลำดับอะไรเกิดขึ้น จะต้องเป็นขั้นตอนจุดถึงจบตรงนี้ได้ ผมเรียนว่าตรงนี้ มันคือช่องโหว่แล้วเมื่อผมไปดูในมาตรา ๒๙๑ ทับอื่น ๆ ของท่านไม่ได้มีเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ เมื่อไม่ได้มีเขียนเรื่องพวกนี้ไว้มันจะกลับไปมาตรา ๒๙๑/๑๖ อย่างที่ท่านประธานว่าไม่เป็นไรครับ แต่สุดท้ายมันก็ต้องมาที่มาตรา ๒๙๑/๑๓ อีก มันก็จะวนอยู่แบบนี้โดยหาข้อยุติไม่ได้ และทีนี้ มันเป็นขั้นตอนท่านประธานครับ ที่ต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญ ท่านจะไปทำข้อบังคับก็ไม่ได้ เพราะท่านก็บอกว่าข้อบังคับให้เอาข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งไม่มีเขียนรายละเอียดตรงนี้ ไว้ครับ อันนี้มันเป็นขั้นตอนที่จะต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่ได้มี วรรคอื่นไล่ต่อไปหลังจากตรงนี้แล้ว แม้จะเขียนย้อนกลับไปข้างหน้าผมก็ได้เรียนว่าท้ายที่สุด เอากฎหมายนี้ไปบังคับใช้มันจะมีปัญหามากเกินกว่าที่ท่านได้เคยคิดไว้เหมือนกันครับ แล้วก็ จะทำให้กระบวนการที่ท่านตั้งใจว่าจะให้มันเดินหน้าอย่างราบเรียบมันก็จะเป็นปัญหาเหมือนที่ ประชุมรัฐสภาตรงนี้ครับ ยังไม่สามารถยุติได้ ก็เรียนท่านประธานฝากไปถึงกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อยู่ในหน้า ๒๕๕ นะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านประธานครับ แล้วก็ได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้นมีความสัมพันธ์กับมาตรา ๒๙๑/๑๑ แต่ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะไม่อ่านข้อความนะครับ กล่าวโดยสรุปอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้น ถ้าประธานรัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ท่านประธานสภาก็ต้องให้รัฐสภามีการประชุมร่วมกันเพื่อมีคำวินิจฉัย ถ้ารัฐสภามีคำวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ดำเนินการมานั้น มีผลการเปลี่ยนแปลงใน ๓ เรื่อง ถ้า ๓ เรื่องนี้มีการ แก้ไขแล้วก็เปลี่ยนแปลงใน ๓ เรื่องนี้ คือ

๑. การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

๒. เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

๓. แก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์

ก็ต้องนำเรื่องให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ว่ากระผมได้สงวนคำแปรญัตติว่า ถ้ามีการกระทบในหลักการ ๓ เรื่องนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย หลักอยู่ตรงนั้นครับ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้ มันมี ๓ เรื่องท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลครับว่าทำไม ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญมากครับ คือ การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐและหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะ วินิจฉัยอย่างไรท่านประธานครับ ท่านประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไรครับว่ามีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งมาก ผมเลยสงวนคำแปรญัตติว่าเมื่อไรก็ตามครับ ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร. ดำเนินการนั้นแก้ไขใน ๓ เรื่องนี้ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย ปัญหาที่ต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือ ประธานรัฐสภาต้องมีความลึกซึ้งมากว่า รัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขนั้นกำลังจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประธานรัฐสภาต้องมีความลึกซึ้งมากว่า รัฐธรรมนูญ ที่มีการแก้ไขนั้นกำลังจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐแล้ว และรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมี การเปลี่ยนแปลงในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์แล้ว เมื่อ ๓ เรื่องนี้เกิดขึ้นให้รัฐสภาเป็นผู้ วินิจฉัย ผมบอกว่าถ้ามี ๓ เรื่องนี้เกิดขึ้นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ท่านประธาน ที่เคารพครับ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ในขณะนี้ มีความสำคัญ ผมต้องใช้เวลาเล็กน้อยท่านประธานครับ ในโลกขณะนี้ครับ มีการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ๒๙ ประเทศทั้งโลกครับ มี ๒๙ ประเทศ เท่านั้นเองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นก็มีความแตกต่างกันครับ เพราะพระราชอำนาจของ พระมหากษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้นก็ต่างกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในระบอบการปกครอง ของประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ถ้าประธานรัฐสภาเห็นว่ากำลัง เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขแล้ว ท่านประธานรัฐสภา จะใช้ดุลยพินิจอย่างไรละครับว่ากำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบนี้แล้ว ต้องลึกซึ้งและเข้าใจ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งผมบอกแล้วว่า ในประเทศนี้มีทั้งหมด ๒๙ ประเทศ และสถานะของพระมหากษัตริย์ใน ๒๙ ประเทศนั้น ก็ต่างกันครับ ประเทศไทยที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนั้น มี ๒ เรื่องครับ ที่ท่านประธานรัฐสภาต้องไปเริ่มต้นพิจารณา วันนี้ ท่านประธานรัฐสภาต้องเริ่มทำการบ้านแล้วครับว่า ๒ เรื่องนี้ครับ จะกระทบต่อรัฐธรรมนูญ ที่พิจารณาอยู่หรือไม่ มีอยู่ ๒ คำท่านประธานครับ คือ นิติราชประเพณีกับราชประเพณี อำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ มิได้มีเฉพาะในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญครับ แต่มีในอีกหลายมาตรา เช่นในหมวดของคณะรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์ มีอำนาจประกาศสงคราม พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ นี่เป็นพระราชอำนาจของ พระมหากษัตริย์ที่เขาเรียกว่าเป็น ราชประเพณี เพราะฉะนั้นท่านประธานรัฐสภาในขณะนี้ ต้องทำความเข้าใจอย่างน้อย ๒ คำครับ เมื่อมีการพิจารณารัฐธรรมนูญขณะนี้ คือ ราชประเพณี และนิติราชประเพณี เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งครับ ผมเลยบอกว่าในเรื่องที่ลึกซึ้งเหล่านี้ครับ ไม่ควร ให้เป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ในเรื่องที่ลึกซึ้งเหล่านี้ครับ ไม่ควรให้เป็นอำนาจของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เพราะท่านประธานต้องยอมรับความจริงครับว่า

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เชิญท่านวรชัย ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านไม่สมควรพูดถึง เรื่องของพระมหากษัตริย์และอำนาจของท่านครับ เพราะว่าท่านไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เลยครับ ท่านพูดนอกประเด็นจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมไม่อยาก ประท้วงละครับ ท่านก็เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วคงจะทราบดีครับ และข้อบังคับท่านก็คงจะ รู้ดีครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยเถอะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วท่านก็พูดอย่างนี้ ลากยาวไปเรื่อย และอีกหลายท่านท่านรออยู่นะครับ และข้อบังคับนี้ท่านทำผิดมาหลายครั้ง แล้วท่านก็น่าจะทราบอยู่ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอให้ท่านโปรดพิจารณาด้วยท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมก็ฟัง ท่านผู้อภิปรายอภิปรายอยู่นะครับ ท่านกำลังชี้แจงแสดงเหตุผล แต่ว่าผมอยากจะ ขอความกรุณาท่านนิดหนึ่งว่าเอาเฉพาะที่ใกล้กับประเด็นที่ท่านสงวนไว้นะครับ คือเหตุผล ของท่านดีครับ แต่ว่าไกลออกไปนิดหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ๓ เรื่องนี้ ผมเห็นว่าต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เดี๋ยวผมจะอธิบายเหตุผล ๓ เรื่อง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ก็คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดพระมหากษัตริย์ ถ้ารัฐธรรมนูญมีการแก้ไขใน ๓ เรื่องนี้แล้ว ร่างเดิมของ คณะกรรมการเสียงข้างมากบอกว่าท่านประธานรัฐสภาต้องมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมรัฐสภา ผมบอกว่าถ้ามีการแก้ไข ๓ เรื่องนี้ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ผมกำลังตั้งคำถาม กับท่านประธานว่าแล้วท่านประธานจะรู้ได้อย่างไรว่าบัดนี้รัฐธรรมนูญของเรามันมีการ ก้าวล่วงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ผมเลย บอกว่าท่านประธานต้องมีความเข้าใจและลึกซึ้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมบอกว่าสมาชิกรัฐสภาก็ดีต้องเข้าใจว่าการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นคืออะไร ผมกำลังบอกท่านประธานว่า พระมหากษัตริย์ในโลกนี้มีอยู่ ๒๙ ประเทศ และทั้ง ๒๙ ประเทศนั้นสถานะของ พระมหากษัตริย์ก็ต่างกัน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่าน พอมาถึงตรงนี้ เข้าใจดีครับ เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย ประท้วงอะไรอีกครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมประท้วง ข้อ ๔๓ เหมือนเดิมครับ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาใช้วาจาไม่สุภาพ และ ห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อนะครับ นี่ผิดข้อบังคับที่ชัดเจนท่านประธานครับ แล้วก็ ๒ ครั้งแล้วท่านประธานได้เตือนแล้ว และประเด็นก็ไม่ได้อยู่ในที่ท่านสงวนคำแปรญัตติ ไว้เลยครับ อำนาจของพระมหากษัตริย์ครับ ท่านพูดถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญกับอำนาจ ของสภาแค่นั้นเองครับ ส.ส. ทุกท่านเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมได้เตือนท่านแล้วครับว่า เหตุผลที่ท่านอภิปรายที่ท่านอ้างว่าประธานจะต้องมีความเข้าใจถึงความสำคัญของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านี่นะครับ ต้องเข้าใจลึกไปจนถึงความหมายของตรงนั้น แล้วท่าน ได้อธิบายมาถึงเมื่อกี้นี้ผมบอกว่าครับท่าน ที่ท่านได้อธิบายถึงเมื่อกี้ผมเข้าใจเป็นที่ชัดเจนแล้ว ขอให้ท่านอธิบายเรื่องอื่นต่อนะครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผมเคารพ ในคำวินิจฉัยของท่านครับ และขอให้ทุกคนทำอย่างนี้ด้วยนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเรียนไปอย่างนั้นแล้ว ก็วินิจฉัยไปอย่างนั้นแล้วนะครับ เชิญท่านครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๑ ให้ท่านประธานนั้นกรุณาควบคุมการประชุมว่าไม่ให้มีการ ประท้วงพร่ำเพรื่อ เพราะผู้อภิปรายนั้นอภิปรายในประเด็น ประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าสิ่งที่ผู้อภิปรายพูดไม่ถึง ๒ นาที เพราะสิ่งที่เป็นสาระ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเขาฟังอยู่ ประเทศได้ประโยชน์ ไม่ต้องรีบครับ ท่านประธานครับ พวกผมให้ความร่วมมือ ผมแปรญัตติเกือบทุกมาตรา ผมก็ให้ความร่วมมือว่าอันไหนที่มันซ้ำ แล้วผมก็ไม่พูด แต่ผมอยากจะให้บุคคลที่พูดให้ประโยชน์กับประชาชน กับประเทศ อย่างเช่น ท่านนิพิฏฐ์ ท่านพีระพันธุ์เป็นบุคคลที่เป็นผู้รู้ ประเทศได้ประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ อยากจะให้ไม่ประท้วงพร่ำเพรื่อแล้วก็ขอให้ดำเนินการไปโดยไม่ติดขัดครับ ท่านประธานครับ กรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือการประท้วงเป็นสิทธิครับ ท่านก็ทราบดี และผมก็จำเป็นต้องให้สิทธิกับผู้ประท้วงด้วยนะครับ สำหรับการอภิปรายของ ท่านนิพิฏฐ์ ผมได้เรียนท่านแล้วว่าเหตุผลที่ท่านพูดถึงความเข้าใจที่ประธานรัฐสภาก็ดี สมาชิกรัฐสภาก็ดีที่จำเป็นจะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน ๓ เรื่องที่ท่านพูด ผมเชื่อว่า ท่านอธิบายมากพอแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมได้เรียนกับท่านแล้วว่าขอให้ท่านอภิปรายต่อครับ เพราะตรงนี้มันชัดเจนแล้วนะครับในเรื่องนี้

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประสิทธิ์ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องขออนุญาตประท้วงท่านจุติลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อกี้ กล่าวหาคุณวรชัยว่าประท้วงพร่ำเพรื่อ จริง ๆ แล้วคุณวรชัยประท้วงตามข้อบังคับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ท่านประสิทธิ์ครับ ด้วยความเคารพเลย อันนี้ท่านประสิทธิ์ไม่เสียหายอะไรเลย เป็นเรื่องของท่านวรชัยนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ทีนี้ ว่าไม่เสียหาย แต่ว่า

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านวรชัยจะ ประท้วงเองหรือครับ เชิญครับ ท่านไม่เสียหายนะครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมชี้แจงครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิง ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมเสียหายครับ เพราะว่าผมนั้นไม่เคยประท้วงพร่ำเพรื่อเลย แล้วผมบอกแล้ว ว่าผู้อภิปรายต้องอยู่ในประเด็นอย่าทำผิดข้อบังคับ แล้วฝ่ายรัฐบาลไม่มีใครประท้วงเลยครับ ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายไม่ผิดข้อบังคับ พาดพิงใส่ร้ายป้ายสี ซ้ำซาก และท่านทำผิดข้อบังคับ พร่ำเพรื่อครับ ผมก็ต้องลุกขึ้นประท้วงตามสิทธิท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็พยายามที่จะควบคุม การประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับนะครับ แต่ละท่านต่างก็ทำหน้าที่ของท่าน ผมทราบดีครับ เพราะฉะนั้นผมได้ให้โอกาสทุกท่านได้ชี้แจงแสดงเหตุผลแล้ว ก็ผ่านนะครับเรื่องนี้ เชิญท่านนิพิฏฐ์ต่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากผมจะแปรญัตติไม่เห็นด้วยในร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ท่านประธานดูนะครับ หนังสือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานก็เคยเป็น ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือถึงประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ท่านประธานคงได้รับแล้วนะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาบอกว่าการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้ ถ้ามีการกระทบใน ๒-๓ เรื่องนี้ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ความเห็นของกระผมตรงกับความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินครับว่าถ้ามีการกระทบต่อการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐแล้วต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ตรงกันครับ ผมไม่ได้ไม่มีเหตุผลครับ แต่ผมกำลังจะอธิบายท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ท่านประธานนั่งเถอะครับ ผมไม่รังเกียจถ้าท่านจะประท้วงครับ แต่ว่าเนื้อหาเรื่องนี้เป็นหัวใจของเรื่องนี้ ผมจำเป็นต้อง เดินเรื่องนี้ต่อให้จบครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบอกท่านประธานว่าจริง ๆ ถ้าไม่ประท้วงผมนะครับ เกือบจบแล้วครับ ความคิดผมก็สะดุดหมดนะครับ ผมต้องการ ให้ความรู้พี่น้องประชาชนด้วย ผมกำลังบอกท่านประธานว่าในโลกนี้มีสถาบัน พระมหากษัตริย์อยู่ ๒๙ ประเทศ ๒๙ ประเทศแล้วครับ ก่อนหน้านี้โลกนี้เคยมีการปกครอง ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นร้อย ๆ ประเทศครับ แต่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกนี้ครับ กำลังจะหายไปเหลือ ๒๙ ประเทศ ผมกำลังเรียน ท่านประธานว่าใน ๒๙ ประเทศ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น สถานะขององค์มหากษัตริย์ ก็ต่างกัน สถานะขององค์พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยกับประเทศอังกฤษก็ต่างกันครับ ของประเทศฟินแลนด์ก็ต่างกันครับ ของประเทศเดนมาร์กก็ต่างกัน สถานะของพระมหากษัตริย์ ในแต่ละประเทศต่างกัน ผมกำลังจะบอกกับท่านประธานต่อไปอย่างนี้ครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านวรชัยประท้วง เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัด สมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายทำผิดข้อบังคับซ้ำซาก เหมือนเดิมอีกแล้ว ข้อ ๔๓ ครับ เมื่อกี้ท่านประธานก็ได้บอกไปแล้วครับว่าเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ ในข้อบังคับ และท่านก็ได้เตือนแล้ว และท่านก็ยังมาพูดพร่ำเพรื่ออีก และไม่ให้ผมประท้วง ได้อย่างไรครับ พอผมลุกขึ้นประท้วงก็ว่าประท้วงพร่ำเพรื่อครับท่านประธาน ขอให้ท่านช่วย พิจารณาใช้ดุลยพินิจด้วยเถอะครับ ผมไม่อยากประท้วงจริง ๆ ครับ ผมไม่อยากให้เวลาของ สภาเสียไปหรอกครับ ผมต้องการให้สภาเดินหน้าไปให้ได้ แต่ว่าท่านอย่าทำผิดข้อบังคับสิครับ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว เป็นรัฐมนตรีแล้วครับท่านประธาน ขอให้ยึดถือข้อบังคับครับ ต้องเชื่อฟัง ท่านประธานรัฐสภาครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คือผมก็เรียน ท่านผู้อภิปรายแล้วนะครับว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ท่านแสดงได้ แต่กรุณาอย่าไปไกลนัก เอาให้มัน ใกล้ ๆ ตรงนี้ของเราหน่อยนะครับ เชิญท่านเถอะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเกรงใจท่านประธานครับว่าเวลานี้ที่มีผู้ยื่นขึ้นประท้วงหลายครั้ง ท่านประธานอาจจะรู้สึก หงุดหงิดหรือรำคาญ แล้วก็ตัดขอร้องไม่ให้ผมอภิปราย ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านั้น จะไม่เกิดขึ้น ผมต้องเดินหน้าในการพูดเรื่องนี้จนจบครับ ไม่ว่าจะมีการประท้วงเป็นร้อย เป็นพันก็ตาม ผมตั้งใจจะอภิปรายเรื่องนี้ครับ และถ้าผมอภิปรายนอกประเด็นเมื่อไร ท่านประธานต้องใช้ดุลพินิจของท่านประธานเองตักเตือนผมได้เลยผมยินดีที่จะปฏิบัติครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่าเวลาเราพูดถึงการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยมันมี ๒ คำ ที่มันควบกันอยู่ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยคำหนึ่ง และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อีกคำหนึ่งของ ประเทศไทยมันมี ๒ คำนี้มาเชื่อมกันอยู่คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของประเทศไทยใช้ ๒ เรื่อง ผมเลยบอกท่านประธานว่าในโลกนี้ มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ๒๙ ประเทศ และนับวันสถาบันพระมหากษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้น กำลังจะหายไปในอีกไม่นานข้างหน้านี้ครับ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่มายืนยาวที่สุด ในโลกนี้และได้รับการยกย่องปกป้องเกียรติยศมากที่สุดในโลกนี้คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ของประเทศไทยครับ เวลาเราพูดถึงเรื่องของประชาธิปไตยท่านประธานครับ ผมโชคดี อย่างหนึ่งครับ ผมเป็นคณะกรรมาธิการ ๒ เรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ของรัฐสภาด้วยคือ เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ผมเป็นครับ และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ผมเป็นครับ ผมคิดว่าในสภาแห่งนี้มีคนเดียวที่อยู่ใน ๒ คณะกรรมาธิการ แล้วใน ๒ เรื่อง คือเรื่องปรองดองกับเรื่องรัฐธรรมนูญมันเกี่ยวข้องกันปฏิเสธไม่ได้เลย ท่านประธานที่เคารพ ในวันที่เราพิจารณาเรื่องของปรองดองนั้นความขัดแย้งในประเทศนี้ สถาบันพระปกเกล้าก็บอกว่าประเทศไทยซึ่งมีความขัดแย้งปัญหาหนึ่งของความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้คือเรามองประชาธิปไตยต่างกันครับ คนส่วนหนึ่งของประเทศนี้บอกว่า ประชาธิปไตยมันเป็นอย่างนี้ละ คนอีกส่วนหนึ่งของประเทศนี้บอกว่าประชาธิปไตยเป็นอย่างนี้ละ แล้วเราก็ทะเลาะกัน เราทำร้ายกัน ท้ายที่สุดเราฆ่ากันเป็นสงครามกลางเมืองเพราะเราเห็น ประชาธิปไตยต่างกัน ยิ่งการปกครองที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนั้น เรายิ่งเห็นต่างกันมากขึ้นครับ ผมเลยบอกว่าเวลาเรามองประชาธิปไตย เราเอาความคิดของตะวันตกบอกว่าประชาธิปไตยมันคืออย่างนี้ ประเทศไทยต้องเดินอย่างนี้ถึงจะเป็นประชาธิปไตยได้ เราบอกว่าประเทศอังกฤษ ประเทศ ฝรั่งเศส ประเทศเยอรมันก็มองประชาธิปไตยอย่างนี้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ต้องมอง ประชาธิปไตยอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในระบอบประชาธิปไตยนะครับ ท่านประธาน นั่งเอนหลังดีกว่าครับ ผมเกรงว่าท่านประธานจะปิดเสียงผมอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ในระบอบประชาธิปไตยที่เราอ้างประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นต้นแบบของ ประชาธิปไตยนั้นนะครับ เราบอกว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องอย่าง ประเทศ อังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมันถึงจะเป็นประชาธิปไตย ผมเคยพูดหลายครั้งแล้ว ว่าในต้นแบบของประชาธิปไตยที่เรายกย่องเขา ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศ เยอรมันที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตยนั้น เวลามีการชุมนุม ถามว่าประเทศเหล่านั้นมีการ ชุมนุมได้ไหม ประเทศอังกฤษเขาก็ชุมนุมครับ ประเทศเยอรมัน ประเทศฝรั่งเศสเขาก็ชุมนุม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นแม่แบบเขา เขาไม่ให้ใช้เลยในการชุมนุม ประเทศไทย ก็มีการชุมนุมครับ แต่ว่าในประเทศที่เป็นแม่แบบ เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน เขาก็มีการชุมนุม

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วง ผู้อภิปรายในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่น่าเชื่อเลยว่านักกฎหมายมือหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ จะอภิปรายนอกประเด็นได้ถึงเพียงนี้ ก้าวก่ายไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่ ท่านแปรญัตติไว้ ขอให้ท่านประธานได้เตือนผู้อภิปรายให้กระชับ และเข้าสู่ประเด็นนะครับ ผมไม่น่าเชื่อว่ามือท่านจะตกขนาดนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ตรงนี้ผมอาจจะจำเป็นต้อง ขอความกรุณาท่านแล้วครับ เพราะว่าที่ผมดูประเด็นของท่าน ก็คือท่านจะให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้พิจารณาแทนรัฐสภาใช่ไหมครับ ทีนี้บังเอิญช่วงท้ายของการอภิปรายท่านเมื่อกี้ที่ผม ฟังอยู่ มันไกลไปนิดหนึ่งท่านครับ ขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพ ไกลไปนิดหนึ่ง ผมอยาก ขอความกรุณาท่านช่วยกลับมาหาประเด็นที่ท่านตั้งใจจะสงวนญัตติไว้นะครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมพยายามทำตามที่ท่านประธาน ได้กรุณาแนะนำครับ แต่ว่าท่านประธานไม่ได้สังเกตเลยว่าผู้ที่ยืนขึ้นประท้วง เขาใช้คำพูด ในการประท้วงว่าอย่างไร ผมไม่ซ้ำหรอกครับ ผมไม่เชิงตำหนิท่านประธานครับ แต่ท่านประธาน อาจจะกลัวผู้ที่ขึ้นมาประท้วง

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ขอเรียนเลยนะครับ ผมฟังท่านอยู่ครับ และผมกำลังจะเตือนท่านด้วยครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

แล้วที่เขาประท้วงผม ใช้คำพูด ผมไม่อยากซ้ำครับ ท่านยอมให้เขาใช้อย่างนั้นได้หรือครับ ท่านไม่ได้ฟังอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เขาว่าอย่างไรครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

นั่นสิครับ ท่านไม่ได้ฟังอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมถามท่านครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมไม่ย้ำหรอกครับ ย้ำเดี๋ยวเขา หาว่าผมไปเสียด ผมมือตกบ้าง มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐมนตรีแล้วอย่างนี้ ใช้ไม่ได้ครับ ผมไม่ได้ขอให้เขาพูด แต่ท่านประธานอย่าไปกลัวสิ่งเหล่านี้ คนอย่างผมไม่กลัว การข่มขู่ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมไม่กลัวหรอกครับ แต่ผม ไม่อยากตอบโต้ท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ดีแล้วครับ เพราะว่าผู้ฟัง ผมเชื่อว่าจะเป็นอย่างที่ท่านว่า

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

เป็นอะไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเถอะครับ

(นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานไม่สมควรจะปล่อยให้สมาชิกดูถูกสมาชิก ด้วยกันนะครับ บอกว่าอะไรท่านประธานช่วยทบทวนเปิดดูใหม่ ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมและ ไม่สมควรเสียดสี ไม่สมควรจะเป็น ส.ส. และไม่สมควรจะเป็นสมาชิกรัฐสภาด้วยครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อครับ ท่านประสิทธิ์ เชิญต่อเถอะครับ เพราะว่าทุกท่านก็เรียบร้อยกันดีแล้ว เสียเวลาครับท่าน ท่านเสียหายอะไร เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อกี้นี้ ตามข้อ ๔๓ ใช้กิริยาไม่สุภาพ ชี้หน้ามายังผู้ประท้วงเมื่อกี้นี้ซึ่งไม่เหมาะสม ให้ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมแกล้งไม่เข้าใจ อยู่แล้ว อันที่จริงทั้ง ๒ ฝ่ายได้แสดงเหมือนกันนะครับ ผมก็อยากจะให้จบครับ ก็เลยไม่ได้ ติดใจนะครับ โดยเฉพาะท่านนิพิฏฐ์ ท่านไม่ติดใจ ขอผ่านเถอะเรื่องนี้ เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมขอบพระคุณท่านประธานครับ งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าก็สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าเราขัดแย้งกันในเรื่องของประชาธิปไตย เรามองประชาธิปไตย ต่างกัน นี่เป็นงานวิจัยที่สภาผู้แทนราษฎรให้สถาบันพระปกเกล้าไปวิจัย เขาบอกความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในประเทศเพราะเรามองประชาธิปไตยต่างกัน แล้วก็ในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่ผม กำลังอภิปรายกราบเรียนท่านประธานอยู่ในขณะนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็บอกว่า ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ผมขออนุญาตอ่าน ความเห็นของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับไหนขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เช่นการวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญก็ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติฉบับใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อมีปัญหาทางกฎหมายเกิดขึ้น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรง ท่านประธานครับ สำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความเห็นในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่เป็นอำนาจเขาเลยนะครับ ไม่มีสถาบันไหน องค์กรไหนที่มีหน้าที่ชี้แนะว่าควรมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรบ้าง นอกจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน วันนี้สำนักงานผู้ตรวจการ แผ่นดินก็ได้มีข้อเสนอแนะมายังประธานรัฐสภาว่าควรจะมีการแก้ไขว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ใน ๓ เรื่องที่ผมพูดถึงแล้วควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนวินิจฉัย ผมเองก็เห็นด้วยกับ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมบอกว่าถ้ามีการกระทบถึง ๓ เรื่องนี้ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย เหตุผลที่เราไม่ควรวินิจฉัยเพราะอะไร ผมบอกว่าเรามองประชาธิปไตยต่างกัน ท่านประธานถึงบางอ้อหรือยังครับ เหตุผลที่รัฐสภาไม่ควรวินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะสมาชิก แต่ละคน รวมทั้งพี่น้องประชาชนเรามองประชาธิปไตยต่างกัน สถาบันพระปกเกล้าเลยสรุป ในผลวิจัยว่าบ้านเมืองที่วิกฤติอยู่ในขณะนี้เพราะประชาชนมองประชาธิปไตยต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองประชาธิปไตยต่างกันเราก็ไม่ควรให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งเราเองในสภา แห่งนี้ก็มองประชาธิปไตยต่างกันเป็นคนวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอยกตัวอย่าง อีกสักเรื่องนะครับ สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าประชาธิปไตยที่คนมองอยู่ในขณะนี้มันมี ๒ ด้าน

ด้านที่ ๑ ประชาชนอาจจะเกินกึ่งหนึ่งแล้วในขณะนี้ มองว่าประชาธิปไตย คือเสียงข้างมาก เสียงข้างมากทำอย่างไรก็ได้ นั่นคือเสียงส่วนหนึ่งบอกว่าประชาธิปไตยคือ เสียงข้างมาก เมื่อเสียงข้างมากตัดสินแล้วทุกอย่างเป็นประชาธิปไตย

ด้านที่ ๒ สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าประชาธิปไตย นอกจากคำนึงถึง เสียงข้างมากแล้วต้องคำนึงถึงระบบนิติรัฐด้วย มีนิติรัฐพ่วงเข้ามา พวกผมที่ยืนอยู่นี่ละครับ เป็นฝ่ายข้างน้อยที่บอกว่าประชาธิปไตยถึงแม้ปกครองด้วยเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากนั้น ต้องดำรงอยู่ด้วยหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม วันนี้เราปะทะกันด้วย ๒ ความคิดนี้ คือประชาธิปไตยเสียงข้างมากไม่ต้องคำนึงอะไรเลย และประชาธิปไตยซึ่งต้องถ่วงดุล ด้วยระบบนิติรัฐหรือระบบนิติธรรม ท่านประธานครับ เมื่อเรามองประชาธิปไตยต่างกัน อย่างนี้ครับ ผมก็เลยบอกว่าไม่ควรให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้วินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระทั่งนักปราชญ์ของโลก โสเกรติส นักปราชญ์คนแรก ๆ ของโลกเขามองประชาธิปไตย อย่างไร เขามองประชาธิปไตยว่าเสียงของมหาชนนั้นมันดังกว่าเสียงของเหตุผลนะครับ เสียงมหาชนซึ่งเป็นเสียงข้างมากบางครั้งมันใช้ไม่ได้ โสเกรติสยังบอกว่าในหลักคุณธรรมนั้น ใช้หลักของเสียงข้างมากตัดสินไม่ได้ มหาตมะ คานธี บอกว่าอย่างไร บอกว่าเสียงข้างมากนั้น ใช้ในเรื่องของมโนธรรมหรือคุณธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมานั้นเมื่อมี ความขัดแย้ง มีความขัดข้อง มีความเห็นต่างทางกฎหมาย เราเคยให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านกำลังจะจบแล้ว ใช่ไหมครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผมขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพผู้อภิปรายนะครับ ขณะนี้ท่านกำลังอภิปรายในวาระสอง ไม่ใช่วาระหนึ่งนะครับ เพราะท่านไปไกลถึง มหาตมะ คานธี ไปต่างประเทศเยอะอยากให้ท่านอยู่ในประเทศไทยของเรานะครับ ช่วยวินิจฉัยด้วย ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมฟังดูผมก็เชื่อว่า ท่านกำลังจะสรุปอยู่แล้วเมื่อกี้นี้ ท่านกำลังพูดว่าทำไมท่านถึงจะให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ว่าไกลไปนิดหนึ่งครับท่าน เหมือนอย่างที่ผมเรียนเมื่อกี้ ขอความกรุณาอีกสักครั้งเถอะครับ ท่านครับ กรุณาสรุปครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ จริง ๆ ผู้อภิปรายก็ใช้เวลาอีกไม่มาก ก็จะจบ ถ้าเราประท้วงกันไปแล้วเรารบกวนกันไปนี่มันจะยิ่งช้าครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐประท้วงหรือครับ เอาเฉพาะเรื่องที่ท่านประท้วง ท่านประท้วงอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

อยากจะ กราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่พวกเราก็ได้หารือกันในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายว่าเราอยากให้ การประชุมราบรื่น เราจะสังเกตว่าวันนี้เราอภิปรายไปได้ไม่กี่ท่านเอง เพราะว่ามีกระบวนการ ที่จะรบกวนการอภิปรายของสมาชิกซึ่งไม่เป็นผลดีกับการอภิปรายรัฐธรรมนูญ ถ้าเรา ปล่อยให้การอภิปรายดำเนินไปตามภาวะปกติวันนี้เราอาจจะได้ผู้อภิปรายมากกว่านี้ อีกเท่าตัวครับ ผมเลยเรียนหารือท่านประธานว่าพยายามเถอะครับ เราพยายามช่วยกัน ทุกฝ่ายอยู่แล้ว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็ขอเรียน อีกครั้งหนึ่ง

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านสุนัยเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมสุนัย จุลพงศธร ขอประท้วงท่านสมาชิกท่านประเสริฐ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน จริง ๆ เป็นสิทธิที่ท่าน จะประท้วงใครก็ได้ แต่คำว่า มีกระบวนการประท้วงไม่ใช่ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีการอภิปราย ผิดข้อบังคับ ไม่มีการอภิปรายซ้ำซากในประเด็นที่พูดแล้วพูดอีก ขอประทานโทษครับ ผมเอง ก็เห็นว่าท่านนิพิฏฐ์เป็น ส.ส. อาวุโส ก็อภิปรายซ้ำกับกรณีคนอื่น แต่ผมก็ไม่ประท้วงอื่นครับ ก็ให้เกียรติท่านทุกอย่าง แต่กรณีที่บอกว่ามีกระบวนการประท้วง ไม่ใช่ครับ แต่การอภิปราย ที่มีลักษณะผิดข้อบังคับนั้น มันเป็นเรื่องที่เราควรจะได้ท้วงติงกันเพราะเรายาวนานมา ๑๒ วัน ๑๓ วัน ที่มันยาวเพราะเหตุนี้ ดังนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อให้ความสัมพันธ์ อันดีระหว่างกันก็ไปเถอะครับ ต่างคนต่างรักษากติกาทุกอย่างก็จะเรียบร้อยท่านประธาน ก็ไม่เหนื่อยต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่อดทนอยู่ได้วันนี้เป็นวันที่ ๑๓ ครับ ขอบพระคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมขออนุญาต สรุปนิดหนึ่งนะครับ ท่านสุรเชษฐ์ท่านเสียหายเกี่ยวกับอะไรหรือเปล่า ถ้าเผื่อผมยังไม่ได้พูดอะไร ท่านจะพูดก่อนหรือครับ สักครู่ได้ไหมครับ ท่านสุรเชษฐ์ได้ไหมครับ คือท่านจะประท้วง ผมยังไม่ได้วินิจฉัยอะไรเลยครับ เชิญท่านนั่งก่อนได้ไหมครับ ผมจะขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ผมทราบดีว่าพวกเราแต่ละท่านมีเหตุผลในการทำหน้าที่ของแต่ละท่าน ท่านผู้อภิปราย ท่านผู้ประท้วงผมเองก็มีหน้าที่นะครับ และผมก็ได้เห็นความร่วมมือของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ที่ทำให้การประชุมเดินไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ตั้งแต่เราประชุมกันมานี้ผมก็เห็นว่า เรียบร้อยดีนะครับ ทีนี้ก็ขอเรียนว่าถ้าหากว่าพวกเราช่วยกันปฏิบัติตามข้อที่กำหนดแล้วก็ ทุกท่านทราบข้อบังคับ ข้อกำหนดดีอยู่แล้วนะครับ หากท่านได้ช่วยกันผมก็พยายามจะช่วย แล้วท่านผู้ประท้วงก็พยายามช่วยท่านผู้อภิปรายก็ช่วยนะครับ หากว่าทุกท่านได้ร่วมมือกัน อย่างนี้ก็จะเป็นไปอย่างที่ท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นนะครับ ก็ขอความกรุณาตรงนี้เถอะครับ เชิญท่านสุรเชษฐ์ต่อครับ มีท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการควบคุมการประชุม ประกอบด้วยการประท้วงตามสิทธิข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ผู้ประท้วงยืนและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้ชี้แจงถูกต้อง และประธานวินิจฉัยว่าได้มีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ ประท้วงหรือไม่ คำวินิจฉัยของท่านประธานถือเป็นเด็ดขาด ตรงนี้ละครับ ประธานจะต้อง วินิจฉัยว่าการประท้วงนั้นเจตนาที่ประท้วงถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประท้วงนี่ก็มีแค่คน ๒ คนที่ประท้วงซ้ำซาก แล้วก็แต่ละคนท่านประธานครับ ๑๓ วันนี่ บางคนนี่ ๓๗๘

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านประท้วง ผมนะครับ ผมก็จะพยายามทำหน้าที่ตามที่ท่านประท้วงนะครับ และความจริงผมก็ได้วินิจฉัย เป็นครั้ง ๆ ไปแล้วนะครับ ผมเรียนแล้วนะครับ ทุกท่านมีหน้าที่ ต้องทำหน้าที่ และผม มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนั่นก็คือ หากท่านผู้ประท้วงท่านมีสิทธิประท้วงนะครับ ผมก็ต้องให้สิทธิท่านนะครับ ก็ขอให้ผมดำเนินการประชุมต่อเถอะครับ ท่านมีอะไรเป็นเรื่อง ที่ผมวินิจฉัยแล้วใช่ไหมครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ถูกต้องครับ เพียงแต่ท่านประธาน ขอให้ท่านได้วินิจฉัยในเรื่องของบุคคลด้วยว่าเจตนาการประท้วงนี่เพื่อ ถ่วงเวลาหรือ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอโทษครับ ผมรับทราบสิ่งที่ ท่านพูดนะครับ และเป็นดุลยพินิจของประธานนะครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ต่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมาถึง ที่กำลังจะบอกกับท่านประธานว่าสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้มีเฉพาะในหมวด ๒ อย่างเดียว แต่ว่าสถานะของพระมหากษัตริย์นั้นต้องคำนึงถึง คำ ๒ คำในระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ครับ คือราชพระเพณีกับนิติราชประเพณี เพราะเมื่อการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ก็คือกำลังจะกระทบต่อราชประเพณี และนิติราชประเพณี เมื่อกระทบต่อราชประเพณีและนิติราชประเพณี รัฐสภาแห่งนี้ต้องเป็น คนวินิจฉัย ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะเราต้องมีความลึกซึ้งในเรื่องของราชประเพณีและนิติราช ประเพณี ผมคิดว่าเราไม่ลึกซึ้งพอครับ ที่จะรู้ว่าบัดนี้รัฐธรรมนูญของเรากำลังก้าวล่วงไปถึง ราชประเพณีและนิติราชประเพณีหรือไม่ ผมกำลังบอกกับท่านประธานว่าสถาบันของ พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในอีก ๒๘ ประเทศในโลกนี้ อยู่ในสภานะที่ต่างกัน

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ เหมือนเดิม ท่านก็พูดคำเดิมครับ เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์เกี่ยวกับ ราชประเพณี ซึ่งไม่มีในคำแปรญัตติของท่านเลย ท่านแปรญัตติในหน้า ๒๕๕ ไม่มีครับ แล้วท่านไปพูดทำไมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยนะครับ พูดฟุ่มเฟือยไม่ได้นะครับเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมได้ ขอความกรุณาท่านหลายครั้งแล้วในประเด็นนี้ ผมขอให้ท่านเอาเรื่องที่ท่านยกมาว่าท่านไม่มั่นใจ รัฐสภาแห่งนี้มีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องที่ท่านพูดนะครับ และท่านเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญ เหมาะสมอย่างไร เชิญตรงนั้นเถอะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธาน

(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานจริง ๆ ครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานฟังการกล่าวหารือว่าผู้ประท้วงเสร็จแล้วท่านจะต้องวินิจฉัยก่อน อย่าคล้อยตามสิครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วท่านไม่เข้าใจ ใช่ไหมครับ ผมวินิจฉัยแล้วเมื่อกี้นี้ ผมวินิจฉัยแล้วว่าเรื่องนี้ผมได้เตือนท่าน เตือนนะครับ ผมเตือนท่านนิพิฏฐ์หลายครั้งแล้วครับ อย่างนี้ไม่เรียกวินิจฉัยหรือครับ เชิญท่านกรุณานั่งครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับว่าสิ่งที่ท่านนิพิฏฐ์พูดผมได้ขอร้องท่านแล้วครับ เชิญท่านนั่งเถอะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ต่อเถอะครับ ผมขอความกรุณาเป็นครั้งสุดท้ายนะครับในประเด็นนี้ครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญคุณหมอครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านด้วยที่วินิจฉัยอย่างนั้นนะครับ เพราะว่าคุณนิพิฏฐ์ ยังอยู่ในประเด็นนะครับ ท่านแปรญัตติอาจจะไม่ได้แปรญัตติตัวตรงมาว่าหมายถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์นะครับ แต่การแปรญัตติถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านี้ก็คือเรื่องนั้นล่ะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านพยายามให้เหตุผลตอนนี้ ก็คือการให้เหตุผลประกอบคำแปรญัตติ ของท่านครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้คุณหมอครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ในประเด็นนี้ท่านพูด หลายครั้งแล้วครับ และผมได้เรียนกับท่านว่าในจุด ๓ จุดที่ท่านพูดนี้ท่านได้อธิบายเป็นที่เข้าใจ ชัดเจนแล้ว ขอความกรุณาให้ท่านพูดเรื่องอื่นต่อ ผมได้พูดตอนนี้ตั้งนานแล้วนะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์เถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ แต่เข้าใจว่าท่านก็กำลังจะจบอยู่แล้วครับ แล้วผมขอเรียนท่านต่ออีกนิดว่าในการประชุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็เข้าใจตรงกันกับท่านครับ ไม่แล้วครับ ท่านครับ ประเด็นนี้ผมวินิจฉัยแล้วครับ คุณหมอครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ ผมคิดเหมือนกันว่าท่านกำลังจะจบ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ จากจังหวัดตรัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอเรียนท่านประธานนิดหนึ่ง การประชุมวิป ๓ ฝ่ายที่บอกว่าวันนี้การประชุมตั้งแต่เช้าไม่ราบรื่นเลยครับ เพราะเนื่องจาก หลายปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรก ก็คือการประท้วงครับ

ปัจจัยที่ ๒ ก็คือการตึงเกินไปของท่านประธาน

เพราะฉะนั้นผมก็มิอาจจะกราบเรียนว่าในที่ประชุมวิปวันนี้ก็บอกว่าถ้าสามารถ จะผ่อนเรื่องนี้ได้นะครับ ปล่อยให้ผู้อภิปรายได้แสดงเหตุผลพอสมควรออกไปนอกเรื่อง ออกได้นิดหน่อยพอสมควร หรือว่าซ้ำกับผู้อื่น ซ้ำได้พอสมควรนี่ มันจะราบรื่นกว่านี้ แล้วก็ เราอาจจะจบภายในวันนี้นะครับสำหรับมาตรา ๒๙๑/๑๓ หรืออาจจะพรุ่งนี้ก็ได้ ฉะนั้น ขอความกรุณาครับทั้งฝ่ายประท้วงแล้วก็ท่านประธานครับ พวกกระผมก็จะพยายามที่จะ ให้อยู่ในประเด็นให้มากที่สุด และผมเชื่อว่าต่อไปนี้ไม่มีคนที่จะอภิปรายยาว ๆ แล้วครับ จะมีรวบรัดแต่อาจจะมีการให้เหตุให้ผลอะไรบ้างนี่ ผมว่าท่านประธานช่วยผ่อนหนักผ่อนเบา ด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขอเรียน และผมเชื่อว่าที่ประชุมก็คงเห็นนะครับว่าสิ่งที่คุณหมอพูดนี้ผมได้ทำอยู่ และผมทำมาตลอด ๑๐ กว่าวันนี้นะครับ ผมไม่เคยที่จะเป็นอย่างที่พูดนะครับ แต่ว่าด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านทำหน้าที่นะครับ ดังนั้นเพื่อลดสิ่งที่ท่านได้พูดมาเมื่อกี้นี้ ผมจึงต้องทำหน้าที่ ของผมบ้างนะครับ เพราะฉะนั้นก็เข้าใจตรงกันหมดทั้ง ๓ ส่วนนะครับ แล้วก็ผมยินดีรับฟัง ทุกเรื่องนะครับ แล้วผมก็ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกได้โปรดช่วยกันด้วยนะครับ เพื่อว่า จะได้เป็นไปตามที่วิปได้ตกลงกันนะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์เถอะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนั่งอยู่ในสภานี้ก็ตลอดเวลาของการพิจารณารัฐธรรมนูญครับ ผมก็น้อยใจท่านประธาน นิดหนึ่งครับว่าท่านบอกว่าท่านได้เตือนผมหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เป็นอะไรผมจะรับคำเตือน ของท่านประธาน แต่ว่าถ้าท่านประธานได้ให้ความเป็นธรรมกับผมสักนิดหนึ่ง ท่านประธาน จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นไม่มีท่านสมาชิกท่านไหนนะครับ พูดถึงสถานะของ พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเลย ผมคนเดียวครับ ที่พูดถึงสถานะของ พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมกำลังบอกท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ใหญ่มาก เรื่องนี้เราเห็นต่างกัน เรื่องนี้ไม่ควรให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย เรื่องนี้ควรให้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเหมือนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาให้ความเห็นมา ผมบอกว่า เรื่องนี้มันลึกซึ้ง พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย สถานะของพระองค์ไม่เหมือนกับ พระมหากษัตริย์ของประเทศอังกฤษ เช่นเดียวกันครับ ไม่เหมือนกับสถานภาพของ พระมหากษัตริย์ในประเทศฟินแลนด์ หรือในประเทศอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเรามีความเห็น ต่างกันในเรื่องนี้ครับ เรื่องนี้ไม่ควรที่จะให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพ เรื่องการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมกำลังจะจบใน ๒ นาทีนี้ มีอีก ๒ เรื่องที่ผมต้องพูดต่อในมาตรานี้ คือเรื่องรูปแบบของรัฐ ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ว่าในเรื่องของ รูปแบบของรัฐไม่ควรให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยด้วย เดี๋ยวผมจะให้เหตุผลท่านประธาน ท่านประธานนั่งเถอะครับ ไม่ต้องไปเกร็งคนประท้วง ประท้วงก็ประท้วงไป แต่ผมต้อง เดินไปถึงจุดที่ผมต้องการพูดให้ได้ ท่านประธานครับ ผมกำลังบอกกับท่านประธานว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมี ๒๙ ประเทศ และประเทศไทย เป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับรัฐนี้ แผ่นดินนี้มานานที่สุดในโลกนี้ ท่านประธาน จะเห็นว่ารอบ ๆ ประเทศของเรา

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยประท้วงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมกำลัง จะแสดงสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าเราไม่ได้เรื่องกระบวนการประท้วง และผมจะพูดคำนี้ครับ ซึ่งท่านประธานไม่ควรพูด เพราะท่านประธานเป็นประธาน แต่ผมจะขอพูดคำนี้ในข้อ ๔๕ ตอนประโยคสุดท้ายของวรรคแรกครับ คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด และเพื่อน สมาชิกที่ได้กล่าวหาว่าท่านประธานเฉไฉไม่ใช่เลยครับ ท่านประธานได้กล่าวหลายครั้ง และขอความกรุณาส่งความปรารถนาดีถึงท่านนิพิฏฐ์เถอะครับ ท่านพูดถึงเรื่องสถาบัน พระมหากษัตริย์โดยลักษณะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแปรญัตติ ไม่น้อยกว่า ๕ ครั้ง ท่านประธานก็วินิจฉัยแล้ววินิจฉัยอีก ใครยังจะมาว่าประธานได้อีกครับว่าท่านประธาน เข้มงวดเกินไป ดังนั้นท่านครับ ผมอยากให้สภาแห่งนี้ได้อ่านข้อ ๔๕ และอย่าได้กล่าวหา ประธานอีก ไม่ว่าใครครับ เราเคารพท่าน เรื่องคำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด ขอให้เราปฏิบัติตามนี้ ผมเคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่งครับท่านประธานว่าเราจะออกกฎหมาย ไปบังคับประชาชน ก็ข้อบังคับนี้เราออกกันเอง เขียนกันเอง แล้วเรายังมาว่าประธาน อย่างนี้ ไม่ถูกครับ และท่านประธานก็ได้ให้ความกรุณาแล้วท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านจะตั้งใจอย่างไร จากบ้าน ต้องตั้งใจอยู่ในกรอบกติกานี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คือผม ต้องเรียนท่านนิพิฏฐ์นะครับว่าผมให้โอกาสท่านได้อภิปรายแสดงเหตุผลในประเด็นที่ท่าน ผมไม่ได้ไปตัดอะไรท่านเลยนะครับ ผมก็ฟังมาตั้งแต่ต้น แล้วก็ให้โอกาสท่านพูดอยู่นะครับ ทีนี้เมื่อท่านได้แสดงเหตุผลชัดเจนแล้ว ผมก็เรียนท่านว่าชัดเจนแล้ว เป็นที่เข้าใจแล้ว ก็กรุณา อภิปรายต่อเถอะครับ ในประเด็นอื่นนะครับ ก็ขอความกรุณาท่านนิพิฏฐ์ ผมไม่ได้เป็นอย่างที่ ท่านพูดตอนต้น เมื่อกี้ท่านว่าผมว่าผมเตือนท่านอะไรต่ออะไรนี้นะครับ ก็เป็นไปตามที่ผมเข้าใจ และผมก็เรียนท่านแล้วนะครับ สำหรับคุณหมอสุกิจมีอะไรครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกสมาชิกรัฐสภา ถ้าผมไม่ขึ้นมา ผมก็เสียหายครับ เพราะว่าท่านผู้อาวุโสผู้ที่ ประท้วงเมื่อกี้นี้พูดในทำนองที่ว่าผมกล่าวหาว่าท่านประธานเฉไฉอะไรอย่างนั้น ความจริง ท่านประธานก็ฟังออกนะครับว่าผมไม่ได้กล่าวหาท่านประธาน แต่ผมบอกว่าบรรยากาศ เมื่อเช้านี้ เนื่องจากว่ามีการใช้ข้อบังคับที่ตึงเกินไปก็เลยทำให้การประชุมไม่ราบรื่น ทำให้ วิปต้องมาตกลงกันใหม่ว่าควรจะเดินไปอย่างไร เพื่อให้การประชุมราบรื่น และท่านก็อาจจะ ไม่ได้ฟังท่านนิพิฏฐ์อภิปรายนะครับ เพราะว่าท่านกำลังจะขึ้นเรื่องใหม่แล้วครับ เรื่องโน้น ท่านจบไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นการประท้วงแบบนี้ละครับที่ท่านประธานต้องกรุณาฟังบ้างครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เมื่อกี้คุณหมอได้พูด เรื่องนี้แล้ว ข้อตกลงของวิป แล้วก็พวกเราได้แสดงความเห็นกันพอสมควรแล้ว ผมเชื่อว่า ทุกคนเข้าใจแล้วว่าเราจะประชุมกันอย่างไรต่อนะครับ ดำเนินการประชุมอย่างไรต่อนะครับ ขอบคุณครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แต่การประท้วง แบบนี้ท่านประธานต้องเตือนบ้างครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพิฏฐ์เถอะครับ ก็เข้าใจกันดีทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วนะครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ

ผมกำลังจะผ่านในประเด็นนี้ไปครับ แต่ผมก็เรียนยืนยันกับท่านประธานนะครับว่าผมนั่งฟังอยู่ตลอดเวลาครับ ยังไม่มีท่านสมาชิก ได้พูดถึงสถานะองค์พระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ผมเป็นคนพูดคนเดียว ที่ผมฟังอยู่ แต่เมื่อท่านประธานบอกว่าเรื่องนี้ผมพูดเยอะ แล้วจริง ๆ ผมพูดยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ผมต้องการจะพูด ผมพยายามจะเลยเรื่องนี้ไปเพื่อที่จะ บอกกับท่านประธานว่าสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ของประเทศเรากับอีก ๒๘ ประเทศ ในโลกนี้อยู่ในสถานะที่ต่างกัน ผมกำลังเรียนท่านประธานครับ ใจของท่านประธานเอง ก็รับทราบว่าพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งกำลังมองสถานะของ องค์พระมหากษัตริย์ต่างกัน อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อเรามองถึงสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ ต่างกัน เราก็ไม่ควรจะวินิจฉัยเรื่องนี้ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อเถอะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ผมตั้งใจจะ อภิปรายตรงนี้อีกเยอะ แต่ว่าเมื่อท่านประธานไม่สบายใจและไม่อยากให้ผมอภิปรายเรื่องนี้ ผมจะผ่านเรื่องนี้ไป ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ มันมี ๓ เรื่องเท่านั้นละครับ มุมของกระผม ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ มันมีอยู่ ๓ เรื่อง ถ้า ๓ เรื่องนี้เกิดขึ้นให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ผมบอกว่า ถ้า ๓ เรื่องนี้เกิดขึ้นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ผมกำลังบอกกับท่านประธานว่าผมเป็นเสียงข้างน้อยที่บอก ว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เพราะอะไร ท่านประธานครับ เพราะเราต้องยอมรับความจริงครับว่าในขณะนี้ประชาชนส่วนหนึ่ง หรืออาจจะเลยมาถึงสมาชิกในรัฐสภาอีกส่วนหนึ่งเรามองรูปแบบของรัฐต่างกัน ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ จะจริง ไม่จริง ผมไม่ยืนยัน ใครจะพูดผมไม่ยืนยัน แต่มันมีคำ คำหนึ่งซึ่งเราเคยได้ยินกันว่ารูปแบบของรัฐไทยใหม่ ท่านประธานครับ ถ้ามาตรา ๒๙๑/๑๓ มีผู้สงสัยว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย เราจะทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งบอกว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่ากำลังมีการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐแล้ว การต่อสู้ในเรื่องรูปแบบของรัฐมันกำลังเกิดขึ้น เมื่อเป็น อย่างนี้ ผมเลยบอกว่าให้คนกลางดีกว่าครับ คือศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดมีการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า โยงถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ และสมาชิกส่วนหนึ่งบอกว่ากำลังมี การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะเป็นรัฐไทยใหม่ รัฐไทยเก่าก็แล้วแต่ เราไม่ประสงค์ จะให้เกิด แต่สมาชิกส่วนหนึ่งบอกว่าเปลี่ยนแปลงอย่างนี้เปลี่ยนแปลงได้ และมาลงมติกัน ในรัฐสภา ความขัดแย้ง ความแตกแยกจะเกิดขึ้น เรากำลังมองสิ่งซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือรูปแบบของรัฐแตกต่างกัน ผมสรุปตรงนี้ครับว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เกิดขึ้น ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าวันนี้เราก้าวล่วงถึงรูปแบบของรัฐแล้ว เราไม่ควร วินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะเรามองรูปแบบของรัฐไทยต่างกันแล้วครับ

เรื่องที่ ๓ สุดท้ายครับ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ บอกว่าจะกระทำมิได้ แต่ว่าผมก็เรียนท่านประธานว่าพระราชอำนาจของ พระมหากษัตริย์นั้น มิได้มีเฉพาะในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าท่านประธาน ได้กรุณาไปดูในหมวดของคณะรัฐมนตรี พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มีมากกว่าที่บัญญัติ ไว้ในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ที่เขาแก้มาท่านประธานครับ เขาบอกไม่ให้แก้หมวด ๒ เท่านั้นเอง แต่ว่าหมวดอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ สามารถที่จะ แก้ไขได้ครับ เช่น ต่อไปนี้ พระมหากษัตริย์สามารถที่จะมีพระราชอำนาจในการพระราชทาน อภัยโทษได้หรือไม่ ได้ไหมครับ เพราะว่าพระราชอำนาจในการพระราชทานให้อภัยโทษนี้ มิได้อยู่ในหมวด ๒ แต่อยู่ในหมวดของคณะรัฐมนตรี ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต่อไปนี้ พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษแล้ว เราจะว่าอย่างไรครับ เพราะไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ นอกจากนั้นที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือพระราชประเพณี นิติราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นมีอยู่หลายเรื่องครับ พระราชประเพณี พระราชพิธีพืชมงคล ไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ แต่เป็นพระราชอำนาจโดยทั่วไปของพระมหากษัตริย์ เขาเรียกว่า เป็นพระราชประเพณี พระราชอำนาจเกี่ยวกับงานเฉลิมพระชนม์พรรษาการ ฉลองสิริราชย์สมบัติไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ เลยครับ แต่เป็นพระราชประเพณี ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นบอกว่าต่อไปพระมหากษัตริย์ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ พระราชทานอภัยโทษไม่ได้ ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ซึ่งไม่ได้อยู่หมวด ๒ และเราขัดแย้งกันแล้วเราโยนให้สภาแห่งนี้ เป็นผู้ตัดสินว่า ต่อไปนี้พระมหากษัตริย์จะมีราชประเพณีในวันพืชมงคลได้ไหม วันฉัตรมงคล ได้ไหม ในการฉลองสิริราชย์สมบัติได้ไหม ในการพระราชทานกฐินหลวงได้ไหม ไม่อยู่ ในหมวด ๒ ครับ ถ้าเกิดสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น และให้สภานี้เป็นผู้วินิจฉัย ผมคิดว่ามันยิ่งใหญ่ เกินไปครับ เพราะว่าเรามองสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ของประเทศนี้ต่างกันแล้ว สิ่งสำคัญเหล่านี้ครับ ผมกำลังสรุปท่านประธานว่าต้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตใช้ช่วง โอกาสนี้ได้ชี้แจงทำความเข้าใจในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกที่สงวนความเห็น และสงวนคำแปรญัตติมาแล้วหลายท่าน จริง ๆ แล้วมาตรานี้ก็เป็นเพียงการที่จะบัญญัติ กระบวนการว่าหลังจากที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็จะส่ง ต่อมาให้รัฐสภา โดยท่านประธานรัฐสภารับเรื่องเสร็จท่านก็จะใช้อำนาจในการวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ทำมาจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ ผมย้ำนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ก็มีอยู่ ๓ เรื่อง ๓ เงื่อนไข

(๑) การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องไม่ไปกระทบถึงระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๒) ต้องไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐ และ

(๓) ต้องไม่ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์

ทีนี้หมวดพระมหากษัตริย์หลายท่านถามว่าหมวดไหน ก็คือหมวด ๒ นั่นครับ ตั้งแต่มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ แต่เดี๋ยวผมอธิบายนะครับ ที่หลายท่านห่วงว่าในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ ที่เป็นพระราชอำนาจ ถ้าถูกแตะต้องใครจะเป็นผู้วินิจฉัย จะทำอย่างไร เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

หลังจากท่านประธานรัฐสภาได้ใช้วินิจฉัยของท่านเบื้องต้น ถ้าท่านเห็นว่า น่าจะมีการบัญญัติที่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ท่านก็จะนำเรื่องนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของ รัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าขัดหรือไม่ขัด ประเด็นตรงนี้ที่เป็นประเด็นหลายท่านได้ ไม่เห็นด้วยเห็นต่างว่าน่าจะไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยมากกว่า แล้วก็บางท่านก็ พาดพิงว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเหมือนหนึ่งว่าเราจะไปสร้างประเพณีใหม่ในการวินิจฉัย กฎหมาย แทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ กลับกลายเป็น ให้รัฐสภาวินิจฉัยเสียเอง ผมอยากกราบเรียนในประเด็นนี้ถ้าท่านจะไปดูมาตรา ๒๙๑ ที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เขาก็จะพูดไว้คล้าย ๆ กับที่เราเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) นะครับว่าญัตติการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผล ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ คือห้ามเหมือนกันแต่เราห้ามเพิ่มว่าอย่าไปแตะ หมวดพระมหากษัตริย์นะ ทีนี้ถามว่าวรรคนี้ก็ไม่ได้เขียนต่อนะครับว่าการวินิจฉัยว่าญัตติ แก้รัฐธรรมนูญจะขัดไปกระทบต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เปลี่ยนรูปของรัฐหรือไม่ ท่านก็ไม่ได้บอกว่าต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย ผู้วินิจฉัยก็คือรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย ส.ส. ส.ว. ฉะนั้นแนวที่เรานำมาบัญญัติ ทำไมไม่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็เป็นแนวเดียวกัน เพราะเราถือว่าสมาชิกรัฐสภา ซึ่งกำลังพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในขณะนี้ เราตระหนักเราทราบถึง เจตนารมณ์ดีที่เราเขียน ๓ เรื่องนี้เข้าไปว่าห้ามไปแตะ ฉะนั้นผู้ที่จะวินิจฉัยให้ลึกซึ้ง และรู้เจตนารมณ์ดี ไม่ต้องมีองค์กรไหนอยู่ตรงนี้ละครับ สมาชิกรัฐสภาซึ่งก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ มากมายรวมแล้วตั้ง ๖๕๐ ท่าน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าความห่วงใยที่ท่านทั้งหลาย เป็นห่วงผมก็เคารพในความห่วงใยและเข้าใจในความห่วงใยของท่าน แต่ก็อยากขอความกรุณา ท่านว่าถ้าเราดูแนวตามมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ก็เป็นแนวเดียวกันกับที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ยึดถือและยกเอาร่างเดิมของ ครม. มาใช้ เราไม่ได้ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรครับ ทีนี้ในส่วนที่ท่านเป็นห่วงว่าพระราชอำนาจที่อาจจะมีอยู่ในหมวดอื่น ผมยกตัวอย่างเช่น ในหมวด ๙ ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๘๗ พระราชอำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๑๘๘ พระราชอำนาจในการประกาศใช้และยกเลิกกฎอัยการศึก มาตรา ๑๘๙ พระราชอำนาจในการประกาศสงคราม มาตรา ๑๙๐ พระราชอำนาจในการทำสนธิสัญญา สงบศึกหรืออื่น ๆ กับนานาประเทศ มาตรา ๑๙๑ พระราชอำนาจเกี่ยวกับการอภัยโทษ มาตรา ๑๙๒ พระราชอำนาจในถอดถอนฐานันดรศักดิ์และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือแม้กระทั้งมาตรา ๑๙๓ พระราชอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ตรงนี้ เป็นพระราชอำนาจถามว่าถ้าไปแตะตรงนี้เป็นไปได้ไหม กราบเรียนท่านนะครับว่าจริง ๆ แล้วแม้เราไม่ไปเขียนว่าห้ามแตะบทพระมหากษัตริย์ เพียงแต่เราเขียนว่า ห้ามมิให้ไป เขียนรัฐธรรมนูญกระทบต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข แค่นี้ก็ครอบคลุมทุกอย่าง ไม่มีใครที่จะไปแตะพระราชอำนาจ และที่สำคัญ ผมย้ำนะครับว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน แต่ละจังหวัด ๆ ละ ๑ ท่าน บวกกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากภาควิชาการ จากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ อีก ๒๒ ท่าน รวมเป็น ๙๙ ท่าน ผมมั่นใจครับว่า ไม่มีใครละครับที่จะไปลิดรอนพระราชอำนาจ ไม่มีใครละครับที่จะไม่จงรักภักดี และที่สำคัญ ที่สุดครับ ขณะที่จัดทำรัฐธรรมนูญเราก็บัญญัติบังคับว่าให้ฟังเสียงของประชาชนในทุกภูมิภาค เป็นสำคัญ นอกจากนั้นแล้วทำเสร็จแล้ว รัฐสภา ประธานสภาก็มีส่วนในการที่จะวินิจฉัย ก่อนที่จะเอาไปให้เจ้าของอำนาจอธิปไตย คือพี่น้องประชาชนเป็นผู้ลงประชามติ ฉะนั้น คงไม่มีใครละครับ ที่จะไปเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอันจะเป็นการลิดรอน พระราชอำนาจ ก็กราบเรียนให้ทุกท่านได้เกิดความสบายใจครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปครับ เป็นท่านนิพนธ์ บุญญามณี ท่านได้สงวนความเห็นไว้ตามรายงานในหน้า ๒๕๕ เชิญท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งในประเด็นนี้ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ผมขออนุญาตที่จะทำความเข้าใจ กับท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าสิ่งที่พวกกระผมพยายามที่จะอธิบายก็คือสิ่งที่พวกผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าพวกผมเห็นด้วยมันคงไม่ต้องมาเสียเวลาพูดในสภาแห่งนี้ แต่ว่าที่ต้องมาเสียเวลาพูดในสภาแห่งนี้ ผมคิดว่าเพื่อโน้มน้าวให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก เผื่อท่านได้จะเห็นแสงแห่งธรรมบ้างว่าสิ่งที่พวกผมเสนอนี่เป็นแนวทางนำไปสู่ความสมานฉันท์ ปรองดองที่ท่านพยายามพูด เพราะพวกผมคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดความ ขัดแย้งในสังคม ในประเทศไทยเราเวลาเกิดวิกฤติในบ้านเมืองท่านประธานลองไปดูเถอะครับ ประวัติศาสตร์ในทางการเมืองเวลาขัดแย้งกันเรื่องรัฐธรรมนูญมักจะเป็นเรื่องหลักที่สังคม ขัดแย้งกันไม่เกี่ยวกับการยึดอำนาจนะครับ สังคมเวลาเกิดการขัดแย้งกัน ปะทะกันกับฝ่าย อำนาจรัฐเกิดจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าในเมื่อตั้งใจที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่ ก็ควรจะให้ได้รัฐธรรมนูญที่ยอมรับกันทุกฝ่าย ท่านประธานต้อง เข้าใจว่าพวกกระผมในฐานะที่เข้าไปในนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ พวกกระผม เห็นนะครับว่าความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญมันเป็น ๒ ขั้วกันอยู่จริง ๆ ในสังคมนี้ รัฐธรรมนูญที่มาจากการฝ่ายไหนจะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ครับ เราจะเรียกว่าฉบับอะไร ก็แล้วแต่วันนี้ไม่เป็นที่ยอมรับก็บอกว่ามาจากการยึดอำนาจ เอาล่ะเมื่อเราจะคิดว่าร่างกันใหม่ เพื่อให้เกิดความยอมรับกันทั้งประเทศ ผมต้องพูดประเด็นนี้ไว้เพื่อทำความเข้าใจ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไปด้วยนะครับว่าทำไมพวกผมต้องสงวนคำแปรญัตติ เจตนา คือให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แล้วนี่เราไปทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราใช้งบประมาณเป็น พันล้านบาทนะครับ ถ้าคิดว่ามันไม่จำเป็นนี่พวกเราทำไมตั้งงบประมาณมากมายอย่างนี้ ไปทำเรื่องก่อให้เกิดใช้งบประมาณเป็นพัน ๆ ล้านบาทแล้ว แล้วกลับไปอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับ ในวันข้างหน้ามันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าอย่างนั้นเอางบประมาณนี้มาแก้ปัญหากุ้งราคาตกต่ำ ในภาคใต้ก็ยังจะมีประโยชน์มากกว่า แต่ว่าด้วยความตั้งใจจะให้การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายจริง ๆ สิ่งใดที่จะเป็นประเด็นนำไปสู่ข้อขัดแย้งเราไม่ควรจะ กำหนดให้เป็นประเด็นขึ้นมาอีก นี่คือเจตนารมณ์ที่พวกผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เมื่ออธิบายในห้องประชุมกรรมาธิการไม่เข้าใจท่านยังไม่เห็นแสงแห่งธรรมก็ต้องมาอธิบาย ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกซึ่งอยู่ในกลุ่มที่กระผมก็เห็น แนวทางนี้ครับว่าในประเด็นที่จะเป็นปัญหา ที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ไปยกร่างกันมานั้น สสร. ไปร่างมาผิดเพี้ยน ผิดไปจากมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ นี่คือประเด็นที่หลายท่านห่วงใย ผมไม่คิดว่าท่านนิพิฏฐ์จะอภิปรายนอกประเด็นเลยครับ แต่ผมเห็นด้วยทุกประการกับเหตุผลที่ท่านนิพิฏฐ์ยกมา เพราะนั่นคือที่มาที่เราบอกว่าถ้ามัน เป็นประเด็นซึ่งต้องยอมรับว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เป็นอย่างยิ่ง เป็นประเด็นที่กระทบกระเทือน ถ้าหากว่าเกิดขึ้นในกรณีอย่างนั้น จะกระทบกระเทือนจิตใจของคนทั้งประเทศ คิดว่าคงไม่มีใครไปยอมว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์ เช่นนั้นเกิดขึ้น ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านทราบอย่างไรครับ ในกรรมาธิการ อภิปรายประเด็นนี้กันเยอะ จนกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องยอมเพิ่มเติมข้อความต่อไป ในวรรคห้า เรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพิ่มให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ นั่นก็คือ เรายอมรับกันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริง ๆ ของประเทศนี้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ เมื่อจะพูดถึงอย่างนั้น ความละเอียดอย่างนั้น การโยงใยว่าใครจะใช้ อำนาจ ถ้ากรณีวินิจฉัยว่าเรื่องดังกล่าวขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ มันก็ ก่อให้เกิดความคิดได้ว่าถ้าร่างเดิมของกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านบอกว่าให้เป็นหน้าที่ของ รัฐสภา พวกผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยบอกว่าไม่ได้ รัฐสภาจะไปวินิจฉัยในประเด็น ซึ่งละเอียดอ่อนอย่างนี้แล้วมันเป็นความเชื่อกันอย่างนี้ ไม่ได้ เราจะเอาเสียงข้างมาก ไปวินิจฉัยในเรื่องว่าขัดหลักกฎหมายหรือไม่ มันไม่ใช่หลักของการที่จะเอาเสียงข้างมาก มาวินิจฉัย เพราะกรณีจะขัดหรือไม่ขัดมันเริ่มทำให้มีความรู้สึกเป็นฝ่ายอย่างไรครับ ถ้าเรา จะขอความเห็นพ้องเราจะต้องให้องค์กรที่มีความรู้สึกว่าไม่เป็นฝ่าย ไม่มีพรรค ไม่มีพวกเข้ามา เป็นคนวินิจฉัย ในรัฐสภานี้ต้องยอมรับท่านประธานครับ มีพรรคการเมือง มีพวก การที่จะหา ฉันทามติให้ได้มาซึ่งความถูกต้องในเรื่องละเอียดอ่อนนั้น เอาคำว่า เป็นพวก เป็นพรรค มาวินิจฉัยมันไม่ได้ ผมจึงแปรญัตติสงวนความเห็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ จะบอกว่าให้รัฐสภานี้เป็นองค์กรวินิจฉัย ผมบอกว่าเมื่อท่านประธาน ผมยอมรับแล้วว่าวันนี้ เขียนกลไกให้อำนาจท่านประธานไปเสียแล้ว โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยในการที่จะให้อำนาจ ท่านประธาน ผมอยากจะให้ท่านประธานทำหน้าที่เพียงบุรุษไปรษณีย์เท่านั้นครับ ไม่ต้องมี อำนาจในการวินิจฉัยว่าขัดหรือไม่ขัด ได้รับมาส่งเข้ามาให้รัฐสภาเลย ถ้าจะเอา หรือว่าส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะถ้าหากว่าคนที่รับเรื่องไปวินิจฉัยเบื้องต้นเป็นพวกเสียแล้ว ผมไม่ได้ว่าใครเป็นพวกใครนะครับ มีความรู้สึกเป็นพวกเสียแล้ว ความเป็นกลางมันก็ไม่มี เมื่อความเป็นกลางไม่มี เราจะนำสิ่งที่เราวิตกกังวลเข้าสู่สภาได้อย่างไร หรือถูกส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นเบื้องต้น แต่ว่ามันเลยขั้นนั้นมา ประเด็นที่ ผมคิดว่าเป็นประเด็นยิ่งใหญ่ก็คือว่าถ้าเราจะให้รัฐสภาเป็นองค์กรวินิจฉัย รัฐสภาวินิจฉัย เรื่องอย่างนี้ไม่ได้ครับ เพราะรัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. อย่างน้อยที่สุด ๒๒ คน และในที่สุด ๒๒ คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นผ่านไปจากกลไกของรัฐสภา แล้วก็มีข้อสังเกตว่า ๒๒ คนนั้น ถูกกฎระเบียบที่กำหนดโดยประธานรัฐสภา ซึ่งผมไม่ทราบว่าใครมาทำหน้าที่ เพราะความ ไม่แน่นอนในโลกนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา วันหนึ่งท่านประธานของผมอาจจะเป็นคนทำหน้าที่ รักษาการณ์แทนก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นใครก็แล้วแต่ที่มาทำหน้าที่ในการที่จะเลือกสร้าง ระเบียบ วันนั้นเราจะได้รู้ใครทำหน้าที่ ท่านประธานครับประเด็นมันก็คือว่าเมื่อรัฐสภาแห่งนี้ ไปมีส่วนได้เสียในการคัดเลือกคนไปร่างรัฐธรรมนูญ และคนที่เราเลือกไปร่างรัฐธรรมนูญ มาเสนอเข้ามาอย่างนี้ เราก็ต้องบอกว่าคนที่เราส่งไปทำหน้าที่แทนเรา เราส่งเขาไป ทำหน้าที่แทนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องถือว่าไม่ขัด ก็ต้องถือวินิจฉัยเบื้องต้นว่าคนของตัวเอง ทำถูกที่ตัวเองเลือกไป เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้แล้วเราจะปล่อยให้กลไกรัฐสภามาทำหน้าที่วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขัดหรือไม่ขัด มันไม่สมควรครับ เพราะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความที่บอกว่าไม่มีพวก ไม่มีพรรค ผมคิดว่ารัฐสภาไม่ควรทำหน้าที่นี้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยเรื่องทำนอง อย่างนี้อยู่แล้ว ความคิดเห็นของพวกผมไม่ใช่ไม่มีที่มานะครับ เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้หลายคนก็ พูดว่าอย่างน้อยที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้มีแนวคิดในทำนองนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นด้วยที่จะให้ กลไกหรือองค์กรรัฐสภาเป็นผู้มีหน้าที่ในการวินิจฉัยซึ่งท่านประธานก็คงจะได้เห็นหนังสือ ฉบับลงในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งท่านประธานก็ได้สำเนาแจกเพื่อนสมาชิกในการพิจารณา องค์กรสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภามีความห่วงใย มีความกังวลในเรื่องนี้เสมือนกับ พวกผมนี่ละครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างน้อย ๔-๕ คน ที่อภิปรายไปก่อนหน้า ผมมีความกังวลในประเด็นนี้ว่าเราจะไม่ทบทวนกันเลยหรือเมื่อเสียงของผู้หลักผู้ใหญ่ ในบ้านเมืองในแผ่นดินนี้เขาทักท้วงมาอย่างนี้ เขาเป็นกลไกเป็นองค์กรที่มาจากรัฐธรรมนูญ เขายังทักท้วง เขายังเห็นข้อที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าว่าถ้าเกิดขึ้นอย่างนี้มันจะก่อผลกระทบ อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความรู้สึกว่าไปกระทบกับข้อความ ผมไม่ต้องอภิปรายซ้ำ ในวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า มันก็จะก่อให้เกิดการต่อต้าน มันก็จะก่อให้เกิด การพูดจาในทำนองไม่ยอมรับ แล้วก็ฉายาต่าง ๆ ก็จะตามมาอีก ท่านประธานสามารถ ก็คงจะจำได้ครับ วันหนึ่งรัฐธรรมนูญเขาไปร่างกันขึ้นมาบังคับใช้แล้วห้าม ส.ส. เป็นอย่างโน้น ห้าม ส.ส. เป็นอย่างนี้ ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกเรียกว่า ฉบับหมาเมิน อันนี้ชาวบ้าน พูดกันนะครับ ผมไม่อยากเห็นในสมัยที่พวกผมมีส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกชาวบ้าน ให้ฉายาในเชิงที่ไม่ดี และลูกหลานวันข้างหน้าเขามาถามว่าใครเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใครเป็นคนแก้แล้วเปิดเงื่อนไขให้ทำกันอย่างนี้ เขาจะไปดูประวัติหมดเลยครับว่าในวันนั้น รัฐสภาประกอบด้วยใครบ้าง วันนี้ผมเลยพูดบอกว่าอย่างน้อยที่สุดวันหนึ่งลูกหลานผมมาดู รายงานการประชุมเขาจะบอกว่าพวกผมคัดค้านแล้วแต่ท่านไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร พวกผมถือว่า ได้ทำหน้าที่ในการทักท้วงท่านแล้ว แต่ในฐานะเป็นเสียงข้างน้อย เราก็ยอมรับกติกาว่า พยายามพูดกันด้วยเหตุด้วยผลหว่านล้อมท่าน เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดผมพูด ผมชี้ประเด็น ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็ได้เห็นปัญหาและในที่สุดท่านก็ยอมแก้มาตรา ๒๙๑/๕ ไปแล้ว เผื่อว่ามาตรานี้ท่านจะได้ไปพินิจพิเคราะห์ให้ดีครับว่าวันหนึ่งจะเกิดปัญหาขึ้นหรือไม่แล้ว ทำไมเราต้องเอาให้รัฐสภานี้มาเป็นผู้วินิจฉัย ทำไมเราไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเขามีหน้าที่ หลักที่จะพิจารณาเรื่องในทำนองนี้อยู่แล้ว และเขาเป็นองค์กรที่ต้องถือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สังกัดพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญไม่มีพวก ไม่มีฝ่าย ท่านจะได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญวินิจฉัย บางครั้งไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนในสังคมนี้ แต่ว่าทุกคนยอมรับ เพราะนั่นคือ องค์กรที่เราบอกว่าเรายอมรับให้ทำหน้าที่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นพวกผมในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ผมเลยไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะไปกำหนดให้หน้าที่ ท่านประธานจะได้ดูนะครับว่าของผมเขียนไว้ แปรญัตติไว้ไม่ยาวหรอกครับ ผมอ่านสั้น ๆ เฉพาะประเด็นที่ผมขอสงวนความเห็นบันทึกไว้เท่านั้นว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากว่าอย่างไร ขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านมาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าเมื่อ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา วรรคสอง ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ผมได้สงวนคำแปรญัตติจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยในร่างดังกล่าว

วรรคสอง บอกว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ท่านเห็นไหมครับว่าเขา เชื่อมโยงถึง นี่คือสิ่งที่พวกผมพยายามอธิบายโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าอย่างไรครับ ที่ท่านนิพิฏฐ์เพียรพยายามต้องอธิบายครับ เพราะว่าเขาโยงไปถึง หากว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้ เดิมเขียนว่ารัฐสภาวินิจฉัย ผมขอแก้เป็นว่า ที่ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในจาก ๗ วัน ผมแก้เป็น ๑๕ วันนับแต่วันที่ ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ วรรคอื่นผมเห็นด้วยที่ได้บัญญัติเป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ว่าสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยคือประเด็น เรื่องศาลรัฐธรรมนูญกับประเด็นที่จะให้ทำหน้าที่แทนรัฐสภา ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านเห็นอย่างนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยเหตุผลที่ผมได้เรียนมาเบื้องต้นว่าเมื่อผม ไม่เห็นด้วย ผมก็ต้องมีเหตุมีผลในการที่จะมาอภิปรายแล้วก็ชี้ให้เห็นว่าทำไมพวกผมไม่เห็นด้วย เพราะผมไม่ต้องการให้รัฐสภานี้ถูกกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ที่พวกมากลากไป หรือว่าเสียงข้างมากต้องการสิ่งใดท่านก็ได้เอาตามที่ท่านต้องการทุกประการ โดยไม่ฟังเสียงของส่วนน้อย หรือถ้าหากว่าผมด้วยความเคารพท่านประธานคณะกรรมาธิการ ร่างที่แก้ไขนะครับ ท่านบอกว่าเราก็ฟังประชามติอยู่ตลอดเวลา ท่านอย่าคิดว่าผมไม่อยากจะ ไปพูดหรือกล่าวหาท่าน ที่จริงถ้าพวกเราในห้องประชุมพูดกันก็ยังไม่มีการรับฟัง และประเด็น ที่จะไปฟังพี่น้องประชาชนพูด พวกผมมาพูดแทนพี่น้องประชาชน นี่ก็ฟังมาจากเหตุผลของ พี่น้องประชาชนนั่นละครับ ประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนทั่วไปพูดกันท่านจะฟัง หรือครับ พวกผมพูดท่านยังไม่ฟังเลย ในห้องประชุมนั่งอยู่กับท่าน ท่านยังไม่ฟัง เอาละครับ พวกผมอาจจะบอกว่าท่านสังกัดพรรค เอาเป็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินพูดท่านยังไม่ฟังเลยครับ ผมพูดท่านไม่ฟัง ท่านบอกว่าท่านจะฟังประชาชน มันเป็นไปได้อย่างไร ผมพูดผมตัวแทน ประชาชนพูด ท่านยังไม่ฟัง และไม่ใช่คนเดียวด้วยครับ พูดกันหลายคนในสภาแห่งนี้ท่านไม่ฟัง เอาว่าพวกผมอาจจะอยู่ต่างพรรคกับท่าน ท่านไม่ฟัง ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาไม่มีพรรคการเมือง เขาพูดท่านยังไม่ฟังเลย เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าเราไปทำประชาพิจารณ์อยู่แล้ว พูดให้สวย พูดให้หรูพูดได้ แต่ว่าผลในทางปฏิบัติมันเกิดยาก เสมือนหนึ่งบอกว่าถ้าสภาแห่งนี้ให้อำนาจ ประธานไปแล้วประธานจะไม่ใช้อำนาจ ประธานจะไปบอกให้เลขาธิการ ไปใช้อำนาจแทน มันไม่ได้ครับ พูดให้ฟังดูดีมันพูดได้ แต่ว่าในทางกฎหมายมันทำไม่ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญนี้เขียน บอกว่าให้อำนาจประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาต้องเป็นคนดำเนินการ ประธานรัฐสภา ดำเนินการผิดพลาดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ประมวลกฎหมายอาญามันเอาโทษประธาน รัฐสภา ถ้าท่านบอกว่าท่านมอบให้เลขาธิการ เลขาธิการไปทำผิด เลขาธิการก็ไม่มีความผิด เพราะไม่ใช่หน้าที่เลขาธิการ นี่คือสิ่งที่บอกว่าพูดให้สวยพูดได้ พูดให้น่าดูว่าเป็นนักประชาธิปไตย พูดได้ แต่ทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมวิตกกังวลในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ด้วยความเคารพท่านประธานคณะกรรมาธิการ โดยส่วนตัวก็เคารพกับท่านจริง ๆ ครับ แต่ว่า มันน่าเชื่อถือน้อยลงทุกวันถ้าพฤติกรรมที่ผ่านมาว่าเสียงประชาชนจะได้รับฟังหรือ วันนี้พวกกระผมทำหน้าที่ในฐานะคณะกรรมาธิการ ในฐานะ ส.ส. ท่านก็ยังไม่ฟัง คนที่เขา ทำหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจการแผ่นดินท่านก็ยังไม่ฟัง นี่คือสิ่งที่ผมวิตกกังวลว่ารัฐธรรมนูญที่ พวกเราตั้งใจจะให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นการยอมรับของคนทั้งประเทศในที่สุดมันก็ไม่เป็นที่ ยอมรับของคนทั้งประเทศ ถ้าเมื่อเราเริ่มร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราเริ่มแบ่งฝ่าย คนที่อยากได้ อะไรร้อยแล้วเอาเสียหมดคนเดียวร้อย แล้วให้คนอื่นนั่งดูตัวเองว่าได้ไปหมดทั้งร้อยแล้วจะ มาบอกว่าให้คนที่ไม่ได้อะไรเลย ฝั่งที่เขาไม่ได้รับการยอมรับอะไรเลยมาพูด มาเป็นสามัคคี มาเป็นพวกท่าน ไม่มีทางหรอกครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมวิตกกังวลแม้ว่าเราจะบอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นปัญหาของประเทศ ผมก็ไม่มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี ๒๕๕๖ จะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ เราอาจจะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ สมมุตินะครับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเราอาจจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๕๖ หลังจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ บังคับใช้ผมไม่มั่นใจว่าหลังจากนั้นเราจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันอีก หรือไม่ เมื่อฝ่ายที่เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่อยากพูดในที่แห่งนี้ เป็นรัฐธรรมนูญของคนนั้นคนนี้ ผมก็ไม่อยากระบุชื่ออีกว่าใคร คนที่เขาไม่เห็นด้วยเขาก็ทำทุกวิถีทางที่ต้องการล้มเลิกรัฐธรรมนูญให้ได้อีก และประเทศไทย เราเมื่อไรมันจะยุติวิกฤติรัฐธรรมนูญละครับ นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าถ้าไหน ๆ จะร่างรัฐธรรมนูญ กันสักครั้งหนึ่งเรายอมได้ไหมที่จะขอความเห็นพ้องจากคนทั้งประเทศอย่างแท้จริง อย่าบอก ว่าเรามีเสียงข้างมากแล้วทำอะไรตามใจฉันเสียทุกเรื่อง ฟังเสียงข้างน้อยเขาบ้างว่าเขาจะเอา อย่างไร เขามีเหตุมีผลไหม ถ้าสิ่งไหนที่เขาพูดมีเหตุมีผลฟังเขาหน่อย ทบทวนหน่อยมันจะ เกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากพูดว่ามันจะเป็นจะตายกันหรืออย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในการที่จะไปกำหนดให้ รัฐสภาเป็นองค์กรที่จะวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันใหม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เกี่ยวกับเรื่องรูปการปกครอง ผมขออนุญาตที่จะสรุปนะครับท่านประธาน ในการที่จะให้ รัฐสภาวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันมานั้น ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวรรคห้าหรือไม่ที่กำหนดไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ นี่คือสิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในการที่จะให้รัฐสภาทำหน้าที่วินิจฉัยเพราะผม ถือว่ารัฐสภาเป็นองค์กรที่มีส่วนได้เสียในการเลือก สสร. และรัฐสภาเป็นองค์กรที่มี พรรคสังกัดแม้ว่าไม่ทั้งหมดก็มีพวก มีกลุ่ม ผมจึงเห็นว่าควรจะให้องค์กรของศาลรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันมาใหม่ขัดกับบทมาตราดังกล่าวหรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านสาธิต ปิตุเตชะ ครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมได้สงวนความเห็นไว้ในฐานะของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ สำหรับมาตรานี้ก็เป็นขั้นตอน หลังจากที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น แล้วก็เป็นกระบวนการเพื่อจะนำไปสู่การทำประชามติ มาตรานี้ก็เชื่อมโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งผมได้อภิปรายไป ด้วยเนื้อหาสาระที่เชื่อมโยงกัน มาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็พูดถึงการวินิจฉัย ความชอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ความชอบของรัฐธรรมนูญที่ว่านี้ก็หมายความว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปแตะบทบัญญัติ ในหมวดพระมหากษัตริย์ก็ให้อำนาจของรัฐสภา หรือให้อำนาจของประธานรัฐสภา เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งเกิด ทั้งตายก็ ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก แล้วก็เสียงข้างมากเป็นตัวชี้ขาดชี้วัด ผมได้อภิปรายตั้งแต่วาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการว่าผมไม่เห็นด้วยกับการร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะ ผมเห็นมันมีสิ่งที่จำเป็นมากกว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญ ผมพูด ตั้งแต่ในชั้นรับหลักการว่าปัญหาข้าวของแพง ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน น่าจะมีความสำคัญกับการแก้รัฐธรรมนูญ อยากให้รัฐบาลไปแก้เรื่องที่เป็นปัญหาโดยตรงกับ พี่น้องประชาชนมากกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ขั้นตอนในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เขาเริ่มต้น ที่เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ทำร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญได้เสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้นำเสนอต่อ ประธานรัฐสภา วรรคสอง ก็พูดถึงเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็หาก มีความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าที่ได้ เสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ก็ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายใน ๗ วัน คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องไปดำเนินการ ประกาศกำหนดวันออกเสียง ประชามติตามวรรคสาม ซึ่งอันนี้ละครับเดี๋ยวผมจะอภิปรายให้เห็นถึงข้อสังเกตในวรรคสาม อาจจะมีปัญหาในเรื่องกำหนดระยะเวลาของการทำประชามติ แล้วก็ในวรรคห้า เรื่องการให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลรับรองเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ผมเรียนกับท่านประธานไว้ก่อนนะครับ เพราะถึงแม้ว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะไม่มี การแก้ไข แต่เป็นการเชื่อมโยงของการแก้ไขของผม ในข้อความที่ผมแก้ไขในวรรคสองว่า เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ผมตัดคำว่า หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มี ลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมก็ตัดข้อความตรงนี้ไป เพื่อให้สอดคล้องกับการที่ผมสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) เพราะในความหมาย ของผมก็คือว่าถ้าสมมุติกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นตามผม เปลี่ยนอำนาจรัฐสภาไปเป็น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา ๒๙๑/๕ กรรมาธิการก็ไม่จำเป็นต้องเขียนข้อความนี้ลงไป นะครับ ประธานรัฐสภาก็มีอำนาจเพียงเป็นไปรษณีย์ส่งร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ร่างเสร็จแล้ว ไปให้กับ กกต. ได้ดำเนินการเพื่อที่จะทำประชามติ ความจริงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ที่เราได้ร่วมทำงานกันมา ท่านเลขานุการ ท่านนายแพทย์ชวลิตก็นั่งอยู่ที่นี่ ความจริงเราพูดกันไป ถึงความเห็นในเรื่องนี้มากไปกว่าความเห็นของประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป เรามีการพูด กันหลายเรื่อง แต่ว่าอย่างไรก็ตามกลับมาสู่ประเด็นขั้นตอนของการทำประชามติ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าเหตุผลหนึ่งที่ผมอภิปรายเสมอไม่ว่าจะเป็นมาตราไหนก็คือเหตุผลเรื่อง ความเร่งรีบ รีบร้อน ข้อสังเกตของผมในวรรคสามและวรรคสี่ก็เป็นปัจจัยที่มาสนับสนุน เพราะอะไรผมถึงบอกว่าทำไมถึงได้ใช้คำว่า เร่งรีบ รีบร้อน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมให้ความหมายการสงวนความเห็นไว้ ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งรัฐ หรือการแก้ไข บทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความแตกต่างแล้วก็มีความหมายรวมไปถึงการ แก้ไขบทบัญญัติ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ ท่านวรชัย ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ท่านตัด (๑) ออกอย่างเดียวท่านประธานครับ ท่านไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในวงเล็บอื่นเลยครับ แล้วท่านไปพูดเรื่องอื่นทั้งนั้นเลย ไปพาดพิงถึงเรื่องของแพงบ้าง หลายครั้งแล้วผมไม่อยาก ลุกขึ้นประท้วง ผมปล่อยให้ท่านพูดไปครับ แต่ว่าท่านพูดตั้งนานแล้วยังไม่เข้าในประเด็นที่ ท่านตัดในวรรคสองออกเลยครับ ขอให้ท่านพิจารณาด้วยท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ฟังท่านอยู่ และท่านก็ เล่าฟังให้นิดหนึ่งว่ามันโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใช่ไหมครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ซึ่งอันนั้นท่านแปรญัตติไว้ เรื่องเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญไว้ใช่ไหมครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ใช่ครับ แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ไปเกี่ยว โยงกับบทบัญญัติ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันนั้นท่านก็ผ่านไปแล้ว ทีนี้ พอมาถึงอันนี้ท่านโยงมาผมเข้าใจตอนนั้น ทีนี้ก็อยากจะขอความกรุณาให้ท่านกระชับเข้ามา นิดหนึ่ง

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความ เคารพท่านประธานครับว่าคือผมขอความเห็นใจท่านประธานว่าความจริงเวลาเพื่อนสมาชิก อภิปราย เราลุกขึ้นมาแล้วเราอภิปรายในมาตรานั้นเลยพี่น้องประชาชนไม่ดูทีวีตลอดนะครับ คือมันจะต้องอธิบายให้ฟังว่าหลักของมาตรานั้นเป็นขั้นตอนอะไร มันเชื่อมโยงกับมาตราไหน สุดท้ายก็นำไปสู่ว่าที่ความเห็นไม่เหมือนกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เพราะเหตุผลอะไร แต่อยู่ดี ๆ จะมาบอกว่าตัดมาตรานี้แล้วก็นั่งลงบอกว่าไม่เห็นด้วย ผมว่าประชาชน ไม่ได้ความรู้หรอกครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันนี้ผมเข้าใจ ผมถึงได้ เปิดโอกาสให้ท่านได้อภิปราย เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมอยากฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกว่าต้อง เข้าใจด้วยนะครับว่าเราก็ต้องมีการอธิบายให้พี่น้องประชาชนซึ่งไม่ได้เรียนกฎหมายทุกคน ทุกคนก็ต้องมีการลำดับเหตุการณ์แล้วก็เล่าถึงหลักการให้ฟังเสียก่อน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญต่อครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่เราพูดถึงอำนาจรัฐสภาที่ผมไม่เห็นด้วยที่จะยกเอาอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไปให้รัฐสภา เหตุผลหลายประการครับ ผมอภิปรายไปแล้วว่าเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็เขียนไม่ชัดในมาตรา ๒๑๔ ว่าถ้ามีกฎหมายใดขัดหรือแย้ง หรือร่างกฎหมายใดขัดหรือแย้ง กับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เหตุผลอันนั้นก็หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรที่อยู่เหนือความขัดแย้ง ความเห็นต่างนอกองค์กรที่สำคัญระหว่าง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ถามว่าแล้วอำนาจนี้วินิจฉัยอะไร ก็วินิจฉัยว่าถ้าเกิด สสร. ๙๙ ท่าน ไปร่างกฎหมายมาแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างนั้นซึ่งวันที่ร่างยังไม่เป็นรัฐธรรมนูญนะครับ เป็นเพียงร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ บังเอิญถ้าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีบทบัญญัติไปเปลี่ยนแปลง การปกครอง หรือระบอบการปกครองไปแตะหมวดบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ อันนี้ที่ผมอธิบายก็หมายความว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ผมรวมไปถึงมีท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้อภิปรายไว้น่าสนใจว่าการแก้บทบัญญัติอื่น ซึ่งไม่ใช่ หมวด ๑ หมวดพระมหากษัตริย์ แต่ถ้าไปลดทอนอำนาจของพระมหากษัตริย์ อันนี้ก็น่าจะมี ความหมายรวมไปด้วย ในการวินิจฉัยความไม่ชอบหรือบทบัญญัติที่ไปกระทบหมวด ๑ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงประเด็น รัฐสภากับศาลรัฐธรรมนูญไปเยอะแล้วนะครับ ผมก็อยากตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าความจริงตำแหน่งประธานรัฐสภาในความคิดของผมเป็น ตำแหน่งที่ทรงเกียรติ เพราะเป็นประมุขของสภานิติบัญญัติ สภานิติบัญญัติมีที่มาที่น่าชื่นชม เป็นที่อันทรงเกียรติ เป็นที่อันศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นที่มาจากพี่น้องประชาชน ๖๗ ล้านคน มาจากทั่วประเทศครับ มาจากกทุกจังหวัด ในระบอบประชาธิปไตยในประเทศอื่นเขาจะ มีความภาคภูมิใจมากว่าการเลือกตั้งที่ได้เป็นผู้แทน การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ เพราะว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าประมุขของ สภานิติบัญญัติมีอำนาจสำคัญก็คือการควบคุมการประชุมของสภาด้วยความเป็นกลาง การลงความเห็นไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจประธานรัฐสภาไปเห็นชอบกับกฎหมาย ไปทำเรื่อง ที่เป็นอำนาจแต่เป็นประมุขในการควบคุมการประชุมสภา

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือมีหน้าที่ในการลงนามสนองพระราชโองการ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่สำคัญของประธานรัฐสภา แต่ร่างแก้ไขฉบับนี้ล่ะครับเป็นการให้อำนาจ ประธานรัฐสภาอย่างล้นเหลือ อย่างมากมาย ทั้งการเกิดและการตายที่ผมได้อภิปรายไว้ เมื่อตอนมาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมยังไม่เห็นชอบแล้วก็ไม่เห็นด้วยว่าตำแหน่งอันทรงเกียรติอันนี้ จะต้องเข้าไปวินิจฉัยในประเด็นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งเหมือนกับที่ท่านประธานรัฐสภา ที่ขึ้นมาทำหน้าที่เคยพูดว่าจะเป็นพระคุณมากถ้าไม่เขียนไว้ให้ท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยผมก็ เห็นด้วยกับท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังมีข้อสังเกตในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในเรื่อง ของสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นและผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเจตนารมณ์ของการ ร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับว่าเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องไปทำประชามติ ในกรรมาธิการยังมีการถกเถียงกันด้วยซ้ำว่าความจริงน่าจะมีการทำประชามติก่อนที่จะมีการ ไปเลือก สสร. ว่าเห็นควรว่าจะแก้รัฐธรรมนูญดีไหม ให้ประชาชนตัดสินเสียก่อนว่าเขาอยากจะ แก้รัฐธรรมนูญหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ โอเค ล่ะครับ เป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ว่าไปทำ ประชามติในมาตรานี้เพียงครั้งเดียว คือหลังจากที่สภาร่างรัฐธรรมนูญไปร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็ไปทำทีเดียวเลยว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร การไปทำประชามตินั้นความจริงก็มี ข้อถกเถียงหลายประเด็นว่าจะทำทั้งฉบับ บางคนก็ทำเป็นบางประเด็น ที่สำคัญก็คือว่าการทำ ประชามติมันต้องมีระยะเวลาพอสมควร ผมกำลังจะชี้ให้ท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ได้เห็นปัญหาตรงนี้นะครับว่าความจริงในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมต้องกราบขออนุญาต ท่านประธานว่าความจริงผมไม่สามารรถอภิปรายได้เลยตั้งเป็นข้อสังเกตครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนน์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับมีผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้ประท้วงรอบหนึ่งแล้วนะครับ แล้วก็ผมขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ท่านประธาน ผู้อภิปรายเมื่อกี้ผมว่าเขาตัด (๑) ออกอย่างเดียวครับ เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องของ การทำประชามติเลย แล้วก็พูดซ้ำซาก ๒-๓ รอบแล้วนะครับ ข้อความเดียววงเล็บเดียวครับ ขอให้ท่านพิจารณาด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสาธิตครับ เมื่อกี้ผมกำลังจะทักท้วง ผมก็เลยไม่ทักท้วงเพราะผมเพิ่งขึ้นมาใหม่เดี๋ยวก็ไม่อยากให้ เสียบรรยากาศนะครับ ก็คิดว่าใช้เวลาไม่มากใกล้จะจบแล้วครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมใช้เวลาไม่มากประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอสมควรแล้ว กระมังครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมมีประเด็นเป็นข้อสังเกตฝากให้ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นิดหนึ่งนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ท่านประธานครับ ในการกำหนดในวรรคสามของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ไปกำหนดว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งต้องประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติภายในไม่เกินหกสิบวันแต่ไม่น้อยกว่า สี่สิบห้าวัน แล้วก็เขียนไปทั้งหมดว่าการทำออกเสียงประชามตินั้นหลักเกณฑ์วิธีการ ก็ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ อันนี้ประเด็นแรกนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือวรรคสุดท้าย คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้งเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวัน ผมก็ไปค้นดูใน พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติในมาตรา ๖ (๒) ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนารมณ์ของการทำประชามติเขาเขียนไว้ชัดในวรรคหนึ่งว่าการออกเสียงประชามตินั้น ต้องกำหนดให้ออกเสียงภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศให้มีการออกเสียงในราชกิจจานุเบกษา ถามว่าเพราะอะไรครับ ก็เพราะว่า เขาต้องการให้ กกต. นี่ไปสร้างความเข้าใจ ไปทำความเข้าใจกับกฎหมายนั้น ๆ ในเนื้อหา สาระ ไปรับฟังความคิดเห็นจากคนทั่วภูมิภาคนะครับ เพื่ออะไร ก็เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ เข้าใจเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนั้น ๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปสู่การออกเสียงประชามติ อย่างมีเหตุมีผลและสะท้อนความต้องการอย่างแท้จริง แต่ว่าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ก็ไปเขียนกำหนดเวลาไว้น้อยกว่าร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยประชามตินะครับ แต่ถามว่าทำได้ไหม ผมเรียนท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าก็อาจทำได้ตามวรรคสองครับ เพราะวรรคสองก็บอกว่าสามารถกำหนดได้ เพียงแต่ว่าเป็นการกำหนดตามกฎหมายนั้น ๆ แต่ถามว่าหลักการที่แท้จริงของการทำประชามติคืออะไร คือต้องการให้คนไปแสดงเจตนา ที่แท้จริง มีกำหนดระยะเวลาเพื่อให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้เข้าใจในเนื้อหาสาระ ของกฎหมายนั้น ๆ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตหนึ่งนะครับว่าการที่ไปเขียนไว้ในกฎหมายร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจำนวนระยะเวลาน้อยกว่าหลักทั่วไปตาม พ.ร.บ. ประกอบการเลือกตั้ง

ประเด็นสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ก็คือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง วรรคสุดท้ายเขียนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลออกเสียงประชามติ ให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันครับ ผมก็ไปดูกฎหมายออกเสียงประชามติครับท่านประธาน ผมมีข้อสังเกตสุดท้ายครับ เขาบอกว่าภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศ ถ้าผู้มีสิทธิ ออกเสียงประชามตินี่เห็นว่าการออกเสียงประชามตินั้นไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ออกเสียงประชามติเขามีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองภายใน ๓๐ วัน อันนี้เป็นสิทธิของพี่น้อง ประชาชนที่ออกเสียงว่าถ้าไม่เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายก็ไปฟ้องได้ แต่ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ให้ กกต. รับรองภายใน ๑๕ วัน ท่านประธาน ทราบไหมครับว่ามันจะเกิดอะไร ทำไมเราไม่กำหนดระยะเวลาให้เท่ากันละครับ หากภายใต้ การรับรองของ กกต. เรียบร้อยแล้วว่าประชามติมีผลสมบูรณ์แล้ว แต่ภายในไม่เกิน ๓๐ วัน มีประชาชนคนหนึ่งไปร้องศาลปกครองว่าการทำประชามติไม่ถูกกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า กกต. ที่รับรองไปจะผิดกฎหมายด้วยไหมครับ จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร หรือไม่ อันนี้กระผมก็เลยถือโอกาสได้อภิปรายไว้เป็นข้อสังเกตว่าบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่าด้วยความ แร่งรีบ ที่รีบทำหรือไปกำหนดให้รวดเร็วจนขาดเหตุผล จนเป็นปัญหาพูดไว้ที่นี่ ต้องขอบคุณ ประธานที่ให้ผมได้พูดไว้ บันทึกไว้และถ้าไปเกิดปัญหาในอนาคตจะได้เห็นความสำคัญของ เสียงข้างน้อยว่านี่ละครับ เราได้ตักเตือนแล้วว่าเป็นเหตุเป็นผลนะครับ เป็นสิ่งที่เราตักเตือน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วกระมังครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ผมจะสรุปท่านประธานครับ ผมจะ สรุปว่าสิ่งที่ผมสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ โดยการไม่เห็นด้วยในการให้อำนาจของ ประธานรัฐสภา เพราะผมเห็นว่าประธานรัฐสภานั้นเป็นตำแหน่งที่สูงเกียรติ เป็นตำแหน่ง ที่มีหน้าที่ และเป็นตำแหน่ง ๑ ใน ๓ ที่เปรียบเทียบกับ ๓ อำนาจของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ไม่ควรไปแปะเปื้อนครับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ที่ให้อำนาจของประธานรัฐสภาไปแทนศาลรัฐธรรมนูญ และที่ผมตัดข้อความนี้ เพื่อไปสอดคล้องกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ผมสงวนความเห็นไว้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ใช้สิทธิของคณะกรรมาธิการ ในการสงวนความเห็นคำแปรญัตติที่แตกต่างไปจาก คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งมีข้อความคำแปรญัตติดังต่อไปนี้

เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อ ประธานรัฐสภา

วรรคสอง เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญกลับไปยังสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการปรับปรุง แก้ไข แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือในกรณีที่รัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่ามิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๑๙/๑๑ วรรคห้า หรือนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี เพื่อให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะ เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวัน ออกเสียงประชามติภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากประธานรัฐสภา วันออกเสียงประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า เก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียง ประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ในวรรคสอง บรรทัดที่ ๖ เขียนว่า หรือในกรณีที่รัฐสภา ครับ แต่ว่าโดยสาระสำคัญผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการว่าความแตกต่างในร่างของคณะกรรมาธิการ กับของผมนั้นจะมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ก็คือในเรื่องของการที่ประธานรัฐสภาเมื่อได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมารา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัย ตรงนี้ครับที่ความจริงกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หลายท่านได้ให้ความเห็นไป ผมจะไม่ใช้เวลามากเพราะว่าในการประชุมคราวที่แล้ว ผมได้ใช้เวลาไปชั่วโมงเศษครับ ในการอภิปรายในมาตรา ๒๑๙/๑๑ ซึ่งตรงนั้นผมเห็นว่า เป็นสาระสำคัญในเรื่องของข้อห้าม มิให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้เขียนรัฐธรรมนูญ ในลักษณะที่อาจจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ผมต้องอนุญาตท่านประธานที่จะโยงไป สักเล็กน้อยเท่านั้นเองเพื่อให้เห็นว่าในคำแปรญัตติของผมในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า มีความแตกต่างอย่างไร เพื่อจะโยงมาถึงในสิ่งที่ทำไมผมเห็นว่าควรที่จะต้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านั้น มีข้อความที่ผมแตกต่าง เพิ่มเติมไปจากกรรมาธิการนะครับ แล้วก็โยงมาในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นะครับ นั่นก็คือในเรื่อง ของข้อห้ามมิให้ สสร. นั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญอันอาจจะเป็นปัญหานะครับ นอกเหนือจากที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมไม่ให้ไปแตะต้องในส่วนที่ว่าด้วยหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วนี่ ผมได้เพิ่มในส่วนของบททั่วไปหมวด ๑ แล้วก็ในหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล หมวด ๑๑ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะกระทำมิได้ ตรงนี้เองที่ผม เห็นว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ และส่งให้ประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคหนึ่งแล้ว ท่านประธานรัฐสภาก็จะต้องใช้ดุลยพินิจว่าจะมี ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ตรงนี้เป็นขั้นตอนที่ ๑ นะครับ ที่ประธานรัฐสภาจะใช้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งสมาชิกหลายท่านนะครับ รวมทั้ง กรรมาธิการก็มีความเห็นว่าท่านประธานรัฐสภานั้นอาจจะไม่น่าจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในส่วนนี้ เพราะว่าจะเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะข้อห้ามที่ผมได้แปรญัตติไปนั้น ก็เป็นข้อห้ามซึ่งค่อนข้าง มีความล่อแหลมต่อความวิตกกังวลใน ๔ ประเด็นที่สังคมมีความเคลือบแคลงใจกัน ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากบรรจุไว้ แต่ประเด็นอื่นในเรื่องของความอิสระของศาลก็ดี การไม่เข้าแทรกแซง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือในเรื่องของการนิรโทษกรรมบุคคลที่กระทำความผิด ก่อนหน้านี้นั้นก็ไม่ได้มีการบรรจุไว้ และเหตุผลเดียวกันก็คือว่าท่านประธานรัฐสภาถึงแม้ว่า จะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม แต่ว่าการใช้ดุลยพินิจนั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เพราะว่าท่านสังกัดพรรคการเมือง ตรงนี้เองก็เป็นประเด็นที่ต้องการสร้างแนวรั้ว ป้องกันไม่ให้กระทบต่อความเป็นสถาบันประธานรัฐสภา

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าทำไมผมจึงเห็นว่าไม่ควรให้รัฐสภานั้นเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าหากว่าผ่านขั้นตอนที่ ๑ คือ ท่านประธานรัฐสภานั้นได้ใช้ดุลยพินิจครั้งแรก ความจริง การใช้ดุลยพินิจของท่านประธานนั้นจะมีอยู่ ๒ ส่วน ถึงแม้ท่านจะบอกว่าไม่ต้องส่งรัฐสภา เพราะว่าไม่เข้าคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า แต่ตรงนั้นใครเล่าที่จะ ยอมรับการวินิจฉัยหากเคลือบแคลงสงสัยในการวินิจฉัยของท่าน ในความมีส่วนได้ส่วนเสีย ทางการเมือง ก็ต้องขออภัยท่านประธาน แต่ผมไม่ได้หมายถึงท่านประธานท่านนี้นะครับ ผมหมายถึงความเป็นประธานรัฐสภาซึ่งต้องมาทำหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเห็นว่าควรจะต้องส่งให้รัฐสภานั้น ผมเห็นว่ารัฐสภานั้นจะเป็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะว่ารัฐสภาประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอน เป็นสถาบันทางการเมือง ซึ่งมีทั้งส่วนได้ส่วนเสีย คือมีพรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล ดังนั้น ในประเด็นดังกล่าว ผมก็เห็นว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญ คำชี้แจงของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากในการประชุมคณะกรรมาธิการก็คือว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีบทบัญญัติใดที่จะ ให้อำนาจในการมาวินิจฉัย ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นครับ เรายังมีมาตรา ๕ ซึ่งเปรียบเสมือน บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณาขณะนี้ ซึ่งถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการ ยอมในการที่จะมีการแก้ไขโดยมอบหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอมานั้น เข้าคุณสมบัติข้อห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ ก็สามารถที่จะไปขอแก้ไขต่อรัฐสภาที่เรากำลังพิจารณาขณะนี้ครับ โดยกรรมาธิการ เสียงข้างมากนั้นก็ไปขอเพิ่มเติมในมาตรา ๕ ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นบทเฉพาะกาลนั่นเอง ในการเพิ่มอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ผมเห็นว่าคำชี้แจงของกรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่มีน้ำหนักครับ คำถามก็คือทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงยืนยันที่จะ ไม่ยอมแก้ไข ทั้งที่เราก็ยอมรับครับว่าเมื่อนำหลักของความมีส่วนได้ส่วนเสียมาใช้ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าหนทางที่จะทำให้งดความเคลือบแคลง ระแวง สงสัยได้มากที่สุดนั้น ก็คือ การให้องค์กรที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นเข้ามาทำหน้าที่ให้มากที่สุด และถึงละเว้นสถาบัน ทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประธานรัฐสภาก็ดี หรือรัฐสภาก็ดีเข้ามา ข้องแวะในประเด็นที่ล่อแหลมมากที่สุด แต่เรากลับไม่ได้ทำเช่นนั้นครับ กรรมาธิการยังยืนยัน ที่จะไม่มีการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว ผมก็เห็นว่านั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมคิดว่าหลักของความเชี่ยวชาญเป็นหลักที่จะอธิบายว่า ทำไมผมจึงเห็นว่าการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันเป็นหน้าที่ โดยตรงของศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๐๔ ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ หลักความเชี่ยวชาญนั้นได้ถูกออกแบบ เป็นการเฉพาะด้วยการที่เรามีระบบศาลคู่ และเราก็มีระบบศาลที่นอกเหนือจากศาลยุติธรรม นั่นก็คือในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหลักความเชี่ยวชาญตรงนี้ จึงได้รับการออกแบบ และบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๔ นั่นก็คือ

๑. การบัญญัติว่าศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน ประกอบไปด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่ง ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมศาลใหญ่ศาลฎีกา จำนวน ๓ คน

๒. คือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดอีก ๒ คน

๓. คือผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้าน นิติศาสตร์อย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จำนวน ๒ คน

๔. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริงและได้รับเลือกตาม มาตรา ๒๐๖ จำนวน ๒ คน

ท่านประธานเห็นไหมครับว่าศาลรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาให้ที่มาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นนอกจากมาจากศาลฎีกา มาจากศาลปกครองสูงสุดแล้ว มาจากผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายมหาชนทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์แล้ว นี่คือการยอมรับว่าตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ได้นั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญในระดับสูงสุด ในส่วนของ ผู้พิพากษาก็ต้องมาจากศาลฎีกา ในส่วนของศาลปกครองก็ต้องมาจากศาลปกครองสูงสุด เท่านั้น ก็เปรียบเสมือนศาลฎีกาของศาลปกครองนั่นเอง และถ้าจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิก็ต้อง มาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง จริง ๆ ดังนั้น

ประการที่ ๑ การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีองค์คณะประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ดังกล่าวนี้เองจึงสร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยกฎหมายอันเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศนั้นจะได้รับการยอมรับเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ จะไม่มีความผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อยที่สุดในการใช้ความ เชี่ยวชาญในการวินิจฉัย นี่เป็นประการที่ ๒

ประการที่ ๓ คือการยอมรับต่อผลของการวินิจฉัย ท่านประธานคงทราบ เช่นเดียวกับผมว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เปรียบเสมือนความพยายามที่จะปฏิรูป การเมือง ความพยายามที่จะพัฒนาประชาธิปไตย แต่หลักสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งนั่นคือหลักประการที่ ๓ ที่ผมใช้ในการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ หลักความไว้วางใจ นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะได้รับการยอมรับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. และจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้องผ่านด่าน ในเรื่องของคุณสมบัติต้องห้ามของตัว สสร. เอง หรือในส่วนของข้อห้ามมิให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปกระทบต่อข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าก็ดี ถ้าไม่ผ่านด่าน ตรงนั้น การวินิจฉัยจะต้องเป็นไปโดยองค์กรที่ได้รับการยอมรับ การที่กระผมเห็นว่า ควรต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ด้วยหลักความไว้วางใจในมาตรา ๒๐๕ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๐๕ กำหนดคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิ ผมยกตัวอย่างเพียงข้อ ๒ ข้อเท่านั้น นะครับว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงเอาหลักความไว้วางใจมากำหนดไว้เป็นคุณสมบัติของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและผู้ทรงคุณวุฒิ เฉพาะใน (๓) เท่านั้นที่ผมจะกล่าวเป็นข้ออ้างอิงครับ เช่นบอกว่าข้อห้าม ต้องไม่พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาอย่างน้อย ๓๐ ปี หรือเคยเป็นทนาย หรือผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ หรือว่าต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น หรือไม่เป็น หรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ ๓ ปี ก่อนดำรงตำแหน่งอย่างนี้เป็นต้น นั่นหมายความว่า

ประการที่ ๑ ต้องการให้ปลอดจากการมีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นหลักที่ผม ได้อ้างอิง

ประการที่ ๒ ก็คือหลักความไว้วางใจว่าถ้ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์เหล่านี้เป็น ตุลาการรัฐธรรมนูญได้

ผมเชื่ออย่างยิ่งนะครับท่านประธานว่าความแตกต่างระหว่างความเชื่อมั่น ให้การวินิจฉัยในการผ่านด่านว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเขียนมาแล้วท่านประธาน เห็นว่าน่าจะเข้าข่ายการขัดต่อข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านั้น มันเป็นการเปรียบเทียบ ระหว่างรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญครับ และน่าแปลกใจอย่างที่ผมได้เรียนว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากกลับยืนอยู่อยู่ในฝั่งของความไม่ไว้วางใจ ในอีกฝั่งของความมีส่วนได้ส่วนเสีย ผมไม่เห็นมีข้อโต้แย้งใด ๆ ที่จะมีน้ำหนักมากพอที่จะปฏิเสธการให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น องค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นองค์กร ที่ได้รับความไว้วางใจและปลอดจากข้อระแวงสงสัยมาทำหน้าที่ตรงนี้ ตรงนี้เองที่ผมเรียน ท่านประธานว่าคำแปรญัตติของผมนั้น จึงแตกต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และหวังว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น จะได้ทบทวนและนำคำ อภิปรายของผมในกรณีของคำแปรญัตติที่สงวนความเห็นแตกต่างนั้นไปพิจารณา หรือถ้าท่านไม่พิจารณาก็ขอให้สมาชิกรัฐสภา ทั้งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกนั้นได้ สนับสนุนคำอภิปรายและคำแปรญัตติของผม

ประเด็นสุดท้ายที่มีความแตกต่าง ก็คือในวรรคที่สี่ ที่ผมได้แปรญัตติว่า ในวรรคสามนะครับของคำแปรญัตติของผมที่เห็นว่าประธานรัฐสภาได้ส่งให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ โดยกำหนดวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้น ผมมีข้อแตกต่างในประเด็นระยะเวลาครับ ผมเห็นว่า การกำหนดให้มีการออกเสียงประชามตินั้นจะต้องไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน หรือไม่เกิน ๑๒๐ วัน คือมากกว่าของกรรมาธิการเสียงข้างมาก อย่างที่ผมได้ให้ความเห็นไปแล้วในตอนที่ได้มี การเสนอคำแปรญัตติในมาตราก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นและการรับฟังความคิดเห็นนั้นจะต้องกระทำทุกจังหวัด เพราะเรามีสสร. มาจากทุกจังหวัด ผมเห็นว่าตรงนี้เป็นโอกาสของประเทศ ไม่ใช่โอกาสของ กรรมาธิการ ไม่ใช่โอกาสของ สสร. หรือว่าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด หรือรัฐบาล ชุดหนึ่งชุดใด แต่นี่คือโอกาสของประเทศที่ประชาชนจะได้ศึกษาทำความเข้าใจก่อนที่จะ ใช้อำนาจในการที่จะเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวหรือไม่ในการลงประชามติ นี่คือ โอกาสของการทดสอบประชาธิปไตยทางตรง ไม่ใช่ทางอ้อม นี่คือการทดสอบประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยตัวแทน ผมคิดว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่มีเหตุผลนะครับ ที่จะปฏิเสธการให้เวลาสำหรับประชาชนในการที่จะได้ ทำความเข้าใจ ได้ศึกษา คราวที่แล้วมีประชาชนได้อ่านเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์เศษเท่านั้น จากประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน เรามีบทเรียนของความผิดพลาดที่เรามีข้อจำกัด หรือจำกัดเวลา ในการที่จะให้ประชาชนนั้นได้ทำความเข้าใจ คราวนี้เมื่อเราเห็นข้อผิดพลาดว่าโดยแท้ที่จริง แม้ว่าเราจะให้เวลาระยะหนึ่ง แต่เวลาดังกล่าวไม่เพียงพอเราก็ต้องมาขยายเวลาครับ ไม่อย่างนั้นผลสำรวจที่เป็นจุดอ่อนของการทำความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราไม่ควร ที่จะยอมรับต่อข้อบกพร่องดังกล่าว ในชั้นนี้เรายังมีเวลา เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเวลาที่ขยับเพิ่มมากขึ้นนั้นก็ไม่ได้เป็นการเนิ่นนาน เพียงไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และกำหนดด้วยว่าไม่ให้เกิน ๑๒๐ วันอย่างนี้เป็นต้น ผมเชื่อมั่น อย่างยิ่งว่าถ้าหากว่าประชาชนได้มีโอกาสและก้าวแรกจะเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปการเมือง อย่างที่กล่าวอ้างตอนที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ามีความตั้งใจจริงก็ควร เปิดโอกาสให้ประชาชน ประชาชนเท่านั้นที่จะสร้างการยอมรับด้วยประชามติ และการยอมรับ ของประชามตินั้นจะต้องเป็นไปด้วยความเข้าใจ และนั่นคือก้าวแรกที่จะเป็นรากฐานสำคัญ ต่อสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปการเมืองและเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยไปสู่อนาคต ที่ทุกคนคาดหวังว่าจะดีขึ้น ผมเพียงใช้เวลาโดยสังเขปเพราะว่าประเด็นในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านสมาชิกและท่านกรรมาธิการได้นำเสนอเหตุและผลที่แตกต่างและโต้แย้งต่อกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมเพียงนำหลักในเรื่องของหลักความเป็นอิสระ หลักความเชี่ยวชาญ หลักของ การไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาใช้ประกอบการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนคำแปรญัตติที่ผม ได้สงวนความเห็น ก็หวังว่ากรรมาธิการจะได้ทบทวนนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา ให้เวลาในการนำเสนอคำแปรญัตติครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็แก้วรรคหนึ่งดังนี้ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นและมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน ทำประชามติดังกล่าว เหตุผลที่ผมได้แก้ไขและเพิ่มเติมนั้น เนื่องจากว่าทางคณะกรรมาธิการ ได้บัญญัติไว้ในมาตรานี้ คือเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งมีวรรคสอง วรรคสามขยายถึงในเรื่องของภาระแล้วก็หน้าที่ ของประธานรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ประธาน รัฐสภาเพียงลำพังที่จะวินิจฉัย ถ้าหากว่าคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภานั้นเห็นว่าไม่ขัดกับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็สามารถที่จะส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อทำประชามติ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าถ้าทำลักษณะอย่างนี้มันจะก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่น เพราะกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งก็กำหนดกฎกติกา การปกครอง ทั้งหลายอำนาจของผู้บริหารของฝ่ายปกครองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราทำอย่าง หละหลวมนะครับ ถ้าผิดพลาดแล้วมันก็ก่อให้เกิดผลเสียแก่ประเทศชาติและสังคมโดยรวม เพราะฉะนั้นผมมองว่าการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วส่งให้แก่ประธาน รัฐสภาเพื่อส่งไปยัง กกต. ในการที่จะไปทำประชามตินั้นอุปสรรคและปัญหานั้นมากมาย เพราะฉะนั้นผมมองว่ายังมี ความจำเป็นหลังจากที่ สสร. หรือสภาร่างนี่ได้พิจารณาเสร็จแล้วส่งมายังประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็จะนำสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกลั่นกรอง พิจารณา ให้ละเอียดรอบคอบก่อนที่เราจะส่งไปให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งในการที่จะทำประชามติ เพราะตรงนี้สำคัญครับ การที่จะทำประชามติโดยที่ประชาชนไม่มีพื้นฐานความเข้าใจต่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญเลย ผลที่สุดก็คือว่าแล้วแต่ใครสั่งก็กากันไป เสร็จแล้วก็รวบรวมคะแนนเสียง เอาจำนวนผู้ใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยที่ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจ บนรัฐธรรมนูญเลยนี่ ก็มีแต่ผลเสียเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่ผมยังเป็นห่วงอีก ก็คือว่าขณะนี้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระสอง จริง ๆ มีการพิจารณาไม่กี่มาตรา แต่เราต้องใช้ระยะเวลาถึง ๑๓ วัน ณ วันนี้ แล้วก็ยังไม่ทราบว่าจะเสร็จสิ้นในวันไหน นี่ให้เห็นถึงความไม่เชื่อถือและไม่มั่นใจว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ที่นำไปพิจารณาแล้วนี่ นำเสนอสู่รัฐสภาและให้สมาชิกได้สะท้อนความเห็นหลาย ๆ ท่านที่ได้สงวนคำแปรญัตติก็ให้ เหตุผลต่าง ๆ นานา มีทั้งดี มีทั้งความเห็นส่วนตัว แต่โดยภาพรวมแล้วผมเชื่อว่าการติติง การเสนอแนะของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ล้วนแล้วมีประโยชน์ แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ไม่ได้นำหรือให้เห็นความสำคัญของข้อเสนอของสมาชิกรัฐสภาเลย ก็ยังยืนยันตามมติ ด้วยเหตุนี้ละครับ ที่หลาย ๆ คนมองว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันเป็นการร่าง ขึ้นมาโดยคำสั่งหรือความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเปล่า โดยปกติการพิจารณา ข้อกฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติล้วนแล้วเราก็ใช้ความอิสระในสภา แห่งนี้ ไม่มีกรรมาธิการไหนครับ ที่ดื้อแพ่งหรือว่าไม่ยอมรับความเห็นในความเห็นของสมาชิก ในสภาเลย บางครั้งก็มีการแก้ไข บางครั้งก็คณะกรรมาธิการก็ยอมรับมีการเปลี่ยนแปลงหรือ แก้ไขตามความเห็นของผู้แปรญัตติ หรือสงวนคำแปรญัตติ แต่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ซึ่งเราจะต้องการเปลี่ยนแปลงหรือว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นฉบับใหม่ทั้งฉบับนี่ ผู้ที่สงวน คำแปรญัตติแทบจะไม่มีประโยชน์เลยในความเห็นต่าง ๆ ที่เสนอมา เพราะฉะนั้นหลายคน ก็วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคเพื่อไทยหรือเปล่า

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ครับ ท่านพูดนอกประเด็นครับ ท่านตัดนิดเดียวครับ เสร็จสิ้น แล้วให้ และมีการนำเสนอ คือท่านตัดคำพูดนิดเดียวครับ แล้วก็ท่านไปพูดถึงวาระหนึ่ง ท่านประธานครับ ถ้าหากเป็นอย่างนี้ซ้ำซากแล้วซ้ำซากอีกสภาเดินไม่ได้จริง ๆ ครับ ผมไม่อยากประท้วงหรอกครับ พอผมประท้วงแล้วก็ว่าผมครับ ก็ขอให้ท่านพิจารณาครับ ขอให้เตือนผู้อภิปรายให้อยู่ในเรื่องที่ท่านตัดออกแล้วก็ที่ท่านเสนอครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ที่จริง มีคนประสานบอกว่าฝ่ายค้านจะพยายามพูดให้กระชับนะครับ แล้วก็อยากให้ผมได้ผ่อนปรน พอสมควร ทีนี้ผมก็ผ่อนปรนพอสมควร แล้วก็มีผู้ประท้วง ก็ประท้วงมีเหตุผล เพราะฉะนั้น เพื่อให้ประสานประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ถ้าจะกระชับก็จะเป็นเรื่องดีครับ ท่านสุรเชษฐ์ ช่วยกระชับสักนิดเถอะครับ เพื่อประโยชน์ ๒ ฝ่ายนะครับ การประชุมจะได้ดำเนินไปด้วย บรรยากาศที่ดีครับ ผมเห็นด้วยนะครับกับหลักการที่ว่า

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

สูทเสื้อแดง ประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์พอแล้วกระมังครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ อย่างไรก็แล้วแต่เรื่องอะไรที่ประนีประนอมกันได้ รักษาบรรยากาศ ที่ดีได้ก็ควรทำครับ ท่านสุรเชษฐ์ช่วยกระชับสักนิดครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ๒ ท่านประท้วงมา ๑๓ วัน ๗๖๕ ครั้ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าเลยครับ เขาประท้วงมีเหตุผลนะครับ เพราะฉะนั้นท่านช่วยกระชับนะครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส 🔗

ท่านประธาน ที่ผมได้ชี้แจงเหตุผลนั้นด้วยความเป็นห่วง จริงอยู่ว่าผมได้แปรญัตตินั้นใช้คำไม่กี่คำครับ ก็คือว่าจากการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วก็จะเสนอให้กับประธานรัฐสภา และถ้าหากว่าประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าไม่ได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าแล้ว ก็สามารถที่จะส่งให้กับ กกต. เพื่อดำเนินการทำประชามติได้เลยนะครับ โดยไม่ต้องผ่าน การพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ตรงนี้ครับ ก็อย่างที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่าการพิจารณา ครั้งนี้สังคมข้างนอกเขามองว่าก็จริงอยู่เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสู่การพิจารณาแล้วขณะนี้ส่วนใหญ่ที่เป็นคณะกรรมาธิการ ก็ล้วนแล้วเป็นของฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นไม่ได้แปลกครับ อย่างที่ผมได้กล่าวถึง เมื่อสักครู่นี้ ทีนี้พอส่งให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วพิจารณาไปถึงประธาน ก็ชัดเจน อีกว่าประธานรัฐสภาก็เป็นสมาชิกของพรรค ผมไม่อยากให้กล่าวหาว่ารัฐสภาเป็นรัฐสภา เสียงมากลากไป เพราะฉะนั้นผมใช้เหตุผลที่ผมนำเสนอท่านประธานด้วยเหตุผลดังกล่าวนี่ ไม่อยากให้ประชาชนนั้นเคลือบแคลงใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เราจะมีขึ้นโดยให้ประชาชน มีสิทธิในการลงประชามติ แต่การลงประชามติบนพื้นฐานที่เขาไม่เข้าใจ ผมถามว่าสังคม จะได้อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก็ต้องมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ถ้าหากว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาแล้วผ่านประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็ส่งมาให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณา กลั่นกรองเจตนารมณ์ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เขาไปคิดที่เขาไปทำถูกต้องไหม เขาไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ เขาได้คัดเลือกจากตัวแทนของจังหวัดส่งมา ๗๗ คน บางคน อาจจะได้มาโดยไม่เคยรู้เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยอย่างนี้ แล้วก็ไปคิดของเขา เนื่องจากเราให้ อิสระกับเขาไปคิด คิดเสร็จแล้วมีมติของสภา สสร. แล้วส่งมาให้ประธานรัฐสภา โดยประธาน รัฐสภาคิดเพียงลำพังของคณะของประธานรัฐสภาเท่านั้น ผมคิดว่าตรงนี้เราจะไม่ได้ รายละเอียด เราจะไม่ได้ความลึกซึ้งเจตนารมณ์ของ สสร. แต่ถ้าเข้าสู่ในการพิจารณาของ สมาชิกรัฐสภาแล้ว ผมคิดว่าตรงนี้จากสมาชิกไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ส. หรือท่าน ส.ว. ก็น่าจะมี การกลั่นกรองว่าบางมาตราหรือบางความเห็นหรือข้อนำเสนอของ สสร. นั้น ความเป็นไปได้ ผลกระทบ ประโยชน์จะเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อหลังจากการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ท่านประธาน ก็สามารถที่จะนำส่งไปให้ทาง กกต. เพื่อไปดำเนินการไปทำประชามติ ส่วนหนึ่งการที่จะให้ ประชาชนมีพื้นฐานความเข้าใจของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการที่จะตัดสินใจว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เขาก็ต้องมีความรู้ ต้องมีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นบรรดาสมาชิกรัฐสภา ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวแทนที่อยู่ในทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ กกต. ไปดำเนินการที่จะลงประชามติตามวรรคสอง วรรคสาม ที่เสนอไม่เกิน ๖๐ วัน และไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ถ้าโดยลำพัง กกต. ไปทำประชาสัมพันธ์ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่จะ ไม่ได้รับข้อมูล แม้กระทั่งการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ผ่านมานี่ ถ้าไม่ใช่ข้อมูลมาจากผู้สมัคร แล้วไม่มีทางครับ ประชาชนที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารได้อย่างชัดแจ้ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า สมาชิกรัฐสภามีส่วนเพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม ไม่ใช่ว่าของ พรรคใดพรรคหนึ่ง ทุกคนก็จะลงไปพื้นที่แล้วก็ไปบอกกล่าวว่ารัฐธรรมนูญที่ สสร. ได้ร่างขึ้นมาใหม่นี้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าในเรื่องของสิทธิและ เสรีภาพที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่งขณะนี้มีปัญหามากในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเห็นด้วยการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ไปเน้นบนหมวดของสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องคนไทย แล้วก็หมวดในส่วนความเสมอภาคด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาก็จะมีส่วนในการที่จะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นผมถึงเห็นความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่มาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้นควรจะ ให้อำนาจในการวินิจฉัยกลั่นกรอง โดยให้ทางรัฐสภานั้นได้มีส่วนพิจารณา ไม่ใช่ให้กับประธาน รัฐสภา ถ้าหากว่าไม่ขัด มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าแล้วนี่ประธานรัฐสภาก็สามารถที่จะส่ง ต่อไปยัง กกต. โดยลำพัง ก็จะถูกวิพากษ์อย่างที่ผมได้กล่าวหา เขาถือว่าเป็นพรรคเดียวกันหมด และจะยิ่งหนักกว่าที่เป็นรัฐธรรมนูญที่หลาย ๆ คนไม่พึงพอใจในฉบับปี ๒๕๕๐ หรือถ้าเรา เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ แต่ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ถ้าออกลักษณะอย่างที่ผมกล่าวหายิ่งหนักเข้าไปอีก เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยปรากฏ ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากพรรคการเมืองพรรคเดียว เพราะฉะนั้นท่านประธานผมถึง ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าด้วยการให้อำนาจกับประธานรัฐสภาในการจะวินิจฉัย แล้วก็ส่งไปยัง กกต. ขอฝากไปยังประธานและคณะกรรมาธิการวิสามัญครับ ช่วยพิจารณา ด้วยความรอบคอบว่าเหตุผลที่ผมให้ไปมีความเหมาะสมประการใด ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการ เห็นถึงความสำคัญ การที่จะส่งข้อมูลข่าวสารให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึงแล้วนะครับ ผมเชื่อว่าการให้อำนาจกับรัฐสภาได้มีส่วนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้วนี่ให้ทางรัฐสภาได้พิจารณาก่อน ก่อนที่ประธาน รัฐสภาจะส่งให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อไปทำประชามติ เพราะฉะนั้นผมยืนยันครับ ว่าเหตุผลการที่ผมได้แปรญัตติในมาตรานี้นั้น มีเหตุผลที่น่ารับฟังแล้วก็เป็นประโยชน์ ต่อสังคมและประเทศอย่างมาก ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการช่วยรับไป พิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก่อนที่เราจะลงมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณา เสร็จแล้วนั้น ผมมองว่าถ้าเป็นลักษณะอย่างนั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ดังที่ผมได้กล่าวว่าคงจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคการเมืองพรรคเดียวเท่านั้น ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยขั้นตอน หลังจากที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว โดยผมมีประเด็นที่จะต้อง กราบเรียนท่านประธาน ๓ เรื่องหลัก

ประเด็นแรก ผมก็ขอยืนยันนะครับว่าปัญหาการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ซึ่งมีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดในสังคมค่อนข้างมาก แล้วก็ทางสภาแห่งนี้เพิ่งลงมติ ไปในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่จะจำกัดขอบเขต คือนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมฉบับปัจจุบัน แล้วก็ไปเขียนเอาไว้ว่าไม่ให้มีการแก้ไขในส่วนของหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งผมก็ได้กราบเรียน ท่านประธานไปในครั้งที่แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าความจริงไม่น่าจะเพียงพอ แต่ประเด็น ปัญหาก็คือว่าแม้ในขอบเขตที่ถูกกำหนดอยู่ในขณะนี้ คือต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ และไม่มีการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ผมยืนยันครับ ในการอภิปรายแปรญัตติก่อนหน้านี้ที่มีความเห็นว่าการที่เราจะมีการตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำขึ้นใหม่ ที่ไม่ให้เป็นการละเมิดเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งฉบับปัจจุบัน และที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้มันจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญ และผมก็ยืนยันครับว่า โดยประเพณีปฏิบัติ โดยเจตนารมณ์ของระบบการเมืองของเราในปัจจุบันหน้าที่ในการที่จะ วินิจฉัยสิ่งนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมย้ำอีกครั้งนะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญ ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ จากเดิมซึ่งการต่อสู้ในประเด็นเหล่านี้อาจจะไปจบลงที่ศาล หรือ อาจจะมีตุลาการรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาวินิจฉัย วันนี้ผมมองไม่เห็น เหตุผลครับว่าทำไมเราจึงจะเปลี่ยนหลักการหรือเจตนารมณ์ตรงนี้ว่าเมื่อมีการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วมันขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดขอบเขตเอาไว้ว่าจัดทำ รัฐธรรมนูญแบบไหนได้ แบบไหนไม่ได้ ที่จะบอกว่าไม่ควรเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นการไม่ให้อำนาจนี้เป็นของศาลรัฐธรรมนูญทางร่างของรัฐบาลซึ่ง คณะกรรมาธิการได้ยืนยัน กลับมอบมาให้เป็นอำนาจของท่านประธานรัฐสภากับรัฐสภา ผมก็ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะผมทราบว่าเมื่อเช้านี้ท่านประธานก็ไม่ประสงค์จะให้ใช้ คำพูดบางคำพูด แต่ประเด็นหลักก็คือตรงนี้ครับว่าผู้ที่มีอำนาจตามร่างที่รัฐบาลและ กรรมาธิการเสนอในเบื้องต้นคือท่านประธาน ความหมายก็คือว่าถ้าท่านประธานท่านเห็นว่า มันไม่มีประเด็นในเรื่องเหล่านี้เลย จัดทำรัฐธรรมนูญกันมาไม่ไปเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน รูปแบบของรัฐหรือเรื่องอื่น ๆ ร่างนี้ท่านก็ส่งไปให้ กกต. เพื่อจัดทำประชามติเลย หมายความว่าอะไรครับ ถ้าท่านใช้ดุลยพินิจอย่างนี้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจบลงแล้ว ใครก็ไป โต้แย้งไม่ได้ว่าตกลงรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ มีการไป แก้ไขเพิ่มเติมในหมวดพระมหากษัตริย์หรือไม่ ท่านประธานเองท่านย้ำหลายครั้งนะครับว่า ท่านไม่ประสงค์ที่จะมีอำนาจหรือการใช้ดุลยพินิจแบบนี้เลย ทำไมกรรมาธิการไม่ฟังท่านบ้าง ทำไมกรรมาธิการไม่มองบ้างครับว่าบทบาทนี้เพื่อความมั่นใจ เพื่อความสบายใจ เพื่อลดความ ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นทางการเมือง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าประธานรัฐสภาเป็นนักการเมือง ให้อำนาจนี้ไปตกอยู่แก่ศาลรัฐธรรมนูญ แม้กรณีที่ท่านประธานรัฐสภาท่านเห็นว่ามีประเด็น จะต้องวินิจฉัย ซึ่งก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะว่ารัฐสภาก็อาจจะไม่เห็นตรงกับท่านก็ได้ ทางกรรมาธิการก็ยังให้รัฐสภาซึ่งก็คือเสียงข้างมากเป็นผู้ตัดสินเช่นเดียวกัน เราต้องพูด ความจริงกันครับว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งก็คือเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ บวกลบสมาชิกวุฒิสภา ประมาณ ๒๐-๓๐ ท่านเท่านั้นละครับ ดังนั้นความกังวลว่าความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในกรณีที่เห็นว่าเป็นการไปจัดทำ ไปร่าง เพื่อตอบสนองเพียงฝ่าย เสียงข้างมากในสังคมแล้วมากระทบกระเทือนถึงประเด็นหลัก ๆ อย่างนี้เรากลับบอกว่า กลับมาให้เสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นผู้ชี้อีก ไม่มีเหตุผลนะครับ วันนี้คำชี้แจงของ คณะกรรมาธิการที่ผ่านมาเลี่ยง คือไปยกประเด็นเพียงแค่ว่าอำนาจแบบนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ท่านประธานครับ อำนาจอย่างนี้มันไม่ได้อยู่ที่ใครทั้งสิ้น เพราะกระบวนการแบบนี้มันยังไม่ได้เกิด ถ้าจะอ้างว่าไม่มีบทบัญญัติไหนในรัฐธรรมนูญ ที่บอกให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตรงนี้ได้ ผมก็พูดได้ว่าไม่มีบทบัญญัติตรงไหนในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่ให้ท่านประธานรัฐสภาหรือรัฐสภาทำเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน ผมยืนยันครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้น ผมได้แปรญัตติเอาไว้ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อนไม่ต่างจากเวลาที่เราพิจารณากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ กรณีนี้ก็มองได้ครับว่า เป็นกรณีที่รัฐสภาได้มอบอำนาจให้ สสร. ไปจัดทำรัฐธรรมนูญแล้วกำหนดขอบเขตเอาไว้ ซึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่เราพิจารณากันเดี๋ยวนี้ผ่านออกไปก็เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่ออกมาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็สมควรที่จะต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกัน นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมได้มีการแปรญัตติ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติเอาไว้

ประเด็นที่ ๒ ผมยืนยันว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น โดยเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วก็ความจริงแล้วก็เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทยเกือบทุกฉบับเป็นอำนาจของรัฐสภา วันนี้ถ้าพวกเราที่ยืนอยู่ตรงนี้จะบอกว่า มีความรับผิดชอบเพียงแค่ไปมอบอำนาจคณะบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ได้ทั้งฉบับ ซึ่งอาจจะนำมาสู่ปมประเด็นปัญหาความขัดแย้งอย่างที่ได้กราบเรียน ท่านประธานมาแล้ว แล้วก็บอกว่าไปประชามติกันโดยที่รัฐสภาเองไม่มีโอกาสที่จะได้ มาพิจารณาในเรื่องอีกผมเห็นว่าไม่เหมาะสม การนำเอากลับเข้ามาในรัฐสภาจะเป็นโอกาส ให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทยได้มีโอกาสพูดให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าสาระของ รัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ความจริงในการแปรญัตติของผมนั้นที่บอกว่า ให้นำเสนอต่อรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วก็ให้มา พิจารณาในรัฐสภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็มีสิทธิเข้ามาชี้แจงรัฐธรรมนูญ เราก็มีสิทธิ ในการพิจารณา ไม่มีสิทธิไปแก้ไขนะครับ แต่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าเราเห็นชอบก็จึงผ่าน ต่อไปสู่กระบวนการประชามติ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าโดยเจตนาของผม ผมเห็นว่าถ้าทางคณะกรรมาธิการบอกสภาไม่ควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผมคิดว่า แม้กระทั่งการนำเข้ามาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถอภิปรายทั่วไปได้ ผมก็รับได้ครับ เพราะผมคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเรากับการมอบอำนาจคนหนึ่งคนใดไปจัดทำ รัฐธรรมนูญที่เราจะมีสิทธิเสนอความเห็นอย่างเป็นระบบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นมา ภายใต้อำนาจที่พวกเรามอบให้กับคณะบุคคลดังกล่าวไป ผมกราบเรียนครับว่ามันตรงนี้ก็จะ มาพันกับประเด็นที่ ๓ ที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ก็คือว่าในการจัดทำประชามติหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ทางรัฐบาลเสนอคณะกรรมาธิการยืนยันอยู่ในขณะนี้ กำหนดกระบวนการของการจัดทำประชามติไว้รวบรัด ระยะเวลาสั้นกว่ากฎหมายว่าด้วยการ ออกเสียงประชามติที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากนะครับ เรากำลังพูดถึงเรื่องที่เป็นกติกา สูงสุด กฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เรากลับบอกว่าพอเรื่องอย่างนี้จะไปประชามติ เรากลับให้เวลากับพี่น้องประชาชนในการ ที่จะได้รับรู้รับทราบข้อมูล ได้ไตร่ตรองในการตัดสินใจลงประชามติน้อยกว่าทุกเรื่องที่จะ เข้าสู่กระบวนการประชามติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่มัน สัมพันธ์กันใน ๒ ประเด็นที่ผมกราบเรียนมาตอนหลังก็คือว่าผมกังวลนะครับว่าเวลาที่สั้น พี่น้องประชาชนจะมีโอกาสได้ไตร่ตรองในเรื่องของรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน อย่างไร เราวิจารณ์กันเสมอรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถึงแม้ว่ามีการจัดพิมพ์ส่งให้ถึงทุกบ้าน แต่เขา ก็ไปสำรวจมาแล้วว่ามีจำนวนน้อยมากครับ ที่จะได้มีโอกาสอ่านรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการประชามติครั้งที่ผ่านมา มีข้อจำกัดในการแสดงออกครั้งนี้ถ้าทำ ในระยะเวลาที่จำกัดยิ่งยากที่จะให้เกิดความมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ควรจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกังวลหรือข้อครหาอยู่แล้วว่าเป็นความพยายามที่จะ ผลักดันความเห็นหรือแนวทางของเสียงข้างมากเพียงฝ่ายเดียว ผมเห็นว่ากระบวนการที่ รัฐสภาได้มาพิจารณา จะเห็นชอบ หรือไม่ชอบ หรือแม้กระทั่งให้ได้มีโอกาสได้อภิปรายทั่วไป จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดโอกาสหนึ่งในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงประเด็น ต่าง ๆ ผมว่าถ้ามีการอภิปราย มีการถ่ายทอดไม่ต่างจากที่ทำอยู่ในขณะนี้จะเป็นกระบวนการ ที่ทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญไปถึงพี่น้องประชาชนได้มากที่สุด ซึ่งถ้าเราต้องการ ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม เคารพการตัดสินใจดุลยพินิจของประชาชนอย่างแท้จริง ผมมอง ไม่เห็นว่าเราจะปิดกั้นโอกาสอย่างนี้ทำไม เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงได้ แปรญัตติไว้ ๓ ประเด็น

๑. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนว่าเป็นการจัดทำ รัฐธรรมนูญภายใต้ขอบเขตที่ถูกกำหนดไป ไม่เข้าสู่ลักษณะต้องห้ามในบางประเด็น

๒. จัดทำเสร็จ นำกลับมาที่นี่ให้สมาชิกรัฐสภาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ และ

๓. ให้กระบวนการของการประชามตินั้นเป็นไปตามเงื่อนเวลาที่ควรจะเป็น ตามกฎหมายที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

ก็คือผมแปรญัตติจาก ๖๐ วัน เป็น ๙๐ วัน แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนจะได้ มีโอกาสไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ผมย้ำอีกครั้งครับ ผมไม่ปฏิเสธแนวคิดในการที่จะมีการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมไม่ปฏิเสธว่ามีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งปรับปรุงได้ ผมสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะของความเป็น ประชาธิปไตยเป็นการปฏิรูป และที่สำคัญคือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดอง เราจะ ทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนหรือมากที่สุดร่วมเป็นเจ้าของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขจัดเงื่อนไขใด ๆ ก็ตามที่เป็นเรื่องขัดแย้ง ขจัดเงื่อนไขใด ๆ ก็ตามที่จะ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญของเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญ ที่มีความยั่งยืน ผมจึงขอสงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ แล้วหวังว่าท่านกรรมาธิการ ก็จะได้พิจารณา และอย่างน้อยให้เหตุผลว่าทำไมไม่สามารถที่จะดำเนินการตามแนวคิดที่ผม แปรญัตติไว้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณ ในความคิดเห็น และเหตุผลที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนท่านสมาชิก รัฐสภาได้นำเสนอประกอบสงวนคำแปรญัตติของท่านนะครับ กระผมขอกราบเรียนในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าเนื่องจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังจะให้เกิดขึ้นโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราได้ออกแบบกระบวนการแตกต่างกับรัฐธรรมนูญที่เราจัดทำ โดย สสร. ปี ๒๕๔๐ กล่าวคือใน สสร. ปี ๒๕๔๐ เนื่องจากไม่มีกระบวนการทำประชามติ เมื่อ สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จก็ได้ให้นำกลับเข้ามาให้สมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์วิจารณ์ โดยห้ามมิให้มีการแก้ไขนะครับ วิพากษ์วิจารณ์ได้แล้วก็ลงมติว่าเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ แต่แตกต่างกับฉบับปัจจุบันที่เรากำลัง จะให้ทำ จาก สสร. ก็จะไปให้พี่น้องประชาชนลงประชามติ แต่ก่อนที่จะให้ประชาชนลง ประชามติก็จะมีขั้นตอนการตรวจสอบว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญของ สสร. นั้น มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ ซึ่งกระผมก็ขอเรียนย้ำอีกทีนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ก็มีแค่ ๓ ประเด็น

๑. ต้องไม่กระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นมุข

๒. ต้องไม่เปลี่ยนรูปของรัฐ และ

๓. ต้องไม่ไปแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์

ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องก็ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน เห็นได้ชัด แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ในมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ก็พูดถึงการเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญโดยสมาชิก รัฐสภาเองที่แก้รายมาตราก็ห้ามไปแตะต้อง เขาเขียนเฉพาะ ๒ เรื่อง คือห้ามแตะต้องระบอบ การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ ซึ่งผู้วินิจฉัยก็ไม่ได้บอกว่าต้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยกันเอง เพราะฉะนั้นเมื่อผ่านมาถึงท่านประธานรัฐสภา ถ้าท่านประธานรัฐสภาได้ดูแล้ว วินิจฉัยแล้ว เห็นว่ามันไม่น่าที่จะขัดกับเรื่อง ๓ เรื่อง ซึ่งไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน เวลาเขียนเราก็จะเห็น แต่ถ้าท่านคิดว่ามันน่าจะเข้าข่ายขัด ท่านประธานรัฐสภาก็ชอบที่จะปฏิบัติตามช่องทางที่เรา ได้บัญญัติไว้ก็คือนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เวลาเข้ามาที่ประชุมรัฐสภาก็ไม่ได้หมายความว่า ที่ประชุมรัฐสภาจะพูดกันทั้งฉบับ ก็ต้องมาวินิจฉัยเฉพาะ ๓ ประเด็น ดังที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วเท่านั้นเอง จากนั้นก็ไม่ได้ให้ลงมติว่าให้เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ให้มาวินิจฉัย ๓ ประเด็น ว่าเข้าลักษณะต้องห้ามดังกล่าวหรือไม่ จากนั้นก็นำไปสู่พี่น้องประชาชนเพื่อลงประชามติ ฉะนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เห็นว่าบทบัญญัติซึ่งเป็นร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี กรรมาธิการไม่ได้ไปแก้ไขอะไร เห็นว่าออกแบบมาเหมาะสมแล้ว เพราะอย่างไรก็ตามในที่สุด ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยท่านจะเป็นคนลงประชามติว่าท่านจะรับหรือไม่รับ อยู่แล้ว

ทีนี้ส่วนประเด็นที่ท่านเป็นห่วงว่าระยะเวลาการทำประชามติ ทั้ง ๆ ที่กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติบัญญัติว่าต้องกระทำ ให้เวลาตั้ง ๙๐ วัน แต่ในร่างนี้ให้เวลาสูงสุด ๖๐ วัน ต่ำสุดไม่ต่ำกว่า ๔๕ วัน ก็เกรงว่าพี่น้องประชาชนซึ่งจะเป็น ผู้ออกเสียงประชามติ ท่านอาจจะไม่ทราบเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ก็อยากกราบเรียนว่า ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราก็บัญญัติชัดเจน ท่านก็ไปดูมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะมี การทำประชาพิจารณ์ทุกภูมิภาคและเรามี สสร. ทุกจังหวัด และทุกจังหวัดก็จะขับเคลื่อน เรื่องของการทำประชาพิจารณ์ การรับฟังความคิดเห็นประชาชน สื่อมวลชนทั้งหลาย สาธารณะ วงเสวนาทุกวงก็จะพูดกันเรื่องรัฐธรรมนูญเขียนแต่ละมาตราออกมา พี่น้องประชาชนเขาก็จะ มีส่วนติดตามอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นกระบวนการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชนก็จะควบคู่ไปกับ การจัดทำรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญเสร็จเอานำไปให้พี่น้องประชาชนลงประชามติ ก็ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่เรานำไปใช้บังคับ ในรายละเอียดก็ให้ กกต. กำหนดประเด็นแล้วก็ถามว่าจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีอะไร ซับซ้อน พี่น้องประชาชนเขาได้ติดตามมาโดยตลอด เขาก็สามารถที่จะมีข้อมูลประกอบการ ตัดสินใจของเขาได้ครับ ฉะนั้นก็คิดว่าร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้นำเสนอต่อรัฐสภานี้ ก็เป็นร่างที่เหมาะสมแล้วท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบแล้วก็ชัดเจนว่าท่านไม่ถอยนะครับ ไม่เหมือนกับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งท่านถอยไปนะครับ มาตรานี้ผมก็ได้ข่าวตอนแรกนะครับว่าจะถอยให้ ก็ดีใจว่ามันจะได้จบเร็วนะครับท่านประธาน สมความตั้งใจของวิปรัฐบาลแล้วก็ทางฝ่าย ผู้เสนอกฎหมายด้วย แต่เมื่อท่านไม่ถอยก็คงจะเป็นไปตามธรรมชาตินะครับ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติในมาตรานี้เพราะถือว่าเป็นมาตราที่มีความสำคัญมาก เป็นมาตราที่หมายถึง เกียรติและศักดิ์ศรีของรัฐสภาของเรา แล้วก็หมายถึงความสมบูรณ์สูงสุดของกฎหมายที่จะ มีมาด้วยนะครับ ผมคงใช้เวลาไม่มาก ขออ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ที่อยู่ในหมวด ๑ ของ รัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓ ที่อ้างก็เพราะว่ามีความจำเป็นที่จะมาโยง เกี่ยวกับการแปรญัตติของผม บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ อันนี้เอาแค่นี้ครับ เด็กนักเรียนที่เรียนเรื่องประชาธิปไตยใหม่ ๆ เขาก็ท่องครับ อำนาจอธิปไตย มีอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ถ้าพูดถึงอำนาจนิติบัญญัติ เรื่องออกกฎหมายก็เหมือนกับที่บัญญัติในมาตรา ๓ นี่ครับ ก็คือหมายถึงรัฐสภา รัฐสภาก็คือ สภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีวุฒิสภามาเป็นเพื่อนด้วย เพราะฉะนั้นคำว่า รัฐสภา ก็หมายถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น อำนาจในการที่จะมาดูแลเกี่ยวกับนิติบัญญัติออกกฎหมายหรืออะไรก็ตามแต่ที่เป็นอำนาจ นิติบัญญัติก็ต้องหมายถึง ๒ สภานี้ล่ะครับ คือสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. กับ ส.ว. แต่ทีนี้ วันนี้การแก้รัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขมา ได้ผ่านความเห็นของกรรมาธิการมา ในวันนี้ผมถือว่ากำลังจะทำลายกฎเกณฑ์อันนี้โดยสิ้นเชิงครับ เพราะเจตนารมณ์อย่างที่ผม บอกแล้ว ก็คือกฎหมายทุกอย่างในประเทศนี้ที่จะเอาออกมาใช้บังคับ ในที่สุดแล้วก่อนจะ มาใช้กับพี่น้องประชาชนก็ต้องมาผ่าน ๒ สภานี้ครับ คือ ส.ส. กับ ส.ว. แต่น่าเสียดายครับ ที่รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศกำลังจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าท่านได้เขียนไว้ว่า ตั้งแต่ที่เราอนุมัติผ่านวาระสามของครั้งนี้ไปเราจะไม่ได้เจอกับรัฐธรรมนูญอีกเลยครับ เจออีกทีก็คือวันที่มาใช้บังคับกับเรานะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ผ่านมาท่านประธาน ก็เห็นนะครับ ถึงแม้ว่าใครจะร่างมาก็ตาม ภาคประชาชนร่างมา อะไรก็ตามก็ต้องมาผ่าน ส.ส. ส.ว. แต่วันนี้กำลังจะไม่เป็นอย่างนั้น ผมถึงมีความรู้สึกนะครับ เป็นความเห็นของผมว่า การกระทำเช่นนี้น่าจะขัดกับมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็มาตราอื่น ๆ ด้วย เพราะว่า คำว่า รัฐสภา ในมาตราอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญนี้เขาก็หมายถึง ๒ สภาครับ หมายถึง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เขียนไว้ ในวรรคแรกบอกว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา มาครับ มาที่ท่านประธาน ผมถามสิครับว่าท่านประธานสภา ท่านประธานรัฐสภานี่ท่านคือ รัฐสภาหรือ ก็ไม่ใช่ครับ ไม่อย่างนั้นแล้วเราคงไม่ต้องมานั่งประชุมกันอย่างนี้นะครับ เรื่องอะไร ที่เป็นเรื่องของรัฐสภา ถ้าท่านคือรัฐสภาท่านประธานก็ตัดสินได้หมดทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะตั้งเอาคณะตั้งมาสักเท่าไรก็ตามครับ มันก็ยังไม่ใช่รัฐสภาอยู่ดี และวรรคสอง เขียนว่า เมื่อประธานสภาเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เขาร่างมา ที่ สสร. ร่างมาแล้วไม่ได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า คือต้องไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือ เปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านประธานสภาเห็นว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ วรรคนี้ ท่านก็สามารถที่จะส่งไปให้ กกต. ได้เลย แต่ยังใจดีอยู่หน่อย ให้บอกว่าถ้าสมมุติเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ใจดีครับ แต่ก็ต้องเรียนถามว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นไหม ผมแน่ใจว่าไม่เกิดแน่นอน ผ่านแน่นอนครับ ผ่านฉลุยแน่นอน แล้วก็เรียนถามท่านนะครับ ถ้าเกิดว่ามันเกิดขึ้นมาขัดจริง ๆ นี่ท่านจะมีวิธีในการให้สภาวินิจฉัยอย่างไร ท่านเปิดดูสิครับ ผมดูข้อบังคับทั้งฉบับไม่ว่าจะเป็นของ ส.ส. ส.ว. หรือใช้ร่วมกัน ๒ สภา ดูรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยเห็นนะครับว่ารัฐสภานี่มีหน้าที่ในการวินิจฉัย ท่านหาเจอไหมครับ ผมอ่านทั้ง ๒ เล่มครับ ผมไม่เจอเลยครับ เราไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัยครับ คนที่จะมีหน้าที่วินิจฉัยได้ก็มีแต่ ประธานสภากับศาลรัฐธรรมนูญครับ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และในข้อบังคับ เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านจะใช้วิธีไหนในการที่จะให้สภามาทำหน้าที่วินิจฉัย เพราะคำว่า วินิจฉัย กับคำว่า พิจารณา มันไม่เหมือนกันครับ มันผิดกันอย่างสิ้นเชิงทีเดียวนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นว่าอย่างที่ผมพูด กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นใหม่นี่ หลังจากที่ เราให้โอกาสไปแล้ว เมื่อเราลงมติในวาระสามนี่มันไปแล้วไปลับนะครับ ไม่กลับมาอีกเลยครับ มา อีกทีหนึ่งก็คือ ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็คงจะต้องไปลงประชามติ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้เป็นการไม่ให้เกียรติกับสภาของเรา ไม่ให้เกียรติอย่างเดียวก็ไม่เป็นไรครับ วุฒิสภาละครับ วุฒิสภาเขามีหน้าที่อะไรครับ เขามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ชัดเจนครับ เพราะ ผมก็เคยเป็นวุฒิสมาชิก ผมเคยลงสมัครได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกัน ท่องขึ้นใจเลยครับว่า วุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย และท่านให้เขากลั่นกรองกฎหมายอะไรครับ กฎหมาย เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่ไหม กฎหมายระดับรัฐธรรมนูญนี่ไม่ให้เกียรติเขาเลยหรือครับ ไม่ให้เกียรติ ส.ว. เขามากลั่นกรองเลยหรือ อันนี้ก็คืออีกประเด็นหนึ่งนะครับ กฎหมายนี้ เป็นกฎหมายสูงสุดอย่างที่ผมบอกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงคิดว่าเราควรจะเรียกร้อง ศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน หรือสมาชิกวุฒิสภาครับ ต้องเข้ามามีส่วนสักนิดหนึ่งเหมือนอย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พูดไป แล้วเมื่อกี้นะครับว่าท่านก็มีความเห็นว่าควรจะนำเข้ามาสู่รัฐบาลสักครั้งหนึ่งให้พิจารณาครับ ผมก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นในฐานะที่เราก็เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่เขามอบหมาย แล้วก็ กฎหมายก็รองรับ รัฐธรรมนูญก็รองรับให้เราทำหน้าที่นิติบัญญัติ ชัดเจนครับ ความถูกต้อง สมบูรณ์ก็จะเกิด ณ ตรงนี้ แต่ท่านกรรมาธิการท่านก็ไม่ได้ทำ ผมถามหลายคนนะครับ ท่านบอกว่าช้านี่ขนาดมาตรา ๒๙๑ ไม่กี่มาตราเลยยังดึงกัน ๑๐ กว่าวัน ก็มันกฎหมายสำคัญ นี่ครับ แต่ทีนี้มันก็ไม่ใช่จำเป็นนี่ครับที่ต้องมาพิจารณาเรียงตามมาตรา ไม่จำเป็นว่าถ้าเข้าสภา มาแล้วในตอนที่ สสร. ร่างเสร็จแล้ว จะต้องมาใช้ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เสียเมื่อไรละครับ ท่านก็เขียนมาครับ ท่านอยากให้ทำอย่างไร ผมถึงคิดว่าเรามีวิธีที่เหมาะสมมากมายนะครับ ถ้ามีความตั้งใจจริง ๆ ที่จะให้ผ่านมาสภานี้เราก็อาจจะพิจารณาแบบที่เราพิจารณาเรื่องของ สัญญาระหว่างประเทศก็ได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการโปรดสั่งผมนะครับ ถึงแม้ว่า มันจะยาว ท่านเห็นไหมครับบางทีปึกเบ้อเริ่มเทิ่มเราก็ใช้เวลาพูดกันแค่วัน ๒ วัน หรือบางฉบับก็ อาจจะวันเดียวเท่านั้น หรือ พ.ร.บ. งบประมาณลังเบ้อเริ่มเทิ่มเลยครับ ท่านเห็นไหมเราก็พูด กันแค่วัน ๒ วัน เที่ยวนี้ก็เห็นว่าให้พวกผมพูดแค่ ๒ วัน ก็จบ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกลัว หรอกครับ รัฐธรรมนูญอย่างน้อยที่สุดก็ให้มันได้เข้ามาให้พวกเราได้ดู ได้พูดจา ได้อภิปรายกัน ผมถึงได้แปรญัตติไว้ในมาตรานี้ว่ามาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นและมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้วและร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน ทำประชามติดังกล่าว นี่คือการแปรญัตติของผมครับ อันนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อผมคนเดียว ผมเรียกร้องศักดิ์ศรี เกียรติ ให้กับสภาเราทั้ง ๒ สภาครับว่าเราควรจะมีส่วนร่วมในฐานะที่เรา มาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญก็คือถ้าเราได้มีการมาพิจารณามาพูดด้วยเหตุด้วยผล แบบนี้ ถ่ายทอดทีวีออกไปให้กับพี่น้องประชาชนได้รับฟัง ผมว่าเป็นการให้ข้อมูลล่วงหน้าที่ดี ที่สุดกว่าทุกวิธีในการที่พี่น้องประชาชนจะได้มีหน้าที่ในการไปลงประชามติ เขาจะได้ฟัง ความคิดเห็นของตัวแทนของเขาครับ แล้วก็ไม่ได้ฟังฝ่ายเดียวด้วยฟังทั้ง ๒ ฝ่าย ฟังหลายฝ่าย วุฒิสภาด้วยนะครับ ก็จะเป็นการประกอบการตัดสินใจและแน่นอนครับ เราก็จะได้ประชามติ ที่ถูกต้องที่สุด ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่สุดจะได้ไม่ต้องมาอ้างกันอีกว่า มีการขู่เข็ญกัน มีการบีบบังคับกันให้ลงประชามติ วิธีนี้ผมว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด อย่าไปกลัวเลย เรื่องช้านะครับ อย่าไปทำอะไรรวบรัดดีกว่า ให้พี่น้องประชาชนเขาต้องมาสงสัยกันอีกครับว่า รวบรัดเพื่อใคร ทำเพื่อใคร ต้องเร่งร้อน รีบเร่งกันจนเกินเหตุเพื่อใครคนใดคนหนึ่งหรือเปล่า อะไรอย่างนั้น ซึ่งอภิปรายกันมาหลายคนแล้วครับ ผมไม่อยากจะพูดถึงแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากถ้าท่านฟังอยู่นะครับ ถ้าท่าน ถอยเหมือนกับมาตรา ๒๙๑/๓ ได้สักนิดหนึ่ง ผมว่ามันก็จะไปเร็ว จะจบเร็ว แล้วก็จบแบบสมบูรณ์ด้วย จบแบบดีด้วย ยอมไปข้างหน้าครับ มันไม่ได้ลำบากอะไร ท่านอาจจะเขียนวิธีที่เหมาะสมในการที่ให้สภานี้ ให้รัฐสภานี้พิจารณา ซึ่งมีทางออกมากมายทีเดียวนะครับ ผมว่าถ้าท่านกล้าพอนะครับ ท่านแก้เถอะ เพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติ ไม่อย่างนั้นแล้วพี่น้องประชาชนเขาก็จะคิดว่าท่านเร่งรีบ เร่งรัด เพราะว่า ได้ตั้งธงไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญอันนี้จะต้องทำให้เสร็จในเวลาอันรวดเร็วเพื่อประโยชน์ของใคร บางคน หรือเพื่อคนบางพวก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ เร็วเท่าไร รวบรัด เท่าไรยิ่งดี ยิ่งถูกใจใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ผมถึงยืนยันครับว่าผมขอสงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมว่าพอสมควร กระมังครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

นี่ผมกำลังจะจบ ในอึดใจเดียวนะครับท่านประธาน ท่านประธานมันกำลังไปด้วยดีนะครับ ท่านประธานครับ ผมจึงต้องเสนอคำแปรญัตติเอาไว้นะครับ เพื่อประโยชน์ เพื่อศักดิ์ศรีของสภาของเรานะครับ เพื่อความสมบูรณ์สูงสุดของกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศชาติครับ ก็เลยเสนอว่าหลังจาก ที่ผ่านมาที่ท่านประธานรัฐสภาแล้ว ขอให้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาโดยวิธีใดก็ได้ เท่านี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตเข้าประเด็นเลยนะครับ ในการแปรญัตติของผมในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้น หัวใจของเรื่องนี้ก็คือการมอบอำนาจให้กับ ประธานรัฐสภาในการให้คำวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. นั้น ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่นะครับ ซึ่งในมาตรา ๒๙๑ (๕) นั้น ประเด็นสำคัญมี ๓ เรื่องที่ท่านประธาน สามารถได้ย้ำตลอด ก็คือเรื่องประชาธิปไตย เรื่องพระมหากษัตริย์ แล้วก็เรื่องรูปของรัฐ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าผมเป็นห่วงในเรื่องของการให้คำวินิจฉัยของท่านประธาน รัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตที่จะแปรญัตติให้รัฐสภาเป็นผู้ให้คำวินิจฉัยแทนประธาน รัฐสภา เพราะฉะนั้นจากนี้ไปผมจะขออนุญาตอภิปรายว่าเหตุผลที่ผมเป็นห่วงคำวินิจฉัยของ ท่านประธานรัฐสภานั้นเพราะอะไร เพราะว่าด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมไม่ต้องการให้ ท่านประธานรัฐสภาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เมื่อจะต้องทำหน้าที่ในส่วนนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวว่าในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกร ท่านประธาน ก็คงทราบดีว่าความเร็วกับอัตราเร่งนั้นมีความหมายต่างกันอย่างไร ท่านทราบดีว่าน้ำหนักกับมวล หรือมวลสารนั้นมีความหมายต่างกันอย่างไร แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าสำหรับประชาชน ทั่วไปและรวมทั้งผมด้วย ผมไม่เห็นความแตกต่างระหว่างประเด็นเหล่านั้นอย่างชัดเจน ผมแยกไม่ออกครับว่าความเร็วกับอัตราเร่งมันต่างกันตรงไหน ผมแยกไม่ออกหรอกครับว่า น้ำหนักกับมวลมันต่างกันตรงไหน ฉันใดก็ตามเมื่อเรามาพิจารณาถึงประเด็นในเรื่องของ ประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์และรูปของรัฐนั้น ถ้าเราไม่ใช่เป็นนักวิชาการและศึกษาเรื่องนั้นอย่างแท้จริง เราก็จะแยกไม่ออกหรอกครับว่าอะไรใช่และอะไรไม่ใช่ ด้วยเหตุผลตรงนั้นเองท่านประธาน จึงทำให้มันเป็นปัญหา เมื่อเรามาถึงจุดที่จะต้องใช้ดุลยพินิจ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึง คิดว่าจำเป็นที่เราจะต้องมาพูดกันถึงเหตุผลว่าเราเข้าใจใน ๓ เรื่องนี้ตรงกันหรือไม่ อย่างไร ในระดับหนึ่ง เพราะว่าถ้าจะพูดกันในรายละเอียดคงจะต้องเขียนหนังสือเป็นสิบ ๆ เล่ม แต่ผมอยากจะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อจะชี้ประเด็นสำคัญ ๆ ครับท่านประธาน เมื่อถึง วันที่เราต้องใช้ดุลยพินิจ เราก็จะได้มีความเข้าใจร่วมกันได้ง่ายขึ้น

ท่านประธานครับ ในประเด็นแรก ในเรื่องของประชาธิปไตย คำถามก็คือว่า คุณสมบัติของประชาธิปไตยคืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เราพูดกันมาโดยตลอดและเรา ยอมรับกันก็คือประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่มีตัวแทนของประชาชนเข้ามาใช้ อำนาจผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้เสียงข้างมากจึงเป็น ตัวแทนของประชาชนมาใช้อำนาจ นี่ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญและขาดไม่ได้ของการเป็น ประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติดังกล่าวเป็นทั้งหมดของความหมายของ ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยยังหมายถึงการมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลเพื่อที่จะทำให้ การใช้อำนาจนั้นเป็นการใช้อำนาจผ่านกระบวนการที่ถูกต้องและเพื่อผลประโยชน์ ของประชาชนอย่างแท้จริง ตรงนั้น

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกนกครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมใช้ข้อ ๔๓ ในการประท้วงผู้อภิปรายครับ ไม่ใช่ ประเด็นที่จะมาสอนประชาธิปไตยต่อสมาชิกรัฐสภาครับ เรื่องนี้ท่านพูดสงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ตัดคำว่า เสร็จสิ้นแล้วให้และมีการนำเสนอต่อประธานสภา ครับ มันคนละเรื่องเลยครับ มันออกนอกประเด็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ช่วยควบคุมการประชุมให้อยู่ในกรอบ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับท่านประธาน ใช้อำนาจของท่านด้วยครับ ไม่เช่นนั้นพวกท่าน ขึ้นมาพูดอย่างนี้ทุกท่าน ทุกคนไป แล้วก็เมื่อไรจะจบละครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมพยายาม ผ่อนปรนนะครับ แต่ทีนี้ก็มีผู้ประท้วงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านช่วยกระชับหน่อยเถอะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่าน ประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านนิดเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมจะ พยายามอยู่ในประเด็น ผมขออนุญาตหารือท่านนิดเดียว คือที่ผมฟังการอภิปรายมา ๑๐ กว่าวันนี้นะครับท่านประธาน ปัญหาของเราเรื่องหนึ่ง คือเราเข้าใจเรื่องที่เราพูด ไม่ตรงกันครับท่านประธาน และผมก็แปรญัตติชัดเจนนะครับ ก็คือผมขอให้รัฐสภา เป็นผู้พิจารณาในการใช้ดุลยพินิจนี้ว่าเข้ามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ และผมก็ พยายามจะให้เหตุผลว่าประชาธิปไตยมันมีเรื่องอะไรบ้างที่สำคัญ ๆ ที่เราต้องเข้าใจให้ตรงกัน ถ้าสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้มีการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก ให้มีระบบตรวจสอบ และถ่วงดุลแล้วก็รักษาไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้มีความอิสระกับองค์กรที่จะ ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ ถ้าอย่างนี้ถือว่าเราเข้าใจรัฐธรรมนูญตรงกันครับท่านประธาน ผมต้องการจะอธิบาย นี่คือเพียงแต่ตัวอย่างเท่านั้นเอง เพราะว่าถ้าไม่เป็นอย่างนี้ พอท่าน บอกว่าก็เขียนแล้วว่าเป็นประชาธิปไตยก็จบกัน มันก็คือปัญหาท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เอาว่าพอสมควร ให้กระชับหน่อยก็แล้วกัน ให้โยงเข้าสู่ประเด็นที่ท่านต้องการ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมพยายามจะกระชับครับท่านประธาน แล้วก็ไม่ได้พาดพิงถึงคนภายนอกเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้กระชับพอสมควรครับ ที่ผมไม่ทักท้วงเพราะไม่ได้พาดพิงทำให้คนอื่นเสียหาย

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ ผมไม่ได้พาดพิงเลย ไม่ได้มีเจตนาเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่ผมได้พูดไปแล้วมันไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง การตรวจสอบและถ่วงดุลนะครับ มันไปเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของความเป็นอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องเข้ามาช่วย ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นี่คือคุณสมบัติสำคัญ ๔ ข้อครับท่านประธาน ที่สำคัญต่อการเป็น ประชาธิปไตย ไม่ใช่การเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว และตรงนี้ครับท่านประธาน ที่มีการพูด กันเยอะมากว่าเวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยมันจะมีคำอธิบายต่อมา เช่น ประชาธิปไตยเสรีนิยม ประชาธิปไตยอำนาจนิยม ประชาธิปไตยทุนนิยม ที่มันมีคำแบบนี้และเห็นโต้เถียงกัน ก็เพราะว่าใน ๔ ประเด็นที่ผมได้พูดนั้นเรามีความคิดที่ไม่ตรงกันและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ตรงกัน ตรงนี้เป็นประเด็นที่หนึ่งครับท่านประธาน ในเรื่องประชาธิปไตย

ในส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องพระมหากษัตริย์ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้บรรจุหมวด ๒ ของพระมหากษัตริย์เข้าไปแล้วผมจะไม่ขอพูดในประเด็นนั้น แต่ผม อยากจะขออนุญาตพูดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๑ ครับ ท่านประธาน ที่มีความสำคัญ ในความหมายของพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน ในมาตรา ๓ บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ความหมายนี้หมายความว่าอำนาจอธิปไตยเป็น ของประชาชนครับ ท่านประธาน และพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ความหมายนี้ หมายความว่าพระมหากษัตริย์และประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะแยกออกจากกันไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนของประเทศไทยของ เราเป็นเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย ที่เราจะต้องทำความเข้าใจและรักษาไว้ นั่นก็ หมายความว่าในอนาคตถ้าเราเข้าใจตามนี้กฎหมาย กฎระเบียบ กฎเกณฑ์หรือมติอะไรก็แล้วแต่ ที่จะแยกพระมหากษัตริย์ออกจากประชาชน ถือว่าสิ่งนั้นขัดรัฐธรรมนูญครับ ถ้าเราเข้าใจ ในความหมายอย่างนี้ตรงกัน ในมาตรา ๗ ของหมวด ๑ อีกหนึ่งตัวอย่างครับ ท่านประธาน ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณี ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำสำคัญคือ คำว่า ประเพณี ครับท่านประธาน ประเพณีคือสิ่งที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการตีความของความหมายของรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า การใช้รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องใช้บนบริบทของประเพณีที่สังคมไทยของเรายึดถือมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์จะต้องรักษาไว้ เพราะความหมาย และความสำคัญของพระมหากษัตริย์มีขอบเขตถึงพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ อย่างยิ่ง นั่นก็หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชประเพณีหรือพระ ราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ถ้าเราเข้าใจตามนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ ด้วย ความหมายดังนี้ หมายความว่าผมต้องการจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าความหมายของ พระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ขอบเขตและความหมายของพระมหากษัตริย์ มันมีความหมายที่กว้างมากกว่าภาษาที่เราเขียน และยิ่งไปกว่านั้นมันมีความละเอียดอ่อน และกระทบต่อความเคารพและความรู้สึกของประชาชนคนไทย เพราะฉะนั้นความหมายของ พระมหากษัตริย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกนก เมื่อกี้มีผู้ประท้วง ผมขอร้องเขาอย่าประท้วง แต่ทีนี้ผมก็อยากจะให้ท่านกระชับสักนิดแล้วดึงเข้าประเด็นครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็ผมเข้า ประเด็นที่จะบอกว่าเวลาที่ท่านประธานจะตีความ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาให้กระชับแล้วจะได้ดึง เข้าประเด็นครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนเลยครับว่าเวลาที่ท่านประธานจะต้องตีความว่า ขัดกับหมวดพระมหากษัตริย์หรือไม่ ท่านประธานจะได้มีหลักมีเกณฑ์ในการตีความเพื่อให้ เราเข้าใจตรงกันและไม่ประท้วงกันครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตไปเรื่องรูปของรัฐครับ ท่านประธาน รูปของรัฐประเทศไทยของเราบอกชัดเจนว่าเราเป็นรัฐเดี่ยวแบ่งแยกไม่ได้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นว่ามันมีรายละเอียดอยู่ข้างในที่มีนัยสำคัญ ประเทศอังกฤษเรียกว่า สหราชอาณาจักรก็เป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกันนะครับ แต่เขามีเฉพาะ การปกครองส่วนกลางกับการปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น เขาไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค แต่ประเทศไทยมีการปกครองส่วนภูมิภาคท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติตั้งคำถาม ว่ามีการยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค คำถามก็คือว่า ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของรัฐเดี่ยวหรือไม่ นี่คือคำถามครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอีกตัวอย่างก็ได้ครับ อย่างเช่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บอกว่า ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รูปแบบรัฐเดี่ยวก็ยังคงเหมือนเดิมครับ แต่ประเพณีปฏิบัติของเราที่ผ่านมานั้น นายกรัฐมนตรี ของเรามาจากการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรของเรา ถ้าทำอย่างนั้นเกิดมีในรัฐธรรมนูญนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของรัฐเดี่ยวหรือไม่อย่างนี้เป็นต้น การรวมอำนาจ การกระจายอำนาจ ซึ่งวิวัฒนาการของประชาธิปไตยและรูปแบบของรัฐไทยเรากำลังดำเนินทางไปสู่การกระจาย อำนาจมากขึ้นโดยตลอดเวลา ถ้าเกิดรัฐธรรมนูญที่มีการรวมอำนาจเกิดขึ้น คำถามก็คือว่า เราเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เดี่ยวหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ จากตัวอย่างทั้งหมดที่ผมพูดนี้ผมต้องการจะเรียน กับท่านประธานว่าหลักคิดของเรื่องต่าง ๆ ใน ๓ ประเด็นคือ ประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ และรูปของรัฐนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง และคำถามตรงนี้ก็คือว่าเมื่อถึงวันที่ท่านประธาน จะต้องใช้ดุลยพินิจพิจารณาว่าขัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่นั้น ตรงนั้นเป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วง ท่านประธานจริง ๆ ด้วยความเคารพ ด้วยเหตุผลตรงนี้เองผมจึงขออนุญาตที่จะแปรญัตติว่า อย่าให้ท่านประธานต้องรับผิดชอบเลย ขอให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้จะดีกว่า เพราะว่า ทั้ง ๓ ประเด็นนั้นมันมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และผมคิดว่าคำขอตรงนี้เหตุผลตรงนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากผมก็ทราบดีคงไม่ฟังครับท่านประธาน แต่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ด้วยเคารพท่านประธานได้พูดเมื่อเช้าวันนี้ว่าท่านจะไม่ทำหน้าที่นี้ด้วยตัวท่านเองท่านจะ มอบให้กับเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้ทำ ผมขออนุญาตเสนออีกข้อหนึ่งเผื่อท่านประธานจะ เปลี่ยนใจ ผมคิดว่าอย่าให้ท่านเลขาธิการรัฐสภาทำเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยผู้รู้หลายสาขามาก ด้วยความเคารพจริง ๆ และเป็นห่วงท่านประธานจริง ๆ ผมอยากเสนอให้ท่านประธานใช้ที่ประชุมของราชบัณฑิตเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ครับ เพราะว่า ที่ประชุมราชบัณฑิตนั้นมีทั้งสาขารัฐศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ แล้วก็เป็น ผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียอะไรทางการเมืองทั้งสิ้นเป็นผู้รู้ของแผ่นดินของเรา ท่านประธานให้ที่ประชุม ราชบัณฑิตเป็นผู้พิจารณาเถอะครับว่าร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. นี้ขัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมเชื่อว่าท่านประธานก็จะไม่ต้องแบกภาระนี้แต่เพียงผู้เดียว และมี ผู้รู้ของแผ่นดินเข้ามาช่วยท่านประธานในการทำหน้าที่นี้ ท่านประธานครับ ประโยคสุดท้าย ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธาน และฝากท่านประธานได้กรุณาพิจารณาด้วย ผมอ่านหนังสือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้มีประโยคหนึ่งเขาบอกว่า หนทางที่ดีที่สุดที่จะได้ในสิ่งที่ ท่านต้องการ คือการช่วยให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ผมจะไม่ขออภิปรายว่า หมายความว่าอย่างไร แต่ผมขอให้ท่านประธานกลับไปคิดและทบทวนตรงนี้ให้ดีว่าประโยคนี้ มีความสำคัญอย่างไร เพราะถ้าท่านประธานไม่เข้าใจประโยคนี้ผมคิดว่าอนาคตการเมืองไทย ข้างหน้าที่จะเดินไปคงจะมีปัญหาและไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านกนกครับ เชิญท่านรัชดาครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้อภิปรายตั้งแต่วาระที่หนึ่ง ไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่จะแก้อย่างไรก็ได้ เพราะคำว่า แก้ไข รัฐธรรมนูญ หมายถึงว่าการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่มีข้อบกพร่อง ในขณะเดียวกันก็จะต้อง รักษาข้อดีของรัฐธรรมนูญนั้นไว้ แต่เมื่อรัฐบาลและกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ จะต้องฉีกทิ้งและจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๙ เกิดขึ้น มันก็ คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดความไม่สบายใจเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกรัฐสภาและพี่น้อง ประชาชน ที่มีการตั้งคำถามว่าที่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ทิ้งและมีการตั้ง สสร. เกิดขึ้นใหม่ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันนี้มันไม่ดี อย่างไร ก็มีการตั้งคำถามมาตลอดค่ะ เพราะประโยคที่ได้ยินกันเสมอว่าต้องแก้ไขต้องมี รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๙ เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น มันเป็นฉบับผลไม้พิษ มันมาจากเผด็จการ คำถามก็คือว่ามันพิษทั้งฉบับเลยหรือเปล่าคะ ทุกหมวดในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่มีมาตราไหนที่ดี หรือไม่มีหมวดไหนที่เราสามารถคงไว้ได้ทั้งหมดเลยหรือ ถึงจะต้องมีคณะ สสร. เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่เป็นอะไรค่ะ เมื่อเสียงข้างมากได้ลากมาจนถึงวันนี้ ลากมาจนถึงวันที่เรากำลังจะต้องลงมติในวาระที่สามอีกไม่กี่วันข้างหน้า ดิฉันก็คงจะต้อง ยอมรับเพราะนั่นเป็นเสียงคำตอบจากเสียงข้างมากไปแล้ว แต่ข้อกังวลใจของดิฉันก็ยัง มีอยู่นะคะว่า เมื่อจะเดินหน้ากันต่อไป แต่เสียงสะท้อนของสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อยที่สะท้อนไปถึง ท่านกรรมาธิการตลอด ๑๐ วันที่ผ่านมากลับเป็นเสียงที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยิน หรือฟังแล้วรู้สึกว่าข้อกังวลใจของเสียงข้างน้อยนั้น เป็นเพียงความเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน คิดกันไปเองว่า สสร. ที่จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเข้ามาเขียนบทบัญญัติ ที่ทำลายองค์กรตุลาการ ทำลายองค์กรตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรืออาจจะมี ความพยายามที่เขียนข้อบัญญัติบางประการที่เป็นการไม่เคารพต่อสถาบันที่พี่น้องประชาชน คนไทยเคารพมาตลอด ๑๐ วันที่ผ่านมาไม่ว่าจะให้เหตุผลมากน้อยเพียงใดก็ไม่ได้รับ การตอบสนองจากกรรมาธิการเลย ท่านเพียงแต่ตอบว่าทำไมเสียงข้างน้อยถึงกังวลกันนัก ทำไมถึงกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ท่านประธานเองก็ได้ย้ำอยู่หลายครั้งนะคะว่าคงไม่มี สสร. คนใดที่คิดจะยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของใครบางคน คงจะไม่มีใคร ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไปทำลายองค์กรตุลาการ คง ค่ะ ทุกครั้งที่ท่านชี้แจง มีแต่คำว่า คง นั่นก็หมายความว่าตัวท่านเองก็ไม่สามารถรับประกันในอนาคตได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะร่างออกมาเพื่อประโยชน์ของใครบางคน หรือร่างออกมาแล้วสามารถเป็นกฎหมายสูงสุดที่ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศจะให้ความเคารพ ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ เมื่อคำชี้แจงของท่านตั้งอยู่ บนพื้นฐานของคำว่า คง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าประชาชนจะคิดว่าท่านเองก็ใช้ จินตนาการในการตอบคำถามของเสียงข้างน้อยเช่นกัน ดิฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงตามที่ดิฉันได้แปรญัตติ เพราะในทุก ๆ มาตราดิฉันก็ เป็นผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติไว้ ดิฉันไม่ได้คาดหวังอะไรค่ะ คำแปรญัตติของดิฉันก็หวังเพียง อย่างเดียวว่า สสร. คณะทำงาน สสร. ชุดนี้เมื่อเข้ามาทำงานแล้วจะสามารถยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นที่เคารพของพี่น้องประชาชน แต่สังเกตบรรยากาศ สังเกตท่าทีตอบสนองของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็ทำใจได้ก็เลยแอบหวังไว้แต่เพียงมาตรานี้เท่านั้นละค่ะว่า ท่านคณะกรรมาธิการจะรับฟังเสียงข้างน้อย ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไว้ว่าเมื่อ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่ง ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบก่อนไปทำประชามติดังกล่าว ท่านประธานดิฉันขอแค่เพียงว่าเมื่อ สสร. ได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วช่วยกรุณาส่งให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทยนั่นก็คือสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ได้อภิปราย ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ท่านจะกลัวอะไรคะ ในเมื่อรัฐสภา แห่งนี้ท่านก็มีเสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่ที่ดิฉันขอให้มีการปรับปรุงแก้ไขตามคำแปรญัตติ ของดิฉันก็เพียงแค่หวังว่าดิฉันในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูล วิเคราะห์ ชี้แจงเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้นมีข้อดีและข้อด้อยอย่างไร เพราะคนที่ ตัดสินใจสุดท้ายก็คือพี่น้องประชาชน แต่รัฐธรรมนูญนั้นฉบับปี ๒๕๕๐ มีทั้ง ๓๐๐ กว่ามาตรา จัดทำเป็นเล่ม ฉบับใหม่ก็คงจะมีจำนวนมาตราใกล้เคียงกับฉบับปัจจุบันนี้ ท่านคิดว่าพี่น้อง ประชาชนจะอ่านและทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ได้อย่างไรคะ มันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นเวทีของการถกแถลง แสดงข้อมูล แสดงความคิดเห็น แล้วสุดท้ายให้ประชาชนตัดสินใจ ใครจะอ่านกฎหมายได้อย่างเข้าใจคะ พวกเราละค่ะจะต้อง เป็นคนที่ช่วยวิเคราะห์ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่ท่านไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ เพราะคงไม่มี ใครสามารถหยุดยั้งการฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะท่านคือเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากของท่าน ดิฉันคิดว่า ควรจะใช้เสียงข้างมากของท่านให้เป็นประโยชน์ เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาให้ได้ข้อมูลกับ พี่น้องประชาชนก่อนที่เขาเหล่านั้นจะไปลงมติ ท่านประธานคะ หลายท่านพูดถึงข้อกังวลใจ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าอาจจะไปกระทบต่อพระราชอำนาจ อาจจะไปกระทบ ต่อบทบาทขององค์กรตุลาการและองค์กรที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ดิฉัน มีรายละเอียดบางประการที่คิดว่าถ้าพูดแต่เป็นหมวด ๆ ไปแล้วอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน ไม่เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น แท้จริงแล้วมันมีรายละเอียดที่เป็นข้อดีที่ให้อำนาจ ต่อฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะสร้างสมดุลและคานอำนาจต่อฝ่ายรัฐบาล ถ้าหากปล่อยให้มีการ แก้ไขโดยที่ตัดบางมาตราออก และประชาชนไม่รับทราบ ดิฉันคิดว่ามันจะนำไปสู่เผด็จการ ในระบอบประชาธิปไตย ดิฉันขออนุญาตยกบางมาตรานะคะ ในมาตรา ๑๖๒ เป็นมาตราที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ไม่มีในเรื่องของการตอบกระทู้ถามสด ท่านประธานคะ สมมุติว่า รัฐบาลรังเกียจการมาตอบกระทู้ถามสด กลัวที่จะมาตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ชอบมาตรานี้ เพราะมาตรานี้ได้กำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุม สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตัวเอง เกิดรัฐบาลกลัว รัฐบาลรังเกียจการตอบกระทู้ถามสด แล้วใช้อำนาจทางการเมืองที่ตัวเองมีไปแทรกแซง การทำงานของ สสร. แล้วตัดมาตรานี้ทิ้ง แต่ประชาชนไม่รับทราบเพราะเขาไม่รู้ ในรายละเอียด มันก็เกิดเผด็จการทางรัฐสภาเกิดขึ้น อำนาจนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องอื่น ๆ นะคะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ให้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเสนอรายชื่อ เสนอชื่อเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้ถอดถอน นักการเมืองที่โกงบ้าน โกงเมือง ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มีสิ่งดี ๆ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกมากค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อวันนี้เราจะมี สสร. ที่จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รู้จะไปแก้ แบบไหน จะแก้เพื่อเข้าข้างใครหรือเปล่า สุดท้ายดิฉันคิดว่าจำเป็น ที่ สสร. เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว จะต้องนำกลับเข้ามาสู่รัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบ จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าจริง ๆ แล้วคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ สสร. ยกร่างเสร็จกลับมาสู่รัฐสภา ต้องให้รัฐสภาพิจารณา เพราะในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำงาน สสร. จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกจังหวัดอยู่แล้ว ท่านคิดว่าในการ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนแต่ละครั้งจะมีคนสักกี่คนมาร่วมคะ หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้านคน ท่านจะทำสักกี่ครั้งในขั้นตอนการรับฟัง ความคิดเห็น ในความเป็นจริงแล้วประชาชนที่จะได้มีโอกาสมาแสดงความคิดเห็น รับฟัง ความคิด กระบวนการการทำงานของ สสร. น้อยมากค่ะ เพราะฉะนั้นท่านอย่าให้เหตุผล เลยค่ะว่าที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องเอาร่างรัฐธรรมนูญกลับมาสู่รัฐสภาอีกครั้งก่อนทำ ประชาพิจารณ์ เพราะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว มันไม่มีเหตุผลมากพอค่ะ

สุดท้ายนะคะ ดิฉันขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ว่ากรุณาเถอะค่ะ มันเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยเท่านั้น ขอให้คืนอำนาจในการตรวจสอบ การที่สมาชิกรัฐสภาจะได้วิเคราะห์แสดงข้อมูล แสดงเหตุผลให้กับพี่น้องประชาชนในวาระ สุดท้ายก่อนที่เขาจะตัดสินใจไปลงประชามติ ดิฉันไม่อยากให้เกิดความการผิดพลาด เหมือนกรณีเวลาที่เรามีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็นำเสนอนโยบายชวนเชื่อ มากมาย สุดท้ายประชาชนก็เป็นผู้เดือดร้อน ถ้าประชาชนเขาไม่ได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง ที่ผ่านมาเวลาเรามีการเลือกตั้ง เราก็มีนโยบายว่า ๓๐๐ บาท ถ้ามันทำไม่ได้แต่ประชาชนไม่รู้ กระชากราคาค่าครองชีพ สุดท้ายมันก็ทำไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัชดาครับ พอสมควรแล้ว กระมังครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ดิฉันจะจบแล้วค่ะ ดิฉันกำลังยกตัวอย่างกับท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องรับรู้ที่มาที่ไป ข้อดี ข้อด้อย ในแต่ละมาตรา ดิฉันไม่อยากให้ประชาชนถูกหลอกเหมือนเวลาที่พรรคการเมืองไป หาเสียง และเอาเข้าจริง ๆ ทำไม่ได้ และประเทศชาติก็เสียหาย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เอาจนได้ครับ ไม่เป็นไรครับ ขอกันกินมากกว่านี้ครับ ท่านวรงค์ที่จริงผ่านมาแล้วนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมให้เกียรติท่าน แล้วก็จะตามด้วยท่าน ส.ว. ภิญโญ แล้วก็ท่านสุมลครับ เชิญหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ แล้วในมาตรานี้ ในประเด็นนี้ผมในนามของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คงมีโอกาส ได้ถกกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่พอสมควร เพราะผมก็มีความรู้สึกว่าวันนี้ คณะกรรมาธิการทางเราค่อนข้างจะโยนภารกิจให้กับประธานรัฐสภาเยอะมาก ในมาตรา ก่อนหน้านี้เราก็มีการถกกันครับ ในเรื่องการออกคุณสมบัติของกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. ๒๒ คน พวกเราเองที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเราก็มองว่าทำไมเรามอบภารกิจ ให้ประธานรัฐสภามาก แต่ในเมื่อท่านลงมติเราก็ไม่ว่ากันครับ ในเมื่อท่านลงมติที่จะมอบ ภารกิจให้ท่านประธานรัฐสภา ในมาตรานี้ก็อีกประเด็นหนึ่งครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ ผลักภารกิจในการวินิจฉัยขั้นต้นให้กับท่านประธานรัฐสภา วันนี้ผมดูแล้วเหมือนกับว่าท่าน วางสนุกไว้ ๒ สนุก

สนุกชิ้นแรก ก็คือมอบภารกิจให้ท่านประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นที่ขัดแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และรูปแบบของรัฐ ก็เท่ากับว่าท่านประธานท่านจะเป็น คนวินิจฉัยขั้นต้น ผมก็เชื่อว่าทุกคนคิดเหมือนผมครับ เราขออนุญาตท่านประธานสมศักดิ์ว่า ขณะนี้ผมกำลังหมายถึงตำแหน่งประธานรัฐสภา ไม่ได้หมายถึงท่าน คำถามถามว่าประธาน รัฐสภาเป็นใคร ประธานรัฐสภาก็คือตัวแทนพรรคการเมืองคนหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ควบคุม การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรและประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นคำถามก็เลยถามว่า และคนมาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาวิเศษกว่า ส.ส. ส.ว. ตรงไหน ไม่ได้วิเศษไปมากกว่ากัน ผมเชื่อว่าความรู้พื้นฐานในสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หรือความรู้พื้นฐานในการวินิจฉัย รัฐธรรมนูญไม่ได้แตกต่างไปจาก ส.ส. ส.ว. มากเท่าไร ดังนั้นผมก็เลยมีความรู้สึกว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนไว้ว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมมีความรู้สึกว่าประธานรัฐสภาของเรามีอำนาจมากเกินไป และผมก็ไม่เชื่อว่าคนที่มา ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้จะสามารถวินิจฉัยบนพื้นฐานของความเที่ยงธรรมและถูกต้อง ตามหลักการของกฎหมาย ก็คือถูกต้องตามข้อเท็จจริง ถูกต้องตามหลักวิชาการของกฎหมาย เพราะวันนี้เท่ากับว่าเกิดท่านประธานรัฐสภา ณ วันนั้นที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งวิธีคิด ทางการเมืองขึ้นมา ผมคิดว่าประธานรัฐสภาเองก็คงฟังเสียงของพรรคของท่านว่าพรรคของท่าน มีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าพรรคของท่านบอกว่ามีเวลาจำกัดมาก เรามีเวลาเหลือน้อยแล้ว ให้ประธานรัฐสภาส่งต่อไปส่งต่อไปยัง กกต. เลย ผมเชื่อว่าประธานรัฐสภาท่านต้องทำ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าท่านเป็นคนสังกัดพรรคการเมืองครับ จริงอยู่ในขณะ การทำหน้าที่ท่านก็บอกว่าท่านพยายามไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่ไปประชุมพรรค แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากมอบอำนาจให้กับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านอาจจะมีการคุยกันส่งสัญญาณกันว่าเร่งรีบแล้วนะ รีบส่งให้ กกต. เลย ไม่ต้องส่งเรื่องมายังรัฐสภา ผมเชื่อว่าท่านวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองล่ะ ดังนั้นบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาจะมาวินิจฉัยรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่าขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ผมไม่เชื่อว่าท่านจะทำหน้าที่นี้ได้ดี นี่คือการวางสนุกเกอร์ ขั้นที่ ๑ คำถามถามว่า ถ้าสมมุติว่ามีกระแสสังคมกดดันไปยังประธานรัฐสภา ผมสมมุติครับ ซึ่งท่านประธานรัฐสภาท่านนั้นก็จะต้องส่งเรื่องมายังสมาชิกรัฐสภาในการวินิจฉัย ผมเคยพูด ประเด็นนี้แล้วว่าผมไม่เชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาจะวินิจฉัยความถูกต้องได้ แต่ผมเห็นด้วยว่า ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยความต้องการประชาชนได้ดีมาก ผมถึงบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราทำไมไม่ให้เครดิตหรือให้เกียรติองค์กรที่ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ ผมย้ำช้า ๆ ครับ ผมฟังท่านประธานสามารถได้ชี้แจงหลาย ๆ ครั้ง แล้วท่านก็คงยืนยันตามที่ท่านได้ชี้แจงไป แต่อย่างน้อยผมก็อาศัยเวทีนี้ฟ้องพี่น้องประชาชนครับว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ใช้ องค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยเรื่องธรรมนูญ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ใช้พวกเดียวกัน ผมกล้าพูด อย่างนี้ครับ เพราะว่าท่านประธานรัฐสภาคือบุคคลที่สังกัดพรรคการเมือง ผมสมมุติครับ ถ้าท่านไปบอกว่าให้ประธานวุฒิสภา ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็ไม่เห็นด้วย ผมว่ายังดูเป็นกลางแล้วก็ เป็นหลักวิชาการมากกว่าให้ตำแหน่งประธานรัฐสภา เพราะผมถือว่าท่านเป็นบุคคลสังกัด พรรคการเมือง และขณะเดียวกันผมก็ต้องย้ำว่าเวทีแห่งนี้ ท่านก็สังเกตพวกเราประชุม ร่วมกัน เรามีเสียง ส.ส. ซีกรัฐบาล ซีกฝ่ายค้าน เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา วุฒิสภาก็มี ความคิดเห็นที่หลากหลาย ดังนั้นผมจึงกล้าพูดอย่างเต็มปากว่าเวทีแห่งนี้ จึงเป็นเวทีที่ ไม่เหมาะความชอบของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะว่าจะเกี่ยวพันกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือไม่ ผมจึงถามว่าแล้วทำไมไม่ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการฟังคำที่ท่านชี้แจง ในที่ประชุมแห่งนี้ท่านก็บอกว่าไม่ได้มอบอำนาจไว้ ก็ในเมื่อเราจะวิเคราะห์กันว่าคนกลุ่มไหน เป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดแย้งหรือเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์หรือรูปแบบของรัฐ ท่านบอกว่าอำนาจไม่ได้มอบให้กับศาล รัฐธรรมนูญ แล้วทำไมเราไม่มอบล่ะ ถ้าท่านแก้ไขกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นพ้องแก้ไข ให้มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยประเด็นนี้ ผมเชื่อว่าการใช้คนให้ถูกกับงาน มันถูกต้องอยู่แล้วครับ ขณะนี้ท่านใช้คนของท่าน ๒ ส่วน

ส่วนแรก ท่านใช้ประธานรัฐสภาซึ่งก็คือคนของพรรคการเมือง ถ้าประธาน รัฐสภาไม่กล้าแบกรับภาระนี้ก็โยนมาที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาก็ใช้เสียงข้างมาก อยู่ดีครับ ก็คือพวกของท่านอยู่ดี ก็เท่ากับว่าท่านวางไว้ ๒ ช็อท (Shot) ก็คือท่านวางไว้ สำหรับคนของท่านทั้ง ๒ รูปแบบ คำถามที่ผมจะบอกพี่น้องประชาชนไปเลยว่าทำไมไม่เอา ศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อภารกิจศาลรัฐธรรมนูญเขาเกี่ยวข้องกับการตีความของรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด มันจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับที่จะให้องค์กรที่ชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการ วินิจฉัยหรือตีความว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ก็คือว่าด้วยสถาบัน พระมหากษัตริย์ รูปแบบรัฐ ผมก็เลยไม่เข้าใจครับ คือถ้าเราถอดความรู้สึกคุยกันด้วยเหตุ ด้วยผล ผมชอบดึงอารมณ์นี้ออกมาท่านประธานครับ ถ้าเราดึงกันด้วยเหตุด้วยผลว่าทำไม เราไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าถ้าลองไปถามคนทั่ว ๆ ไปทุกคนบอกว่าคนที่วินิจฉัยที่เหมาะ ที่สุดคือศาลรัฐธรรมนูญครับ แต่มีคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่านั้นที่คิดว่าคนที่เหมาะ แก่การวินิจฉัยคือท่านประธานรัฐสภา ถ้าประธานรัฐสภาไม่แน่ใจก็ถึงโยนมาที่ประชุมรัฐสภา ก็คือ ส.ส. ของพวกท่านเสียงข้างมากในการวินิจฉัย ฉะนั้นประเด็นนี้ผมเรียนกับท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากอีกครั้งหนึ่งนะครับ เผื่อท่านจะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง และไม่มี อะไรเสียหายครับ ไม่ใช่ว่าท่านไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วนี่กระบวนการทุกอย่างจะ เสียหาย ก็ไม่มีประเด็นใด ๆ เสียหายทั้งสิ้น แต่มันได้ความสง่าครับ มันได้ความงดงามในการ ตีความของรัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะต้องห้ามตามที่เรากังวลใจหรือไม่ ถ้าท่านใช้ที่ประชุมเสียงข้างมากวินิจฉัยคนไม่เชื่อ สุดท้ายมันก็จะเกิดประโยชน์ที่เรียกว่า เสียงข้างมากลากไป ดังนั้นในประเด็นนี้ผมขออ่านคำแปรญัตติของผมให้ท่านประธานฟังว่า ผมแปรญัตติจากประโยคที่ท่านให้ประธานรัฐสภา และหากประธานรัฐสภาเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้น มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมได้แปรญัตติมาเป็นเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าด้วยสามัญสำนึก เราเป็นการใช้องค์กร ใช้คนตรงกับงาน ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยคดี วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับกรณีรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยประเด็นนี้ผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยด้วยความเที่ยงธรรมได้ดีกว่า ดีกว่าการให้ตำแหน่งประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ขั้นต้นและโยนมาให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมก็ต้องย้ำเรียกร้องไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เพราะดูท่านก็ยังอารมณ์ดีเหมือนเดิม เพราะเราเจอกัน เรายังเคารพกันเหมือนเดิม ผมเจอท่านในห้องน้ำผมยังสวัสดีท่านเหมือนเดิม

ประเด็นถัดมาที่ผมสงวนคำแปรญัตติ ก็คือกรณีที่ไปทำประชามติ ผมขอตำหนิ เสียงข้างมาก ผมถือว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ตอบสนองต่อ พ.ร.บ. ประชามติ ดูแล้วท่านมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่จะทำรัฐธรรมนูญนี้ขัดแย้งกับ พ.ร.บ. ประชามติ แต่บังเอิญ ท่านเห็นว่าเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ฐานะของรัฐธรรมนูญสูงกว่า พ.ร.บ. ประชามติ ท่านจึงกล้าทำ แต่ผมเชื่อว่าถ้าท่านใจกว้างที่จะเคารพเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติ ในการกำหนดเงื่อนไขของเวลาและเงื่อนไขของการทำประชามติ ผมเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขมันควรจะต้องไปด้วยกัน แต่วันนี้ผมแค่ดูจำนวนวันมันก็ค่อนข้างจะรวบรัด เร่งรีบ วันนี้ฟังท่านประธานสามารถอธิบายแล้วไม่สง่างาม เอาแค่ช่วงระยะเวลา ๔๕ วัน ถึง ๖๐ วัน ในการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพราะว่าถ้าท่านมีโอกาสได้เปิดดู พ.ร.บ. ประชามติ ผมขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ประชามติมีเจตนาอยู่ ๒ อย่าง

แบบที่ ๑ คือเป็นการปรึกษาหารือ

และแบบที่ ๒ เป็นการเพื่อหาข้อยุติ

การทำประชามติใน ๒ รูปแบบคือเป็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรึกษาหารือ ประชาชนกับเพื่อหาข้อยุตินั้นกำหนดระยะเวลาในการทำความเข้าใจกับประชาชน ไว้เหมือนกันเป๊ะเลย คือไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน ผมย้ำนะครับ ใน พ.ร.บ. ประชามติได้เขียนไว้ชัดเจนว่าในการทำประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นหรือเพื่อหาข้อยุติ ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ท่านลองนึกภาพนะครับว่ารัฐธรรมนูญทั้งเล่ม ท่านให้เวลาแค่ ๔๕-๖๐ วัน มันหายไปครึ่งหนึ่ง ๙๐-๑๒๐ วัน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแค่ ๔๕-๖๐ วัน เท่ากับหายไปครึ่งหนึ่ง แล้วที่ท่านประธานสามารถได้ชี้แจงตอนที่ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิสิทธิ์ได้พูดประเด็นนี้ท่านก็บอกว่าเวลาเราร่างรัฐธรรมนูญนั้น เรามีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นระยะเวลา ๔๕-๖๐ วัน มันจึงน่าจะเพียงพอ ผมว่าท่านเข้าใจผิดครับ ตอนทำประชาพิจารณ์มันเป็น การรับฟังความคิดเห็นประชาชน หลังจากความคิดเห็นประชาชนมาความคิดเห็นต่าง ๆ มันยังไม่ตกผลึก บทสรุปมันยังไม่เกิด ท่านไปภาคเหนือมีตั้ง ๑๖ จังหวัด ท่านก็ต้องไปรับฟัง ความคิดเห็นเกือบทุกจังหวัด ท่านไปภาคอีสาน ไปภาคกลาง ไปภาคใต้ แม้แต่ ในกรุงเทพมหานครในมาตราเดียวผมเชื่อว่าความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนมันเยอะแยะ ไปหมดเลย จนกระทั่งคณะกรรมาธิการถึงมาให้บทสรุปว่าในมาตรานี้ เรื่องนี้จะเอาอย่างไร มันจึงเป็นบทสรุป เพราะฉะนั้นท่านอย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งมีหลาย ๑๐๐ มาตรา ท่านบอกว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ๔๕ วันจึงเพียงพอ มันจึงไม่เพียงพอครับ ก็ในเมื่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน ทำไมท่านไม่เอาเจตนารมณ์อันนั้นมาใช้ ท่านจึงกำหนดไว้แค่ ๔๕-๖๐ วัน และคำชี้แจงของท่านประธานสามารถได้ชี้แจงครั้งหนึ่งแล้ว ผมฟังแล้วมันยังฟังไม่ขึ้น นี่คือประเด็นที่ผมจะต้องท้วงติงท่านประธานสามารถครับ

ประเด็นถัดมา อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญซึ่งได้มีการพูดถึงกรณีที่ถ้าผลการลง ประชามติออกมาแล้ว แล้วค่อยให้ กกต. ประกาศรับรองในสาระร่างของเสียงข้างมาก ได้เขียนไว้ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติให้แล้ว เสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันออกเสียงประชามติ อันนี้ผมไม่ติดใจ หากประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการตาม มาตรา ๒๙๑/๑๔ ต่อไป ก็คือดำเนินการต่อไป ผมกำลังจะชี้นะครับว่าท่านกำลังจะเอาผลชี้วัด ของการลงประชามติแค่เสียงข้างมากเท่านั้นใช่ไหม เพราะประโยคนี้เขียนไว้แค่นี้ว่า ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ก็คือเท่ากับว่าสมมุติมีคนใช้ ๑๐ ล้านคน งดออกเสียงสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วอาจจะมี เสียงข้างมากสัก ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน ก็คือเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนนี้ ก็กลายเป็น ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน บวกกับงดออกเสียงสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๘,๕๐๐,๐๐๐ คน อีก ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน คือทำบัตรเสีย ก็เท่ากับว่าเสียงขณะนี้ถ้าเป็นไปตามสิ่งนี้ก็คือเสียงข้างมาก เห็นชอบ ท่านก็จบไป ซึ่งผมถือว่าท่านค่อนข้างจะใช้เสียงข้างมากขัดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติอย่างสิ้นเชิง ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เนื่องจากว่าเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติ มี ๒ แบบ

แบบที่ ๑ คือเพื่อหาข้อยุติ

และแบบที่ ๒ คือเป็นการปรึกษาหารือ

แต่การทำประชามติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นการหาข้อยุติโดยประชาชน ใช่หรือไม่ ซึ่งก็คือใช่ ผมเชื่อว่าท่านทำประชามติรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทำประชามติ เพื่อปรึกษาหารือประชาชนครับ วันนี้เราทำประชามติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้เป๊ะเลย และเพื่อหาข้อยุติเลยครับ ถ้าตามหลักแล้วเพื่อหาข้อยุติใน พ.ร.บ. ประชามติได้กำหนด เงื่อนไขไว้ ๒ อย่าง แต่ถ้ารับฟังความคิดเห็นหรือปรึกษาหารือ กำหนดเงื่อนไขว่าเสียงข้างมาก อย่างเดียว แต่ถ้าสมมุติว่าเพื่อหาข้อยุตินอกจากเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากแล้ว จำนวนเสียงข้างมาก ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้เสียงด้วย หรือผู้มาออกเสียงด้วย เท่ากับว่ามันจะต้องมี ๒ เงื่อนไข ทำไมท่านจึงเขียนไว้แค่เงื่อนไขเดียว แค่เสียงเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากเท่านั้น ผมไม่แน่ใจว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเข้าใจประเด็นที่ผมอธิบายไหมครับ เพราะว่า ประเด็นทางผมย้ำอย่างนี้ครับว่ากรณีถ้าปรึกษาหารือ ก็คือใช้เสียงข้างมากเห็นชอบก็พอ แต่ถ้าหาข้อยุติซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาไปทำประชามติเป็นการหาข้อยุติ การหาข้อยุติ ใน พ.ร.บ. ประชามติจะต้องมี ๒ เงื่อนไข

เงื่อนไขที่ ๑ คือเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก

และเงื่อนไขที่ ๒ ก็คือจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือผู้มาออกเสียง

ดังนั้นผมถือว่าการที่คณะกรรมาธิการลงเงื่อนไขไว้เงื่อนไขเดียวไม่แฟร์ (Fair) เหมือนท่านจงใจอะไรบางสิ่งบางอย่าง มันทำให้คุณค่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญของเรา ครั้งนี้ด้อยค่าลงไปเยอะ ที่ผมกล้าพูดว่าด้อยค่าเพราะว่า พ.ร.บ. ประชามติเขียนไว้ชัดเจน ท่านกำลังทำให้คุณค่าของการทำประชามติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าออกมาใหม่ มีค่าเท่ากับ การปรึกษาหารือ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มันไม่ได้มีคุณค่าเทียบเท่ากับการหา ข้อยุติ แต่เจตนาของการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นการทำประชามติเพื่อหา ข้อยุติ ดังนั้นผมจึงเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทุกท่านครับ ให้ท่านรับฟัง ประเด็นนี้และใจกว้าง ถ้าท่านเปิดดู พ.ร.บ. ประชามติแถว ๆ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ท่านจะเห็นภาพชัดเจน เพราะว่า พ.ร.บ. ประชามติกำหนดไว้ชัดเจนว่ารับฟังความคิดเห็น ประชาชนหรือหาข้อยุติ ฉบับนี้ชัดเจนเพื่อหาข้อยุติ ถ้าเพื่อหาข้อยุติ ท่านก็ควรจะต้องเขียน เงื่อนไขว่ามันผ่านให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ประชามติที่เพื่อหาข้อยุติ ก็คือต้องสร้างเงื่อนไขไว้ ๒ ข้อ

ข้อ ๑ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก

และข้อ ๒ จำนวนผู้มาใช้เสียงเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของผู้มาใช้เสียงด้วย

ถ้าเขียนข้อเดียวคุณค่าของการทำประชามติจะลดลงทันที แล้วผมก็เชื่อว่า คนที่ได้อ่าน พ.ร.บ. ประชามติแล้วจะตำหนิหลักคิดของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมคิดว่าประเด็นนี้ผมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องชี้แจงให้เข้าใจ เพราะเหตุใดท่านจึงทำเงื่อนไขของการผ่านประชามติเพียงแค่ให้สอดคล้องกับการรับฟังเสียง ของประชาชนเท่านั้น ทำไมท่านไม่วางเงื่อนไขว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านให้สอดคล้องกับการ ทำประชามติเพื่อหาข้อยุติ ก็เลยขอให้ท่านชี้แจงเพื่อให้เกิดทำความเข้าใจ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เฉพาะวรรคสองวรรคเดียว แล้วผมก็จะอภิปรายเฉพาะในวรรคสอง ที่แปรญัตติไว้ ด้วยความรู้สึกวิตกกังวลกับการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่รอบคอบของ คณะกรรมาธิการซึ่งผมได้หยิบยกมาตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แล้วก็พยายามโยงให้ ประธานเห็นว่าความไม่รอบคอบนั้นจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต ความกังวลนี้จริง ๆ แล้ว ไม่เฉพาะแต่ในมาตรานี้เท่านั้น ในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญทุกมาตราทุกเนื้อความก็เป็น ความกังวลของผมและเพื่อนสมาชิก เพราะวันนี้เราไม่รู้ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะ เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นจะเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร มีภูมิรู้ ภูมิหลังอย่างไร มีประสบการณ์อย่างไร และจะมีทิศทางในการเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร รัฐธรรมนูญในวันข้างหน้าที่จะร่างขึ้นใหม่เราไม่รู้ว่าจะมีกี่มาตรา เราก็อนุมานกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เยอะแล้ว ๓๐๙ มาตรา แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจำนวนมาตรานั้นจะเป็นกี่มาตรา ซึ่งไม่รู้ว่าแต่ละมาตรานั้นจะระบุไว้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ ทั้งหมวดพระมหากษัตริย์โดยตรงแล้วก็หมวดที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในหลาย ๆ มาตราที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะถูกกระทบ หรือไม่ และมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าที่เราให้ความเห็นชอบผ่านไปนั้นจะมีความรอบคอบ เป็นกรอบให้ สสร. ได้ทำงานจริงอย่างที่พวกเราคาดหวังหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่า กระบวนการตามวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคสองนี้เป็นเพียงให้อำนาจกับ ประธานรัฐสภาตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะไปทำประชามติซึ่งจะไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ซึ่งผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าไม่จริงครับ ความสลับซับซ้อนนั้นมีอยู่แน่นอน เพราะลำพังการเขียนเพียงว่าหากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าก็คือร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในวรรคห้าของรัฐธรรมนูญนี้มีความสลับซับซ้อนตรงที่ว่าไม่ได้ระบุ ให้ชัดเจนว่าหมวดพระมหากษัตริย์ที่ว่านั้นเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญฉบับใด ซึ่งผมก็ได้หยิบยกเรียนกับท่านประธานและคณะกรรมาธิการในการอภิปรายในมาตราก่อนนี้ แล้วว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้นมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าหากว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหยิบยกเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ มาเป็นแบบในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และยึดเอาหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๑๗ มาเป็นแบบในการยกร่างแล้ว แน่นอนครับ มีผลกระทบแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดที่กระผมได้ยกไว้ก็คือจำนวนขององคมนตรีจะต้องลดลง เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มีจำนวนองคมนตรี ๑๘ ท่าน แต่ปี ๒๕๑๗ มี ๑๔ ท่าน นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้นเองว่าการที่ไม่รอบคอบเขียนให้ชัดเจนไว้ในวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใดนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาการทำงานในอนาคต ซึ่งในคำแปรญัตติของผม ทั้งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ก็เขียนไว้ชัดว่าจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้แล้วก็ระบุมาตราไว้ชัดเจน แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับแนวความคิด ของผมไม่เห็นชอบยืนยันตามร่างเดิม ร่างของผมซึ่งมาแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสองนี้ ก็จึงอาจจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหานี้มีความสลับซับซ้อน และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในวรรคสองซึ่งผมได้แปรญัตติ ไว้นี้ยังมีข้อความที่ไปเกี่ยวเนื่องกับอำนาจของประธานรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ผมได้หยิบยกคำกล่าว ของท่านประธานกรรมาธิการว่าอำนาจของประธานรัฐสภานั้น เป็นเพียงการตรวจสอบในขั้นตอน ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการทำประชามติเท่านั้น แต่ประเด็นที่เราวิตกกังวลก็คือว่าอำนาจ ของประธานรัฐสภาที่จะไปวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้นมีรายละเอียด ถ้าประธาน รัฐสภาจะเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้เพียงคนเดียวมีความยากลำบาก ซึ่งท่านประธานรัฐสภาก็กรุณา บอกให้พวกเราสบายใจว่าท่านยังไม่ทำเองหรอก ท่านจะให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็น ผู้จัดตั้งคณะทำงาน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานที่ชื่อ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ วันนี้ตอบอย่างนี้ได้ แต่ในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ร่างเสร็จท่านแน่ใจหรือครับว่าประธานรัฐสภา จะชื่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และจะใช้กระบวนการอย่างที่ท่านบอกกับพวกเรา ตรงนี้ มันต้องเขียนให้ชัดเจนเพื่อให้กระบวนการในการตรวจสอบก่อนที่ท่านรัฐธรรมนูญนั้นจะไปสู่ กระบวนการในการทำประชามติ ท่านประธานครับ หากว่าเป็นท่านท่านจะใช้กระบวนการ ในการทำอย่างไร แน่นอน ระยะเวลาในการตรวจสอบนั้นต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ซึ่งผม ก็ไม่แน่ใจครับว่าจะทำได้ละเอียดรอบคอบแค่ไหนครับ เพราะลำพังเพียงแค่เรื่องของหมวด พระมหากษัตริย์และเรื่องของพระราชอำนาจนั้น ซึ่งมีอยู่ในทุกมาตราของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันและถ้าหากว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะผ่านกระบวนการร่างของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนหรือไปตัดทอนพระราชอำนาจในบทใดบทหนึ่ง ในมาตราใด มาตราหนึ่งที่พวกเราได้รับรู้กันอยู่นี้ ท่านจะมองเห็นในตรงจุดนั้นได้ละเอียดรอบคอบแค่ไหน ฉะนั้นสิ่งที่พวกเรากังวลมาก ก็คือว่าท่านประธานเองท่านก็เป็นผู้หนึ่งในกระบวนการผลักดัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และท่านก็เอาจริงเอาจังกระตือรือร้นมาก ความกังวลก็คือว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วท่านอาจจะเห็นชอบแล้วก็เห็นว่าประเด็น ปัญหาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นประเด็นปัญหาสำหรับท่าน ท่านก็ส่งให้ กกต. ไปดำเนินการทำประชามติตรงนั้น แล้วถ้าหากว่าตรวจพบในภายหลังใครจะรับผิดชอบครับ นี่เป็นประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญ ท่านเองก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะทำให้เกิดความรอบคอบรอบด้านนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นรูปของรัฐก็เช่นเดียวกันวันนี้มีปัญหา เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ก็ได้หยิบยกว่า ปัญหารูปของรัฐนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ เท่านั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ที่เขียนบอกว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ถ้ามีบทบัญญัตินี้อยู่ในมาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า รัฐธรรมนูญจะไม่มีบทบัญญัติที่จะไปเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ เพราะเรายังมีรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วย อย่างน้อยที่สุดเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สสร. จะไม่เขียนซุกซ่อนอยู่ในหมวดของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐในระดับ ท้องถิ่นซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐโดยรวมในอนาคต นี่เป็นความวิตกกังวลของ ผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ซึ่งไม่แน่ใจครับว่ากระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้จะชัดเจน หรือไม่

สุดท้ายท่านประธานครับ ถ้าหากท่านประธานเห็นว่าบังเอิญท่านประธาน ตรวจพบว่ามีบทบัญญัติบางบทที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑ วรรคห้า ท่านประธาน ก็จะให้รัฐสภา ก็คือพวกเรานี่ล่ะวินิจฉัย คำถามของผมก็คือว่ารัฐสภาของเรามีอำนาจ ในการวินิจฉัยเรื่องนี้หรือไม่ จริง ๆ แล้วเรื่องของการให้รัฐสภาวินิจฉัยการขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านี้ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมาธิการแล้วได้ระบุเรื่องนี้ไว้ใน ๒ จุด ก็คือ

๑. ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง ก็คือเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอ ให้รัฐสภาวินิจฉัย มีไว้เท่านี้

๒. ก็คือในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ก็คือในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป

คำถามของผม ก็คือว่าแล้วรัฐสภาจะเอาอำนาจอะไรมาวินิจฉัยในเรื่องนี้ เหตุผล ก็คือว่าเมื่อท่านประธานได้ไปดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ การประชุมร่วมกัน ของรัฐสภามีอยู่ ๑๖ กรณี ๑๖ กรณีนี้ไม่มีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการวินิจฉัยเรื่องของ การขัดกันใน ๓ ประเด็นของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นไป นี่ไม่มีแน่นอน ๑๖ วงเล็บ และในการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีการยกร่างและคณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมอีก ๑๒ วงเล็บ ก็คือ (๑๗) และ (๑๘) ก็ไม่มีบทบัญญัติว่า ๒ วงเล็บนี้ จะให้อำนาจของรัฐสภา ในการวินิจฉัยเรื่องที่ว่าด้วยการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ถ้าท่านต้องการที่จะให้ รัฐสภาวินิจฉัยเรื่องนี้จริง ๆ ท่านต้องไปแก้ไขในมาตรา ๓ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้เป็น (๑๙) บอกว่า ให้การวินิจฉัยในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะการขัดกันของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ต้องเขียนให้ชัดเจน แต่ในนี้ไม่มี นี่ผมคิดว่าเป็นความ ไม่รอบคอบของคณะกรรมาธิการและจะเกิดปัญหาในอนาคต แน่นอนครับ ถ้าหากว่า ท่านประธานเองเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมา แม้ว่าจะมีการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า อยู่บ้าง แต่เมื่อมาเห็นปัญหานี้ท่านประธานก็ส่งให้ กกต. ไปทำประชามติเลย ปัญหานี้ก็ไม่เกิดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ถ้าคณะกรรมาธิการต้องการให้รัฐสภานี้มีอำนาจในการวินิจฉัย จริง ๆ ท่านต้องเขียนในมาตรา ๓ เป็น (๑๙) นี่เป็นข้อเสนอแนะของผมแล้วก็ประกอบ คำแปรญัตติของผม ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ ก็คือให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคหนึ่ง เป็นดังนี้

มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภา และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชามติ

ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลักการท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้ให้ความเห็นต่อท่านประธานและต่อ คณะกรรมาธิการแล้วว่าควรที่จะให้รัฐสภาซึ่งเป็นอำนาจ ๑ ใน ๓ อำนาจหลักของคนไทย ทั้งประเทศ ก็คืออำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนอำนาจฝ่ายบริหาร และอำนาจตุลาการนั้น ท่านก็มี ภารกิจหน้าที่ในการบริหารและในการพิพากษาพิจารณาคดี พิพากษาคดีไปตามอำนาจหน้าที่ แต่อำนาจในการตรากฎหมายอำนาจในการที่จะถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร ถ่วงดุลกับฝ่ายตุลาการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือประชาชน ก็คืออำนาจที่นี้ครับ อำนาจนิติบัญญัติ ในเมื่อรัฐสภาด้วยเสียงข้างมาก เห็นพ้องเห็นชอบที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็คือรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็น กฎหมายแม่ที่กฎหมายทุกฉบับที่มีบังคับใช้อยู่ในประเทศแห่งนี้จะขัดหรือแย้งกับกฎหมาย สูงสุดฉบับนี้ ไม่ได้ หรือถ้าเกิดว่ากฎหมายฉบับใดขัดหรือแย้งกับกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็เป็นอันบังคับใช้ไม่ได้เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมจึงมี ความจำเป็นแล้วก็ให้ความสำคัญต่อองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าแต่ละท่าน เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นผู้ที่จะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียแทนคนไทยทั้งประเทศ ในนามของ รัฐสภาอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพในเมื่อรัฐสภาแห่งนี้ต้องการที่จะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็เสนอเป็นกระบวนการเข้ามาเสียงส่วนใหญ่ผ่านความเห็นชอบมาโดยลำดับ แล้วก็มอบ ภารกิจให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่จะมีขึ้นหลังจากที่ผ่านกระบวนการแก้ไขบทบัญญัติ แห่งมาตรา ๒๙๑ ทับต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ไปยกร่างกฎหมายสูงสุดที่จะมาบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศรวมไปถึงทุกอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ตุลาการ หรือนิติบัญญัตินี้ ทำไมครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงไม่เปิดกว้างที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นเพื่อจะสื่อสารสาธารณะไปถึงเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือประชาชน ให้ประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคน ในฐานะเจ้าของประเทศได้พิจารณา ทุกแง่มุมผ่านตัวแทนของท่านก่อน ก็คือกลไกของฝ่ายรัฐสภา การอภิปรายในทุกแง่มุมอันนี้ครับ คือการเรียนรู้ในวิถีทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขดีที่สุด ผมเชื่อครับว่าพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งมีภารกิจ มีหน้าที่การงานยุ่งเหยิงอยู่กับการทำมาหากิน มีภารกิจหน้าที่การงานที่จะต้องไปปฏิบัติตามภารกิจและหน้าที่ของตนเอง แทบจะไม่มีเวลา ที่จะมานั่งหยิบรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะมีหลายร้อยมาตราก็ได้มาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็อย่างรอบด้าน ส่วนหนึ่งที่เป็นนักกฎหมาย หรือเรียนทางกฎหมายมาท่านอาจจะ มีความรู้ ความเจนจัด ความเข้าใจทางรัฐธรรมนูญดี ท่านก็มองขาด มองเห็นว่ามีผลประโยชน์ แอบแฝงหรือเปล่า เพื่อประโยชน์ของใครหรือเปล่า หรือว่าเพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อย่างแท้จริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์ครับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ เป็นนักกฎหมาย คนส่วนใหญ่มีภารกิจหน้าที่ของตนเองหลากหลายนับร้อยนับพันอาชีพครับ ท่านไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งศึกษา นั่งอ่าน หลายร้อยมาตราที่ สสร. อาจจะยกร่างขึ้น อย่างละเอียดถี่ถ้วน และทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ บันไดขั้นที่ ๑ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าขอได้ไหมครับ ให้กรรมาธิการเสียงข้างมากยอมหน่อย เสียเวลาไม่มาก เต็มที่ก็ ไม่เกิน ๑ เดือน ในการที่จะให้รัฐสภา ๖๕๐ ท่าน ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ตกผลึกทางความคิด สะท้อนจิตวิญญาณ เสนอจุดยืน เสนออุดมการณ์ ทักท้วงเสนอแนะ แล้วก็แสวงหาทางออกหรือหนทางที่ดีที่สุดที่ควรจะตราอยู่ในกฎหมายสูงสุด เพื่อเป็นกรอบ หรือบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้นรัฐสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของคนไทยทั้งประเทศได้ลงมติในนามของรัฐสภา แต่ก็ยังไม่จบอย่างไรครับ พอยังไม่จบประชาชนได้มองเห็นแล้วครับ ทุกแง่มุมแล้วว่าที่ สสร. ยกร่างมานั้น เป็นพิมพ์เขียวของใครหรือเปล่า มีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เป็นสิ่งที่ ใครกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ โดยละเลยผลประโยชน์อันแท้จริง และ เที่ยงธรรม ยุติธรรมให้กับคนในชาติ ให้กับประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกรัฐธรรมนูญให้เหนือกว่าระดับพรรคการเมือง ให้เหนือกว่าระดับสีเสื้อ ให้เหนือกว่าระดับภาค ให้เหนือกว่าระดับความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่เป็นการหลอมรวมจุดยืน หลอมรวมอุดมการณ์ หลอมรวมความคิด วัฒนธรรม ประเพณีของคนไทยทั้งชาติ เพื่อเป็น จุดศูนย์รวมให้กับชาติไทย เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างแท้จริงอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาเราจะได้สะท้อนมุมมองต่าง ๆ ว่า หลักประกันด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทยจะต้องธำรงอยู่ และไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิม ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ หลักประกันในแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านการพัฒนาประเทศ จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศของเราเคยบอบช้ำมาแล้ว จากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ด้วยวลีที่ว่าถ้าเลือก ส.ส. ของพรรคนี้จะได้รับการ พิจารณางบเป็นพิเศษ ถ้าเลือก ส.ส. ของพรรคอื่นเป็นพลเมืองชั้น ๒ คือวลีที่สร้างความ แตกแยกและนำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ผมไม่ต้องการให้มองเห็นสภาพแบบนั้นอีก หลักประกันด้านความเป็นอิสระในการตัดสินใจและการถ่วงดุลอำนาจทั้งของฝ่ายบริหาร ทั้งของฝ่ายนิติบัญญัติ และของฝ่ายตุลาการ เพราะถ้าเกิดว่าฝ่ายบริหารใช้อำนาจครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ใครเสีย ประโยชน์ครับ คนไทยทั้งประเทศเสียประโยชน์ เสียประโยชน์อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานทราบไหมครับว่าในปัจจุบันกระบวนการในการทุจริตและคอร์รัปชันในประเทศ ของเรานั้นเป็นโครงข่าย เป็นองค์กร เป็นการโยงใยผลประโยชน์ที่สมรู้กันอย่างลงตัวที่สุด ไม่แปลกใจเลยว่ากระบวนการในการต่อต้านการคอร์รัปชันของประเทศถึงล้มเหลวมาจนทุกวันนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างขึ้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ขจัดปัญหา คอร์รัปชันที่มันฝังรากลึกอยู่ในประเทศของเราให้หมดสิ้นไปให้ได้ ล้างระบบคอร์รัปชัน ให้หมดไปจากประเทศของเราให้ได้ และอันนั้นละครับ ความอยู่ดีมีสุขจะเกิดขึ้นกับคนใน ชาติ แต่ถ้าเกิดว่าฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งก็แล้วแต่ เรียกคอมมิชชัน (Commission) เรียกเปอร์เซ็นต์ บอกว่าคุณไปจัดงบมา ในงบของผม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องทอน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในงบของกระทรวงผม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องถอน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่า ฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอ ไม่กล้าที่จะตรวจสอบรัฐมนตรีที่สังกัดพรรคเดียวกันกับตนเองหรือไม่ ประเทศล่มสลายครับ ประชาชนจะตกอยู่ในภาวการณ์ที่ข้าวยากหมากแพง ประชาชน ที่ด้อยโอกาสจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากเลย ความรวยจะกระจุกอยู่กับเฉพาะคนที่เข้ามาถึง ศูนย์กลางแห่งอำนาจเท่านั้น แต่ความยากจน ความแร้นแค้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนครครับ ช่วยกระชับ สักนิดเถอะครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ได้ครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานนะครับ อันนี้คือเหตุผลครับท่านประธาน ที่ผมจะเสนอว่าทำไมจึงจะต้อง ให้รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาก่อนที่จะนำไปสู่การลงประชามติของเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ก็คือ คนไทยทั้งประเทศอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องการให้มีความอิสระในการตรวจสอบ และถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเกิดว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติเข้มแข็ง ท่านประธานที่เคารพ ฝ่ายบริหารจะไม่กล้าโกงประชาชน ไม่กล้าที่จะทุจริตและคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นเราจะทราบได้อย่างไรครับว่าหลักประกันของ กกต. หรือองค์กรอิสระจะได้มี หลักประกัน เราจะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน อัยการ ศาล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอิสระ ต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับสิทธิและความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ ฝากก็คือขอให้คณะกรรมาธิการอย่าไปเร่งรัดมากเกินไปกับกฎหมายสูงสุด ขอให้ย้อนกลับมา ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาท่านได้อภิปรายผ่านวิทยุ ผ่านโทรทัศน์ สาธารณชนได้ติดตามครับ ได้มองเห็นทุกแง่มุม รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นมานี้ ซ่อนดาบไว้หรือเปล่า มีการหมกเม็ดไว้หรือไม่ มีเจตนารมณ์ที่แฝงร้ายและไม่มีการถ่วงดุล อย่างสมดุลเพื่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ประชาชนจะได้รู้ครับ ไม่ได้มีการปิดบัง อำพรางใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นหลังจากถ้าเกิดว่าเสียงส่วนใหญ่ ของรัฐสภาเห็นพ้องด้วย ลงมติรับด้วยเสียงข้างมาก ส่งไปให้เจ้าของประเทศเลยครับ เจ้าของประเทศจะลงประชามติเอง แล้วก็ตัดสินใจอย่างชอบธรรม เห็นเหตุ เห็นผล และเห็นข้อดี ข้อด้อย ข้อเด่น ข้อเสียทั้งหมด อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านภิญโญ สายนุ้ยครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารักครับท่านประธาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้มาตรา ๒๙๑/๑๓ นั้น ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่เมื่อ ๙๙ อรหันต์ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ส่งมาให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่าขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือไม่ แล้วก็ส่งให้ กกต. เพื่อให้ ส่งให้ประชาชนได้ลงประชามติว่ารับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๕๖ นี้ ผมอนุญาตตั้งชื่อ ๒๕๕๖ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ท่านประธานครับ ผมได้เสนอคำแปรญัตติเอาไว้ให้เมื่อประธาน รัฐสภารับรัฐธรรมนูญจาก ๙๙ อรหันต์แล้ว ก็อยากจะให้ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ได้ลงมติ เพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ผมมีเหตุผลครับ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมได้ เสนอคำแปรญัตติไว้ ผมได้เข้าใจว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้ออกแบบจัดทำบล็อก (Block) ให้มี ๙๙ อรหันต์ เมื่อ ๙๙ อรหันต์ไปกระทำการแล้วก็อยากให้รัฐสภาแห่งนี้ได้ตรวจสอบว่า เบ้าหลอมแห่งนี้ได้ผลิตผลออกมานั้นเหมือนกับดังที่คิดหรือไม่ อย่างไร โดยไม่มีการแปรญัตติ โดยไม่มีการแก้ไขว่ารับหรือไม่รับเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่จะไม่แวะมายังรัฐสภาแห่งนี้ แวะมาที่ประธานรัฐสภาแห่งเดียว คนเดียว แล้วก็ พิจารณาเลย ผมมีเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ของที่ว่าคิดกันง่าย ๆ อยากจะคิดกันให้หนักหน่อย เพราะในการที่จะนำมาผ่านในรัฐสภา แห่งนี้นั้นใช้เวลาไม่มากครับท่านประธาน ใช้เวลาไม่มากเลย เชิญประชุม แล้วก็ส่งให้ ส.ส. ส.ว. ได้พิจารณาอ่าน ก็ใช้เวลาไม่นาน แล้วก็มาลงมติว่ารับหรือไม่รับ หรือใช้เสียงไม่ต่ำกว่า กึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภาสมาชิกที่มีอยู่ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กำหนดดังนั้น ผมจึงเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายได้ช่วยกันดู ในการโหวตลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในค่ำคืนวันนี้ เผื่อจะเที่ยงคืนกว่า ๆ หรืออาจจะตีหนึ่ง ตีสองก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ผมขอเสนอคำแปรญัตติเอาไว้ว่าอยากจะให้รัฐสภาแห่งนี้ เป็นผู้ลงมติว่ารับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ สสร. หรือ ๙๙ อรหันต์นี้ได้ร่างขึ้นมาครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ กล่าวคือดิฉันเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ผ่านมา ฉะนั้นดิฉันก็จริง ๆ แล้วในการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้ก็ไม่น่าที่จะต้อ งพูดอะไรมาก แต่ที่ดิฉันต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้นั้น ก็เพื่อที่จะให้ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้สำรวจถึง แม้ว่าคำแปรญัตติของดิฉันนั้นจะเป็นเสียงข้างน้อย ไปในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไปแล้วนะคะ แต่ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ มีข้อที่ดิฉันอยากฝาก ท่านประธานกราบเรียนไปถึงท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ นั้น เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะให้ ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยเพียงผู้เดียว เพราะดิฉันถือคติหลายหัวดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นมันควรให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย แต่ก็คงไม่ต้องอภิปรายมาก เพราะเนื่องจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายมาตั้งแต่เช้าแล้ว ด้วยเรื่องอย่างนี้ สิ่งที่ดิฉันจะกล่าวต่อไปก็คือว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาแล้ว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นไปตามเมื่อรัฐสภาวินิจฉัยแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะ เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า แต่มิได้เป็นไปตามวรรคหก ดิฉันขอแปรญัตติว่า ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าหากรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า และเป็นไปตามวรรคหกก็ให้ประธานรัฐสภา นำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้ดำเนินการออกเสียง ประชามติของประชาชนต่อไป

เหตุผล ข้อที่ ๒ ในการที่ดิฉันแปรญัตติในมาตรานี้ก็คือว่า เป็นเหตุผลที่จะ เพิ่มเติมเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมีอันเป็นไปหรือต้องมีอันเป็นไปนั้น ก็ด้วยกรณีที่ว่า ในกรณีที่ออกเสียงลงประชามติ ถ้าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติมีจำนวนไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ดิฉันถือว่าให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นอันตกไป ด้วยเหตุที่ว่าดิฉันถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อประชาชนทั้งประเทศนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงแปรญัตติเพิ่มเติมว่าการออกเสียงประชามติ ต้องเป็นเสียงที่มากจำนวนไม่ถึง ๑ ใน ๕ ต้องถือว่าตก เพราะดิฉันถือว่าเสียง ๑ ใน ๕ ของจำนวนประชากรที่มีสิทธิในการออกเสียงประชามตินั้นก็น้อยเต็มทนแล้ว แล้วถ้าไม่ถึงอีก แล้วจะวัดอะไร อะไรเป็นตัววัดว่านี่คือเสียงของประชาชนทั้งประเทศที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ดิฉันของให้ท่านประธานฝากไปถึงท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้ตระหนักว่าการออกเสียงประชามติของประชาชนนั้น ถ้าจะให้เหมาะเหมาะสม ท่านโปรดได้กำหนดลงไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ด้วยเถอะว่า ควรจะมีกฎเกณฑ์ มีอัตราที่ว่ากำหนดว่าต้องเป็นจำนวนของประชาชนที่มาใช้สิทธินี้เท่าไร เหมือนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เคยกำหนดมาแล้วว่ามีเกณฑ์ขั้นต่ำเท่าไร ถ้าท่าน ได้กำหนดไว้มันก็จะเป็นความกรุณา เป็นความสวยงาม เป็นความสง่างามของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมา ๑๐ กว่าวันแล้ว แล้วก็ มีเพื่อนสมาชิกพูดกันค่อนข้างจะหลากหลาย ค่อนข้างจะละเอียด วันนี้เองเราได้พูดใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งผมว่าเป็นมาตราที่สำคัญอีกมาตราหนึ่งซึ่งต้องมาพูดคุยกัน ท่านประธานครับ อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าที่ผมขอแปรญัตติก็มีหลายประเด็นนะครับ อย่างในวรรคหนึ่งที่บอกว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จนะครับ และเสนอต่อประธานรัฐสภา ผมขอตัดคำว่า ประธาน ออก ขอให้ยื่นต่อรัฐสภา เนื่องจาก อะไรครับ เนื่องจากว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ตามที่กรรมาธิการได้พิจารณานั้นบอกว่า จากตามที่ สสร. ได้พิจารณาเสร็จแล้วเสนอประธานรัฐสภา และมาดูว่าขัดต่อบทบัญญัติหรือ เกี่ยวกับเรื่องพระมหากษัตริย์หรือไม่นะครับ ถ้าเกี่ยวก็เป็นอันตกไป ถ้าไม่เกี่ยวก็ดำเนินการ ให้ทาง กกต. ได้ทำประชามติ ท่านประธานครับ เราพูดในมาตรา ๒๙๑ แค่มาตราเดียวพูดมา ๑๐ กว่าวัน ค่อนข้างจะมีความละเอียดอ่อน และเดิมมาตรา ๒๙๑ นั้นเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่เราจะให้อำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๙๙ ท่าน ในอนาคตที่จะยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับ ซึ่งในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับของ สสร. นะครับ ทำเวลาเพียง ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน ทั้งฉบับอาจจะ ๒๐๐ มาตรา ๓๐๐ มาตรา ถึงแม้ว่าจะรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไปยกร่าง ดังนั้นท่านประธาน จะทราบอย่างไรว่ายกร่างที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะยกร่างมา ถึงแม้ว่าไม่ขัดกับหมวด พระมหากษัตริย์ก็ดี แต่ก็มีเนื้อหาสาระอื่นที่เป็นสาระสำคัญในการพิจารณา ดังนั้นเองผมจึง แปรญัตติว่าไม่เพียงแต่ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้ ประธานรัฐสภาตรวจสอบว่าขัดกับกฎหมายอะไรกับหมวดพระมหากษัตริย์หรือไม่ ถ้าไม่ขัด ก็ทำประชามติได้เลย ผมคิดว่าควรจะให้รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ เพราะเดิมที ตามมาตรา ๒๙๑ นั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาแห่งนี้ แต่เราเองกำลัง แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมอบให้กับ สสร. ไปยกร่างดังนั้นเองผมคิดว่าท่านจะยกร่างถึงแม้ว่า ใน ๑๐๐ มาตรา อาจจะดี ๙๐ มาตรา เหลืออีก ๑๐ มาตรา ไม่ดีเลยทำอย่างไร เพราะเดิม เราไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้เลย เพียงแต่ว่าเข้าสู่กระบวนการหลังจาก สสร. พิจารณาแล้ว เข้าสู่กระบวนให้ทำประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นเองผมจึง ขอแปรญัตติเพิ่มในหมวดที่ ๒ แม้ว่าให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับโดยการลงมติให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย เพราะอะไรครับ เพราะถึงแม้ว่าเราให้โอกาส ให้เกียรติ สสร. ในการพิจารณาร่างแล้วผมคิดว่าควรจะ มอบอำนาจ หรือให้อำนาจต่อรัฐสภาแห่งนี้พิจารณาโดยภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าเรา ไม่สามารถที่จะแก้ไขบางมาตราได้ แต่คงจะให้อำนาจรัฐสภาแห่งนี้ชั่งใจว่าควรที่จะ ให้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ สสร. ร่างนั้นผ่านไปหรือไม่ ถ้าผ่านผมคิดว่าพวกเราเองหรือว่า ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดีถือเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ดังนั้นเอง ผมว่ามีวุฒิภาวะ มีวิจารณญาณดีเพียงพอที่ว่าเห็นควรที่จะยกร่างนี้ผ่านไปหรือไม่นะครับ ถ้า สสร. พิจารณาว่ามีความเหมาสะสม ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้คงเห็นชอบ ดังนั้นเองเป็นที่มาของการแปรญัตติเพิ่มในวรรคสองนะครับว่าก่อนที่ร่างของ สสร. จะให้ ประชามติแล้วควรจะให้ลงมติของรัฐสภาแห่งนี้ว่าควรที่จะผ่านเห็นชอบหรือไม่ ถ้าเห็นชอบ ก็ดำเนินการทำประชามติต่อไป ถ้าไม่เห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ร่างฉบับนี้ควรมีอันตกไปนะครับ เป็นที่มาในวรรคสองที่ผมเพิ่มในครั้งนี้ครับ แล้วส่วนที่เพิ่มในวรรคท้ายก็เป็นที่ทราบกันดี อยู่แล้วว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีแนว ๒ แนวคิด

แนวคิดหนึ่ง ก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ มีความ เหมาะสม หลาย ๆ ท่านเองก็เห็นว่ามีข้อบกพร่อง จึงควรแก้ไขทั้งฉบับ ดังนั้นเองการที่จะ ยกร่างทั้งฉบับนั้นผมคิดว่าคงมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะมาก ท่านประธานครับ แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำอย่างไรนะครับ ซึ่งตามร่างเดิมของคณะกรรมาธิการบอกว่า หลังจากที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วก็ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ส่งให้ กกต. ดำเนินการทำประชามติ ถ้าประชามติเห็นชอบก็สามารถประกาศใช้ได้ แต่ถ้าไม่เห็นชอบก็มีหมวดท้ายหมวดหนึ่งบอกว่าถ้าไม่เห็นชอบนั้นสมาชิกรัฐสภาก็สามารถ ที่จะทำการมาพิจารณาใหม่ได้ ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นเองจึงเป็นที่มาที่ผมเพิ่มว่า ถ้าหลังจากที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างแล้ว หลังจากที่ กกต. ดำเนินการประชามติ แล้ว ถ้าเสียงส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่นอกเหนือจากที่สมาชิกรัฐสภาพิจารณาแล้ว เห็นชอบแล้วก็คงต้องผ่านกระบวนการประชามติ

แนวคิด ๒ ถ้าประชามติผ่าน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เห็นควรที่จะ นำมาใช้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ควรจะใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ต่อไป เพื่อพี่น้องประชาชน จะได้เปรียบเทียบได้ว่าข้อไหนดีกว่ากัน เพราะผมคิดว่า อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือ ปี ๒๕๕๐ ก็มีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน พี่น้องประชาชนคงจะชั่งใจได้ว่าอะไรที่แตกต่างกัน ดังนั้นเองจึงเป็นที่มาของการแปรญัตติในวรรคท้ายว่าถ้าประชามติไม่ผ่านก็ขอให้ใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป เป็นที่มาของการแปรญัตติในครั้งนี้ครับ ขอขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ครับ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ โดยสรุป ก็คือไม่เห็นด้วยกับการที่ เมื่อ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะส่งให้เฉพาะประธานรัฐสภาพิจารณา โดยที่พิจารณา เฉพาะว่าไม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่เปลี่ยนแปลง รูปของรัฐซึ่งจะกระทำมิได้ ซึ่งตรงนี้ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ก็คือ ดิฉันคิดว่าในเรื่องของกฎหมายนั้น มันมีหลากหลายมุมมอง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กำหนดอนาคต ของประเทศ โดยเฉพาะการปกครองว่าจะดำเนินไปอย่างไร ความสมดุลระหว่าง อำนาจบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติเป็นสิ่งที่จะต้องดำรงไว้เพื่อให้ประชาชนในชาติได้รับ ความยุติธรรม เพราะฉะนั้นจึงจะต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณาให้มากที่สุด ให้สมกับ ความสำคัญที่จะเป็นความเป็นความตายของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่จะให้คนคนเดียว มาตัดสินในเรื่องที่มีความหลากหลายมุมมองอย่างนี้ ก็คิดว่าโดยสามัญสำนึกไม่น่าจะให้ เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากจะยกตัวอย่าง ดิฉันจะไม่แตะต้องกับเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ แต่แม้กระทั่งในความหมายของการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ซึ่งจะกระทำมิได้นั้น ในความหมาย ของคำว่า เปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ นั้นก็เป็นข้อความซึ่งกว้างมาก แล้วก็มีหลากหลายมุมมอง เช่นเดียวกัน แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้จะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคต ของระบอบประชาธิปไตยก็ได้ แล้วจะเป็นอย่างไรคะ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดร่าง ให้มีอำนาจใดอำนาจหนึ่งมากเกินไป เช่น อำนาจบริหาร ตัวอย่างเช่น เขียนให้ ครม. สามารถ ตั้งประธานศาลฎีกาได้ หรือการอภัยโทษเป็นสิทธิขาดของ ครม. เป็นต้น ถ้าเผื่อว่าโดยดุลยพินิจ ของฝ่ายรัฐบาลซึ่งอาจจะรวมท่านประธานรัฐสภาเข้าไปด้วย ท่านอาจจะเห็นว่ามันเรียบร้อย ดีไม่มีอะไรผิดปกติ และอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศนี้นะคะ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอย่างนี้ นอกจากนั้นดิฉันก็มองเห็นว่าในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญอยู่นี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ยังใช้อยู่ มีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เป็นจำนวนรวมถึง ๖๕๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ บุคคลเหล่านี้ ซึ่งมีความรู้ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น แล้วก็มีประสบการณ์อย่างน้อย ก็ ๓-๔ ปี ในการพิจารณากฎหมาย ทำไมไม่ใช้เขาให้เป็นประโยชน์ในการที่จะได้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มันไม่ใช่กฎหมายจิ๊บจ๊อย เหมือนกับกฎหมายค้าปลีกค้าส่งอะไรทำนองนี้นะคะ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะ ไม่ให้รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่นี้ผ่านสภา และเหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ควรอย่างยิ่งที่จะ ให้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านรัฐสภาเพื่อพิจารณา ก็คือกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาควร จะต้องได้รับการถ่ายทอดโดยสื่อทุกประเภทโดยเฉพาะวิทยุและทีวี (TV) ให้ประชาชนได้ทราบ โดยตลอด จะทำให้ประชาชนได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกมาตราที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้เอามาวิเคราะห์ กลั่นกรอง ประกอบกับการตัดสินใจต่อการทำประชามติซึ่งจะ ตามมาภายหลัง ซึ่งจะเป็นผลดีกว่าการลงมติจากการอ่านรัฐธรรมนูญที่แจกมาด้วยตนเอง เท่านั้น ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาบ้าง แต่ว่าจำเป็นจะต้องยอมนะคะ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การแก้ห่อข้าวเหนียวปิ้งจะได้ทำให้เสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการกระทำใด ๆ ก็ตามที่จะรวบรัดให้มีคนรู้เห็นน้อยที่สุด ให้มีโอกาสในการพินิจพิจารณาน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เท่ากับว่าเป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่ ไม่ใช่เกิดเพื่อประโยชน์ ของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าสำหรับมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผม ได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้นั้น ผมได้ขอแก้ไขทั้งหมด ๒ วรรคครับ คือวรรคแรกและวรรคสอง ของมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านข้อความที่ผมแปรญัตติ ให้ท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการได้รับทราบดังนี้นะครับ

ข้อความในวรรคแรก ผมขอแก้ไขเป็นว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัยแล้วให้ดำเนินการ ตามวรรคสองต่อไป

สำหรับข้อความในวรรคสองนั้น ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติเป็นว่าเมื่อรัฐสภา ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมประการใดมิได้ การลงมติให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิ เข้าชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ เมื่อรัฐสภาลงมติ ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียง ประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ทั้ง ๒ มาตราที่กระผม ได้ขอแปรญัตติไว้นั้น รวมความแล้วผมจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่ากระบวนการ ที่ผมเห็นว่าควรจะเป็นก็คือว่าหลังจากที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ตามขั้นตอนของร่างเดิมที่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากเห็นชอบนั้นก็จะส่งมาให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญ นั้นมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่เท่านั้น ถ้าประธานรัฐสภาเห็นว่า ไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ก็จะส่งร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อดำเนินการจัดให้มีการลงประชามติเลย ตรงนี้คือประเด็นที่ผมเห็นว่าทำให้ ความรับผิดชอบของรัฐสภาแห่งนี้และทำให้อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาแห่งนี้นั้นขาดหายไปจาก บทบัญญัติเดิมของมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคงทราบดีว่าบทบัญญัติ ของมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นมาตราที่คณะรัฐมนตรีและผู้เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ใช้เป็นช่องทางในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทั้งหมดทราบดีครับ ว่าบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนั้น เขาเขียนให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา คือทั้งของ สภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน เมื่อถึงคราวที่มีการ เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าอำนาจนี้ เป็นอำนาจที่ถ่ายโอนให้กับผู้หนึ่งผู้ใดไม่ได้นะครับ เพราะถูกเขียนอยู่ในมาตรา ๒๙๑ แล้วก็ โยงไปสู่มาตรา ๑๓๖ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยอำนาจของรัฐสภา เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเห็นว่า หากที่ประชุมเห็นชอบให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้กระทั่งการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ยังเขียนว่าต้องให้สภาแห่งนี้เป็นผู้รับผิดชอบและให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งในวาระสามด้วยซ้ำไป นั่นคือขั้นของการขอแก้ไขนะครับท่านประธาน ทีนี้ถ้าถึงขั้นที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วเห็นชอบให้มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไม เราไม่ให้สภานี้เป็นผู้เห็นชอบก่อนที่จะนำไปสู่การลงประชามติของพี่น้องประชาชน ถามว่า สภาแห่งนี้จะไม่รับผิดชอบต่อกฎกติกาที่จะไปปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยหรือ เราจะไม่รับผิดชอบในการที่จะช่วยกันวางระเบียบของประเทศ กฎเกณฑ์ของประเทศ ความสัมพันธ์ขององค์กรต่าง ๆ ที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจรัฐแทนประชาชน สภาแห่งนี้ไม่มีสิทธิในการที่จะเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำเสนอให้พี่น้อง ประชาชนเป็นคนตัดสินใจเลยหรือครับ และถ้าพี่น้องประชาชนเขาได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่จะ นำไปสู่การตัดสินใจ เขาถามพวกเราว่าแล้วพวกเรามีความเห็นว่าอย่างไร ท่านประธาน จะตอบอย่างไรครับ ในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เราก็จะตอบได้ว่าร่างนี้ไม่เคยเสนอให้ สภาที่พวกเราเป็นสมาชิกอยู่พิจารณามาก่อนเลย ประชาชนจะต้องทำหน้าที่ตัดสินใจโดยที่ผู้แทนของเขาไม่มีโอกาสที่จะเป็นคนกลั่นกรอง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก่อนเลยหรือ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมได้พยายามถามตัวเองและผมก็เชื่อว่า สมาชิกหลายคนก็สงสัยครับ เพราะฉะนั้นในวาระหนึ่งนั้นจึงได้มีเพื่อนสมาชิกจำนวนมาก อภิปรายในประเด็นนี้ ผมเชื่อว่าท่านประธานคงจำได้สมาชิกหลายคนพูดถึงกับว่า ร่างขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเหมือนกับให้สมาชิกรัฐสภาเขียนเช็คเปล่าให้กับใครก็ไม่รู้ ในอนาคต ซึ่งหลายคนก็บอกว่ารู้แล้วด้วยว่าบางคนที่จะเข้ามาเป็น สสร. คือใคร แต่คณะกรรมาธิการบอกไม่รู้เพราะเป็นเรื่องที่จะดำเนินการโดยอิสระและโปร่งใส ตรงนี้ละครับ ยิ่งที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าถ้ายังไม่รู้ตัวตนของสภา สสร. จริงนั้นก็เท่ากับสภาแห่งนี้กำลังจะ มอบอำนาจให้ใครก็ไม่รู้ไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ออกไปเลย ออกไปสู่ประชาชนให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ ประเด็นต่าง ๆ ที่พวกเราได้พร่ำในการที่จะ นำเสนอปัญหาข้อห่วงกังวลตลอดเวลา ๑๓ วันที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนจะได้มีโอกาส รับทราบไหมครับถึงตอนนั้นว่าใช่อย่างที่เราเคยพูดไหม บทบัญญัติที่เราไม่อยากให้มี ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีขึ้นมาแล้วพี่น้องประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งอยู่ใน รายละเอียดที่เราจะว่ากันในมาตราต่อไปอีกท่านประธาน เพราะรูปแบบการลงประชามติ เราก็ไม่เปิดโอกาสให้ลงประชามติเป็นรายหมวด แต่เราจะให้ประชาชนมีสิทธิแค่เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับ ตรงนี้คือประเด็นที่ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกว่าส่วนดีรับเอาไว้ ส่วนที่เขาเห็นว่าไม่ดีเขามีสิทธิปฏิเสธ แต่ที่สุดเราก็จะบังคับให้ประชาชนจะต้องตัดสินใจ บนพื้นฐานของของดีและของไม่ดีปะปนกันหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ผมจะใช้สิทธิอภิปราย เมื่อถึงมาตรานั้น ๆ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนสำหรับมาตรานี้ก็คือว่าด้วยเหตุผล ที่ผมกราบเรียนท่านประธานผมจึงเห็นว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำไปสู่การทำประชามติโดยพี่น้องประชาชนเราควรที่จะเอา ร่างนั้นเสนอกลับมาให้สภาแห่งนี้เป็นผู้เห็นชอบก่อนว่าสภาแห่งนี้จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ต่อร่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น และเพื่อที่จะคงรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลาง ความเป็นอิสระของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองเป็นคนอภิปรายประเด็นนี้ไว้ค่อนข้างเยอะ ท่านประธานตอนที่เราพิจารณากันในมาตรา ๒๙๑/๑ ผมได้กราบเรียนสภาแห่งนี้ไปว่าจริง ๆ หลักในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องมี ๔ หลัก ก็คือ หลักการความเป็นกลาง หลักความเป็นอิสระ หลักการไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่ยกร่าง และหลักของการที่ไม่ถูกครอบงำ ท่านคณะกรรมาธิการ อาจจะโต้แย้งผมว่า ถ้าอย่างนั้นการที่เราให้สภาร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญกลับมาให้ สภาแห่งนี้พิจารณาก่อนนั้น ก็เท่ากับสภาแห่งนี้จะไปครอบงำสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจะตอบ ท่านได้เลยครับว่าไม่ใช่ ที่ไม่ใช่เพราะว่าสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้น ผมเขียนไว้ชัดเจนครับว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญมาให้รัฐสภาพิจารณานั้น รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น แต่จะไม่ไปแตะต้องในเนื้อหาหรือ เนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อไม่ให้รัฐสภาไปก้าวก่ายการยกร่าง เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาเขาครับ เพื่อให้เขาคงมีความเป็นอิสระในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อยกร่างเสร็จแล้วถ้าสภาแห่งนี้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่มีจุดไหนที่ เปรียบเทียบแล้วทั้งฉบับที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมือง มากกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ สภาแห่งนี้ก็มีสิทธิที่จะไม่ให้ความเห็นชอบ ถามว่าถ้าสภาแห่งนี้ ไม่ให้ความเห็นชอบแล้วเป็นอย่างไรต่อไป เรื่องก็ยุติครับ จบครับ ในฐานะที่สภาแห่งนี้ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แต่ถ้าสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบว่าร่างที่สภา สสร. ร่างขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าก็ส่งไปให้ กกต. ดำเนินการจัดทำ กระบวนการประชามติ ถามว่าทำไมต้องให้ประชาชนทำประชามติตอบท่านประธานได้ง่าย ๒ ข้อเลยครับ

ข้อแรก ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผ่านการทำประชามติจากพี่น้องประชาชน มีผู้ไปออกเสียงลงคะแนนในการให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ๒๕ ล้านกว่าคน ในจำนวน ๒๕ ล้านคนเศษ เห็นชอบ ๑๔.๗ ล้านคน ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคนเศษ เพราะฉะนั้นคน ๒๕ ล้านคนเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศนั้นท่านประธาน เขาเป็นคนที่มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจก่อนที่เราจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕๐ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงคราว ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราจึงต้องให้ประชาชนเป็นคน ลงประชามติ

เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่าผมกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยการหลักการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอำนาจไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจอธิปไตย และอำนาจ อธิปไตยเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ไม่มี บทบัญญัติใดเขียนให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ มีแต่บทบัญญัติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเราตัดสินใจที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นความชอบธรรมทำได้ประการเดียวครับ ต้องให้ ประชาชนลงมติ นี่คือที่มาว่าทำไมแม้ผ่านที่ประชุมรัฐสภาแล้วนั้นยังต้องให้ประชาชน ลงประชามติอีก ก็ด้วยเหตุผลประการที่ ๒ ที่กราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ

อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติไว้ว่าในกระบวนการของการ นำร่างรัฐธรรมนูญมาให้รัฐสภาลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้น ผมได้ใช้สิทธิ สงวนคำแปรญัตติไว้ว่าหากรัฐสภานี้จะให้ความเห็นชอบต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ถามว่าทำไมต้อง ๒ ใน ๓ ก็ตอบว่าแม้การแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ยังใช้มากกว่ากึ่งหนึ่งเลยครับท่านประธาน ตรรกะการคิด ง่ายมากเลยครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ บอกว่าจะผ่านมติของรัฐสภาได้วาระสาม ต้องมีคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง และเมื่อนี่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญเพื่อ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันยิ่งกว่าการแก้ไขอีกนะครับ จึงต้องมีคะแนนในการที่จะเห็นชอบ มากกว่าการแก้ไข ผมจึงเห็นว่าสัดส่วน ๒ ใน ๓ เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ถามว่า ความเหมาะสมเกิดจากความคิดของผมเอาเองหรือเปล่า ไม่ใช่เลยครับ ท่านประธาน ไปค้นประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของประเทศไทยย้อนหลังไป ๑๘ ฉบับ จะพบว่าหลายกรณี หลายฉบับที่อนุญาตให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาใช้เสียงเห็นชอบ ๒ ใน ๓ ครับ ผมก็ใช้เกณฑ์ที่เราเคยใช้มาในอดีตก็คือ ๒ ใน ๓ นอกจาก เหตุผลว่า ๒ ใน ๓ จะเป็นเสียงข้างมากโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้อง ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสูตรคะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ยังป้องกันระบบเสียงข้างมากลากไปได้ เว้นแต่ ท่านมีเสียงข้างมากเกิน ๒ ใน ๓ อันนี้ต้องถือว่าเป็นเสียงที่ได้รับจากมหาชนโดยเด็ดขาดแล้ว เราต้องยอมรับเสียงข้างมากเด็ดขาดถึงขนาดนั้น แต่ถ้าเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งแล้วคาดว่า จะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามที่ตัวเองต้องการ แม้กระทั่งการยกเลิกรัฐธรรมนูญใหม่ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสียง ๒ ใน ๓ จะเสียงที่ป้องกันมิให้เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น ได้ นี่คือเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมได้แปรญัตติว่าใช้เสียง ๒ ใน ๓ ในการตัดสินว่าสภาแห่งนี้ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบสำหรับการยกร่างรัฐธรรม ก็เป็นรายละเอียดที่ผมได้ใช้สิทธิในการสงวนคำแปรญัตติแล้วก็ได้ใช้สิทธิในการขอแก้ไข บทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑/๑๓ รวมความแล้วสรุปก็คือกระบวนการหรือขั้นตอนที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นแล้วก็เป็นความชอบธรรมที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ปราศจากข้อครหา ก็คือเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จควรให้สภาแห่งนี้ในฐานะที่เป็น ผู้มีอำนาจโดยชอบตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะนำไปสู่การทำประชามติของพี่น้องประชาชนครับ

สุดท้าย อีกนิดเดียวท่านประธาน ชาวบ้านเขาฝากผมมาครับว่าถ้าสภาแห่งนี้ ประชุมหามรุ่งหามค่ำกันแบบนี้นะครับ แต่เป็นการพิจารณาเรื่องแก้ของแพงเขาจะ ขอบคุณมากเลยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑๓ เกือบจะตัดออกทั้งมาตราแล้วก็เขียนใหม่ เพราะว่าด้วยหลักการความคิด ที่แตกต่างจากรัฐบาลและจากเสียงข้างมาก ซึ่งดิฉันจะได้อธิบายต่อไป แต่อย่างไรก็ตามดิฉัน ต้องกราบเรียนท่านประธานตรงไปตรงมาเลยนะคะว่าการประชุมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาถึง วันนี้แล้ว ดิฉันมีความเศร้าแล้วก็เสียใจว่าเราไม่คุยกัน เราไม่ฟังกันเลย ถึงขณะนี้แล้ว ดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานผ่านไปถึงประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่าขณะนี้กระบวนการสร้าง หรือกระบวนการท้องรัฐธรรมนูญกำลังอยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะว่าประชาชนจะต้องเข้าใจแล้วก็รู้เท่าทันว่ารัฐบาลและเสียงข้างมากในรัฐสภา ที่ท่านเลือกเขาเข้ามานั้นเขากำลังทำอะไรกับการที่จะยกเลิกหรือล้มเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างไรก็ตามเมื่อเช้านี้ดิฉันได้ยินท่านประธานพูดว่าเราประชุมกันอย่างนี้ เราไม่เกรงใจประชาชนเขาบ้างหรือ ดิฉันก็อยากจะถามกลับว่าเราไม่เกรงใจต่อประชาชน จำนวนถึง ๑๔.๗ ล้านคนที่เขาให้การกำเนิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่พวกเราเสวยสุข อยู่ในขณะนี้ที่เรียกว่า ต้นไม้พิษ เราได้ดีแล้วเราก็ลืมผู้ที่มีบุญคุณที่ทำให้เรามีตำแหน่งแห่งหน มียศถาบรรดาศักดิ์ กราบเรียนต่อไปว่าถ้าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้มันมีความสำคัญ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกผู้ทุกนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานคะ ถ้าเรา มีผู้ปกครองที่ดีแล้วเราก็มีรัฐธรรมนูญที่ดี ชีวิตเราก็จะดีไปด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าเรา มีผู้ปกครองที่เลวหรือชั่วแล้วเราก็แถมมีรัฐธรรมนูญที่เลวอย่างน้อยคลอดออกมาก็ฆ่าแม่แล้ว เราก็ต้องก้มหน้าก้มตารับกรรม รับทุกข์ไปตลอดชีวิต ประเทศก็จะหายนะไปในที่สุดค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาคุณหญิง เข้าเรื่องเถอะครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ ท่านประธานคะ มาถึงขณะนี้แล้วจริง ๆ ดิฉันก็กำลังพูดกับประชาชนอยู่นั่นเอง เพราะดิฉัน ทราบว่าดิฉันพูดกับท่านประธานหรือพูดกับท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะว่าทดสอบกันแล้วตลอด ๑๐ กว่าวัน ซึ่งไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา ไม่รับฟังแม้กระทั่งผู้ที่มีหน้าที่อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นดิฉันกำลังขออนุญาต ท่านประธานผ่านท่านประธานไปถึงประชาชนทางบ้านค่ะว่าดิฉันมองเห็นชัดขึ้น ๆ แล้วก็ เห็นชอบด้วยกับคำพูดของคุณธนา ชีรวินิจ ในวันแรกเลยนะคะ ที่บอกว่าประธานไม่สมควร และไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพราะมีส่วนได้ส่วนเสีย ดิฉันเห็นยิ่งนานวันดิฉันก็เห็นมากขึ้น เพราะอะไรคะท่านประธาน เพราะรัฐบาลและเสียงข้างมาก กำลังร่างกฎหมายที่มอบอำนาจให้กับประธานรัฐสภามากขึ้น ๆ จนดิฉันเสียใจดิฉันไม่ได้ว่า ท่านประธานนะคะ เพราะว่าแต่ละมาตราที่ผ่านไปท่านประธานรัฐสภาก็มีอำนาจมากขึ้น ๆ เพราะท่านประธานรัฐสภาบอกว่าผมไม่อยากได้อำนาจนี้ แต่คณะรัฐบาลและกรรมาธิการร่างมอบให้ท่านมากขึ้นจนกระทั่ง ขอประทานอภัยค่ะที่ต้อง พูดคำนี้ดิฉันไม่สบายใจเลยที่ท่านประธานขณะนี้เมาอำนาจ แล้วก็บ้าอำนาจไปแล้ว ทำไมดิฉัน ถึงพูดอย่างนี้ ขออนุญาตยกตัวอย่างค่ะ ตัวอย่างของมาตรา ๒๙๑/๖ เพิ่งจะผ่านการพิจารณา ของรัฐสภาไปเมื่อไม่นานนี้ แล้วก็ทั้งฉบับ กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่ผ่านรัฐสภายังไม่ผ่านวาระสาม แต่ท่านประธานก็เริ่มใช้อำนาจแล้ว ใช้อย่างไรคะ ท่านบอกกับพวกเราว่าทุกคนสบายใจได้ อำนาจที่ผมได้ไปผมไม่ได้ใช้เอง ผมจะให้เลขาธิการรัฐสภาเป็นคนทำแล้วเลขาธิการรัฐสภา เป็นคนของใครคะ เขาคงไม่มาฟังพวกเรา เขาคงไม่มาฟัง เขาต้องฟังประธาน แล้วท่านมีอำนาจ แล้วหรือคะ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายยังไม่ผ่านที่ไปสั่งให้ออกกฎเกณฑ์กติการะเบียบในการสรรหา ตามมาตรา ๒๙๑/๖ ที่จะตั้งคณะกรรมการ ๑๕ คน ซึ่งดิฉันก็เกรงว่า ๑๕ คนคงจะเป็นญาติโยม ญาติพี่น้องของ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมได้กรุณาฟัง ท่านผู้อภิปราย ๕ นาที ๒๖ วินาทีแล้วนะครับ จริง ๆ ผมอยากจะฟังท่านได้อธิบายที่ท่านได้ แปรญัตติไว้นี่ ท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากการเผด็จการ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อย่างไร และจะนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างไร โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านประธานครับ ซึ่งถือว่าเป็นฉบับประชาชนเดินหน้าต่อไปข้างหน้า ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาควบคุมตาม ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ด้วยท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมเรียนขอความกรุณา คุณหญิงนะครับว่าประเด็นที่คุณหญิงแก้ไขก็มีเยอะ ขอความกรุณาคุณหญิงเข้าตาม หน้า ๒๗๖ เถอะครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ หมอสุกิจ จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประท้วงผู้ประท้วงครับ ว่าคงไม่ได้ฟังรายละเอียดที่คุณหญิงอภิปราย ที่จริงแล้วคุณหญิงอภิปรายเกี่ยวกับอำนาจของ ประธานรัฐสภาซึ่งอยู่ในมาตรานี้ครับ และคุณหญิงแปรญัตติ แต่ก็ได้พยายามที่จะยกตัวอย่าง อาจจะไปที่มาตราอื่นบ้างแต่เป็นการเปรียบเทียบครับ ให้เห็นว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ที่จะ ให้ประธานรัฐสภามาทำหน้าที่อันนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมก็ยังไม่ได้ว่าคุณหญิง ออกนอกประเด็นนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมกลัวว่าเดี๋ยว ประท้วงกันพร่ำเพื่ออีกครับ จะเสียเวลา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมก็ยังไม่ได้พูดตรงนั้น และผมก็ได้เพียงแต่ขอร้องให้คุณหญิงเข้าสู่ประเด็นเท่านั้นเอง

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านเข้าประเด็น อยู่แล้วครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญคุณหญิงครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานที่ฟังแล้วก็เข้าใจนะคะ ดิฉันกำลังพูดกับ ประชาชนค่ะว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลแล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือจะพูด โดยรวมว่าสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากกำลังมอบอำนาจให้กับ ประธานมากจนเกินความจำเป็น และท่านก็ได้ใช้อำนาจนั้นโดยที่ดิฉันไม่แน่ใจนะคะว่าท่านมีอำนาจใช้แล้วหรือยังที่ท่านไปสั่ง ให้เลขาธิการรัฐสภาเริ่มที่จะออกระเบียบข้อบังคับให้คัดเลือก ๑๕ คนที่จะมาคัดเลือก สสร. ๒ ดิฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าท่านทำได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นคำถามค่ะ ดิฉันไม่เห็นด้วยว่าไปออก ข้อบังคับระเบียบได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่กฎหมายยังอยู่ในสภาอยู่เลยนะคะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ สำคัญค่ะ พ่อแม่พี่น้องนะคะ ผ่านท่านประธานค่ะ สำคัญมาก เพราะเราเริ่มเห็นชัดเจน ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แล้วว่ารัฐธรรมนูญที่จะคลอดใหม่ดิฉันไม่ขัดข้องที่กรรมาธิการจะแก้ไป ๒๐๐ มาตรา จาก ๓๐๙ มาตราก็ย่อมทำได้ เพราะว่ามีกฎหมายรับรอง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้น ดิฉันจึงต้องอภิปรายแล้วก็ให้เหตุผลว่าทำไมดิฉันไม่เห็นด้วย ยิ่งนานวันยิ่งหลายมาตรา เพราะว่าดิฉันบอกว่ามาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๗ เป็นกระบวนการสร้างลูกทรพี ที่ออกมาฆ่าแม่ ดิฉันพูดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วนะคะ ก็อยากให้ประชาชนทราบนะคะว่าเขาให้แก้ได้ อะไรไม่ชอบแก้ไปเลย ๒๐๐ มาตรา ให้เหลือ ๑๐๙ มาตรา หรือ ๓๐๙ มาตรา ก็ยกเลิกไป เลยหรืออะไรก็ได้ไม่มีปัญหานะคะ แต่ครั้งนี้รัฐธรรมนูญที่จะคลอดใหม่ไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เป็นรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ดิฉันพูดได้เต็มปากเต็มคำ เพราะประจักษ์กับการประชุม มา ๑๐ กว่าวันแล้ว เป็นเหตุผลของเสียงข้างมาก เป็นชัยชนะของเสียงข้างมาก เป็นความ ยุติธรรมของเสียงข้างมาก ถ้าประชาชนทราบแล้วก็จะได้ทราบว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดิฉันขออนุญาตที่จะใช้คำพูดของคุณสุรชัยว่าให้เช็ดเปล่า เพราะว่าเราจะกำหนดข้อกฎเกณฑ์ อะไรให้ไปเพื่อกำกับกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักของกฎหมาย ตามหลักของรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการก็ไม่ยอม เพราะฉะนั้นก็คือให้เช็คเปล่ากับ สสร. เพราะกรรมการไม่ฟังเสียงใครเลย เพราะฉะนั้นก็ฟ้องประชาชนเช่นเดียวกันค่ะ และท่านประธานบอกว่า คุณหญิงก็แก้ไว้มากนะคะ ดิฉันจะกราบเรียนท่านประธานไว้ตรงนี้ด้วยว่าท่านประธานมักจะพูดว่าแก้ไว้บรรทัดเดียว แก้ไว้คำเดียว แก้ไว้บรรทัดครึ่ง ทำไมจะอภิปรายตั้งนาน ดิฉันมีรุ่นพี่ ส.ว. บอกกับดิฉันว่า คุณหญิงไปบอก ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์เลยว่าตัวอย่างของ ส.ว. ที่เคยผ่านมาแล้ว และเป็นเรื่องจริง เฉพาะคำที่แก้คือ จึง หรือ ควร อภิปรายอยู่เป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้น มันไม่ได้เป็นสัดส่วนตามบัญญัติไตรยางของคณิตศาสตร์เลยค่ะว่าถ้าแก้คำเดียวก็ต้องพูดสั้น ๆ ถ้าแก้ ๕ บรรทัดก็พูดยาวได้ ดิฉันแก้ทั้งมาตรา เพราะฉะนั้นดิฉันก็พูดได้ทั้งคืนเลย ดิฉันกำลังนึกถึง ตัวเองว่าดิฉันเอาตัวอย่างที่ไม่ดีจากกรรมาธิการ ถ้าดิฉันจะผิดบ้างก็ดิฉันอาจหาญและชาญชัย ที่จะแก้ทั้งมาตรา เขียนใหม่เลยค่ะ เพราะว่ากรรมาธิการก็ยังเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับเลย

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงก็ไม่อยากจะประท้วงให้เสีย บรรยากาศ แต่เนื่องจากนั่งฟังดูแล้วยังไม่เข้าประเด็น เข้าแป๊บเดียวก็ออกนอกประเด็น ผู้อภิปรายทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และ ข้อ ๙๙ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ สมาชิกอภิปรายได้ เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคำแปรญัตติหรือที่มี การสงวนความเห็นเท่านั้น แต่นี่พูดอยู่ในวาระหนึ่งซึ่งมันผ่านมาแล้ว ตอนนี้การอภิปราย อยู่ในวาระสอง ดังนั้นให้ประธานช่วยกำชับไปยังผู้อภิปรายให้เข้าประเด็นได้แล้วครับ ขอกราบขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็เรียนคุณหญิงไปแล้วครับ อยากขอความกรุณาคุณหญิง คือเมื่อกี้ไม่เป็นไรคุณหญิงก็พูดกล่าวนำมาพอสมควรแล้วครับ ผมคิดว่าตามที่คุณหญิงได้สงวนคำแปรญัตติไว้ กรุณาเถอะครับ หน้า ๒๗๖ ครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญครับ เชิญท่านผู้ประท้วง เชิญครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขอประท้วงผู้ประท้วง เมื่อสักครู่ครับ ท่านครับ ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้นประท้วง ท่านวินิจฉัยทุกครั้ง กรณีนี้คุณหญิงอภิปรายอยู่ในประเด็นแท้ ๆ เลยครับ ท่านก็ลุกขึ้นมา ประท้วงแล้วใช้ ข้อ ๔๓ ข้อ ๙๙ อยู่อย่างนั้นละครับ ผมพูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ครั้งแล้วครับ ว่าท่านใช้เวลาประท้วงมากกว่าผู้อภิปรายอีกนะครับ ผมว่าท่านออกทีวีมากเกินไปแล้วครับ ก็รบกวนท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ คืออย่างนี้ครับ ผมก็ฟังอยู่ทุกคำพูดนะครับ และผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้วเมื่อกี้นี้นะครับ คือสิ่งที่ผมได้ฟังอยู่ เชิญท่านบุญยอดประท้วงนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ต่ออดีตจ่าประสิทธิ์ครับ แต่งกายไม่เหมาะสมเข้าสู่สภา เตือนแล้วหลายครั้งยังไม่ปรับปรุงตัวครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรท่านบุญยอดครับ อันนั้นก็เป็นสิทธิของท่านนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ มาตรฐานของประธานรัฐสภาเหมือนกันทั้ง ๒ ท่านไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ทราบคือหมายความว่า ไม่ได้อยู่ในข้อห้ามนะครับ ก็ไม่เป็นอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ความไม่เหมาะสม ทำได้ตลอดเวลาอย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

มิได้ครับ ผมก็คงไม่สามารถ ที่จะไปล่วงในสิทธิ ก้าวล่วงของสิทธิการแต่งกายของแต่ละท่านนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประธาน รัฐสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ บอกว่าการแต่งกายแบบนี้ไม่เหมาะสม แล้วก็เวลาท่านมา ประธานท่านก็ปล่อยให้คนไม่เหมาะสมมาทำหน้าที่อย่างนี้หรือครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านบุญยอด ไปเรียนถามท่านสมศักดิ์ครับ ครับเชิญท่านผู้ประท้วงต่อครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่างเคร่งครัดครับ ประท้วงคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งประท้วงเรื่องเสื้อและประท้วงแบบนี้ทุกวัน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านจิรายุผมกำลัง ใช้อยู่ ผมจึงทีละท่านอย่างไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ท่านควบคุมหน่อยครับ เพราะว่าผมฟังมาเกือบ ๑๐ นาที ท่านผู้อภิปราย ท่านน้ำเสียงดีนุ่มนวลดีครับ แต่ผมรอฟังท่านว่าประเด็นที่ท่านแปรญัตติไว้ท่านจะแก้ไข อย่างไร ถ้าท่านอธิบายผมจะตั้งใจฟังอย่างสงบและเดี๋ยวผมจะเดินกระซิบท่านจ่าประสิทธิ์ เลยครับบอกว่าช่วยฟังท่านคุณหญิงหน่อย ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมได้เรียนผู้อภิปราย ไปแล้วนะครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านในข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าการที่จ่าประสิทธิ์นั้นได้ลุกขึ้นมา เพื่อทักท้วงผู้อภิปรายนั้นเราจะ เห็นได้ว่าผู้อภิปรายนั้นได้ใช้เวลาการอภิปรายไป ๙ นาที ๔๘ วินาที สิ่งที่ผมอยากจะเห็น ท่านประธานครับ ผมได้ประท้วงตามข้อ ๔๓ ท่านผู้อภิปรายนั้นได้แปรญัตติในหลายข้อความ ซึ่งต้องใช้เวลาพอควร เพราะฉะนั้นในวรรคหนึ่ง เริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านได้แปรญัตติ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาหากสมาชิกจำนวน ๑ ใน ๕ เข้าชื่อกัน ผมอยากฟังเหตุผลสิ่งเหล่านี้ครับ ท่านแปรญัตติไว้หลายวรรคมาก เพราะฉะนั้นเวลาการถ่ายทอดใช้ภาษีอากรของราษฎร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วตามข้อประท้วงของท่านประสิทธิ์และผมได้เรียนคุณหญิงแล้วนะครับว่า ขอให้คุณหญิงเข้ามาตรงนี้นะครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานมากครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานรัฐสภานะครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งนะครับ เมื่อสักครู่ ท่านจิรายุกรุณาลุกขึ้นมาพาดพิงผมว่าได้ประท้วงทำนองนี้เป็น ๑๐ ครั้งแล้ว นี่ละครับ ก็ท่าน ไม่ยอมไปสะกิดเพื่อนท่านให้แก้ไขตัวอย่างไรครับ แก้ตัวเสีย ทำตัวให้ดีขึ้น เขาจะได้ไม่ต้องมา ประท้วงกันอีกอย่างไรครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ เรื่องนี้จบแล้วครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมก็ขอ มาตรฐานของประธานรัฐสภาด้วยนะครับว่าถ้าท่านหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง อีกท่านหนึ่งบอกไปพูด อีกอย่างหนึ่ง เราไม่มีมาตรฐาน เราไม่มี เป็นข้อบังคับ ข้อ ๕ เลยครับว่าท่านต้องเคร่งครัด

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่าน เป็นเรื่องที่ ท่านประธานสมศักดิ์ตามที่พูดรับปากกับท่าน ก็คงเป็นเรื่องที่ท่านประธานสมศักดิ์คงจะพูด กับท่านประสิทธิ์นะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้ว ข้อบังคับมันเหมือนกันหรือครับ ท่านครับ วิธีการในการทำการควบคุมการประชุมรัฐสภา ของท่าน ท่านเองนะครับ กับท่านสมศักดิ์ต้องไม่เหมือนกันหรือครับ หรือต้องเหมือนกันครับ ต้องเคร่งครัดเหมือนกันไหมครับ ต้องมีมารยาทเหมือนกันไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่าน พอเถอะครับ เมื่อกี้นี้ผมตอบท่านไปแล้ว อย่าให้ผมต้องตอบซ้ำเลยนะครับ เอาเถอะครับ เชิญพาดพิง พาดพิงเรื่องอะไรกรุณาพูดให้ชัดเจน ท่านประสิทธิ์จบเถอะครับ ให้ท่านจิรายุว่าครับ ท่านไม่เสียหายอะไรครับ ผมชี้แจงไปหมดแล้ว คืออย่างนี้ท่านประสิทธิ์ ผมได้ชี้แจงท่านบุญยอด ๒ ครั้งแล้วครับ ก็ถือว่าจบแล้วครับท่าน เชิญท่านจิรายุ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมก็ไม่อยากจะลุกขึ้นมาครับ แต่ว่าเวลาแบบนี้พรรคฝ่ายค้านชอบเอาเรื่องบุคคล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียว ท่านประธานยังไม่จบครับ ผมอธิบายนิดเดียวท่านประธานครับ คือพี่บุญยอดได้กรุณาบอกว่า จ่าประสิทธิ์มีปัญหาหรือไม่ อย่างไร เป็นสิทธิของประธานสภาจะวินิจฉัย ท่านประธาน ช่วยกรุณาไปคุยกันเถอะครับ ผลได้ประการใด แจ้ง จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาพูดแบบนี้อีก และเราจะได้เดินต่อในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขออนุญาตท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่าง เคร่งครัดครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ เรื่องนี้เดี๋ยว ผมจะคุยกับท่านประธานสมศักดิ์ ท่านประสิทธิ์คงไม่แล้วนะครับ เรื่องเสื้อพอเถอะครับ เชิญสั้น ๆ นะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องการแต่งกายชุดสีแดง ในระเบียบ ข้อบังคับไม่ได้เขียนว่าเป็นความผิด มันไม่มีอยู่ในข้อบังคับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ผมได้อธิบาย เรื่องนี้แล้ว

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมก็ อธิบายต่อว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไร ท่านพอแล้ว เถอะครับ ผมอธิบายแล้ว เชิญท่านประสิทธิ์เถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

พูดอยู่ เสมอว่าผมไม่มีคุณธรรม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน ผมได้ อธิบายท่านผู้ประท้วงไปแล้ว

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมว่า เจ้บุญยอดแกทำใจไม่ได้พอเจอสีแดงมากกว่าครับ

(นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน เชิญท่านธานีครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ชาวบ้านเขาบอกมาว่าคุณหญิงอภิปรายดีแล้วท่านประธานครับ เราเป็นเสียงข้างน้อยจำเป็นต้องอธิบาย

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านธานีครับ ท่านธานีครับ ผมทำหน้าที่ประธานครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมไม่สนใจเสียงจากที่ไหนทั้งสิ้นครับ ไม่เป็น อะไรครับท่าน ผมก็ทำอย่างนั้น ก็ท่านประท้วงกันอย่างนี้ครับ ไม่จบสักทีหนึ่ง ท่านบุญยอด ประท้วงต่อใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ผมสั้น ๆ เลยครับ เมื่อกี้จ่าประสิทธิ์เรียกผมว่า เจ้ ผมเป็น ผู้ชาย ผมเสียหาย เขาต้องถอนคำพูด ถ้าเขาไม่ถอนต้องเอาตำรวจมาเอาเขาออกไป ท่านประธาน กรุณาวินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ท่านพูดคำนี้ หรือเปล่า ผมบังเอิญไม่ได้ยิน ขอโทษด้วยครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คำไหนละครับท่านประธานที่ท่าน ประธานถามผม ผมพูดไปเยอะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านพูดตามที่ท่านบุญยอด พูดไหมครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เจ้บุญยอด ใช่ไหมครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ใช่ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมพูดครับ เพราะว่า

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เหมาะสมครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขอให้ท่านถอน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

อย่างผม เรียก เจ้ไฝ ไม่เห็น เจ้ไฝให้ถอน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่า ท่านไม่อยากได้ยินคำนี้ ขอให้ท่านถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมถอน คำว่า เจ้บุญยอด ครับ

พลเอก ธีรเดช มี เพี ยร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุ ณครับ เชิญ ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน เห็นไหมครับว่าวิธีการของเขาทำแบบนี้ ท่านประธานเองพูดแบบลูกผู้ชายนะครับว่าจะมี มาตรการเพิ่มเติมไม่ให้เขาทำแบบนี้อีก ผมทวงท่านเป็นครั้งที่ ๒ ท่านประธานเองนะครับ ไม่ใช่ประธานสมศักดิ์นะครับ คือท่านเอง ท่านประธานครับ ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด หลังพูดคำพูดเป็นนายเรา ผมเชื่อว่าแนวคิดนี้ คติพจน์นี้ ท่านก็คงต้องมี ท่านพูดว่าท่านจะมี มาตรการเพิ่มเติม ไม่ให้เขาลุกขึ้นมาด่าคนอื่นแล้วก็ถอนคำพูด ด่าคนอื่นแล้วก็ถอนคำพูด แบบนี้ หลายครั้ง หลายหน ท่านมีมาตรการอย่างไรต่อสมาชิกท่านนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านกำลังจะให้ผมสอนคน ให้พูดสิ่งที่ท่านต้องการ ผมคงไม่มีหน้าที่ขนาดนั้น

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกว่าให้ท่านทำอย่างไร แต่ผมขอมาตรการที่ท่านรับกับพวกเรา ว่าท่านจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเขา ในข้อบังคับนะครับ ผมก็อ่านให้ท่านฟังไปแล้ว เมื่อคราวที่แล้ว นอกจากถอนคำพูด เขาต้องขอขมาต่อที่ประชุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาเป็นว่าผมตอบท่านบุญยอด ตอนนี้ว่าผมยังนึกไม่ออก

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ข้อบังคับมีนะครับ นอกจากถอนคำพูด มีขอขมาต่อที่ประชุม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ทำไม ท่านไม่ใช้ข้อบังคับข้อนี้อย่างเคร่งครัดละครับ

(นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อันนี้ผมขอผ่านก่อนนะครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ ประท้วงหรือครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่อภิปรายนะครับ ในส่วนที่โต้แย้งในเรื่องของการวินิจฉัยของท่านประธาน นะครับ เพราะว่าปกติผมคิดว่าท่านประธานคงต้องเดินตามกรอบของการประชุม ข้อบังคับ นะครับ ผมขอชี้แจงดังต่อไปนี้นะครับว่า คือในส่วนของท่านประธาน ท่านประธานคงทำได้ แต่เฉพาะตามกรอบของข้อบังคับเท่านั้นเองครับ คงไม่มีสมาชิกคนใดคนหนึ่งไปบังคับให้ ท่านประธานออกมาตรการต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากข้อบังคับได้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ ท่านประธานวินิจฉัยถูกต้องแล้วนะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอเถอะครับ เราจะได้เดินต่อนะครับคุณหญิง เชิญคุณหญิงอภิปรายต่อครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอยืนยันว่าตั้งแต่อภิปรายมาไม่ถึง ๑๐ นาทีนี่ ดิฉันได้มีคนประท้วงเกือบจะ ๑๐ คน ดิฉันยืนยันว่าดิฉันอยู่ในประเด็นค่ะ ท่านประธาน ก็เห็นแล้วนะคะว่าดิฉันแปรญัตติ นอกจากไม่ขัดลักษณะของมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า แล้ว ดิฉันยังมีต่อนะคะ ซึ่งดิฉันก็จะได้อธิบายต่อไปว่าขัดต่อหลักประเพณีการปกครอง ของประเทศ ขัดต่อหลักนิติรัฐ ขัดต่อนิติธรรมต่าง ๆ นานา มากกว่าที่กรรมาธิการได้กำหนด ไว้ด้วยซ้ำไป เพราะว่าดิฉันไม่เห็นด้วยที่ให้อำนาจ อันนั้นคือหลักการใหญ่เลยนะคะว่าดิฉัน ไม่เห็นด้วยที่ให้ ทำไมคะ ดิฉันอยากจะถามท่านประธานสามารถตอบดิฉันอีกครั้งหนึ่งได้ไหมว่า กรรมาธิการไปเอาอำนาจมาจากไหน ไปเอากฎหมายที่ไหนมามอบอำนาจต่าง ๆ ตั้งแต่ มาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ให้อำนาจกับท่านประธานไปแล้วกี่ร้อยครั้ง กี่ร้อยแห่ง ดิฉันเคยนับว่ามีอยู่มาตราหนึ่งในบรรทัดเดียวกันมีท่านประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภา ทำได้ทุกอย่าง ออกกฎเอง ชงเอง กินเอง กินรวบหมดทุกอย่าง แล้วก็มา มาตรานี้นะคะ ก็มาให้อำนาจกับท่านประธานรัฐสภาอีก ดิฉันขออภัยนะคะ ไม่ได้ว่า ท่านประธานนะคะ ดิฉันว่าเสียงข้างมาก รวมถึงรัฐบาลที่เสนอร่างนี้เข้ามา ท่านจะกินรวบ ทุกอย่างไปถึงไหน ดิฉันก็ยังไม่อยากจะพูดอีกว่าเสียงข้างมากอย่างไรก็ชนะอยู่แล้ว

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหญิงครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอให้ ท่านคุณหญิงกัลยาครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นะครับ กล่าวหา ท่านประธานรัฐสภานะครับ ชงเอง กินเอง มันไม่ใช่นะครับ กล่าวหาแบบนี้ เสียดสี อย่างรุนแรงต่อท่านประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ท่านพิเชษฐ์ ผมฟังว่าตอนนี้คุณหญิงอยู่ในประเด็นนะครับ และที่คุณหญิงพูดหมายถึงว่าร่างฉบับนี้ ให้อำนาจประธานรัฐสภานะครับ ผมก็คิดว่าท่านยังอภิปรายอยู่ในประเด็น เชิญต่อครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กราบเรียนท่านประธาน ก่อนที่ดิฉันจะพูดอะไรเกี่ยวกับท้องเรื่อง เนื้อเรื่องเลยนะคะ ไม่ได้ออกไปไหนเลยค่ะ เป็นความผิดถ้าจะมีนะคะ ก็คือของเสียงข้างมาก กรรมาธิการ รัฐบาลค่ะ ที่ให้อำนาจท่านประธานจนดิฉันบอกว่าเมาอำนาจแล้วก็บ้าอำนาจไปแล้วค่ะ ดิฉันไม่ได้ว่าท่านประธาน ดิฉันขออภัยด้วย ก่อนที่ดิฉันจะพูดคำนี้ ดิฉันเสียใจที่ต้อง พูดอย่างนั้น ดิฉันไม่ได้กล่าวหาใคร แต่ว่าพูดเรื่องที่อยู่ในเนื้อเรื่องหรือจะเรียกว่า อยู่ในท้องเรื่องที่เรากำลังแสดงหรือกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญนี่เอง รู้สึกยิ่งดึกยิ่งสนุก กันมากเลยนะคะท่านประธาน ดิฉันกำลังจะบอกว่าท่านประธานสามารถหรือ คณะกรรมาธิการจะบอกกับดิฉันได้ไหมว่าเมื่อท่านให้เช็คเปล่าให้กับ สสร. ไปแล้ว ท่านก็ ขึ้นมาหลายครั้ง บิด ดิฉันก็จำจนฟังคำพูดได้

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหญิง มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านผู้มีเกียรติ ที่กำลังอภิปรายอยู่นี้ได้ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ กำลังกล่าวหาเสียงข้างมาก ซึ่งผมก็เป็นบุคคลหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้น เสียงข้างมากเขาออกเสียงโดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เขามีความเห็นแตกต่างจากเสียงข้างน้อย และเขาก็ให้เสียงข้างน้อยพูดกันมา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตร เอาเฉพาะที่ท่าน ประท้วง

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมกำลังประท้วง ว่าผมถูกกล่าวร้าย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อธิบายสั้น ๆ หน่อยครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

อธิบายการมอบอำนาจ ให้ประธานรัฐสภา เราเพียงแต่เห็นว่า สสร. ตั้งขึ้นมาโดยประชาชน ๗๗ ท่าน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านบุญยอดครับ กำลังประท้วงอยู่ ผมยังไม่ได้วินิจฉัยครับ ท่านกรุณารอครับ ไม่ผิดครับ ผมกำลังฟังอยู่ครับ รอนิดเดียวครับ ถ้าท่านไม่รอก็ไม่จบหรอกครับท่าน เชิญท่านขจิตรเอาประเด็นที่ ท่านประท้วงครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ประท้วงอะไร บุญยอดฟังหน่อยนะ มาตราก็บอกแล้วประธานกำลังอธิบาย ผมเป็นเสียงข้างมาก ผู้อธิบาย บอกว่าเสียงข้างมากให้อำนาจประธานรัฐสภามาก ท่านประธานครับ ฟังให้จบครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านขจิตรครับ ถ้าเผื่อสิ่งที่ท่านกำลังพูด ผมคิดว่าเดี๋ยวเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ไม่ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านอธิบายในฐานะ กรรมาธิการนะครับ ตอนนี้เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านประท้วง

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมเป็นคนลงนาม แล้วก็มีความเห็นชอบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ เดี๋ยวท่านฟัง ผมก่อน ท่านประท้วงนะครับเมื่อกี้ ท่านไม่ได้พูดในฐานะกรรมาธิการนะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมประท้วงครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ลงนามให้เห็นด้วยที่ให้ประธานรัฐสภามีอำนาจ ท่านผู้อภิปรายบอกว่า กลุ่มพวกผมที่เป็น ส.ส. เสียงข้างมากให้อำนาจประธานจนเมาอำนาจ จนบ้าอำนาจ พูด ๒ ครั้ง เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเขาให้เสียงข้างน้อยชนะผมก็จะให้เสียงข้างน้อยชนะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ ถ้าเผื่อเป็น อันนี้ประเดี๋ยวกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ไม่เข้าใจผมครับ ผมเสียหายในฐานะเป็นเสียงข้างมากที่ยกมือในสภานี้คนหนึ่ง กดคะแนน ให้เห็นด้วยกับข้อนี้ ผู้อภิปรายก็บอกว่าพวกกดคะแนนทั้งหมดให้ประธานรัฐสภามีอำนาจ จนเมาอำนาจ จนบ้าอำนาจ ผมเสียหาย ต้องถอนครับ ผมไม่ได้เขียนให้ประธานรัฐสภา เมาอำนาจ และบ้าอำนาจครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยว่าที่อภิปรายกันนี้ ก็เป็นการชี้แจงแสดงเหตุผลกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมีบันทึกอยู่ ผู้พูดก็มีเจตนาที่จะ อธิบายว่าทำไมถึงได้มีการแก้ไข ส่วนท่านจะอธิบาย ประเดี๋ยวผมให้กรรมาธิการเป็นผู้ชี้แจง ก็เป็นหน้าที่ เพราะฉะนั้นเชิญต่อเถอะครับ เชิญคุณหญิงครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธาน ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันกราบเรียนท่านประธานว่าดิฉันอยู่ในประเด็นแล้วก็เป็นความเชื่อ โดยบริสุทธิ์ของดิฉันว่าการร่างครั้งนี้ ดิฉันไม่เห็นด้วยแล้วก็ไปให้อำนาจท่านประธานมาก จนเกินไปมันไม่พอดีค่ะ อะไรก็ตามที่มันมากเกินไปมันอยู่ไม่ได้ท่านประธานคะ ดิฉันกำลังจะ ถามต่อว่าตามที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ว่า มาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ข้อกรอบของกติกากฎหมายการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับให้เช็คเปล่า ดิฉันก็ กำลังจะถามประธานสามารถว่าท่านพูดหลายต่อหลายครั้งว่าไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเกรงใจ ไม่มีใครบ้าพอที่จะทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ทำแก้บทบัญญัตินั้น บัญญัตินี้ไม่มีหรอก ดิฉันมี ข้อกังวลหลายข้อซึ่งดิฉันแปรญัตติไว้ก็คือ ๘ ไม่ค่ะ จะต้องไม่ทำ ๘ อย่าง แล้วก็ต้องมี ๑ อย่างที่จะเพิ่มขึ้นมา คือสิ่งแวดล้อม ดิฉันอยากจะให้ท่านประธานสามารถยืนยันค่ะว่า ท่านเอาอำนาจที่ไหนของใครมารับประกันว่า สสร. ที่กำลังจะมาในอนาคตจะไม่ทำในข้อกังวล เหล่านี้ เช่น ไม่แก้บัญญัติล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือสถาบันอะไรก็แล้วแต่ของพระมหากษัตริย์ ไม่ล้มล้างตุลาการศาล ไม่ล้มล้างองค์กรอิสระ ไม่ล้มล้างสิทธิเสรีภาพปวงชนชาวไทย ไม่ล้มล้าง จริยธรรม ไม่นิรโทษกรรม ไม่ลบล้างความผิดใด ๆ ย้อนหลัง ไม่ขัดต่อประเพณีนิติธรรมนิติรัฐ และจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมคือ ๘ ไม่ ๑ มี ดิฉันเคยตั้งข้อกังวลบอกว่าให้เพิ่มสิ่ง เหล่านี้ไป ไม่ได้เสียหาย ไม่ได้ผิดหลักการ แต่ท่านก็ไม่ยอม เมื่อไม่ยอมก็ต้องมายืนยันกับดิฉัน และพวกเราว่าท่านทราบได้อย่างไรว่า นาย ก นาย ข สสร. จะไม่ทำสิ่งที่พวกเรากังวล แล้วถ้าเขาทำล่ะท่านประธานสามารถจะรับผิดชอบไหมคะ ทีนี้ก็รายละเอียดที่ดิฉันแก้ไว้ก็ ค่อนข้างมากดิฉันก็จะอ่านเกี่ยวกับที่ดิฉันแก้ไว้ ถ้าดิฉันนับบรรทัด ดิฉันคงไปได้ตลอดคืน เพราะว่าเกือบจะเรียกว่าเขียนใหม่ทั้งมาตรา ดิฉันบังอาจมากนะคะ เพราะว่าเลียนแบบท่านค่ะ เพราะท่านล้มล้างรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็ล้มล้างมาตรานี้ของท่าน ดิฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าดิฉัน เลียนแบบถูกหรือเปล่า มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันเพิ่มได้แก้ไขจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว เพราะว่าดิฉันยังไม่ยอมรับที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ และการท้องครั้งนี้ก็ไปอาศัยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาท้อง อาศัย ท่อน้ำเลี้ยงอาหารจากหมวด ๑๕ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยืนยันว่าได้แก้ไขจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ดิฉันพูดไว้แล้วว่าท่านจะแก้ ๒๐๐ มาตรา ดิฉันก็ยินดี ดิฉันก็ เห็นด้วยค่ะ แต่ไม่ให้ร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะเราควบคุมไม่ได้ว่าเขาจะออกนอกลู่นอกทาง เมื่อไร ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา หากสมาชิกรัฐสภาจำนวน ๑ ใน ๕ เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าของท่าน แต่ดิฉันแปรญัตติ เพิ่มในมาตรา ๒๙๑ ที่มีต่อไปอีกคือวรรคหก หรือขัดต่อหลักประเพณีการปกครอง ของประเทศ ขัดต่อหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม สามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอเป็นคำร้อง เพื่อให้ ประธานรัฐสภานำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความชอบของ รัฐธรรมนูญดังกล่าว นี่ก็เป็นวรรคแรกที่ดิฉันเขียนขึ้นมาใหม่

วรรคสอง ดิฉันก็บอกว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ ไม่มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ชอบด้วยหลักประเพณีการปกครองของประเทศ ชอบต่อหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติต่อไป

ดิฉันขออธิบายเพิ่มเติมว่าหลายครั้งท่านก็บอกว่าไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติที่จะ เอากฎหมาย จริง ๆ อันนี้นะคะไม่ใช่รัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่ผ่านเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นเพียง กฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้ากฎหมายนี้มีข้อขัดข้องที่ไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรมของ ประเพณีการปกครองของไทยก็ต้องส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดิฉันยังยืนยันว่าควรจะให้ศาล รัฐธรรมนูญค่ะเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้รัฐสภาหลายครั้งท่านก็บอกว่าถ้าต้องการใช้รัฐสภา ท่านก็บอกรัฐสภาดี เก่งมาก ๖๕๐ คน ถ้าท่านไม่ใช้เขาท่านก็ให้ประธานรัฐสภาหรือให้คนอื่น ทำไปเลย ดิฉันก็ไม่ทราบว่าท่านคิดตรรกะของท่านมันสับสนชอบกลนะคะ ก็สำหรับ การทำประชามติดิฉันก็ขอให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติที่ท่านไปลดจำนวนวัน ของเขา ดิฉันเห็นด้วยกับการทำประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็ขออนุญาต ชี้แจงหลายประเด็นที่พาดพิงอาจจะทำให้ท่านสมาชิกและผู้ฟังเข้าใจผิดครับ คือกราบเรียน อย่างนี้นะครับว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเราเคารพในเหตุผลของทุกท่านที่ได้แสดงให้เรา ฟังนะครับ พวกเราก็นั่งฟัง ขณะเดียวกันเราก็หวังว่าท่านก็คงจะเคารพเหตุผลของกรรมาธิการ บ้างนะครับ ผมได้กราบเรียนชี้แจงไปหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ท่านทั้งหลาย ติดใจ ก็คือทำไมเมื่อทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจาก สสร. มาถึงประธานรัฐสภาแล้วจะคงให้ ประธานรัฐสภาใช้อำนาจวินิจฉัย ก็เพราะเนื่องจากข้อห้ามที่ห้ามมิให้ สสร. ทำรัฐธรรมนูญ ผิดเพี้ยนไปมันมีอยู่แค่ ๓ เรื่องนะครับ ก็คือ

๑. เรื่องห้ามไปทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๒. ห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ แต่เราก็เพิ่มเติมอีกอันหนึ่งว่า

๓. ห้ามไปแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์

หลายท่านบอกว่าทำไมไม่ใส่หมวด ๒ และจะรู้ได้อย่างไรหมวดพระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญฉบับไหน ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้ ก็คือเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหลักที่มีอยู่คือ ฉบับปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นมันเลี่ยงไม่ได้ครับ ว่าจะเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็คือ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี่ละครับ ประเด็นนี้ก็อยากกราบเรียนชี้แจง ทีนี้เมื่อท่านประธานรัฐสภาท่านวินิจฉัย ซึ่งผมก็ย้ำเสมอว่า ก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร ถ้าท่านยังกังวล ประธานรัฐสภาท่านกังวลไว้มันน่าจะขัดก็เขียน ต่อไปว่าให้นำมาให้สมาชิกรัฐสภาก็คือพวกเรา ซึ่งเป็นคนกำหนดเงื่อนไข ๓ ข้อ เป็นผู้วินิจฉัย ถ้าวินิจฉัยว่ามันขัด ก็จบ ตกไปเลยนะครับ ไม่ต้องเอาไปทำประชามติ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้ สับสนอะไรครับ ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ทีนี้ท่านถามผมว่าผมเอาหลักประกัน อะไรที่จะทำให้ความห่วงใยของท่าน ๗-๘ ประเด็นนี่จะได้รับหลักประกัน ก็กราบเรียนครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะร่างขึ้นด้วยตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ร่างด้วยนักวิชาการ จากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรอื่น ๆ ตามที่เรากำหนดไว้ ฉะนั้น ผมมั่นใจครับว่าพสกนิกรทั้งประเทศ ซึ่งมีความจงรักภักดีแม้ไม่ได้เป็นคุณหญิง คุณนายนี่นะครับ เขาจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างยิ่งยวด ผมมั่นใจครับ ไม่มีใครไปทำอะไรผิดเพี้ยน และผมไม่เคยใช้ คำว่า ไปเขียนอะไรบ้า ๆ บอ ๆ นะครับ ปกติผมนี่ใช้ถ้อยคำผมก็พิถีพิถันพอสมควร ถ้าคุณหญิงท่านไปฟังว่าผมไปบอกว่าอาจจะไปเขียนอะไรบ้า ๆ ไม่มีนะครับ ผมไม่เคยพูด ไปเปิดดู ก็กราบเรียนให้สบายใจว่าหลักประกันสำคัญก็คือสายตาของประชาชนทั้งประเทศ ที่เขาจะมองการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งเขาต้องถือว่าเขามีส่วนร่วมจะเป็น รัฐธรรมนูญที่ดี และน่าจะเป็นฉบับที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยทำมานะครับ แล้วก็จะเป็นประเด็นหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในประเทศ แก้ปัญหาติฉินนินทาว่ารัฐธรรมนูญ เป็นของคนนั้นคนนี้นะครับ เพราะว่าทุกคนมามีส่วนร่วม ผมก็กราบเรียนให้สบายใจครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอิสสระ สมชัย ครับ ท่านอภิชาตประท้วงหรือครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

มิได้ ท่านประธานครับ ผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมได้ตั้งประเด็นกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ นอกจากเรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ว่าใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดแล้ว

อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งท่านประธานยังไม่ได้ตอบกับที่ประชุมแห่งนี้ก็คือว่า อำนาจของรัฐสภาในการประชุมร่วมกัน ซึ่งตามมาตรา ๑๓๖ ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติม อีก ๒ วงเล็บนั้น ไม่ได้ให้อำนาจของสมาชิกรัฐสภาในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาความที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ท่านจะใช้อำนาจไหนที่จะ เรียกประชุมรัฐสภาในกรณีนี้ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียนตอบอย่างนี้นะครับ แม้จะไม่ได้บัญญัติอำนาจในการเรียกประชุมรัฐสภาไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ แต่ท่าน ก็จะเห็นนะครับ ในฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเป็นเจตนารมณ์พิเศษ เป็นบทบัญญัติพิเศษ ไม่ว่าจะ เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็จะพูดไว้ชัดเจนว่าถ้าเกิดกรณีที่ประธาน รัฐสภาท่านสงสัยหรือท่านคิดว่าท่านวินิจฉัยว่ามันจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ขัดกับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ท่านก็สามารถที่จะใช้อำนาจตามที่เราแก้ไขเพิ่มเติมนี่ครับ เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อมาวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมมี ประเด็นที่อภิปรายซักถามท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อต้องการให้ท่านตอบ และเมื่อกี้ ผมเข้ามานั่งฟังคำชี้แจงของท่าน ประเด็นที่ผมกังขาท่านยังไม่ได้ชี้แจง เพราะผมได้มีการ อภิปรายพาดพิงถึงเกณฑ์ที่ทำให้ประชามติผ่าน ผมได้เรียนท่านไปแล้ว ผมเข้าใจว่าท่าน เข้าใจครับ เพราะผมก็ได้อ้างอิงว่า พ.ร.บ. ประชามติกำหนดการทำประชามติไว้ ๒ รูปแบบ คือเพื่อรับฟังความคิดเห็นกับเพื่อหาข้อยุติ เฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าอ่านตามนี้แล้วมันก็ คือเป็นการทำประชามติเพื่อหาข้อยุติ ก็คือถ้าประชาชนให้ผ่านก็ถือว่ายุติว่าจะต้องผ่าน ดังนั้นเกณฑ์ในการตัดสิน ผมถือว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไม่แฟร์ ต่อ พ.ร.บ. ประชามติ ที่เคยออกมา กรณีแค่ปรึกษาหารือเฉย ๆ เราใช้เกณฑ์แค่เสียงข้างมาก วันนี้ท่านก็ใช้เกณฑ์ แค่เสียงข้างมาก ซึ่งผมก็เรียนกับท่านแล้วว่าลำพังเพื่อหาข้อยุติมันต้องมีเกณฑ์ ๒ เกณฑ์ คือนอกจากเสียงข้างมากแล้วจะต้องมีคะแนนเสียงของผู้เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มา ลงคะแนนเสียง ผมต้องเคลียร์ (Clear) ประเด็นนี้นะครับ ถ้าคนไม่ได้อ่าน พ.ร.บ. ประชามติ อาจจะไม่เข้าใจ แต่บังเอิญในช่วงที่อยู่ในกรรมาธิการผมได้อ่าน พ.ร.บ. ประชามติ ซึ่งผมก็ เห็นค้านมาตลอดว่าเกณฑ์ท่านกำหนดไว้แค่เกณฑ์เดียว คือเอาเกณฑ์เสียงข้างมากชนะ แล้วจบเลย มันไม่พอ มันทำให้รัฐธรรมนูญไม่สง่างาม เพราะการทำประชามติทั่วไป เพื่อให้ ได้ข้อยุติเลยมันต้องมี ๒ เกณฑ์ เข้าใจไหมครับ ผมต้องการฟังคำชี้แจงว่าเพราะอะไรท่านจึง กำหนดไว้แค่เกณฑ์เดียว ไม่กำหนดไว้ ๒ เกณฑ์เหมือน พ.ร.บ. ประชามติ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านจะตอบเลยไหมครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เนื่องจาก ประเด็นนี้ก็มีการซักถามตั้งข้อสังเกตไว้หลายท่าน ก็ขออนุญาตตอบนะครับ คือถ้าท่านจะดู ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคสี่ ท่านก็จะเห็นว่าเราบัญญัติชัดเจนนะครับว่าหากประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบก็ให้ดำเนินการต่อ ก็แปลว่าเราใช้เกณฑ์ประชาชนที่มาลงมตินะครับ ไม่ได้ไปใช้เกณฑ์ว่าเสียงข้างมากของผู้มี สิทธิ เอาเฉพาะผู้ที่มาลงมติ ถามว่าทำไมเอาแบบอย่างที่ไหนมา ก็เอาแบบอย่างตอนเรา ทำประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ใช้แบบนี้ครับ เราก็ดำเนินการตามแนวที่ได้ปฏิบัติมาครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอจะถาม

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เสียงข้างน้อย ท่านตอบไม่เคลียร์ครับ ท่านประธาน เพราะผมคิดว่าครั้งนี้ท่านไม่สมควรที่จะไปอ้างการทำประชามติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันคนละเรื่องเลยครับ เพราะอันนั้นท่านวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่าเป็น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ได้ไหม คุณหมอครับ คือเดี๋ยวพอพวกเราอภิปรายกันไปอีกสักระยะหนึ่ง แล้วก็เดี๋ยวจะให้กรรมาธิการตอบอีกครับ จะได้ไม่ต้องตอบอีกทีนะท่าน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

อย่างนี้แล้วกันท่านประธานครับ ผมย้ำประเด็นเผื่อเป็นโจทย์ให้ท่านในระหว่างที่เพื่อนสมาชิก เพราะว่าผมอยากให้ท่านไปเปิด พ.ร.บ. ประชามติครับ เพราะการทำประชามติของรัฐธรรมนูญเป็นการทำเพื่อหาข้อยุติ ดังนั้นเกณฑ์ที่ประชามติจะผ่านเพื่อหาข้อยุติมันจะต้องมี ๒ เกณฑ์ มันไม่ใช่เสียงข้างมาก อย่างเดียว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เอาเถอะครับ เมื่อกี้ท่านอภิปรายไปแล้วใช่ไหมครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ถูกต้องครับ ผมเกรงว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่เข้าใจครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวรอไว้ให้ท่านตอบทีเดียว เลยนะครับ เชิญท่านอิสสระ สมชัย ครับ

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อิสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีชื่อจะเป็นผู้อภิปรายตอนนี้ ในขณะเดียวกันท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือคุณรังสิมา รอดรัศมี ก็มีชื่อในการอภิปรายเหมือนกันแล้วก็บอกว่าขึ้นชื่อไปแล้ว แต่ท่าน มีภารกิจเล็กน้อย เลยขออนุญาตอภิปรายก่อนผมและให้ผมสลับไปอภิปรายในวาระ คุณรังสิมา ผมขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาครับ เสร็จจากนั้นแล้วผมขออนุญาตอภิปรายครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านรังสิมาครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านนี้ดิฉันเคารพนะคะ ดิฉันได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้นะคะ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ คือดิฉันได้สงวนเอาไว้ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นและมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาและร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชามติดังกล่าว ประเด็นนี้นะคะคือ สสร. ได้ร่างรัฐธรรมนูญมา คือมาให้ท่านประธานรัฐสภา ทีนี้ถ้าไม่ขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็จัดส่งให้ กกต. แล้วก็ไปทำประชามติ แต่ถ้าขัด รัฐธรรมนูญ ขัดมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ส่งมาให้รัฐสภาพิจารณา แต่ทีนี้ถ้าขัด ท่านประธานวินิจฉัยว่าขัดนี่ดิฉันจะไม่หนักใจนะคะ ดิฉันไม่กลัว แต่ถ้าท่านประธานรัฐสภา บอกว่าวินิจฉัยแล้วไม่ขัดนะคะ แล้วส่งไปให้ กกต. เลย ดิฉันคิดว่าตรงนี้ดิฉันกลัวค่ะ แล้วก็ กังวลการวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา เพราะว่าดิฉันไม่เชื่อใจประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน เลย ดิฉันก็พูดอยู่เรื่อย เพราะว่าท่านประธานไม่ค่อยเป็นกลาง คือถ้าท่านทำตัวเป็นกลางดิฉัน คิดว่าสภาจะเดินไปได้ อย่าเพิ่งกดนะคะ ทำยึก ๆ ยัก ๆ กลัวจะกดอีก เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันก็อภิปรายไม่ถูก ลืม ถ้าท่านประธานรัฐสภาคนปัจจุบันนี้ดิฉันเป็นห่วงนะคะ คือท่านไม่ค่อยฟังใคร แล้วก็ดิฉัน คิดว่าการที่ใช้อำนาจมากเกินไปของท่านนี่ คือไม่ฟังใคร การวินิจฉัยออกมานี่ถ้าเกิดว่ามันขัด ท่านก็วินิจฉัยว่าไม่ขัดแล้วก็ส่งไปตามที่ท่านอยากได้ ตรงนี้ดิฉันก็เลยเป็นห่วงว่าถ้าท่านไม่เป็นกลาง แล้ววินิจฉัยด้วยความที่ไม่เป็นกลางก็จะทำให้มีปัญหา แล้วขณะนี้ดิฉันก็มองดูอาการ ของท่านดูลุกลี้ลุกลนว่าตำแหน่งของท่านยังจะอยู่ต่อไปหรือไม่ อาจจะเปลี่ยนประธานรัฐสภา กลางคันหรือเปล่า ท่านถึงได้มีอาการกระสับกระส่าย ในฐานะที่ดิฉันเป็นพยาบาลดิฉันก็คิดว่า อาการมันแสดงออกนะคะ ทีนี้ดุลยพินิจของประธานที่วินิจฉัยได้นี่ มันจะมีมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ประกอบด้วยหลักใหญ่ ๆ ๓ หลักการ คือ

๑. เกี่ยวกับประชาธิปไตย ดิฉันก็อยากจะเรียนถามว่าการที่มีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีโดยตรง หรือว่าเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ที่ท่านต้องการอยากจะได้ อันนี้ถือเป็นประชาธิปไตยไหม

๒. คือสถาบันพระมหากษัตริย์ คือดิฉันเห็นคณะนิติราษฎร์ได้เสนอเอาไว้ว่า ให้พระมหากษัตริย์สาบานตนก่อนขึ้นครองราชย์ นี่ตรงนี้ดิฉันก็เป็นห่วงมากเลยว่าถ้าเกิด ในประเด็นนี้เป็นตามที่นิติราษฎร์อยากได้ ท่านจะเห็นด้วยไหม

อีกประการหนึ่ง คือรูปแบบของรัฐ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ฟังท่านผู้อภิปรายแล้วผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็ ข้อ ๔๓ ในนี้เขาเขียนชัดเจนนะครับ ที่จริง พยายามจะอดทนฟังคุณพี่อดีตพยาบาลรังสิมาว่าท่านจะพูดถึงเรื่องการแปรญัตตินี้อย่างไร แต่ท่านไปกล่าวพาดพิงบุคคลนอกด้วย คือบุคคลนอกท่านยังไม่ได้นั่งเป็นประธานสภานะครับ เมื่อกี้ผมก็อดทนฟัง ท่านบอกเดี๋ยวไม่เป็นกลางบ้างล่ะ อย่างโน้นอย่างนี้บ้างละ ท่านประธาน รัฐสภานั่งอยู่ข้างนอก อันนั้นประเด็นที่ ๑ นะครับ

เรื่องที่ ๒ ชัดเจนนะครับว่าในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ในวรรคท้ายห้ามผู้อภิปราย แสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลอื่นใด และห้ามกล่าวถึง พระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ขอให้ท่านประธาน ช่วยกรุณาวินิจฉัยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คือท่านผู้อภิปราย ได้อภิปรายมาก็เป็นไปตามที่ท่านแสดงเหตุผลอยู่นะครับ เพียงแต่หลักการก็คือท่านเห็นว่า ประธานรัฐสภาท่านไม่เห็นด้วยที่จะให้มีอำนาจมากมายใช่ไหมครับ เพียงแต่ว่าท่านแสดง ความรู้สึกไม่ไว้วางใจอย่างที่ท่านพูดมานี่ ผมว่าอันนี้กรุณาหลีกเลี่ยงเถอะครับ ขอความกรุณา หลักเลี่ยงครับอันนี้ เพราะเราคุยกันหลักการอันนี้ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ก็ดิฉัน ไม่เห็นด้วยอย่างไรคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาหลักการว่าเหตุผลครับ แต่ว่าไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างอะไรที่ทำให้บุคคลที่ไม่อยู่ในห้องนี้เสียหายนะครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ใคร ไม่อยู่ในห้องนี้เสียหายบ้างท่านประธาน ไหนท่านประธานบอกดิฉัน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ที่ท่านพูดถึงเมื่อกี้นี้ ท่านก็ อยู่ตรงนี้

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ใครคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร ประธานรัฐสภา

ท่านทราบครับ เชิญต่อเถอะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ท่านพูด อย่างนี้ได้ดิฉันก็เสียหายซิคะ ท่านบอกดิฉันพาดพิง ท่านต้องบอกให้ได้สิว่าดิฉันพาดพิงใคร ท่านพูดอย่างนี้ และท่านก็บอกรู้อยู่แล้ว ๆ ท่านรู้อยู่คนเดียว ดิฉันไม่รู้นี่ ท่านบอกมาเลยค่ะ ว่าใคร ท่านประธานตอบไม่ได้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คำพูดของท่าน ท่านทราบ เองแหละ อย่าให้ผมต้องเข้ารูปเดิมกับที่ท่านบุญยอดท้วงเมื่อกี้ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

เวลา จะวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองนะ อย่าไปฟังคนอื่นแล้วท่านก็มาวินิจฉัย ท่านก็นั่งเป็นประธาน ดีอยู่แล้ว ดิฉันก็ดีใจนะคะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมพูดตามที่ผมรู้สึกครับ ตามที่ผมวินิจฉัย

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

นี่ดิฉัน เลือกพูดกับท่านอย่างไร เวลาท่านเป็นประธานดิฉันถึงได้เลือกได้พูดตอนที่ท่านเป็นประธาน ดิฉันกลัวเปลี่ยนประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

กรุณาหลีกเลี่ยงนะครับ อย่างที่ผมแนะนำไปแล้ว เชิญต่อเลยครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ก็อยาก จะเจอท่านประธานอย่างไรคะ รูปแบบของรัฐดิฉันก็เป็นห่วง กลัวว่าการที่มีความต้องการ ของแต่ละองค์กร แต่ละกลุ่มบุคคลที่อยากจะเปลี่ยนรูปแบบของรัฐ อย่างเช่น รัฐไทยใหม่ อะไรอย่างนี้ ดิฉันก็กลัวว่าประเทศไทยจะเป็นประธานาธิบดีหรือเปล่า ดิฉันก็ฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการตอบหลายอย่างแล้ว ท่านประธานก็ตอบว่า ผมคิดว่า สสร. เขาคงไม่เป็น อย่างนั้นหรอก คิดว่าอย่างนั้นไม่ได้นะท่านประธาน ถ้าเกิดทาง สสร. ที่เราเลือกเขามา เกิดเขาไปแก้แล้วเป็นอย่างที่พวกเราเป็นห่วง ท่านประธานจะทำอย่างไร เพราะว่าท่านจะไป รับรองแทนเขาดิฉันคิดว่าไม่ได้ เพราะว่ามันมาจากหลากหลาย ร้อยพ่อพันแม่ เราก็ไม่รู้ว่า เขาจะมาร่างกฎหมายในรูปแบบใด เพราะฉะนั้นเห็นประธานลุกขึ้นตอบทุกทีเขาจะตอบย้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ว่าเชื่อเถอะครับ สสร. นี่เขามาร่างนี่เขาจะต้องไม่ร่างอย่างที่ท่านคิดแน่เลย ก็นี่เรากลัวอย่างไรคะ ถึงต้องให้ท่านประธานได้ฟังเสียงข้างน้อยด้วยว่าที่กลัวทั้งหลาย ถ้ามัน เกิดขึ้นมาจะทำอย่างไร อย่าไปตอบแทนเขาว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก หรือว่าท่านคุมไว้ แล้วว่า สสร. คนนี้ ๆ ต้องร่างอย่างนี้ ๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมาหรอกค่ะ ก็บล็อกมาเลยว่า จะเอาแบบไหน ไม่ต้องประชามติ ไม่ต้องอะไร เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนถามนะคะว่า ถ้ารูปแบบรัฐ ถ้าเกิดว่าไม่มีระบบการตรวจสอบ หรือว่าการถ่วงดุล การที่ให้ประธานสภา เห็นชอบเกี่ยวกับตำแหน่ง อย่างเช่น ตำแหน่งประธานศาลฎีกา ดิฉันก็ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะฝากทางท่านประธานว่าถ้าเกิดว่าการร่างเป็นรูปแบบอย่างนี้ ถือว่ารูปแบบของ รัฐเปลี่ยนแปลงไปไหม อยากให้ท่านประธานรัฐสภาได้ตอบให้ในที่ประชุมได้รับทราบหน่อย แล้ว ท่านประธานคณะกรรมาธิการคะ ขอให้ท่านช่วยฟังเสียงข้างน้อยด้วยที่อภิปรายกันมา ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็อยากจะให้ท่านประธานไปพิจารณา ก็อยากจะขอความกรุณา ท่านประธานให้ช่วยตอบข้อสงสัยที่สงสัยในตัวประธานรัฐสภาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๔ วรรค โดยมาตรานี้ก็ว่าด้วยเรื่องที่ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้ว กระบวนการจะดำเนินการต่อไปอย่างไรนะครับ โดยร่างที่กรรมาธิการพิจารณา แล้วได้มอบอำนาจให้ประธานรัฐสภาคนเดียวที่จะพิจารณา โดยวรรคแรกร่างที่ผ่านการ พิจารณาของ สสร. กำหนดให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา และวรรคสองหากประธานรัฐสภา เห็นว่าร่างดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะต้องห้าม ให้ประธานรัฐสภาส่งต่อไปยัง กกต. เพื่อดำเนินการ ออกเสียงลงประชามติ ซึ่งผมก็ได้ขอแก้ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภา คือ ๖๐๐ กว่าคนในที่นี้ ไม่ใช่ให้ประธานรัฐสภาคนเดียว มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำหน้าที่ทั้งใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ ๒ อำนาจแบบทูอินวัน (2 in 1) ในคนคนเดียวอย่างนี้นะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าจะประดิษฐ์ถ้อยคำว่าอย่างไร ถ้าไม่ใช่ เผด็จการรัฐสภา คิดเองเออเองคนเดียวอย่างนี้นะครับ เหตุผลของผม ประธานรัฐสภาในที่นี้ ไม่ใช่ประธานวุฒิสภาที่กำลังนั่งทำหน้าที่อยู่ตอนนี้นะครับ ก็คือประธานรัฐสภาไม่ใช่ประธาน บริหารสูงสุด ไม่ใช่ประธานบริษัท ประธานรัฐสภาเป็นใหญ่ในที่ประชุมจริง เป็นตัวแทนของ สมาชิกรัฐสภาในการปฏิบัติหน้าที่ทางพิธีการต่าง ๆ จริงครับ แต่ว่าไม่ได้มีอำนาจบังคับ บัญชาบริหารสั่งการในระบอบประชาธิปไตย ทางรัฐสภาก็มีอำนาจหน้าที่ในเชิงธุรการ เป็นคนแรกในหมู่คนที่เท่าเทียมกัน ที่ประเทศอังกฤษมารดาของประชาธิปไตยเขาใช้คำว่า เฟิร์สท อะมังก์ อิควล (First among equal) ก็เหมือนกับนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษครับ คือรัฐมนตรีคนแรกในคณะรัฐมนตรีจึงเรียกว่า ไพรม์ มินิสเตอร์ (Prime Minister) คือคนแรก ในหมู่คนที่เท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา แล้วเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้และเอารัฐสภาไปไว้ไหน ประธานรัฐสภาไม่ต้องขึ้นต่อ ไม่ต้อง รับผิดชอบต่อใครอื่นนอกเหนือจากรัฐสภาได้อย่างไร อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมจึงได้ขอแก้ไขให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ส่งมา แล้วก็ได้ใส่กลไก ในการถ่วงดุลอำนาจไว้ให้มีการถ่วงดุลและคานกันนะครับ โดยหากเห็นว่ามีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ ก็คือกลไกการคานและถ่วงดุลอำนาจที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมใส่ไว้ แล้วก็ให้ทางแก้ปัญหาไว้ในกรณีนี้ ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามก็ยังใจดีว่าไม่ใช่ให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ตกไปเลย แต่ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญกลับไปยังสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงแก้ไขครับ ทำไมผมถึงต้องแปรญัตติแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคสองให้มีเครื่องมือกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลแบบนี้นะครับ ก็โดยที่กรรมาธิการก็อ้าง แต่ว่ามันไม่ใช่ประเด็นสลับซับซ้อนประธาน รัฐสภาคนเดียวก็สามารถวินิจฉัยได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดเป็นข้อกังขากันอยู่นะครับ เขียนกฎหมายรวบอำนาจกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้เลยนะครับ ทีนี้ผมก็ได้กล่าวเหตุผลไปแล้ว ว่าให้ สสร. เสนอต่อรัฐสภา และหากรัฐสภาเห็นว่าร่างดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ให้ประธานส่งต่อไปศาลรัฐธรรมนูญก็เพราะเรื่องนี้มันก็จะไปเกี่ยวข้อง กับปัจจัยอีกหลายอย่างนะครับ ไปถึงตัว ส.ส. และ ส.ว. ที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกร้องว่ามี พฤติการณ์ส่อว่าจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นความผิดตาม มาตรา ๑๒๒ จนเป็นเหตุให้ถูกถอดถอนตามมาตรา ๒๗๐ คือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ครับ ซึ่งบทบัญญัตินี้ ก็ไม่ได้บังคับแต่เพียง ส.ส. ส.ว. เท่านั้น ยังบังคับใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตาม พ.ร.บ. ของ ป.ป.ช. ด้วย ผมจึงต้อง ขอแปรญัตติแก้ไขแล้วก็ให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลดังที่กล่าวแล้ว แต่นี่ก็คงจะเหมือนกับ คุยกับขอนไม้อีกเหมือนกัน กรรมาธิการก็คงจะไม่แก้ไขให้ แต่ว่าความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้ ก็เพราะมันมีอยู่ ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คือ ส.ส. ส.ว. สามารถขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในเรื่องที่เป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวมเท่านั้น

ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาจากเจตนาว่าเป็นการกระทำ โดยชอบหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสิน

ประเด็นที่ ๓ ส.ส. และ ส.ว. สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ภายใต้ เงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือมาตรา ๒๙๑ (๑)-(๗) กลไกนี้จึงจำเป็น ต้องมีครับ ถ้าเราคิดว่ากฎหมายแม่ กฎหมายสูงสุดของประเทศแก้ได้ง่าย ๆ แล้วก็ใช้วิธีง่าย ๆ รวบรัดแบบนี้ พี่น้องประชาชนทางบ้านก็ลองคิดดูให้ดีเวลาที่มีการออกเสียงลงประชามติว่า จะรับหรือไม่รับ พี่น้องเลือก ส.ส. ส.ว. มาก็เพื่อให้ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงาน ของฝ่ายบริหาร แต่ดูเหมือนว่าเราก็จะมาตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ทราบว่าใคร เดือดร้อนสาหัสกับรัฐธรรมนูญ ๑๓ วัน ๑๓ คืนแล้วมันจะช่วยให้พี่น้องกินอิ่มนอนหลับได้ อย่างไร มันก็มีแต่จะนำไปสู่การร้อง การถอดถอนต่อไปอีก บ้านเมืองก็เลอะเทอะ ตกนรก กันอยู่อย่างนี้ ให้เพื่อนบ้านประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศลาว ประเทศ กัมพูชาเขาหัวเราะว่าประเทศไทยนี่ติดหล่มการเมืองอยู่แบบนี้ เป็นคนป่วยของอาเซียน อยู่อย่างนี้ ทำศึกชิงบ้านชิงเมืองกัน ไม่ได้ต่อสู้กับข้าศึกภายนอกที่ไหน และผมก็ได้เพิ่มเติม มากกว่าร่างของกรรมาธิการว่าให้ กกต. จัดให้มีการออกเสียงลงประชามติในหมวดต่าง ๆ ทุกหมวดเหมือนกับตอนที่ประเทศฝรั่งเศสเขาจะแก้รัฐธรรมนูญของเขาหลังจากเขา ล้มลุกคุกคลานมาหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับเดอโกลล์ (De Gaulle) เขาก็มีการทำประชามติ และไม่ใช่คำถามเดียวว่ารับหรือไม่รับ ตรงนี้ผมแก้ ก็เพื่อหวังว่าจะให้ กกต. ไปออกแบบเพื่อไม่ให้ถามเพียงคำถามเดียวนะครับ ผมก็คิดว่า หลังจากต่อสู้กันมา ๑๓ วัน ๑๓ คืนก็คงจะเหมือนกับเป็นคำแถลงปิดคดีสำหรับผมแล้ว ที่ได้พยายามต่อสู้สุดฤทธิ์สุดเดชผมแล้วครับ เพื่อคัดค้าน ยับยั้ง แก้ไขทุกวิถีทางเพื่อมิให้ รัฐธรรมนูญที่รัฐบาลและพรรคร่วมซึ่งชัดเจนว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และตัดทิ้งทั้ง ๓ ร่างของภาคประชาชนไป คือมันชัดยิ่งกว่าชัดว่ารัฐธรรมนูญนี้แก้ตาม ความประสงค์ของนักการเมืองและพรรคการเมือง เป็นการเมืองของนักการเมืองและ พรรคการเมือง ไม่ใช่การเมืองของพลเมือง ไม่ใช่การเมืองเพื่อประชาชนแล้วนะครับ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เคยกล่าวว่าการเมืองที่ปราศจากอุดมการณ์มันจะเป็นสิ่งชั่วร้าย ก่อนที่ ท่านจะวางมือจากการเมืองท่านก็บอกว่าการเมืองหลังจากนี้จะเป็นการเมืองของเงินตรา ไปแล้ว เป็นการเมืองแบบซื้อมาขายไป เราก็คงไม่สามารถจะหลอกลวงตัวเองหรือแกล้งโง่ อีกต่อไปแล้ว การเมืองเงินตราบวกกับประชานิยมเปลี่ยนประชาชนของประเทศเรา ให้กลายเป็นผู้ขอผู้รอเศษเนื้อข้างเขียง การเมืองที่เน่าสนิท คุณธรรมจริยธรรมถูกทำลาย ไปหมดแล้ว จริง ๆ แล้วเราขาดผู้นำที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริงต่างหาก ก็เป็นกรรมเวรของประเทศเรานะครับ ผมขอขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ตรึงใจ บูรณสมภพ เชิญครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ดิฉันมีความเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ค่อนข้างจะรีบเร่งแล้วก็รวบรัดที่จะให้ผ่าน ก็เลยทำให้คิดว่าผู้ที่ เสนอมาเกรงว่าถ้าดำเนินการช้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ไม่สามารถที่จะถูกนำมาบังคับใช้ การรีบเร่งทำให้ขั้นตอนหลาย ๆ ขั้นตอนที่ควรจะทำก็ไม่ได้ทำ เช่นการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ที่ สสร. ทำมาควรที่จะผ่านเข้ามาในรัฐสภา ให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายแล้วก็แสดงความ คิดเห็น แต่ว่าขั้นตอนนี้ก็จะไม่มี เพราะฉะนั้นในหมวดที่สมาชิกรัฐสภาเป็นห่วงกันมากก็คือ ในหมวด ๒ ซึ่งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วก็หมวดที่เกี่ยวกับศาลแล้วก็องค์กรอิสระ ก็จะทำให้ไม่สามารถที่จะได้รับทราบหรือได้รับรู้ก่อนที่จะไปทำการออกเสียงประชามติ การที่ท่านไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายหรือได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น ก็เหมือนกับว่าท่านได้มัดมือชกเพื่อที่จะนำรัฐธรรมนูญภายใต้การควบคุมของท่านหรือเพื่อ วัตถุประสงค์ของท่านไปช่วยใครคนใดคนหนึ่งก็ตามนะคะ แต่ทำให้หลาย ๆ คนคิดว่าการที่ จะไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนหรือทำเพื่อประเทศชาติ ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉันได้แปรญัตติในเรื่องของช่วงเวลาในวันออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเสนอมาว่าให้ประชาชนออกเสียงประชามติภายในเวลาไม่เกิน ๖๐ วัน ซึ่งดิฉันเอง มีความคิดว่าเวลา ๖๐ วันไม่เพียงพอสำหรับประชาชนคนทั่วไปที่จะมาศึกษารัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลายมาตรานะคะ เราก็ยังไม่ทราบว่าจะออกมากี่ร้อยมาตรา แล้วก็ประชาชนคนทั่วไป เขาก็ต้องทำงานทำการเขาจะเอาเวลาที่ไหนมาศึกษารัฐธรรมนูญ แม้แต่สมาชิกรัฐสภาซึ่งอยู่ ในสภาเองก็ยังแปลความหมายของรัฐธรรมนูญหรือว่าความหมายของการที่เราได้อภิปราย ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นประชาชนที่เขาไม่คุ้นเคยกับรัฐธรรมนูญเขาจะใช้เวลาเพียงแค่ ๖๐ วัน คงจะไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด การที่เขาจะมารับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็น การเสี่ยง นอกเสียจากว่าจะทำไปตามกันว่ารับหรือไม่รับก็น่าเป็นห่วงประเทศชาติ สิ่งหนึ่ง ที่ดิฉันทราบ ณ ปัจจุบัน ก็คือตอนนี้ประชาชนเริ่มสับสนกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ แล้วก็เริ่มมีกังวล ประชาชนหลาย ๆ คนมีความทุกข์กับสถานการณ์ที่รัฐสภากำลังดำเนินการ อยู่ในขณะนี้ ดิฉันมีโอกาสได้ไปประชุมทางวิชาการได้พบอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ท่านอาจารย์ เหล่านั้นก็ถามดิฉันมาว่าตอนนี้รัฐสภากำลังทำอะไรกันอยู่ เขาจะแก้รัฐธรรมนูญไปทำไม ผลออกมาจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะไปรอดไหม ทุกคนดูมีความทุกข์ ไม่มีความสุข มีกังวล ดิฉันก็ตอบไปว่าดิฉันก็หนักใจ กลุ้มใจ เพราะไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะดู รูปการณ์แล้วก็ยังดูไม่ออกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาอย่างไร จะปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือ เปล่า เพราะว่าเริ่มแรกก็ให้อำนาจประชาชน ให้อำนาจกับประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็ไม่แน่ใจนะคะว่าผลต่อไป จะเป็นอย่างไร ความทุกข์ยาก ความเป็นห่วงไม่ได้เกิดกับประชาชนเท่านั้น แม้แต่พระสงฆ์ องค์เจ้านะคะ ดิฉันก็ได้ทราบว่าแม้แต่พระสงฆ์ท่านหนึ่ง พระผู้ใหญ่ ขออนุญาตท่านประธาน นำคำปาฐกถาของพระพรหมคุณาภรณ์ ท่าน ป. ปยุตุโต ท่านได้แสดงธรรมทางวิทยุโทรทัศน์ เรื่องตุ๊กตาแป้ง เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคมที่ผ่านมา ข้อความที่ดิฉันตัดตอนมาก็คือเจตนา เอาอะไรกันแน่ บริสุทธิ์หรือว่าเพื่ออะไร เพื่อตัวเองหรือพวกพ้อง หรือเพื่อประเทศชาติ ถึงต้องทะเลาะกัน ขัดแย้งกันขนาดนี้ ท่านประธานคะ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และท่าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลท่านคงจะไม่ได้ยินเสียงประชาชนข้างนอกว่าเขามีความเป็นห่วง ประเทศชาติเพียงใด บางคนมีความกลุ้มใจ มีความกังวล ดิฉันอยากให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ฟังเสียงกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติบ้าง ดิฉันชอบคติธรรมที่ท่านศาสตราจารย์ กนก วงศ์ตระหง่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอธิบายว่าถ้าท่านอยากจะได้สิ่งที่ท่านอยากได้ ท่านก็ต้องให้สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามที่เขาต้องการด้วย ทำให้ดิฉันคิดถึงพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อหลายปีมาแล้ว ท่านได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า อาว ลอส อิส อะ เกน (Our loss is our gain) ดิฉันขอฝากแนวพระราชดำรัสนี้หรือพระราชดำริของ พระองค์ท่านให้กับท่านกรรมาธิการไว้ด้วยค่ะ และถ้าท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะยอมฟังเสียงกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้แปรญัตติบ้างท่านก็จะประสบความสำเร็จ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าท่านไม่ฟังเสียงแปรญัตติเลย ดิฉันก็ขอเรียนว่าท่านจะไม่ประสบ ความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องทำความเข้าใจกับ ท่านกรรมาธิการก่อนครับว่าคำแปรญัตติของผมนี่มันถูกตีความผิดนิดหนึ่งครับ คือจริง ๆ ผมคงไว้เฉพาะในส่วนวรรคหนึ่งกับวรรคสองเท่านั้นเองครับ วรรคสามกับวรรคสี่นี้ผมตัดทิ้ง ผมยืนยันด้วยเอกสารของผมนะครับ ผมต้องไปขอเจ้าหน้าที่ใหม่อีกครั้งหนึ่งเพื่อดูยืนยันนะครับ เพราะว่าคือประเด็นที่สำคัญที่ผมต้องตัดทิ้งก็คือเรื่องระยะเวลา ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับ ระยะเวลาที่ท่านจะจัดทำ ๔๕-๖๐ วัน ผมก็เลยไปแก้อยู่ในมาตราต่อไปด้วยนะครับว่า ระยะเวลาของผมนี้คือ ๙๐-๑๒๐ วัน อยู่ในมาตราข้างหลังนะครับ ก็ต้องอภิปรายโยงกันด้วย แล้วก็ยืนยันด้วยเอกสารนะครับ ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ผมเขียนในมาตรานี้ไว้นะครับ ผมเขียนเป็นเครื่องหมายคำพูดเปิดแล้วก็มาเครื่องหมายคำพูดปิด ก็คือ “เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าที่ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตรงนี้ผมแก้นะครับ ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการ เลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่” ความหมายของผมก็คือว่าอีกสองวรรค สามวรรคที่เหลือนั้น ผมตัดทิ้งนะครับ ผมแปรญัตติไว้อย่างนี้นะครับ ผมตัดทิ้งในประโยคข้างล่าง ผมก็ขออนุญาต ที่จะได้อภิปรายต่อไปในสิ่งที่ผมต้องการจะเห็นนะครับ ก็คือว่าแน่นอนนะครับ ผมคิดว่าต้อง เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนวินิจฉัยนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ได้อภิปรายไปแล้วในมาตราอื่น แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดเรื่องนี้แล้วนะครับว่าเราควรจะให้ศาลรัฐธรรมนูญต่างหาก ที่จะเป็นผู้วินิจฉัยความขัดแย้งนี้นะครับ ซึ่งตรงกับผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งทำหนังสือมาที่ ท่านประธานรัฐสภาแล้วก็จะมอบให้กับทางกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่อยู่นะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าขอให้ท่านคิดสักอีกครั้งหนึ่งว่าท่านจะแก้ไขเป็นไปตามนี้ได้หรือไม่นะครับ

ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ผมจำเป็นต้องหยิบยกมาพูดต่อก็คือว่าสิ่งที่ท่านได้ระบุ เอาไว้แล้วนะครับ และผมขอตัดทิ้งก็คือระยะเวลาในการประกาศการออกเสียงประชามติ ไม่เกิน ๖๐ วันแต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วันนั้น แน่นอนครับ มีจุดที่แตกต่างจากพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งลงในราชกิจจานุเบกษา ไปแล้ววันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒

ประเด็นแรก คือว่าอยู่ในมาตรา ๙ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ การออกเสียง จะถือว่ามีข้อยุติ อยู่ในมาตรา ๖ (๑) และ (๒) ข้อความก็คือเรื่องของระยะเวลาจะต้อง ไม่น้อยกว่า ๙๐ วันแต่ไม่เกิน ๑๒๐ วัน อันนี้ชัดเจนมากนะครับ ผมคิดว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะต้องพิจารณาครับว่าพระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ แต่ท่านกำลังแก้ไข เปลี่ยนแปลงหลังจากวันที่บังคับใช้แล้วมันจะขัดแย้งกันหรือไม่ ท่านจะอ้างตามคำอธิบาย เมื่อสักครู่ว่าตอนทำประชามติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ทำแบบนี้ อ้างแบบนี้ไม่ได้ครับ อ้างแบบนี้ฟังไม่ขึ้นครับ อ้างแบบนี้ไม่เชื่อครับ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วและยังไม่มีตัว พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านทำจึงจำเป็นครับ ต้องอ้างอิง ต่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ อะไรที่ท่านทำดีกว่า พวกผมยอมรับครับ อะไรที่ท่านทำแล้วด้อยกว่า พวกผมต้องท้วงติงท่านครับ แล้วขอให้ท่านแก้ครับ ถ้าท่านไม่แก้ ท่านอธิบายกับประชาชน สิครับว่าอะไรคือเหตุผลของท่าน อะไรคือผลประโยชน์ของพวกท่านที่ท่านต้องทำแบบนั้น เพราะผมเห็นว่าพวกท่านเร่งรีบเกินไปที่จะไปทำการออกประชามตินะครับ นอกจากนั้นครับ ประธานครับ ยังมีอีก ๒-๓ ส่วนครับ ที่บอกว่ามันไม่เท่ากับตัวพระราชบัญญัตินี้นะครับ เช่น เรื่องของการบังคับว่าจะต้องมีการประกาศหลังจากลงประชามติแล้ว ๑๕ วัน ถูกไหมครับ แต่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้คำว่า โดยเร็ว สรุปง่าย ๆ นะครับ ผมไม่ออกจะอ่านเพราะว่า ข้อความจะค่อนข้างยาว แต่ตัวของหมวด ๘ การประกาศผลการออกเสียง เขาใช้คำว่า โดยเร็ว ครับ ท่านมีสิทธิอะไรไปบังคับให้หน่วยงานอื่นทำตามอำเภอใจท่าน ต้องทำภายใน วันนั้น ทำในวันนี้ โดยเร็วนั้นแปลว่าก็เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากมีข้อแม้มีข้อขัดข้องก็ต้อง แก้ไขไป คงไม่กำหนดไม่ได้หรอกครับว่า ๑๕ วันต้องจัดการให้เสร็จนะครับ ส่วนระยะเวลา ก็ผิดไปอีกนะครับ ของในพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา ท่านก็ให้เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ นาฬิกาอย่างนี้เป็นต้น ท่านเอามาตรฐานอะไรหรือครับ หรือคำอธิบายอะไรละครับมาอธิบายกับพวกผมว่าสิ่งที่ท่านทำดีกว่า พิเศษกว่า เป็นการ พัฒนาการเขียนกฎหมายให้มากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านเองก็คงจะต้อง ยอมรับว่าเสียงข้างมากได้ออกมาแล้วว่าเป็นแบบนี้ ไหนใครชอบบอกละครับว่าให้ฟังเสียง ข้างมากและยอมรับเสียงข้างมาก ทำไมท่านไม่รับเสียงข้างมากของพระราชบัญญัติ การลงประชามติแบบนี้ละครับ ถ้าท่านไม่ยอมเปลี่ยนแปลงผมขอประณามท่านนะครับว่า นี่คือการที่ท่านทำงานไม่มีมาตรฐาน ท่านจะไม่ยอมแก้ไขในขณะที่พวกเราร้องขอ ผมไม่เคย ได้ยินเสียงสนับสนุนใด ๆ เลย จากสมาชิกที่จะออกเสียงสนับสนุนท่านนะครับ แต่พอสุดท้ายทำไมลงมติแล้วมีคนสนับสนุนมาก ผมก็แปลกใจเหมือนกันนะครับ ทั้งสมาชิกของทาง ส.ส. และ ส.ว. บางท่านก็ลุกขึ้นมา คัดค้านท่านอย่างเต็มที่ ท่านไม่แก้ไข แต่สุดท้ายท่านชนะทุกที แปลกดีเหมือนกันนะครับ ท่านประธานครับ นี่คือปรากฏการณ์ของรัฐสภาในสมัยนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ เชิญท่าน ต่อไป มณเฑียร บุญตัน เชิญท่านมณเฑียรครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ขอแปรญัตติ และได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ใน ๓ วรรค ด้วยกันนะครับ

วรรคแรกนั้น ผมได้ขอแปรญัตติในลักษณะที่ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก็ให้เสนอต่อรัฐสภาแทนที่จะเป็นท่านประธานรัฐสภาครับ เนื่องจากว่าได้มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านอภิปรายรายละเอียดหลายประการไปแล้ว ผมก็จะพยายามไม่พูดซ้ำนะครับ แต่ว่าหลักการในสาระสำคัญที่ผมได้แปรญัตติเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าผมยังคงยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งที่อยากให้แก้และไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ เกิดความสบายใจ เพื่อให้เกิดการเห็นพ้องมากที่สุด เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง และลดข้อครหานินทา จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงครับ ถ้าจะให้ท่านประธานรัฐสภาแต่เพียงลำพัง เป็นผู้รับเรื่องแล้ววินิจฉัยในเบื้องต้น ผมคิดว่าเพื่อเป็นการป้องกันเกียรติภูมิของท่านประธาน รัฐสภาด้วย เป็นการรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติบัญญัติทั้งระบบด้วย ผมก็เลย ขอแปรญัตติว่าให้นำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อดำเนินการวินิจฉัยในเบื้องต้นว่ามีลักษณะขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ แล้วก็ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาในการที่จะดำเนินการส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป แต่เนื่องจากว่าได้มีการลงมติในส่วนนั้นไปแล้ว เพราะฉะนั้น อำนาจในการวินิจฉัยเบื้องต้นก็จึงตกอยู่ที่รัฐสภา แต่อย่างไรก็ตามอำนาจในการที่จะ พิจารณาก่อนนำเข้าสู่การพิจารณานั้นก็ไม่ควรที่จะอยู่ที่ท่านประธานรัฐสภาดังที่ผมได้กล่าว ไปแล้วเบื้องต้นเราต้องทำให้รัฐธรรมนูญนั้นผ่านกระบวนการในการชั่ง ตวง วัด อย่างรอบคอบ ได้มีการแสดงความคิดเห็นของคนหลากหลายให้มากที่สุด และแม้กระทั่งเมื่อรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างแล้วเสร็จ สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างแล้วเสร็จก็ตาม กระบวนการเพื่อนำไปสู่ การลงมติ หรือวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะต้องห้าม หรือเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ก็ควรที่จะต้องกระทำอย่างรอบคอบครับท่านประธาน เมื่อได้มีการวินิจฉัย ไปแล้วหากเห็นว่ามีลักษณะเป็นการต้องห้ามก็จะต้องตกไปครับ เพราะว่าไม่สามารถเดินหน้า ต่อไปได้แล้ว ส่วนกระบวนการจะต้องกลับเข้ามาใหม่หรือไม่อย่างไรนั้นก็จะต้องปรากฏ ในมาตราต่อไปในภายหลังนะครับ แต่หากว่าได้วินิจฉัยแล้วเห็นว่าไม่ขัด ผมก็ได้แปรญัตติ ในวรรคสองต่อไปว่ากรณีที่ได้ผ่านการวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะนำไปสู่ การลงประชามติเพื่อเป็นการให้รัฐสภายังมีส่วนร่วมในการตัดสิน เห็นชอบ เนื่องจากว่า รัฐสภาเองเป็นผู้กำหนด เป็นผู้มอบอำนาจให้สภาร่างรัฐธรรมนูญไปยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก่อนที่จะนำไปสู่การลงประชามติก็ควรจะต้อง ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจและได้โอนอำนาจนั้นให้แก่สภาร่างรัฐธรรมนูญไปดำเนินการร่าง ผมได้นำเสนอแนวคิดนี้ และการให้ความเห็นชอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ก็ให้พิจารณาทั้งร่างครับ จะไม่มีการไปแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ อย่างไรก็ตามครับ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ สสร. นั้นมาชี้แจง รายละเอียดต่าง ๆ ต่อรัฐสภานะครับ กรณีนี้หากว่ารัฐสภามีมติเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกของ ๒ สภาที่มีอยู่รวมกันแล้ว จึงจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญนั้น ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เหตุผลก็เช่นเดียวกันครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่ เป็นสิ่งที่ มีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่เหนือกฎหมายอื่นใดทั้งหมด เพราะฉะนั้น ต้องแก้ยาก และจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบคอบ อย่างเข้มงวด แม้กระทั่ง การลงมติเพื่อจะเห็นชอบหรือไม่โดยรัฐสภาก็ต้องอาศัยมติมากกว่าเสียงข้างมากครับ จะต้อง เป็นมติอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่ามากกว่า ๓ ใน ๕ ทั้งนี้มติ ๓ ใน ๕ เมื่อผมได้คำนวณดูแล้ว ก็พบว่าจะต้องอาศัยจำนวนสมาชิกรัฐสภา ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รวมกันแล้วประมาณ ๓๙๐ คน ซึ่งก็จะทำให้มีลักษณะใกล้เคียงกับการเห็นพ้อง หมายความว่า จะต้องใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด จากวุฒิสภามากกว่ากึ่งหนึ่ง หรืออาจจะต้องอาศัยความเห็นชอบจากพรรคฝ่ายค้านด้วย จึงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มี ความรอบคอบและเกือบจะเรียกว่าได้รับการเห็นพ้องจากรัฐสภาก็ว่าได้นะครับ กรณีที่ รัฐสภาได้ลงมติแล้วเห็นชอบไม่มากกว่า ๓ ใน ๕ ก็ต้องถือว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ก็ไม่ได้หมายความจะตกไปทันทีนะครับ ก็จะต้องผ่านกระบวนการที่จะต้องผ่านไปสู่ การลงประชามติโดยที่ท่านประธานรัฐสภาก็ส่งต่อให้กับ กกต. ไปดำเนินการ ในวรรคสามนั้น ผมไม่ได้แปรญัตติเพราะเป็นเรื่องของระยะเวลาครับ ซึ่งผมคิดว่าแม้ว่าจะมีความขลุกขลัก อยู่บ้างก็ไม่ได้เป็นประเด็นในสาระสำคัญเท่าไรนักครับ

ผมขอแปรญัตติมาตรานี้ในวรรคสี่ครับ เนื่องจากว่ามันมี ๒ กรณี หากเป็น กรณีที่ผ่านความเห็นชอบโดยที่ประชุมรัฐสภาครับ ก็คือผ่านความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ก็อาศัยเสียงลงประชามตินะครับ เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง อันนี้ก็จะสอดคล้องกับวิธีปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือใช้เสียงข้างมากของผู้ที่มา ออกเสียงลงประชามติ เพื่อเป็นการยืนยันความชอบธรรม และเป็นการยืนยันความเห็นชอบ ของรัฐสภาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งก็ใช้แค่เสียงส่วนมากในการลงประชามติ ซึ่งผมคิดว่าถ้าผ่าน ความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ของรัฐสภาแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติ เสียงข้างมากของผู้ที่มาออกเสียงก็น่าจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญนี้มีความชอบธรรม เอาชนะใจ พี่น้องประชาชน ทั้งผ่านตัวแทนปวงชนชาวไทยและผ่านการลงประชามติโดยตรงของพี่น้อง ประชาชน ความขัดแย้ง ความแตกแยกก็จะไม่มี อุณหภูมิทางการเมืองก็จะลดลง ข้อครหานินทา ก็จะไม่มีหรือมีน้อยนะครับ เราก็จะสามารถเดินหน้าประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราได้ แต่กรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามเงื่อนไขที่ผมได้แปรญัตติไว้ใน วรรคสองก็คือ ได้รับความเห็นชอบไม่มากไปกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่นะครับ การลงประชามตินั้นที่ผมได้แปรญัตติไว้นะครับท่านประธาน จะต้องใช้เสียงมากกว่า ๓ ใน ๔ ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียงนะครับ ก็คือมากกว่าร้อยละ ๗๕ ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียง ไม่ใช่ผู้ที่มาออกเสียงนะครับ เพื่อเป็นการ ให้มั่นใจได้ว่าแม้รัฐสภาไม่เห็นชอบตามเงื่อนไขคือมากกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อพี่น้องประชาชนยืนยันเป็นมั่นคงด้วยคะแนนมากกว่า ๓ ใน ๔ ของพี่น้องประชาชน ที่มีสิทธิมาลงคะแนนก็ยังถือว่ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านการลงประชามติ ผมคิดว่าถ้ากระบวนการ เป็นเช่นนี้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ การที่เรามาถกเถียงกันในวันนี้ การที่เราได้แสดง เหตุผลกันในวันนี้ ก็คุ้มค่านะครับ แม้ว่าเราจะใช้เวลา ๑๓ คืน และการที่ สสร. ทั้งที่ได้รับ การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และได้รับการสรรหาแต่งตั้งจากรัฐสภาไปทำหน้าที่ก็คุ้มค่า แล้วสังคมไทยที่จะต้องเหนื่อยยากไปอีกร่วมปีก็คุ้มค่าแล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอให้สมาชิกในที่ประชุมรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้กรุณาพิจารณาข้อเสนอของผม เพื่อให้การเดินหน้าประเทศไทยเป็นไปได้ และเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่ารัฐธรรมนูญนี้กระทำ การยกร่างและผ่านความเห็นชอบตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจในสมัยใดสมัยหนึ่งเท่านั้น เช่น ในสมัยที่คณะรัฐประหารเรืองอำนาจ ก็สั่งโดยวิธีการใดก็ได้ หรือแม้กระทั่งในสมัยที่ถือว่า ประชาธิปไตยมีอำนาจเป็นประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งก็ใช้เสียงส่วนใหญ่ โดยมติพรรคในการที่จะให้รัฐธรรมนูญไปในทิศทางใดก็ได้ ซึ่งผมเห็นว่ากรณีที่เป็นกติกา สูงสุดของประเทศ เช่นเดียวกับเวลาเราจะมีการยกร่างกฎหมายระหว่างประเทศท่านประธาน ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบ การยกร่างกฎหมายระหว่างประเทศในองค์การสหประชาชาตินั้น ต้องใช้วิธีการที่หาความเห็นพ้องให้มากที่สุด มิได้มีการใช้วิธีการลงคะแนนเอาเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่ากฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีผลกระทบกับมวลมนุษยชาติ มีผลกระทบต่อภาคี สมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญมีผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน บนแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชน ทุกหมู่เหล่า เป็นเครื่องหมาย เป็นเครื่องชี้วัดวุฒิภาวะความเจริญและความมีอารยะในทาง ประชาธิปไตยของแผ่นดินเราแล้ว การลงประชามติก็ดี การให้ความเห็นชอบก็ดีของรัฐสภา ก็ควรที่จะต้องใช้กระบวนการที่รอบคอบและอาศัยเสียงที่มากกว่าเสียงข้างมาก ผมขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับ กรณีเป็นความเห็นชอบโดยรัฐสภานั้นควรจะต้องผ่านโดย ความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ถ้าไม่เห็นชอบ กรณีไปลงประชามติก็ควรจะต้องใช้ประชามติ มากกว่า ๓ ใน ๔ ของพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง กรณีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ก็เพียงแต่ใช้เสียงข้างมากจากประชาชนผู้มาออกเสียงก็เพียงพอแล้ว ผมคิดว่า ข้อเสนอของผมได้พยายามคิดอย่างรอบคอบและมองทั้งในเชิงของการผ่านกฎหมาย และในเชิงของการเตรียมสังคมให้สามารถทำใจกับเรื่องเหล่านี้ได้ ให้สามารถตกผลึก ทางความคิด เรียนรู้ที่จะเข้าใจรัฐธรรมนูญก่อนจะลงประชามติ ให้เขารู้ว่ารัฐธรรมนูญนั้น จะมีผลต่อชีวิตของเขาต่อไปในอนาคต เช่นนี้แล้วผมเชื่อว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดได้ครับ และคงไม่มีใครบังอาจที่จะฉีกรัฐธรรมนูญแบบนี้ทิ้งได้โดยง่ายอีกต่อไป ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมต้องขอขอบคุณและชื่นชม ผู้อภิปราย คือท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ย้อนหลังนะครับ ท่านอภิปรายได้ตรงประเด็นชัดเจน กะทัดรัด เป็นแบบอย่างที่ดีมากครับ ท่านต่อไปท่านอนุรักษ์ นิยมเวช เชิญท่านอนุรักษ์ครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้มีการแปรญัตติครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งในประเด็นที่ผมแปรญัตติก็ เป็นประเด็นที่อยากจะสอบถามทางท่านกรรมาธิการในหลักการและแนวความคิดของท่าน กรรมาธิการที่ยืนยันตามร่างเดิมที่มาจาก ครม. ซึ่งผมเข้าใจว่าในหลักการที่ผมพยายามที่จะ แปรญัตติและขอคำชี้แจง

หลักการประการแรก ก็คือเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้วก็ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งผมเองมีความเห็นว่าน่าจะเป็นตัวทางรัฐสภา

และอีกหลักการหนึ่ง ก็คือในกรณีที่เมื่อ สสร. ดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วภายใน ๒๔๐ วัน จะดำเนินการนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปที่ใด ซึ่งทาง ท่านกรรมาธิการก็จะดำเนินการร่างดังกล่าวไปทำประชามติเลย ซึ่งตรงนี้ผมอยากเรียนชี้แจง ทางท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าโดยหลักการเบื้องต้นผมก็คิดว่า ท่านเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นร่างที่ผ่านประชามติมาแล้ว ๑๔.๕ ล้านคน ท่านก็นำไปทำประชามติในหลักการตรงนี้ผมเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่าในการแปร ญัตติของผมพยายามที่จะทำให้ตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชอบธรรมมากขึ้น ซึ่งผมได้ พยายามเปรียบเทียบกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถ้าเปรียบเทียบแล้วเมื่อมีการทำ สสร. หนึ่งแล้วที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งในร่าง รัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้ทำผ่านประชามติ โดยให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบแล้วก็ประกาศเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ผ่านประชามติ แต่ถ้ารัฐสภา ไม่ให้ความเห็นชอบแล้วถึงไปผ่านประชามติ นั่นก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ขณะเดียวกันในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็หลักการคล้าย ๆ กัน ก็คือเมื่อมีการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็นำไปสู่การทำประชามติเลยครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่จะเกิดขึ้น สสร. ปี ๒๕๕๕ ซึ่งรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้น ปี ๒๕๕๖ ถ้ามีกระบวนการตรงกลางก็คือเมื่อให้ทางรัฐสภาเมื่อมีการร่างแล้วให้ทางรัฐสภาดูอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความรอบคอบ แต่รัฐสภาไม่มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ให้ทางสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญในการประชุมร่วมกัน ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบค่อย ๆ ไปทำประชามติก็มีกระบวนการตรงกลางขึ้นมา ผมคิดว่าถ้ามีกระบวนการดังกล่าวก็จะเป็น การพัฒนาประชาธิปไตยคือเกิดความรอบคอบผ่านทั้งสภาแล้วก็ผ่านทั้งประชามติด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรก็ต้องผ่านประชามติไม่ผ่านประชามติ ไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผ่านประชามติด้วยความชอบธรรมก็ต้องมีการผ่าน ประชามติตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ขอคำชี้แจงนะครับว่าในกระบวนการตรงนี้ทำไมตัด ในส่วนของกระบวนการ ในส่วนของตัวรัฐสภาออกไปนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งท่านประธาน ในวรรคสาม ถ้ามีการผ่านรัฐสภาผมคิดว่าก็คง ใช้เสียงมติเสียงเกินกึ่งหนึ่งโดยวิธีการขานชื่อถ้าเป็นการเติมเข้าไป เพราะฉะนั้นประเด็นนี้คือ เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน ก็คือว่าอยากสอบถามทางท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการคือผมคิดว่าตัวร่างรัฐธรรมนูญตัวนี้นะครับ โดยหลักการแล้ว การตีความว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือการแก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องของ ระบอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยหลักการการตีความตามที่ผ่านไปแล้วนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งโดยหลักการ แล้วให้รัฐสภาเป็นคนตีความ เพราะฉะนั้นในการแปรญัตติของผมการที่จะยืนยันว่าไม่ใช่กรณี ดังกล่าว ผมก็เห็นสอดคล้องว่าต้องให้เป็นรัฐสภา แต่อย่างไรก็ตามผมก็อยากสอบถาม ท่านกรรมาธิการนะครับว่าในระบบของปัจจุบันในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ผมยังคิดว่า มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกับท่านหลาย ๆ เรื่อง ก็คืออยากขอความชัดเจนว่าปัจจุบันอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญในการตีความรัฐสภามีไหม เท่าที่เข้าใจผมดูจากมาตรา ๑๕๔ เรื่อง การควบคุมตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้มาใช้ส่วนกฎหมาย ที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ถ้าตัวรัฐธรรมนูญเองยังมีปัญหา โดยเฉพาะตัวอย่าง เช่น ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างเช่นวันนี้ถ้าเราไม่มีปัญหาเรื่องบทที่ ๑๖ ในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนกับมีมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็คือมีการต้องห้ามเหมือนกันว่าห้ามไม่ให้แก้ไขตรงนั้นขึ้นมา ซึ่งตรงนั้นถ้ามี ปัญหาขึ้นมาจะใช้ใครเป็นคนตีความอย่างไร ขาดความชัดเจน ซึ่งในบทที่ ๑๖ ทางท่าน กรรมาธิการก็พยายามทำให้เกิดความชัดเจนว่าใช้ใคร อย่างไร เพียงแต่ผมเลยอยากสอบถาม ว่าในปัจจุบันนี้เท่าที่ท่านศึกษาแล้ว อำนาจหน้าที่ตรงนี้หรือแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีอำนาจหน้าที่ไหม มีการวางแนวบรรทัดฐานใด ๆ อยากให้ท่านกรรมาธิการช่วยให้ข้อมูลตรงนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาของผมนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ คือในเรื่องของการลง ประชามติซึ่งในคณะกรรมาธิการบอกว่าภายในเวลาไม่เกิน ๙๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาตรงนี้นี่ผมคิดว่าอยากจะสอบถามว่า ๑. การดำเนินงานดังกล่าวอาจจะ ไม่สอดคล้องกับตัว พ.ร.บ. ประชามตินะครับ ในมาตรา ๖ (๒) แต่อย่างไรก็ตามมาตรา ๖ (๒) ก็ มีข้อยกเว้นว่าเว้นแต่กฎหมายอื่นบัญญัติไว้ เพียงแต่ว่าผมมองว่าในตรรกะแล้วการที่จะให้ เวลาประชามติ ประชาชนในการเตรียมตัว ในการที่จะเข้าใจร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ เพราะมันเป็นการรับลูกต่อจาก สสร. พอ สสร. เสร็จ ๒๔๐ วันในช่วงของการดำเนินการ สสร. แล้วต้องมีการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนครับ ให้ความรู้ความเข้าใจ เสร็จแล้ว ก็ต้องส่งไปทำประชามติ การที่ส่งต่อ กกต. กกต. ก็ต้องให้ความรู้กับประชาชนในการที่จะ เข้าใจในตัวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเลยมีความเป็นห่วงเรื่องนี้เวลาดังกล่าวนี่การที่ประชาชน จะมีความรู้ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะพอเพียงไหมนะครับ ซึ่งกราบเรียน ท่านประธานผมก็พยายามจะดูครับว่าตัวเทียบกันในที่ผ่านมาเป็นตัวหลักมีอะไรเป็นตัวเทียบ ตัวหลักบ้าง ซึ่งถ้าผมดูกับการจัดทำร่างตัว สสร. ๑ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คงใช้ เวลาเดียวกันก็คือไม่เกิน ๙๐ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน ก็สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ประชามติ ในขณะเดียวกันการจัดทำร่างของตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกำหนดไว้ อันนั้นคือไม่เร็วกว่า ๑๕ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๓๐ วันนะครับ ถ้าเทียบกับของท่านแล้วของท่านให้เวลามากกว่า ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน เพียงแต่ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ตรรกะอยู่ที่ว่าทำอย่างไร การส่งมาให้กับ สสร. การส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้ทาง กกต. เพื่อไปดำเนินการให้ความรู้ กับประชาชนในการทำประชามติดังกล่าวนะครับ จะได้ทั่วถึงประชาชนจะได้เข้าใจในตัวร่าง ดังกล่าวที่จะลงมติประชามติ

ในประเด็นสุดท้ายท่านประธาน ในเรื่องของการลงประชามติท่านประธาน ปกติแล้วในหลักเกณฑ์มาตรฐาน คือการออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ตัวร่างรัฐธรรมนูญก็ตกไป แต่อีกกรณีหนึ่ง ก็คือกรณีผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติมีจำนวน ไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งกราบเรียนท่านประธานผมก็ พยายามไปเปรียบเทียบดูครับ ในสมัยการจัดทำ สสร. ๑ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตรงนี้ก็เป็นองค์ประกอบอีกอันหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าตรงนี้ทางกรรมาธิการไม่ได้ใส่ประเด็นนี้ ก็เลยอยากสอบถามคำชี้แจง แต่อย่างไรผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการในประเด็นหนึ่งนะครับ ถ้าประชามติไม่ผ่านทางด้านกรรมาธิการให้ความกรุณาเติมเข้ามาว่า ถ้าประชามติไม่ผ่าน อย่างไรก็จะไม่มีการจัดทำ สสร. อีกครั้งหนึ่งต่อไป ก็ถือว่าครั้งนั้นจบเลยครับ ก็ขอคำชี้แจง จากท่านกรรมาธิการนะครับ กราบขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณและขอชื่นชม ท่าน ส.ว. อนุรักษ์เช่นเดียวกับท่าน ส.ส. บุญยอดนะครับ ขณะนี้เราอยู่ในหน้า ๒๙๔ ก็ใกล้ ๆ จะจบตอนนี้แล้วนะครับ ก็จะขอย้อนหลังกลับไปที่หน้า ๒๖๑ สำหรับท่านที่แสดงความจำนง ไว้ หน้า ๒๖๑ ก็จะเริ่มด้วยท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านมัลลิกา จิระพันธุ์ วาณิช เชิญท่านชำนิครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรอคอยมาตรานี้มานาน พอสมควรครับ ผมตั้งใจที่จะพูดจาเรื่องนี้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมากับท่านประธาน คณะกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง และตั้งใจจะพูดกับเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน ผมใช้เวลาในการพูดในเรื่องนี้กับท่านประธานน้อยมากครับ และผมเลือกประเด็น ในประเด็นที่เป็นปัญหาทางหลักการ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ ในรอบ ๑๓ วันที่ผมลุกขึ้นอภิปราย เพื่อกราบเรียนกับท่านประธานและคณะกรรมาธิการด้วยความคาดหวังของการเปลี่ยนแปลง แก้ไขจริง ๆ ที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าเราได้ติดกระดุมผิดเม็ด มาตั้งแต่วันแรกแล้วครับ ตั้งแต่วันที่เราได้นำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาสู่การแก้ไขในสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือฉบับไหนที่เป็นรัฐธรรมนูญถาวรของประเทศไทย ไม่เคยอนุญาตให้ร่างรัฐธรรมใหม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว รัฐธรรมนูญถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ ไปร่างใหม่ทำด้วยวิธีการที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะทั้งสิ้น หลังใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเราไปร่างใหม่ หลังมีการปฏิรูปการเมืองเราไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรามีเงื่อนไขตรงนี้เท่านั้นละครับ เอาล่ะ วันนี้เราจะร่างใหม่ ผมกำลังบอกท่านประธานว่าถ้าเราจะร่างใหม่ เราจะมาจบ รัฐธรรมนูญตรงไหน ผมร่างในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมแปรญัตติให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคหนึ่งดังนี้

เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อนส่ง ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบก่อนทำประชามติดังกล่าว นี่คือปัญหาที่อาศัยโครงสร้างและระบบที่ผม ได้นำเสนอมาแล้วตั้งแต่วันแรก

ปัญหาที่ ๑ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขให้ร่างใหม่ มีแต่ให้การแก้ไขเท่านั้น แต่สภากำลังแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อให้ไปสู่ร่างใหม่ เอาครับเราได้ลงมติไปแล้ว รับหลักการไปแล้วว่าถ้าอย่างนั้น แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ไปสู่การร่างใหม่ กระบวนการต่อมาอีก เรามีคำถามและผมแปรญัตติไว้ ที่มาตรา ๒๙๑/๑ ถามว่าโครงสร้างของ สสร. ที่สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นใคร คำอธิบายที่ได้จากสภานี้บอกว่ามาจาก

๑. ปวงชนชาวไทย

๒. ผู้เชี่ยวชาญที่มาจากความหลากหลาย

ผมบอกว่าชุดความคิดนี้เป็นชุดความคิดที่ผิด เพราะใช้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ๗๗ คนไม่อาจบอกได้ว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย การเลือกตั้งไม่ได้แปลว่าเลือกอะไรก็ได้ และเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยนะครับ ไม่ใช่การเลือกอย่างไรก็ได้และเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย นะครับ ไม่ใช่จำนวนเท่าใดที่ประกาศแล้วจะเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนะครับ ผมอธิบาย ในเชิงหลักการว่าเอาล่ะถ้าไม่ให้สภานี้แก้ ไม่ให้สภานี้ร่างก็ไปสร้าง สสร. มาร่าง เอา สสร. มาจากไหน ท่านบอกว่าเอามาจากจังหวัดละคน ผมถามว่าจังหวัดละคนเป็นตัวแทนใครครับ เป็นตัวผู้แทนปวงชนตรงไหนครับ กรุงเทพมหานครก็มี ๑๐ ล้านคน จังหวัดระนองก็มีอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ คน ผู้แทนปวงชนตรงไหนละครับ สัดส่วนของผู้แทนราษฎรก็คือตัวแทนปวงชน เอาล่ะผมผ่านประเด็นนี้ ผมโหวตและแพ้ ชุดนี้ท่านประธานครับ ผมบอกท่านประธานได้เลยว่า โครงสร้างของอันนี้อธิบายไม่ได้เชิงระบบและผิด

ปัญหาที่ ๒ รู้อีกว่า ๗๗ คนร่างไม่เป็นต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญมาร่าง ใครล่ะ เป็นคนรับผู้เชี่ยวชาญได้ เป็นที่ยอมรับกันตรง ๆ เอาล่ะไม่ต้องประชาธิปไตย แต่ว่าต้องการให้ คนเก่งคนร่างเป็นเข้ามาทำ ร่างเอาใครมาทำ เอานักกฎหมายมหาชน เอานักรัฐศาสตร์ เอานักรัฐประศาสนศาสตร์ เอาผู้มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดินมาทำ เอามาจากไหน ก็ต้องได้มาจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้นละครับ มหาวิทยาลัยของรัฐเขารู้จักดีว่าใครเชี่ยวชาญ ใครเป็นตัวแทน ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ ใครผู้มีประสบการณ์ แทนที่จะให้คนเหล่านี้เขาเลือก ไม่เอาเพราะอะไรครับ ซึ่งไปบอกให้นิติบุคคลใครก็ไม่ได้ส่งเข้ามาก็ได้ เพราะมหาวิทยาลัย ฝากไม่ได้อย่างไร มันซุกคนไม่ได้อย่างไรครับ เวลาโหวตสภามหาวิทยาลัยก็ไม่ให้คนที่ ต้องการอย่างไร เอาตามนี้ ระบบนี้ผิดนี่ผมยืนยันกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งที่ผมลุกขึ้น อภิปราย ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่อภิปรายในเรื่องชุดอันนี้ในที่สุดไปทำใครไม่รู้ได้มาอย่าง กระจัดกระจายแล้วก็เป็นปัญหา พอระบบชุดอันนี้ท่านครับ สภา สสร. ที่ว่าไม่อาจอธิบาย ความเป็นผู้แทนปวงชน ไม่อาจอธิบายความเป็นตัวแทนของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ทำอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีทางทำอย่างอื่นครับ แน่นอนที่สุดประชามติขั้นสุดท้าย ที่เราเห็นตรงกัน ท่านประธานครับ ร่างนี้เอามาจากไหนครับประชามติ ร่างนี้เอามาจาก ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ ก็ทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทำแล้วเอาไปไหนครับ เขาไม่ได้มาสภานิติบัญญัติ ทำแล้วก็ไปประชามติ ถามว่าวันนั้นเขาไปทำประชามติได้โดย ไม่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้อย่างไร ได้ครับ เพราะวันที่เขาล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และไปร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาใช้ เขาได้ กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติไว้ในมาตรา ๕ เขากำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ในมาตรา ๑๙ เขาแยกมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะเขาดันไปล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เข้า เขาจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่เขากำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นคนไปร่าง เขาก็ไม่ต้องกลับมาสภา เขาก็ไปหาประชาชน ไปทำประชามติเลย รัฐธรรมนูญที่ท่านบอกว่าเป็นเผด็จการนี่ครับ เวลานี้เผด็จการ ๑๔ ล้านคน เห็นด้วย และประชาธิปไตยของท่านที่บอกว่ามันไม่เป็นเผด็จการ มันใช่ อันที่ว่ามันเผด็จการ มันคืออะไร ท่านประธานครับ วันนี้ผมกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตยเลย ไม่ได้มีเรื่องเผด็จการ หรือไม่เผด็จการเลย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังเอิญเจ้าของปัญหากับเจ้าของอำนาจ มันคนคนเดียวกันครับ และต้องออกแบบรัฐธรรมนูญมาแก้ปัญหาของคนที่มีอำนาจ มีปัญหา เท่านี้ท่านประธานครับ ถามว่าเมื่อทำมาแล้วเอาไปไหนละทีนี้ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ผ่านมาคือ ปี ๒๕๔๙ ชั่วคราวนี่เขาให้ไปทำประชามติ ถูกต้องครับ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มา จากการแต่งตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็มาจากการแต่งตั้ง ก็แยกกันตั้งแต่วันแรก ถึงวันสุดท้าย เขาไม่ได้มาพบกันเลยนะครับที่นี่ เขาไปเลย และถูกประชาชนลงประชามติ รัฐธรรมนูญเผด็จการที่สุดของท่านนี่มันฉบับเดียวที่ลงประชามติ ไปเผด็จการ ๑๔ ล้านคนนี่ ยืนอยู่ในเผด็จการสังคมนี้ได้อย่างไรครับ ท่านครับ มันเป็นความจริงหรือความเชื่อครับ มันเป็นปัญหาของประเทศไทยหรือว่ามีปัญหาของเจ้าของปัญหาครับ นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่า ต้องเรียงลำดับกลับมาว่าเราปล่อยให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านไปสู่ประชามติเลยไม่ได้ เพราะไม่มี ความชอบธรรม ไม่อาจอ้างได้ว่า สสร. เป็นผู้แทนปวงชนจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างเสร็จ ไม่เกี่ยวกับเรื่องมีปัญหาไม่มีปัญหา เรื่องเกี่ยวกับว่าเมื่อร่างเสร็จแล้ว ต้องกลับมาสู่สภาแห่งนี้ กลับมาสู่สภาแห่งนี้เพื่ออะไร เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน เขาได้ตัดสินใจว่าที่เขาได้ออกแบบ ได้อนุมัติให้ใช้ สสร. ไปร่างมาอย่างนี่ มันมีเป็นอย่างไร มีมาตราไหน มีปัญหาอย่างไร เขาจะอธิบายต่อประชาชนได้ เขาอธิบายต่อสาธารณะได้ เพราะว่าวันนี้ผู้แทนปวงชนทั้งหมดที่มีความชอบธรรมที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญ ในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการอนุมัติรัฐธรรมนูญเป็นผู้แทนปวงชน ใช่ครับ ผมเรียนกับ ท่านประธานไว้ตั้งแต่รอบแรกแล้วว่ารัฐธรรมนูญก็ดี การปรองดองก็ดี ในประเทศนี้เสียงข้างมาก ไม่พอครับ ท่านประธานครับ ถ้าเสียงข้างมากพอป่านนี้พวกคุณหักผมจบไปตั้งนานแล้ว แต่คุณหักไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากไม่พอสำหรับทำรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากไม่พอสำหรับ การปรองดอง เรากำลังเดินฝ่าวิกฤติออกไปข้างนอกสภา ท่านครับ ประเทศไทยจะเดินหน้า ได้อย่างไร วิกฤตินี้เราปล่อยให้ไปโดยที่ไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร วันที่ท่านยอมรับ การแก้ไข ท่านประธานครับ ผมคิดว่าบัดนี้ท่านได้เริ่มเข้าใจลึกซึ้งแล้ว เช่นแก้ไขให้เอา กฎหมายของ ส.ส. ส.ว. มาเลือกตั้ง สสร. ผมคิดว่านี่ท่านได้เข้าใจ ท่านเลยสู่ในวิถีทางที่เริ่มสู่ ระบบมากแล้ว แต่ที่ไหนได้ครับ ท่านไปทางนั้นเพราะทางเดินเก่าที่เขียนไว้มันไปไม่ได้ มันถึง กลับมาสู่ทางใหม่ที่เขากำหนดให้ไป เพราะฉะนั้นการเอารัฐธรรมนูญกลับมาแบบเดียวกับ ปี ๒๕๔๐ เพื่อให้สมาชิกสภานี้ได้อภิปราย ได้ให้ความเห็น ได้อนุมัติ ซึ่งไม่ใช่แก้ไข ที่เขา ไม่ยอมให้พวกเราไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเราเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งจริงในทาง การเมือง รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาทุกฉบับล้วนแก้ไขปัญหาที่ต่อเนื่องกันมาเรื่อย ๆ ให้ผู้แทนราษฎรร่างเอง เอาละจะเพื่อตัวเองก็ไม่ให้ทำ แต่บทสุดท้ายท่านครับ ความชอบธรรม ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่การมีประชามติหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐสภาแห่งนี้จะอนุมัติ ก่อนหรือไม่ นี่เป็นชุดความคิดที่ผมไล่มาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ไม่เห็นด้วยในเรื่องของการว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้จะทำได้ตั้งแต่ไม่เห็นด้วยกับสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้นที่ไม่อาจ อธิบายว่าเป็นผู้แทนปวงชน ไม่อาจอธิบายได้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่ท่านได้มานั้นใครเป็นคนจัดส่งมา ของใครกันแน่คนที่ส่งกันมาร่าง จนกระทั่งสุดท้ายเมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เป็นรัฐธรรมนูญที่รัฐสภานี้ต้องมีการพูดจา ท่านกลัวใช่ไหมครับ ท่านกลัวว่าถ้ารัฐธรรมนูญนี้ กลับมาสู่รัฐสภา มันเกิดเป็นเสียงข้างมากข้างน้อย เพราะในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไม่เคยมีปัญหาเรื่องเสียงข้างมากข้างน้อย รัฐธรรมนูญ ที่ผ่านรัฐสภามีมติเป็นเอกฉันท์แทบทุกครั้ง อาจจะมีใครบางคนทำเป็นโอ้อวด ทำเป็นโชว์ (Show) ตัวหาเสียงหาคะแนน ทำอะไรกันสักอย่างหนึ่งที่ผิด ๆ แปลก ๆ คนอื่นเขานัก ๒-๓-๔ คน เคยมีอย่างนั้นในเวทีรัฐสภา แต่ทุกฉบับที่ประกาศใช้ ๑๘ ฉบับ ผ่านรัฐสภาด้วยมติ ที่เป็นเอกฉันท์หรือเกือบเป็นเอกฉันท์ทั้งสิ้น ท่านไม่กล้าเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาสภา ใช่ไหมครับ จะมีเสียงเพี้ยนหรือมันมีเฉพาะแค่เสียงข้างมากทำให้รัฐธรรมนูญผ่านเท่านั้น ใช่ไหมครับ นี่คือปัญหา นี่คือสิ่งที่เราต้องเดินต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันจบเพราะเรา แก้ไขในแต่ละมาตรานี้ไม่พอ เรากำลังเดินไปสู่กับดักที่อยู่ข้างหน้าประเทศไทย เรากำลัง อยู่กับปัญหาที่ต้องเผชิญหน้าที่รุนแรง ผมเรียนเรื่องนี้กับท่านอย่างแข็งกร้าวและ ตรงไปตรงมาครับ เพราะผมหวังว่าระบบนี้ที่เราเดินผ่านมาเรากลัดกระดุมผิดเม็ด และเราก็ เดินผิดตลอด ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านออกไปเรากำลังเดินไปสู่การเผชิญหน้าที่มี ความรุนแรงและเสียหายมากกว่านี้แน่นอน ย้ำกับท่านประธานอีกครั้ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรองดอง เสียงข้างมากไม่พอ ต้องเป็นความเห็นพ้องของประชาชนคนไทยด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไว้ ที่จริงแล้วผมอยาก แปรญัตติหลายมาตราก่อนหน้านี้ เผอิญในช่วงเวลาที่ต้องมีการไปชี้แจงกับทางกรรมาธิการ ผมติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่ได้มีโอกาสนะครับ ก็ได้มีโอกาสครั้งแรกที่จะ อภิปรายในเรื่องมาตรา ๒๙๑ ก็ถือโอกาสนี้ต้องอธิบายให้ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มพยายามเข้าใจว่า หากเราคงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไว้ เช่นที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนไว้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ เรากำลังจะเดินไปสู่ ถนนสายไหนของการพัฒนาประชาธิปไตย และความขัดแย้งที่ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศนี้ ในร่างเดิมเขียนไว้ว่า ผมพยายามจะแปลเป็นภาษาง่าย ๆ ผมไม่ต้องอ่านให้ฟังเพื่อเสียเวลาสภา พูดง่าย ๆ คือเมื่อร่างเสร็จแล้วให้ประธานสภาวินิจฉัยว่ามีลักษณะใดที่เป็นลักษณะต้องห้าม หรือไม่ เสร็จแล้วถ้าแค่เฉพาะดุลยพินิจของประธานสภาเท่านั้นครับ ในเรื่องที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้ดู ๒-๓ เรื่องที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดบ่อยครั้งครับ ไม่มีอะไรมาก ไม่ซับซ้อนอะไร ก็คือ

๑. เรื่องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์

๒. เรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ

๓. เรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ฟังดูหัวข้อใหญ่ทั้งนั้น แล้วในรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรามีความ สลับซับซ้อนพอสมควร แต่ท่านบอกว่าไม่มีอะไรซับซ้อน ให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจว่า ขัดไหม ๓ เรื่องใหญ่ ๆ นี้ อันใดมีข้อความใดที่เข้าข่ายเป็นลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ถ้าไม่เป็น ส่งต่อไป ๗ วัน ให้ กกต. เพื่อทำประชามติต่อไป สิ่งที่ผมขอเสนอก็คือว่าจริง ๆ แล้วผมเห็น ด้วยนะครับว่าประธานสภาไม่ควรมีหน้าที่เกี่ยวข้องในการวินิจฉัยความสอดคล้องกับลักษณะ ต้องห้ามของรัฐธรรมนูญ เผอิญไม่ได้มีโอกาสแปรญัตติในข้อเหล่านั้นไว้ แต่เห็นด้วยครับว่า ไม่ควรจะเป็นประธานรัฐสภาในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ ที่ผมเสนอก็คือว่าอย่างต่ำที่สุดขอให้เอา ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก สสร. เข้ามาสภา เพราะผมถือว่าเป็นก๊อกสุดท้ายครับ เราอภิปราย มาหลายวัน มาตรา ๒๙๑/๑ มาจนถึง มาตรา ๒๙๑/๑๓ ตอนนี้ ผมมองว่าในกระบวนการ ทั้งหมดที่ออกแบบไว้ในมาตรา ๒๙๑ นี่คือก๊อกสุดท้ายครับ โอกาสสุดท้ายที่จะสามารถดูให้ ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาเป็นไปตามความต้องการของประชาชนและเป็นประโยชน์สูงสุด กับประชาชน ผมก็ต้องเรียนท่านประธานครับว่าทำไมผมถึงสงวนคำแปรญัตติเช่นนี้

ประการแรกเลยครับ ผมก็ไม่ทราบว่าท่านใช้หลักอะไรในการที่ออกแบบให้ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ ผมพยายามไปค้นดูนะครับ รัฐธรรมนูญของกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญของหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งท่านเองบางครั้งที่ในตลอด ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมา ท่านมีข้อความที่โยงไปถึงรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงด้วย ผมก็ไปดูครับ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดมีประเทศใด หรือมีครั้งใดที่เขาบอกว่าไปผ่านคนคนเดียว ให้วินิจฉัยเรื่องนี้ และคน ๆ นั้นเหมาะ ไม่เหมาะ ไม่รู้ วินิจฉัยผิด ไม่ผิด ไม่ทราบ ไม่มี กระบวนการถ่วงดุลในเรื่องหลักการบริหารทั่วไป ตรงนี้ผมไม่เข้าใจ แนวคิดนี้มาจากไหนครับ การที่จะบอกว่าไม่มีอะไรซับซ้อนที่ท่านพูดไว้บ่อย เรื่องง่าย ๆ ๓ หัวข้อใหญ่ ก็ต้องถามว่า และพอท่านโดนถามโดยสมาชิกหลายท่าน ทั้ง ส.ส. ส.ว. ท่านมีหลักประกันอะไร คำตอบคือ ความคิดบวกของท่านครับ ไม่มีใครกล้าทำหรอก ใครจะกล้า เท่านั้นละครับ หลักประกัน ของท่าน ความคิดบวกของท่านประธาน ผมคิดว่าอันตรายนะครับ เพราะกระบวนการครั้งนี้ กำลังจะพาประเทศไปสู่อะไร ถ้าเราผ่านมาตรา ๒๙๑/๑๓ เช่นนี้

ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เสนอแก้โดยรัฐบาล ผมผิดหวังมากนะครับ ใน ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมา ผมไม่เห็นตัวแทนรัฐบาลนั่งในที่ประชุมเรื่องนี้ แน่นอนครับ ระเบียบ ไม่ได้บอกว่าต้องนั่งอยู่ แต่การที่เป็นนโยบายสำคัญ นโยบายเร่งด่วนต้องทำในปีแรก ผมไม่เห็นใครเลย ในขณะเดียวกันสังคมตั้งคำถามมาที่ตัวแทนของประชาชนในสภานี้ครับ เราตั้งคำถามไปที่รัฐบาลเองด้วยว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ ไม่มีฝ่ายไหนเคยได้รับคำตอบเลยครับ ได้รับเพียงวาทกรรมทางการเมืองว่าเมล็ดเป็นพิษ ต้นเป็นพิษ ทั้ง ๆ เป็นที่ทราบกันอยู่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เกือบทั้งหมดล้อมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นถ้าสังคมไม่เคยเห็นเลยครับ อยู่ดี ๆ ตั้งแท่น เริ่มกระบวนการไปแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ไม่เคยมีใครบอกได้เลยครับให้ ชัดเจน ให้สังคมนี้รับทราบเลยว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เว้นแต่เรื่องวาทกรรมทางการเมือง เท่านั้นครับ ตรงนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมต้องสงวนคำแปรญัตติในข้อนี้ไว้

อีกประการหนึ่ง ที่หลายฝ่ายสะท้อนผ่านผมมา ก็คือว่ามันขัดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๖๘ หรือเปล่า หลายท่านพูดไปแล้วข้อย้ำสั้น ๆ นิดเดียว เขาบอกให้แก้ บางส่วนได้ แต่ตอนนี้ที่ท่านออกแบบกระบวนการมาทั้งหมดคือแก้ทั้งฉบับ ร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็ได้ แก้ใหม่ทั้งฉบับก็ได้ มันขัดไหมครับ ไม่มีใครให้คำตอบหรอกครับ จนถึงตอนนี้ ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านก็คงจะบอกได้เฉพาะความเห็นของท่านทำไมไม่ส่ง ตีความละครับว่ามันขัด ไม่ขัด ตรงนี้ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นปัญหานะครับ นอกจากนั้น ถ้ารัฐบาลเองไม่มีความชัดเจนว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน และพยายามจะแก้เพื่ออะไร และนำไปสู่ถนนสายไหน เส้นทางไหน ประชาคมโลก หลายฝ่าย หลายประเทศ ทั้งประเทศ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง เขาสะท้อนผ่านผมมานะครับ เขาบอกเขาไม่เข้าใจและเมื่อเขา ไม่เข้าใจ เขาไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจเขาสงสัยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ถามว่าประชาคมโลกยอมรับไหมครับ กระบวนการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยอมรับนะครับ เพราะผ่านเสียงประชามติไปแล้ว มีบางคนเท่านั้นที่ไม่ยอมรับ แต่ประชาคมโลกยอมรับครับ ตรงนี้ก็ขาดความชัดเจน ก็เลยขาดความมั่นใจ ตอนนี้ทุกฝ่ายจับตาดู เขานิ่ง ๆ แต่เขาจับตาดูอยู่ แล้วก็เป็นห่วงประเทศไทยว่าจริง ๆ แล้วทำไมไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนในเรื่องที่รัฐบาลเอง และสภาแห่งนี้เริ่มกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนให้สังคม รับทราบ คำถามต่อไปที่สำคัญ ทำไมรัฐธรรมนูญประเทศไทยแก้ง่ายขนาดนี้ ท่านประธาน ทราบไหมครับ เกือบทุกประเทศในยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายประเทศที่มี ความเป็นประชาธิปไตย ทุกขั้นตอน กระบวนการขั้นตอนตั้งแต่ในสภา การเสนอของรัฐบาล ไปจนถึงการลงประชามติต้องใช้เสียงข้างมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงแค่เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง จริง ๆ เขาเรียกว่า ซูปรา มาจอริตี้ ( Supra majority) ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ผมไม่ทราบแปลเป็นภาษาไทยคืออะไร แต่การมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งเขาใช้คำว่า ซิมเพิล มาจอริตี้ (Simple majority) คือว่ามากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จะแก้รัฐธรรมนูญ เกือบทุกประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่ท่านว่าในสภาแห่งนี้เสนอแก้ไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียง ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ หรือ ๔ ใน ๕ นี่คือความเป็น ซูปรา มาจอริตี้ ที่ผมพูดถึง เขาก็สงสัยว่า ทำไมประเทศไทยแก้รัฐธรรมนูญอยากจะแก้ มีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งทำได้แล้ว เอาละ รัฐธรรมนูญของเราฉบับปัจจุบันเขียนไว้อย่างนั้น แต่เขามีความเป็นห่วงครับ เขาบอกว่าเพราะเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมไทย จะบานปลายมากขึ้น เขาฟันธงนะครับ ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมไทยมีโอกาสสูงมากที่จะ บานปลายมากขึ้น เพราะกระบวนการของเราไม่ได้ต้องการให้เสียงที่มีนัยสำคัญของข้างมาก เป็นผู้เห็นชอบในเรื่องการแก้กติกาของสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง บางคนปรารภกับผม ท่านประธานแล้วครับ ผมรู้สึกผิดหวังเสียใจมาก เขามาเทียบกับประเทศไทยว่าแม้ประเทศ ที่พัฒนาน้อยที่สุดอย่างบางประเทศในแอฟริกาผมไม่ต้องการเอ่ยชื่อนะครับ ยังไม่ทำเช่นนี้ นี่คือข้อเป็นห่วง และมาตรา ๒๙๑/๑๓ คือด่านสุดท้าย ด่านสุดท้ายจริง ๆ ครับ แต่ด่าน สุดท้ายกลับไม่เอากลับมาที่สภาแห่งนี้ เพื่อให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ทั้ง ๒ สภา สภาล่าง สภาบน ส.ส. ส.ว. มีโอกาสได้ถกเถียงกัน ได้อธิบายให้สังคมทราบว่า สิ่งที่ สสร. ร่างมาเป็นอย่างไร หลาย ๆ คนทราบดีครับว่าปัญหาของสังคมไทยเขาตั้งคำถาม ผมจริง ๆ นะครับว่ามันอยู่ที่รัฐธรรมนูญหรืออยู่ที่คนใช้ เรามีตัวอย่างมาแล้ว มีประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้โดย ๒ รัฐบาล รัฐบาลชวน ๒ กับรัฐบาลทักษิณ ๑ และ ๒ เอ่ยไม่เสียหายนะครับ เขาแค่เปรียบเทียบว่ารัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเลยครับ ผ่านการดำเนินการการใช้งานของ ๒ รัฐบาล แต่ผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รัฐบาล ๑ ไม่ได้มีการแทรกแซงกระบวนการขององค์กรอิสระ ไม่ได้มีการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีปัญหา อีกรัฐบาลหนึ่งไปมีกระบวนการแทรกแซง จนเป็นปัญหาแล้วก็มีผลเป็นคำวินิจฉัยอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านเกียรติ ช่วยกรุณากระชับเข้าสู่ประเด็นที่ท่านสงวนคำแปรญัตตินะครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ ท่านประธาน การที่ผมอภิปรายตอนนี้ ผมมีหน้าที่ที่จะต้องอธิบายให้สังคมรับทราบและ สมาชิกทุกคนในห้องนี้รับทราบ รวมไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยว่าทำไม เหตุผลอะไร ที่ผมสงวนคำแปรญัตติ อย่างที่ผมเรียนท่านประธาน นี่คือด่านสุดท้ายครับ และการที่ผม พยายามที่จะโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นตรงกับผม ก็ต้องขออภิปรายแล้วก็หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาสนับสนุนเหตุผลในการที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ แต่ผมพยายามกระชับท่านประธาน เคารพท่านประธานครับ ทำไมคนตั้งคำถามเยอะเลยครับ จริง ๆ แล้วโดยหลักบริหารเมื่อ ปล่อยให้กลุ่มบุคคลที่เราเรียกว่า สสร. ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ไปร่างโดยไม่ต้องเขียนกติกา ไม่เขียนกรอบเลย กรอบมีน้อยมากเลยครับ เขียนออกมาอย่างไรไม่ทราบจริง ๆ สภาแห่งนี้ ไม่ได้เขียนไว้ เราก็พยายามบอกเขียนไว้หน่อย พอไม่เขียนไว้เขาก็ตั้งคำถามว่าทำไมกล้า ทำไมกล้าถึงปล่อยให้เขาไปเขียนอย่างเต็มที่เลย กลับมาผ่านประธานสภาคนเดียว ส่งเลย เอาไปใช้เลย คอการเมืองเขาอ่านขาดครับท่านประธาน อ่านขาดว่าเสียงข้างมากใน สสร. ดูแลได้ ผลลัพธ์ของกระบวนการขั้นตอนที่ดำเนินการมาทั้งหมดจนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ มั่นใจสูงเหลือเกินว่าจะได้ สสร. และร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งใจไว้ ตรงนั้นคือข้อที่เป็นห่วงว่า อย่างนี้หรือครับ คือความเป็นประชาธิปไตยที่ท่านพูดถึง หลาย ๆ ฝ่ายเคยบอกว่า ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย นี่หรือเป็นประชาธิปไตย ยกให้เลยครับ สามารถร่างอะไรออกมาก็ได้ เสร็จออกมาผ่านประธานสภาคนเดียว ไม่ต้องมีการให้สมาชิกได้มีโอกาสพูดอภิปรายถึงข้อดี ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้หรือครับ คือประชาธิปไตยที่ท่านกำลังพูดถึง อย่างนี้หรือครับ คือความเป็นประชาธิปไตย ที่ท่านอยากได้ ถ้าวันนี้ท่านลองเปรียบตัวเองท่านเป็นเสียงข้างน้อยในสภาแห่งนี้ และเสียง ข้างมากร่างมาอย่างนี้ผมเชื่อว่าท่านไม่ยอมรับหรอกครับ ผมเชื่อจริง ๆ ครับด้วยความสุจริต ใจเลยครับ ท่านไม่ยอมรับเด็ดขาด กติกาที่ท่านเขียนมาเองก็ไม่เป็นไรเป็นความเชื่อของผม และนี่คือสาเหตุที่ผมแปรญัตติขอแก้นะครับ พอท่านมั่นใจหลาย ๆ คนก็บอกท่านมั่นใจได้ อย่างไร ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในประเทศไทย ผมสะท้อนนะครับ ผมเจอคนมาก เลยครับแต่ละวันทั้งคนไทยหลาย ๆ กลุ่มและคนต่างประเทศหลาย ๆ กลุ่ม มีคนหนึ่งเขา เตือนผม เขาบอกย้อนไปถึงปี ๒๕๔๖ มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเคยพูดไว้ มีบทสัมภาษณ์ ชัดเจนครับ พูดถึงประชาธิปไตยไว้ที่น่าสนใจมากและเป็นสิ่งที่กำลังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ และเป็นสิ่งที่อธิบายว่ามาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ทำไมถึงเขียนอย่างนี้ มีบทสัมภาษณ์ว่าเมื่อถูกถามประชาธิปไตยในมุมมองของท่านคืออะไร ให้สัมภาษณ์ บิสสิเนส วีค (Business Week) วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ พูดไว้ชัดครับว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เป็น เป้าหมาย ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมาย มีบันทึกชัดเจนจากนั้น โดนซักถามอีกครับว่าคนแตกตื่นมากว่าผู้นำประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถพูดได้เลยครับว่า ประชาธิปไตยในความเข้าใจของท่านคืออะไร ตรงนี้ครับ หลาย ๆ คนพอมานั่งดูการออกแบบ กระบวนการที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ เขาบอกมันคลับคล้ายคลับคลานะครับ นี่คือกระบวนการที่กำลังใช้เสียงข้างมากซึ่งเรียกว่า เป็นประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และมั่นใจสูงมากว่ากระบวนการ ครั้งนี้จะทำให้ได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการหรือที่ออกแบบไว้ นี่คือข้อเป็นห่วงนะครับ ท่านประธาน ผมไม่ได้จินตนาการของผมเอง หลาย ๆ ฝ่ายที่ติดตามประเทศไทยด้วยความรัก ห่วงใยทั้งไทยทั้งเทศสะท้อนความรู้สึกกลับเข้ามา ความเสี่ยงถ้าเราเดินไปถนนสายที่ท่าน ออกแบบไว้ ความเสี่ยงของประเทศนี้คือว่าประเทศไทยจะไม่ได้การยอมรับว่ากระบวนการ ที่ดำเนินการนั้นเป็นกระบวนการที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือความเป็น ประชาธิปไตยอย่างสูงที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดอยู่บ่อย ๆ คนเป็นห่วงมากนะครับ และคนตอนนี้กำลังเป็นห่วงว่าหากดำเนินการอย่างนี้ต่อไป ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น ในสังคมไทยและมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นก๊อกสุดท้ายจริง ๆ เพราะฉะนั้นความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีการตัดสินด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ผมฝาก ท่านประธานไป ถ้าวันนี้ท่านสามารถออกแบบกระบวนการในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยที่ท่านได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายในสภาแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ท่านไม่อยากทำหรือครับ ท่านไม่อยากทำหรือครับ มันจะดีสำหรับสังคมไทยไหมครับ จะดีสำหรับความพยายามที่จะปรองดองหรือทำให้เกิดความปรองดองขึ้นกับสังคมไทย หรือเป็นเพราะว่าท่านมั่นใจมากในกระบวนการของท่านด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งชนะ ทุกขั้นตอนครับ กรรมาธิการบางท่านบอกกับผมเองนะครับ หลายเรื่องเห็นด้วยกับที่เรา อภิปราย แต่ทำไม่ได้ตามที่พูด หลายเรื่องได้ยินได้ฟังเห็นใจ แต่ไม่ทำเป็นเพราะอะไรครับ ตรงนี้ล่ะครับ คือปัญหาและถ้าเราปล่อยให้มาตรา ๒๙๑/๑๓ เขียนอย่างนี้ครับ สภาแห่งนี้ ไม่เหลือโอกาสอีกต่อไปแล้ว ในการที่จะตรวจสอบดูแลให้ความเห็น ให้สังคมเข้าใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ทำสำเร็จโดย สสร. นั้นจะนำประเทศนี้ไปสู่ความสันติสุข ความเสมอภาค ความเป็นอิสระของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ผมก็อยากคิดว่าท่านประธาน ลองคิดตามผมนิดเดียวครับ เกือบจบแล้วครับท่านประธาน คิดตามผมนิดเดียว วันนี้ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่เราได้จาก สสร. ผ่านกระบวนการทั้งหลายที่เราอภิปรายกันมายาวนานครับ ออกมาในลักษณะที่ว่ามีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ยังเป็นระบบรัฐสภาอยู่ ผมถาม ทุกคนเลยครับ รวมทั้งท่านประธานด้วย อย่างนี้ประชาธิปไตยไหม ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญ ที่มีการยกเลิกองค์กรอิสระบางองค์กร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ มีคนฟันธงไว้แล้วนะครับจะมี การยกเลิก ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นแล้วไม่มาผ่านสภา หรือมาผ่านสภาและประธาน วินิจฉัยว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญที่เขียนให้อำนาจฝ่ายบริหาร ตั้งประธานศาลฎีกาได้ ตั้งอัยการสูงสุดได้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า เปลี่ยนรูปของรัฐหรือ เปล่า ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารทุกชั้นได้อย่าง อิสระเสรี ถามนิดหนึ่งครับว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ถ้าวันนี้ประธานสภาบอกเป็น ประชาธิปไตย ผมคิดว่าพอจะมองเห็นนะครับว่าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟัง มานานแล้วครับ ท่านทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ วันนี้ออกทะเลแล้วครับท่านประธาน ช่วย ดึงกลับมาหน่อยเถอะครับ ท่านพูดนอกประเด็นทั้งนั้นเลย ท่านไปพูดถึงวาระหนึ่ง ขอให้ท่าน ช่วยดึงกลับมาที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้เถอะครับ ถ้าปล่อยอย่างนี้ก็ออกไปเรื่อย ๆ ครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ฟังอยู่ว่าท่านผู้อภิปราย ก็พยายามจะแสดงเหตุผลว่าร่างที่ทำเสร็จแล้วนี่ควรจะต้องมาให้รัฐสภาเห็นชอบใช่ไหมครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เพราะว่าตรงนี้เป็นผู้แทน ปวงชน

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

แต่ว่าการอภิปรายของท่าน ก็ใช้เวลา ๒๒ นาทีแล้วครับ อยากจะขอความกรุณาท่านกรุณาสรุปนะครับ เชิญครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่ผมเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีโอกาสอภิปรายมาตราอื่นเลย จนถึงวันนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสอภิปรายในส่วนของการแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ก็ขอบคุณท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วใกล้จบแล้วครับ เพราะว่ามาตรา ๒๙๑ มันเป็นก๊อกสุดท้ายจริง ๆ

ทีนี้มันมีอีกประเด็นหนึ่งครับ เป็นประเด็นที่เมื่อเราให้อำนาจประธานสภา ไว้เต็มที่ และผมก็ได้ฟังในสภาแห่งนี้บ่อยครั้งว่าประธานสภาไม่มีอะไรที่จะทำให้ได้ดีกว่านั้น นอกเหนือจากที่กฎระเบียบเขียนไว้บ่อยมาก ดุลยพินิจ คำวินิจฉัยต้องทำตามกฎ ทำตาม ระเบียบ ผมก็พยายามดูเหมือนกันว่าในโลกนี้ผู้นำต่าง ๆ เขายึดเฉพาะกฎระเบียบที่อยู่ ตรงหน้าหรือเปล่า พยายามดูครับ ผมก็ไปพบหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก ก็คือ จริยธรรม ๑๐๑ ในนี้เขียนไว้ท่านประธานครับ เมื่อสังคมใดต้องใช้เฉพาะกฎระเบียบที่เขียนไว้ สังคมนั้นมีสถานะของจริยธรรมที่ต่ำมาก เพราะมาตรฐานจริยธรรมนั้น ไม่ได้วัดด้วยกฎระเบียบ ที่เขียนไว้ แต่วัดที่พฤติกรรมของบุคคลในสังคมนั้น ๆ และมีกฎข้อเดียวครับท่านประธาน ข้อเดียวจริง ๆ สั้น ๆ ครับ มาตรฐานจริยธรรมที่เป็นมาตรฐานสูงสุดก็คือมาตรฐานที่ท่าน ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ท่านอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อท่าน ในสถานการณ์กลับกัน ถ้าท่านทำอย่างนั้นครับ มาตรฐานจริยธรรมผ่านครับ และเป็นมาตรฐานที่สูงกว่ากฎระเบียบ ที่เขียนไว้ ถ้าสภาแห่งนี้ให้ความมั่นใจกับสังคม รวมทั้งประธานทั้งองคาพยพทั้งหมด ให้ความมั่นใจกับสังคมว่าทำทุกอย่างเพื่อสังคม การผ่านสภาแห่งนี้ให้เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ ในการพิจารณาก็ชอบดี แต่ถ้าสังคมไม่มีความมั่นใจก็จะมีคำถามต่อมาเยอะแยะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่ใช้อำนาจเสียงข้างมากในกระบวนการต่าง ๆ เพื่อไปสู่การ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นลักษณะเสียงข้างมากกึ่งเดียวเท่านั้นหรือซิมเพิล เมจอริตี้ ไม่ใช่เสียงข้างมากที่มีนัยสำคัญก็จะเป็นปัญหากับสังคมต่อไปนะครับ

สุดท้ายฝากไว้นิดเดียวครับ มีนักปราชญ์คนหนึ่งเขาพูดไว้นะครับว่าอำนาจ ทำให้คนคอร์รัปชัน แต่อำนาจที่เบ็ดเสร็จทำให้คนคอร์รัปชันแบบเบ็ดเสร็จเหมือนกันครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ครับ เชิญท่านมัลลิกาครับ

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี 🔗

เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันอีกคนหนึ่งที่ได้ขอแปรญัตติแล้วก็ สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านในรัฐสภา แห่งนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านมีเจตนาที่อยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็ต้องถามประชาชน ด้วยว่าเขาเห็นด้วยหรือเปล่าถึงเราต้องการทำประชามติจากประชาชน ก่อนหน้ามาตรานี้ เราพูดถึงคุณสมบัติของ สสร. จำนวนของ สสร. และขั้นตอนต่าง ๆ จนในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้อยู่ในขั้นตอนของการขอประชามติจากพี่น้องประชาชนเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันไม่ได้ติดใจเลยนะคะว่าจำนวนของ สสร. ว่าจะมีกี่คน จะเป็น ๗๗ คน หรือว่าจะเป็น ๑๕๐ คน ๒๐๐ คนก็แล้วแต่ ตรงนี้ดิฉันเองบอกกับท่านกรรมาธิการได้เลยว่า ไม่ได้สำคัญอยู่ที่ตรงตัวเลข ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ดิฉันขอแปรญัตติไว้ที่บอกว่าเมื่อสภา ร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก่อนทำประชามติดังกล่าว ท่านประธานคะ การที่ดิฉันต้องขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้ มีเจตนาอยู่ ๒ ประการนะคะ

ประการที่ ๑ คือหลาย ๆ ท่านก็พูดตรงนี้นะคะว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องไม่ได้ มีลักษณะตามมาตรา ๒๑๙/๑๑ วรรคห้า คือไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ซึ่งในส่วนนี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้ความมั่นใจนะคะ ท่านประธานพูดหลายครั้งวันนี้ตั้งแต่เช้า แล้วก็ให้ความมั่นใจในสภาแห่งนี้ และดิฉันเองก็มีความเชื่อว่า สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้ง และแต่งตั้งเข้ามานั้นจะทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุก ๆ ท่านก็คงจะมี สามัญสำนึกในเรื่องดังกล่าว

ส่วนประการที่ ๒ ในการออกเสียงประชามติ คือการถามความเห็นชอบจาก พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดิฉันย้ำตรงนี้นิดหนึ่งนะคะว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และดิฉัน ก็ต้องขอรบกวนให้คณะกรรมาธิการทุก ๆ ท่าน ได้ทบทวนคำว่า เสียงข้างมากของผู้มาออก เสียงประชามติ แต่จริง ๆ แล้วอยากจะให้แก้ไขเป็นว่ามากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยกตัวอย่างนะคะ เพื่อว่าพี่น้องประชาชนที่กำลังฟังอยู่จะได้เข้าใจ เช่น ถ้าเกิดเรามีผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ๑๐๐ คน การทำประชามติจะต้องได้คะแนนเห็นชอบ ๕๑ คะแนนขึ้นไป ถึงจะถือ ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผล แล้วก็ถือว่าได้รับประชามติจากประชาชน ทำไมดิฉันถึงต้องการให้ คะแนนเสียงที่ออกมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะว่าอยากให้หมดข้อ สงสัยค่ะท่านประธาน หมดความแคลงใจกับคำว่า เสียงข้างมากลากไป ทุก ๆ คนก็จะได้ ยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นเห็นด้วยจริง ๆ เพราะว่าการลงคะแนนเสียงที่ ให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เหมือนกับเป็นการเลือกพรรค การเมืองนะคะท่านประธาน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แล้วก็ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นหลาย ๆ มิติของประเทศนั้นว่าประชาชนในประเทศนั้นเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนเองเขาจะต้องเข้าใจรัฐธรรมนูญนั้น ด้วยความเข้าใจที่เข้าใจจริง ๆ แล้วก็มี เหตุผล รัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันนั้น ต้องสะท้อนถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยท่านประธาน จากสถิติเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ดิฉันดูว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ ๔๖ ล้านคน มีผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยที่ท่านบอกกันนะคะว่าประมาณ ๑๕ ล้านคน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ล้านคน เพราะว่าทุก ๆ พรรค ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งเลยที่ประชาชนเลือกเกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้นตรงนี้เองทำให้ดิฉันอยากจะต้องฝากท่านประธาน ขอฝากถึงท่านสามารถ แก้วมีชัย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน อยากให้ท่านนั้นได้เพิ่มเติมถ้อยคำให้สละสลวย ให้มีความหมายว่า การที่จะได้รับประชามตินั้นขอให้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะคะ เพราะว่า การที่เกินกึ่งหนึ่งมันก็จะทำให้หายคาใจ หายสงสัย และดิฉันเองก็อยากที่จะขอให้สมาชิก รัฐสภาหลาย ๆ ท่าน ได้ช่วยกันสนับสนุนตรงนี้ ไม่ต้องบอกว่าใครเสียงมากกว่ากัน เพราะว่า ในเมื่อมันเกินครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออย่างไรก็น้อยกว่า ไม่ต้องมีข้อใด ๆ มาปฏิเสธ ไม่ต้อง มาพูดกันว่ากลุ่มนั้นไม่เห็นด้วย กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วย เพราะในวันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเรา อยากจะนำไปสู่ความปรองดอง เราควรที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่นั้นมาลงมติให้เรา ไม่ใช่ว่า มาใช้สิทธิแล้วก็มาบอกว่าไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือบางคนมาก็ทำบัตรเสียนะคะ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ ดิฉันก็เชื่อนะคะว่าถ้าหากว่า ท่านคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับดิฉัน มันก็จะก่อให้เกิดการยอมรับทางสังคม แล้วก็ลบคำว่า พวกมากลากไป แล้วก็จะได้หายคาใจกันไปเลยนะคะ ท่านประธานถ้าอย่างไรหลังจากนี้ มีการอภิปรายหลายท่านแล้ว ดิฉันเองก็อยากฟังเหตุผลนะคะว่าทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะเพิ่มว่าเป็นเกินกึ่งหนึ่งได้หรือไม่ แล้วถ้าไม่ได้ หรือได้อย่างไร ก็อยากให้ ช่วยชี้แจงให้เหตุผลกับดิฉันด้วย ขอบคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ เชิญท่าน ส.ว. ประเสริฐครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองได้ขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ จากการ ที่เพื่อนสมาชิกก็ได้กล่าวกันไปมากพอสมควรแล้ว ผมเองขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ อยากจะขอ ท่านประธานรัฐสภาผ่านทางประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ผมเองอยากจะ เห็นแล้วก็อยากจะขอผ่านว่าจริง ๆ แล้วการที่มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วนำเสนอต่อประธานรัฐสภานะครับ ผมเองอยากจะขอว่า เพื่อให้โอกาสเพื่อนสมาชิก ๒ สภามีโอกาสร่วมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าควรจะนำเข้า ที่ประชุมของรัฐสภานะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นประชาธิปไตยที่ควรจะฟังความเห็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำเสนอทาง กกต. เพื่อทำประชามตินะครับ ดังนั้นผมขอตัดคำว่า นำเสนอ ต่อประธานรัฐสภา ตัดคำว่า ประธาน ทิ้งไปครับ แล้วก็ขอให้ที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เขียนไว้ว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับและหากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภา ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น หรือไม่ อันนี้ให้ตัดทิ้งหมดเลยครับ และให้แก้คำว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีสิทธิ เข้าชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ โดยที่คณะ ส.ส. และ ส.ว. ไม่ได้ไปแก้ไขต่าง ๆ และให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทั้งฉบับ โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมประการใดมิได้ การลงมติให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนน โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา เพื่อให้สภาลงมติ ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยัง คณะกรรมการเลือกตั้งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ นั้น ผมเห็นว่าท่านประธานครับ คำว่า กึ่งหนึ่ง คือเกินครึ่งครับ ดังนั้นจำนวนคนที่เกินครึ่ง ๑ คน ก็คือผู้แทนของคนส่วนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นแสนคน ผมว่าเกินกึ่งหนึ่งก็ถือว่าเกินแล้ว ผมว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น ๓ ใน ๔ หรือ ๔ ใน ๕ ดังนั้นท่านประธานครับ การที่ให้โอกาส เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ สภาร่วมกันพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนั้นนะครับ ผมเห็นว่าจุดนี้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้โปรดให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางโทรทัศน์ที่เขาเลือก ส.ส. แล้วก็ ส.ว. เข้ามา รวมทั้งที่ได้รับการคัดสรรเข้ามาได้มีส่วนในการที่จะเสนอ ความคิดเห็นครั้งสุดท้ายนะครับ ในกรณีที่มีคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา ก็ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ผมว่าจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่เป็นธรรมที่สุด แล้วก็ไม่อยากให้เห็นว่าความเห็นนั้น เมื่อพิจารณาแล้วเกิดข้อขัดแย้งสร้างความไม่สงบสุข ให้กับประเทศชาติอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ผมก็ อยากจะเห็นว่าไม่ว่าท่านสมาชิกจากฝ่ายไหนก็อยากให้มีความอดทนแล้วก็อดกลั้นนะครับ เพราะว่าอย่างไรก็ตามในรัฐสภาหนึ่งผู้ที่เป็นรัฐบาลก็อยู่ไม่เกิน ๔ ปี อย่างไรก็ไม่เกิน ๔ ปีครับ และเมื่อถึงเวลานั้นแล้วท่านใช้ความเป็นเอกสิทธิ์ในการที่ท่านจะทำให้ประชาชนชื่นชอบท่าน แล้วก็มาชนะกันด้วยเสียงข้างมากต่อประชาชน ผมว่าความขัดแย้งก็จะไม่เกิดถ้าทุกท่านมี ความอดทนนะครับ มิฉะนั้นถ้าเราถือเสียงข้างมากโดยที่ฟังเสียงแล้วก็ยังลากกันไป จะสร้าง ความแตกแยก ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านที่ประชุมแล้วก็ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอิสสระ สมชัย ครับ

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้ที่ยื่น คำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบนะครับว่า โดยความรู้สึกจริง ๆ แล้ว ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะมาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้นะครับ เพราะเหตุว่า

ประการแรก การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั้น ก็คือเป็นบันไดนำไปสู่ การที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้แสดงความคิดเห็นแล้วว่าเท่ากับเป็นการไปล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมคือฉบับที่มีอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดเจตนารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

ประการที่ ๒ ที่ไม่เห็นด้วยก็เนื่องจากว่าสภาพที่เป็นอยู่เวลานี้ผมเองเป็น ผู้แทนราษฎรมาเป็นเวลานานพอสมควร ได้มีโอกาสไปเยี่ยมไปพบปะกับพี่น้องประชาชน ผมยังไม่เคยได้ยินพี่น้องประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย มีแต่เขาเรียกร้อง เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องของแพง เรื่องฝนแล้ง เวลานี้ถือว่าเป็นเรื่องปัญหาเฉพาะหน้า เป็นปัญหาความเดือดร้อนจริง ๆ แต่ทางรัฐบาลก็ได้ยื่นให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ

ประการที่ ๓ อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าเป็นความเดือดร้อน เป็นความ รีบร้อนอันใดครับ จึงหยิบเฉพาะร่างของรัฐบาลเข้ามาแก้ไข ทั้ง ๆ ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนก็ได้ยื่นรอไว้อยู่แล้วและไม่ได้หยิบมาพิจารณาร่วมกันในฉบับนี้เลยในการ พิจารณาครั้งนี้เลย นี่ละครับ คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ในวาระหนึ่งแล้ว แต่เมื่อรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบรับหลักการในวาระ หนึ่งไป ผมได้มาอ่านรายละเอียดในร่างทั้งหมดนะครับ ก็เห็นว่ามีหลายเรื่องหลายประเด็น ที่ผมคิดว่าสมควรที่จะต้องมีการแก้ไข จึงได้ยื่นคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ด้วยความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ คือในร่างซึ่งผ่านกรรมาธิการเสนอ ต่อสภานี้ไม่ได้มีการแก้ไขอะไรทั้งสิ้นเลยทั้ง ๆ มีการทักท้วงกันอย่างมากในการประชุมพิจารณา ในวาระหนึ่ง และมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้ทุกอย่างยังเป็นคงเดิมทุกประการทั้ง ๆ ที่สมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ได้มีการทักท้วงเป็นจำนวนมาก ข้อทักท้วง ข้อห่วงใยนั้น ในส่วนของผมนั้นโดยเฉพาะในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามนี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้วก็เสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ได้บอกว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอ ต่อประธานรัฐสภา เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้สภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภา ส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้น จากสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ ในวรรคสองที่เขียนไว้บอกว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านประธานครับ คำว่า หากเห็นว่า นั้นก็หมายความว่าท่านประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจของ ตนเอง เห็นว่าไม่ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการ ท่านประธานครับ เป็นการใช้ดุลยพินิจเฉพาะตัวท่านประธานรัฐสภาคนเดียว ผมอยากจะกราบเรียนว่าเป็นการ หมิ่นเหม่เหลือเกินไม่ได้ดูหมิ่นดูแคลนในวินิจฉัยของประธานรัฐสภา แต่ถ้าหากว่าให้ประธาน รัฐสภาคนเดียวใช้ดุลยพินิจในการว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้นผมว่ายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญที่เราพิจารณาอยู่นี้ คือเป็นกฎหมายแม่บทที่จะนำไปใช้ในการ ปกครองประเทศของเรา ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมามีการ วิพากษ์วิจารณ์ถึงการตั้ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ ท่ามกลางความกังขาของหลาย ๆ ฝ่าย ด้วยความวิตกด้วยความเป็นห่วงว่าจำนวนคน ๙๙ คน ซึ่งมาจากเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน เป็น ๗๗ คน แล้วก็ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒๒ คนนั้น มาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมามันเพียงพอแล้ว หรือยังที่จะทำให้ทางรัฐสภานี้ตายใจได้ว่าทำสมบูรณ์อย่างทุกประการแล้ว ด้วยความกังขา เหล่านี้ครับ รัฐธรรมนูญร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มายื่นให้ประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาใช้ ดุลยพินิจเพียงคนเดียว หากว่าเห็นด้วยไม่ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว ก็สามารถส่งไปให้ กกต. ดำเนินการจัดทำประชามติเลย ผมว่าแค่นี้ยังไม่เพียงพอครับ จึงได้ยื่นคำแปรญัตติ เข้ามาในคำแปรญัตติของผมได้เขียนไว้ว่า มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้วจะต้องนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ภายใน ๖๐ วัน เห็นไหมครับ ที่ผมยื่นคำแปรญัตตินี้ก็เนื่องจากเกรงว่าดุลยพินิจของ ประธานรัฐสภาเพียงคนเดียวยังไม่เพียงพอ เราจึงอยากให้รัฐธรรมนูญ ซึ่ง สสร. ได้พิจารณา ร

ประการที่ ๒ ในระหว่างร่างนั้นก็รับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปด้วย โดยกระจายไปตามภาคต่าง ๆ ไปตามบุคคลหลาย ๆ อาชีพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว สสร. ก็ได้ นำร่างนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถตราเป็นกฎหมายได้ต่อไปไม่มีการทำประชาพิจารณ์ครับ ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ เป็นครั้ง แรกที่จะรับฟังประชามติของประชาชน โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เป็นการร่างขึ้นมา โดย สสร. เช่นเดียวกัน หรือเรียกว่า สสร. ๒ ซึ่งเป็นกฎหมายซึ่งเราใช้อยู่เวลานี้ หลังจาก สสร. ได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไปให้ ประชาชนลงประชามติทั่วประเทศจำนวนคนกว่า ๑๕ ล้านคน ได้ให้ความเห็นชอบเราใช้อยู่ จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ อาจจะถามว่าทำไม ปี ๒๕๕๐ รัฐสภาจึงไม่มีการพิจารณา ให้ความเห็นชอบก็เพราะเห็นว่าเป็นการร่างขึ้นมาในระหว่างนั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่มี มีแต่ สภานิติบัญญัตินะครับ ซึ่งยังไม่เพียงพอจึงได้ให้ประชาชนทั่วไปลงประชามติ เพราะฉะนั้น เพื่อความรอบคอบ ผมจึงได้ยื่นคำแปรญัตติเข้ามาว่าคงไม่ยินดีแล้วก็ไม่สบายใจที่ได้ ประธานรัฐสภาเพียงคนเดียวที่ใช้ดุลพินิจ เมื่อเป็นดังนี้จึงได้ทำเรื่องขอเสนอแก้ไขแปรญัตติเข้า มา ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ผมกราบเรียนให้ทราบเบื้องต้นนั้นความจริงแม้เราจะ ร่างรัฐธรรมนูญมาดีอย่างไรก็แล้วแต่ ฉบับที่เรากำลังพิจารณาจะเกิดขึ้นนี้คือ ฉบับที่ ๑๙ ในอนาคตข้างหน้าผมก็ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรว่าจะมีความคิดเห็นหรือไม่ ผมนึกถึงคำพูด ของท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านบอกว่าความจริงรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้อง ไปแก้หรอก ให้แก้ที่คนมากกว่า ถ้าแก้ที่คนได้นั้นปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนในประเทศไทย ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่าความคิดเห็นในการยื่นคำแปรญัตติของผมนั้น ก็คือเหตุผลซึ่งผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คือท่านสาคร เกี่ยวข้อง เชิญท่านสาครครับ

นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติและขอสงวน คำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เนื่องจากมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้ เป็นมาตราซึ่งว่าด้วยการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จของ สสร. ท่านประธานครับ ผมกลับไปพื้นที่หลังจากที่เรา มีการประชุมกันมา ๑๒ วัน วันนี้ก็เป็นวันที่ ๑๓ มีการว่างเว้นในวันพืชมงคลครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็บอกมาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการประชุมใหญ่ในรัฐสภานี้ ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนบอกว่าจะแก้บางมาตราหรือจะแก้ทั้งฉบับ ท่านก็ไม่ค่อยห่วง พี่น้องประชาชน ห่วงแต่ว่าจะแก้เพื่อใคร จะแก้เพื่อคนกลุ่มใดแค่นั้นเอง ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอ ต่อประธานรัฐสภา เมื่อประธานรัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัยให้ประธานรัฐสภา ส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงและผมขอเสนอคำแปรญัตติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ให้อำนาจ ประธานรัฐสภาในการพิจารณาว่าจะส่งต่อไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมก็ยังเห็นว่า พวกเราที่เป็นสมาชิกที่มีความยึดโยงเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน มีความยึดโยงกับ พี่น้องประชาชนมาจากการเลือกตั้งน่าจะเป็นผู้ที่จะได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่แล้วเสร็จจาก สสร. มาพิจารณา เพราะว่าขนาดเป็นพระราชบัญญัติทั่วไป พระราชบัญญัติปกติ พวกเราก็ยังต้อง พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิก อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังเป็น กฎหมายที่สำคัญสูงสุดในการใช้ปกครองประเทศ สำคัญกว่าพระราชบัญญัติทั่วไป และทำไม มีเหตุผลอะไรที่ท่านไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกได้พิจารณา

ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือการตรวจสอบความชอบของรัฐธรรมนูญ ผมได้แปรญัตติขอให้สมาชิกรัฐสภาได้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ เพื่อส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทำการวินิจฉัย ผมก็เอาไปเปรียบเทียบอีกล่ะครับว่าขนาดแม้แต่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญต่าง ๆ ก็ยังต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบ และเพราะอะไร เหตุใด รัฐธรรมนูญซึ่งมีความสำคัญมาก จึงไม่มีการตรวจสอบเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องที่จะต้องเอามา เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ท่านประธานครับ จากการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยก็ดี จากการที่ให้รัฐสภาแห่งนี้ได้รับการพิจารณาก็ดี ผมก็จึงเรียนไปยังประธาน คณะกรรมาธิการว่าให้ท่านได้แก้ไขแปรญัตติโดยให้มีข้อความทั้งหมดในมาตรา ๒๙๑/๑๓ โดยมีข้อความซึ่งจะขออนุญาตอ่านนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาได้พิจารณา หากสมาชิกรัฐสภาจำนวน ๑ ใน ๕ เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือขัดต่อหลักประเพณีการปกครองของประเทศ ขัดต่อหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม สามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอเป็นคำร้องต่อประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความชอบของรัฐธรรมนูญดังกล่าว หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ชอบด้วยหลักประเพณีการปกครอง ของประเทศ ชอบด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติต่อไป ผมต้องการให้รัฐสภาได้พิจารณาร่างที่ สสร. ได้ จัดทำขึ้น และเห็นสมควรให้สภาแห่งนี้ได้ร่วมกันพิจารณา เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี มีที่มาจากพี่น้องประชาชน ดังนั้นสิ่งที่จะบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุด สำคัญที่สุดของประเทศย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพิจารณาจากรัฐสภาแห่งนี้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการตรวจสอบ อยากจะให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจสอบ ความชอบ และอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าจึงเป็นเหตุผลที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ลงมติและได้เห็นชอบตามร่างที่ สสร. ส่งมาหรือไม่ ผมจึงขอทำการ สงวนคำแปรญัตติและแปรญัตติไว้ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ดังนี้ครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในร่างที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วนี่ครับ ไม่มีการแก้ไข แต่ว่า ผมเห็นว่ามีจุดอ่อน มีข้อบกพร่อง แล้วก็เกรงว่าถ้าหากว่าปล่อยไว้เช่นนี้ก็อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้น ในอนาคต ในร่างที่กรรมาธิการได้พิจารณาแล้วนี่นะครับ ได้ให้อำนาจของประธานรัฐสภา ไว้ค่อนข้างมากครับ ได้กล่าวว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทำเสร็จแล้วให้ประธานรัฐสภา ได้ทำการวินิจฉัย หากไม่ขัดข้องตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ให้ส่งไปยังคณะกรรมการ การเลือกตั้งเพื่อจัดทำประชามติ ผมเห็นว่าในกระบวนการออกแบบกฎหมายซึ่งรัฐสภา ของเราไม่ว่าในการร่างกฎหมายตามปกติก็ดี หรือคิดว่าอนุโลมมาใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ไม่ควรที่จะให้มีคอขวดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงบุคคลเดียว เราจะเห็นว่าการร่างกฎหมาย ทางสภาเขามีการตั้งกรรมาธิการจำนวนมากบ้างน้อยบ้าง ตามความสำคัญของกฎหมาย แต่นี่ให้ประธานรัฐสภาเพียงคนเดียวในการที่จะวินิจฉัย ผมเห็นว่าตรงนี้เป็นจุดอ่อนครับ ผมก็เลยแก้ไขจุดอ่อนในส่วนนี้โดยสงวนคำแปรญัตติดังนี้ครับ

มาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคหนึ่ง เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้น ตัดคำว่า แล้วให้ออก เพิ่มเติมคำว่า และมีการนำ ต่อด้วยถ้อยคำเดิมคือ นำเสนอ ต่อประธานรัฐสภา หลังจากนั้นผมเพิ่มคำว่า แล้ว และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชามติดังกล่าว ในส่วน วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ คงไว้เหมือนเดิม ในส่วนนี้ผมขออนุญาตที่จะแสดงความเห็น ประกอบในการสงวนคำแปรญัตติดังกล่าวครับ สืบเนื่องจากรัฐสภาในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ผ่านสภา เกิดว่ามีโอกาสได้ผ่านสภาไปนี่ครับ การตั้ง สสร. ขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ขอแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยทั้งในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง และวาระที่สาม เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่แล้ว เนื่องจากผมเห็นว่ามันยัง ไม่มีความจำเป็นถึงขั้นที่จะต้องแก้ทั้งฉบับ แต่ว่าการแก้ไขเฉพาะมาตราสามารถทำได้อยู่แล้ว ในรัฐธรรมนูญเดิม มาตรา ๒๙๑ (๑)-(๗) สามารถทำได้อยู่แล้ว ในเมื่อถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า จะต้องมีการแก้ไข ผมก็จำเป็นที่จะต้องใส่ข้อควรระวัง หรือใส่สิ่งที่จะเป็นตัวป้องกันไม่ให้ เกิดปัญหาในอนาคตขึ้นมา อย่างที่ผมนำเรียนว่าเพิ่มเติมประโยคดังกล่าวนี่นะครับ ก็คือ เปลี่ยนจากการให้อำนาจประธานรัฐสภามาเป็นการใช้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ผมคิดว่า ในการให้ความเห็นชอบจากรัฐสภามีประโยชน์เป็นอย่าง เพราะว่ารัฐสภาประกอบด้วยตัวแทนของพี่น้องประชาชนจาก ส.ส. ถึง ๕๐๐ คน จาก ส.ว. ถึง ๑๕๐ คน รวมเป็นทั้งหมด ๖๕๐ คน ย่อมมีความละเอียดรอบคอบแล้วก็มีมุมมองต่าง ๆ หลักการอภิปรายที่ดีนะครับ ท่านผู้รู้ท่านก็บอกว่าผู้อภิปรายที่ดีเขาจะต้องอภิปรายทั้ง สนับสนุน และทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หรือว่าทั้งโปร (Pro) ทั้งคอน (Con) เพราะฉะนั้น ผู้ฟังที่เป็นพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ถ้าหากว่าเราส่งร่างรัฐธรรมนูญเป็นเล่ม ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราส่งไปทั้งเล่ม ส่งไปทั่วถึงทุกบ้านก็จริง แต่พี่น้องประชาชนอ่าน รัฐธรรมนูญที่เป็นกระดาษมันไม่มีชีวิต การที่จะอ่านหนังสือธรรมะก็ดี หนังสือรัฐธรรมนูญก็ดี หรือตำราก็ดี ถ้าหากว่าไม่มีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในที่นี้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะก็คือสมาชิก รัฐสภา เนื่องจากอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมายหรือว่าเป็นนักออกแบบกฎหมาย ที่ผมมักจะ เรียกว่า เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบกฎหมาย ฝ่ายบริหารก็คือวิศวกรที่นำกฎหมายนั้นเอาไป ก่อสร้าง เอาไปใช้ประโยชน์ ถ้าหากว่าไม่มีผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เนื่องจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ถ้าเทียบธรรมะก็คือเป็นปรมัตถธรรม คือไม่เกี่ยวกับสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันเป็นเรื่องของข้อกฎหมายล้วน ๆ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสมาชิกรัฐสภา จำนวน ๖๕๐ คน หรือจำนวนหนึ่งที่จะได้อภิปรายแล้วก็มีการถ่ายทอดสดให้พี่น้องประชาชน ได้ฟังในทุกแง่ทุกมุม ทั้งสนับสนุน และทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย พี่น้องประชาชนที่จะต้อง เตรียมการลงประชามติในกรณีที่กฎหมายนั้นได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว เขาก็จะได้มี มุมมอง มีทัศนะต่าง ๆ ในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างทุกแง่ทุกมุม แล้วก็การลงประชามตินั้น ก็จะไม่ใช่เป็นการลงประชามติด้วยความงมงาย หรือว่ามีผู้นำ หรือว่ามีการชี้นำ โดยคติต่าง ๆ เช่น คติเพราะความรัก ความชอบ ความกลัวต่าง ๆ หรือความหลง เพราะฉะนั้นการที่ให้รัฐสภา ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบในชั้นต้น ย่อมชอบแล้วที่จะดำเนินการแก้ไขในมาตรานี้ เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้วประธานรัฐสภาซึ่งเป็นผู้พิจารณาแต่เพียงผู้เดียว หากว่าดีก็เสมอตัว หากว่าไม่ดีบาปกรรมเหล่านั้นย่อมตกแก่ประธานรัฐสภา ซึ่งน่าจะเป็นการไม่เมตตาปราณีเลย ที่พวกเราจะไม่ไปช่วยท่านครับ เพราะฉะนั้นขอความเห็นใจจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการได้โปรดให้องค์กรรัฐสภาของเราได้มีส่วนหยิบยื่นมือเข้ามาช่วยท่าน แล้วก็ ช่วยพี่น้องประชาชนในการที่จะอธิบายขยายความนำมุมมองสะท้อนในเชิงบวกก็ดี เชิงลบก็ดี เพื่อให้พี่น้องประกอบการตัดสินใจที่จะลงประชามติ ในกรณีที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้มี ความลำเอียง ผมไม่ได้ว่าท่านนะครับ พูดถึงตำแหน่งในทางที่เป็นตัวตำแหน่ง เกิดประธานรัฐสภา ไม่ชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา เกิดเป็นประธานที่ไม่ชอบแก้รัฐธรรมนูญ ท่านก็สามารถ ที่จะวินิจฉัยว่าอันนี้มันขัดโน่น ขัดนี่ ไม่ส่งเรื่องให้ กกต. แล้วท่านจะคิดอย่างไรครับ ถ้าผม มองประธานรัฐสภาว่าชอบจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็ย่อมแปลว่าถ้ารัฐบาลจะเอาอย่างไร ประธานรัฐสภาก็เอาอย่างนั้นด้วย มันก็เป็นความลำเอียงอย่างหนึ่ง ประธานรัฐสภาไม่เห็นด้วย ตามรัฐบาล มันก็เป็นอคติอีกอย่างหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ จะสามารถแก้ได้โดยการใช้เวทีของรัฐสภาแห่งนี้ ในการที่จะเป็น ตัวสะท้อน แล้วก็ลดความเป็นอคติลงไป ผมขออนุญาตอธิบายนิดหนึ่งครับว่าในเรื่องของ อคติว่าชอบไม่ชอบ มันแก้ไขได้มาตั้งจุดของ สสร. แล้วครับ เพราะเหตุว่ารัฐสภานี้ก็แก้ รัฐธรรมนูญได้ แต่ท่านก็เลือกที่จะใช้ สสร. เพื่ออะไรครับ เพื่อตัดอคติออกไป ในเมื่อรัฐสภา ประกอบด้วยฝ่ายการเมือง รัฐบาลกับฝ่ายค้าน เจือจางด้วยวุฒิสภา ซึ่งไม่มีขั้วทางการเมือง อันนี้โดยนิตินัย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกร่างนี้ท่านก็ใช้ สสร. เพื่อให้ปลอดจาก การเมือง แต่บุคคลทั่ว ๆ ไปก็ไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ บุคคลทั่ว ๆ ไปก็คิดว่า สสร. ก็อาจจะมี การเมืองเข้าไปแทรกได้ไม่มากก็น้อย ทีนี้เมื่อเราได้มอบให้ สสร. ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นมดลูก ที่ไปกำเนิดรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับร่างขึ้นมา ท่านจะไม่กลับมาให้พ่อแม่ที่เป็นตัวกำหนดให้ เกิด สสร. ขึ้นมาได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งหรือครับ เมื่อมันเกิดการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง จะเป็น ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างไรว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากสภา เกิดจาก ประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าด้วยเหตุผลดังกล่าวที่ผมยกมานี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการคงจะได้มีน้ำใจที่จะแก้ไขเพื่อให้คนที่มีมุมมองในเชิงที่มีความกังวลว่า รัฐธรรมนูญนี้ออกมาแล้วจะบังคับใช้เฉพาะคนส่วนใหญ่ และคนส่วนน้อยนั้นช่างด้อยค่า ไม่มี ปัญญาที่จะไปมีส่วนผสมที่จะให้รัฐธรรมนูญนี้ออกมาเพื่อเป็นรัฐธรรมนูญของคนทั้งประเทศ จริง ๆ แล้วรัฐสภานี้ถ้าตั้งข้อสังเกตไว้มากมายเหลือเกิน แต่ว่าท่านประธานจะจำไหวหรือครับ ว่าข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราหลัง ๆ ที่ผมได้สงวนไว้นะครับ เช่น ที่นอกเหนือจากในวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ เช่น รัฐธรรมนูญนี้อาจจะกระทบต่อองค์กร อิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่พวกผมเห็นว่ามีประโยชน์ แล้วก็คงไว้ เช่น กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. สตง. ต่าง ๆ ก็ดี หรือแก้ไขโทษ หรือนิรโทษกรรมบุคคลที่มี ความผิด ไม่ว่าคดีจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นใดก็ตามนะครับ หรือกระทบ ต่ออำนาจตุลาการ และอำนาจขององค์กรตรวจสอบ อำนาจของรัฐทุกองค์กร หรือจัดทำ ในลักษณะมีผลย้อนหลัง ลบล้างความผิดใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการ หรือองค์กรที่มีอำนาจตาม กฎหมายได้ลงมติแล้วว่าบุคคลหรือคณะบุคคลนั้นได้กระทำความผิด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นข้อ ที่รัฐสภามีความกังวล แล้วกฎหมายที่ออกไป หากเราไม่เห็นชอบโดยดุษฎีตั้งแต่ต้นแล้ว เมื่อกฎหมายนี้ออกไปบังคับใช้ ผมคิดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกขึ้นมานี้ ยังไม่ตกผลึก ในเรื่องความคิด ย่อมไม่สามารถที่จะบังคับใช้ให้พี่น้องประชาชนในประเทศนี้ได้อยู่กัน อย่างปกติสุขอย่างแน่นอน ซึ่งในปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนที่ผมไปพบปะน้อยนักที่จะมีพูดถึง ให้แก้รัฐธรรมนูญ ในมุมมองของท่านท่านอาจจะได้ยินอย่างนั้น ในมุมมองของผมไม่ค่อยจะ เคยได้ยินเลยครับ มีแต่พูดถึงว่าให้แก้ไขปัญหาเรื่องของค่าครองชีพ แก้ไขปัญหาเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐาน เรื่องถนนหนทาง เรื่องแหล่งน้ำต่าง ๆ ผมก็เลยว่าถ้าสภาแห่งนี้จะแก้ไข ปัญหาหรือร่างกฎหมายใด ๆ ย่อมที่จะต้องอิงถึงปัญหาที่พี่น้องประชาชนบอกเรามาแล้วก็ นำมาเรียบเรียง ออกแบบกฎหมายเพื่อไปแก้ปัญหาของเขาเหล่านั้น ถ้าผมจะโอนมาในกรณีที่ผมเป็นนายแพทย์ว่าอาการเจ็บป่วยของคนป่วยมันยังไม่พอที่จะ ทำการผ่าตัด ยกร่างทั้งผ่าตัดใหญ่ เราสามารถที่จะรักษาเป็นส่วน ๆ ได้ ไฉนเลยที่จะต้องมา ทำการผ่าตัดใหญ่แล้วมีความเสี่ยงด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องของปัญหาที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขนี้ มันยังไม่ชัดเจน เมื่อไม่ชัดเจนแต่ท่านมีเสียงส่วนใหญ่ที่จะต้องแก้ไข ผมก็ขอบรรจุสิ่งที่ ผมกังวลไว้ด้วย ท่านจะไม่มีน้ำใจเลยหรือครับ ที่จะบรรจุสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้พวกผม ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้หายความกังวล ท่านไม่สามารถที่จะเดาใจ สสร. ซึ่งเขา เป็นใครก็ยังไม่รู้ เหมือนท่านไม่พอใจในร่างของท่านที่เป็นมนุษย์อยู่ขณะนี้ ท่านอยากจะไป เกิดใหม่ ทุกคนพากันมิจฉาทิฐิจะไปเกิดใหม่เป็นเทวดา ท่านคิดหรือครับท่านเกิดมาแล้วจะ เป็นเทวดา บางทีมนุษย์ก็ยังจะไม่ได้เป็น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่ไปข้างหน้า ท่านอยากจะ มีอะไร อยากจะได้อะไร ท่านต้องกำหนดเป็นเงื่อนไว้ให้คณะกรรมการเหล่านั้นได้ทำตามสิ่งที่ เป็นข้อห่วงใยที่เป็นเรื่องของสำคัญ ๆ และเหตุที่ท่านอยากจะใส่อะไรไว้ ผมก็ตั้งข้อสังเกตว่า ท่านคงมีความประสงค์ที่จะให้รัฐธรรมนูญอันนี้สามารถที่จะมีวาระซ่อนเร้นเพื่อที่จะบรรจุ สิ่งต่าง ๆ ที่พวกผมไม่อาจจะล่วงรู้ได้ และทำให้ไม่สามารถที่จะคัดค้านท่านได้ในกระบวนการร่าง เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชนทุก ๆ คน ทุก ๆ จังหวัด ทุก ๆ ภาคส่วน ท่านจะต้องมีน้ำใจในการที่จะบรรจุข้อห่วงใยต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการยอมรับจากพี่น้องประชาชนแล้วก็บังคับใช้สมตาม เจตนารมณ์ที่ท่านว่าร่างโดยประชาชน แล้วก็บังคับใช้ แล้วก็พี่น้องประชาชนลดความขัดแย้ง ลงไปได้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านเร่งรีบที่จะออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา โดยที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของทุกคน ผมเชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ออกมาจะสร้างปัญหา มากกว่าที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศนี้ไปได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ครับ ท่านรัชฎาภรณ์ เชิญครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ เกือบไม่ได้พูดใช่ไหมคะท่านประธาน ท่านอ่านข้ามได้อย่างไร ชื่อ รัชฎาภรณ์ ท่านยังอ่านข้ามไปเป็นเจิมมาศ ท่านประธานคะ ดิฉันแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมไม่ได้อ่านผิด คือรายชื่อเรียงตามที่ผมอ่าน

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

หรือคะ แสดงว่าเรามีโพยกันคนละใบ ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ท่านให้พูดแล้วก็ขอบพระคุณ ท่านประธานคะ ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าประเด็นสำคัญที่ดิฉันเสนอ ก็คือว่าให้ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติไม่เกิน ๙๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน ที่ดิฉันเสนอเอาไว้ตรงนี้เป็นการแก้ไขก็เพราะว่าอยากจะให้เว้นช่วงมากสักหน่อยหลังจาก ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เพราะในวรรคถัดไป ดิฉันได้เพิ่มเติมเข้าไปว่าก่อนที่จะออกเสียง ประชามติให้ดำเนินการให้ความรู้กับประชาชน ความรู้ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแก่ประชาชน โดยรัฐต้องให้งบประมาณที่เพียงพอ แก่องค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชนที่ดำเนินการด้านรณรงค์ประชาธิปไตย เป็นที่ประจักษ์ ดิฉันก็เอามาจากบทเรียนเท่าที่ผ่านมาที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็เข้าไปมีส่วนร่วมบ้างในปี ๒๕๔๐ ในการที่จะมารณรงค์ มาเรียกร้อง มาเสนอว่า สสร. ควรจะร่างบรรจุอะไรเข้าไปบ้างที่องค์กรภาคประชาชนอย่างเราต้องการ ที่จะให้มันเกิดขึ้นนะคะ ดิฉันดำเนินการตอนนั้นในฐานะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนกับองค์กร เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญแล้วก็เข้ามามีส่วนร่วม และช่วงสุดท้ายในคราวนั้นก็คือไปรณรงค์ ธงเขียวเรียกร้องให้ประชาชน รณรงค์เพื่อที่จะให้สภารับร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ พอในปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมอีกเช่นเดียวกันในกรอบที่ ๑ ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจ การยกร่างรัฐธรรมนูญในตอนนั้นเราก็มีการออกไปรณรงค์รับฟังความเห็น จนกระทั่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับที่มีการลงประชามติ เราก็ได้ออกไปรณรงค์ องค์กร ภาคเอกชนทั้งหลายได้รับงบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรีคนละเล็กละน้อยเพื่อที่จะไป รณรงค์ให้ความรู้ เผยแพร่ความรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ กับประชาชน และให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือก ดิฉันเสียดายไม่ได้เอา ตัวอย่างเอกสารมาให้ดู เราเขียนคำตัวใหญ่ ๆ เลยว่า รับหรือไม่รับ ก็ต้องรู้ว่ารัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาอะไรบ้าง และเราก็มีทั้งทำซีดี (CD) เพื่อที่จะไปเปิดให้รู้ว่าเนื้อหาสาระคืออะไร สิทธิของประชาชนมีอะไรบ้าง แล้วแตกต่างกันอย่างไรกับปี ๒๕๔๐ และเราก็ไปรณรงค์กัน เพียงแต่ว่าพอมาถึงคราวนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านกำลังจะร่างกัน เราก็พูดกันมาจนถึง มาตรา ๑๓ แล้ว และที่ผ่านมายกเว้น มาตรา ๒๙๑/๕ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจากที่ประชุมนี้เลย ยกเว้นมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขจากคณะกรรมาธิการ หลายประเด็นที่เพื่อนสมาชิกพูด อภิปรายดิฉันก็ฟัง ตอนแรกดิฉันกะว่าจะไม่พูดมาตรานี้ เพราะมีคนอภิปรายเยอะ แต่สุดท้าย ประเด็นที่ดิฉันตั้งใจอภิปรายเป็นหลักก็ไม่ได้ยินใครอภิปราย ดิฉันก็เลยมาอภิปราย เพราะดิฉันมีความเห็นว่าก่อนที่จะออกเสียงลงประชามติ ดิฉันเสนอตั้งแต่มาตราก่อนนี้แล้วว่า ขอให้มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของ สสร. บทบาทหน้าที่ สสร. แล้วก็ มีเรื่องของคุณลักษณะ คุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการที่จะ เลือกตั้ง สสร. ปรากฏว่าก็ไม่ได้รับความสนใจ ไม่เห็นความสำคัญว่าประชาชนต้องรู้ ถ้าประชาชนรู้ ประชาชนก็จะได้เลือกอย่างถูกต้อง ไม่ถูกชี้นำ ไม่ถูกใครสั่งการได้ แต่ว่า เมื่อไม่เห็นความสำคัญไม่เป็นอะไร ที่ผ่านมาเราก็มีช่วงที่ ๒ ที่กรรมาธิการยกร่างขึ้นมาก็คือ ในระหว่างที่ยกร่างก็รับฟังด้วย เพียงแต่ต้องไปรับฟังทั่วทุกภาค มีผู้เสนอว่าให้ทำทุกจังหวัด ท่านก็ไม่ยอมแก้ไข แต่ท่านก็บอกว่าทั่วทุกภาค ทีนี้ถามท่านว่าทั่วทุกภาคอย่างที่ว่าท่านจะทำ ช่วงไหนบ้าง ดิฉันจำได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอนสมัยท่านประธานคณะกรรมาธิการ เป็น สสร. เริ่มตั้งแต่กรอบ จะกำหนดกรอบอย่างไรก็มีการไปรับฟังจากประชาชน เมื่อได้กรอบมาแล้วท่านมายกร่าง และยกร่างอย่างไร อภิปรายกันวาระที่สองก็ออกไปรับฟัง ความเห็นของประชาชน เพราะตอนนั้นการเลือก สสร. มาจากที่ให้ทุกคนใครก็ได้มีคุณสมบัติสมัคร เมื่อสมัครแล้วให้เลือกกันเอง ๑๐ คนเข้ามาเขาก็ จะมีตัวตั้งอยู่แล้วก็คือ ๑๐ คนที่เลือกเข้ามาจากจังหวัดละ ๑๐ คน และมาให้รัฐสภาเลือก จังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นเขาจะมีเหลือ ๙ คนตั้งเป็นกรรมการประชาสัมพันธ์รับฟัง ความเห็นแล้วก็ประชาสัมพันธ์คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ อนุประชาสัมพันธ์ประจำ จังหวัด แล้วก็ไปรับฟังความเห็นในมาตราต่าง ๆ ที่ยกร่างขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อนำมายกร่างแล้วก็ฟังไปด้วย สุดท้ายก็ออกมาแล้วเราก็ไปรณรงค์ให้ความรู้เพื่อที่จะให้ เขาผลักดันให้รัฐสภารับร่างนั้นไป แต่ถ้าแค่นั้นไม่พอ เพราะฉบับนี้จะมีการลงประชามติด้วย ดิฉันจึงเสนอว่าก่อนประชามติก็ต้องรับฟัง เพราะว่าถ้าไม่มาพูดไม่เอาไปบอกประชาชนนะคะ ประชาชนก็จะไม่รู้เลยว่าช่วงรับฟังนี่ รับฟังมาแล้ว แล้ว สสร. ตัดสินใจอย่างไร เอาตาม ข้อเสนออันไหน ข้อเสนอของใครเพราะแต่ละมาตรามันก็จะมีข้อคิดเห็นที่มันแตกต่างกัน ประชาชนจะไม่รู้เลยว่า สสร. ตัดสินใจอย่างไร ฟังมาแล้วเอามาประกอบการพิจารณาหรือไม่ หรือฟังไปแล้วเอาไปโยนทิ้งที่ไหน เพราะฉะนั้นเมื่อตัดสินใจร่างแล้วประชาชนต้องรู้ก่อนที่จะ ลงประชามติว่าสรุปแล้วแต่ละมาตราว่าอย่างไร ประชาชนต้องทราบเขาจะได้รู้ว่าที่ไปฟังเขา ทำแค่เป็นพิธีกรรมหรือเปล่า ที่ไปฟังเขาเป็นเฉพาะรูปแบบแต่ไม่สนใจเอาเนื้อหามาใช้หรือ เปล่าเขาถูกหลอกอีกหรือเปล่าเหมือนที่ดิฉันถูกหลอกแล้ว เขาถูกหลอกอีกหรือเปล่าชาวบ้าน เขาต้องรู้นะคะท่านประธาน ดิฉันเรียนแล้วค่ะว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนสำคัญที่สุด ประชาธิปไตยเรามีทั้งระบบตัวแทนแล้วก็ระบบภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของเขาเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ดิฉันยืนยันว่าการตัดสินใจของ ประชาชนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เพราะงานนี้รัฐธรรมนูญเป็นงานใหญ่ เป็นงานที่จะต้องใช้กับ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนต้องรู้ไปฟังเขาแล้วกลับมาเขียนว่าอย่างไรเอากลับไป บอกเขาหน่อยได้ไหมไม่อย่างนั้นถ้าเขาไม่รู้นะคะ มันก็จะถูกชี้นำ ท่านถูกครหามามากแล้วว่า ท่านตั้งเป้าเอาไว้แล้ว มีเป้าเอาไว้แล้วว่าจะมีใครเป็นตัวแทน ถ้าถูกชี้นำไม่อย่างนั้นเขาจะ เรียกด้วยการถูกสั่งการแน่นอน ไม่พ้นที่ท่านจะถูกครหาว่านี่คือเผด็จการ เผด็จการเสียงข้างมาก เผด็จการรัฐสภาหรืออะไรก็ตาม ซึ่งท่านไม่ประสงค์จะได้ฟัง เพราะฉะนั้นดิฉันก็เสนอว่า นอกจากที่จะให้องค์กรภาคประชาชนหรือองค์กรเอกชนที่มีผลงานในการรณรงค์ด้าน ประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่ว่าใครตั้งขึ้นมาก็มาของบประมาณแล้วก็ไปรณรงค์ได้ หน่วยงานรัฐไม่ต้องทำค่ะ เพราะดิฉันพบมาแล้วว่าตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก่อนที่จะลง ประชามติหน่วยงานของรัฐก็ตั้งครู ก ครู ข แม่ไก่ ลูกไก่ขึ้นมา ปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านั้น ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเลย กลับไปจับเอาองค์กรเอกชนอย่างเราไปอบรม ไปสร้างวิทยากรไว้แล้วให้วิทยากรไปขยายต่อโดยการเอาไปกำกับดูแลด้วยก็มาจับเอาคน พวกนี้ไปนะคะ เพราะฉะนั้นหน่วยงานรัฐไม่ต้องทำให้องค์กรภาคประชาชนกับองค์กร ประชาชนให้งบประมาณเข้าไปให้เพียงพอเพื่อที่เขาจะต้องไปเล่าไปบอก บางองค์กรอาจจะ เห็นด้วยเขาก็ต้องไปบอกว่าเห็นด้วย องค์กรไม่เห็นด้วยก็ต้องไปบอกว่าไม่เห็นด้วยอย่างไร เพราะนี่กำหนดเอาไว้อยู่ในกฎหมายประชามติอยู่แล้วว่าจะต้องไปบอกทั้ง ๒ ด้าน แล้วก็ให้ งบเขาให้พอนะคะ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะทำไม่ได้ ท่านต้องลงทุน รัฐบาลต้องลงทุนนะคะ เพราะที่ผ่านมาเราลงทุนกับรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว ถ้าฉบับนี้เราจะลงทุนอีกนะคะ เพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่าท่านไม่ฟังเสียงประชาชน ถ้าคราวนี้เราลงทุนเพื่อประชาชนมันคุ้มค่ะ แต่ถ้าท่านถูกครหาว่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียวกันแพงเกินไป ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเจิมมาศ ครับ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาส จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้นะคะ ดิฉันจึงได้แปรญัตติโดยที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งนี่ดำเนินการทำ ประชามติ ก่อนที่จะให้ทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนนะคะ แม้ว่าร่าง รัฐธรรมนูญที่แล้วเสร็จนั้นจะมีลักษณะเป็นเช่นไร ก็ควรจะส่งมาที่รัฐสภาก่อนนะคะ ในเมื่อ รัฐสภานั้นได้มอบหมายให้ สสร. ไปทำการบ้าน สสร. ทำการบ้านเสร็จแล้วก็ควรจะให้รัฐสภา ได้มีการตรวจการบ้านก่อน ถ้าส่งไปทำประชามติเลยถือว่า สสร. นั้นก็ขาดจากสภาไปแล้ว และเราจะทราบได้อย่างไรท่านประธานคะว่า สสร. นั้นทำการบ้านถูกต้องหรือไม่ รัฐสภา ของเรามีทั้ง ส.ส. มีทั้ง ส.ว. มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีนักวิชาการ นักกฎหมาย แล้วก็เขาเหล่านั้น ก็เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐสภาแห่งนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุด ที่จะให้ความเข้าใจนะคะ ให้ประชาชนคนไทยทั่วได้รับทราบถึงความเห็นของรัฐสภาว่าพวก เขาเหล่านั้นควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก่อนที่เขาจะลงประชามติ ประชาชนคนไทย ทั่วประเทศค่ะ ดิฉันอยากถามว่ามีกี่คนที่อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีกี่คนที่เข้าใจภาษา กฎหมายได้ง่าย ๆ ทุกคนต้องห่วงปากท้องของตัวเองค่ะ ต้องทำมาหากินก่อน เพราะฉะนั้น ตามสถิติแล้วมีคนที่อ่านรัฐธรรมนูญเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นเองค่ะ ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นรัฐสภาแห่งนี้มีหน้าที่ที่จะให้ความเข้าใจให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับทราบว่า เขาควรจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ทำความเข้าใจให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้นก่อนที่ เขาจะลงประชามตินะคะ การลงประชามติก็เหมือนกับการเลือกต้อง ส.ส. ค่ะ มีแพ้ มีชนะ มีสอบได้ มีสอบตก คนที่ได้เสียงข้างมากก็คือผู้ชนะค่ะ แล้วก็การลงประชามติก็อาศัยเสียง ข้างมากเช่นกันค่ะ เสียงข้างมากก็ผู้มีสิทธิในการลงประชามติว่าเขาจะเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ ถ้าเสียงข้างมากบอกว่าเห็นชอบก็ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้าเสียงข้างมากบอกว่า ไม่เห็นชอบ ก็ตกไปนะคะ ก็เป็นประชาธิปไตยค่ะท่านประธาน แต่ถ้าประชาชนมีโอกาสน้อย ที่เขาจะได้ทำความเข้าใจกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะลงประชามติแล้วนี่ เกิดมีการตัดสินใจ ผิดพลาดขึ้นมาละคะ คนที่เสียใจก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศนี่ละค่ะที่เขาจะต้องเสียใจ ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ใช้บุคลากร ใช้เวลามากมาย แต่ถ้าแก้ออกมาแล้ว พวกเขาไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่พึงจะได้นะคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน คนส่วนใหญ่ของประเทศ มิใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะคะ แต่ถ้าแก้แล้วพวกเขาไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ พวกเขาไม่ได้มีอำนาจอันแท้จริง ซ้ำร้ายนะคะ อำนาจการตรวจสอบกลับลดน้อยลงค่ะ อำนาจการตรวจสอบลดน้อยลง เพราะถูกกีดกัน โดยเทคนิคทางกฎหมาย เหมือนกับการถูกยึดอำนาจนะคะ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งเกี่ยวโยง กับมาตรานี้ด้วย หลายท่านก็ได้อภิปรายกันนะคะว่าทำไมไม่มีองค์กรอิสระ ไม่มีองค์กรศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญเขียนลงไปในมาตรานั้น องค์กรอิสระทั้งหลายนะคะ มี กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็องค์กรอัยการ อีกมากมายค่ะ อีกหลายองค์กรอิสระการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเหล่านี้ยังลูกผีลูกคน อยู่เลยค่ะว่าตัวเขาเองจะถูกยกเลิกหรือไม่นะคะ เช่นเดียวกับหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งดิฉันต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่กรุณาได้เพิ่มเติมหมวดพระมหากษัตริย์ลงในมาตรานั้น แต่ว่าดิฉันขอบคุณครึ่งเดียว เนื่องจากว่าท่านไม่มีความจริงใจในการเพิ่มเติมหมวดนี้ลงไป เนื่องจากว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ท้วงติง แล้วก็ทำให้ได้เติมเอาภายหลัง ไม่ทราบว่า เติมเพราะยอมจำนนหรือว่าจำยอมต่อสังคมจึงได้เติมภายหลัง แต่ว่าดิฉันขอบคุณครึ่งเดียว เพราะว่าท่านเติมในหมวดนี้ หมวดพระมหากษัตริย์ยังมีอีกหลายมาตราที่แฝงอยู่ในหมวดอื่น ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นพระราชอำนาจในการร่างพระราชบัญญัติ ที่ไม่ทรงเห็นชอบนะคะ การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี การตราพระราชกฤษฎีกา การเลิกใช้กฎอัยการศึก และการพระราชทานอภัยโทษ หรือแม้กระทั่งการแต่งตั้งหรือ พ้นตำแหน่งของข้าราชการระดับสูงของผู้พิพากษาและตุลาการ เหล่านี้คือพระราชอำนาจ ที่ไม่ได้ระบุอยู่ในมาตรานั้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะยังทรงมีพระราชอำนาจอยู่ ตรงนี้พวกเรา ก็เป็นกังวลและเป็นห่วง ท่านประธานคะ ประธานรัฐสภาเองไม่ใช่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ทั้งประเทศ ประธานรัฐสภาก็เป็นตัวแทนเพียงเสียงข้างมากในสภาเท่านั้นค่ะ ท่านจะบอกว่า ๑๕ ล้านเสียงที่ท่านได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก เข้าใจผิดนะคะ ประชาชนคนไทย มี ๖๕ ล้านเสียงค่ะ ๑๕ ล้านเสียงที่เลือกท่านมา แต่อีก ๕๐ ล้านเสียงอาจจะไม่เห็นด้วยกับ ท่านก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ชอบอ้างว่าเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากที่ไม่ฟังเสียง ประชาชนก็ถือว่าเป็นเผด็จการค่ะ การผูกขาดอำนาจไม่เป็นผลดีกับประชาชน การผูกขาด อำนาจตรงข้ามกับการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจประชาชนมีอำนาจแต่การผูกขาด อำนาจประชาชนถูกยึดอำนาจค่ะ ท่านควรจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินไม่ใช่ให้ประธาน รัฐสภาคนเดียวเป็นผู้ตัดสินนะคะ ความเป็นประชาธิปไตยต้องมีอำนาจอธิปไตย ๓ ส่วน อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่ท่านควบรวมอำนาจนิติบัญญัติแล้วก็ ตุลาการ ๒ ส่วนให้เหลือเพียงส่วนเดียว เพราะฉะนั้นอำนาจอธิปไตยมันก็ไม่ครบ ๓ ส่วน เพราะฉะนั้นจะมีการตรวจสอบว่ามีการถ่วงดุลอำนาจได้อย่างไรล่ะคะ พฤติกรรมเช่นนี้ เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นการยึดอำนาจเงียบค่ะ พฤติกรรมเช่นนี้เปรียบเสมือนหนึ่งว่าเป็น เผด็จการเงียบค่ะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอเธียรชัยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เราได้พิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นระยะเวลายาวนานนะครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ค่อนข้างอิดโรยและเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นจำนวนมาก ในส่วนนี้ก็เป็นความจริง แต่ในส่วน ภาคประชาชน ภาคสังคมครับ ท่านประธานครับ มันมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ของพี่น้องประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเร่งแก้ไข แต่มันก็ยังมี เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับปากท้องของพี่น้องประชาชนครับ อย่างเรื่องเช่นทำนองว่า พ่อจ้าหนูหิว พ่อตอบว่าบ้านเราไม่มีอาหาร ทำไมบ้านเราไม่มีอาหาร พ่อไม่มีงานทำ ทำไม พ่อไม่มีงานทำ เพราะโรงงานมันปิด ทำไมโรงงานถึงปิด พ่ออึ้งครับ ตอบไม่ถูก เพราะวันนั้น ผู้จัดการบุคคลของบริษัทเรียกพนักงานบริษัทบอกว่าบริษัทจำเป็นต้องปิดโรงงาน เนื่องจาก น้ำท่วม แต่เมื่อเลิกประชุมได้ยินเสียงเพื่อนที่ทำงานแผนกบัญชีบอกว่า เจ้าของโรงงานบ่นว่า อาจจะเสี่ยงที่จะต้องปิดโรงงาน เพราะค่าแรง ๓๐๐ บาท นี่คือเรื่องของปากท้อง พี่น้องประชาชน พ่อเมื่อเห็นลูกหิวครับ ลูบหัวแล้วก็บอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

พ่อจะรีบไปยืม เงินเพื่อน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ อยากให้ กระชับและเข้าประเด็นดีกว่ากระมังครับ คุณหมอสงวนไว้เฉพาะในส่วนของจำนวนวัน จาก ๗ วัน เป็น ๑๔ วัน ไม่ได้สงวนเรื่องปากท้องนะครับ เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ประชาธิปไตย คือเรื่องปากท้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ท่านประธานครับ พ่อลูบหัวแล้วก็รีบก้าวเดินออกไปจากลูก แล้วก็ตรงก้าวเข้าไปที่หน้าปากซอยเพื่อที่จะไป ทำไมครับ ไปยืมเงินเพื่อนของพ่อที่ชื่อว่าพ่อแม้วที่ร่ำรวยครับ ท่านประธานครับ เข้าเรื่องนะครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภานะครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภา วินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน สิบสี่วันวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ผมคงไม่ขัดแย้งนะครับ ผมไม่ได้แปลว่าที่คณะกรรมาธิการเสียง ข้างมากมอบภาระนี้ให้กับประธาน เพราะผมมีความคิดว่า แสดงว่าคณะกรรมาธิการเสียง ข้างมากมั่นใจในตัวท่านประธานรัฐสภาในขณะนี้ว่าเป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ จริยธรรมสูงในการที่จะวินิจฉัยออกความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในสิ่งนี้ที่ผมเพิ่มจาก ๑๔ วัน ผมอยากเรียนว่าเพื่อให้ท่านประธานรัฐสภาออก ความเห็นให้ระดับที่เกินมาตรฐานกับที่รัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการร่างไว้ครับ คือไม่ใช่เฉพาะ เพียงแค่หมวด ๒ อาจจะดูหมวดอื่น ๆ ด้วย เช่น อะไรครับ หมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับศาลครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ท่านต้องดู ด้วยนะครับว่ามีหรือเปล่า จะหายไปไหม เหตุผลที่ผมห่วงก็เพราะอย่างนี้ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเมื่อเกิดขึ้นตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญฉบับที่ยาวนานที่สุด คือรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ อายุ ๑๔ ปีครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยที่เราคิดว่าให้ ประชาธิปไตยสูง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่มีการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นครั้งแรก ที่เริ่มมีการใช้ระบบรัฐสภา และที่สำคัญครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญขึ้นครับ อันนี้สำคัญมากครับ เหตุที่เกิดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้น เพราะมันมี เรื่องราวครับ มันมีเรื่องราวในเรื่องว่าแม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้สภาเป็นผู้มีสิทธิเด็ดขาด ในการตีความรัฐธรรมนูญ แต่หากคดีอยู่ในศาล ศาลยุติธรรมก็ได้ตัดสินคดีไว้เป็นบรรทัดฐาน ว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังปรากฏในคำ พิพากษาศาลฎีกาคดีอาญาสงครามที่ ๑/๒๔๘๘ ศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของศาล ซึ่งมีหน้าที่ใช้กฎหมาย เมื่อมีหน้าที่ใช้กฎหมาย ศาลก็ต้องมี อำนาจพิจารณาว่ากฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ คำพิพากษานี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างยิ่งในบรรดาสมาชิกสภา เพราะ เท่ากับเป็นการก้าวล่วงมายุ่งเกี่ยวกับอำนาจของสภา เป็นเหตุให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นคณะหนึ่งเพื่อไปศึกษา จนท้ายที่สุดมีการเสนอแนะให้ตั้งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อให้มีอำนาจพิจารณาว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลจะได้ไม่มีอำนาจอีกต่อไป และได้มีการนำเรื่องนี้ไปบัญญัติไว้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๓ ครับ

เหตุที่ผมห่วงใย เพราะอะไรครับ เพราะหันกลับมาดูในมาตราที่ผ่านมาครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสอง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พูดไว้อย่างนี้ครับ ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญอาจนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่า มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ ท่านประธานพอมองเห็น ใช่ไหมครับว่าทำไมผมถึงต้อง ๑๔ วัน เพื่อให้ท่านได้เอาเวลาไปใคร่ครวญพิจารณาในเรื่อง ก่อนที่จะออกความเห็นว่ามันขัดแย้งหรือเปล่านะครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ การที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมอบให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจในการให้ความเห็น ครั้งนี้นะครับ เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกไปแล้วว่าไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย เป็นการ ฟังเสียงของประธานรัฐสภาคนเดียว แต่ในมุมมองของผมอยากจะเรียนท่านประธานว่ามัน สุ่มเสี่ยงต่อระบบครับ สมมุตินะครับ ผมไม่ได้แช่ง สมมุติว่า สสร. ยื่นให้ท่านประธานรัฐสภา ไปแล้ว ในระยะที่ท่านเขียนไว้ ๗ วัน เกิดท่านล้มป่วยลง ท่านอย่าลืมนะครับ ชีวิตเรามันเกิด อะไรได้ตลอดเวลานะครับ ยิ่งเราทำงานกันหักโหมข้ามวันข้ามคืน ไม่มีใครรู้ครับว่าใครจะเกิด อะไรขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงห่วงว่าถ้าประธานรัฐสภาของเราเป็นอะไรไป เราจะสรรหา ประธานรัฐสภาได้ทันหรือเปล่าใน ๗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายนะครับ ด้วยความเกรงใจ ก็ดึกแล้วนะครับ ผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านไม่ได้พูดเข้าประเด็นเลยนะครับ ท่านแปรญัตติจาก ๗ วัน เป็น ๑๔ วันเท่านั้นเองนะครับสำหรับมาตรานี้ เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านประธานช่วยเตือนผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ช่วยกระชับ และเข้าประเด็นด้วยนะครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กำลังอธิบาย ท่านครับว่าจาก ๗ วัน เป็น ๑๔ วัน มันต้องระวังอะไร ก่อนจะให้ความเห็น ท่านประธาน ต้องให้ความเห็นที่ดีที่สุดนะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเขามอบเกียรติยศอันนี้ ให้กับท่านนะครับ ผมคิดอย่างนั้นนะครับ ท่านครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ผมห่วงใย ในเรื่อง เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จะต้องมาเกี่ยวข้องกับในส่วนที่เราจะให้ความเห็นนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่หมวด ๒ อย่างเดียวครับ ผมย้ำถึงหมวด ๓ ที่เกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๑๙๗ ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ หรือมาตรา ๒๐๑ ก่อนรับหน้าที่ มีการ ปฏิญาณตน มาตรา ๒๐๔ มาตรา ๒๐๘ ผมเพียงแค่ขอความกรุณาให้ท่านใช้ระยะเวลา แทนที่จะเป็น ๗ วัน เอาเป็นสัก ๑๔ วัน เพื่อเราจะได้ทำให้มาตรฐาน ให้เพื่อนสมาชิก ให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าท่านประธานได้ทำเกินมาตรฐานที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจไว้ นี่ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดศักดิ์ศรี มีความภูมิใจของท่านประธานรัฐสภาที่มีความจงรักภักดี ในสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงจะไม่ใช้เวลามากมายเท่านี้ครับ ก็อยากจะบอกคำกล่าวของคนที่ชอบรัฐธรรมนูญเขาก็บอกว่า เดอะ สปิริต ออฟ คอนฟิวเทชั่น เนเวอร์ ดาย (The spirit of confutation never die) นั่นก็หมายความว่าจิตวิญญาณ จำนวนมากมายของรัฐธรรมนูญนะครับ จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญไม่มีวันตายครับ นั่นก็คือ ทุกคนในระบอบประชาธิปไตย ทุกประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเขามีจิตวิญญาณนะครับ จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญมันไม่เคยตาย คำว่า ไม่เคยตายเราก็เห็นมาเยอะแยะนะครับ ทหารแก่ไม่เคยตายครับ ก็เคยมีคนพูดกันบ่อย ๆ วันนี้ผมฝากให้กับสถาบันทุกสถาบันที่ดูแล ความมั่นคงของประเทศชาติครับ โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในหน่วยราชการประจำหรือทหารที่ ปลดเกษียณไปแล้ว ท่านจะต้องรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของท่าน ต้องเป็นทหารแม้เป็นทหารแก่ ต้องไม่ตายครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมแปรญัตติ ต้องขออนุญาตท่านประธานเพื่อจะอ่านคำแปรญัตตินะครับ เนื่องจากวันนี้ผมก็ต้องการที่จะบอกพี่น้องประชาชนให้ทราบว่ารัฐสภาของเรากำลังทำอะไร มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผมแปรญัตติ ก็คือเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ตัดคำว่า แล้วให้ เพิ่มเติมคำว่า และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาและร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนทำ ประชามติดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมจะเน้นคำว่า ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนทำ ประชามติดังกล่าว จะเห็นว่าต่างจากของรัฐบาลอย่างชัดเจน นั่นคือเมื่อมีการกำหนดให้มี การเลือก สสร. เสร็จสิ้นแล้วจำนวน ๙๙ คน หรือ ๙๙ อรหันต์ ให้ไปร่างรัฐธรรมนูญ ๒๔๐ วัน เสร็จแล้วรัฐธรรมนูญที่ สสร. ร่างเสร็จนะครับ ก็กลับมาให้ท่านประธานสภา นี่คือร่างของ เสียงข้างมาก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือร่างของรัฐบาล บอกว่าพอร่างเสร็จแล้วให้ประธานสภา ท่านเดียวเท่านั้นวินิจฉัยครับท่านประธาน วินิจฉัยตามาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านั้น มีสาระสำคัญอะไรบ้าง

๑. คือวินิจฉัยว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าด้วยวิจารณญาณของ ท่านประธานอาจจะสามารถวินิจฉัยได้ครับว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีการเปลี่ยนแปลง เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปล่า แน่นอนครับ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบครับ มีทั้งพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รวมถึงมีทั้งประธานาธิบดีเป็นประมุข เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ ฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสเปน แล้วก็ ประเทศไทยของเรา ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ให้ประธานสภาวินิจฉัยอีกอย่างหนึ่ง ก็คือมีการเปลี่ยนแปลงรูปการปกครองหรือไม่ หรือรูปประเทศ แน่นอนครับ ถ้าเกิดกรณี รัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ประมุขของรัฐบาล หลายประเทศประมุขของรัฐบาล ก็คือนายกรัฐมนตรี หลายประเทศเช่นเดียวกันประมุขของรัฐบาลก็คือประธานาธิบดี ตรงนี้ ก็เช่นเดียวกันผมก็เชื่อว่าท่านประธานอาจจะมีการวินิจฉัยที่เห็นชัดเจน

๒. ส่วนที่สำคัญก็คือ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็คือจะต้องไม่กระทบกับ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขณะนี้ ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ผมอภิปรายมาตรา ๔ ไปท่านประธานครับ วันนั้นอภิปรายไป เสร็จสิ้นแล้วผลปรากฏว่าเกิดแผ่นดินไหว วันนี้ก็ภาวนาว่าอย่าให้เกิดอีกครับ อย่าให้เกิด อาเพศขึ้นมาในประเทศของเราเลยครับ ตั้งแต่มีการรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็น ๕๐๐-๖๐๐ คดี บางคนก็นำพี่น้อง ประชาชนมารวมตัวกันเป็นไพร่ด่าอำมาตย์ บางคนก็ได้เป็นอำมาตย์ วันนี้คดีหลายคดีมีการ ฟ้องมีการยกฟ้องคนที่หมิ่นเสียชีวิตก็เอามาเป็นเครื่องมือ ท่านประธานครับ ตรงนี้ครับ สิ่งที่ ผมเป็นห่วงว่าท่านประธานสามารถจะวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่ว่ามันไปกระทบกับ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อย่างใดบ้าง เหตุที่ผมไม่เชื่อท่านประธาน เนื่องจาก ประธานรัฐสภาต้องยอมรับความจริงว่า

ส่วนที่ ๑ คือท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับผม เพียงแต่ท่านอยู่ ในพรรคข้างมากของสภา หมายถึงว่าท่านก็อยู่ฝ่ายที่มีพวกมาก เวลาท่านตัดสินท่านก็จะ ตัดสินเข้าข้างพวกของท่านเอง

ส่วนที่ ๒ คือท่านเป็นคนเปรียบเสมือนแต่งตั้ง สสร. มาเอง ท่านประธานครับ เมื่อเราให้กำเนิดลูกเราออกมาเราจะไปตำหนิลูกว่าทำผิดน้อยมากครับ

ส่วนที่ ๓ ที่ผมกังวลมากก็คือผมกลัวว่าประธานจะรับงานมาท่านประธานครับ สิ่งนี้ที่ผมกลัวที่สุดรับงานมาว่าคุณต้องทำเรื่องนี้เป็นอย่างนี้นะ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งนี้มีการวางแผนกันอย่างชัดเจน ท่านประธานจะเห็นว่าเราเร่ง เรารีบ เรารวบรัดกันอย่าง มโหฬาร ที่คำกล่าวว่าท่านประธานคงเคยไปเมืองจีนที่เซี่ยงไฮ้ มีรถไฟความเร็วสูงเรียกว่า รถไฟแม่เหล็กครับ วิ่ง ๔๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาของเราหลายท่าน คงเคยขึ้นไปนั่งเพื่อที่จะไปสนามบิน พอไปถึงสนามบินเรามากันเร็วมาก ๓๐๐-๔๐๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมงครับท่านประธาน มาถึงที่สนามบินก็บอกว่ารอกระเป๋าก่อน เพราะว่ากระเป๋ามากับ รถบัส บางทีเราเร่งหรือเราเร็วไปเพื่ออะไรก็ไม่ทราบ ท่านประธานครับ อย่างไรก็แล้วแต่ เหตุผลที่ผมแปรญัตติว่าเมื่อรัฐธรรมนูญกลับมา สสร. ทำเสร็จสิ้นแล้วจะให้ประธานรัฐสภา วินิจฉัยเพียงท่านเดียวนั้น ขอแปรญัตติเป็นให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ท่านประธานจะสังเกต ไหมครับว่าวันนี้ในการอภิปรายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมีการอภิปรายกัน ๑๐ กว่าวันนี่ พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อมูลกันเยอะมากขึ้นครับ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือพี่น้องประชาชนเริ่ม หูตาสว่างว่าวันนี้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กำลังทำอะไรอยู่ มีการเปรียบเทียบ กันว่าทำไมเราแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ทำไมไม่แก้ปัญหาให้กับพวกเขา ท่านประธานครับ ก่อนจะไปลงมติผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทางฝ่ายรัฐบาลและ โดยเฉพาะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาทุกท่านครับ แค่ท่านเปลี่ยนแปลงว่า การวินิจฉัย มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาแค่นั้นละครับ ความเป็น ประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสวยงามมาก แต่ท่านยังคิดว่าให้เฉพาะประธาน รัฐสภาเท่านั้น ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่จะเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ก็ขอวิงวอนท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านให้รัฐสภาของเราซึ่งประกอบ ด้วยสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้วินิจฉัยในประเด็น มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เพราะมันมีคำกล่าวไว้ว่า เทวดาไม่สามารถเปลี่ยนฤดูกาลเพื่อคนใดคนหนึ่งได้ รัฐสภาก็ ไม่ควรออกกฎหมายเพื่อใครคนใดคนหนึ่งเช่นเดียวกันครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมบูรณ์ครับ ที่จริงผม ไม่อยากทักท้วงให้เสียบรรยากาศนะครับที่ท่านอภิปราย อย่างกรณีกล่าวหาว่าผมไปรับงาน มามันเป็นการใส่ร้าย แต่ผมก็ไม่ทักท้วงนะครับ แล้วก็ไปกล่าวหาเรื่องรัฐบาลเขาด้วย ผมก็ไม่ ทักท้วง ทีนี้ท่านสมาชิกครับ เพื่อความสบายใจนะครับ ผมขอทำความเข้าใจอีกรอบหนึ่งครับ ที่จริงอำนาจที่ทางรัฐสภามอบหมายให้ผม รัฐสภาเป็นคนมอบหมายผมไม่ได้ขอครับ แล้วก็ เป็นอำนาจพื้น ๆ คือวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ว่าคือ

อันที่ ๑ ขัดหลักประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งมันก็ ไม่มีอะไรซับซ้อนนะครับ ดูง่าย ๆ

อันที่ ๒ รูปแบบของรัฐก็ไม่ซับซ้อนเหมือนกันครับ ดูง่าย ๆ

อันที่ ๓ คือไม่ไปแตะต้องหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์ ก็คือไปลอกของ เก่ามาเลยก็ดูง่าย ๆ นี่ครับ

ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แต่เพื่อความสบายใจผมก็ได้เรียนที่ประชุมแล้วว่าผม จะมอบอำนาจในการวินิจฉัยของผมเรื่องนี้ให้กับคณะทำงานซึ่งมีท่านเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภาตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัยหรือ พิจารณาเรื่องนี้แทนผม ซึ่งมันก็น่าจะสบายใจนะครับ ในประเด็นนี้จะได้ไม่ต้องได้พูดอะไรกัน มากมายนะครับ เชิญท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

ท่านสมบูรณ์ครับ ไม่มีอะไร เสียหายนะครับ เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานพูดว่าผมใส่ร้ายท่านประธานว่า ท่านประธานรับงานมานั้น ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมได้พูดว่าผมไม่เชื่อใจประธาน เนื่องจาก

๑. ก็คือท่านประธานเป็น ส.ส. พรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างมาก

๒. ก็คือท่านเป็นคนแต่งตั้ง สสร. แล้วผมก็บอกว่า

๓. ถ้าเกิดท่านรับงาน

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ใส่ร้ายท่าน ผมเพียงแต่กังวลว่าถ้าเกิดท่านรับงาน เพราะว่ามิฉะนั้นผมจะเสียหายครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ไม่เป็นไรครับ สรุปก็คือ เพื่อให้สบายใจนะครับ ผมก็ได้มอบตรงนี้ให้กับคณะทำงานหรือคณะกรรมการเขาได้ไปพิจารณา ซึ่งผมก็ได้เรียนแล้วนะครับว่าสิ่งที่จะไปพิจารณามันก็หลักพื้น ๆ เท่านั้นเอง เชิญท่านกรณ์ครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้หลายมาตรา แล้วก็ได้มีโอกาสที่จะได้ อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นครั้งแรก แต่ก่อนอื่นผมจะขออนุญาตชี้แจงกับท่านประธาน ว่าในการขอแปรญัตติของผม ผมได้ปรับเปลี่ยนรูปของร่างเดิมของทางกรรมาธิการพอสมควร โดยในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในร่างแปรญัตติของผมเป็นการเสนอการเน้นย้ำความสำคัญ ในเรื่องของการคงไว้ ซึ่งหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประเด็นนี้ก็ได้มีการอภิปรายไปแล้ว แต่นอกจากนั้นผมได้แยกอีก ๔ เรื่อง ซึ่งทางผมและ ทางเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ออกมาบรรจุไว้เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๔ มาตรา ๒๙๑/๑๕ มาตรา ๒๙๑/๑๖ และมาตรา ๒๙๑/๑๗ ครับ โดยที่เนื้อหาสาระในส่วน ของมาตรา ๒๙๑/๑๓ เดิมของทางกรรมาธิการนั้น ผมได้นำเสนอเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๘ เพราะฉะนั้นเพื่อความชัดเจน ผมก็อยากที่จะเรียนว่าในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๓ ตามที่ สงวนคำแปรญัตติของผมนั้น ก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๔ ก็ได้เน้นครับว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปแล้วหลายท่าน ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๕ ก็ได้ เน้นครับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่เป็นการจัดทำเพื่อแก้โทษหรือเพื่อการนิรโทษกรรม บุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิด ไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นใด ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑๖ ก็เน้นในประเด็นที่ผมถือว่าเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็น สาเหตุที่ทำให้มีความกังวลและความสับสนต่อเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเสนอ แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนะครับ ก็คือไปเน้นว่าร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อ อำนาจตุลาการและอำนาจองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐทุกองค์กร ส่วนมาตรา ๒๙๑/๑๗ ก็จะ เน้นในประเด็นสำคัญประเด็นสุดท้าย ซึ่งถ้ามีความชัดเจนในมาตราเหล่านี้ ทางเราก็มั่นใจว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะบรรลุตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ของทางรัฐบาลและทางกรรมาธิการ ก็คือการนำไปสู่การปรองดอง ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๗ ผมได้แยกออกมาเป็นมาตราเฉพาะ เพื่อที่จะเน้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่จัดทำในลักษณะให้มีผลย้อนหลังลบล้างความผิด ใด ๆ ซึ่งองค์กรตุลาการหรือองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายได้ลงมติไว้แล้วนะครับ เหตุผล เหล่านี้ที่ได้แยกส่วนออกมาก็เพื่อที่จะให้เน้นความสำคัญ แล้วก็เพื่อสะท้อนวัตถุประสงค์ ในส่วนของผมเอง ในฐานะผู้ขอแปรญัตติที่ต้องการให้การแก้รัฐธรรมนูญนี้นำไปสู่การสร้าง ความปรองดองและความสมัครสามัคคีในสังคมอย่างแท้จริง ประเด็นปัญหา ก็คือวิธีการ เสนอการแก้ร่าง ณ ปัจจุบัน ผมเชื่อว่าจะไม่นำไปสู่การปรองดองแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนของ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ตามร่างเดิมที่ผมได้เสนอแก้ในมาตรา ๒๙๑/๑๘ ในร่างของผมนั้น ผมได้ เน้นถึงการพูดถึงเรื่องของการรับรู้ในส่วนของประชาชน ก็คือเราต้องยอมรับว่าข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบันนี้ ประชาชนเขาไม่เข้าใจว่าเรามาประชุมกันหามรุ่งหามค่ำ ๑๓ วัน ๑๓ คืนนั้น เพื่ออะไร เขาไม่เข้าใจว่าในส่วนของการเสนอแก้รัฐธรรมนูญนั้น พี่น้องประชาชนจะได้อะไร แล้วก็โดยเฉพาะในช่วงขณะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัยหรือ จะเป็นเรื่องของความเป็นอยู่และโดยเฉพาะในเรื่องของค่าครองชีพนั้นเขาก็อยากที่จะเห็น พวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาได้ทุ่มเทกับการทำงาน อย่างเช่นที่เราได้ทุ่มเทตลอด ๑๓ วัน ๑๓ คืนที่ผ่านมา ในการที่จะร่วมหารือ หาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เขาได้รับผลกระทบ เขามีคำถามในช่วงเปิดเทอมว่าการเรียนฟรีของเขาหายไปไหน เขามีคำถามในส่วนของพี่น้อง ที่เป็นชาวไร่ ชาวนาว่าราคาสินค้าเกษตรทำไมถึงตกต่ำ มีปัญหาเรื่องของแพง

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ขณะนี้เวลาเที่ยงคืน ขอประท้วงท่านผู้มีเกียรติอย่างสูงที่กำลังอภิปรายอยู่ ขณะนี้ ถ้าผมไม่ผิดพลาดจริง ๆ ท่านได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในหน้า ๒๘๘ นี่ก็ท่านก็ไปถึง มาตรา ๒๙๑/๑๗ แล้วก็กลับมาเรื่องราคาสูง หรือสิ่งที่ท่านกำลังยืนพูดสูง ๆ อยู่นี่นะครับ ท่านประธานครับ ถ้าจะให้ความกรุณาจริง ๆ ท่านครับ คนเป็นถึง ท่านก็มีเกียรติอันสูงอยู่ แล้วนะครับ ขอความกรุณาได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผมว่าท่าน กำลังอภิปรายนอกประเด็นครับ ท่านครับ เวลาแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจบ้านเมืองมีนอก ประเด็นอย่างนี้หรือเปล่าไม่ทราบ ก็เลยมีความเข้าใจยากมากท่านประธานครับ ขอช่วย กำชับหน่อยท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจงนะครับ ความจริงถ้าท่านผู้ประท้วงจะฟังต่อไปสักนิดหนึ่ง ท่านจะเข้าใจว่าความจริงผมเข้าประเด็นแล้ว เพราะประเด็นที่ผมได้เปิดไว้เมื่อสักครู่ก็คือ มาตรา ๒๙๑/๑๓ หัวใจของมันก็คือเรื่องของการรับรู้ของประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ ผมขออย่างนี้ ดีกว่าครับ เราผู้ใหญ่ด้วยกัน ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม เราต่างมีหน้าที่ ผมก็มีหน้าที่ ของผม ท่านก็มีหน้าที่ของท่าน อันนี้เข้าใจ แต่สิ่งสำคัญ เราให้เกียรติซึ่งกันและกันดีไหมครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านเข้าประเด็น แล้วก็อย่าถือโอกาสไปนอกประเด็นและตรงนั้น ก็กระทบกับคนอื่นนะครับ ด้วยความจริงใจ ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ขอความกรุณาเถอะครับ เชิญท่านต่อเลยครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะอธิบายนิดเดียวนะครับ เพราะว่ามิฉะนั้นท่านประธานกล่าว เช่นนั้นผมอาจจะเสียหาย จริง ๆ ที่ผมกำลังอภิปรายผมถือว่าอยู่ในประเด็นนะครับ เพราะว่า หัวใจของมาตรานี้ ก็คือการรับรู้ของพี่น้องประชาชน และการรับรู้ข้อมูลเพียงพอที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนสามารถที่จะตัดสินใจในกระบวนการการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ได้ว่าควรที่จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และประเด็นที่ ผมกำลังที่เรียนสภาผ่านท่านประธาน แล้วก็เรียนทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานก็คือ ณ วันนี้ประชาชนเขาไม่เข้าใจ และผมกำลังจะโยงมาสู่ประเด็นที่ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ครับ ผมอยากให้เข้าประเด็นแล้วอย่าไปพูดกระทบทำให้เกิดความเสียหายนะครับ เพราะผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม อย่างกรณี เช่น รัฐบาลมาเป็นห่วงเพื่อที่จะแก้ รัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่ห่วงแก้ของแพงอะไรอย่างนี้มันเป็นการพูดกระทบนะครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผมขออนุญาตนะครับ ผมก็เคารพท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเป็นว่าท่านอยู่ในประเด็น ตรงนี้อย่าให้กระทบหรือประชดประชันให้มันเกิดความเสียหายนะครับ ผมขอความกรุณา เถอะครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่าเราอยู่ในสภาเราก็ต้องเอาความจริงมาพูดกัน แล้วผมเชื่อว่า ความจริง ณ เวลานี้ก็คือประชาชนส่วนใหญ่เขาไม่เข้าใจ นี่คือข้อเท็จจริงนะครับ ผลสำรวจ ทุกผลสำรวจที่สื่อนำเสนอก็สะท้อนความเป็นจริงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจว่า พวกเรากำลังแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร และพี่น้องประชาชนจะได้อะไร แต่ที่เขาเรียกร้องให้ ผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงพวกเราทุกคนที่เป็นฝ่ายค้านด้วยครับ ช่วยกันหาวิธีการแก้ไขปัญหา ให้กับเขาก็คือเรื่องปากท้อง อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็เราจะทำตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านให้ผมพูดให้จบสิครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรื่องปากท้องรัฐบาลเขาก็ ดูแลอยู่ ทีนี้ของเราก็มาว่าในประเด็นนะครับ อยู่ในกรอบของประเด็น

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประเด็นของ ผมก็คืออย่างนี้ครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านได้กำหนดขั้นตอนในส่วนการจัดทำประชาพิจารณ์ ซึ่งผมถือว่ากระชับเกินไป ผมก็ต้องอธิบายถึงบริบท สาเหตุว่าทำไมผมถึงแปรญัตติขอให้ มีการขยายระยะเวลาในการจัดทำประชาพิจารณ์ เพราะฉะนั้นท่านอย่ากล่าวหาว่าผมพูด นอกประเด็น เพราะมิเช่นนั้นผมเสียหาย คือ ณ ปัจจุบันสิ่งที่ผมพูดผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ก็เห็นตรงกันนะครับ เขาอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วการแก้เราจะแก้ในประเด็นไหน ซึ่งมัน จะต้องมีเวลาที่จะให้กับผู้รับผิดชอบในการที่จะอธิบายชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ สิ่งที่พี่น้องประชาชนได้รับทราบจากการอภิปรายตั้งแต่วาระหนึ่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมไม่ได้กล่าวหาครับ ผมวินิจฉัย แล้วก็ผมย้ำนะครับ เราให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างนั้นดีกว่าครับ เราก็อยู่ในสภา มาพอสมควรครับ อะไรเป็นอะไรก็พอรู้อยู่แล้วครับ อย่าให้พูดไปมากกว่านี้เลยครับ ท่านเข้า ประเด็นเถอะครับ แล้วก็อยู่ในประเด็นและอย่าไปกระทบทำให้คนอื่นเสียหาย มันจะได้ไม่มี คนประท้วง และผมก็ไม่ต้องทักท้วง ท่านจะได้ไม่เสียความรู้สึก ในการอภิปรายมันจะได้ ต่อเนื่องครับ ผมว่าท่านเข้าประเด็นดีกว่านะครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน การเสนอขอแปรญัตติของผมในมาตรานี้ ผมได้เสนอขอให้มีการขยายช่วงเวลาการจัดทำ ประชามติจากร่างเดิมที่กรรมาธิการได้เสนอไว้ ๔๕-๖๐ วัน เป็น ๑๘๐-๓๖๐ วัน เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องอธิบายว่าทำไมผมถึงอยากที่จะเสนอระยะเวลาในการจัดทำประชามติที่เป็น ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าที่กรรมาธิการได้มีข้อสรุปไว้นะครับ ประเด็นและปัจจัยสำคัญที่ผม ได้นำเสนอเช่นนี้เพราะ ณ ปัจจุบัน ข้อเท็จจริงก็คือประชาชนยังไม่เข้าใจว่าการแก้นี้จะมีผล อย่างไรกับเขา และสาเหตุที่เขายังไม่เข้าใจก็เพราะว่าเรายังไม่ได้ชี้แจง แล้วก็โดยเฉพาะ รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทั้งหมดที่กำลังทำอยู่นั้น ทำไปเพื่อ อะไร ในวาระแรกที่มีการอภิปรายก็มีแต่เพียงคำอธิบายว่าเรายังไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาสาระ เราเพียงแค่พูดถึงกระบวนการ เพราะเราแก้แค่มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นการแก้ไขในเรื่องของ กระบวนการการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ยังไม่ได้มีการบอกกับพี่น้องประชาชน เลยว่าประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นคืออะไร และเราแก้ไขแล้วมันจะมี อะไรที่ดีขึ้นสำหรับเขา นี่คือทั้งหมดที่ผมอภิปราย ความจริงถือว่าอยู่ในประเด็น แต่ไม่เป็น อะไรครับ ทีนี้มันก็มีการพูดกันค่อนข้างมากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องแก้ไข และสาเหตุ ที่ต้องแก้ไขเพราะว่าต้นไม้เป็นพิษ แล้วก็ทำให้ผลของต้นไม้นั้นเป็นพิษด้วย แต่ต่อคำถามของ เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้ถามในช่วงที่เรามีการอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๑๑ นี่ครับว่าที่ทาง กรรมาธิการได้กรุณาเพิ่มประโยคไว้ในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง แก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้น มีคำถามว่าเวลาพูดถึงหมวดหรือ บทบัญญัตินั้นไม่ได้มีความชัดเจนว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับไหนนะครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการวันนี้ก็ได้กรุณาชี้แจงว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องระบุว่าเป็นบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญฉบับไหน เพราะร่างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. จะยกขึ้นมานั้นก็จะเป็น ร่างแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็คือพูดง่าย ๆ ต้นฉบับก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ อยู่ดี ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ายิ่งทำให้พี่น้องประชาชนเขาสับสน ก็เพราะไหนรัฐบาลบอกว่าต้องแก้ เพราะต้นไม้มันเป็นพิษ แต่สุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะต้องอ้างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นที่มาอยู่ดี เพราะฉะนั้นประเด็นนี้มันถึงมีความจำเป็นว่าเราต้องทำความเข้าใจ แล้วก็อธิบายให้กับพี่น้องประชาชนฟังว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นมันไม่ดีตรงไหน และทำไมถึงต้องมีการแก้ไข แล้วก็สุดท้ายจะแก้ไขในประเด็นใดบ้างครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ไม่ใช้เวลามากในการที่หยิบยกตัวอย่าง เพราะในส่วนของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่มีหลายมาตราที่ผมไม่แน่ใจว่าพี่น้องประชาชนรับทราบ หรือว่าให้สิทธิกับพี่น้องประชาชนมากเพียงใด อย่างเช่นประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ประเด็นปัญหาที่เพิ่งเกิดที่มาบตาพุดนั้น รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ให้อำนาจกับประชาชน ไว้มากนะครับ ในมาตรา ๖๗ ซึ่งในส่วนของตรงนี้เราได้ชี้แจงให้ประชาชน

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมขอประท้วงพี่โย่งหน่อยครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านพูดวาระหนึ่งท่านประธาน ช่วยให้ท่านอภิปรายที่ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ ผมขอวินิจฉัย ก่อนครับ ท่านกรณ์ครับ การให้ความรู้กับประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง เราได้ให้ ความรู้ไปพอสมควรแล้วครับ และตอนนี้เราอยู่ในวาระสองที่ได้สงวนความเห็นไว้ ท่านต้อง เข้าอยู่ในประเด็นตรงนั้นครับ จะไปอ้างว่าเพื่อให้ความรู้กับประชาชนแล้วพูดนอกประเด็น มันไม่ได้ครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานจะสังเกตว่าผู้ประท้วง ๒ ท่านที่มาประท้วง ผู้กำลังอภิปรายอยู่นะครับ จะใช้คำเสียดสีตลอด แต่ท่านประธานก็ไม่ได้เตือนว่าจะให้เขา ถอนคำพูด ยกตัวอย่างคนล่าสุด พี่โย่ง ใช้ได้ไหมครับ ถ้าใช้ได้ต่อไปก็มีทั้งพี่โย่ง มีทั้งพี่เตี้ย มีทั้งพี่อ้วน อย่างนี้มันก็เลอะเทอะไปหมดทั้งสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ ผมเตือน ท่านวรชัยก็แล้วกันในประเด็นพี่โย่งนะครับ แต่ก็เตือนท่านกรณ์ด้วยนะครับ ท่านครับ ผมย้ำ หลายครั้งนะครับ เราผู้ใหญ่ด้วยกันให้เกียรติซึ่งกันและกันน่าจะดีกว่าครับ ท่านเข้าประเด็น เถอะครับ ไม่ใช่วาระหนึ่งนะครับ เป็นวาระสองแล้วครับ และผมเชื่อว่าท่านรู้ว่าวาระสองต้อง อภิปรายอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน บรรยากาศมันจะดีครับ มันดีมา ตลอดแล้วครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ เชิญต่อครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมต้องขอสารภาพเลยครับว่าผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าแนวทางการอภิปรายของผมทำให้เสีย บรรยากาศอย่างไร และผมไม่ติดใจนะครับเรื่องที่จะเรียกผมว่าโย่ง หรือเรียกอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ผมได้มีโอกาสได้ทำงานเท่านั้นเอง ทีนี้ผมจะอภิปรายเรื่องของขั้นตอนการพิจารณา ของประชาชน มันมีความสำคัญนะครับที่จะต้องอธิบายว่าทำไมผมถึงได้เสนอแก้จากร่างเดิม ของทางกรรมาธิการ ถ้าเพียงแค่ผมมาอ่านว่าท่านเขียนไว้อย่างไร แล้วผมแก้เป็นอย่างนั้น โดยไม่ให้คำอธิบาย ผมคิดว่าประชาชนก็จะไม่เข้าใจ และผมก็จะเสียโอกาสในการที่จะโน้มน้าว หรือว่าชี้แจงให้กรรมาธิการได้เข้าใจถึงประเด็นความต้องการของทางผม ซึ่งประเด็นก็ไม่ได้ มีอะไรมาก เพียงแต่อยากจะบอกว่าขั้นตอนในการที่จะเสนอข้อมูลให้กับพี่น้องประชาชน ได้รับทราบก่อนที่จะให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอะไรครับ ในส่วนของ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก สุดท้ายแล้ว ๑๐ กว่าล้านเสียง ที่ลงมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ลงมติด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของตัวรัฐธรรมนูญ บางท่านในส่วนของฝั่งรัฐบาลก็เคยอภิปราย ไว้ด้วยซ้ำไปครับว่าประชาชนลงมติครั้งนั้นก็เพราะถูกบังคับให้ลง ลงมติเพราะอยากให้มี การเลือกตั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าบางส่วนก็จริง แต่ในขณะเดียวกันบางส่วนก็ลงมติเพราะเนื้อหาสาระ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ครับ ผมหลาย รอบแล้วครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คือความจริง ท่านไม่จำเป็นต้องขัดจังหวะผมเลยนะครับ ผมอภิปรายไป เดี๋ยวผมก็จะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านไม่นอกประเด็นผม ก็ไม่ขัดจังหวะ แต่ทีนี้ท่านยังไม่เข้าประเด็นเลยครับ ท่านกำลังพูดประเด็นอะไรที่ท่านสงวน

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมกำลัง พูดประเด็นเรื่องของการทำประชาพิจารณ์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นตรงไหนที่ท่าน กำลังพูดครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คืออย่างนี้ครับ ในส่วนของขั้นตอน ขั้นตอนแรกก็คือมอบให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หลังจากนั้นประธานรัฐสภาก็จะต้องส่งเรื่องให้ กกต. เพื่อนำไปสู่การจัดทำประชาพิจารณ์ ซึ่งในส่วนตรงนี้อันดับแรกผมกำลังจะชี้แจงว่าขั้นตอนในการที่จะอธิบายกับพี่น้องประชาชน ได้เข้าใจมันควรจะเริ่มตั้งแต่รัฐสภา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นหลังจากที่ สสร. ได้ยกร่าง ใหม่ขึ้นมาแล้วก็คือส่งมาให้กับรัฐสภาได้มีโอกาสได้อภิปรายมาตราต่อมาตรา เพื่อประชาชน เขาจะได้ฟังว่าผู้แทนราษฎรของเขาคิดอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเรียนตาม ตรงครับ จะพึ่งหวังเพียงแค่ให้ประชาชนมานั่งอ่านรัฐธรรมนูญเอง แล้วก็มีข้อสรุปเองว่าควร ที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามที่ สสร. นำเสนอมานั้นผมคิดว่าทำไม่ได้ แล้วก็โดยเฉพาะในช่วงจังหวะเวลาที่ทางกรรมาธิการได้เสนอไว้ คือ ๔๕-๖๐ วันนั้นเป็น ระยะเวลาที่สั้นมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรที่จะเกิดขึ้นก็คือผู้แทนและตัวแทนของประชาชน ก็คือพวกเราที่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ควรที่จะมีโอกาสในการที่จะอภิปรายเพื่อพี่น้อง ประชาชนจะได้ติดตามฟัง แล้วก็ช่วยเขาในการตัดสินใจและในการพิจารณาต่อ ซึ่งเหล่านี้คือขั้นตอนที่ทางกรรมาธิการควรจะนำไปพิจารณา เพื่อปรับปรุงให้สุดท้ายแล้วเมื่อ ประชาชนออกมาใช้สิทธิจะทำให้เขาใช้สิทธิ แล้วก็มอบความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้เพิ่มเติม เมื่อสักครู่ผมได้ยกตัวอย่างเท่านั้นเองครับ มันมีหลายมาตรา ผมจะไม่ ยกตัวอย่างทุกมาตรา ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสิทธิของประชาชน ซึ่ง ณ วันที่เขาลงประชามติเมื่อ ปี ๒๕๕๐ เขารับรู้หรือไม่ ผมก็ไม่มีทางทราบ แต่ถ้าไม่มีใครไปชี้ให้เขาเห็น ซึ่งบทบาทหน้าที่ ในการชี้ให้เขาเห็นในประเด็นเหล่านี้ก็คือพวกเราที่อยู่ในรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมถือว่าบทบาท ที่สำคัญและหน้าที่สำคัญ ซึ่งเราควรจะมีขั้นตอนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือการอภิปรายในเรื่องนี้จะเป็นการลงมติหรือไม่ ผมกลับติดใจน้อยกว่า แต่ขั้นตอนในการ ที่จะนำเสนอแนวความคิดของเราเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมถือว่าเป็นขั้นตอน สำคัญในการที่จะเพิ่มโอกาสให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่จะนำมาซึ่งความ ปรองดองตามเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของทางกรรมาธิการ ส่วนขั้นตอนในเรื่องของการทำ ประชามติก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งระยะ เวลา ๔๕-๖๐ วันนั้น เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปมาก ผมเองเสนอไว้ ๑๘๐-๓๖๐ วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผมคิดว่าเหมาะสม และความจริงอาจจะ สั้นเกินไปด้วยซ้ำไปที่เราจะให้ประชาชนมีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเสนอไว้ตอนที่ผมไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้วยซ้ำไปว่าสิ่งที่เราควรจะทำก็คือ หลังจาก ๖ เดือน คือ ๑๘๐ วัน ให้มีการทดสอบดู สุ่มตรวจดูว่าประชาชนกี่คนมีโอกาสได้ อ่านรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนกี่คนมีโอกาสได้รับทราบแล้ว ซึ่งความแตกต่างระหว่างร่างใหม่ กับร่างฉบับที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันคือ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งผมเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด ๖ เดือน ก็อาจจะ ยังไม่เพียงพอ ถ้า ๖ เดือน พบว่ามีประชาชนสัดส่วนน้อยมากที่ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษา ข้อเท็จจริงในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย ก็ขยายเวลาแต่ก็มีขีดจำกัดไม่ให้เกิน ๑ ปี ซึ่งถ้าทำเช่นนี้อย่างน้อยเรามีความมั่นใจว่าจากการฟัง การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาไปสู่ ขั้นตอนการชี้แจงข้อมูลผ่านกระบวนการการประชามตินั้นจะทำให้ประชาชนตัดสินใจบน เนื้อหาสาระแล้วก็จะเพิ่มความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ มีผู้ประท้วงครับ คงไม่ต้องประท้วงแล้วนะครับ เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียน ท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขอแสดงความเห็น ต่อการทำหน้าที่ของท่านนะครับ จะเห็นว่าท่านใช้ความพยายามในการตัดการอภิปรายของ สมาชิก ท่านพยายามจับผิดว่าสมาชิกกำลังพูดนอกประเด็นอย่างไรบ้าง ท่านเป็นประธาน รัฐสภาท่านน่าจะเปิดโอกาสที่จะให้สมาชิกได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เมื่อสักครู่ท่านยังทำหน้าที่ แทนรัฐบาลด้วยซ้ำในการอธิบายว่ารัฐบาลกำลังดูแลปัญหาของแพงอยู่ ไม่ใช่หน้าที่ของ ประธานรัฐสภาครับ รัฐบาลมีโอกาสที่จะได้มานั่งอยู่ที่นี่ เพราะเป็นผู้เสนอญัตติเข้ามา ร่าง พระราชบัญญัติที่แก้ไขที่ว่านี้เข้ามา แต่รัฐบาลก็ไม่มาทำหน้าที่ รัฐบาลมีโอกาสที่จะลุกขึ้นมา ตอบโต้ได้ หรือมาอธิบายได้ว่าสิ่งที่สมาชิกพูดนั้นไปกระทบอย่างไร และอธิบายได้อย่างไร แต่ท่านประธานเองก็ไม่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาอธิบายเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ แต่กลับมา ทำหน้าที่แทน ผมขอตำหนิการทำหน้าที่ของท่านเมื่อสักครู่ และขอให้ท่านชี้แจงด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านบุญยอด ที่เคารพครับ ท่านครับ ผมไม่ได้แก้ต่างให้รัฐบาล ผมเป็นประธานรัฐสภา ผมมีหน้าที่คุมกฎ ข้อบังคับ ดูแลข้อบังคับเพื่อให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ถ้ามีใครพูดนอกประเด็น และไปกระทบให้ใครก็แล้วแต่เสียหาย ก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทักท้วง ผมก็ดำเนินการตามนี้ แต่ถ้าท่านพูดในประเด็นแล้วไม่ได้ไปกระทบทำให้คนอื่นเสียหาย ผมจะไม่ทักท้วงเลย สังเกต หลายท่านผมไม่ทักท้วงเลยครับ ผมว่าต่อนะครับ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผม เป็นคนหนึ่งทีได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เพราะว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่มีความสำคัญยิ่ง ถือว่าเป็นด่านประการสุดท้ายที่จะยับยั้งสิ่งที่พวกเราเสียงข้างน้อยได้ติติง เสียงข้างมาก ในสภาที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๙๙ คนไปปู้ยี่ปู้ยำกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่จะอุบัติขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ทั้งสมาชิก วุฒิสภาถึงแม้ว่าเป็นเสียงข้างน้อยแต่ได้ติติงไว้เป็นสิ่งที่น่ารับฟังมาก ผมกราบเรียนว่าใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ได้บัญญัติไว้ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญให้จัดทำร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำให้ประธานสภา เมื่อท่านประธานสภาเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้น ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ก็ให้ส่ง กกต. เพื่อทำประชามติต่อไป ประเด็นนี้ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียน ว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก เพราะคนที่วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ๙๙ คน ได้จัดไปเพิ่มเติมแก้ไขร่างมานั้นจะเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ นั่นหมายความว่าจะไปกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือไปเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ ตัดสินใจที่จะเพิ่มบทบัญญัติขึ้นมาว่าทั้งนี้ต้องไม่ไปแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ แต่ผม กราบเรียนว่าเรื่องที่ไปกระทบกับหมวดพระมหากษัตริย์นั้น ไม่เพียงเฉพาะหมวด ๒ เพียง อย่างเดียว แต่มีหลายมาตราที่มันหมิ่นเหม่ต่อการลิดรอนพระราชอำนาจ ที่หมิ่นเหม่ต่อ การบั่นทอนพระราชอำนาจ และหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมกราบเรียนว่า ถ้าท่านประธานซึ่งเป็นประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจเพียงท่านเดียวนั้นก็คงจะมีปัญหาอย่าง แน่นอน เพราะว่าในหลายเรื่องหลาย หลายมาตรา หลายบทบัญญัติครับ ขาวก็ไม่ขาว ดำก็ ไม่ดำ มันเป็นสีเทา เพราะฉะนั้นการที่จะแปลความว่าเรื่องนี้มันหมิ่นเหม่ต่อการลิดรอน พระราชอำนาจ หรือการบั่นทอนพระราชอำนาจ หรือการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่นั้น ผมคิดว่ายากต่อการวินิจฉัย จริงอยู่ท่านประธานรัฐสภาใจกว้าง ท่านได้รับปากต่อที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านจะไม่วินิจฉัยด้วยตัวของท่านเอง ท่านจะใช้องค์คณะซึ่งเมน (Main) หลัก มีเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้ร่วมพิจารณา แต่ผมกราบเรียนว่าการท่านโยนอำนาจของท่านไปให้ คณะกรรมการโดยไม่ผ่านรัฐสภาก็มีข้อสังเกตที่ควรสังวรไว้ ๒ เรื่องด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ ท่านมีอำนาจหรือไม่ที่จะให้คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองแทนท่าน

เรื่องที่ ๒ เราจะมีความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าคณะกรรมการที่อยู่ภายใต้การ แต่งตั้งของท่านนั้นจะไม่ทำตามที่ท่านบัญชา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ปลอดภัย ที่สุดและพวกเราเรียกร้องมากที่สุดทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งถึงวันนี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่กระทบกับสถาบันเบื้องสูง เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนคนไทยไม่ สบายใจ ก็อยากที่จะให้ร่างที่ สสร. ได้ทำเสร็จแล้วก่อนที่จะนำไปทำประชามติควรจะให้ รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้ช่วยกันพิจารณากลั่นกรองดูอย่าง รอบคอบ รอบด้าน ถี่ถ้วนว่ามีมาตราใดไหม มีข้อความใดไหมที่ไปกระทบกับสิ่งที่เรากังวล ไม่ว่ากระทบหมวดพระมหากษัตริย์ หมวดศาล หรือกระทบกับอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนถาม ท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ท่านสามารถที่ผมเคารพมากว่าทำไมละ ในเมื่อถ้า เกิดว่าเอาร่างที่ สสร. ทำเสร็จแล้ว แทนที่จะส่งไปทำประชาพิจารณ์ให้อำนาจของสภาตรงนี้ กลั่นกรองช่วยกันดูครับ ผมเข้าใจว่าถ้าพวกเราช่วยดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว สิ่งที่พวกเรากังวลก็จะคลายกังวลและ เมื่อนำไปทำประชาพิจารณ์พี่น้องประชาชนเขาก็จะทำด้วยความสบายใจเพราะอย่างน้อย ที่สุดได้กลั่นได้กรองมาถึง ๒ ชั้น ๓ ชั้น ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดในการปกครองประเทศ และวันนี้ผู้คนในประเทศกังวลครับ กังวลว่าการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะกระทบถึงสิ่งใดบ้าง เพราะก่อนหน้านี้มีการ พูดจาปราศรัยกันหลายที่หลายทางว่าในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นจะทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ไปกระทบในสิ่งที่เรากังวล ผมเลยกราบเรียนท่านประธานว่าทำไมเราใจแคบ ทำไมเราไม่ เชื่อใจผู้แทนประชาชนหรือครับที่เป็น ส.ส. เป็น ส.ว.

(นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประกอบมีผู้ประท้วงครับ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายตามข้อ ๙๙ นะคะ เนื่องจากดิฉัน ฟังท่านอารัมภบทมาเป็นเวลา ๗ นาที ๒๒ วินาทีแล้วค่ะ ท่านยังไม่เข้าสู่ประเด็นที่ท่านได้มี การสงวนคำแปรญัตติไว้เลยนะคะ ท่านแปรญัตติไว้ในวรรคที่หนึ่ง รบกวนท่านประธานช่วย วินิจฉัยด้วยค่ะ และขอเร่งให้ผู้กำลังอภิปรายเข้าสู่ประเด็นได้แล้วค่ะ ดิฉันอยากฟังเนื้อหาที่ ท่านจะอภิปรายใจจะขาดแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงก็ยังพออยู่ในประเด็น เพราะฉะนั้นท่านช่วยกระชับสักนิดครับ เชิญต่อเถอะครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ขอบคุณมากครับ สงสารน้องครับ สงสัยง่วง เพราะว่าผมพูดตรงประเด็นทุกอย่างไม่เคยออก นอกประเด็นและผมตั้งใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อเถอะครับ ช่วยกระชับสักนิดหนึ่ง

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่เป็น อะไรท่านประธานครับ ก็ฝากสุดท้ายว่าผมอยากให้ท่านประธานเองและท่านร่างพิจารณา กฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านสามารถช่วยทบทวนอีกครั้งหนึ่งครับ ผมพูดวันนี้เป็นคนสุดท้าย และขอร้องครั้งสุดท้ายว่าถ้าเกิดท่านใจกว้างที่จะนำร่างที่ สสร. ร่างเสร็จแล้วนำเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้พวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ตรงนี้ครับ ได้กลั่นกรองพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเพื่อความรอบคอบ ว่าร่างที่ สสร. เรามอบหมายให้ไปร่างนั้นไม่กระทบในสิ่งที่พวกเรากังวล ผมคิดว่าคงจะเป็น ประโยชน์ต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญคงเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและคงจะนำไปสู่ความ สงบเรียบร้อยของประเทศชาติอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นผมขอแปรญัตติว่ารัฐธรรมนูญที่ สสร. ร่างเสร็จแล้วให้นำกลับเข้าสู่รัฐสภาพิจารณาก่อนที่จะส่ง กกต. ไปทำประชามติต่อไป ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงท่านสุดท้ายกระมังครับ ท่านอานิก อัมระนันท์ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนความเห็นขอแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เพราะดิฉันเห็นว่าจะเป็นอันตรายกับประเทศของเราที่จะผ่านส่งร่างรัฐธรรมนูญ ไปสู่ประชามติโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองของรัฐสภา เราเสี่ยงมากว่าจะได้ระบอบอย่างที่ ประเทศเยอรมนีเคยได้นะคะ ที่มีฮิตเลอร์ที่ได้รับอำนาจที่ไร้การตรวจสอบถ่วงดุล เพราะว่า มาจากเสียงข้างมากเฉย ๆ ระบอบนั้นได้นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม การเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามระหว่างประเทศแม้กระทั่งสงครามโลกนะคะ ดิฉันไม่อยากให้ประเทศไทยเดินตาม แนวทางแบบนั้น เราควรจะต้องมีการถ่วงดุล มีระบบถ่วงดุล มีตุลาการที่เข้มแข็ง มีระบอบ ที่เป็นธรรม มีการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระและรัฐธรรมนูญของเราไม่ควรจะเป็นเครื่องมือ ในการล้างผิดให้ใครไม่ว่าใครก็ตามค่ะ ที่ศาลที่ได้ตัดสินแล้วว่าผิดศาลยุติธรรมตัดสินแล้วว่าผิด ไม่ว่าฝ่ายไหนทั้งสิ้น ดิฉันไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นการปรองดองว่าให้ทุกฝ่ายที่ผิดล้างผิดหมด ไม่ว่าใครก็ไม่ควรมีการล้างผิด เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าได้เสนอไว้ควรจะผ่านการกลั่นกรอง ของรัฐสภา และได้รับฉันทามติจากรัฐสภานี้นะคะ เพราะว่าดิฉันไม่เชื่อว่าจะมีการให้ความรู้ ความใจที่กว้างขวางพอกับประชาชนอย่างที่ดิฉันได้เสนอไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งก็ตกไป แล้วนะคะ และดิฉันก็ไม่เชื่อว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่เปิดกว้างถึงขั้น เปลี่ยนแปลงรับฟังความเห็นแล้วก็ปรับปรุงตามที่เสียงข้างน้อยหรือความเป็นห่วงของ ประชาชนได้สะท้อนออกมา เป็นหน้าที่ของรัฐสภาแห่งนี้ค่ะ แล้วก็ได้ถูกบัญญัติไว้แล้วนะคะ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ทุกคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน เป็นตัวแทนที่มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งพอประมาณ มีความชำนาญ ความเชี่ยวชาญในการ พิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะอันนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉัน จึงคิดว่าเราต้องฝากความรับผิดชอบอันนี้ไว้กับรัฐสภา และดิฉันคิดว่านอกจากกลั่นกรองแล้ว คงจะต้องให้มีฉันทามติค่ะ ดิฉันจึงได้เสนอว่าควรจะต้องได้รับเสียงสนับสนุน ๓ ใน ๔ นะคะ ถึงจะเทียบเท่ากับฉันทามติ แล้วก็ถ้าได้รับเสียง ๓ ใน ๔ แล้วก็ถือว่าผ่านเลย ไม่จำเป็นต้อง ทำประชามติ จะได้ประหยัดงบประมาณเป็นพัน ๆ ล้านบาทนะคะ และความจริงโอกาสที่จะ ผ่าน ๓ ใน ๔ นี้ก็มีค่ะ ไม่ยากเลย ถ้าเผื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมดุล มีความชอบ แล้วก็สามารถที่จะผดุงรักษานิติรัฐ นิติธรรม ที่จะทำให้ประเทศของเราสงบสุขได้อย่างยั่งยืน หากแต่ว่าถ้าเกิดความเห็นชอบอันนั้นไม่ถึง ๓ ใน ๔ นะคะ ดิฉันก็ยังได้เสนอว่าให้มีการทำ ประชามติเพื่อจะได้เป็นไปตามหลักการและเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่รัฐสภาได้ ผ่านแล้วในวาระหนึ่ง เพียงแต่ดิฉันคิดว่าประชามติอันนั้นก็ต้องเป็นฉันทามติเช่นเดียวกันค่ะ ควรจะต้องมีการลงคะแนนเสียงอย่างน้อย ๓ ใน ๔ และมีผู้มาใช้สิทธิอย่างน้อย ๓ ใน ๕ ค่ะ จึงเรียนเสนอท่านประธานและท่านกรรมาธิการเพื่อความสมานฉันท์ ความสันติสุข ของประเทศของเรา ขอได้โปรดพิจารณาด้วยค่ะ ดิฉันคิดว่าคนจนทำผิดติดคุก คนรวยทำผิด แก้กฎหมายไม่ต้องติดคุก เราคงไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นจึงเรียนเสนอ ขอให้ทางกรรมาธิการและท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะว่าให้ผ่านการกลั่นกรองของรัฐสภา และให้มีฉันทามติจากรัฐสภา ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบขอบพระคุณทุกเหตุผลที่ได้ให้ด้วยความห่วงใย กรรมาธิการเสียงข้างมากอยากจะ กราบเรียนว่าที่เราทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นี่เจตนาสำคัญก็เพื่อที่จะให้มีสภา ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะได้ไม่เป็นที่ครหานินทาว่าสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีส่วนได้เสียนี่เป็นผู้ไปแก้เสียเอง ฉะนั้นการออกแบบดังที่ท่านเห็นในมาตรา ๙๙๑/๑๓ หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วส่งมาให้ประธานรัฐสภา หลายท่าน ก็สงสัยว่าทำไมไม่เอาเข้าให้รัฐสภาพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนะครับ เราก็ อยากจะกราบเรียนนะครับ เราได้เห็นว่าในเมื่อเราไม่ต้องการให้สมาชิกรัฐสภาต้องมีส่วนได้ เสียต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นเราก็ตัดตรงไปให้พี่น้องประชาชนเขาเป็นผู้ทำประชามติเลยว่าเขา จะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ในร่างของ สสร. ซึ่งผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณามาแล้วครับ ในการทำประชามตินี้ก็ได้อาศัยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการกระทำ ประชามติเป็นหลัก จะมีแตกต่างไปก็แค่ ๓ ประเด็นนะครับ ก็คือ

๑. ระยะเวลาการทำประชามติ แต่เดิมนี้ในกฎหมายก็บัญญัติไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ไม่เกิน ๑๒๐ วัน เราก็ให้ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วันนะครับ

๒. ช่วงเวลาที่ประชาชนจะออกไปทำประชามติ ตามกฎหมายก็บอกว่า แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น เราก็ปรับแก้เป็นแปดโมงเช้าขยายไปถึงห้าโมงเย็น

และในการพิจารณาการออกเสียงประชามตินะครับ เราก็อาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ (๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องของการออกเสียงประชามติ เราก็บัญญัติ ไว้ว่าเราใช้เสียงข้างมากของผู้ไปใช้สิทธินะครับ ก็เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กรรมาธิการเสียงข้าง มากได้บัญญัติขึ้นมาซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเลยจากร่างเดิมของรัฐบาลนี้ มีความเหมาะสม และตรงตามเจตนาที่เราต้องการให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อย่างเต็มที่ครับท่านประธาน ก็กรรมาธิการยืนยันตามร่างของกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมถามสุดท้ายอีกคำเดียวครับ ว่าเมื่อเราทักท้วงแล้วว่าในพระราชบัญญัติการออกเสียงและลงประชามติได้ให้ระยะเวลา ที่ดีกว่า ระยะเวลาของการลงมตินะครับ ก็แตกต่างกันไปบ้างคงไม่เป็นอะไร แต่ว่าสุดท้ายคือ ระยะเวลาที่ดีกว่าและการดูเสียงข้างมากมีน้ำหนักมากกว่า ทำไมการที่จะมาทำประชามติ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างที่ท่านว่าทำไมท่านจึงไม่ไปโคมแบบนั้นละครับ ทำไมท่านทำน้อยกว่า ให้ระยะเวลาน้อยกว่าจะไปอธิบายประชาชนได้อย่างไร ให้เรื่องเสียงข้างมาก ก็เป็นเสียงข้างมากที่น้อยกว่าจะเชื่อถือได้อย่างไร ท่านไปใช้ในวงเล็บแค่ปรึกษาหารือเท่านั้นเอง ถูกไหมครับ ผมอยากถามท่านตรง ๆ ครับว่าทำแล้วไม่ดีเท่ากับของที่เขามีอยู่ ทำไมท่าน จึงยังเลือกและยืนยันการเลือกแบบนั้น ประชาชนได้อะไรจากการเลือกของท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็กราบเรียนเรื่องของ ระยะเวลาการให้ กกต. ไปจัดทำประชามติว่าทำไมถึงสั้นกว่าตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ คือเราใช้ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน เพราะเราคิดว่าเวลา เพียงพอที่สามารถจะดำเนินการได้ เพราะอะไรครับ เพราะในขณะที่เราจัดทำรัฐธรรมนูญนี้ เรามีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เราเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และผมมั่นใจว่าขณะที่จัดทำรัฐธรรมนูญจะเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกคนจะได้รับการกระตุ้นให้หันมาสนใจการจัดทำรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ฉะนั้นประชาชน จะเรียนรู้การจัดทำรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับ สสร. เมื่อทำเสร็จแล้วนี่ครับ เราไปขอประชามติ ประชาชนทั้งหลายซึ่งเราใช้เวลาไม่เกิน ๖๐ วัน เขาก็ย่อมตระหนักว่ารัฐธรรมนูญที่เขาจะไป ลงประชามตินี้เขาควรจะรับหรือไม่รับนะครับ อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมระยะเวลาจะสั้นกว่า ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประชามติ

และอันที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าเสียงที่มาลงประชามตินี้ ทำไมถึงใช้เสียงข้างมาก ของผู้มาใช้สิทธิ ทำไมไม่ใช้หลักแบบกฎหมายประชามติวางไว้ ก็อยากกราบเรียนครับ เราก็คิดว่า เราใช้แนวทางแบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ละครับ บางครั้งประชาชน ให้ความสนใจมาลงคะแนนถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ บางทีมาแค่ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เรา มั่นใจครับว่าการทำประชามติ ซึ่งก็ได้เห็นมาแล้วในการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่าพี่น้องประชาชนให้ความตื่นตัวอย่างยิ่ง ฉะนั้นเราก็มั่นใจว่าการกำหนดให้ใช้เสียงข้างมาก จากผู้มาลงคะแนนนี้มีความเหมาะสมแล้วครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขอ อนุญาตปิดการอภิปรายนะครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ปิดการ อภิปรายครับ ผมขอมติเลยนะครับ เชิญสมาชิกข้างนอกด้วยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ยังมีทยอยเข้าทีละคน ๒ คน คงใช้เวลารอสักระยะครับ สมควรแล้วครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ เกินอยู่ ๒ ท่านครับ ๓๒๕ ท่านครับ ครบองค์ประชุม

ผมขอมติเลยนะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ครับ ดึกแล้วนะครับ เห็นด้วย กด เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กด ไม่เห็นด้วย เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๓๒๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๓ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ

มีติ่งอยู่หน่อยครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มีการสงวนคำแปรญัตติเพื่อเพิ่ม เป็นมาตรา ๒๙๑/๑๓/๑

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้สงวนไว้ท่านเดียวนะครับ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ คงไม่ติดใจกระมังครับ อยู่หรือเปล่าครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ติดใจครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ติดใจผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๑๔ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และผู้สงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เราได้มีการพูดคุยกันในระหว่างวิป ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ อย่างวันนี้ตอนที่เราจะ โหวต มาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมเองในฐานะตัวแทนของวิปทางฝ่ายวุฒิสภาก็เป็นผู้ประสาน แล้วก็ได้รับคำยินยอมจากทางวิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านเป็นมติว่าเราเมื่อผ่านมาตรา ๒๙๑/๑๓ แล้วจะเปิดการประชุมท่านประธานครับ อันนี้ขอวิงวอนให้ท่านประธานมีมติไปตามข้อเสนอ และท่านประธานกรุณาถามทางวิปฝ่ายค้านและทางรัฐบาลให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่านสมาชิกครับ ที่วิป ส่งข้อสรุปมาให้ผม ข้อสรุปไม่ตรงกัน ทางฝ่ายค้านขอเป็น ๓ ทุ่ม ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่าย ส.ว. ก็ขอ เป็นเที่ยงคืนกว่า ซึ่งไม่มีข้อสรุป แต่จริง ๆ ใจลึกของผมนี่ วันนี้ผมตั้งใจเลยครับ ผมต้องการตีสาม แต่ทีนี้เพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีนะครับ ไม่ให้เสียบรรยากาศ เพราะฉะนั้นผมขอ พักการประชุมไปประชุมต่อวันพรุ่งนี้ครับ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกานะครับ

พักประชุมเวลา ๐๐.๔๗ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๔๖ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เรียนท่านสมาชิกครับ จากการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช.... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ที่ประชุมได้พิจารณา จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๔ ประธานของที่ประชุมได้สั่งพักการประชุมเมื่อเวลา ๐๐.๔๗ นาฬิกา และมาพิจารณาต่อในเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ผมขอดำเนินการต่อนะครับ เชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ก่อนจะเริ่มผมขอ ทำความเข้าใจเพิ่มเติมเหมือนเดิมนะครับ คือการเรียงลำดับการอภิปรายก็คงเป็นไปตามที่ เราได้ปฏิบัติกันมา คือผู้ประสงค์จะขออภิปรายก็โปรดมาแจ้งชื่อที่เจ้าหน้าที่นะครับ สำหรับ การอภิปรายก็คงจะต้องขอความกรุณาให้ทุกท่านได้อยู่ในประเด็นที่ท่านได้สงวนความเห็น หรือสงวนคำแปรญัตติไว้ มีหลายเรื่องที่ ๑๐ กว่าวันนี้เราได้พูดกันมาเยอะแล้ว ก็ขอความกรุณาท่านพิจารณาที่จะอภิปรายไม่ซ้ำกับที่เคยได้อภิปรายกันมา สำหรับ กรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นท่านแรกผมขอเชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เชิญท่านสุทัศน์ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรรมาธิการนั่งอยู่ท่านเดียวน่าจะเชิญให้มานั่งฟังด้วยหลายท่าน เห็นใจท่านประธานอยู่คนเดียว จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ครับถ้าจะกรุณาขึ้นมาเพิ่มบ้าง เพราะกระผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับความจริงกระผมก็เห็นใจท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งบทบัญญัติหลายบท โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่ององค์กรอิสระ และการตรวจสอบองค์กรอิสระการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นที่น่ายินดีมากในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่การที่มาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นประธานอยู่นี้ได้มีหลายเรื่องซึ่งขัดแย้งและไม่สอดคล้อง กับแนวความคิดของท่านประธานเองซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ท่านก็มาทำ หน้าที่ตรงนี้อาจจะด้วยความสบายใจหรืออึดอัดใจกระผมก็ไม่ทราบ ความในใจของท่าน กระผมไม่ทราบ แต่ท่านประธานครับ การเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เป็นข้อสงสัย และเป็นเรื่องที่เป็นข้อระแวงทุกบท ทุกมาตรา ทุกสาระ ทุกข้อความ ซึ่งกระผมก็ไม่จำเป็นจะต้องย้อนกลับไปพูดอีก แต่ประเด็นที่ยังค้างคาใจในบรรดา นักกฎหมาย ในบรรดาผู้รู้ ในบรรดาประชาชนทั้งหลาย ประเด็นสำคัญก็คือประเด็นเรื่องการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งหมด โดย สสร. นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสังเกตที่สุดครับท่านประธาน การปฏิวัติ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องลับ ลวง พราง แต่การเสนอร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ลับ ลวง พรางเลยครับ เปิดหน้าเดินชนเลย ต้องการอะไรก็จะเอาให้ ได้ อะไรที่เคยมี อะไรที่เคยเป็นประเพณีปฏิบัติก็ไม่ทำ กระผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยกระผมได้ขอตัดข้อความ ข้อความเดิมมีว่า ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กระผมได้ขอตัดข้อความที่ให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเพิ่มข้อความว่าให้เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี และขอตัด ข้อความที่บอกว่านำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลมออกทั้งหมด และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีนี้เท่ากับเราให้ อำนาจของประธานรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้เคยให้อำนาจก่อนหน้านี้มามากมายแล้ว ไม่ว่า จะเป็นการกำหนดคุณสมบัติหรือวิธีการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ซึ่งจากการสัมภาษณ์ของ ท่านประธานรัฐสภาก็ได้พูดถึงว่า ได้เดินหน้ามอบให้ท่านเลขาธิการพิจารณาเรื่องนี้ ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ให้สัมภาษณ์ว่าได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว ก็เป็นที่ข้องใจ อยู่ว่าเป็นการทำล่วงหน้าไปก่อนที่กฎหมายจะสำเร็จหรือไม่ นี่ประการหนึ่ง

และประการที่ ๒ กฎหมายถ้าสำเร็จออกมาแล้วก็เป็นเรื่องให้อำนาจประธาน รัฐสภา การที่ท่านเลขาธิการไปกำหนดดังกล่าวนั้น สุดท้ายเป็นที่สับสนว่าเป็นอำนาจของใคร ที่กระผมขอตัดข้อความที่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการออกนั้น กระผมมีเหตุผลดังนี้ครับ

ประการแรก ขออนุญาตที่จะให้ความหมายของคำว่า ผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ท่านประธานครับ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความผูกพันทางจิตใจ และมีความเคารพศรัทธา มีความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น หาที่เปรียบมิได้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาช้านานและจะเป็นสังคมเดียวในโลก ที่มีความรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการสร้างบ้านเมืองมาเป็นราชอาณาจักร ที่มีอำนาจเป็นปึกแผ่น ชาวไทยก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขคู่กับความเป็นชาติ สืบมาจนปัจจุบัน และแม้กระทั่งต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นระบบซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจอย่างสมบูรณ์ เด็ดขาดแต่เพียงพระองค์เดียวในการปกครองประเทศ มาเป็นการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยซึ่งประชาชนเข้ามามีสิทธิมีส่วนในการปกครองประเทศโดยมีพระมหากษัตริย์ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง ประเทศรัฐธรรมนูญทุกฉบับทั้งในอดีตและปัจจุบันได้กำหนดพระราชอำนาจ และพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญคือทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงเป็น ที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับพระราชกรณียกิจทางการเมืองจะต้องทรงปฏิบัติตาม กฎหมายและจารีตประเพณีหรือธรรมเนียมการปฏิบัติ อาทิเช่น ทรงตรากฎหมายตามที่ ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ทรงแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ เรื่องใดจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นจะต้องจัดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการในกิจการ ที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำในฐานะประมุขของรัฐ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการนั้น ๆ ตามคำแนะนำและยินยอมของผู้รับสนอง พระบรมราชโองการหรือทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องมีผู้รับผิดชอบและชี้แจงแสดงเหตุผลในการที่มีพระบรมราชโองการเช่นว่านั้น นี่คือความจำเป็นในการจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ท่านประธานครับทีนี้ความสำคัญในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็มีดังที่กระผมกราบเรียน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทางกระผมเห็นไม่ตรงกันกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เห็นว่าควรจะเป็นประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ แต่กระผมเห็นว่าควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญหลายฉบับ ก็ล้วนแล้วแต่ที่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กฎหมายหลายฉบับ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนายกรัฐมนตรีจะมีบางฉบับซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งองค์กรอิสระ อาจจะเป็นประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้เองกระผมคิดว่ามีข้อสงสัยว่าเดิม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พูดเสมอว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา ท่านพูดบ่อย ๆ ครับ แต่สุดท้ายท่านก็ได้เสนอ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในฐานะเป็นรัฐบาล ความจริงเป็นภาระความรับผิดชอบ ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องมาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่ท่านคงอยากจะ หลีกเลี่ยงว่าไม่อยากเกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่เป็นผู้เสนอกฎหมายเอง จึงเป็นร่างที่เสนอเข้ามา โดยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ประเด็นนี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ให้ข้อสังเกตว่าการที่ให้ประธานรัฐสภามาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น น่าจะไม่เหมาะ น่าจะให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กระผม จะไม่กล่าวรายละเอียดของข้อท้วงติงของคณะกรรมการตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานครับ แต่หลักการว่าใครจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น มีข้อควรพิจารณาอยู่ ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบในการนั้น ๆ โดยตรง กระผมดูแล้วว่าสาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผู้ที่มีหน้าที่จะต้องไปปฏิบัติต่อไปนั้นนายกรัฐมนตรีน่าจะเหมาะกว่าประธานรัฐสภา

ประการที่ ๒ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นเจ้าของเรื่อง หรือเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะรู้เรื่องดังกล่าวดี นี่ก็เช่นเดียวกันครับ ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ประการสำคัญคือผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องไม่มีเรื่องหรืออาจพาดพิงเบื้องพระยุคลบาทได้ ตรงนี้ความเหมาะสมในการที่จะต้องมี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการน่าจะเหมาะสมกว่าประธานรัฐสภา

ในส่วนสาระที่กระผมแก้ไขเพิ่มเติมมาอีกคือกระผมได้ขอตัดข้อความเดิม ที่มีบอกว่า เมื่อประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม นั่นคือข้อความเดิม ส่วนคำว่า ประธานรัฐสภา กระผมขอแก้เป็น นายกรัฐมนตรี แล้วกระผมตัดข้อความว่า ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เหตุผลที่กระผมตัดข้อความนี้ออก ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาเปิดไปดู รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ กระผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านข้อความ ในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ นั้นเป็นบทบัญญัติที่เขียนถึงเรื่องกรณี ที่ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ส่วนมาตรา ๑๕๑ นั้นจะเป็นกรณีที่เขียนถึง เรื่องร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติปกติ ไม่น่าจะเหมาะสมที่จะอนุโลมให้มาใช้กับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคนละศักดิ์ของกฎหมาย มาตรา ๑๕๐ เขียนไว้อย่างนี้ครับ กระผมขออนุญาตอ่าน ทั้ง ๒ มาตราเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา มาตรา ๑๕๐ เขียนว่า ร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน ๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา เมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธยและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ นี่คือกรณีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย

ประเด็นแรกที่น่าสนใจและน่าสงสัยก็คือในมาตรา ๑๕๐ นี้ได้เขียนให้อำนาจ นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ในกรณีที่ท่านอนุโลมให้ใช้มาตรา ๑๕๐ ตามร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นจะเป็นเรื่องให้อำนาจของประธานรัฐสภา ก็คงมีคำถาม ถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรณีนี้เมื่อท่านบัญญัติให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้มีหน้าที่ นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ บัญญัติให้นายกรัฐมนตรี ท่านจะอนุโลม ให้ใช้ได้อย่างไร

กระผมขอต่อไปยังมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ อย่างนี้ครับ ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทาน คืนมายังรัฐสภา เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมารัฐสภาจะต้องปรึกษา ร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วันให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว บทบัญญัตินี้ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นบทบัญญัติที่พูดถึง นายกรัฐมนตรี ไม่ได้พูดถึงประธานรัฐสภา แต่ขณะเดียวกันบทบัญญัตินี้เป็นเรื่อง การพิจารณาพระราชบัญญัติปกติ ซึ่งในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ รัฐสภา ก็สามารถยืนยันได้ แต่ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้อง ไปกำหนดให้มีบุคคลมาสร้างหรือมากำหนดบทบาทขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ จะต้องไปให้มีการเลือกตั้ง สสร. เพื่อจะให้มาทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้าง ของประเทศทั้งสิ้น ความสำคัญจึงไม่ได้เหมือนร่างพระราชบัญญัติปกติธรรมดา กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เมื่อร่างพระราชบัญญัติได้นำขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยได้พระราชทานคืนมา ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้รัฐสภามาลงมติ ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเพื่อยืนยันให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะว่าถ้ายืนยันให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง หากมิได้ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วภายใน ๓๐ วันก็ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้ได้เลย ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าการที่จะ พระราชทานหรือไม่นั้นเป็นพระราชอำนาจ ถ้าไม่ตัดบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๑ นี้ออก ในร่างที่เราพิจารณาอยู่นี้ ก็เปรียบเสมือนว่าให้นายกรัฐมนตรีโต้แย้งพระราชอำนาจ เหมาะสมหรือไม่ท่านประธานครับ คำอธิบายนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องอธิบาย เป็นการเหมาะสมหรือไม่ที่จะให้มีการโต้แย้งดังกล่าวนั้น กระผมพูดถึงหลักนะครับ ไม่ได้พูดถึง บุคคลและไม่ได้พูดถึงอะไร เป็นเรื่องเหตุการณ์และหลักการ กระผมจึงขอตัดมาตรานี้ออก กระผมได้กราบเรียนเบื้องต้นแล้วว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้นมีอย่างไร กระผม กังวลในเรื่องนี้ในวาระที่มีการพิจารณามาตรา ๒๙๑ ต้น ๆ นั้น มาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น กระผมได้พูดถึงว่าเราจะต้องไม่ไปเกี่ยวข้องและแตะต้องเกี่ยวกับพระราชอำนาจทั้งปวง การที่ท่านคงไว้ในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ นี้ก็เป็นการไปก้าวล่วงถึงพระราชอำนาจ กระผมไม่เห็นด้วยจึงได้แก้ไขบทบัญญัติในร่างของมาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยข้อความที่กระผมแก้นั้น คือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และหากนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว หากพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ก็ให้ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นตกไป ท่านประธานครับน่าจะต้องตกไป เพราะเมื่อ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย นั่นก็คือพระองค์ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ควรจะต้องตกไปและผู้ที่นำขึ้นกราบบังคมทูลคือนายกรัฐมนตรีก็จะต้องแสดง ความรับผิดชอบ ขอบคุณท่านประธานครับ กระผมจึงได้แปรญัตติขอตัดและขอเพิ่ม ข้อความดังกล่าวนั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านกรรมาธิการ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประทานโทษนิดหนึ่งด้วยความเคารพท่านสุทัศน์ก็ไม่ประท้วงท่าน ในระหว่างท่านพูดเกรงว่าจะขัดจังหวะ แต่ขอใช้สิทธิตรงนี้สักนิดเถอะครับท่านครับว่า ในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การอภิปรายต่าง ๆ นั้นควรจะอยู่ในกฎเกณฑ์แล้วก็ไม่วกวน ไม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านประธานครับ ตรงนี้เองผมอยากให้บรรยากาศวันนี้ราบรื่นที่สุดครับ และอยากจะให้พี่น้องผู้ฟังทางบ้านได้รู้ถึงความจริงว่าสมาชิกรัฐสภาตั้งอกตั้งใจจะอภิปราย ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นวันนี้ผมอยากจะให้มาตรา ๒๙๑/๑๔ ซึ่งมีข้อความสั้น ๆ แค่ ๓ บรรทัดเศษ ๆ เท่านั้นเอง และเรื่องหลักการก็เป็นเรื่องหลักการพื้น ๆเช่น ผู้ที่จะรับสนองพระบรมราชโองการนี้รูปรอบ ๆ สภา เห็นแต่ประธานรัฐสภารับสนอง พระบรมราชโองการทั้งนั้นละครับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ความเห็นของท่าน จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสร้างภาพให้ประชาชนเห็นด้วยกันนะครับ เราอภิปราย อย่างรวบรัด แล้วก็ตามเนื้อความซึ่ง ๓ บรรทัดเศษ ๆ มันก็จะทำให้บรรยากาศของสภาดี แล้วก็ทำให้ประชาชนรู้ว่าพวกเราตั้งอกตั้งใจไม่ได้ดึงกัน ไม่ได้ยื้อกัน ผมไม่อยากให้ภาพ ยื้อเรื่องรัฐธรรมนูญนี้อยู่ในหัวใจประชาชน ดังนั้นขอประธานช่วยกรุณาเถอะครับ สร้างภาพ ให้ประชาชนได้เห็นเถอะครับ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑ ถ้าภายในสักชั่วโมง๒ ชั่วโมงได้โหวต ก็จะยิ่งแสดงชัดเจนว่าไม่มีการยื้อกันครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ คือผมก็อยากจะ ขอเรียนให้เพื่อนสมาชิกทราบอีกครั้งหนึ่งนะครับ เมื่อครู่ตอนก่อนเริ่มประชุมผมได้พูดไปแล้วว่า วันนี้ผมมองดูแล้วเรื่องที่เราจะอภิปรายกันในรายละเอียดเท่าที่มีการสงวนคำแปรญัตตินะครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่เราได้พูดกันมาแล้วตลอด ๑๐ วัน มีหลายเรื่องที่พูดกันทุกวันนะครับ ก็อยากจะขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกว่าการอภิปรายหากเหตุผลเป็นเรื่องที่ ซ้ำกับสิ่งที่เราได้พูดกันมามากแล้วก็อยากขอความกรุณาให้ท่านลดลงนิดหนึ่งนะครับ เราจะได้ประหยัดเวลาของที่ประชุมด้วยครับ เชิญท่านกรรมาธิการ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ เชิญท่านสุทัศน์ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมขอบคุณท่าน ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านสุนัยที่กรุณาบอกว่าไม่อยากประท้วง ความจริงท่านประธานครับ การประท้วงจะต้องดูว่าขัดข้อบังคับหรือไม่ กระผมอภิปราย กระผมยืนยันว่าไม่มีซ้ำเลยครับ กระผมพูดถึงพระราชอำนาจ กระผมพูดถึงความหมายของพระมหากษัตริย์ ความสำคัญ ของพระมหากษัตริย์ กระผมพูดถึงความเป็นมาในการรับสนองพระบรมราชโองการ ตลอดจนความสำคัญของการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะกระผมขอตัด ไม่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนาม กระผมเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนาม กระผม ก็อภิปรายถึงความสำคัญของการเป็นผู้ลงนาม และความสำคัญว่าควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนาม ถ้าท่านบอกว่าฟุ่มเฟือย ท่านอธิบายให้ผมฟังว่าตรงไหนฟุ่มเฟือย ถ้าท่าน บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับสาระที่กระผมอภิปราย หรือแปรญัตติท่านอธิบายว่าตรงไหน ไม่ใช่ว่า อยู่ ๆ ก็ประท้วง ท่านประธานครับ กระผมจำเป็นต้องชี้แจงตรงนี้ เพราะว่าวันก่อนกระผม ก็อภิปรายไป กระผมยืนยันทุกประโยค ทุกคำพูด กระผมไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่ได้ซ้ำ และไม่ได้ นอกประเด็นเลยแต่ถูกประท้วง เมื่อประท้วง พอผมถามคืนว่าวกวนซ้ำซ้อนอะไร ตอบไม่ได้ กระผมขออนุญาตตรงนี้ ประชาชนเขาข้องใจครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านได้อธิบายแล้ว แล้วเมื่อครู่ ผมไม่ได้ว่าอะไรท่านเลยนะครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ไม่ได้ว่า แต่ประชาชนเขาได้ฟังท่านสุนัย

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เมื่อครู่ผมเพียงแต่พูด ตั้งแต่ต้นแล้วเมื่อตอนเปิดประชุม แล้วท่านก็ได้อธิบายก็ตอบท่านสุนัยแล้ว ขอบคุณครับท่าน

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

กระผมต้องขอคำยืนยัน จากท่านประธานครับ กระผมไม่ได้วกวนซ้ำซ้อน ซ้ำซาก และไม่ได้ผิดข้อบังคับ และไม่ได้ เป็นการซ้ำประเด็นกับใครเลย และอยู่ในประเด็นตลอดใช่ไหมครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านนะครับ เมื่อครู่นี้

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ใช่ไหมครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับใช่ครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประเสริฐครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประเสริฐรอเดี๋ยวนะครับ ท่านสุนัยเชิญต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย ขอรบกวน อีกนิดเดียวครับท่านคุณพี่สุทัศน์ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับในบรรยากาศอย่างนี้ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมคงไม่มาต่อล้อต่อเถียงว่าตรงไหนที่ท่านอภิปราย ฟุ่มเฟือยเกินไปจากข้อความที่กล่าวไว้ ถ้ากล่าวไปก็เหมือนจะไปหักหน้าคุณพี่เขาครับ แต่ผม ก็ขอขอบพระคุณแล้วก็กราบเรียนท่านประธานว่าบางทีข้อบังคับของสภามันไม่มีอย่างอื่นครับ เพียงแต่ผมอยากจะบอกเพื่อจะสร้างภาพร่วมกันต่อสภาไม่ใช่เป็นการสร้างภาพที่ไม่จริง แต่เพื่ออยากจะให้ประชาชนได้รู้ว่า ๑๐ กว่าวันที่เราทำเราจะพิสูจน์ให้ดูครับว่า มาตรา ๒๙๑/๑๔ สั้น ๆ นี่นะครับ ถ้าเราไม่มีเจตนาอย่างอื่นเลยเราก็จะอภิปราย แสดงให้ประชาชนเห็นเลยว่าเราไม่มีเจตนาในการยื้อกัน ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หมายความว่าให้เราจัดทำร่วมกันเพื่อให้ประชาชนศรัทธาต่อระบบ ผมก็ไม่ขอบอกว่า ตรงไหนที่ท่านพูด อย่างบางคำพูดของท่านมันไม่ได้อยู่ในนี้ก็มีเช่นเรื่องพระราชอำนาจ ในการโต้แย้งรัฐธรรมนูญมันไม่ได้อยู่ในนี้ ก็ขอกราบขอบพระคุณเท่านี้ละครับ ไม่ต่อล้อต่อเถียง ท่านจะเห็นนะครับว่าเดี๋ยวคนขึ้นมาก็จะมาว่าผมอีกครับ ผมก็จะไม่ต่อล้อต่อเถียง แล้วผมจะอดทนครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

(นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ไม่พอหรือครับ ท่านสุทัศน์ครับ ผมว่าพอแล้วครับ ท่านก็ชี้แจงกันคนละทีแล้วนะครับ เดี๋ยวก็ไม่จบหรอกครับท่าน นิดเดียวนะครับท่าน

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผมขอชี้แจง นิดเดียว เพราะว่าท่านสุนัยได้พูดถึงว่ากระผมพูดถึงพระราชอำนาจตรงไหนที่มันเขียนถึง พระราชอำนาจ สำคัญครับท่านประธาน เพราะกระผมขอตัดข้อความที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เขียนไว้ว่าให้อนุโลมใช้มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับกรณีที่ประธานรัฐสภา นำความขึ้นกราบบังคมทูล มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ เป็นพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ในการที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับกฎหมาย แล้วก็เป็นยับยั้ง กฎหมาย ถ้านายกรัฐมนตรีเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงยับยั้งแล้วยังนำขึ้นออกมาประกาศใช้ ความเห็นของกระผมคือเป็นการโต้แย้งพระราชอำนาจ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสำคัญสูงสุดตรงนี้อธิบายเฉย ๆ ครับ ไม่ได้โต้แย้งท่าน แต่ขณะเดียวกัน ถ้าท่านเห็นว่าตรงไหนที่กระผมฟุ่มเฟือยหรือไม่อยู่ในประเด็น ท่านชี้ได้เลยครับ เพราะว่า ท่านสุนัยก็เป็นนักกฎหมาย ขอบพระคุณท่านประธาน

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านได้ชี้แจงแล้ว คือท่าน จะเห็นได้ว่าเมื่อสักครู่ผมไม่ได้วินิจฉัยเลยว่าท่านสุทัศน์ผิดข้อบังคับนะครับ เพราะฉะนั้น เฉพาะเรื่องนี้ก็ต่างคนต่างก็ได้พูดเหตุผลของท่านแล้วก็จบ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกันนะครับ แล้วก็เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เมื่อสักครู่ไม่ต้องการเอ่ยชื่อ หรอกครับ แต่ผู้ที่ขึ้นมาประท้วงบอกว่าเพื่อให้ประชาชนเห็นว่าไม่มีการยื้อ ต้องกราบเรียน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐประท้วงใช่ไหม

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ใช่ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เอาประเด็นที่ท่านประท้วง ครับท่าน

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ก็ประเด็นนี้ละครับ ข้อ ๕ นี่นะครับ เพื่อจะให้เข้าใจตรงกันนะครับ เพราะว่าเราบรรยากาศ ไปได้ด้วยดีนะครับ แล้วเมื่อวานท่านประธานจะให้เข้าใจนิดหนึ่งว่าจริง ๆ มาตราเมื่อคืน เราไม่สามารถจะโหวตได้ แต่เราก็ร่วมมือกันด้วยดีจนสามารถมีการลงมติได้ในเมื่อคืนนี้ แต่ช่วงกลางวันท่านประธานจะเห็นว่าตอนเช้าก็มีเหตุวุ่นวายอย่างนี้ละครับ วันนี้ถ้าสภา ไม่มีเหตุประท้วงกันไปมา ผมคิดว่าเราจะทำงานได้มากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ ไม่ต้องห่วงครับ ว่าประชาชนจะเข้าใจไหม ประชาชนย่อมเป็นผู้ฟังและเป็นผู้ตัดสินเองว่าสิ่งที่ฝ่ายค้าน ได้อภิปรายไปถูกต้องหรือไม่นะครับ และขอร้องครับอย่าให้มีขบวนการมาประท้วงครับ งานจะได้ราบรื่นครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับท่านผมเข้าใจว่า ทุกท่านก็มีเจตนาดีตรงกัน เพียงแต่ว่า

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ขอโทษนะครับ ผมยังพูดไม่จบ ท่านขจิตรครับ ขอโทษนะครับ ผมกำลังวินิจฉัยที่ท่านประเสริฐพูดครับ ท่านประเสริฐครับ คือผมก็ขอเรียนว่าผมเข้าใจว่าทุกท่านในที่นี้มีเจตนาดี มีความปรารถนาดีด้วยกันทั้งนั้น ที่จะให้บรรยากาศดีนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอขอบคุณแล้วก็ขอให้เพื่อนสมาชิกได้ให้ ความร่วมมือให้เป็นไปตามที่พวกเราต้องการด้วยเถอะครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้มีเกียรติคือท่านประเสริฐที่พูดถึงว่า ถ้าไม่มีการประท้วง เรื่องก็จะจบราบรื่น ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมเป็นคนหนึ่ง ที่มีการประท้วง ๒-๓ ครั้ง แล้วก็ใช้สิทธิพาดพิงไป ๑ ครั้ง ไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อกวน ทุกครั้งที่พวกผมประท้วงโดยเฉพาะที่ผมลุกขึ้นประท้วงนั้น ผมจะอธิบายชัดเจน ขอกราบเรียนท่านประธานว่าทุกคนทั้งท่านประธานทั้งผมและพี่น้องประชาชนที่ฟัง ต่างรู้ทั้งสิ้นว่าที่มันยืดยาว ยืดเยื้อมาเพราะอะไร ผมมีสิทธิครับ ผมเป็นสมาชิกสภาแห่งนี้ เป็นสิทธิของผมที่จะต้องดูแลว่าใครผิดข้อบังคับ แล้วใครพยายามจะอภิปรายซ้ำซาก

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ กรุณาเถอะครับ เอาประเด็นที่ท่านประท้วงนะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมเสียหาย กรณีที่เขากล่าวถึงว่าเมื่อวานนี้ถ้าไม่มีการประท้วงการประชุมก็จะจบ มันพิสูจน์แล้วครับ ในมาตราต้น ๆ ๓-๔ วันไม่ได้ลง ผมก็ไม่ได้มาอยู่ในห้องประชุมที่นี่เพราะมีการประชุม คณะกรรมาธิการ เวลาผมนั่งอยู่

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับท่านขจิตรครับ ที่ท่านพูดมันไม่ใช่ประท้วงแล้วครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมประท้วงครับ ผมเสียหายครับท่านประธาน เขากล่าวอ้างถึงการประท้วงเมื่อวานนี้ ทำให้ที่ประชุมล่าช้า ผมเสียหายเพราะผมเป็นคนประท้วงด้วย ผมจึงลุกขึ้นอธิบายว่าผมไม่มีเจตนาที่จะให้ช้า แล้วคนที่ทำให้ช้าคือใคร เขารู้กันหมด วันนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ ขอความ กรุณาครับ ท่านได้ชี้แจงแล้วนะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

วันนี้ผมจะนั่ง พิสูจน์ดู ถ้า ๘๖ คนจะพูดเรื่องเดียวสั้น ๆ กี่ชั่วโมง ให้ประชาชนดู ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอวรงค์ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยครับ จริง ๆ แล้วผมเกรงว่าเพื่อนสมาชิกเราจะเข้าใจผิดในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ผมขออ่านนะครับ มันมีแค่ ๓ บรรทัดจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็คือประโยคว่า เมื่อมีประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้ โดยอนุโลม และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เฉพาะคำว่า มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ท่านประธานครับ เอามาบังคับใช้โดยอนุโลม มันเท่ากับว่าขยายไปอีก ๑๘ บรรทัด ผมต้องเรียนกับเพื่อนสมาชิก มันไม่ใช่แค่ ๓ บรรทัดนะครับ ในมาตรานี้ คำว่า มาตรา ๑๕๐ มี ๖ บรรทัด มาตรา ๑๕๑ ตามรัฐธรรมนูญมีอีก ๑๒ บรรทัดเท่ากับสาระที่เราจะต้องถกกัน เพิ่มขึ้นอีก ๑๘ บรรทัด ฉะนั้นหากเพื่อนสมาชิกท่านใดไม่ฟังคำอภิปรายอย่างชัดเจน ไม่อ่าน รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนจะเข้าใจว่ามีแค่ ๓ บรรทัดเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ มีอีก ๑๘ บรรทัดที่เพิ่มขึ้น มันจึงมีสาระที่เราจะต้องถกกัน แล้วผมก็เชื่อว่าพวกเราเอง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขณะเดียวกันเพื่อนสมาชิกเสียงฝ่ายค้านเองก็ต้องการที่จะ ช่วยรัฐบาลดำเนินการไปด้วยความราบรื่น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง กรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าผ่านไปแล้วไม่สง่างาม คำถามถามว่า ทำไมไม่สง่างาม เหตุผลคือคำชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการตลอดจนเพื่อนเสียงข้างมาก ที่ชี้แจงมันฟังไม่ขึ้นในหลายประเด็น ซึ่งผมจะไม่เท้าความแล้ว เพราะผมถือว่าผ่านไปแล้ว แต่อย่างน้อยเมื่อวานนี้ที่ผมอภิปรายให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรด ชี้แจงพวกเรา ท่านก็ไม่ชี้แจงในบางประเด็นที่เรามีข้อกังขาอยู่ โดยเฉพาะมติที่ผ่านประชามติ เกณฑ์ในการผ่านท่านก็ยังยืนยันเอาร่างเดิม ท่านไม่สามารถปรับปรุงให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ประชามติ ซึ่งถือว่าเรามีขึ้นมาแล้ว ซึ่งเมื่อวานนี้ผมก็บอกแล้วว่าทำไมท่านเอาแค่ เกณฑ์เดียว ทำไมไม่เอา ๒ เกณฑ์ แต่ท่านก็ไม่ชี้แจง ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ถือว่าท่านได้ลงมติ ไปแล้ว แต่ผมย้ำกับท่านว่ามันจึงเป็นเหตุผลที่พวกผมต้องใช้สิทธิท้วงติงเพื่อฟ้องประชาชน มาตรานี้มีแค่ ๓ บรรทัด แต่มันมีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ แต่อยู่ที่ท่าน เพราะอำนาจ อยู่ที่ท่านทุกอย่าง และแล้วสุดท้ายท่านต้องรับผิดชอบทั้งหมด ผมถือว่าการลงนาม นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น เป็นสาระสำคัญท่านประธานครับ วันนี้ร่างฉบับนี้ให้อำนาจประธานรัฐสภาอีกแล้วครับท่าน จะสังเกตไหมครับว่าตำแหน่งประธานรัฐสภาต้องมารับหน้าเสื่อในการรับผิดชอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่หลายมาตรามาก เราลองมาดูความสำคัญของการลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการนิดหนึ่งครับ ในสาระทางวิชาการเขียนไว้ว่าความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการในกิจการซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงกระทำในฐานะประมุขของรัฐ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการนั้นตามคำแนะนำ และยินยอมของผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั่นเอง และเมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ทางการเมืองเกี่ยวกับราชการแผ่นดินที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการ หรือทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และชี้แจงแสดงเหตุผลในการที่มีพระบรมราชโองการนั้น นี่คือสาระทางวิชาการ ดังนั้น คำถามถามว่าการที่จะต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการก็เท่ากับว่าคนนั้นต้องเป็น คนรับผิดชอบท่านประธาน ไม่ใช่เซ็นชื่อทิ้งไว้เฉย ๆ คนนั้นต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน ถ้ามีประเด็นทางการเมืองที่จะต้องชี้แจงกับพี่น้องประชาชนคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ชี้แจงกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ในร่างของรัฐบาล ได้โยนภารกิจให้กับท่านประธานรัฐสภา คำถามถามว่าภารกิจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันเป็นต้นคิดของใคร และใครควรจะต้องเป็นคนดำเนินการ ทุกคนต้องไม่ปฏิเสธนะครับ วันที่มีการนำเสนอเรื่องนี้ก่อนหน้าที่จะเป็นกระแสสังคม พรรคเพื่อไทยรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านก็บอกกับประชาชนว่าเป็นภารกิจที่หาเสียง ไว้กับประชาชน พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้กับประชาชน นายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ในเชิงนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนนั่นคือนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดังนั้น ภารกิจในการรับผิดชอบทำความเข้าใจกับประชาชนเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นหลังจาก รับสนองพระบรมราชโองการ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องรับผิดชอบ นี่คือสาระ ทางวิชาการที่เกิดขึ้น แต่ทำไมนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่รับผิดชอบกลับโยนภารกิจนี้ ให้กับท่านประธานรัฐสภา ซึ่งผมถือว่าคือตำแหน่งนะครับ มารับหน้าเสื่อในการรับผิดชอบทั้งหมด มันจึงไม่ถูกต้องครับท่านประธานมีเพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่าให้ลองไปเดินดูรอบ ๆ ซิ การลงนามในอดีตที่ผ่านมาประธานรัฐสภารับผิดชอบ ผมว่าอันนั้นเป็นเรื่องของอดีตครับ แต่วันนี้ถ้าเราดูในเรื่องของตรรกและเหตุผล ก็ในเมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศว่า จะแก้รัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบในการทำความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ว่าจะมาโยนภารกิจนี้ให้กับท่านประธานรัฐสภา แล้วผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนกันท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าตั้งแต่วันแรกที่มีการนำเสนอร่างของคณะรัฐมนตรี ในที่ประชุมแห่งนี้ คนที่มานำเสนอยืนอ่านให้พวกเราฟังก็ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการนายกรัฐมนตรี เมื่อถึงวันที่จะต้องลงนามสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งหมายความว่าต้องแสดง ความรับผิดชอบ แต่สิ่งนี้นายกรัฐมนตรีก็ไม่รับผิดชอบอีกกลับมาโยนให้ประธานรัฐสภา ผมจึงไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน บังเอิญท่านประธาน ก็เคยดำรงตำแหน่งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เขามีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๔๔ (๓) ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าอำนาจหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดินก็คือติดตามประเมินผล จัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึงข้อพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น และผมก็ถือว่าในมาตรา ๒๔๔ (๓) ทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามที่ รัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้ โดยเฉพาะข้อพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในกรณีถือว่าจำเป็น ท่านประธานที่เคารพครับ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ทำหนังสือ ถึงกรรมาธิการในกรณีประเด็นข้อห่วงใย แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคณะกรรมาธิการของเรา โดยเฉพาะเสียงข้างมากไม่ได้ใส่ใจในประเด็นที่องค์กรอิสระที่เขาได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และบังเอิญประเด็นนั้นสอดคล้องกับที่ผมแปรญัตติไว้ เพราะผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผล ที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำหนังสือ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่าการลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๕ วรรคแรกที่ให้อำนาจรัฐมนตรี และผู้ตรวจการแผ่นดินได้บอกไว้ว่า เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจประธานรัฐสภา ไว้เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้นจึงเกรงว่าการแก้ไขครั้งนี้จะขัดรัฐธรรมนูญ ผมก็เลยเรียกร้องไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก อย่างน้อย ๆ ก็มีเหตุผลรองรับ ทั้งเรื่องวิชาการ แล้วก็มิติทางการเมืองและหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญก็ได้ทำหน้าที่ ในการเสนอข้อคิดเห็นมายังท่าน ซึ่งผมว่าไม่เสียหายอย่างที่ผมย้ำหลายอย่างมันคือ ความสง่างาม ท่านจะแก้จากประธานรัฐสภามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะต้องมารับผิดชอบ กรณีถ้าเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นมาที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนแล้วผมก็อยากจะ กราบเรียนไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ละเอียดอ่อนมาก มีหลายประเด็น หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นข้อกังวลของพี่น้องประชาชน ดังนั้นได้โปรด อย่าโยนภาระนี้ให้กับประธานรัฐสภา เพราะผมเชื่อว่าภารกิจของประธานรัฐสภาเขาเยอะ มากเกินไปแล้ว ผมอยากเห็นนายกรัฐมนตรีได้แสดงภาวะผู้นำครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนี้ได้แสดงภาวะผู้นำในการแสดงความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะเกิดขึ้น ถ้ามี ปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นมานายกรัฐมนตรีท่านนี้ต้องเป็นคนชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน และแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาใด ๆ ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตามมา ผมจึงขอแปรญัตติว่า เปลี่ยนจากประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต้องขอขอบคุณและชื่นชม คุณหมออีกครั้งหนึ่งที่ได้อภิปรายเป็นแบบอย่างที่ดีครับ ท่านต่อไปคือท่านธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการนะครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปรายที่ผ่านมาผมได้แสดงเหตุและผลในคำแปรญัตติ ในเรื่องสาระสำคัญไว้ครบถ้วน ท่านประธานครับ ในประเด็นมาตรานี้ผมไม่ติดใจครับ ก็ขออนุญาตที่จะให้เพื่อนสมาชิกท่านอื่นได้ทำหน้าที่ต่อไปครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไป เป็นท่านดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน เชิญท่านดอกเตอร์กนกครับ ขอเชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ได้จัดผู้อภิปรายไว้ เรียงลำดับดังนี้ครับ หลังจากนี้ก็จะเป็นท่านกนก วงษ์ตระหง่าน แล้วจะต่อด้วยคุณฮอชาลี ม่าเหร็ม แล้วจะต่อด้วยคุณศุภชัย ศรีหล้า แล้วท่านอื่นจะได้ส่งรายชื่อให้ต่อไป

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ตรงกันครับ เชิญท่านดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน ครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในการแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยผมได้ขอตัดมาตรานี้ทั้งมาตรา ขออนุญาตที่จะไม่อ่าน แล้วก็แก้ไข โดยการแปรญัตติว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายในประเด็นแรกก็คือว่า ทำไมผมจึงขอตัดมาตรา ๒๙๑/๑๔ ทั้งหมด ประเด็นที่สำคัญ หัวใจของเรื่องนี้ก็คือประเด็น ที่บอกว่าให้ใช้มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้โดยอนุโลม ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีปัญหาครับ และผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณารับฟังเหตุผลและประเด็นของผมให้ชัดเจนนะครับ ในประเด็นมาตรา ๑๕๑ นั้น ผมจะไม่ขออนุญาตอ่านมาตรานั้นของรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็น ที่ชัดเจนหัวใจของมันก็คือว่าเมื่อรัฐสภาได้นำร่างกฎหมายทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้ทรงเห็นชอบ และถ้าไม่ทรงเห็นชอบก็คงจะพระราชทานคืนมา แล้วก็ถ้ารัฐสภายืนยันอีกครั้งหนึ่งก็ให้ นำความขึ้นกราบบังคมทูล แล้วถ้าไม่ทรงเห็นชอบก็ให้ประกาศใช้ ตรงนี้ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาโดยเฉพาะเมื่อท่านใช้คำว่านำมาบังคับใช้โดยอนุโลม หมายความว่ามาบังคับใช้กับการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไป อันนั้น ผมเข้าใจเหตุผลในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ แต่ขณะนี้เรากำลังนำมาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วก็เป็นหลักของประเทศ และที่สำคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับหลายเรื่องในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในเรื่องของพระราชอำนาจ และพระราชประเพณีต่าง ๆ ที่ได้มีการอภิปรายกันไปมากมายแล้ว ประเด็นที่สำคัญ เป็นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ที่อยากจะขออนุญาตท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้กรุณาพิจารณา เพราะผมถือว่าผมได้ส่งความเห็นเพื่อเตือนอันตรายที่จะเกิดขึ้น กับท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ประเด็นของผมก็คือว่าเมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงแสดงให้ปรากฏถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกก็คือกราบบังคมทูลขึ้นไป พระราชทานกลับมาว่า ไม่เห็นด้วย แล้วท่านกลับไปและไม่พระราชทานกลับมา หมายความว่าพระมหากษัตริย์ ทรงใช้พระราชอำนาจและพระราชดำริของพระองค์ท่านที่จะแสดงการไม่เห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือฉบับที่จะร่างขึ้นในกรณีที่เกิดกรณีนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถาม ก็คือว่าทำไมจะต้องให้ประธานรัฐสภาประกาศใช้ ตรงนี้เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาครับ ท่านประธาน และผมคิดว่าถ้าเราได้พูดกันมาโดยตลอดว่าเราจะรักษาพระราชอำนาจ และพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนั้น สิ่งที่เราควรจะทำก็คือว่าให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป แต่ในมาตรานี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากกลับยืนยันว่าให้ประกาศใช้ ตรงนี้ผมขออนุญาตฝากเตือนว่า เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วผมเกรงว่า จะมีผลที่ติดตามมาอีกมากมาย

ในประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานที่เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือว่า เมื่อประธานรัฐสภาได้ประกาศใช้หลังจากที่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๕๑ โดยอนุโลมแล้ว คำถามก็คือว่าท่านจะเขียนรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยของเรา ทุกฉบับที่ผ่านมา จะเริ่มต้นด้วยคำปรารภ ซึ่งมีแบบแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน ลักษณะ ของการเขียนรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตชี้ประเด็นให้ชัดเจนก็คือมักจะเริ่มต้นในเรื่อง คำปรารภว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ในกรณีนี้ก็จะเป็นถ้าทุกอย่างเรียบร้อยนะครับ ก็ประธานรัฐสภาได้นำความกราบบังคมทูลว่า แล้วก็จะเล่าว่าเหตุการณ์ขั้นตอนกระบวนการมาอย่างไร แล้วก็จะสรุปว่าจึงมี พระบรมราชโองการให้ตรารัฐธรรมนูญอย่างนี้ เมื่อวันที่นี้ แต่ถ้าในกรณีที่มีการบังคับใช้ โดยอนุโลมของมาตรา ๑๕๑ ท่านจะเขียนแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะพระมหากษัตริย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะทรงไม่พระราชทานกลับมา ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นจุดที่ผมเป็นห่วงจริง ๆ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่ามันจะทำให้เกิดปัญหา อย่างใหญ่หลวง ถ้าพิจารณาโดยตรรก รัฐธรรมนูญถ้าเกิดในกรณีนั้นก็จะกลายเป็นเขียนว่า ประธานรัฐสภาได้ดำเนินการอภิปรายเสนอร่างลงประชามติจึงให้ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมันจะเป็นการผิดไปจากประเพณีปฏิบัติที่ได้บอกชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจ อธิปไตยของประชาชน ตรงนี้เป็นปัญหาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะขอให้ ประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้กรุณาตอบว่าถ้าเกิดกรณีใช้มาตรา ๑๕๑ แล้ว ท่านจะเขียนคำปรารภรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร เพราะว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงเกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้แล้ว ตรงนี้ครับท่านประธานเป็นเรื่องที่ผมได้อภิปรายมาโดยตลอดว่าประชาธิปไตย ของประเทศไทยเรากำลังถูกทดสอบหลักคิดที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ที่เราปฏิบัติกันมาเป็นเวลากว่า ๖๐ ปีแล้ว แล้วเราก็ได้อภิปรายกัน ๓ เรื่อง เมื่อวานนี้ ผมก็ได้พูดแล้วจะไม่ขอพูดซ้ำในเรื่องของความหมายประชาธิปไตยคืออะไร ความหมาย ของพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร ความหมายของรูปของรัฐเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้มีรายละเอียด มากมาย ถ้าเราเข้าใจไม่ตรงกันก็จะเกิดปัญหา และพอมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๔ มันก็ปรากฏชัดแล้วว่า มาตราที่ท่านอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๑ บังคับใช้โดยอนุโลมมันจะมีปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าเกิดขึ้นจริง ผมนึกภาพไม่ออกจริง ๆ ด้วยความเคารพว่า ท่านจะเขียนรัฐธรรมนูญนี้ว่าอย่างไร และตรงนั้นก็จะนำไปสู่การตีความและตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องของบั่นทอนพระราชอำนาจ และพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะไม่ใช้เวลามากกว่านี้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และผมอยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาตอบว่าท่านจะเขียนรัฐธรรมนูญตรงนี้ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตฝากประโยคหนึ่งถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ซึ่งเมื่อวานผมได้พูดกับท่านประธานรัฐสภาสมศักดิ์ไปแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านได้อยู่ในห้องประชุมหรือไม่ตอนที่ผมได้อภิปรายเมื่อวาน อยากจะขอฝากถึงท่านนะครับ ประโยคเป็นอย่างนี้ครับท่านประธานสามารถที่ผมเคารพท่าน ด้วยความเป็นห่วงท่านจริง ๆ หนทางที่ดีที่สุดที่จะได้ในสิ่งที่ท่านต้องการ คือการช่วย ให้ฝ่ายตรงข้ามได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ผมคิดว่าขอให้ท่านคิดเรื่องนี้ให้ดี และถ้าท่านคิดแต่เฉพาะ ท่านอยากจะได้ในสิ่งที่ท่านต้องการโดยไม่คิดว่าฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับท่านที่เขาต้องการนั้น มีเหตุผลเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นในแผ่นดินของเรา และตรงนี้ครับ มาตรา ๑๕๑ ที่ท่านจะนำมาบังคับใช้โดยอนุโลม ผมก็ได้ชี้ประเด็นแล้วว่า นี่เป็นจุดที่จะมีปัญหา และขอให้ท่านได้กรุณาตอบเพื่อที่เราจะได้สบายใจ แล้วก็ช่วยกันแก้ไข ปัญหา เพราะว่าในการอภิปรายที่ผ่านมาของพวกผมในฐานะฝ่ายค้าน ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำก็คือการพยายามทำความเข้าใจ กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และที่สำคัญคือการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า เหตุผลของเราคืออะไร เราไม่มีเจตนาในการที่จะยืดเวลาทักท้วงใด ๆ ทั้งสิ้นเลย แต่เรา อยากเห็นประเทศชาติของเราเรียบร้อย เราอยากเห็นประชาธิปไตยของเราไม่ต้องสะดุด เราอยากเห็นสถาบันหลักของชาติของเราได้เจริญรุ่งเรืองมั่นคง แล้วก็เป็นกลไกที่จะช่วยให้ ประเทศชาติของเรามีความมั่นคงแล้วก็เจริญก้าวหน้าต่อไป ตรงนั้นเป็นความตั้งใจของพวกเรา ท่านประธาน เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพจริง ๆ ด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ จึงอยาก ขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ขอให้ท่าน คิดในประโยคสุดท้ายที่ผมได้พูดด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านฮอชาลี ม่าเหร็ม ครับ

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่มีการอภิปรายในชั้นของ วาระที่สองที่ผ่านมานั้น ผมเองก็ยังไม่ได้เคยอภิปราย และไม่ได้แปรญัตติในมาตราช่วงต้น ๆ แต่ก็ได้ยื่นคำแปรญัตติต่อทางคณะกรรมาธิการในมาตรา ๒๙๑/๑๔ แล้วก็วงเล็บอื่น ๆ อีก ๒-๓ มาตรา ท่านประธานครับ ผมขอให้เหตุผลในที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ เพราะว่า เหตุผลที่กระผมได้เคยเสนอไปยังคณะกรรมาธิการซึ่งพิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวที่ผ่านมานั้น เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผม เพราะฉะนั้นโอกาส อีกโอกาสหนึ่งที่ผมจะได้แถลงเพื่อให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของผมนั้น ก็คือผมได้ตัดในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ทั้งมาตราออกทั้งหมด แล้วก็ได้เพิ่มข้อความใหม่ ซึ่งเป็นข้อความที่บอกว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องคงไว้ซึ่งหมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ผมขอให้เหตุผลแล้วก็อภิปรายในถ้อยคำตามข้อบังคับของการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ว่าด้วยการอภิปรายในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผล ๓ ประเด็นดังนี้

ประเด็นที่ ๑ การยกร่าง หรือว่าการทำรัฐธรรมนูญซึ่งเรามีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง และจากการสรรหา จากการแต่งตั้งนั้น ทั้งหมด ๙๙ คน ในการทำงานของ สสร. นั้น จะต้องมีกรอบ มีความคิด ที่ผ่านมาของการประชุมรัฐสภา ในมาตรา ๑๙๐ การที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจากับประเทศต่าง ๆ นั้น สมาชิกรัฐสภาก็จะต้องกำหนดกรอบให้ทางฝ่ายผู้ที่ปฏิบัติ ให้ทางกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปเจรจากับประเทศต่าง ๆ นั้น เราจะต้องมีกรอบในการกำหนดให้ ที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นว่า มีมาตราใดที่มีการกำหนดว่าสมาชิกรัฐสภาของเรานั้นสามารถที่จะกำหนดเฟรม (Frame) หรือกรอบให้บรรดา สสร. ซึ่งเป็นท่านผู้มีเกียรติที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญในการปกครอง ประเทศไทยในอีกหลายปีข้างหน้านั้นมีกรอบอย่างไร หลายคนใช้คำว่าเซ็นเช็คเปล่านะครับ แต่ในประเด็นของผมซึ่งแปรญัตติในมาตรานี้นั้น ผมอยากจะให้ทางรัฐสภาของเรา ถึงแม้จะไม่ให้กรอบทั้งหมดในทุกหมวด แต่อย่างน้อยหมวด ๑ ว่าด้วยเรื่องของหมวดทั่วไป แล้วก็หมวด ๒ ในเรื่องของอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์นั้นเราจะต้องคงไว้ เพราะหมวดทั่วไปนั้นเป็นเรื่องของที่มาของอำนาจ เป็นเรื่องของระบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็ที่มาของอำนาจ ซึ่งเรามีกันอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้นั้น ก็เป็นอำนาจมาจากปวงชนชาวไทย แล้วก็ องค์พระมหากษัตริย์นั้นทรงเป็นประมุข แล้วก็ทรงใช้อำนาจทางศาล ใช้อำนาจทาง ครม. ใช้อำนาจทางรัฐสภาของเรา นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคงไว้ ซึ่งในหมวด ๑ และหมวด ๒

ในเหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมจะแถลงประกอบ การแปรญัตตินั่นก็คือว่าเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ณ วันนี้นั้นเป็นการแก้ไขซึ่งเกิดขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศของความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมขอยืนยันว่าสังคมไทยยังไม่ได้มี ความขัดแย้งที่รุนแรงเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศแต่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นในการคิดที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นในการแก้ไขในบรรยากาศที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้กับการแก้ไขในบรรยากาศในอดีต ที่ผ่านมานั้นมีความแตกต่างกัน แล้วก็สิ่งที่เราเป็นห่วงมากที่สุดนั่นก็คือว่าความคิดหลัก ที่เกิดความแตกต่างกันในสังคมไทย ณ ขณะนี้ก็เป็นเรื่องของโครงสร้างทางด้านอำนาจ เป็นเรื่องของระบอบของการปกครองและเป็นเรื่องของสิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังในการชุมนุม หรือว่าในการประท้วงหรือว่าการสร้างเงื่อนไขให้เกิดการต่อสู้นั้นมีการแบ่งฝักมีการแบ่งฝ่าย มีการเรียกอีกฝ่ายหนึ่งว่าอำมาตย์ มีการเรียกอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นไพร่ นั่นคือสิ่งที่มันเกิด เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงในสถานการณ์ในสังคม ณ ขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่ใช่ไม่ไว้วางใจ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแต่ว่าในเมื่อ ณ วันนี้เป็นวันสุดท้ายหรืออาจจะเกือบสุดท้าย ที่ ส.ส. ส.ว. ของเรามีโอกาสที่จะได้พูดก่อนที่จะให้ทุกอย่างเป็นการดำเนินงานของ สสร. นั้น เพียงแค่เป็นการฝากความเป็นห่วงว่าในหมวดที่ ๑ บททั่วไปนั้นจะต้องมีการคงเอาไว้ และหมวดที่ ๒ ที่ว่าด้วยพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์นั้นเราจะต้องมีการดำรง แล้วก็คงเอาไว้ เพราะผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าใน สสร. ๙๙ คนที่จะมาร่วมกันยกร่าง และการนำไปทำประชาพิจารณ์ตามภาคตามพื้นที่ต่าง ๆ นั้นคงจะต้องมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันตรงนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความคิดเห็นในเรื่องของโครงสร้างทางสังคมไทย โครงสร้างที่มันเกิดปัญหาขึ้นในสังคมไทย ณ ขณะนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะขอฝาก ความเป็นห่วงโดยการผ่านคำแปรญัตติของผมซึ่งขอให้คงไว้ในหมวดที่ ๑ แล้วก็หมวดที่ ๒ ต่อไปใน ๒ เหตุผล แล้วผมคงยังต้องมีในมาตราอื่น ๆ ที่จะแถลงต่อท่านประธานต่อไปนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไป ท่านศุภชัย ศรีหล้าครับ เชิญท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่าง ที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับในร่าง ที่คณะกรรมาธิการนำเสนอต่อที่ประชุมในมาตรา ๒๙๑/๑๔ มีข้อความสำคัญที่กระผม ได้ตัดออกนั่นคือข้อความที่บอกว่าเมื่อมีประชามติให้ความเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ข้อความนี้เป็นข้อความที่กระผมตัดออก ท่านประธานครับ ทำไมกระผมถึงตัดข้อความเหล่านี้ออก ผมมีเหตุผลสำคัญที่อยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานในความรู้สึกของกระผมต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณา อยู่ในปัจจุบันกระผมค่อนข้างกังวลใจ เสมือนหนึ่งว่าที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้คือการปฏิวัติเงียบ ในขณะที่มีการปฏิวัติเงียบผู้ที่ลงนามในประกาศคณะปฏิวัติคือประธานรัฐสภา ที่ผม กราบเรียนอย่างนี้เป็นความรู้สึกของกระผมไม่ได้รู้สึกไปเองเหมือนกับเรื่องของแพงนะครับ แต่เป็นความรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะว่าในร่างที่เรากำลังพิจารณา อยู่ในขณะนี้ นอกจากมาตรา ๒๙๑/๑๔ ที่ให้อำนาจกับท่านประธานรัฐสภาอย่างมากแล้ว ซึ่งผมจะเรียนเหตุผลต่อไปว่ามันผูกโยงกับมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ แห่งรัฐธรรมนูญ ที่ผมตัดออกอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเผื่อจะย้อนกลับไปดูว่าเราให้อำนาจกับประธานรัฐสภามาก เป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธานถอยหลังไปดูก็ได้ครับ มาตรา ๒๙๑/๖ นั่นก็ให้ อำนาจกับประธานรัฐสภาเช่นกัน โดยผูกโยงอำนาจของประธานรัฐสภากับที่มาของ สสร. วรรคสอง ให้อำนาจประธานรัฐสภากำหนดหลักเกณฑ์บัญชีรายชื่อคุณสมบัติ วรรคสาม ให้อำนาจกับท่านประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการ จำนวน ๑๕ คน วรรคสี่ ให้อำนาจ กับประธานรัฐสภาจัดทำรายชื่อบุคคล วรรคห้า ให้อำนาจกับประธานรัฐสภาในการเลือกบัญชี เลือกจากบัญชีรายชื่อบุคคล วรรคหก ถ้าคะแนนเท่ากัน ให้ประธานรัฐสภาทำการจับฉลาก วรรคเจ็ด บอกว่าถ้ามีปัญหา ให้อำนาจกับประธานรัฐสภาวินิจฉัย วรรคแปด ให้ประธานรัฐสภา ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๖ ให้อำนาจ กับประธานรัฐสภายิ่งกว่าอำนาจใด ๆ ของประเทศนี้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเผื่อจะถอยหลังกลับไปดูอีกนิดหนึ่ง ดูมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาไปแล้วเมื่อวานนี้ก็จะผูกโยงให้เห็นว่า มาตรา ๒๙๑/๖ ก็ดี มาตรา ๒๙๑/๑๓ ก็ดี ให้อำนาจกับประธานรัฐสภาเช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง เมื่อประธานรัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามความในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภา วินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยัง กกต. ตรงนี้แปลว่าให้อำนาจ กับประธานรัฐสภาเช่นกัน ท่านประธานครับ ถ้าให้อำนาจกับประธานรัฐสภามากอย่างนี้ เป็นความกังวลใจของกระผม ผมจึงได้หยิบยกประเด็นนี้มากราบเรียนต่อท่านประธานว่า ถ้าให้อำนาจกับประธานรัฐสภาอย่างมากเหมือนกับร่างที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนั้น นั่นเสมือนหนึ่งว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามในประกาศคณะปฏิวัติในแต่ละฉบับ ฉบับ ฉบับ เหมือนกับการปฏิวัติเงียบ นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานคือ เรื่องของอำนาจ ของประธานรัฐสภาเช่นกันที่ผูกโยงกับการนำความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ไปใช้ ท่านประธานครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านขจิตรประท้วงครับ เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้กำลังอภิปรายอยู่นี้ก็เป็นที่นับถือกันมาก่อนก็ไม่อยากประท้วง แต่ว่าท่านพูดคนละประเด็น ท่านผิดตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ท่านแปรญัตติไว้นี่ท่านก็อ่านแล้ว ว่าเรื่องท่านบอกว่าให้คงหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑ ก็คือบททั่วไป หมวด ๒ บทว่าด้วย พระมหากษัตริย์ มันไม่ได้เกี่ยวกับที่ท่านกำลังอภิปรายอยู่เลย นี่ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมใคร่ขอหารือไปยังท่านประธานว่า ตั้งแต่หน้า ๒๙๘ และหน้า ๒๙๙ เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ใน ๒-๓ ท่าน ยกเว้นท่านสุดท้ายในหน้า ๒๙๙ นี่ผมก็หารือไปยังประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกันว่าทำไมมันคนละเรื่อง ทำไม มาแปรญัตติได้ คือเรื่องที่แปรญัตติไว้หมวด ๑ กับหมวด ๒ หรือว่าหมวดพระมหากษัตริย์นี่ มันอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ไปแล้ว แล้วท่านให้มาแปรญัตติแล้วพูดคนละเรื่อง ได้อย่างไร ท่านประธานดูให้ดีนะครับ เรื่องนี้พูดเรื่องการรับสนองพระบรมราชโองการ ให้ประธานรัฐสภา แต่ว่าเรื่องที่กำลังอภิปรายอยู่คนละเรื่องเลยกับมาตรา ๒๙๑/๑๔ เพราะฉะนั้นท่านประธานโปรดพิจารณานะครับว่าหน้า ๒๙๘ กับหน้า ๒๙๙ ยกเว้น ช่วงสุดท้ายโดยมีท่านสมชายนี่ถูกต้อง แต่ว่าจากนี้ขึ้นไปนี่แปรญัตติคนละเรื่องเลยครับ ไม่ใช่ มาตรานี้ครับ ไม่ใช่มาตรา ๒๙๑/๑๔ ครับ ท่านลองดูเนื้อความสิครับ ขอบคุณมากครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมก็ขอเรียนอย่างนี้นะครับ ในส่วนที่ท่านศุภชัยกำลังอภิปรายนี่ผมฟังโดยตลอด ท่านก็พยายามให้เหตุผลว่าทำไม ท่านถึงตัดสิ่งที่กรรมาธิการได้ร่างมาใช่ไหมครับ แล้วท่านก็กำลังเข้าสู่ประเด็นที่ว่าทำไม ท่านถึงเพิ่มข้อความอันนี้ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ผมก็ยังเห็นว่าท่านยังอยู่ในประเด็นนะครับ ตามที่ท่านได้สงวนคำแปรญัตติไว้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอเชิญท่านศุภชัยต่อเถอะครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เห็นว่ากระผมอยู่ในประเด็น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ เชิญท่านครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานนิดหนึ่ง เรื่องสำคัญจริง ๆ คือ มาตรา ๒๙๑/๑๔ เขาพูดเรื่องผู้รับสนองพระบรมราชโองการเท่านั้น แต่ว่านี่กำลังมาสงวนว่าให้เขียนหมวด ๑ กับหมวด ๒ ไว้ ผมเรียนท่านประธานว่า เป็นคนละเรื่องจริง ๆ มันใส่เข้าไปในมาตรานี้ไม่ได้ เพราะว่ามันพูดกันแล้วในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ท่านต้องไปทบทวนนะครับทั้งกรรมาธิการด้วยท่านทำรายงานมาให้มาแปรญัตติอย่างนี้ ได้อย่างไรเรื่องใหญ่นะครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นเรื่องของกรรมาธิการจะชี้แจงครับ เพราะเหตุว่าที่ผมดูผมก็ดูตามร่างรายงาน ดังนั้น ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับที่ท่านขจิตรมีข้อสงสัยเชิญครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านจะชี้แจง ตอนหลังเลยดีไหมครับ เพราะว่าถ้าเผื่อว่าอภิปรายเสร็จก็ได้จะชี้แจงในคราวเดียว

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

จะได้ทำความเข้าใจเสียเลยครับ เชิญครับ เชิญคุณหมอครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ประเด็นคำแปรญัตติเท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพข้อทักท้วง ของท่านขจิตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ กรณีการแก้ไขและเพิ่มเติมถ้อยคำ ในมาตรา ๒๙๑/ ๑๔ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านในหน้า ๒๙๘ หน้า ๒๙๙ บางส่วนนะครับ ต้องยอมรับว่าประเด็นที่ท่านได้แก้ไขเราไม่ติดใจครับ เพราะท่านตัดออก อภิปรายเป็นเหตุเป็นผลได้ ผมยกตัวอย่างเช่นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์กนกได้ให้เหตุผลว่าทำไมท่านถึงตัดออกนะครับ ประเด็น ที่ท่านเพิ่มเติมท่านไม่ได้อภิปรายเพราะว่าซ้ำกับประเด็นที่เราได้ลงมติไปแล้ว ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าสาระเช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่าในตรงนั้นเราก็เขียนเรื่อง ของห้ามการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข แล้วก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ก็บัญญัติในหมวด ๑ หมวด ๒ บางส่วนนะครับ จริงอยู่ครับท่านใช้คำว่า หมวด ๑ หมวด ๒ อาจจะมีส่วนที่เกินจากนั้น แต่ว่าสาระส่วนใหญ่ ก็จะประเด็นเกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านจะเพิ่มเติมก็คงจะ เป็นเพิ่มเติมในบทที่เกี่ยวกับหมวด ๑ หมวด ๒ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่อภิปรายไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านั่นน่าจะเป็นสิ่งที่สามารถที่จะอภิปรายได้ แต่ประเด็นที่เรา ได้ลงมติไปแล้วผมก็คิดว่าน่าจะเป็นการซ้ำประเด็นนะครับ ท่านประธานก็โปรดวินิจฉัยครับผม

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมก็อยากจะวินิจฉัยว่า ท่านผู้อภิปรายอาจจะแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ท่านได้สงวนคำแปรญัตติไว้ แต่หากท่าน จะพิจารณาว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่ได้พูดกันมาแล้ว แล้วก็ได้มีการลงมติไปแล้ว ก็เป็นสิทธิของท่านที่ท่านจะพิจารณาว่าท่านควรจะอภิปรายมากน้อยแค่ไหนเพียงไร แต่ว่า มันก็เป็นเรื่องที่จบไปแล้วเหมือนอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ ขอเชิญท่านต่อ เถอะครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

อยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานว่าในการอภิปรายของพวกเราที่มุ่งจะให้ข้อมูลกับประธาน คณะกรรมาธิการหรือเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้มีความสำคัญ การลุกขึ้นประท้วง ของเพื่อนสมาชิก ผมเคารพในการลุกขึ้นประท้วงของท่าน แต่ถ้าเผื่อว่าจะเปิดโอกาสให้พวกเรา ได้ทำหน้าที่ให้สมกับที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเมื่อใดลุกขึ้นมาแล้วทำให้ขัดจังหวะรบกวนสมาธิในการทำหน้าที่ ผมถือว่านั่นเท่ากับว่าเรากำลังไม่ให้เกียรติต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อคำวินิจฉัยของท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านประธานในหลาย ๆ วาระ หลาย ๆ โอกาสมีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานยังกรุณารับฟังความเห็นของเขาว่า เขาจะให้ข้อมูลเรื่องอะไร อย่างไร และเช่นเดียวกันในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เรา กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมตัดข้อความหลายข้อความออกก็ดี ผมเพิ่มเติมบางข้อความ เข้าไปก็ดี ก็ชอบที่ท่านประธานจะต้องฟังความเห็นของเพื่อนสมาชิกก่อน ถ้าไม่ฟังแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่าเพื่อนสมาชิกมีความเห็นอย่างไรต่อการเพิ่มสาระสำคัญในแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็นเข้าไปในแต่ละมาตรา จึงขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานในความเห็น ของกระผมเป็นการเบื้องต้นก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปว่า ในการพิจารณามาตรา ๒๙๑/๑๔ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ สาระสำคัญที่ผม ได้กราบเรียนไปในเบื้องต้น นั่นเท่ากับว่าวันนี้เราให้อำนาจกับประธานรัฐสภาอย่างยิ่งยวด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมลำดับให้เห็นตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๖ โยงมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งให้อำนาจกับประธานรัฐสภาในการกำหนดหลักเกณฑ์ได้มาซึ่งตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ สสร. มากถึง ๒๒ ท่าน เท่านั้นยังไม่พอครับ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานคงจะจำได้ว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ถ้าเผื่อว่า สสร. ไปทำหน้าที่แล้วได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สสร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นให้กับประธาน รัฐสภา ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ต่อครับท่านประธานที่เคารพครับ ส่งร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้กับ กกต. และ กกต. ไปทำหน้าที่ในการลงประชามติ เพื่อนสมาชิกของเราหลายคนได้ลุกขึ้น ให้ความคิดความเห็นต่อรัฐสภาแห่งนี้บอกว่าทำไมไม่นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มาผ่านรัฐสภาก่อน ก่อนที่จะไปทำประชามติ ทำไมจึงนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ไปทำประชามติเลย จากนั้นก็นำความขึ้นกราบบังคมทูลตามมาตรา ๒๙๑/๑๔ ท่านประธานที่เคารพครับ พอเราดูลึกลงไปอีก มาตรา ๒๙๑/๑๓ ไม่ผ่านรัฐสภาใช่ไหมครับ ถ้าไม่ผ่านรัฐสภาเราไปดูต่อที่มาตรา ๒๙๑/๑๔ ที่ผมให้ความเห็นต่อท่านประธานว่า ผมตัดออกด้วยเหตุผลอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ มีสาระสำคัญ ที่บอกว่าให้นำความในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้โดยอนุโลม นั่นแปลว่าอะไรครับ ท่านประธาน นั่นแปลว่ามาตรา ๒๙๑/๑๔ ซึ่งเป็นมาตราที่บอกกับพวกเราว่า ถ้าเผื่อว่า มีการทำประชามติแล้วขั้นตอนกระบวนการจะเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเผื่อว่า มาตรา ๒๙๑/๑๔ ให้นำมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาใช้โดยอนุโลม ผมขออนุญาตให้ความเห็นต่อท่านประธาน และตั้ง ข้อสังเกตผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และขอคำอธิบายจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วยครับ ในมาตรา ๑๕๐ ที่ผมกราบเรียนตามความในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ที่อ้างถึงเอ่ยถึง มาตรา ๑๕๐ บอกว่าร่างพระราชบัญญัติใดที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน ๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้น จากรัฐสภา เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ ข้อความในวรรคนี้เท่ากับว่าเราเปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรัฐสภา นั่นตอกย้ำกับสิ่งที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปแล้วใช่ไหมครับว่า ผู้ที่ลงนามในประกาศคณะปฏิวัติ คือหัวหน้าคณะปฏิวัติ และผู้ลงนามในขณะนี้ที่รับสนอง พระบรมราชโองการคือประธานรัฐสภา นั่นเท่ากับตอกย้ำว่าอำนาจของประธานรัฐสภา ล้นเหลือมากตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่านั้นไม่พอครับท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราจะไปดูมาตรา ๑๕๑ ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น ๙๐ วันแล้ว มิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมา ภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ให้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว สาระสำคัญในข้อความมาตรา ๑๕๑ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานมีความสำคัญอย่างไรครับ ท่านประธาน ท่านประธานจำได้ไหมครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไม่ผ่านรัฐสภานะครับ ถ้าไม่ผ่านรัฐสภาแล้วเมื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลแล้วไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ทีนี้ย้อนกลับมาสู่รัฐสภา นั่นแปลว่าตอนไปไม่ผ่านนะครับ มีปัญหาแล้วค่อยย้อนกลับมา ตรงนี้ผมจึงขอความกระจ่าง ขอตั้งข้อสังเกตกับท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ท่านจะ อธิบายกับประเด็นนี้ต่อเพื่อนสมาชิกแห่งรัฐสภาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก แต่ถ้าเผื่อว่าผ่านรัฐสภาไปแล้ว ไปแล้วมีปัญหากลับมาใหม่ ตรงนั้นผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกเห็นชอบด้วย เห็นควรด้วย นี่คือข้อสังเกตที่กระผมอยากกราบเรียน ต่อท่านประธาน

ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงประเด็นที่ผมมีข้อสังเกตและประสงค์จะให้มี การเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ผมได้เพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ผมเพิ่มเติมข้อความว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้คงบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ผมประสงค์จะให้เพิ่มเติมข้อความนี้ขึ้นมาเพราะว่ามันจะไปผูกโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรคห้าครับ ถ้าผูกโยงกับวรรคห้า นั่นแปลว่าผมประสงค์จะให้ ท่านประธานรัฐสภาแบ่งเบาภาระของท่าน ถ้าเมื่อใดที่เราระบุลงไปเลยว่าหมวด ๑ หมวดทั่วไปก็ดี หมวด ๒ หมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ก็ดี มันนิ่ง มันไม่ขยับ ถ้าไม่ขยับ ความกังวลใจของเราว่ามันจะไปกระทบต่อวรรคห้า นั่นแปลว่าเรากังวลใจน้อยลง ไม่ต้องทำให้ พี่น้องประชาชนกังวลใจ ถ้าไม่ทำให้พี่น้องประชาชนกังวลใจ ผมขออนุญาตเพิ่มเติม ต่อท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่ามีทั้งหมด ๑๐๓ มาตรา ๑๒ หมวด ท่านประธานที่เคารพครับ ๑๐๓ มาตรา ๑๒ หมวด คนร่างไม่ใช่คนญี่ปุ่น หากแต่คนร่างคือนายพล แมคอาร์เธอร์ และนายพล วิทนีย์ พร้อมกับคนอเมริกันอีก ๒๕ คน เขาใช้มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๙๐ ยาวมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถ้าเขาใช้ยาวมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ขณะนี้เขาแก้ ๒ มาตรา เท่านั้นครับ เขาแก้ข้อความสำคัญ ๒ เรื่อง นั่นคือแก้เรื่องกองกำลังป้องกันตนเองเป็นกองทัพ นั่นแปลว่าเขากำลังจะเสริมสร้างศักยภาพของประเทศเขาให้มีความมั่นคงแข็งแกร่ง และแก้เรื่องที่ ๒ คือแก้ให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็งยิ่งขึ้น จากเดิมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ เขาแก้ให้เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ แก้ให้เป็นตัวแทนของประเทศ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าไปอย่างนั้น เราเชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศ ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขคล้ายกับเรา เขาเดินหน้าไปอย่างนั้น ไฉนเลยของเรา เราจะไม่ทำให้พวกเรานิ่งในขณะที่เรากำลังจะ ปรับปรุงกฎหมายครั้งใหญ่ของประเทศ ผมจึงกราบเรียนเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เราช่วยกันดูนิดหนึ่งครับ แล้วสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความเห็นพ้องของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงจะเป็นของคนไทย ทุกคนครับขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขณะนี้ มีคณะอาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์จำนวน ๕๔ คน มาร่วมฟังการอภิปรายครับ ต่อไปขอเชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เชิญท่านชินวรณ์ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่น ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา เมื่อสักครู่ที่ว่าการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกรัฐสภามีสิทธิที่จะชี้แจงเหตุผลในกรณีที่ได้ ขอตัดไปในมาตรา ๒๙๑/๑๔ และมีสิทธิที่จะชี้แจงข้อความที่ได้มีการเสนอเพิ่มเข้ามา เพราะว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไม่ได้เห็นด้วยในมาตราอื่นในข้อความที่เราได้ขอสงวน ความเห็น ประกอบกับเมื่อมาพิจารณาในสภาแล้วก็ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าก็เป็นความชอบธรรมของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่จะแสดงเหตุผลต่อสภา ในการที่จะโน้มน้าวให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นถึงความสำคัญ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าในมาตรานี้สะท้อนให้เห็น จากการประท้วงของเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยซีกฝ่ายรัฐบาล และคำชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เห็นชัดเจนเพิ่มขึ้นนะครับว่าเป็นการรวบรัด ในการที่เสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา และที่สำคัญไปกว่านั้นนอกจากจะเป็น การรวบรัดแล้วยังเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้มองโดยองค์รวมทั้งหมดในการที่จะนำไปสู่ การร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เกิดรัฐธรรมนูญตามที่ฝ่ายรัฐบาลได้แถลงเป็นนโยบายว่า ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แต่ตลอดระยะเวลาก็จะพบความเป็นจริงครับ ท่านประธาน เมื่อมีคำถามว่ามีมาตราใดบ้างละครับที่คณะกรรมาธิการมีความประสงค์ที่จะ ให้มีการแก้ไขเพื่อต้องการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ตลอดระยะเวลา ๑๓ วัน ที่ผ่านมา ก็ไม่มีคำตอบเรื่องนี้จากคณะกรรมาธิการ

ประการที่ ๒ คณะกรรมาธิการก็บอกว่าต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น มาจากต้นไม้ที่เป็นพิษ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการซักถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมเมื่อมีเสียงข้างน้อย และสมาชิกวุฒิสภา บอกว่าถ้าต้องการที่จะให้ผู้ร่าง คือ สสร. มาจากประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ก็ควร จะมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่กลับยังต้องยืนยันว่าให้มาจากการสรรหา ๒๒ คน และมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน โดยไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนของประชากรเลย สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่านี่คือความประสงค์ที่ทางฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ยอมที่จะผ่อนปรน หรือยอมรับความคิดเห็น

พอเป็นเช่นนี้ก็ไปสู่ประการที่ ๓ ครับท่านประธานที่จำเป็นต้องลุกขึ้น อภิปราย ก็คือว่าท่านประธานก็ดีและหลายคนที่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อมวลชน หรือในสภานี้ ผมขอร้องท่านประธานอย่าพูดอีกต่อไปนะครับว่าเราใช้เวลามามากแล้ว หรือว่าดึงเวลาออกไป ผมคิดว่าทุกคนไม่มีความประสงค์เช่นนั้นละครับ แต่ว่าจุดสำคัญที่เรา มาถึงจุดนี้ และต้องทำความเข้าใจอย่างนี้ก็เพราะว่าคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมาย จากรัฐสภาแห่งนี้ให้ไปดำเนินการในการยกร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ แต่ท่านไม่สามารถที่จะแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันได้ครับ ผมก็อยากจะยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นใช้แต่เสียงข้างมากในรัฐสภานี้ไม่เพียงพอ ต้องใช้ความเห็นพ้อง ต้องกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ต้องใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่จะยึดหลักว่า ใช้เสียงข้างมาก ผมคิดว่าไม่เพียงพอแน่นอน และแน่นอนที่สุดครับ ผมไม่อยากเห็นใคร อ้างประชาชนนะครับว่า ประชาชนฟังจนเบื่อแล้ว ผมเห็นท่านประธาน ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยชื่อท่านสมศักดิ์ ท่านบอกว่าประชาชนฟังจนเบื่อแล้ว ผมคิดว่านั่นมุมมองของท่าน แต่อีกมุมมองหนึ่งผมคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนก็ย้อนกลับมาเช่นเดียวกันครับว่า ได้มีความเข้าใจในเรื่องของกระบวนการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตามนโยบาย ของรัฐบาลมากขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องแปรญัตติในมาตรานี้ถ้าท่านประธานจำได้ วันก่อนผมลุกขึ้นพูด ผมได้กราบเรียนว่าจริง ๆ ผมอยากจะเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีใน ฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาท่านมาฟังด้วย เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรง และถ้าดีไปกว่านั้น ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้ก็อยากจะฟังทัศนะของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีต่อการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทำไมผมต้องเกริ่นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน เพราะผมได้ขอแปรญัตติตัดในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ยืนยันว่าเมื่อมีประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภา นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม นี่ละครับจึงเป็นที่มาว่าถ้าเราไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความพยายาม ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่นำเนื้อหามาปะติดปะต่ออนุโลมใช้ในบางส่วนที่คิดว่า เป็นประโยชน์แห่งตน และบัญญัติลงไปในบางส่วนให้อำนาจประธานรัฐสภา ซึ่งมี เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าถึงแม้ว่าจะไปวางกลไกในการที่จะตั้งคณะกรรมการ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถที่จะถูกท้วงติง ถูกครหาว่าในท้ายที่สุด ก็พยายามที่จะใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบรรลุเป้าหมายที่จะแก้ไข ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องตัดเลยครับในมาตรานี้ ตามจริง เพียง ๓-๔ บรรทัด ถ้ากรรมาธิการกรุณาที่จะได้ยกร่างขึ้นมา แล้วดำเนินการให้เห็นภาพ อย่างชัดเจนว่าในกระบวนการที่หลังจากทำประชามติแล้วเราควรที่จะดำเนินการอย่างไร ที่ท่านคิดว่าให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อย ผมมีข้อสังเกต ๓ ประการครับท่านประธานที่คณะกรรมาธิการได้นำมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้

ประการแรกท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ท่าน นำกฎหมายที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี แต่ว่าเวลามาใช้ในบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๔ ท่านก็ บอกว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งในกระบวนการเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปนำกฎหมายในมาตรา ๑๕๐ มาอนุโลมใช้ แต่ท่านต้องการให้มี เจตนาที่ท่านหวังว่าเขียนอย่างนี้แล้วรวบรัดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผมกราบเรียนได้เลยครับว่า วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาแสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อการที่เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน ๒๐ วัน ผมเรียนกับท่านประธานรัฐสภานี่คือเป็นประเด็นแรก ละครับว่าถ้าเป็นเช่นนี้ทางคณะกรรมาธิการท่านคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ครับ

ประการที่ ๒ ที่เป็นข้อสังเกตของผมก็คือว่า มาตรา ๑๕๑ บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมารัฐสภา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของ ๒ สภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง นี่ละครับท่านประธานมาตอกย้ำแนวความคิดของรัฐบาลและของกรรมาธิการชุดนี้ว่า ท่านยังยึดหลักเสียงข้างมาก ทั้งที่ผมกราบเรียนว่าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างกับ พระราชบัญญัติโดยสิ้นเชิง เพราะร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ว่าด้วย รูปแบบของรัฐ ว่าด้วยหลักสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ว่าด้วยหลักของการตรวจสอบ อำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงต้องไม่ให้เกิดกรณีที่จะต้องมีการยืนยันมติ ที่พระราชทานคืนมายังรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นจริงตามที่ท่านนำมาตรา ๑๕๑ มาอนุโลมใช้ท่านคิดว่าสังคมไทยเราจะเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญที่ท่านจะนำมาใช้ ที่ท่านอ้างว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญประชาชน และจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ปรองดอง จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ท่าน บอกว่านำประชาธิปไตยคืนมา ประชาธิปไตยในความหมายของท่านคืออย่างไรครับ คือประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขหรือไม่ เรายอมรับในหลักการนี้หรือไม่ นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมตั้งข้อสังเกตประการที่ ๒ ผมจึงอยากจะกราบเรียนครับผมรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ ได้มีการเรียกร้องมาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้วว่าต้องการที่จะเห็นกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ออกมาเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ท่านควรที่จะมี บทบัญญัติใดบ้าง และคำขอร้องนี้ผมคิดว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจง ต่อรัฐสภานี้ไปชัดเจนแล้ว แต่กลับมิได้รับฟังจากคณะกรรมาธิการเลยครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าเมื่อท่านมามีบทบัญญัติให้ใช้มาตรา ๑๕๑ ให้รัฐสภามีมติยืนยัน ผมคิดว่า นี่คือหลักที่ท่านคิดอยู่เสมอและพรรคพวกของท่านก็พูดอยู่เสมอว่าท่านมีเสียงข้างมาก ท่านประธานครับในระบอบประชาธิปไตยผมยอมรับครับว่า เราต้องปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่เราต้องเคารพเสียงข้างน้อย วันหนึ่งพวกท่านทั้งหลายนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมก็เคยเป็น ประธานวิปรัฐบาลครับท่านประธาน ผมก็พยายามที่จะประนีประนอมยอมรับความคิดเห็น เพราะเราคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้เราทำงานเพื่อปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่วันนี้ ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมาผ่านเลย มีมาตราเดียวเท่านั้นที่ท่านยอมรับ เพราะไปไม่ได้หรอกครับที่จะใช้กฎหมายท้องถิ่นมาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ท่านจึงไปนำ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาดำเนินการในการเลือกตั้งสมาชิก สสร. เพราะท่านเดินไปไม่ได้ แต่วันนี้ในมาตรานี้พบอย่างชัดเจนว่าถ้าท่านยังอนุโลมใช้มาตรา ๑๕๑ และเมื่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ท่านประธานลองนึกภาพสิครับ ว่าท่านต้องการเอาความขัดแย้งนี้ไปถึงระดับใด ผมพูด ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับท่านประธาน ผมไม่ต้องการที่จะเห็นการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นำไปสู่สิ่งที่พี่น้องประชาชนกังวลจนต้องเรียกร้องว่าต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์

ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ท่านประธานครับ ถ้าเป็น กฎหมายทั่วไปก็จะออกตามความในรัฐธรรมนูญหรือออกตามนโยบายแห่งรัฐเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน และกฎหมายดังกล่าวนั้นก็ผ่านกระบวนการทั้ง ๒ สภา โดยผ่าน ทั้ง ๓ วาระในแต่ละสภา นั่นแสดงถึงตัวแทนปวงชนชาวไทยได้มีกระบวนการ ในการกลั่นกรองกฎหมายดังกล่าว แต่วันนี้เรากำลังทำร่างรัฐธรรมนูญนี้มอบหมายให้ สสร. ๙๙ คนไปดำเนินการครับท่านประธาน และร่างรัฐธรรมนูญนี้เทียบไม่ได้เลยกับกฎหมายครับ เพราะนี่กฎหมายสูงสุดครับท่านประธาน กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ แต่ว่าถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ใคร่ครวญนะครับ ได้ใคร่ครวญว่าในกระบวนการสุดท้ายที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการในมาตรา ๒๙๑/๑๔ มันเป็นกระบวนการที่เราต้องการให้เกิดกับสิ่งที่เราเรียกว่าเรากำลังจะทำรัฐธรรมนูญ เพื่อประชาชนหรือรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนจริงหรือไม่ ผมได้ยินกรรมาธิการบางท่าน พูดเสมอและพูดมานานแล้วครับ ว่าต้องมาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคืนประชาธิปไตย ให้กับประชาชน มาตราไหนละครับที่ท่านคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน มาตราไหนละครับ ที่บ่งบอกให้เห็นว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ท่านอย่าลืมนะครับว่า เมื่อเราพูดถึงรูปแบบการปกครองของเรานั้นคือการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนะครับ เราไม่ได้มีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย เหมือนกับประเทศอื่น หรือเหมือนสิ่งที่บางคน บางฝ่ายคิดไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาท่านช่วยสรุป เถอะครับ รู้สึกเนื้อหาท่านจะครบหมดแล้ว เชิญท่านสรุปเถอะครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ครับ ผมก็จะสรุปประเด็นที่ผมได้ขอตัดนะครับ แต่ตามจริงก็ยังมีประเด็นที่ผมจะขอเพิ่ม ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขอตัดนั้นผมก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ๓ เรื่อง

คือเรื่องแรกผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ท่านรวบรัดมาทุกกระบวนการ แม้แต่กระบวนการสุดท้ายนี้ก็ตอกย้ำจากคำพูดของผู้ประท้วง ของกรรมาธิการที่ตอบให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านรวบรัด เร่งรีบ ในการดำเนินการ แม้แต่บทบัญญัติมาตรา ๒๙๑/๑๔ ที่สามารถที่จะดำเนินการที่จะเขียนออกรูปแบบ ในการนำเสนอกฎหมายให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ไม่ใช่ไปสร้างความขัดแย้งในระดับ ที่สูงขึ้น ๆ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะครับท่านประธาน

ประการที่ ๒ ผมสรุปว่ามันเป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยที่ต้องเสนอตัด ก็เพราะว่าคณะกรรมาธิการหรือแม้แต่รัฐบาลเองยังยึดหลักอยู่เสมอว่าเสียงข้างมาก สามารถใช้ทำอะไรได้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วย ผมเคารพในเสียงข้างมาก ปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่ท่านอย่าลืมว่าท่านต้องเคารพเสียงข้างน้อย

และประการสุดท้าย ผมเลยบอกว่าเมื่อมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ เกี่ยวข้อง กับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยมาร่วมประชุม และไม่เคยแสดงทัศนะเลย แล้วทำให้ผมต้องเป็นห่วงอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติเพิ่มเติมว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของหมวดที่ ๑ และหมวดที่ ๒ ของรัฐธรรมนูญนี้ แต่ผม จะไม่ลงรายละเอียดแล้วละครับท่านประธาน เพียงแต่ผมอยากจะกราบเรียนและย้ำความคิด ของท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับว่าการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกมีความจำเป็นอะไรละครับ ที่เราต้องไปเรียงตามลำดับมาตรา ตามที่กรรมาธิการมากล่าวอ้างว่าไปอยู่ในมาตราโน้นแล้ว ก็ไปอยู่ในมาตราโน้นแล้ว แต่เป็นมาตราที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นคนให้ความเห็นชอบ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยท่านก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๔ ผมก็คิดว่าเป็นความชอบธรรม ของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอความเห็นนี้มีสิทธิที่จะพูดต่อ แต่ผมไม่กราบเรียนท่านประธาน ให้เสียเวลาไปว่าทำไมความกังวลเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในวงกว้างมากครับ เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์ ท่านประธานทราบไหมครับ เดี๋ยวนี้เกิดขึ้น ในวงกว้างที่เกี่ยวกับศาล ก็หลายคนเขาเป็นห่วงนี่ครับ มีบางคนบอกว่าจะพูดกับผู้พิพากษา ได้นี่ครับ มีบางคนบอกว่าต้องเปลี่ยนรูปแบบของระบบศาลไทยให้ยึดโยงกับอำนาจ ประชาชนนี่ครับ มีบางคนบอกว่าศาลสองมาตรฐานนี่ครับ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่ามีบางคน ในสภานี้ยังไปพูดเลยเถิดไปถึงกฎมณเฑียรบาลนี่ครับท่านประธานก็คงได้ยิน ผมไม่จำเป็นต้องพูดใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ผมอยากเรียนย้ำกับท่านประธานว่านี่คือความกังวล ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าวันนี้ท่านกำลังทำร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านบอกว่าท่านจะคืน ประชาธิปไตยให้กับประชาชน แต่ท่านจะทำรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจประชาธิปไตย ให้ใครคนใดคนหนึ่ง และในท้ายที่สุดความคิดดังกล่าวนี้ท่านสามารถหลอกคนได้ ๑ คน ได้ครับ แต่ท่านไม่สามารถหลอกคนได้ทุกคน ท่านไม่สามารถที่จะหลอกพี่น้องประชาชน ได้ทุกเวลาครับ ท่านสามารถหลอกพี่น้องประชาชนได้ อาจจะเป็นบางเวลา และวันหนึ่ง ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าความซ่อนเร้นปิดบังในการดำเนินการอย่างรวบรัดนี้

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ สรุปเถอะครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ก็ผมจะสรุปแล้วท่านประธานก็จะเตือนทันที และผมสังเกตดูเวลาใครก็ตามที่จะพูดไปถึง กรณีที่ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร ท่านประธาน ก็มักจะเตือนนะครับ ท่านประธานต้องวางใจให้เป็นกลางครับ ผมกำลังจะสรุปแล้วครับ ผมกำลังจะสรุปว่ากระบวนการทั้งหมดในการเสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญภายใต้ ไม่ใช่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และไม่ตอบโจทย์ในการปฏิรูปทางการเมือง ภายใต้ กระบวนการในการแก้ไขอย่างรวบรัด รวดเร็ว ภายใต้กระบวนการที่ท่านไม่ยอมรับฟัง แม้แต่คำขอร้องของเสียงข้างน้อย นั่นเป็นกระบวนการที่ท่านยืนยันโดยเสียงข้างมาก และท่านคิดว่าท่านสามารถหลอกคนได้บางเวลา แต่ผมเรียนว่าหลอกไม่ได้ทุกเวลา และวันนั้นผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าประชาชนที่รักความเป็นธรรม รักความถูกต้องคงไม่ให้ใคร มาใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ผมก็ขอเรียนทำความเข้าใจ กับเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอยากจะบอกว่าผมอยากจะขอความร่วมมือเพื่อให้ การทำหน้าที่ของผมสามารถเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเพื่อนสมาชิกไม่ตำหนิผม แล้วก็ไม่ประท้วงผม ผมเข้าใจครับการอภิปรายก็คงจะต้องมีการกล่าวนำ แล้วก็มีเนื้อหา แล้วก็มีการสรุป ในส่วนที่เป็นเนื้อหาผมก็อยากจะขอให้เพื่อนสมาชิกได้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เพราะขณะนี้เราอยู่ในการพิจารณาวาระที่สอง ผมไม่อยากที่จะใช้ข้อบังคับ แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงจะเข้าใจ ผมได้ทำหน้าที่ด้วยการเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายตามที่ท่านประสงค์นะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมขอความกรุณาก็คือขอความกรุณา ให้ท่านไม่ออกไปไกลมากนะครับ ขอให้อยู่ในประเด็นที่ท่านได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ก็ขอความกรุณาเถอะครับ เพื่อให้ผมได้สามารถทำหน้าที่ได้ด้วยความเรียบร้อย แล้วก็เป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนดให้ผมทำนะครับ ก็ขอความร่วมมือเพื่อนสมาชิกทุกท่าน จากนี้ไปขอเชิญท่านวิชัย ล้ำสุทธิ ครับ เชิญท่านวิชัยครับ

นายวิชัย ล้ำสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิชัย ล้ำสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ของผมก็ประเด็นคงจะซ้ำกับคนอื่นหรือไม่ ไม่ทราบนะครับ แต่ว่าไม่ซ้ำกับผมแน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตแปรญัตติตัดมาตรา ๒๙๑/๑๔ ออกทั้งมาตรา ซึ่งมาตรานี้ก็มีข้อความเหมือนกับท่านอื่นครับ เมื่อมีประชามติเห็นชอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ท่านประธานที่เคารพครับเรื่องนี้ก็ถือว่า ถ้าท่านประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะฉะนั้นประธานรัฐสภาก็ต้อง ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการด้วย เพราะว่าหลาย ๆ ครั้งข้อความนี้พวกเรา จะไม่ค่อยเห็นมากนัก เพราะว่าแม้แต่มาตรา ๑๕๐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ให้ นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วก็นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะฉะนั้นอันนี้ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการที่จะให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อพูดถึงการทำประชามติ ผมก็ไม่เห็นด้วยกัน หลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องของระยะเวลาซึ่งใช้เวลาน้อยมากในการทำประชามติ เพราะว่า ขั้นตอนในการทำประชามติไม่ว่าในการจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญ กว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถึง มือประชาชน กว่าจะครบทุกพื้นที่ กว่าประชาชนจะเปิดอ่าน ไม่รู้จะเปิดอ่านหรือเปล่าครับ ไม่รู้จะเปิดดูทุกมาตราหรือเปล่า เพราะว่าส่วนมากตอนลงพื้นที่ถ้าถามประชาชน ประชาชน ก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เคยอ่านเลย แม้แต่พวกเราเอง สมาชิกรัฐสภาเองก็ยัง เปิดอ่านไม่ครบทุกมาตราเลยครับ นี่คือเป็นข้อวิตกกังวล ผมก็เลยว่าถ้าให้พวกเราสมาชิกรัฐสภา ได้ให้ สสร. ทำเรื่องขยายเวลาให้วิธีการส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้อ่าน ได้รู้ และสิ่งสำคัญที่สุด ผมขอเสนอแนะว่าให้ สสร. ทำประเด็นสำคัญ ประเด็นหลัก ๆ ที่ในการ แก้ไขหรือประเด็นในการที่พวกเราร่างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายก็จะเป็นสิ่งที่ดี สำหรับประชาชน ประชาชนก็จะได้อ่านเฉพาะประเด็นง่าย ๆ ว่าประเด็นนี้เห็นควรเห็นชอบไหม ถ้าไม่เห็นชอบก็ไม่เห็นชอบ อันนี้ก็จะไปทำให้การทำประชามติได้โปร่งใส ได้ชัดเจน นี่คือสิ่งที่ สำคัญ ผมก็อยากเสนอว่าให้ สสร. ทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ให้ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมีการทำประชามติแล้วตามร่างของเสียงส่วนใหญ่ให้ทูลเกล้าฯ เสนอเลยครับ แต่ว่า ผมขอเสนอแนะเมื่อทำประชามติเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เสนอแนะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ส่งทำไมครับ ส่งเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยเสียก่อนว่าพวกเราที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง มีข้อความขัดกันหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอะไร มีการผิดธรรมเนียมการปฏิบัติหรือไม่ และอาจจะมีข้อเสนอแนะมาจากศาลรัฐธรรมนูญมาว่าที่พวกเราร่างมันน่าจะเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นอย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวก็ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็มีคนมายื่นศาลรัฐธรรมนูญอีกว่าอันนี้ ข้อความขัดกัน ทำให้กลับมาแก้ไขใหม่ หรือทำให้รัฐธรรมนูญนี้ตกไป นี่ก็คือสิ่งที่พวกเราวิตก กังวล แล้วก็เพื่อให้เกิดความรอบคอบ กระผมว่าเมื่อทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสร็จแล้ว น่าจะเอาเรื่องนี้มาเข้าสู่สภานี้อีกครั้งหนึ่ง มาเพื่อพวกเราได้วินิจฉัย มาตรวจร่าง ก็ให้ สมาชิกรัฐสภาได้หารือในการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางอีกสักครั้งก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะฉะนั้น พวกเราก็น่าจะได้ขัดเกลาข้อความ ข้อมูลในการร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ก่อนที่จะนำร่างนี้ เสนอต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อลงพระปรมาภิไธยต่อไป ผมจึงไม่เห็นด้วย กับร่างเสียงส่วนใหญ่ส่วนนี้ ผมจึงขออนุญาตตัดมาตรา ๒๙๑/๑๕ ทั้งมาตรา ขอบคุณมาก ๆ ครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านวิชัย ที่กรุณาให้ความร่วมมืออย่างดีมากครับ ต่อไปเป็นท่านอานิก อัมระนันทน์ ครับ เชิญ ท่านอานิกครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในมาตรา ๒๙๑/๑๔ นี้ ดิฉันขอแปรญัตติไว้ เหตุผลก็เพราะว่าถึงแม้มันสำคัญมากที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่อันนี้ ควรจะต้องผ่านการกลั่นกรองและได้ฉันทามติจากรัฐสภา แต่ว่าการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ของดิฉันก็ตกไปแล้ว ก็จึงเหลือแต่ประเด็นที่เกี่ยวกับประชามติในมาตรานี้ ดิฉันเสนอ การแปรญัตติอันนี้เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ แม้มาตราต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วทางกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสมือน เช็คเปล่าที่ สสร. จะเขียนอะไรก็ได้ เพราะว่าแทบจะไม่มีกรอบเลย นอกจากกรอบเกี่ยวกับหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์และรูปของรัฐ ไม่มีการปกป้อง การถ่วงดุลอำนาจบทบาทของตุลาการ ไม่มีการปกป้องการตรวจสอบอย่างอิสระขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินหรืออะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่มีการป้องกัน การล้างผิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้อำนาจของผู้อยู่เหนืออำนาจทางการเมือง ฉะนั้น ประเทศไทยของเราก็กำลังสุ่มเสี่ยงกับการรัฐประหารโดยเสียงข้างมากในรัฐสภา จะทำให้ ประเทศยิ่งแตกแยกแล้วก็ร้าวฉาน ร้าวรานยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นจึงสำคัญค่ะ ที่จะทำให้ประชาชนให้ฉันทามติกับร่างรัฐธรรมนูญอันใหม่นี้กับกฎหมายสูงสุดอันใหม่นี้ ดิฉัน จึงขอเสนอว่าประชามติต้องเป็นฉันทามติเพื่อให้เกิดการยอมรับ และเพื่อให้มีความเป็น เจ้าของของประชาชนอย่างแท้จริง ดิฉันได้สงวนคำแปรญัตติเสนอให้การโหวตรับรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ต้องมีเสียงอย่างน้อย ๓ ใน ๔ และมีการมาใช้สิทธิของผู้มีสิทธิออกเสียง ๓ ใน ๕ ฟังเผิน ๆ ท่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นการแกล้งเสนออะไรที่เป็นไปไม่ได้หรือเปล่า ไม่ใช่ค่ะ ท่านประธานคะ แล้วก็ขอเรียนท่านกรรมาธิการทุกท่านไม่ใช่เป็นการแกล้ง ไม่ใช่เป็น การประชดแต่เสนอด้วยความจริงใจค่ะ เพราะว่าการหาความเห็นชอบจากประชาชน ๓ ใน ๔ แล้วก็การให้เขาออกมาใช้สิทธิถึง ๓ ใน ๕ มันเป็นไปได้ค่ะ มันเป็นไปได้จริง ๆ ถ้าเผื่อมีการให้ความรู้ความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ให้แพร่หลายให้คนได้ถกเถียง ได้มีกระแส ของการแก้รัฐธรรมนูญแล้วก็ฉันทามติอันนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายทีเดียว หากว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ตอบโจทย์ต่าง ๆ ที่ทางสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อยหลาย ๆ ท่านกำลังขอท่านอยู่นะคะ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่ได้รับการสนองเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาส ประเทศของเรา ยังไม่สิ้นหวัง มันยังอยู่ที่ขั้นของประชามติ ถ้าเผื่อร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. จะทำขึ้นมา ยังปกป้องนิติรัฐ นิติธรรม ยังผดุงรักษาความยุติธรรม ไม่ให้มีการล้างผิดโดยเฉพาะ การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตน ไม่ว่าคนจน หรือคนรวย คนมีอำนาจก็ต้องอยู่ใต้กฎหมาย เดียวกัน คนไทยประเทศไทยจึงจะสงบสันติแล้วก็เจริญรุ่งเรืองได้ เพราะฉะนั้นดิฉัน จึงขอเสนอแปรญัตติให้ประชามติที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นการสร้างฉันทามติเพื่อสร้าง ความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศของเราได้ใช้วิกฤติของการทำรัฐธรรมนูญอันใหม่นี้ ที่หลายคนเป็นห่วงไม่สบายใจ แต่เป็นโอกาสที่เราจะสร้างความสมานฉันท์ต่อไปได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เพื่อนสมาชิกครับ ขณะนี้หมดผู้ที่ประสงค์จะอภิปรายแล้ว ผมขอหารือว่าจะขอปิดอภิปราย มีท่านผู้ใดเห็นเป็น อย่างอื่นไหมครับ หากไม่มีถือว่าที่ประชุมปิดอภิปรายนะครับ ขอโทษนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน ชี้แจงว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๔ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิม สาระสำคัญก็จะเป็นเรื่องของการที่หลังจากที่ได้นำร่างรัฐธรรมนูญไปทำการประชามติแล้ว เสียงของประชามติเสียงใหญ่เห็นชอบด้วย ประธานรัฐสภาก็จะเป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จากนั้นแล้วเราก็ให้นำบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับ ซึ่งท่านก็คงทราบว่ามาตรา ๑๕๐ กรณีที่ทรงลงพระปรมาภิไธย ในรัฐธรรมนูญที่เราร่างนี่ก็ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับต่อไปแต่ถ้า กรณีตามมาตรา ๑๕๑ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่ผ่านการประชามติพระองค์ท่าน ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือพระราชทานคืนกลับมาภายใน ๙๐ วัน ไม่พระราชทาน คืนกลับมานี่นะครับ หรือท่านคืนกลับมาเราก็ให้รัฐสภาเป็นผู้ที่จะนำมาพิจารณาอีกรอบหนึ่ง นะครับ ซึ่งก็คงจะทรงมีพระราชวินิจฉัยลงมาด้วยว่าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเพราะเหตุใด ถ้ารัฐสภายืนยันด้วยเสียง ๒ ใน ๓ ของสมาชิกที่มีก็นำกราบบังคับทูลอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่ครั้งหลังก็ถือว่าเป็นมติยืนยัน ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ไม่พระราชทานคืนกลับมา ก็ให้ประธานรัฐสภานำประกาศราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ต่อไป ซึ่งก็เป็นไปตาม กระบวนการที่เราได้พิจารณากฎหมายทั่วไปนี่นะครับ

ทีนี้ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสงสัยข้องใจก็มีอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก ทำไมไม่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ ก็กราบเรียนนะครับว่า ถ้าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปกติ แก้ไขบางมาตราตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ตรงนั้นมาตรา ๒๙๑ (๗) ก็พูดถึงให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งก็จะเช่นเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังแก้ไขอยู่นี้ ถ้าผ่านวาระที่สามแล้วผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็จะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี แต่กรณีที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทำใหม่ทั้งฉบับ ผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการจะเป็น ประธานรัฐสภา ซึ่งได้ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านก็คงจำได้นะครับ ประธานรัฐสภาขณะนั้นก็คือท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เป็นผู้นำทูลเกล้าฯ และลงนามสนองพระบรมราชโองการ ฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเราก็ให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการนะครับ ประเด็นอื่นก็ได้กราบเรียนอธิบายไปแล้ว นะครับ คณะกรรมาธิการก็ขอยืนยันมาตรา ๒๙๑/๑๔ ตามร่างของคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่าน

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ตั้งข้อสังเกต และได้ตั้งคำถามไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งดูแลการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นของผมเมื่อสักครู่ท่านได้ชี้แจง แต่เข้าใจว่าชี้แจงไม่ตรงกับ ประเด็นที่ผมกราบเรียนไป ผมกราบเรียนถามผ่านท่านประธานไปว่ามาตรา ๒๙๑/๑๓ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จส่งประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาส่ง กกต. กกต. ไปทำประชามติ ทำประชามติได้ผลเป็นอย่างไรจึงมาปรากฏผลตามมาตรา ๒๙๑/๑๔ นั่นคือนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ในขณะที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายมาตรา ๒๙๑/๑๔ เราไปอิงมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๕๑ บอกว่าถ้าเผื่อว่าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ตอนนั้น ให้ย้อนกลับเข้ามาที่รัฐสภา ประเด็นของผมจึงตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าแล้วตอนไปทำไมไม่ผ่าน ตอนมีปัญหาทำไมถึงจะ เอาย้อนกลับมา ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญครับท่านประธาน ถ้าเผื่อว่าไม่ชี้แจง ต่อที่ประชุมแห่งนี้ ตอนไปไม่ผ่าน มีปัญหาแล้วย้อนกลับมา ตรงนั้นรัฐสภาจะพิจารณา อย่างไร ขอให้ตอบคำถาม ขอคำอธิบายชัด ๆ อีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน ตอบท่านสมาชิกดังนี้ครับ กรณีที่ สสร. ทำร่างเสร็จแล้วมาถึงท่านประธานรัฐสภา ท่านประธาน ได้วินิจฉัยว่าไม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ก็ไป กกต. เพื่อประชามติหรือเห็นว่ามันจะขัด ก็เอาเข้ารัฐสภาเพื่อช่วยกันวินิจฉัยว่าขัดไม่ขัดนะครับ อันนี้เป็นกระบวนการอยู่ใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ หลังจากนั้นก็ไปประชามติ ประชามติกลับมาแล้วก็ประธานรัฐสภานำขึ้น กราบบังคมทูล ทีนี้ท่านถามว่าถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเพราะเรานำเอามาตรา ๑๕๐ กับมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยก็เอากลับมา ทีนี้ กลับมาเราก็บัญญัติให้กลับมายังรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จะได้มาช่วยกันพิจารณาว่าที่ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยพระองค์ท่านทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า อย่างไรบ้างเราก็มาทบทวนกัน ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ๑. ไม่เคยมีที่จะไม่ทรงลง พระปรมาภิไธย หรือ ๒. เมื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยยับยั้งรัฐสภาเองก็ไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติ ที่จะยืนยันกลับไปก็ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็จบไปครับ นี่เป็นกระบวนการที่เราได้ออกแบบไว้ ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันก็เป็นคำชี้แจงของกรรมาธิการครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านศุภชัยต่อครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับประเด็นคำถาม ของกระผมที่กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านก็ยัง ไม่ตอบอยู่ดี ผมเรียนถามไปว่าในเมื่อผ่านประธานรัฐสภาไป กกต. กกต. ทำประชามติช่วงนั้น ไม่ผ่านรัฐสภา พอไม่ผ่านรัฐสภาไปถึงการทำประชามติเสร็จเรียบร้อยแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมมุติว่าถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยตอนนั้นย้อนกลับมาที่รัฐสภา ประเด็นคำถาม ของกระผมทำไมมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไม่ผ่านรัฐสภาเสียตั้งแต่ตอนนั้นเราจะได้มีข้อมูลเบื้องต้น เราจะได้รู้ว่าสาระแห่งรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าสาระแห่งรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ย้อนกลับมาเราจะได้พิจารณาได้อย่างไรครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัยครับ เมื่อวานนี้มาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมได้ตอบไว้ ชัดเจนซึ่งมันอยู่ในมาตรานั้นว่าที่เราไม่ออกแบบให้ย้อนกลับมารัฐสภา ผมก็เท้าความไปถึงว่า ที่เราต้องแก้มาตรา ๒๙๑ โดยให้มีการเปลี่ยนวิธีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็คือสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจอยู่แต่เดิมเราถือว่าเรามีส่วนได้เสียถ้าเรามาแก้เองก็จะเป็นที่ติฉินนินทา ฉะนั้นเราก็ วิธีแก้รัฐธรรมนูญโดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เขาไปจัดทำเมื่อเขาทำเสร็จ เราขอตรวจสอบเฉพาะ ๓ ประเด็นที่เราตั้งกรอบตั้งเงื่อนไขห้ามเขาทำไว้ ๓ เรื่อง คือ ๑. ห้ามไปแตะต้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ห้ามไปเปลี่ยนรูปของรัฐ และ ๓. ห้ามไปแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ เราก็จะดูกันอยู่ แค่นี้ละครับ จากนั้นก็เอาไปให้ประชาชนเขาเป็นผู้ดูไปตรวจสอบเอง ประชาชนมีประชามติว่า เห็นชอบด้วยก็กราบบังคมทูล แต่ถ้ากรณีเกิดพระองค์ท่านทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ยับยั้ง ก็ถึงจะกลับมายังรัฐสภาซึ่งเราเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยเราก็จะได้นำเอาพระบรมราชวินิจฉัย ที่พระองค์ท่านทรงยับยั้งมานั่งดูว่ามีประเด็นไหน ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่บังควรที่จะผ่าน เราก็ไม่ยืนยันด้วยเสียง ๒ ใน ๓ นี่ก็เป็นกระบวนการที่เราได้ออกแบบไว้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่นครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับกระผม ได้ตั้งคำถามไว้กับท่านประธานแต่ท่านก็ยังไม่ได้ตอบให้ชัดเจน กล่าวคือบทบัญญัติของ กรรมาธิการเสียงข้างมากให้ใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทีนี้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ กับมาตรา ๑๕๑ นั้น เป็นบทบัญญัติที่พูดถึงให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ในร่างที่ท่านเขียนนี้ให้ประธานรัฐสภา เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ในร่างของท่านที่เสนอมานี้ให้ประธานรัฐสภา คำว่าอนุโลม ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร เพราะในเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านมาแก้เป็นรัฐสภา คำว่า อนุโลมในทีนี้ใช้ได้อย่างไร เมื่อบัญญัติไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นนั้นครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต่อข้อซักถาม ของเพื่อนสมาชิก ท่านก็จะเห็นว่าเราบัญญัติไว้ว่า ให้นำเอามาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาใช้บังคับโดยอนุโลม แปลว่าอะไรที่ไม่ได้บัญญัติขึ้นใหม่ ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้นำเอาของที่มีอยู่มาใช้โดยอนุโลม แต่อะไรที่เรามีเจตนา ต่างหากพิเศษที่จะไม่อนุโลมเราก็จะบัญญัติไว้ชัดเจน ฉะนั้นประเด็นผู้ลงนามสนอง พระบรมราชโองการเราได้บัญญัติชัดเจนในร่างที่เราแก้ไขว่าให้เป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเมื่อสักครู่ผมก็กราบเรียนครับว่า กรณีมันจะต่างกับการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ซึ่งมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (๗) ก็ให้เอามาตรา ๑๕๐ กับ มาตรา ๑๕๑ มาใช้ ซึ่งก็ไม่ได้มีการไปแก้ไขอะไร ก็คือนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ลงนามสนอง พระบรมราชโองการ แต่กรณีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เราได้บัญญัติพิเศษไว้ว่า ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ ก็เป็นแนวปฏิบัติตามที่เคย ปฏิบัติมาในการจัดทำรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนอง พระบรมราชการโองการ และรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี่ครับที่ใช้อยู่ก็ทำใหม่ทั้งฉบับ โดย สสร. เหมือนกัน ก็ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเรียกชื่อขณะนั้นก็เป็นผู้ลงนามครับ ท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ ต่อไปนี้ผมจะขอมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ

(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ เพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เมื่อท่านสมาชิกเข้ามาแล้ว โปรดแสดงตนด้วยครับท่านกนก เชิญครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธาน เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ คำตอบของท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถ ในเรื่องของขั้นตอนการปฏิบัติ ในการบังคับใช้มาตรา ๑๕๑ โดยอนุโลมนี่นะครับ ผมฟังดูเหมือนกับจะเข้าใจว่าท่านคิดว่า คงจะไม่มีการใช้มาตรา ๑๕๑ ก็คือประธานรัฐสภาประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปเลย ผมเข้าใจ ที่ท่านตอบความหมายเป็นแบบนั้นนะครับ ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิดขอความกรุณาท่านประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนลงมติได้ไหมว่าตัดมาตรา ๑๕๑ ออกไปเสียเลย เพราะมาตรา ๑๕๐ กรณีเห็นด้วยตรงกันก็ไม่มีปัญหา ตัดมาตรา ๑๕๑ ออกไปเลย เพราะกรณีนั้นเป็นกรณี ที่ไม่เห็นด้วยนะครับ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ทำให้ทุกคนสบายใจได้ หรือถ้าท่าน ยังไม่ยอมรับฟังนี่ขอท่านยืนยันได้ไหมครับว่าจะไม่มีการประกาศใช้ในกรณีที่ไม่พระราชทาน รัฐธรรมนูญกลับคืนลงมา ขอความกรุณาท่านประธานสามารถกรุณาให้ความชัดเจน เรื่องนี้ด้วยครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้นะครับท่าน ผมว่าท่านกรรมาธิการก็ได้ตอบทุกคำถามแล้วนะครับ แล้วผมได้ปิดอภิปรายแล้วนะครับ ตอนนี้ผมขอลงมติเถอะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ทุกท่านกดบัตรแสดงตนแล้วนะครับ ผมขอผลแสดงตนด้วยครับ ขอจำนวนด้วยครับ ขณะนี้มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๗๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ผมจะขอมติอย่างนี้นะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๔ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวนคำแปรญัตติ สงวนความเห็นนะครับ มติที่ผมจะถามหากท่านเห็นด้วยกับร่าง ของคณะกรรมาธิการคือไม่มีการแก้ไขให้กด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับร่าง ของกรรมาธิการกด ไม่เห็นด้วย เชิญออกเสียงครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ทุกท่านออกเสียงแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ ขอผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๔๕ ท่าน เห็นด้วยกับร่าง ของคณะกรรมาธิการ ๓๓๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๖ ท่าน งดออกเสียง ๙ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๑๕ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมได้สงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ โดยมีข้อความว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่ ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ก่อนที่ผมจะเข้าประเด็นนี้ผมก็ขอปรารภในเบื้องต้นกับท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนเพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาที่เราได้มีการพิจารณาในวาระที่สองนี้ พี่น้องประชาชนปรารภมาว่าจริงอยู่ครับที่พวกเราผู้แทนปวงชนชาวไทยมีหน้าที่เสนอแนะ หรือท้วงติงกรรมาธิการเสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ มีบ่อยครั้งเหลือเกินที่การทำหน้าที่ ของสมาชิกรัฐสภาหรือผู้สงวนคำแปรญัตติไม่สามารถให้ข้อมูลที่แท้จริง ไม่สามารถให้ข้อมูล ที่ครบถ้วนแก่พี่น้องประชาชนทั้ง ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศและเป็นตัวกำหนดกฎกติกาที่จะใช้บริหารประเทศนี้ พี่น้องประชาชนฝากมาว่า การแก้ไขในครั้งนี้พี่น้องประชาชนมีความเสียใจเหลือเกินว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่เรากำลัง พิจารณาเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนตัดพี่น้องประชาชนจากการมีส่วนร่วม ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ได้ผ่านการลงมติความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน เปรียบแล้วเหมือนกับว่าคน ๒ คนมีจิตใจรักใคร่กัน เมื่อมงคลสมรส เมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ต้องจดทะเบียนสมรส แต่วันนี้เรามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยที่ไม่ได้มีการถาม พี่น้องประชาชน เหมือนกับว่าสิ่งที่ประชาชนได้ทำนิติกรรมหรือจดทะเบียนสมรสกันนั้น เป็นโมฆะ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาญจนบุรีได้ฝากผมมาหลายท่านว่า ขอโอกาสในการให้สมาชิก ได้มีโอกาสอภิปรายข้อคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง ขอให้ท่านประธานรัฐสภาได้โปรด ให้ความกรุณาให้สมาชิกอภิปรายได้ครบถ้วน อย่ามีการตัดทอน อย่ามีการปิดไมโครโฟน ก็จะเป็นการขอบพระคุณอย่างสูงครับ

ท่านประธานรัฐสภาครับ การที่ผมสงวนคำแปรญัตติไม่ให้การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น เพราะผมเห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่มีความอิสระ จากรัฐบาล เป็นองค์กรที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหรือการประพฤติมิชอบของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งนายกรัฐมนตรีที่ต้องสงวนคำแปรญัตติเหล่านี้ไว้ เพราะที่ผ่านมานั้น พวกเรารวมทั้งพี่น้องประชาชนคงเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า องค์กรอิสระต่าง ๆ หลายองค์กรได้ทำหน้าที่ค่อนข้างที่จะเข้มแข็ง สามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองได้หลายท่าน ได้หลายรัฐบาลเท่าที่เราเห็นเป็นที่ประจักษ์เมื่อมีนักการเมืองหรือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดประพฤติมิชอบ มีการทุจริตเชิงนโยบาย หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง องค์กรเหล่านี้สามารถตรวจสอบ สามารถรักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติโดยส่วนรวมไว้ได้ ดังนั้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เริ่มต้นมา ตั้งแต่คราวแรก ผมเห็นว่าหลาย ๆ กระบวนการที่เราพิจารณาและลงมติมานั้น มีความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง มีการรวบรัด เร่งรีบโดยใช่เหตุ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นกฎกติกาเพื่อจะให้ได้มาด้วยประชาธิปไตย ๒ ทาง ทางแรกคือทางที่พี่น้องประชาชนประสงค์ นั่นก็คือประชาธิปไตยที่เป็นแบบ ของพี่น้องประชาชน อีกทางหนึ่งที่พวกผมต้องท้วงติง ต้องสอบถามนั่นก็คือประชาธิปไตย ที่เป็นแบบของใครคนใดคนหนึ่ง นี่คือข้อห่วงใย ท่านประธานรัฐสภาครับ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จากกระบวนการที่ผ่านมานั้นทำให้ผมเกรงว่าจะมีการตัดองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐออกไป ดังนั้นกระผมจึงขอเสนอโดยเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ไว้ว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีผลกระทบ ต่อองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ครับ ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป เป็นท่านนคร มาฉิม นะครับ เชิญท่านนครครับ

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ผมตัดออกทั้งหมดนะครับ แต่ว่าขอให้เพิ่มข้อความใหม่มาว่า มาตรา ๒๙๑/๑๕ การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ผมไม่รบกวนเวลาของรัฐสภามาก แต่ว่าอยากจะเน้นย้ำแล้วก็อธิบายถึงเหตุผล และความจำเป็นในการกำหนดกรอบให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้ว่า หลังจากที่ท่านได้รับฉันทานุมัติให้ไปเป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่จะเป็นกรอบในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งประเทศ กำหนดทิศทางในการบริหารประเทศ กำหนดแนวนโยบายในการที่จะขับเคลื่อนประเทศเดินไปสู่ข้างหน้านั้น อย่างน้อยที่สุด ถ้าเกิดว่ากระบวนการในการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจของฝ่ายบริหารและอำนาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถที่จะตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ อย่างน้อยที่สุดยังมีองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นที่พึ่งที่หวัง แล้วก็เป็นองค์กรในการที่จะตรวจสอบโดยปราศจากการชี้นำ ปราศจาก การครอบงำ ปราศจากอิทธิพลใด ๆ ที่จะมีอิทธิพลต่อการที่จะขัดขวางในการตรวจสอบ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดที่เป็นของพี่น้องประชาชน องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ท่านประธานที่เคารพครับ ขยายความนิดหนึ่ง ป.ป.ช. ตอนนี้ มีคดีประมาณ ๑๐,๐๐๐ คดีที่ค้างอยู่ต่อปี มันบ่งบอกให้เห็นว่ากระบวนการในการทุจริต คอร์รัปชันนั้นหนักหนาสาหัสสำหรับประเทศของเรา จำเป็นที่จะต้องมีองค์กร ป.ป.ช. ในการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แม้กระทั่งราชการประจำ แล้วมีองค์กรอีกองค์กรหนึ่ง ที่เข้ามาเพิ่มเติมจาก ป.ป.ช. ก็คือ ป.ป.ท. ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ ป.ป.ท. ไม่ต้องไปสังกัดอยู่กับราชการประจำหรือว่ากระทรวง กรมต่าง ๆ เพราะถ้าเกิดว่า สังกัดท่านประธานครับ ป.ป.ท. ก็จะถูกครอบงำโดยรัฐมนตรีหรือว่าโดยรัฐบาลหรือว่า โดยผู้ที่มีอำนาจในการโยกย้ายให้คุณให้โทษต่อผู้ที่รับผิดชอบในองค์กร ป.ป.ท. ได้ ผมต้องการให้ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แล้วก็ให้ ป.ป.ท. ขึ้นตรงต่อ ป.ป.ช. โดยใช้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. โดยตรง อันนี้จะเป็นคุณูปการต่อชาติบ้านเมือง เป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ การทุจริต การคอร์รัปชัน มันฝังรากลึกไปในทุกอณูของประเทศ ในปัจจุบันผมเป็นที่ปรึกษาและเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนของ ป.ป.ช. รู้เลยครับว่ากระบวนการในการทุจริต กระบวนการในการคอร์รัปชันมันสายโยงใยเป็นองค์กร เป็นเครือข่ายที่มีความแข็งแกร่ง แข็งแรง พูดง่าย ๆ ก็คือใครไม่ยอมจ่ายคนนั้นไม่ได้งานทำ ท่านประธานที่เคารพ ทำอย่างไรครับ ที่จะให้องค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้มาตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน ผมเคยเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. แล้วก็เคยเสนอต่อสภาแห่งนี้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะนำเอารูปแบบหรือว่าโมเดล (Model) ของฮ่องกงโมเดล แล้วก็ สิงคโปร์โมเดล ในการสะสาง ในการแก้ไข ในการดึงภาคเอกชน ดึงภาคประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตการคอร์รัปชันเพื่อล้างการทุจริตให้หมดสิ้น ไปจากประเทศ ผลงานวิจัยของผู้รู้ ของสถาบันการศึกษาหลายแห่งครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้ตระหนักแล้วก็กังวลใจมากต่อการทุจริตและคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นปีหนึ่ง ๆ ที่มีงบประมาณปีละ ๒.๓-๒.๔ ล้านล้านบาทต่อปี นักวิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยมาแล้วว่า จะมีเงินใต้โต๊ะที่ถูกคอร์รัปชันไปประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเกิดว่านำเอาเม็ดเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำอ่างเก็บน้ำ ไปทำถนน ไปติดตั้งเสาโทรศัพท์ ไปติดตั้ง สาธารณูปโภคให้กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อครับว่าทำไปให้ดีที่สุดแบบนี้ ๕ ปีประเทศไทย วิ่งทันประเทศสิงคโปร์แน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกังวลใจ เหลือเกินว่า ถ้าเกิดว่า สสร. ไม่กำหนดกรอบแล้วก็ไม่ให้ความเป็นอิสระในอำนาจ ขององค์กรอิสระต่าง ๆ ให้ธำรงอยู่ เช่น ป.ป.ช. กกต. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เท่าที่มีอยู่แล้ว อะไรจะเป็นหลักประกันในการคุ้มครอง ในการรักษาและปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพยิ่ง ขอบพระคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไป เป็นท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ นะครับ เชิญท่านเจิมมาศครับ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะในมาตรา ๒๙๑/๑๕ นี้ ดิฉันได้ตัดออก ทั้งมาตรานะคะ แล้วก็ได้เพิ่มเติมข้อความที่ว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระและองค์กร ตามรัฐธรรมนูญตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ องค์กรอิสระของเรานั้นประกอบด้วยหลายองค์กรด้วยกันตามรัฐธรรมนูญก็จะมี กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็องค์กรอัยการ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอีกหลายองค์กร อย่างเช่นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เหล่านี้เป็นต้น องค์กรอิสระถือเป็น ๑ ในอำนาจอธิปไตย ๓ ส่วน ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ในรัฐธรรมนูญเดิมปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้ก่อตั้ง องค์กรอิสระขึ้น เนื่องจากว่านักการเมืองเกิดคดีทุจริตขึ้น แต่ว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นมากมายในส่วนของคดีของนักการเมือง จึงต้องเกิดองค์กรอิสระเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจ เป็นการตรวจสอบ และในส่วนขององค์กรศาลเองนั้น องค์กรศาล เป็นองค์กรที่ก่อตั้งมาประมาณ ๑๓๐ ปีแล้ว องค์กรศาลเขาจะมีคณะกรรมการกันเอง ก่อตั้งกันเอง แล้วก็มีการบริหารจัดการกันเอง ซึ่งไม่น่าจะมีการเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของศาล ซึ่งมีประสิทธิภาพ แล้วมีความเป็นธรรม มีความเป็นกลางอยู่แล้วนะคะ มีความพยายาม ของจำเลยเป็นตัวอย่างที่ดิฉันขอยกขึ้นมากล่าว เป็นความพยายามของจำเลยที่จะเข้าไป แทรกแซงองค์กรอิสระ ในการตีความของมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายอาญาที่ทำให้มีผล ต่อการลด หรือบรรเทาโทษต่อการก้าวล่วงของพระราชอำนาจ การกระทำเช่นนี้ส่งสัญญาณ ยุยงมากกว่าเป็นการปรามค่ะ เป็นคดีตัวอย่างที่ดิฉันไม่อยากจะเอ่ยในรายละเอียดถึงบุคคล ท่านก็คงจะทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง ในส่วนของความพยายามที่จะไปแทรกแซงองค์กรอิสระ เหล่านี้ แล้วก็องค์กรอิสระเองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดิฉันดูแล้วก็ไม่มีส่วนไหนที่จะเพิ่มเติม ให้กับความแน่ใจ ความมั่นใจของพวกเราว่าท่านจริงใจแค่ไหนในการที่จะคงไว้ ซึ่งองค์กรอิสระต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ดิฉันได้กล่าวไว้ตั้งแต่ข้างต้นแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะให้ท่านคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พิจารณา ถึงความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ถึงความจำเป็นในการที่เราจะต้องคงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ๑ ใน ๓ ก็คืออำนาจฝ่ายตุลาการนี้นะคะ กราบเรียนท่านประธานขอให้ท่าน คณะกรรมาธิการพิจารณาในส่วนที่ดิฉันได้อภิปรายด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ ไม่มีสมาชิกที่จะขออภิปรายในมาตรานี้แล้วนะครับ ผมขอหารือปิดการอภิปรายนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมขอปิดอภิปรายครับ เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ จริง ๆ แล้ว มาตรา ๒๙๑/๑๕ เป็นเพียงเงื่อนไขของการสิ้นสุดของสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งก็บัญญัติไว้ใน ๔ เงื่อนไขด้วยกัน ก็คือ

๑. กรณีสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ครบองค์ ก็คือเหลือไม่ถึง ๕๐ ท่านนะครับ จาก ๙๙ ท่าน

๒. สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตามที่เรากำหนดไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คือ ๒๔๐ วัน แล้วทำไม่เสร็จก็ต้องถือว่าสิ้นสุด

๓. ก็เมื่อทำเสร็จมีการดำเนินกระบวนการประชามติ ประชาชนรับประชามติ กราบบังคมทูลทรงลงพระปรมาภิไธยก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ถือว่าสิ้นสุดภารกิจ ก็สิ้นสภาพเหมือนกัน

และสุดท้ายก็เมื่อได้ดำเนินการแล้วปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างทำมา มันไปขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ตามคำวินิจฉัยของรัฐสภาก็ถือว่าต้องสิ้นสุดลงเช่นเดียวกันครับว่า ส่งไปไม่ผ่านประชามติก็สิ้นสุดเช่นกัน ก็เป็นเพียงเงื่อนไขซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ไม่ได้ไปแก้ไขจากร่างเดิมนะครับ ก็ขอยืนยันตามนี้ครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญเพื่อนสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ

(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ เพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เมื่อท่านสมาชิกเข้ามาแล้ว โปรดแสดงตนด้วยนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ท่านที่เข้ามาแล้ว กรุณากดแสดงตนด้วยครับเชิญท่านแสดงตนด้วยนะครับท่านประสิทธิ์มีอะไรเชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขอเวลาท่านประธานสักเล็กน้อยเนื่องจากว่ามีสมาชิกเมื่อครู่ไปเอาเอกสารในรถปรับตัวไม่ทันครับ ท่านประธาน รอนิดหนึ่งครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญ ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติด้วยนะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วโปรดแสดงตนด้วย

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกได้แสดงตน ครบทุกท่านแล้วนะครับ ขอทราบจำนวนผู้เข้าประชุม จำนวนผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น ๓๗๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว

ต่อไปผมจะขอมตินะครับ หากท่านเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ ซึ่งไม่มีการแก้ไขให้กด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการกด ไม่เห็นด้วยนะครับเชิญออกเสียงลงมติครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ปิดการลงมตินะครับ ขอผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๔๒ ท่าน เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ ๓๔๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘๗ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วย กับร่างของกรรมาธิการนะครับ เชิญท่านศาสตราจารย์ตรึงใจครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานคะ ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ไม่เห็นด้วยค่ะ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นางนรรัตน์ พิมเสน รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๑๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็นการอภิปราย ของท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านแรกท่านธนา ชีรวินิจ เชิญท่านกรรมาธิการธนาครับ ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับท่านเทพไท

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตท่านประธาน คือผมเป็นคนสงวน คำแปรญัตติด้วยครับท่านประธานครับ แต่บังเอิญว่าเมื่อครู่ที่ส่งรายชื่อไปเกรงว่าผมจะไม่อยู่ ทีนี้ผมขออนุญาตใช้สิทธิก่อนคุณธนานะครับ ซึ่งตามรายงานของคณะกรรมาธิการผมก็มี รายชื่อก่อนอยู่แล้วครับท่านประธานครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ของท่านเทพไทอยู่หน้าไหนนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ

หน้า ๓๑๐ ครับท่านประธาน

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ของท่านอยู่ในหน้า ๓๐๘ นะครับ ของท่านธนา หน้า ๓๑๐ เชิญท่านเทพไทครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งได้มีการแก้ไขและผมได้แปรญัตติและได้สงวนคำแปรญัตติ โดยมาตรา ๒๙๑/๑๖ ผมขออนุญาตตัดหมดทั้งมาตราครับผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีที่ผมได้ตัดหมดทั้งมาตรานั้นก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๖ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นไปตามหมวดนี้ตกไป หรือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ เพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความในหมวดนี้ได้อีก การออกเสียง ลงคะแนนให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิมจะเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อีกไม่ได้ ความหมายก็คือว่าถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการร่างใหม่แล้วก็มีอันตกไปนะครับ ก็ให้สิทธิกับสมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เท่าที่มีอยู่มีสิทธิเสนอญัตติ ให้รัฐสภาพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเสียงที่จะขออนุมัติไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ในมาตรานี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือว่าผมมีหลักคิด อย่างนี้ครับท่านประธานครับ ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ไม่ได้ผ่าน ความเห็นชอบของประชามติหรือความเห็นของประชาชน ผมคิดว่าเราไม่มีสิทธิที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาอีก นั่นก็หมายความว่าถ้าหากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้มี การทำประชามติก่อนถามความเห็นของพี่น้องประชาชนก่อนว่าเห็นควรที่จะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเสียงประชามติส่วนใหญ่บอกว่าเห็นควรที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระบวนการหลังจากนั้นถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่และมีร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แล้วก็ถามประชามติ ถ้าประชามติไม่เห็นด้วยผมคิดว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สามารถที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาได้ เพราะความเห็นเบื้องต้นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเห็นว่า ควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการเห็นควรที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ถ้าหากว่า ไม่มีการทำประชามติถามความเห็นของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าคำตอบของพี่น้องประชาชน ในการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ มันเป็นคำตอบโดยกลาย ๆ ครับ ท่านประธานว่าในการที่ไม่เห็นชอบกับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันพออนุมานได้ว่า เขาอาจจะไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าไม่มีความชอบธรรมใด ๆ เลยถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ตกไป แล้วจะให้ สมาชิกรัฐสภา ๑ ใน ๓ เสนอญัตติใหม่ขึ้นมา แล้วให้เสียงของรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่งเห็นชอบ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา โดยมาตรานี้ผมก็เลยขอตัดทั้งหมดครับ ว่าถ้าหากว่า ประชามติไม่เห็นชอบที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาหรือไม่รับผมคิดว่าต้องตกเลย และจะต้องไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ต้องใช้รัฐธรรมนูญเก่า นั่นก็คือว่า เป็นความเห็นในส่วนนี้นะครับ แต่ว่าเมื่อผมตัดในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ไปแล้ว ผมก็ได้มี ข้อความใหม่ขึ้นมานะครับ นั่นก็คือว่าผมเพิ่มข้อความก็คือว่า ห้ามมิให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองใด ๆ และเป็นกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญภายใน ๕ ปี นับตั้งแต่ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเรียนกับท่านประธานครับ ที่ผมได้เขียนบรรจุข้อความใหม่ ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ แทนข้อความเดิม เรื่องการห้ามมิให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญดำรง ตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ หรือการไปเป็นคณะกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ โดยหลักคิดของผมก็คือว่าคนที่มาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. นี่ครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าเป็นคนเขียนกฎหมาย เป็นคนเขียนกติกา เพื่อที่จะใช้เป็นกฎหมาย สูงสุดในการปกครองประเทศ บริหารประเทศ ถ้าหากว่าเราไม่ได้เขียนข้อความนี้ลงไป ผมเกรงว่าจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างคนร่างรัฐธรรมนูญในภายหลังครับ คือเราไม่มี หลักประกันอันใดเลยว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะร่างเพื่อตัวเองหรือไม่ เพราะมันมีคำพูด อยู่แล้วว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น อันนี้ชัดเจนครับ ถ้าเราไม่มีข้อบังคับข้อนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ก็สามารถที่จะเขียนกฎหมาย รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องให้ตัวเองหลังจากหมดสมาชิกภาพ สสร. แล้วเข้าไปดำรงตำแหน่ง ตามที่ตัวเองเขียนไว้หรือเปิดช่องไว้ ตรงนี้ท่านประธานครับ เพื่อความสบายใจของทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีข้อครหาหรือคำนินทาว่าคนที่มาร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่านักวิชาการที่เราเลือกมา ๒๒ คน ซึ่งก็ถูกกล่าวหาแล้วก็กระแนะกระแหนอยู่บ่อยครั้งว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ ก็ไม่อยากจะไปลงเลือกตั้ง ก็จะใช้ช่องทางพิเศษเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้น เมื่อนักวิชาการกลุ่มหนึ่งจำนวน ๒๒ คนเข้ามาเป็นส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ก็อาจจะเปิดช่องให้กับตัวเองในวันข้างหน้าว่าเมื่อหมดจากสมาชิกภาพของการเป็น สสร. แล้วเข้าสู่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นเขาอาจจะเขียนกติกาที่เป็นคุณเป็นโทษ หรือให้ประโยชน์กับตัวเอง ผมเห็นว่าถ้าหากว่าการเขียนบัญญัติข้อนี้ลงไป ก็เป็นการ มีหลักประกันว่าคนร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ร่างเพื่อตัวเอง

ส่วนในอีกประเด็นหนึ่งที่ผมบอกว่าคนที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ทั้งมาจากการเลือกตั้งแล้วก็สรรหา ก็ไม่ควรที่จะเข้าดำรงตำแหน่งในฐานะ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญด้วย ๕ ปี เพราะในร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มีองค์กรอิสระจำนวนมากมายหลายองค์กรครับ และคณะกรรมการองค์กรอิสระแต่ละท่าน ล้วนแล้วแต่มีบทบาท มีความสำคัญในการที่จะทำงานตามบทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระ ที่จะไปวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราเปิดโอกาสให้สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการองค์กรอิสระได้ ก็จะถูก วิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกันครับว่าเขาเหล่านั้นเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมา ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา เพิ่มองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระหลังจากที่ หมดจากตำแหน่งแล้ว ทั้งหมดทั้งปวงครับ ผมคิดว่าเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และเพื่อเป็นความบริสุทธิ์ใจและสบายใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมเห็นว่า ควรที่จะบรรจุในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ให้ชัดเจนครับ เราไม่ต้องการที่จะเรียกหาสปิริท (Spirit) หรือมารยาททางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้นครับท่านประธาน เพราะในยุคนี้ท่านประธาน ก็ทราบนะครับ เราเรียกร้องเราหามารยาททางการเมืองค่อนข้างยากในสังคมปัจจุบัน แม้แต่ เรามีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม แค่มีช่องเล็กช่องน้อย คนบางคน คนบางพวก คนบางกลุ่ม ก็พยายามที่จะหาวิธีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อประโยชน์ ของตนเอง ในประเทศนี้มีนักกฎหมายแบบศรีธนญชัยนี่เยอะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องเขียนให้รัดกุม ให้รอบคอบ ปิดช่องว่าง ปิดรูรั่วให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหา ในภายหลัง ผมจึงจำเป็นที่จะต้องตัดมาตรา ๒๙๑/๑๖ แล้วก็บัญญัติใหม่ขึ้นมาโดยข้อความว่า ห้ามมิให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และกรรมการ ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา ๕ ปี นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่สมควรที่จะใช้บังคับสำหรับคนที่เสียสละหรือแสดงเจตนารมณ์ที่จะมา ร่างรัฐธรรมนูญในการบริหารประเทศครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงมีประเด็นเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ผมมีประเด็นที่อยากจะเรียกร้องไปยัง กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็อยากจะบอกกันตรง ๆ ครับ ไหน ๆ จะจากกันแล้วนะครับ เพราะว่าขณะนี้มาตรา ๒๙๑/๑๖ เดี๋ยวมาตรา ๒๙๑/๑๗ ก็ไม่ได้มีประเด็นมาก มาตรา ๕ ก็ไม่ค่อยเท่าไร ผมเชื่อว่าทุกอย่างน่าจะจบ แต่เพียงแต่ว่าประเด็นที่พวกผมแปรญัตติไว้ ผมเชื่อว่ามันเป็นสาระสำคัญ แล้วก็ถ้าคนที่มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ถ้าได้ฟังสาระ ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ร่างไว้แล้ว ผมเชื่อว่าคงจะรับไม่ได้เหมือนกัน แต่วันนี้ ไม่รู้มีอะไรมาบังตาพวกเราทุกคน ทำให้การเดินในแต่ละก้าวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันดูไม่สง่า หลายมาตรามันผ่านไปด้วยความรู้สึกเราไม่สบายใจ แม้แต่มาตรานี้ จริงอยู่ เพื่อน ๆ ของพวกผม ทางวิปเองก็ต้องการให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลอยากจะให้จบเร็ว ๆ ถ้าอะไรคิดว่าเราอะลุ่มอล่วยกับทางรัฐบาลได้ เราก็โอเคให้ทางรัฐบาลไป แต่พวกเราก็มองว่า เฉพาะมาตรานี้มันก็สะท้อนความพยายามที่จะต้องเอาให้ได้ของทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากและของทางรัฐบาล ผมขออนุญาตอ่านซ้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อให้ พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านเข้าใจว่าเพราะเหตุใดพวกเราในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถึงไม่สบายใจที่จะต้องมีการแปรญัตติตัดข้อความหลาย ๆ ข้อความออกไป สาระมาตรา ๒๙๑/๑๖ เขียนไว้ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ เพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง ๒ สภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้สภามีมติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามความในหมวดนี้ได้อีก ผมขออนุญาตขยายความให้กับท่านพี่น้องที่อยู่ทางบ้านว่า ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คือหมายถึงกรณีถ้ารัฐธรรมนูญนี้ตกไป เนื่องจากว่า มีการเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบรัฐ หรือมีการเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ คือมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก แต่ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) (๒) ก็คือ ถ้าจำนวน สสร. เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันอีกวรรคหนึ่งก็คือถ้าร่างไม่จบภายใน ๒๔๐ วัน เท่ากับประเด็นเหล่านี้จะทำให้กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญถือว่าไม่ผ่าน แต่เนื่องจาก ในร่างนี้เองก็ยังให้อำนาจ ส.ส. ส.ว. ตลอดจนคณะรัฐมนตรีสามารถเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อที่จะให้มีมติดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้อีก เพราะผมว่าการเขียนล็อกเงื่อนไข ไว้อย่างนี้มันไม่แฟร์ (Fair) ท่านประธาน คือเหมือนกับว่าขณะนี้พวกท่านมีเสียงข้างมาก ท่านก็พยายามที่จะใช้เสียงข้างมาก ในการล็อกเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปความต้องการ ของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว เราลองมาดูหลักการง่าย ๆ ครับ ในเมื่อที่ผ่านมาเวลา พ.ร.บ. ตัวไหนตก ส่วนใหญ่มันก็จะจบไป ผมพูดง่าย ๆ ครับ ญัตติใดก็แล้วแต่ในสมัยประชุมหนึ่ง ถ้ามันตกไป ส่วนใหญ่เราก็มักจะไม่ให้เข้ามาในสมัยประชุมนั้น แต่เรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องใหญ่ครับท่านประธาน ถึงขนาดที่รัฐธรรมนูญมีการตกเนื่องจากว่าร่างไม่เสร็จ หรือ สสร. มีไม่ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เราลองคิดในหลักการนะครับท่านประธาน สสร. ทั้งหมด ๙๙ คน คือถ้าไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็คือตัวเลข ๕๐ คน ก็เท่ากับว่า สสร. ต้องหมดสภาพ การที่ สสร. จะหายไปถึง ๔๙ คน ผมว่ามันเป็นอาเพศของประเทศครับ คือมันต้องรับรู้เลยว่า มันไม่ปกติแล้วประเทศที่จะทำให้จำนวน สสร. หายไปเสียครึ่งหนึ่ง แล้วอยู่ ๆ ถ้า สสร. หายไปเสียครึ่งหนึ่งก็เท่ากับว่าจำนวน สสร. ที่มีอยู่ต้องหมดสมาชิกภาพไป กระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย เราก็ยังดื้อดึงที่จะต้อง ใช้มติของ ส.ส. ส.ว. หรือคณะรัฐมนตรีเพื่อจะกลับมาร่างใหม่ ดังนั้นในมาตรานี้ผมย้ำ ไปยังเพื่อนกรรมาธิการจริงอยู่ขณะนี้ผมเชื่อว่าท่านเป็นเสียงข้างมาก ณ วันนี้ท่านผลักดัน อะไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่ากระบวนการเดินหน้าไปเรื่อย ๆ แต่ถึงขนาดที่จะทำให้กระบวนการ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นไม่เสร็จสิ้น แล้วท่านยังเขียนล็อกไว้อีกว่า ถ้าไม่เสร็จใช้อำนาจ ของตัวเองเอากลับขึ้นมาใหม่ ท่านต้องคิดถึงหัวอกทั่ว ๆ ไป เรื่องใหญ่ของประเทศดันไม่จบ แสดงว่าประเทศต้องมีปัญหา ประเทศมันต้องมีวิกฤติอะไรบางอย่างที่ทำให้กระบวนการต่าง ๆ มันไปไม่ได้ แต่ท่านยังล็อกอำนาจไว้กับตัวเอง ผมว่ามันไม่เหมาะสมครับ ผมจึงเรียกร้อง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขณะนี้เกือบ ๑๕ มาตรา ท่านได้ไปหมดเกือบทุกอย่างแล้ว ซึ่งหลายอย่างที่มันก็แย่มาก ๆ ท่านก็ได้ไปหมดเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องอย่างนี้ถ้ามันร่างไม่จบ เอากลับมาใหม่อีก ผมว่ามันหนักเกินไปแล้ว ผมเรียกร้องท่านครับ เรียกร้อง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก อย่างไรผมยืนยันแน่นอนว่าถ้าประเทศไม่เกิดวิกฤติใด ๆ ท่านได้ตามที่ท่านต้องการแน่ ๆ แต่ท่านไม่ควรจะเขียนล็อกอำนาจของพวกท่านไว้เองว่า ถ้ารัฐธรรมนูญตกไปตามเงื่อนไขที่กล่าวไป ขอมีอำนาจในการโหวตเพื่อกลับมาพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมถือว่ามันไม่มีความชอบธรรมในการที่จะทำเรื่องอย่างนี้ ผมจึงขออนุญาต แปรญัตติด้วยหลักการ ผมไม่อ่านแล้วนะครับ หลักที่ผมแปรญัตติไว้ก็คือว่าถ้าการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไป ก็ถือว่ากระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นอันยุติ เลยเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านธนา ชีรวินิจ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ได้ติดตามการทำหน้าที่ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาตลอดระยะเวลา ๑๔ วันที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าท่านได้เห็นการทำหน้าที่อย่างตั้งใจของสมาชิกรัฐสภาทุกคน ในช่วงต้น ท่านประธานก็อาจจะเห็นได้ว่ามีการอภิปรายที่เชื่อมโยงพาดพิงไปถึงหลายมาตรา แต่ก็เป็น ความจำเป็นครับท่านประธาน เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะพูดแต่เฉพาะมาตราเดียว แล้วทำความเข้าใจเลยคงจะทำไม่ได้ ผมได้กราบเรียนท่านประธานหลายครั้งว่า ในการอภิปรายของผมนั้นอาจจะต้องมีความเชื่อมโยงเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ แล้วท่านประธานก็จะเห็นบรรยากาศการประชุมวันนี้ว่าท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน หรือสมาชิกวุฒิสภาก็ดีได้ใช้เวลาการอภิปรายลดน้อยลง นั่นก็เพราะเราถือว่า ตลอดระยะเวลา ๑๒-๑๓ วันที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน และสมาชิกรัฐสภาพอสมควร ได้มีการเชื่อมโยงในมาตราต่าง ๆ ให้เห็นว่าทำไมพรรคฝ่ายค้าน ถึงได้ใช้เวลาของรัฐสภาลุกขึ้นมาอภิปรายตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อเสนอแนะ ตั้งข้อท้วงติง หลายเรื่องที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้หยิบยกนำกลับไปแก้ไขก็เป็นประโยชน์นั่นทำให้เห็น ได้ว่าการที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านหรือสมาชิกวุฒิสภาได้ท้วงติงนั้นท้วงติงอยู่ด้วยเหตุ และผล บนข้อเท็จจริง บนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยส่วนปัญหาบางประการ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากยังไม่ยอมที่จะไปแก้ไขก็เป็นเรื่องปกติในระบอบรัฐสภา ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมก็ใช้สิทธิลุกขึ้นอภิปรายเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุม รัฐสภา และนั่นก็คือความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย

ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ผมขออนุญาตที่จะชี้แจง เล็กน้อยนะครับว่าเป็นเรื่องที่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่เรามีการจัดทำขึ้นในวาระที่สองนี้ละครับ ถ้าในอีก ๑๕-๑๖ วันข้างหน้ามีความเห็นชอบของรัฐสภา ไปมีการจัดทำรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็มี สสร. แล้ว สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว แล้วเกิดรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ด้วยมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ซึ่งพวกเราก็ได้อภิปรายกันมาพอสมควรว่า ไปบัญญัติในเรื่อง ของการขัดในหมวดพระมหากษัตริย์ก็ดี เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐก็ดี หรือการจัดทำ รัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตามที่รัฐสภาได้ให้เวลาไว้ ก็คือ ๒๔๐ วัน ถ้าอยู่ใน ๒ ลักษณะนี้ ก็ถือว่ารัฐธรรมนูญนั้นตกไป ทีนี้ด้วยการที่รัฐธรรมนูญตกไปนี่นะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอ และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยังมีความเห็นด้วยในหลักการ ก็คือว่าสามารถหยิบยกมาจัดทำรัฐธรรมนูญได้ใหม่ ซึ่งอำนาจในการหยิบยกในการจัดทำ รัฐธรรมนูญได้ใหม่มาด้วยกัน ๓ ทาง ก็คือคณะรัฐมนตรีทางหนึ่ง ทางที่ ๒ ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภารวมกันจำนวน ๑ ใน ๓ ของทั้ง ๒ สภา สามารถเข้าชื่อเพื่อให้สภามีมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามความในหมวดนี้ได้อีก การออกเสียงคะแนนให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งนี้บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิมจะเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่ได้ และวรรคท้ายครับท่านประธาน เมื่อรัฐสภามีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามวรรคหนึ่งแล้วจะมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งอีกไม่ได้ เว้นแต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งใหม่ ผมได้ขอแปรญัตติโดยตัดข้อความในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ออกทั้งหมดครับ ท่านประธาน ด้วยเหตุผลที่ผมจะใช้เวลาที่จะชี้แจงให้ท่านประธานไม่มากครับ ที่ผมไม่เห็นด้วย ก็คือว่า ท่านประธานคงจะเห็นด้วยกับผม และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ก็มีความรู้สึกเหมือนกันว่าทำไมเวลาเราหยิบรัฐธรรมนูญมาแต่ละครั้ง มันก็จะเกิดความรู้สึก แตกแยก ความรู้สึกแบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งฝ่าย ซึ่งในสังคมไทยเรามันไม่น่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ สังคมไทยเป็นสังคมที่รักสงบ รักอิสรเสรีภาพ แต่เวลาใดก็ตามที่มีปัญหาแล้วก็ ถูกหยิบยกกันมา โดยเฉพาะถ้าไปเชื่อมโยงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งที่มีการพูดถึง บ้านเมืองก็จะมีความรู้สึกอย่างที่ผมได้กราบเรียน เรามีการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ ปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ต่อเนื่องมาจนกระทั่งปี ๒๕๓๕ ปัญหาหนึ่งที่ถูกหยิบยกมา แล้วมีการต่อสู้กันอย่างชัดเจนก็คือ ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็น ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง เป็นรัฐธรรมนูญที่จะให้อิสรเสรีภาพ หลักประกันให้กับ คนไทยทุกคน เมื่อผมมาเห็นร่างในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ผมจึงเกิดความไม่สบายใจครับ เพราะว่าเวลาที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่รัฐสภา ท่านประธานก็จะ ได้เห็นละครับว่าคนไทยของเราก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน บางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย บางคนเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่เราจะเข้าสู่กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางคนพูดว่า วันนี้รัฐบาลมีเสียงข้างมากแล้วน่าจะใช้เวลาทั้งหมดในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนไปก่อน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐสภาแห่งนี้ รับเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุม พวกเราก็มีสิทธิ มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจง ทำความเข้าใจ ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏด้วยความห่วงใยในฐานะที่ทุกคนก็เป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือแม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภา ผมเชื่อว่าทุกคน ที่ลุกขึ้นทำหน้าที่ตลอดระยะเวลา ๑๓ วัน ๑๔ วันที่ผ่านมา เหน็ดเหนื่อยครับท่านประธาน แต่ว่าผมได้มีโอกาสไปออกในรายการที่สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ ผมก็บอกนี่ละครับน่าจะเป็น โอกาสอันดีที่เราจะได้ทำงานให้คุ้มค่ากับเงินเดือนที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้กับพวกเรา ผ่านทางภาษีอากร ผมว่านี่คือการแสดงให้เห็นว่าเมื่อถึงเวลาจริง ๆ สมาชิกรัฐสภาทุกคนก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ ท่านประธานเรียกประชุมเมื่อไรเราก็พร้อมหน้าที่ แล้วก็ทำกันอย่างเข้มแข็ง แม้ว่า ในการทำหน้าที่นั้นจะมีความขัดแย้ง มีความรู้สึกไม่ถูกต้องตรงกัน ผมอาจจะขัดแย้ง กับท่านประธานบ้างแต่ทุกคนก็ทำหน้าที่โดยถือหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็เข้าใจกันดี ซึ่งผมเองก็ให้ความเคารพท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนในวันนี้ก็คือว่า เมื่อเรามีความรู้สึกว่าสังคมไทยทุกครั้งมีความรู้สึกแตกแยกเวลาที่มีรัฐธรรมนูญทำไมไม่ให้ เหตุการณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ให้มันจบสิ้นกระบวนการ จบสิ้นกระบวนความ ที่จะเป็นเชื้อไฟปะทุให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจของสังคมไทยอีก วันนี้ถ้าจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญอย่างไรให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน มีวิจารญาณในการที่จะตัดสิน ในการทำหน้าที่ของคนที่จะเลือกมาเป็น สสร. ก็ดี หรือแม้กระทั่ง สสร. ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน จะใช้ดุลยพินิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของคนไทย แล้วผมก็ต้องฝากครับว่ารัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่พวกเราใช้เวลาในการอภิปรายก็เพื่อที่จะสะท้อนให้พี่น้องประชาชน ได้มีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญในความเห็น ในมุมมองที่แตกต่างกันนั้นพี่น้องประชาชน สามารถหยิบยก สามารถหยิบจับฉวยมาและนำแนวความคิดของตัวเองใช้ในการตัดสินใจได้ ผมเรียนท่านประธานว่าผมไม่สบายใจจริง ๆ ครับ ผมอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ว่าจะร่างเสร็จหรือไม่ประกาศใช้อย่างไร ใช้กันไปให้ยาว ให้นานไม่มีความคิดที่จะเกี่ยวข้อง กับการเปลี่ยนแปลงล้มล้างรัฐธรรมนูญอีก หรือแม้กระทั่งเมื่อเลือกมาแล้ว สสร. ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ภายใน ๒๔๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญก็ให้มันยุติตรงนั้นเถอะครับ ท่านประธาน อย่าไปหยิบประเด็น อย่าไปสร้างแนวทางที่จะให้กระบวนการเหล่านี้ กลับขึ้นมาอีก อยากให้พี่น้องคนไทยทุกคนได้มีเวลาที่จะใฝ่หาความสุข ได้มีเวลาที่จะยิ้ม เข้าหากัน มีความรู้สึกแตกต่างกันได้แต่อยู่ร่วมกันได้ในสังคมไทยแล้วผมเชื่อว่า นั่นคือความสุขที่พวกเราทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียน ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ไว้อย่างนี้ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอตัดทอนข้อความทั้งหมดออกไป และในคำอภิปรายของผมในมาตราต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๑๐ มาตรา ๒๙๑/๔ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ผมก็ได้มีการอภิปรายเชื่อมโยงมาถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ หลายครั้ง ซึ่งเหตุผลที่ผมเชื่อมโยงมาในขณะที่อภิปรายท่านประธานอาจจะรู้สึกไม่สบายใจว่า อาจจะไม่ตรงประเด็นแต่ท่านประธานได้เห็นแล้วครับว่าวันนี้สิ่งที่ผมพูดกับท่านประธาน แล้วก็ได้ใช้เวลาน้อยในมาตรา ๒๙๑/๑๖ เพราะผมถือว่าผมได้ใช้สิทธิในการอภิปราย มาตรา ๒๙๑/๑๖ในขณะที่เวลาผมอภิปรายในมาตราอื่นไปแล้วทำให้พี่น้องประชาชน ได้มีความเข้าใจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในวรรคสุดท้ายท่านประธานจะเห็นได้ว่าผมอภิปรายมาตลอด ผมเปรียบการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เหมือนขบวนรถด่วนที่ทางพรรคร่วมรัฐบาลก็ดีฝั่งเสียงข้างมากก็ดี พยายามที่จะให้รถด่วนขบวนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะมีเหตุรางชำรุดตกราง ก็จะมีมาตรการที่จะหยิบเอารถด่วนขบวนนี้กลับเข้ามาสู่รางแล้วก็เดินหน้าต่อไปไม่ว่า จะผ่านสถานีรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่สถานีท่านก็ยังมีเจตจำนงจะให้เดินหน้าต่อไปจนไม่มี ที่สิ้นสุดและนั่นคือสิ่งที่ผมเป็นห่วงครับว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายได้กระมังครับท่านประธาน ถ้ารัฐสภาแห่งนี้จะมีโอกาสจัดทำรัฐธรรมนูญที่เราถือว่าเป็นของปวงชนชาวไทย เอาครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมครับเมื่อจบกระบวนการของรัฐธรรมนูญของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น ในปี ๒๕๕๕ จะจบไม่จบ จะได้ไม่ได้ให้มันยุติเถอะครับให้สังคมไทยได้มาจับไม้จับมือเดินหน้า ไปด้วยกันสร้างสังคมที่มีแต่ความผาสุกให้เกิดกับพี่น้องประชาชนตลอดไป นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมเชื่อว่าสมาชิกฝ่ายค้านทุกคน ที่ได้ทำหน้าที่ก็มีความตระหนักถึงความรักบ้านเมืองแล้วก็อยากทำให้กระบวนการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติง ข้อทักท้วงให้เห็นถึงปัญหาและสิ่งที่ จะเกิดขึ้นหากเราไม่ได้พิจารณากันอย่างรอบคอบ และผมขอขอบคุณท่านประธาน และสมาชิกรัฐสภาในการทำหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่ผมได้อภิปรายมาทั้งสิ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญ ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งกระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนเหตุผลกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากเพราะอะไร ซึ่งผมเองนั้นได้สงวนคำแปรญัตติโดยการตัดในมาตรา ๒๙๑/๑๖ นี้ ออกทั้งมาตรา เหตุผลประการหนึ่งนั้นผมคิดว่าท่านธนาเองก็ได้กราบเรียนไปเป็นเบื้องต้นแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเพื่อประหยัดเวลาผมก็ไม่ขออภิปรายในประเด็นนั้น แต่ว่าสิ่งที่จะอภิปราย คงจะอภิปรายสั้น ๆ ว่าสิ่งที่อยากจะให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาประเด็นนี้ ให้รอบคอบก็เพราะว่า ผมคิดว่าเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกฎหมายหลัก เป็นกฎหมายแม่บท ซึ่งเราพูดกันมาอย่างนี้ประจำ เราเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมหาวิทยาลัยก็สอนอย่างนี้นะครับ ในทางทฤษฎีก็สอนว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท การแก้ไขจะต้องยากกว่ากฎหมายปกตินะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อวันนี้เรารับหลักการ ในร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว แล้วเราไปแก้ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการเลือก สสร. ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งมันผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งเดิมนั้นถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใด มีข้อบกพร่องหรือคิดว่าใช้ไประยะเวลาหนึ่งแล้วเราเห็นว่ามีข้อผิดพลาด มีข้อบกพร่อง แล้วเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศเราก็ใช้ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนในหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะแลเห็นได้ว่าในมาตรา ๒๙๑ นั้นได้เขียนไว้ชัดเจนว่าขั้นตอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร นี่คือการแก้ไข ถ้าหากว่ามันไม่มีเหตุอันต้องไปยกร่าง เปลี่ยนแปลงอะไรกันเยอะเราควรจะใช้วาระปกติ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ควรที่จะไป ตั้ง สสร. หรือว่ามาร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับ นั่นหมายความว่าเรายกรัฐธรรมนูญที่กำลังบังคับใช้อยู่ ทิ้งไป ไปร่างกันมาใหม่ ซึ่งถ้าเราสร้างประเพณีอย่างนี้ไว้เรื่อย ๆ ประเทศไทยจะเป็นประเทศ ที่ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญเปลืองที่สุด ไม่รู้จักจบไม่รู้สิ้นในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ กระผม จึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยังคงบัญญัติต่อไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ว่า แม้ สสร. ซึ่งเราแต่งตั้งไปแล้ว มีประชาชนคัดเลือกมาแล้ว สภาแห่งนี้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ไปร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) นั้น ได้แก่กรณีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ก็คือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่งนี่คือสาเหตุที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นอันว่าหมดวาระลง เมื่อหมดลง จบภารกิจลง หรือแม้กระทั่งว่า รัฐธรรมนูญที่ไปร่างมานั้นสภาแห่งนี้ได้วินิจฉัยแล้วนะครับว่าเป็นการขัดกับมาตราซึ่งเรา วิตกกังวลกันมากในมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างนี้ก็ทำให้รัฐธรรมนูญนั้นตกไป เพราะฉะนั้น กระผมคิดว่าเมื่อมันตกไปแล้วนี่ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้คงมีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าสภาแห่งนี้ จะใช้โดยทางเสียง ๑ ใน ๓ หรือว่าจะใช้เสียงของรัฐสภา หรือแม้กระทั่งคณะรัฐมนตรี จะขอให้หยิบยกขึ้นมาอีก ผมคิดว่านี่คือการที่เราไม่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนแล้วผมคิดว่าเรามีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องไปบอกว่ามีสิทธิยกขึ้นนับ ๑ ใหม่อีก ให้ สสร. มาจัดทำ สสร. กันใหม่อีก ผมคิดว่า ไม่จำเป็นละครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าเราไปเข้ากระบวนการปกติก็คือไปแก้ไขเสีย แสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยเค้าโครงของมันยังใช้ได้อยู่ มันไม่มีเหตุอะไรที่บอกว่า ถ้าหากว่าใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วบ้านเมืองมันจะวิบัติหรือว่ามันจะเกิดกลียุคขึ้น ในบ้านเมือง เมื่อมันไม่มีเหตุการณ์ที่จะบ่งชี้ถึงขนาดนั้นเราก็ไปใช้ในหมวด ๑๕ เหมือนเดิมครับ มีอะไรต่อไปนี้ก็ไปแก้เป็นหมวด ๆ ไป ซึ่งผมคิดว่าในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ นั้นเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่าเราจะต้องทำอย่างไรได้ มันไม่ห้ามแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะนำไปสู่ว่าต้องไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันมาอีก เพราะมันแสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่ต้องโละทิ้ง มีจุดใดที่คิดว่ามันบกพร่อง มันจำเป็นต้องแก้ไขให้ทัน กับสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปของสังคมที่เปลี่ยนไปก็ไปแก้ไขในหมวดนั้น ๆ นี่คือสิ่งที่ ผมคิดว่ามันควรจะเข้าสู่ภาวะปกติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันควรไปใช้กฎเกณฑ์ ตามหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็มาตรา ๒๙๑ เดินตามนั้นเลยครับ ท่านประธานครับ ไม่จำเป็นจะต้องไปตั้ง สสร. ขึ้นมาอีกรอบ นั่นแสดงว่าเราไม่เคารพ เจตนารมณ์ของประชาชน นั่นคือเราต้องมีวาระซ้อนเร้นอย่างแท้จริงเหมือนอย่างที่สังคม เขาคลางแคลงใจอยู่ว่ามันเร่งรีบ มันมีความจำเป็นอะไรนักหนาที่ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้ได้ ถ้าหากว่าท่านมีเจตนารมณ์ว่าเหตุการณ์หรือประเด็นใดกลไกใด ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ถูก ไม่ต้อง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระบวนการประชาธิปไตย มีอะไรที่มันเป็นเผด็จการ มีอะไรที่มันเป็นรากเหง้าที่ไม่ดีไม่เป็นไปตามกระบวนการ ประชาธิปไตยที่นานาประเทศเขาใช้บังคับกันอยู่ ท่านก็แก้ในประเด็นนั้น ใช้กฎเกณฑ์ปกติ ใช้สภาแห่งนี้ละครับ เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๕ นั้น การแก้ไขทำได้ โดยรัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็รัฐสภาแห่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ของปวงชนชาวไทย สมาชิกวุฒิสภาอาจจะมีการเลือกตั้งมีสมาชิก ๒ ประเภท ก็เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพราะฉะนั้นการที่เราเคารพการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้นี่คือเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝง แต่ถ้าเรา ดันทุรังที่จะเอาให้ได้ ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ให้ได้ ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มันอาจจะมีบางมาตราใช่ไหมที่ไปขัดขวางขบวนการบางขบวนการอยู่ในขณะนี้ ต้องยกเลิก เสียก่อนแม้ว่าจะบัญญัติไว้เป็นมาตรการว่าถ้ามันขัดกับเจตนารมณ์แล้ว ตกไปแล้ว หรือว่า ไปขัดกับหลักเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว หรือว่าอายุ ทำไม่เสร็จสิ้นใน ๒๔๐ วันก็แล้ว ตกไปแล้ว เรายังดันทุรังจะเปิดช่องใหม่อีก อย่างนี้มันหนีไม่พ้นข้อครหาว่าแสดงว่ามีเจตนาแฝงเร้นจริง ๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ละครับท่านประธานครับผมคิดว่าเราไม่ควรจะดันทุรังไปถึงขนาดนั้นว่า ถ้าตกไปแล้วก็ไปเอากันอีกรอบหนึ่งทำ สสร. ให้ได้ ไม่ยอมเข้ากระบวนการปกติ ของรัฐธรรมนูญนั่นคือใช้ช่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาใช้ในการที่จะแก้ไขข้อบกพร่อง ของรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องการล้มเลิกรัฐธรรมนูญให้ได้ เราจะสร้างอำนาจรัฐใหม่ขึ้นมา หรืออย่างไร อันนี้เป็นข้อครหาของสังคม ผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่ยังบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ไว้ ผมคิดว่าถ้าเมื่อ สสร. ทำภารกิจไม่เสร็จสิ้นหรือว่า ไปร่างมาแล้วรัฐธรรมนูญต้องตกไปไม่ว่าด้วยประการขัดกับไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การปกครองของรัฐหรือไปแก้ไขในหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์อะไรก็ดี อันนี้ ก็ถือว่าตกแล้วตกเลยครับ ไม่ต้องให้มีองค์กรใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีหรือว่า สภาผู้แทนราษฎรหรือว่ารัฐสภาให้รื้อฟื้น สสร. ขึ้นมาใหม่อีก ตกแล้วตกเลย แล้วก็ใช้ ช่องปกติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโหนดและกลุ่มทอผ้าบ้านนาม่วง อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เชิญท่านสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์

นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งผมและคณะทั้งหมด ๕๗ คนไม่เห็นด้วย แล้วก็ตัดข้อความทั้งหมดออก แล้วก็ไปเพิ่มเติมว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจัดทำเพื่อแก้โทษหรือเพื่อการนิรโทษกรรม บุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิด ไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นใด ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่าการขอแปรญัตติครั้งนี้ของกระผมไม่ได้มั่นใจว่าตั้งแต่เริ่มต้นจาก สสร. ที่ได้มาซึ่งได้ต่อสู้กันมาในชั้นคณะกรรมาธิการแล้วนะครับว่า เราจะเพิ่มจากจังหวัด หรือสัดส่วนของประชากรให้ได้เหมาะสม ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็ยืนยันว่าต้องได้มา จังหวัดละ ๑ คน แล้วก็ได้มาจากการคัดสรรอีก ๒๒ คน รวมเป็น ๙๙ คน ซึ่งเราหวั่นใจนะครับ ซึ่งการพิจารณามาวันนี้เป็นวันที่ ๑๔ ที่พิจารณาบ้าง หยุดบ้าง อะไรบ้างนี่ก็ดีเป็นส่วนหนึ่งนะครับ ท่านประธาน เพราะว่าได้ลงพื้นที่ ได้ไปเยี่ยมประชาชน ได้รับการสะท้อนภาพมาว่า ประชาชนเขาติดตามอยู่ ฟังอยู่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ทำให้ประชาชนสะท้อนว่า ที่เขาฟังมาในการอภิปรายถ่ายทอดสดในสภาว่าเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดว่าในการตั้งต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็น สารตั้งต้น เป็นสารตั้งต้นหมายถึงว่าประชาชนไม่ไว้วางใจเลยว่ามันจะบริสุทธิ์ยุติธรรม หรือมีอะไรแอบแฝงอยู่ ผมจึงได้ตัดข้อความทั้งหมดออกไปแล้วก็ได้ข้อความใหม่ที่เข้ามา คือกระผมมีความหวั่นกลัวเหมือนกับประชาชนทั่วไปเลยครับว่า เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ กับบุคคล กับกลุ่มบุคคลใด ๆ ที่ทำความผิด แล้วก็มีคำตัดสินของศาลแล้วก็ดี หรือว่า อยู่ในระหว่างคดีก็ดี หลังจากคณะ สสร. ที่ได้มานี่ครับ จะร่างกฎหมายได้เป็นประโยชน์ กับบุคคลเหล่านี้หรือไม่ จะทำความเสียหายในการปกครองบ้านเมืองต่อไปข้างหน้า เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์กลุ่มก็ดีนะครับ อันนี้จึงเป็นเหตุว่าจะทำอย่างไร ให้ประชาชนที่คลางแคลงใจอยู่ได้หมดไป ฉะนั้นจุดสำคัญผมเลยยังยืนยันนะครับว่า เรื่องนี้ คณะกรรมาธิการแม้จะไม่เห็นด้วยในการแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ แต่ผมขอยืนยันว่า ขอเติมข้อความนี้ไปเพื่อความเหมาะสม เพื่อความถูกต้องและโปร่งใส ให้ประชาชน ได้สบายใจว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มีความผิดในด้าน อาญา ในเรื่องการกระทำความผิดบ้านเมืองจะเข้ามาโดยไม่ได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมือง เพราะเราต้องปกครองบ้านเมืองด้วยหลักนิติธรรมครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ได้จัด ผู้อภิปรายไว้เรียงลำดับอย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านลำดับจากนี้ไปก็เป็นของท่านผุสดี ตามไท แล้วก็ตามด้วยคุณณัฏฐ์ บรรทัดฐาน แล้วก็ตามด้วยท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ แล้วตามด้วย ท่านอนุชา บูรพชัยศรี ครับท่านประธาน อีก ๔ ท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการช่วยจด ให้ด้วยนะครับ เชิญท่านผุสดี ตามไท ครับ เชิญครับท่านผุสดี

นางผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันได้ขอสงวน คำแปรญัตติให้ตัดมาตรานี้ออกทั้งหมด ปรากฏอยู่ในหน้า ๓๑๓ ของรายงาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานคะที่จริงแนวคิดนั้นจะเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไป ก่อนหน้านี้ แต่ดิฉันก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกให้อดทนฟังสัก นิดเถอะค่ะว่าในสังคมประชาธิปไตยนั้นแม้สาระหลัก ๆ อาจจะเหมือนกัน แต่ด้วยเหตุผล และจิตวิญญาณและความรู้สึกนั้นอาจจะมีเรื่องต่างกัน ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งทาง กรรมาธิการไม่ได้ยอมตัดทิ้งแล้วก็มาตรานี้ระบุไว้ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ ตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ พูดภาษาง่าย ๆ ที่อาจจะเข้าใจก็คือว่า ถ้าเผื่อตกไปด้วยเหตุที่ กรณีรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ อันนี้กรณีหนึ่ง กรณีถัดไป บอกว่า หรือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จเพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) คืออะไรคะ (๑) ก็คือถ้าเผื่อว่า สสร. มีจำนวนสมาชิก ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หรือใน (๒) คืออะไรคะ คือถ้า สสร. ไม่สามารถจะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ นั่นหมายถึงการร่างรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบัดนี้คณะกรรมาธิการได้แก้ไข เป็น ๒๔๐ วันแล้วนั้น ก็แปลว่าไม่ใช่หยุดยั้งหรือจบเพียงแค่นั้นท่านประธานคะ มาตรานี้ระบุ ให้คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่อยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่อยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิ เสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปได้ในลักษณะเดียว กระบวนการขั้นตอนแบบเดียวกันนี้อีก ท่านประธานคะ ดิฉันก็มองเห็นว่าในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนและกระบวนการที่ท่านกำลังแก้ไขอยู่ในขณะนี้ มันมีปัจจัยทุกอย่าง ทุกปัจจัยเอื้ออำนวยให้อยู่แล้ว ท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นคะ ไม่เปิดโอกาสให้มันเดินไป ตามธรรมชาติเลยใช่ไหมคะ ท่านยังคงดื้อรั้นต่อไปอีกค่ะ แล้วก็ยังจะข่มขืนน้ำใจของผู้คน ต่อไปอีก โดยระบุไว้ในมาตรานี้ ว่าให้ลุกขึ้นทำใหม่ได้ ในลักษณะและกระบวนการเดิมเช่นนี้อีก ท่านประธานคะ อะไรกันคะ ท่านฝืนกฎธรรมชาติหรือคะ เราทำผิดนี่ขนาดปัจจัยทุกอย่าง เอื้ออำนวยแล้ว และหากไม่สำเร็จด้วยสิ่งที่ท่านระบุไว้ในมาตรานี้ ท่านไม่ยอมหยุดอีกหรือคะ ยังจะย้ำรอยเดิมเพื่อที่จะฝืนให้เสร็จอีกหรือคะ ท่านประธานคะ ไม่ไหวแล้วกระมังคะ ท่านจะข่มขืนน้ำใจผู้คนกันไปอีกสักกี่ครั้งคะ ที่จริงแล้วท่านไม่ต้องเขียนมาตรานี้เลย ท่านก็สามารถจะลุกขึ้นจัดทำร่างรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้วตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าท่านพอเถอะค่ะ หยุดเถอะค่ะ ในการที่จะ ฝืนกฎธรรมชาติ พยายามที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองนั้นเดินย้ำแนวทางรอยเท้าเดิม โดยธรรมชาติถ้าเผื่อเราทำผิดพลาดและมันไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต ตามปกติหรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจหรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่การประกอบอาชีพ ในอาชีพใดมีสักกี่คนคะท่านประธานคะที่จะย้ำรอยเดิม เดินทางเดิมด้วยความหวังว่าย้ำทาง เดิมซึ่งเคยผิดพลาดมาแล้วและไม่สำเร็จมาแล้ว ครั้งต่อไปจะสำเร็จ ท่านประธานคะ ฝืนกฎธรรมชาติที่สุด แล้วก็ยังฝืนหลักประชาธิปไตยอีกด้วย ดิฉันคิดว่าถ้าเผื่อท่านทำ ในกระบวนการที่ทุกปัจจัยเอื้ออำนวยแล้วแล้วยังไม่สำเร็จ หยุดเถอะค่ะ แล้วก็หันกลับมาใช้ กระบวนการธรรมดาปกติที่มีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ แล้วก็สมาชิกรัฐสภา ทุกท่านจริง ๆ ได้โปรดพิจารณาเถอะค่ะ ทบทวนอย่างจริงจัง เพราะนี่เกือบจะเป็นโอกาส สุดท้ายแล้วที่ท่านจะสะท้อนให้ผู้คนและให้พวกเราที่เป็นเสียงข้างน้อยได้เห็นว่าท่านก็มี ความกังวลใจ และท่านไม่อยากจะต้องฝืนประชาธิปไตย อันนี้โอกาสเป็นของท่านแล้ว เกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ท่านช่วยสะท้อนเจตนารมณ์ และช่วยลด ความกังวลของพวกเราและประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยให้เห็นได้ไหมคะ ว่าเอาละเมื่อท่าน ได้โอกาสแล้วทุกอย่างแล้ว แล้วไม่ได้ ไม่สำเร็จ ท่านจะกลับมา แล้วจะลองใช้มาตราตามปกติ คือมาตรา ๒๙๑ และคิดหาวิธีใหม่ต่อไปว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญกันอย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งสังคม ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ที่เราได้พูดถึงกันในเวลานี้นะครับ เป็นร่างที่ทาง กรรมาธิการได้บอกเอาไว้ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อ่านไปกันหลายท่านแล้วครับ ผมคงจะไม่อ่านซ้ำ ให้เสียเวลาของสภา แต่ว่าโดยหลักแล้วร่างรัฐธรรมนูญของการร่างในปี ๒๕๕๖ ที่กำลังจะ เกิดขึ้นนั้น ระบุไว้ชัดเจนครับว่าหากร่างไม่เสร็จ คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภามีเสียง ๑ ใน ๓ สามารถที่จะเสนอร่างนี้กลับเข้ามาได้อีกครั้งหนึ่งเพื่อดำเนินการต่อไปนั้น มีเหตุผล ๒ ประการครับ ที่จะทำให้ร่างนี้ตก ก็คือ ๑. คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึงครึ่ง กับ ๒. คือการร่างรัฐธรรมนูญนั้นทำเกินกรอบเวลาที่กำหนดไว้ คือ ๒๔๐ วัน เหตุผลแรกนั้น ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากครับ การที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๙๙ ท่านนั้น จะเหลือครึ่งหนึ่ง ก็คงจะมีอยู่ ๒-๓ เหตุผล

๑. ก็คือคงจะล้มหายตายจากกันไปครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่านั้น ซึ่งถ้าคน ในระดับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นอันล้มหายตายจากกันขนาดนั้น ผมเชื่อว่า คงไม่ใช่เหตุการณ์ปกติของบ้านเมืองแล้วละครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ของบ้านเมืองผมคิดว่าเรื่องร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ใช่เรื่องใหญ่

๒. เหตุผลที่สมาชิกจะหายกันไปขนาดนั้นน่าจะมาจากเรื่องของการลาออก การขาดคุณสมบัติ หรือเหตุผลอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องของการที่ทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตัดสินใจไม่อยู่ร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญถึงครึ่งหนึ่ง ถ้าเหตุผลเป็นขนาดนั้นก็มีที่มาที่ไป ที่ค่อนข้างจะชี้แจงได้ชัดเจนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๖ นั้น ไม่สมควรจะร่างต่อ เนื่องด้วยความไม่เห็นด้วยของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็มาจากเสียงของพี่น้องประชาชนจาก ๗๗ จังหวัด จะมีก็ ๒๒ คนนั่นละครับ ที่ท่านประธาน มีโอกาสเป็นคนตั้งเอง

แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อดูเนื้อหาสาระแล้วผมคิดว่าหากว่ารัฐธรรมนูญตกไป ด้วยเหตุผลข้อที่ ๑ ซึ่งผมบอกว่าเป็นไปได้ยากนั้น ก็น่าจะมีอีกเหตุผลหนึ่งคือ ร่างกัน เกินกรอบเวลา ๒๔๐ วัน การที่ร่างรัฐธรรมนูญเกิน ๒๔๐ วันนั้น จะว่าไปก็ถือว่าเป็นเรื่อง ไม่ปกติครับ เพราะที่ผ่านมานั้นการร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็มีการ ร่างรัฐธรรมนูญกันมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน การร่างก็เป็นไป โดยปกติครับ มีการทำประชาพิจารณ์ มีการลงประชามติกัน ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วย กระบวนการที่เรียบร้อย เพราะฉะนั้นหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถที่จะร่างให้เสร็จภายใน กำหนด ๒๔๐ วันนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ เหตุผลของการร่างไม่เสร็จทำให้ ร่างรัฐธรรมนูญตกนั้นมีเหตุผลด้วยกันหลัก ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็น ๒ เรื่องครับ

๑. คือไม่ยากเกินไป ก็สมาชิกไม่ให้ความสำคัญ การทำไม่เสร็จ ร่างไม่เสร็จ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถ ทำเสร็จได้ภายใน ๒๔๐ วันนั้น เหตุผลที่บอกว่าทำยากจนเกินไปนั้นคงเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งดู กระบวนการครับว่าเกิดจากอะไร คงเห็นชัดครับว่ากระบวนการที่ทำให้ร่างไม่เสร็จ เพราะว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างยากเกินไปนั้นคงมีเหตุผล เพราะกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ไม่สมบูรณ์ เช่น การที่เรากำลังนั่งทำงานอยู่ตรงนี้นั้นมีกระบวนการการพิจารณาที่ไม่สมบูรณ์ ที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่เหมาะสม เช่น เมื่อมีการพูด มีการแปรญัตติ มีการอภิปรายโดยสมาชิก จำนวนมาก ก็บอกว่าเป็นการพูดซ้ำกัน หรือถ้าให้เหตุผลมากก็บอกว่าเป็นการจินตนาการ มากเกินความเป็นจริง ซึ่งโดยหลักแล้วผมเชื่อว่ากรอบของกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศนั้น หรือแม้แต่การประชุมอะไรก็ตามแต่ ถ้าเป็นการประชุมเพื่อหากรอบ หาหลักการในการบริหาร ในการเดินหน้าต่อในเรื่องใด ๆ ก็ตามแต่ กรอบในการพิจารณานั้น ควรจะตีให้กว้างเอาไว้ ไม่ใช่เรื่องของจินตนาการหรอกครับ แต่เป็นเรื่องของการป้องกันครับ เพราะขนาดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลาย ๆ คนก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ในท้ายที่สุดก็ยังมีคนที่สามารถทำให้เกิดความวุ่นวาย เกิดการผูกขาดได้จาก ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นผมเชื่อครับท่านประธานว่าถ้าเราใช้เวลา ใช้เหตุผลมากในการพิจารณาในแต่ละกระบวนการของการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญนั้น การร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่ยากจนเกินไปจนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป อันนั้น ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ มีความเป็นไปได้ครับว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ให้ความสำคัญกับการร่างรัฐธรรมนูญจนทำให้การร่างรัฐธรรมนูญนั้นเกินกรอบเวลา ที่กำหนดเอาไว้

เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ เหตุผลครับ ไม่ว่าจะยากเกินไป หรือง่ายเกินไปจนไม่ให้ ความสำคัญนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่าถ้าเป็นไปด้วย ๒ กระบวนการนี้จะทำให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ นั้นไม่ได้มีความสำคัญอย่างที่ท่านกรรมาธิการ พยายามจะบอก หรือไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดต้องมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ใช้ กระบวนการปกติก็ได้ จึงเป็นที่มาที่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เขียนเอาไว้

ประการที่ ๒ พวกเราทราบกันดีครับ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวน ไม่น้อยก็ทราบครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ถือ เป็นระเบียบที่ใช้ในการปกครองประเทศ เป็นการกำหนดรูปแบบของรัฐ รูปแบบ ของการปกครอง วิธีการปกครอง รวมไปถึงกำหนดกฎเกณฑ์ ให้นิยามเรื่องของสถาบัน องค์กรต่าง ๆ ที่จะใช้กฎหมาย ที่จะบังคับใช้ตามอำนาจอธิปไตยของประเทศ รวมไปถึง กระบวนการในการพิจารณาการดำเนินการต่าง ๆ ในเรื่องของการเงินการคลังงบประมาณ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน การตรวจสอบองค์กรภาครัฐ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ มาก ๆ ครับ และแน่นอนครับว่าผมจะไม่กล่าวถึง ๑๕ ฉบับที่ผ่าน ๆ มา แต่ฉบับที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๘ ล่าสุดตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาถึงปี ๒๕๕๐ เห็นชัดครับว่ากระบวนการ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้นมีจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นให้กรอบในการบริหารราชการแผ่นดินในการให้อำนาจ ของผู้ปกครอง ผู้บริหารนั้นสามารถทำงานได้สะดวก คล่องตัว ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อิสระกับภาคประชาชนมากขึ้น นักการเมืองถูกตรวจสอบ ได้ง่ายขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากขึ้น องค์กรอิสระมีอำนาจมากขึ้น เห็นได้ชัดครับ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถเข้าชื่อโดยพี่น้องประชาชน จำนวน ๕๐,๐๐๐ ราย ก็ทำได้ หรือการตรวจสอบภาคการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ใช้เสียงเพียง ๒๐,๐๐๐ เสียง ในการ ยื่นถอดถอน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นจะเห็นได้ชัดเจนครับว่ามันมีข้อดีและข้อด้อยในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเราหยิบเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งแล้วนำมาเป็นปมเป็นประเด็นในการที่จะบอกว่าต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น มันหาได้หมดละครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะเรียนท่านประธานก็คือว่า กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้นั้นแท้ที่จริงแล้วไม่ควรเกิดขึ้นได้ง่ายครับ เพราะว่าหลัก ของประเทศนั้นไม่ใช่หลักที่เราจะไปหาหยิบยกเฉพาะจุดเสียจุดใดจุดหนึ่งแล้วนำมาแก้ไข ทั้งหมด ทั้งร่าง ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วประเทศจะมีหลักที่เปลี่ยนไปแทบจะทุก ๆ ๑๐ ปี ๑๕ ปี อย่างที่เราเห็น ๆ กัน หรือแม้แต่ถ้ามองย้อนกลับไปใน ๑๕ ฉบับ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญบางฉบับนั้นใช้อยู่ในระยะเวลาที่สั้นมาก ๘ เดือนก็มีครับ ปีกว่า ๆ ก็มี เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นหากไม่ทันในกรอบเวลาที่กำหนด หรือมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ทั้ง (๑) (๒) หรือเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ มีอันที่ทำให้ร่างนี้ต้องตกไป ผมมีความรู้สึกว่าเราไม่ควรที่จะให้มีการดำเนินการต่อจนกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียใหม่ แล้วมาเริ่มกระบวนการนับหนึ่งใหม่ อีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็เป็นกระบวนการในการที่จะกลับไปนั่งทบทวนครับว่า หากไม่เสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าทำไม่ได้ เป็นเพราะว่า ไม่ควรทำหรือเป็นเพราะว่าระหว่างทางกระบวนการนั้นมีปัญหาอย่างอื่นอย่างใด คงต้อง กลับมานั่งทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง

ท้ายที่สุดครับ ในร่างของกรรมาธิการนั้นผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่เช่นเดียวกันครับว่า ถ้าเนื้อหาสาระของการพยายามที่จะให้ ครม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภานั้น ร่วมลงชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขได้ต่อเนื่อง ทำไมถึงไม่ให้ สสร. ชุดเดิมได้กลับเข้ามา ทำหน้าที่อีก เพราะกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมเรียนครับว่า ถ้าไม่ทำต่อ ก็หยุดเลย น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ด้วยเหตุผลที่เรียนไปครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ควรแก้ไขได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อกระบวนการทั้งหมดนั้นทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปนั้นกระบวนการ ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะต้องหยุดและเริ่มต้นใหม่เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ อันนั้นคือสิ่งที่ ผมได้แปรญัตติไว้ แต่ในขณะที่ร่างที่กรรมาธิการได้แปรญัตติไว้นั้นเปิดโอกาสให้มี การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ต่อ ผมจึงข้อสงสัยตรงนี้ละครับว่า ถ้าตั้งใจจะให้มี กระบวนการในการทำอย่างต่อเนื่องทำไมต้องเปลี่ยน สสร. ชุดใหม่ เป็นการโยนบาปให้ สสร. หรือเปล่าครับว่า เมื่อทำงานแล้ว เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อลงรายละเอียดแล้ว เจอปัญหาที่ท่านตั้งธงเอาไว้แล้วปลดล็อกไม่ได้ แล้วก็โยนบาปให้ สสร. อันนั้นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ครับ เราก็ทราบกันดีครับว่ากระบวนการในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกตั้งทุกระดับต้องใช้จ่ายงบประมาณครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อมีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วครั้งหนึ่งแน่ ๆ ในการที่ท่านจะมี การเลือกตั้ง สสร. ทำไมต้องให้มีการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หรือท่านจะมี กระบวนการอย่างไรครับที่จะไม่ทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณอีกครั้งหนึ่งในการตั้ง สสร. ชุดใหม่ นี่คือสิ่งที่ผมต้องเรียนถาม เพราะว่าอย่างที่ผมได้เรียนไปทั้งหมดละครับว่า กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศนั้น แน่นอนครับว่า หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราไปจ้องเฉพาะบางมาตรา แล้วก็จับผิด แล้วก็บอกว่านั่นคือเหตุผล ในการต้องยกร่างใหม่ทั้งหมดนั้น กระผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งนั้นมีปัญหาจริง ก็ควรจะต้องยกทั้งร่าง และเมื่อมีการแก้ไขแล้วไม่เสร็จสิ้น ก็ควรจะเปิดโอกาสให้มีการทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่งทั้งกระบวนการครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ เชิญครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมเองในช่วงที่ มีการแปรญัตติเพราะต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดเข่า พอออกจากโรงพยาบาลมาก็เวลาแปรญัตติ หมดไปแล้ว แต่อยากจะอภิปราย ก็เลยไปขอความกรุณาจากท่านดอกเตอร์เจริญ คันธวงศ์ ว่าพี่เจริญมีมาตราใดบ้างที่ผมจะพูดได้บ้าง ท่านก็เมตตาผม ท่านได้มอบหมายให้ผมพูดได้ ทุกมาตราที่ท่านแปรญัตติไว้ คือมาตรา ๒ มาตรา ๔ มาตรา ๒๙๑/๕ ถึงมาตรา ๒๙๑/๑๗ แต่กระผมไม่ได้ใช้เวลาของสภาแห่งนี้ในการอภิปรายทุกมาตราที่ผ่านมา เพราะผมคิดว่า มีการพูดจากันมามาก เพื่อรักษาเวลาของสภาแห่งนี้ที่มีค่าที่สำคัญยิ่ง กระผมจะขอรวบรัด ทั้งหมด ซึ่งอาจจะกล่าวถึงในบางเรื่องที่ผ่านมาแล้วกำลังจะเป็นไปในมาตรา ๒๙๑/๑๖ มาตรา ๒๙๑/๑๗ แต่ผมจะไม่ลงลึก แต่ผมอยากจะเตือนสติรัฐสภาแห่งนี้ในลักษณะ ที่ด้วยความห่วงใยที่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่คนใดคนหนึ่ง ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศชาติของเราล้าหลังมานานแล้วและมากด้วย เพราะว่าทั้งนี้อยู่ที่คุณภาพของคนในประเทศนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง และข้าราชการประจำบางตำแหน่งที่มีอำนาจเราจะเห็นว่ามีการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของนักการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูงที่มีอำนาจ ทำให้บ้านเมืองเราล้าหลัง เราพัฒนาประเทศมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ พร้อม ๆ กับพระเจ้าเมยีหรือเมจิของประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่เพื่อนบ้านของเรายังเป็นประเทศที่ล้าหลังอย่างมาก ๆ ไม่ช้าประเทศสิงคโปร์ก็หนีไป ไม่ช้าประเทศมาเลเซียก็หนีไป และไม่ช้าประเทศเวียดนามก็จะหนีไปอีก ประเทศลาว กำลังพัฒนาประเทศได้ประสบความสำเร็จ ประเทศพม่าได้ส่งเสริมให้มีประชาธิปไตย สมบูรณ์มากขึ้น เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าประเทศเราก็ยังขัดแย้ง ยังหมกมุ่นอยู่กับการทุจริต และประพฤติมิชอบอย่างขนานใหญ่และทุกขุมขน ทุกกระทรวง ทบวง กรม เพราะฉะนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าประชาชนเขาเบื่อหน่ายพวกเราเหลือเกินครับ เพราะฉะนั้น ขอกราบเรียนว่าทำอย่างไรนักการเมืองของเราจะประพฤติปฏิบัติให้เป็นที่ชื่นชอบ ชื่นใจ ของประชาชน ให้ประชาชนร้องมาว่าพอใจ พอใจ และพอใจ ผมอยากจะฝากวาทะอันสำคัญ พวกเหล่านี้ไว้ให้แก่สภาแห่งนี้ ผมขอความกรุณาท่านประธานให้ผมได้พูดเถอะ เพราะว่า ผมอุตส่าห์ไม่พูดมาตั้ง ๑๐ กว่ามาตราเพื่อรักษาเวลาของท่าน ของสภาแห่งนี้ แล้วก็หลังจากนี้ ผมก็จะไม่พูดเลย จะขอพูดครั้งนี้ครั้งเดียวเพื่อจะเตือนสติสภาแห่งนี้ให้ได้ทราบนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าประชาชนอยากได้รัฐธรรมนูญที่ยังประโยชน์แก่แผ่นดินนี้อย่างแท้จริง ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญที่ออกมาหน้าตาบูดเบี้ยว แล้วจะไม่สนองตอบต่อความต้องการ ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อเป็นอย่างนั้นประเด็นมันก็จะเกิดขึ้น มันจะ นำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะว่าประชาชนจะไม่ยอมรับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นห่วง เหลือเกินว่าจากพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เราลุกลี้ลุกลนก็ดี รีบร้อนก็ดี เร่งรัดก็ดี อยากจะแก้ รัฐธรรมนูญเหลือเกิน ในขณะที่ของแพงขึ้นทุกวัน ๆ ประชาชนบ่นแล้วบ่นอีก รัฐบาลก็บอกว่า ไม่แพง ไม่แพง ก็ปัจจัยการผลิตมันแพงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น เอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี (LPG) เพิ่มขึ้น วัตถุดิบเพิ่มขึ้น ค่าแรงเพิ่มขึ้น ไม่ต้องไปบอกว่าไปดูตามตลาดหรอกครับหลับตา ก็เห็นแล้ว หลักเศรษฐศาสตร์ ป. ๔ ชัด ๆ ว่าถ้าปัจจัยการผลิตและการขนส่งมันเพิ่ม สินค้า มันต้องเพิ่ม สินค้าและบริการต้องเพิ่มแน่

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญเลิศ มีผู้ประท้วงครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

เชิญนะครับ เจ้าเก่านะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงก็ไม่อยาก ประท้วงผู้อภิปรายเนื่องจากบรรยากาศกำลังดี แต่เนื่องจากว่าผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ ดังนั้นอยากให้ท่านประธานกำชับให้ผู้อภิปรายเข้าสู่ประเด็นได้แล้ว เพราะว่าอภิปรายนอกประเด็น แล้วเรื่องของแพงมันคนละเรื่องกับที่เรากำลังอภิปรายอยู่ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญเลิศครับ ก็เช่นกันครับบรรยากาศกำลังดี ที่ผมไม่ทักท้วงก็ไม่อยากให้เสียบรรยากาศ แต่ทีนี้ มีผู้ประท้วงแล้วผมก็จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะฉะนั้นขอความกรุณาครับ ท่านบุญเลิศครับ บรรยากาศกำลังดีผมจะอนุญาตให้ท่านได้พูดตามที่ท่านอยากพูด เพียงแต่อย่าไปกระทบ ให้คนอื่นเสียหาย แล้วถ้าไปกระทบคนอื่นเสียหายมันจะมีการประท้วง แต่ถ้าจะออก นอกประเด็นบ้าง ผมก็จะไม่มีปัญหาครับ เพราะท่านได้ขอแล้วว่าอยากจะพูดเพราะไม่ได้พูด มาหลายมาตรา แล้วก็จะไม่พูดอีก ขอประเด็นเดียวอย่าไปกระทบคนอื่นให้เสียหายครับ แล้วท่านจะได้พูดอย่างสบาย ๆ เชิญท่านครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบคุณท่านที่ประท้วงนะครับ เอาเข้ารัฐธรรมนูญ ก็แล้วกันนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถ้าจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยก ก็ต่อเมื่อไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลง หรืออวิชชา ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมก็คือว่า ความโลภก็คือว่าเขียนรัฐธรรมนูญมาเพื่อสนอง ความต้องการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง หรือภาคใดภาคหนึ่งนี่เป็นการเฉพาะ ส่วนความโกรธก็คือโกรธสังคม ว่าไม่ให้ความเป็นธรรม โกรธผู้คนกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ให้ความเป็นธรรม ก็อาจจะ เขียนรัฐธรรมนูญด้วยความโกรธ ส่วนความหลงคืออวิชชานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การเขียนรัฐธรรมนูญบนความอวิชชาคือความไม่รู้จริง เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากที่ประชุมแห่งนี้ที่ผมศรัทธามานานแล้ว เพราะว่าผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๖ ปีครึ่งได้ซึมซับการทำงานของกระบวนการรัฐสภามาตลอด ทีนี้รัฐธรรมนูญจะไม่ให้มันเกิดความขัดแย้งและความแตกแยก มันจะต้องไม่ไปเปลี่ยนแปลง หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๐ หมวด ๑ ก็คือบททั่วไปที่เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบของรัฐ อะไรต่าง ๆ หมวด ๒ ก็เป็นเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ หมวด ๑๐ ก็เป็นเรื่องของศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ศาลยุติธรรม และศาลปกครอง เราอย่าไปแตะ เดี๋ยวมันจะยุ่ง หมวด ๑๑ นี่ก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ว่า อย่าไปแตะไปต้องอะไรมากนัก ต่อมาก็คือผมเป็นห่วงท่านประธานที่เคารพครับ เป็นห่วงว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลงหน้าตามันจะบูดเบี้ยวครับ ประชาชน จะไม่ยอมรับ เมื่อประชาชนไม่ยอมรับแล้วจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยก อย่างรุนแรง ต้นไม้ประชาธิปไตยอาจจะถูกถอนรากถอนโคนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ประวัติศาสตร์ ชาติไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ว่าเจริญเติบโตมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ โตมาถูกถอนรากถอนโคนอยู่เรื่อย ๆ ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เพราะฉะนั้นวัฒนธรรม ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่ได้หยั่งรากลึกลงไปในแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง มีการปฏิวัติ รัฐประหารกันบ่อยครั้งมาก เปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๘ แล้ว กำลังจะมีฉบับที่ ๑๙ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบนั้นอีกเลย อยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี เปลี่ยนแปลงอย่างประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แล้วก็เราจะต่อสู้ดิ้นรน และพัฒนาประเทศไปเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศที่เจริญแล้ว แล้วต้องการความมั่งคั่ง ความมั่นคง และนำความผาสุกมาให้ประชาชนของเราในท้ายที่สุดครับ ก็อยากจะกราบเรียน อันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญเลิศครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านจิรายุ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นใจท่านประธานครับ ท่านประธานพยายาม จะหยิบไมโครโฟนหลายครั้ง ขออนุญาตประท้วงท่านอาจารย์บุญเลิศนะครับ จริง ๆ ติดตาม ผลงานท่านตั้งแต่เป็นโหรแล้วท่านคงจะพยากรณ์ได้ว่ารัฐธรรมนูญจะไปในทางทิศไหน แต่ว่าอยากให้ท่านเข้าประเด็นครับ เพราะว่าท่านอารัมภบทเกริ่นนำมา ๑๐ นาที ๓๔ วินาทีแล้ว ท่านประธานครับ ขออนุญาตให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และข้อ ๔๓ ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ท่านบอกว่าท่านไม่ได้พูดเลย แล้วก็จะไม่พูดอีก ก็จะพยายามครับ ท่านเอาพอสมควรนะครับ ท่านครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา

ผมเอา ๒ บรรทัดเท่านั้นนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา

เดี๋ยวจะเอาอีก ๒ บรรทัด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา

บรรทัดแรกก็คือว่าขอเถอะครับ เพื่อนนักการเมืองทั้งหลาย ประชาชนเขาเบื่อหน่ายพวกเรา มากแล้วครับ อย่าให้เขาสิ้นศรัทธาและเบื่อหน่ายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขอเถอะครับ อย่าทำลายประชาธิปไตยด้วยน้ำมือของพวกเรากันเองเลยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ ท่านอนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้นำเสนอต่อรัฐสภา จริง ๆ ผมได้แปรญัตติไว้หลายมาตรามากเลย แต่ผมเห็นเพื่อนสมาชิก ได้มีการอภิปรายในหลาย ๆ เรื่อง แล้วประเด็นก็จะคล้าย ๆ กัน ผมก็เลยไม่ให้เสียเวลา ของรัฐสภาแห่งนี้ เพราะว่าประเด็นก็คงคล้าย ๆ กัน ก็เลยไม่ได้มีการอภิปรายในที่ผ่าน ๆ มา แล้วในหลายมาตราที่ผ่านมาผมก็เห็นว่ามันเป็นในเรื่องของเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ที่มาของ สสร. ก็ดี ในเรื่องของสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้มีการพูดคุยกันมา ๑๔ วัน ๑๔ คืน อย่างที่ ทุก ๆ ท่านพี่น้องประชาชนก็คงได้เห็นจากการถ่ายทอดทางโทรทัศน์และสื่อมวลชน แล้วก็ ทางสื่อวิทยุอะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ที่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาพูดในมาตรานี้ มาตรา ๒๙๑/๑๖ ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมมองดูแล้วประชาชนเขาถามผมมา ตลอดระยะเวลา ๑๔ วัน ๑๔ คืนที่ผ่านมาว่า สิ่งที่อภิปรายกันอยู่นี้เพื่ออะไร ซึ่งมันจะมาจบกัน ตรงนี้ครับว่าหลังจากที่เราอภิปรายในหลายมาตราแล้ว สุดท้ายผมได้ตัดออกทั้งหมดเลย ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ นั่นหมายความว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นมานี้ต้องตกไป หรือว่า ทำไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สสร. ทั้งหมด หรือในประเด็นที่ ๒ ก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๒๔๐ วัน หรือราว ๆ ๘ เดือน ในมาตรานี้ ได้กล่าวไว้ว่า ยังสามารถที่จะให้ดำเนินการเสนอญัตติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีก ซึ่งก็ทำได้ ๓ ช่องทาง ช่องทางแรกก็คือการที่จะให้คณะรัฐมนตรีเสนอ ช่องทางที่ ๒ ก็คือ ให้เสียง ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในสภาเสนอญัตติ และช่องทาง สุดท้ายก็คือให้สมาชิกรัฐสภาจำนวน ๑ ใน ๓ นั่นหมายถึงจำนวน ส.ส. และจำนวน ส.ว. รวมกัน ๑ ใน ๓ ของสมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะเสนอญัตติเพื่อที่จะให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีก ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งที่ผมมีความจำเป็นที่ต้องลุกขึ้นมาพูด เพราะมันไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล้วครับ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกว่าในเมื่อจำนวน สสร. ที่ดำเนินการทำอยู่ ที่เรามีการพูดกัน ผ่านไปแล้วว่า ๙๙ ท่านทั้งหมดให้เวลา ๒๔๐ วันไปดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญมา แล้วไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สสร. ลาออก หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ ร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ ถ้าใน ๒ ประเด็นนี้ไม่สามารถ ดำเนินการได้แล้ว ผมคิดว่ามันมีปัญหาอย่างมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของ การที่ว่า สสร. อาจจะเห็นไม่พ้องกัน หรือไม่ว่าจะเป็นในช่วงนั้นอาจจะมีปัญหา เหตุบ้านการเมืองที่ทำให้ประชาชนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญในขณะที่ สสร. ดำเนินการอยู่ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะพูดถึงว่าเมื่อรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการได้ ตาม ๒ ประเด็นนี้ คือจำนวน สสร. ไม่ครบ และสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการได้ ให้เสร็จสิ้นตามจำนวนเวลาที่กำหนดแล้ว ผมคิดว่าก็ควรที่จะปล่อยให้การแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญเป็นในเรื่องของสมาชิกรัฐสภา หรือจำนวน ส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเป็นประชาชนก็ดี หรือว่าจำนวนสมาชิก ที่มีอยู่ใน สสร. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการ ซึ่งประเด็นนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ซึ่งผมคาดการณ์ไม่ได้ในอนาคต แต่ผมก็ต้องบอกครับว่า ผมเองก็ได้รับการเรียกร้องจากประชาชนตลอดระยะเวลา ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมา จริง ๆ มากกว่า ๒ อาทิตย์ เราคุยกันมา ๑๔ วัน แต่จริง ๆ ใช้เวลานานมากกว่า ๒ อาทิตย์ แต่เขาก็บอกหลาย ๆ ท่านก็บอกว่าในเมื่อให้โอกาสอย่างนี้แล้วสมควรหรือไม่ที่จะต้องยุติ ในการที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรา ๒๙๑/๑๖ เพื่อที่จะให้ ๓ ช่องทางในการดำเนินการ ยื่นให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก หลาย ๆ ท่านอาจจะมองว่าที่ผ่านมาพวกเรา ในซีกฝ่ายค้านอาจจะพูดนอกประเด็นในเรื่องของของแพงหรืออะไรต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้ามีการให้โอกาสในการที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญออกมาโดย สสร. ที่จัดตั้งขึ้นมาแล้ว ผมคิดว่าในส่วนของสมาชิก ส.ส. หรือสมาชิกรัฐสภาก็เถอะ นั่นหมายถึงรวมถึง ส.ว. ด้วย ในเมื่อเราปล่อยให้ สสร. ไปดำเนินการแล้ว ๒๔๐ วันไม่เสร็จ ผมคิดว่าประชาชนควรที่จะ ได้รับในการที่จะไปแก้ไขปัญหาของเขาอย่างอื่นบ้าง ยังมีปัญหาอีกมากมาย ยังมีกฎหมาย อีกมากมายที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ประเทศชาติสามารถที่จะเดินต่อไปได้ ในเรื่องของ การแข่งขันของประเทศเรา เราจะเข้าอยู่ในประชาคมอาเซียน (ASEAN) เออีซี (AEC) อีกไม่นาน ยังมีอีกหลายเรื่องครับท่านประธานที่ผมอยากจะเสนอว่าถ้ามันตกไป เราเอาประเด็นอื่น ขึ้นมาพูดคุยกันได้หรือไม่ จริงครับรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นกฎหมายสูงสุด ที่กฎหมายฉบับอื่นจะต้องสอดคล้องแล้วอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่า ถ้าเกิดสมมุติว่ารัฐธรรมนูญตกไปแล้วเราไปดูเรื่องของความเดือดร้อนของประชาชนอย่างอื่น เราไปดูในเรื่องของกฎหมายอื่น ๆ ที่ยังต้องออกมา มีกฎหมายอยู่อันหนึ่ง ผมยกตัวอย่าง ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ ๒ สมัยนี้ สมัยที่แล้วผมมีความภาคภูมิใจ ที่ผมสามารถที่จะช่วยผลักดันกฎหมายหลายฉบับมาก กฎหมายฉบับหนึ่งที่ผมมี ความภาคภูมิใจมากก็คือ เรื่องของกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า กอช. ที่เราจะมีเงินให้กับทางด้านผู้ที่จะเกษียณอายุในอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ต้องเรียนว่าขณะนี้ กฎหมายได้ออกมาแล้ว แล้วสมาชิกจริง ๆ แล้วจะต้องรับสมัครตั้งแต่ ๘ พฤษภาคมที่ผ่านมา ในขณะที่เรากำลังพูดถึงรัฐธรรมนูญนี่ละครับ ผมเองก็อยากที่จะเห็นในส่วนของกฎหมายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่บังคับใช้แล้วแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของที่รัฐบาล ผมไม่ทราบว่าติดประเด็นปัญหาอะไร กฎหมาย กอช. จริง ๆ ต้องรับสมัครแล้ว ๓๖๐ วัน แต่ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการ

(นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุชา มีผู้ประท้วงครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ขอให้ผู้อภิปรายกรุณาอภิปรายอยู่ในประเด็นที่เรากำลังพูดกันอยู่ นั่นก็คือวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ขอท่านประธานโปรดพิจารณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุชาครับ ท่านผู้ประท้วงมีเหตุผลนะครับ ทีนี้ผมเห็นว่าบรรยากาศมันดี ผมก็จะอนุโลมท่านคงใช้เวลา ไม่มากกระมังครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ไม่นานครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยังอยู่ในประเด็นนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมกำลังอภิปราย ผมกำลังพูดว่าถ้ารัฐธรรมนูญ ที่ สสร. ได้ไปร่างขึ้นมาไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ในระยะเวลาที่กำหนด เราควรที่จะต้อง ดำเนินการอย่างไรต่อ ผมถึงตัดมาตรานี้ออกไปทั้งหมดอย่างไรครับ ผมถึงบอกว่าถ้าเรา ตัดมาตรานี้ออกไปทั้งหมดนั่นหมายความว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอญัตติเข้ามาใหม่ สิ่งที่ ผมกำลังจะอธิบาย ก็คือไม่ได้นอกประเด็นครับ กำลังจะบอกว่าเราใช้เวลาของรัฐสภา ท่านประธานก็รู้อยู่ ท่านก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่าเราใช้เวลาของรัฐสภาอยู่มาก ประชาชนก็เฝ้าดูอยู่ แล้วเขาก็เฝ้าดูเราอยู่ ถ่ายทอดสดมาเป็นระยะเวลา ๒-๓ อาทิตย์ เขาก็อยากเห็นครับว่า ถ้าเกิดสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเกิด สสร. ไปดำเนินการแล้วไม่สามารถดำเนินการได้ต่อ ที่ผมบอกว่าผมไม่ได้อยู่นอกประเด็นเลย เพราะว่าในมาตรานี้พูดบอกว่าสามารถที่จะให้ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิ เสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้มีมติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความในหมวดนี้ได้อีก ตรงนี้ที่ผมถึงบอกว่าผมไม่ได้ออกประเด็นเลย ผมอยู่ในประเด็นว่าทำไมถึงไม่ควรที่จะต้องมี มาตรานี้ เพราะว่าเราใช้เวลาของรัฐสภาไปพิจารณาแก้ไขในเรื่องของปัญหาพี่น้องประชาชน จะดีหรือไม่ แล้วผมก็แค่ยกตัวอย่างกฎหมายเท่านั้นเอง ที่มีผ่านสภาไปเรียบร้อย ท่านประธานก็อยู่ เรื่องของ กอช. เรื่องของการที่เราสามารถที่จะให้กับทางด้านผู้ที่สูงอายุ เขาได้รับเงินออมตอนที่เขาเกษียณอายุ กรรมาธิการหลายคนที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมมองไปก็ยืนอยู่หลายคนครับ เคยไปออกทีวีกับผมด้วย สนับสนุนเรื่องของ กอช. มาแล้วด้วยนะครับ แต่ ณ วันนี้ผมก็อยากเห็นหลาย ๆ ท่าน ออกมาพูดเหมือนกันว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราควรจะผลักดัน แทนที่เราจะเอาเรื่องของ สสร. เรื่องของรัฐธรรมนูญกลับมาพูดกันใหม่ แค่นั้นเองละครับ ไม่ได้ออกนอกประเด็นเลยนะครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับเมื่อมีการทักท้วงผมก็จะรักษามารยาทอย่างที่ท่านประธานพูด ก็คือ ในส่วนของสภากำลังดำเนินไปได้ดีครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะบอกว่าจากการที่เรา ได้มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาในรัฐสภาก็ทำให้เกิดรอยร้าวในสังคมบ้าง ไม่มากก็น้อยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเรายังคงมาตรา ๒๙๑/๑๖ ในร่างฉบับนี้อีก ผมกำลังมองว่ามันไม่แค่เพียงจะสร้างรอยร้าวอย่างเดียว มันจะเป็นการสร้างรอยแยกให้กับ สังคมเรา นั่นหมายความว่าถ้าเกิดสมมุติว่าไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ เราก็ยังจะใช้ เรียกว่า ดันทุรังทำอีกให้ได้นะครับ ถึงแม้มาตรานี้จะพูดก็แล้วแต่ว่า จะให้ สสร. ที่เคยอยู่ ไม่สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ผมก็ยังมองละครับว่าสาระสำคัญก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ หรือไม่สามารถเดินต่อไปได้ก็ยังจะเอากลับเข้ามาทำอีก ผมไม่อยากเห็น รอยแยกในสังคมครับ ปัจจุบันเรามีรอยร้าว ผมคิดว่ามันก็แย่พออยู่แล้ว ถ้าเมื่อไรที่เกิด รอยแยกในสังคมผมคิดว่าบ้านเมืองเราคงลุกเป็นไฟอีกรอบหนึ่งแน่นอนเลยนะครับ นอกเหนือจากนี้แล้วผมก็มองว่าสิ่งหนึ่งที่ผมได้เพิ่มเติมขึ้นมานอกเหนือจากที่ผมได้ตัดออก ทั้งหมดแล้ว ผมยังได้เพิ่มเติมขึ้นมาด้วยว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นการจัดทำเพื่อแก้โทษ หรือเพื่อการนิรโทษกรรมบุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิดไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวจะอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีในขั้นใด สิ่งนี้ที่ผมเพิ่มขึ้นมาก็เช่นเดียวกันครับ ผมเคยอภิปรายไว้ในหลายครั้งเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้แต่สุดท้ายแล้วถ้าแก้ไขแล้วประชาชน ได้ประโยชน์ไม่มีใครขัดข้องครับและไม่มีใครจะสร้างความขัดแย้งได้ถ้าพี่น้องประชาชน เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ แต่ที่ผมต้องเพิ่มในส่วนของตรงนี้ขึ้นมาเพราะว่า ณ ตอนนี้ ยังมีความกังขาอยู่ว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการภายในระยะเวลา ๘ เดือนไปแล้ว ยังจะต้องเอากลับเข้ามาเพื่อที่จะทำอีกทำเพื่อใคร ถ้าทำเพื่อประชาชนแล้วคงไม่มีปัญหาครับ แต่ในมาตรานี้ก็คือว่า ผมแปรญัตติเอาไว้ว่าถ้าทำเพื่อแก้โทษหรือเพื่อการนิรโทษกรรม บุคคลใด ๆ ซึ่งมีความผิดไม่ว่าคดีความผิดดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนพิจารณาคดีในขั้นใด ชั้นใด อันนี้ไม่สมควร ซึ่งผมก็คงไม่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกประท้วงผมผมก็คงจะ ไม่ยกตัวอย่างอะไรทั้งสิ้นท่านประธานก็ทราบดีอยู่ ว่าผมอภิปรายในสภาก็ไม่เคยคิดที่จะ พาดพิงใครจะพูดด้วยหลักการและเหตุผล เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานสภาว่าผมอยากจะให้ตัดมาตรานี้ ออกไปตามเหตุผลที่ผมพูดถึงอยู่ สรุปก็คือว่าถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ตามระยะเวลา ที่กำหนดเราควรใช้เวลาของเราไปแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกเราเข้ามาแก้ไข ปัญหา แล้วสุดท้ายก็คือถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทำเพื่อประชาชน เถอะครับอย่าทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอสลับมาทาง ท่านวุฒิสมาชิกนะครับ เชิญท่านสุรชัยครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ใช้สิทธิแปรญัตติและสงวน คำแปรญัตติไว้สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งจากร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบ ของคณะกรรมาธิการมานั้นสรุปสาระสำคัญของมาตรา ๒๙๑/๑๖ ได้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำขึ้นใหม่นี้นั้นตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ก็คือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ เพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดอายุลง ยังให้สิทธิคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา มีสิทธิ ที่จะเสนอญัตติต่อรัฐสภาเพื่อให้มีมติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ได้อีก ตรงนี้ละครับ คือประเด็นที่กระผมไม่เห็นด้วย กระผมจึงได้ใช้สิทธิขอแปรญัตติโดยใช้ข้อความใหม่ดังนี้ครับ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตกไปทุกกรณีท่านประธานไม่ใช่แต่เฉพาะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหกเท่านั้นหรือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จเพราะเหตุ สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไม่มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้ รัฐสภามีมติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีก เพราะฉะนั้นจากสาระสำคัญที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปท่านประธานจะเห็นว่าสิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้มีสาระสำคัญแตกต่างไปกับร่าง ของคณะกรรมาธิการโดยสิ้นเชิง ของคณะกรรมาธิการนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไป ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดอายุลงยังให้สิทธิ ส.ส. ๑ ใน ๓ หรือ ส.ส. บวก ส.ว. อีกใน ๓ สามารถเสนอญัตติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้อีก แต่สิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้นั้นผมเห็นว่าการที่พวกเรามาประชุมกันเพื่อพิจารณาให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นควรเกิดขึ้นในครั้งเดียวครับ และถ้าครั้งนี้มีเหตุที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องตกไปหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องสิ้นสุดอายุลงก็ควรที่จะจบได้แล้วครับไม่ควรที่จะให้สิทธิ ส.ส. ส.ว. รื้อฟื้นเสนอญัตติ ขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีก ด้วยเหตุผลอะไรครับ ผมจะกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ผมแปรญัตติไปนั้นผมมีเหตุผลที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา แม้ว่าท่านพิจารณาแล้วท่านจะยืนยันว่าจะใช้ ร่างเดิมของท่านก็สุดแล้วแต่ แต่กระผมก็มีความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายแสดงเหตุผล ประกอบคำสงวนแปรญัตติของผมเพื่อให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้ว่าสิ่งที่ผมใช้สิทธิแปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตตินั้นผมอาศัยหลักการอะไร อาศัยหลักคิดอะไรในการที่จะเสนอ คำแปรญัตติดังกล่าวต่อที่ประชุมแห่งนี้

ประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นเหตุผลที่ผมใช้แปรญัตติก็คือ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และท่านประธานก็ทราบดีครับว่าประเทศของเรานั้นเป็นประเทศที่ใช้ระบบรัฐธรรมนูญ ที่เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ที่เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ถ้านับเฉพาะรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก เรามีรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกก็คือ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ จึงเป็นที่มาที่เราถือว่าเอาทุกวันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนเลยที่เขียนว่าสามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญได้ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีก็แต่เพียงการเปิดโอกาสให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญได้เป็นรายมาตราหรือรายประเด็น เงื่อนไขสุดแล้วแต่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ จะกำหนดไว้ บางฉบับก็กำหนดกฎกติกาอาศัยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง บางฉบับก็ ๒ ใน ๓ แต่หลักการของรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ฉบับแรกอย่างที่ผม กราบเรียนท่านประธานครับ มีหลักการตรงกันหมดทุกฉบับ คือแก้ไขได้แต่ไม่ใช่ยกเลิกทั้งฉบับ ทีนี้ที่เรามาประชุมกัน ณ วันนี้นั้นก็ด้วยเหตุผลพิเศษที่คณะรัฐมนตรีและผู้เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญอีก ๒ ฉบับ ให้เหตุผลไว้ในหลักการและเหตุผลของการเสนอร่าง ถ้าจะเอาฉบับที่ คณะรัฐมนตรีเสนอและสภาแห่งนี้ใช้เป็นฉบับร่างหลักในการพิจารณานั้น ท่านประธานคงจะ จำได้ว่าเหตุผลที่เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านมาตรา ๒๙๑ เพื่อผ่านไปยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้น พูดเหตุผลไว้ตอนหนึ่งอย่างนี้ว่าเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุมัติ รัฐธรรมนูญโดยการออกเสียงลงประชามติได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่เรากำลังขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้าง ทางการเมืองของประเทศขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าสภาแห่งนี้เห็นชอบตามเหตุผลที่ท่านเสนอแล้วแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอันตกไป ตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ท่านประธานคิดว่าเราควรจะวนเวียนอยู่กับ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกไหมครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็กำลังจะบอกว่าประเทศนี้ มีปัญหาต้องปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ประเทศนี้มีปัญหาเรื่องโครงสร้าง ทางการเมืองไม่มีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นที่จะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ด้วยเหตุผลที่ท่านเขียนมาอย่างนี้ละครับ เพราะท่านเขียนเหตุผลมาว่า ท่านขอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และถ้าเรายังคงปล่อยให้มีการสามารถแก้ไขเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ สร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่ำไป ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับว่ายิ่งจะมีผลทำให้ระบบการเมืองการปกครองของประเทศนี้ ไม่มั่นคงและไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ท่านให้เหตุผลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะนำไปสู่ ประสิทธิภาพทางการเมืองที่ดีกว่าเก่า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลประการที่ ๑ ที่ผมกราบเรียน ครับว่า ถ้าเรายังคงเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อยู่ตลอดเวลา โดยบรรจุไว้เป็นกฎกติกาในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้จะไม่มีความคงทนถาวร และ ณ วันหนึ่ง พรรคการเมืองซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายรัฐบาล ณ วันนี้กลับไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายค้าน ณ วันนี้ไปทำหน้าที่เป็นรัฐบาล เขาก็จะใช้สิทธิตามช่องทางที่ท่านเขียนเอาไว้ ณ วันนี้ละครับ หวนกลับมาขอเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยที่จะมีเนื้อหาสาระสำคัญอย่างไรเราก็ไม่ทราบ ท่านประธาน อาจจะหวนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกครั้งหนึ่งก็ได้ นี่หรือคือกลไก ที่จะให้หลักประกันกับประเทศชาติว่าจะนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพทางการเมือง การปกครองที่ดีกว่าเก่า

ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าถ้าท่านประธานเข้าใจหลักการ ในเรื่องของการกำหนดให้มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนกับอีกหลายสิบประเทศ ที่เขาใช้กันในโลกนี้ ท่านประธานคงทราบว่าการที่ประเทศชาติมีการปกครองภายใต้ รัฐธรรมนูญที่มีลายลักษณ์อักษรนั้นเขาจะมีหลักการสำคัญอยู่ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นต้องเป็นกฎหมาย ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่ากฎหมายอื่นใดก็ตามจะมาขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ หลักนี้สะท้อนอยู่ดูได้จากมาตรา ๖ ที่บัญญัติอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงเป็นที่มาของมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เขาเขียนว่า กฎหมายใดก็ตามขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายนั้นใช้ไม่ได้ทั้งหมด เหตุผลที่เขาเขียน อย่างนี้ไว้ในมาตรา ๖ ก็คือมาจากหลักความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ เขาจึงไม่ให้กฎหมาย อื่นใดมาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ นี่คือหลักที่ ๑

หลักที่ ๒ ก็คือรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์ต้องมีความคงทนถาวร เปลี่ยนบ่อย ๆ ไม่ได้ ยกเลิกสร้างใหม่บ่อย ๆ ไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะมันจะไม่มี ความต่อเนื่องทางการเมืองการปกครองของประเทศนั้น ๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร หลักนี้สะท้อนอยู่ในมาตราไหนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ในมาตรา ๒๙๑ อย่างไรครับ ที่เขาเขียนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่ให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น วันเวลาเปลี่ยนไป สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป เราต้องการปรับปรุง ประสิทธิภาพทางการเมืองการปกครองของประเทศให้ดีขึ้น ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ช่องทางมาตรา ๒๙๑ แก้ไขประเด็นนั้น มาตรานั้น นั่นคือการพัฒนาแบบต่อยอด แล้วจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นคงทนถาวร ดูต้นแบบได้จากประเทศสหรัฐอเมริกา เขาประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาไม่เคยยกเลิกเลยครับ แต่แก้ไขนับสิบ ๆ ครั้ง รัฐธรรมนูญ เขาถึงอยู่ได้ตลอดมาจนทุกวันนี้โดยไม่ต้องยกเลิกและสร้างใหม่ นี่คือเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือหลักเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และความถาวร ของรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นเหตุผลให้ท่านประธานได้รับทราบ ก็คือถ้าท่านประธานได้กรุณาศึกษาและท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาศึกษา รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ท่านจะพบความต่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีความแตกต่าง กับรัฐธรรมนูญในอดีตทั้ง ๑๗ ฉบับที่ผ่านมาอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งความจริงมีความแตกต่าง หลายประการมาก แต่ประการหนึ่งที่มีความแตกต่างคือในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการกำหนด หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ก็คือผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเขียนอยู่ในมาตรา ๒๔๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจะขออนุญาต อ่านสั้น ๆ ให้ท่านประธานได้รับทราบผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๔๔ เขาเขียนอย่างนี้ท่านประธานครับ เขียนว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้ แล้วเขียนอยู่ใน (๓) ผมไม่อ่านทุกวงเล็บครับ เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นที่ผมแปรญัตติคือ (๓) เขียนว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ติดตามประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญรวมตลอดถึงข้อพิจารณาเพื่อแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น ทำไมผมถึงต้องหยิบประเด็นนี้ขึ้นมากราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการทั้งคณะ ก็เพราะว่าผมกำลังจะกราบเรียน อย่างนี้ครับว่านี่คือความแตกต่างของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ในอดีตทั้งหมดที่กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพในการติดตามประเมินผลการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญว่ามีข้อบกพร่องมีข้อล้าสมัยตรงไหน ให้เป็นหน่วยทำความคิดเห็นเสนอรัฐบาลใน การที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานเห็นไหมครับเพราะฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมา เขียนใส่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังจะแก้ไขผ่านมาตรา ๒๙๑/๑๖ ว่าทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ตกไป สภาร่างรัฐธรรมนูญหมดอายุแล้วให้ ส.ส. ส.ว. มีสิทธิเสนอญัตติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ได้อีก เพราะถ้าเราเขียนอย่างนั้นมันก็ส่อไปในทางที่จะขัดกับมาตรา ๒๔๔ อย่างไรครับ เพราะมาตรา ๒๔๔ เขาเขียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นคนมีหน้าที่ ไม่ใช่ ส.ส. และ ส.ว. มีหน้าที่ ถ้าเราไปเขียนซ้ำซ้อนอย่างนั้นจะมีคำถามขึ้นมาทันทีเลยว่ารัฐสภาแห่งนี้ในฐานะ ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเป็น ๑ ใน ๓ ของคนที่ใช้อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทยนั้น เราเองทำหน้าที่ในการเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมเรียนแล้วละครับว่า ต้องมีหลักความเป็นศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวด้วย รัฐธรรมนูญจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นอยู่ด้วยกับพวกเราด้วยนะครับท่านประธาน ก็คือพวกเราให้ความเคารพกฎหมาย รัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน ทีนี้มาตรา ๒๔๔ นั้นเขาเขียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นคนทำหน้าที่ในการเสนอความคิดเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรแก้หรือไม่ควรแก้ แต่เราไปเขียน ใส่มาตรา ๒๙๑/๑๖ ให้ ส.ส. ส.ว. เสนอญัตติในการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ได้ ตลอดเวลา ตรงนี้คือประเด็นที่ผมจะกราบเรียนครับว่าส่อไปในทางที่จะขัดกับมาตรา ๒๔๔ ของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่และอาจจะทำให้ถูกมองว่าพวกเราไม่ใช้กลไก ที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้เดิมนั้นให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง ของประเทศด้วยซ้ำไปว่ามีประเด็นปัญหาอะไรน่าจะฟังความคิดเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระ แล้วมีหน้าที่โดยตรงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในการประเมินผลบังคับใช้รัฐธรรมนูญ

สุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่ามาตรา ๒๙๑ นั้น เราพูดกันหลายครั้งมากเลยท่านประธานว่าเป็นมาตราที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มาตราของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทีนี้เมื่อเรามาถึงจุดที่เรากำลังจะพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ควรที่จะเป็นเรื่อง เฉพาะครั้งนี้ เฉพาะครั้งที่เราต้องการที่จะช่วยกันปรับปรุงกลไกของบ้านเมืองเสียใหม่ ตามเหตุผลที่เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ ที่ถูกเขียนอยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยกลไกของระบอบประชาธิปไตย หลังจากนี้เมื่อเราพิจารณาเสร็จ เสียงข้างมากเห็นชอบ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องยอมรับครับ แล้วก็เพื่อนำไปสู่การปรองดอง แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อเหตุผล เฉพาะครั้งนี้มีเหตุผล มีความจำเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สามารถผ่านได้ ก็ควรจะจบครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๙๑ นั้น ไม่ได้บอกว่าให้สามารถจัดทำ รัฐธรรมนูญได้ใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาอยู่แล้ว แต่พอเราไปแก้แล้วเขียนว่า ทำใหม่แล้วไม่ผ่าน ให้เสนอญัตติใหม่ได้อีกนั้น ผมเห็นว่ายิ่งขัดกับเจตนารมณ์ของมาตรา ๒๙๑ ที่มีอยู่เดิมด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน

ทั้งหมดก็จะเป็นเหตุผล ๔ ประการที่ผมได้กราบเรียนให้ทราบ จึงเป็นที่มา ที่ผมใช้สิทธิแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๖ เป็นว่า ถ้ารัฐธรรมนูญที่ยกร่างใหม่ตกไปแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญหมดอายุแล้ว ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรีเสนอญัตติขอยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้อีกครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ครับ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๖ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ เนื่องจากดิฉันได้แปรญัตติที่สำคัญในข้อนี้ก็คือดิฉันไม่เห็นด้วยที่หากว่าร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดทำขึ้นใหม่นั้นมีอันตกไปแล้วก็จะให้คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิที่จะเสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาอีก ด้วยเหตุผล ที่สำคัญซึ่งแตกต่างกับที่ท่าน ส.ว. สุรชัย ได้กล่าวมาแล้ว ขอโทษที่ต้องเอ่ยนามนะคะ คือ ดิฉันเห็นว่าสาเหตุที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตกไป มันมีได้นอกจาก ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) และ (๒) แล้ว ก็อาจจะต้องตกไปเนื่องมาจากทำประชามติแล้ว ประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือให้ความเห็นชอบน้อยกว่าไม่เห็นชอบ แล้วเสร็จแล้วประชาชนเป็นล้าน ๆ คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าเขาไม่เห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นมาใหม่ แต่คนในสภามีประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คนจะมากลับมติ ของประชาชนส่วนใหญ่แล้วก็จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาอีก อันนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน อย่างยิ่งกับหลักประชาธิปไตย เพราะว่าการเขียนในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ไม่ชัดเจน ก็หมายความว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จัดทำขึ้นใหม่นี้มีอันตกไป ซึ่งก็จะรวมถึงการที่ไม่ผ่านประชามติด้วยแล้วก็จะจัดทำขึ้นใหม่ อันนี้ก็เลยทำให้ต้องสงสัยว่า จะจัดทำขึ้นอีกสักกี่ครั้งกี่หนเพื่อจะให้พอใจ คือถ้าเผื่อว่าทำประชามติครั้งที่ ๒ ก็ไม่รับอีก ก็จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันอยู่เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป ทำให้สูญเสียงบประมาณ เป็นจำนวนมากดังนี้ก็เป็นเหตุผลที่ไม่สมควรเลย อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันไม่เห็นด้วย แล้วก็ขอแปรญัตติว่าไม่ควรจะมีใครมีสิทธิเสนอให้มีมติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา อีกแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

น่าจะเป็น ๒ ท่านสุดท้าย กระมังครับ ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช แล้วก็ตามด้วยท่านรสนาครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ กระผมมีการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ใน ๒ ประเด็นนะครับท่านประธาน

ในประเด็นแรกที่มีการแปรญัตติก็คือว่ากรณีร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้น ตามหมวดนี้ตกไป ซึ่งผมเน้นว่าต้องเป็นการตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๔) ซึ่งตรงนี้ ในหลักการผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ว่าจะต้องมีการระบุตัวมาตราที่เกี่ยวข้องว่า การตกไป เป็นการตกตามเรื่องอะไร ถ้าไม่มีการระบุเป็นมาตราไว้จะทำให้ข้อความในเรื่องการตกไป ขาดความรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นนี้การตกไป ขออนุญาตย้อนกลับไปดูที่ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๔) ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ เป็นเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณี ดังต่อไปนี้ก็คือมี ๔ กรณี โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการตกไปใน (๔) เป็นการตกไป เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก นั่นคือกรณีที่ ๑ หรือเป็นกรณี ตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ ก็คือถ้าเป็นมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ก็คือเป็นกรณี รัฐสภาตีความ ตีความว่าการร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการขัดกับตัวระบอบการปกครองหรือว่าขัดต่อเงื่อนไขว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็น การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐนะครับ กับอีกกรณีหนึ่งก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ เป็นเรื่องของการตกไปในกรณีประชามติว่าไม่ผ่านประชามตินะครับ แต่กรรมาธิการ ได้ปรับปรุงแก้ไข ผมก็ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการว่า เอากรณีตกไปเฉพาะในกรณีที่เป็นกรณี ที่รัฐสภามีมติเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเท่านั้นเอง แต่ถ้ากรณีของตัวการทำ ประชามติ ถ้ามีการทำประชามติตกไปนี่นะครับ คือไม่ได้เสียงประชามติเกินครึ่งหนึ่ง ถ้าเป็น กรณีนั้นจะไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ผมก็ขอเหตุผลชี้แจงนิดหนึ่งว่าทำไมยกเว้น กรณีทำประชามติไว้ว่าไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ถ้ามีการเปรียบเทียบกับตัว ของการจัดทำรัฐธรรมนูญในสมัย สสร. ๑ ซึ่งในกรณีนั้นผมคิดว่ารูปแบบของมาตรา ๒๙๑/๑๖ ก็เป็นรูปแบบคล้าย ๆ กับตัว สสร. ๑ ที่มีรูปแบบของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขณะเดียวกันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีข้อยกเว้นเหมือนกันว่า ถ้ารัฐสภามีมติ อย่างใดอย่างหนึ่งตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งอีกไม่ได้นะครับ เว้นแต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ เพราะฉะนั้นก็เลยขอคำชี้แจงว่าทำไมถึงไม่ให้จัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ในกรณีที่ประชามติตกไป นั่นอันที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ในหลักการเห็นด้วยกับทางร่างเดิมของกรรมาธิการนะครับว่า ในการเสนอญัตติรัฐสภาให้มีมติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ต้องมีเสียงมากกว่า กึ่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเสียงที่ถูกต้อง สอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นวาระที่หนึ่ง หรือวาระที่สาม แต่ขณะเดียวกันในลักษณะของการโหวตรับในวาระที่หนึ่งหรือวาระที่สาม ใช้ลักษณะของการลงคะแนนเสียงโดยเปิดเผย แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้มีการระบุไว้ เพียงแต่ว่า ระบุในเรื่องของเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ กราบเรียนท่านประธาน ในส่วนนี้ผมเห็นว่าเป็นการพัฒนาการทางกฎหมาย ถ้าเทียบกับตัว สสร. ๑ ในสมัยการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในกฎหมายดังกล่าวใช้แค่เสียงข้างมากโดยประมาณ ตรงนี้เท่ากับ ยกระดับว่าความสำคัญสูงขึ้นว่าต้องใช้เสียงตัวมากกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยอยาก สอบถามกรรมาธิการว่า ทำไมไม่ใช้ลักษณะการลงคะแนนเสียงโดยเปิดเผย แต่หลักการแล้ว ใช้เสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ผมเห็นด้วยนะครับ ผมคิดว่าในมาตรานี้ก็อยากขอคำชี้แจง จากคณะกรรมาธิการแค่นี้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรสนาครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณค่ะ ท่านประธานรัฐสภา ดิฉันนางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๖ โดยตัดวรรคแรก ของมาตรานี้ออก เนื่องจากดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะคะ ซึ่งอันที่จริงดิฉันเองได้แก้ในวรรคสองในกรณีที่จะให้คณะกรรมการนั้น ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ แต่เนื่องจากว่า ในมาตราก่อนหน้านั้นคำแปรญัตติของดิฉันไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องการที่จะใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ของ ส.ส. ส.ว. มาเทียบเคียงแทนที่จะมีการยกร่างพระราชบัญญัติในการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้กล่าวอ้างเอาไว้ว่า คือการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นั้น เป็นสิ่งที่จะทำเพียงครั้งเดียว อันนั้นคือเหตุผลที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้อรรถาธิบายกับเพื่อนสมาชิกเอาไว้เช่นนั้น ซึ่งอันนี้ก็ขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านได้ยกร่างการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๑๖ อย่างเห็นได้ชัดว่า ท่านไม่ได้ ต้องการที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงครั้งเดียว แต่ว่าที่จริงแล้วก็ต้องการที่จะให้มี การสามารถจัดทำร่างใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าอันที่จริงแล้วตอนที่ท่านไม่รับการที่จะ ยกร่างรัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาโดยการเฉพาะนั้นก็เพื่อที่จะให้เกิดความรวดเร็ว ซึ่งถ้าหันไปดูในบทต้น ถ้าจำไม่ผิดคือมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็หันไปใช้กระบวนการ ของกฎหมายในส่วนที่ตอนแรกท่านต้องการที่จะใช้กฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในที่สุดไปไม่ได้ก็หันกลับมาใช้ในส่วนของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. แทนแต่สิ่งนี้ แสดงให้เห็นว่าในกระบวนการทั้งหลายที่ท่านเร่งรีบมันรวมไปถึงในเรื่องของการเลือก สสร. ๒๐๐ คน ที่เพื่อนสมาชิกจำนวนมากได้มีการแปรญัตติไว้ แต่ว่าความเร่งรีบซึ่งไม่ทราบว่า จะเร่งรีบไปถึงไหน ก็เลยทำให้ทำอะไรต่อมิอะไรไปในลักษณะเช่นนี้ แต่ในที่สุดแล้วก็ได้เห็น เจตนาที่แท้จริงว่า ถ้าหากกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทำไม่สำเร็จ ก็เขียน เปิดโอกาสให้ตัวเองสามารถยกร่างไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งดิฉันคิดว่า อันนี้น่าจะเป็นกระบวนการในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ นี้ ในลักษณะที่ ไม่ถูกต้อง ดิฉันก็เห็นว่าอันนี้ก็เป็นกระบวนการที่หลายท่านพูดว่าเป็นการแก้กฎหมายแบบหัวหมอ แล้วก็เป็นประเด็นที่ดิฉันเองต้องขอยืนยัน ณ วันนี้ด้วยว่า ไม่เห็นด้วย แล้วก็จะคัดค้าน ในวาระที่สาม เพราะว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งอยู่ในหมวด ๑๕ ระบุเอาไว้ ชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ปรากฏว่าเราก็ใช้กระบวนการ แบบหัวหมอในการที่จะเปลี่ยนให้สามารถที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประเภทที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญลูกฆ่าแม่ ควายทรพีฆ่าพ่อ เพราะฉะนั้นการที่ยกร่างครั้งแล้วครั้งเล่า ดิฉันคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ดิฉันคิดว่าที่จริงแล้วคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงสภาด้วยซ้ำไปที่ทำงาน ในลักษณะแบบนี้ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญจะต้องตกไปตามมาตราที่ท่านได้ระบุเอาไว้ว่า ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก แล้วรวมไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) นั้น ที่จริงแล้ว ท่านควรจะเขียนให้ตัวเองรับผิดชอบว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญต้องตกไปในมาตราดังกล่าวนั้น สภาควรจะยุบนะคะ ควรจะยุบสภา แล้วก็รัฐบาลควรจะลาออก เพราะเนื่องจากว่าอันนี้ เป็นร่างที่ยกร่างขึ้นมาโดยรัฐบาล แล้วก็ผ่านสภา ดิฉันคิดว่าสิ่งที่รัฐสภาเรากำลังทำในขณะนี้ เป็นการโอนอำนาจของตัวเองออกไป ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึกเอาไว้ว่า เรากำลัง ทำสิ่งที่เผด็จการในอดีตไม่เคยทำ เผด็จการฮิตเลอร์ทำเฉพาะสิ่งที่เรียกว่ารัฐบัญญัติ หรือระดับแอคท์ (Act) นะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ดิฉันคิดว่าการทำ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรสนาครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ต้องขออนุญาตประท้วงคุณรสนา โตสิตระกูล เพราะว่าได้คุยกันหลายครั้งแล้วว่าตั้งแต่อยู่ในสภามานี่ยังไม่ได้เจอกันสักทีครับ ก็เลยขอประท้วงสักครั้งเถอะครับ ที่ท่านแปรญัตติไว้ในหน้า ๓๑๘ นี่ ท่านตัดเกือบหมดแล้วครับ มีเฉพาะในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้งยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งนี่นะครับ ทีนี้ครับท่านประธานครับ ผมเองก็โดยส่วนตัวไม่อยากประท้วง ทางท่าน ส.ว. เลยครับ เพราะว่าทุกท่านก็อภิปรายได้ดี โดยเฉพาะท่านนี้ก็อภิปรายได้ดีนะครับ เพียงแต่ไม่ตรงประเด็นเท่านั้นเอง ผมว่าเรื่องทรพีฆ่าพ่อ เรื่องลูกฆ่าแม่ มันก็เข้าเสียดสี ตามข้อ ๔๓ แล้วก็ประเด็นที่ท่านพูดนั้นผมว่ามันก็ไกลไป แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เพิ่งเกริ่นอยู่ ถ้าอีกไม่นานจบก็คงไม่ว่ากัน แต่ขอพบท่านสักนิดเถอะครับในสภาครับ โดยใช้สิทธิในเรื่อง ข้อ ๔๓ กับข้อ ๙๙ ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ บรรยากาศกำลังดีนะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉัน ยังคิดว่าอยู่ในประเด็นนะคะท่านประธาน เพราะว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรสนาครับ ผมวินิจฉัยครับ ผมว่าบรรยากาศกำลังดีครับ ก็เชื่อว่าท่านรสนาคงใช้เวลาไม่มากสักเท่าไร ท่านช่วยกระชับหน่อย ก็ดีนะครับ เชิญท่านเลยครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณ ท่านประธานนะคะ ดิฉันคิดว่าดิฉันเป็นคนสุดท้าย แล้วก็ไหน ๆ ถึงอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังมีอีก ๓ ท่านครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉัน คิดว่าถึงอย่างไรก็ดีนะคะ ถึงดิฉันจะพูดอย่างไรก็ตามมันก็แพ้อยู่แล้ว จะเป็นอะไรไปที่จะให้ เสียงข้างน้อยเขาพูดบ้าง ถึงอย่างไรท่านก็ชนะอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านจะบอกว่าไม่ให้พูดเลย ดิฉันคิดว่านี่มันก็จะเผด็จการเกินไปนะคะ สภานี้เป็นที่พูด เป็นที่แสดงเหตุผล จะบอกว่า ประชดประชัน เสียดสี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรสนาครับ พูดเถอะครับ เอาว่าให้กระชับสักนิดหนึ่งก็จะดี เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ก็ขอบคุณค่ะ ก็กำลังพูดอยู่ค่ะว่าก็ท่านเป็นเสียงข้างมาก ท่านก็อดทนฟังเสียงข้างน้อยบ้าง แล้วที่บอกว่า เป็นลูกฆ่าแม่ ควายฆ่าพ่อนี่ ก็ไม่ผิดนะคะ เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่มีฉบับไหนหรอกค่ะที่เขียน ให้มายกเลิกตัวเอง แต่เมื่อท่านใช้ความหัวหมอในการทำก็ต้องให้คนเขาพูด ประท้วงอีกค่ะ ท่านประธาน

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรสนาครับ คำว่า หัวหมอ ถ้าไม่ใช้ได้ก็จะดีนะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ก็ก่อนหน้านี้ ก็พูดท่านประธานไม่ได้ให้ถอนนี่คะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขอประท้วงใน ข้อ ๕ ที่ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วก็ยังรู้สึกทรพีอยู่ ก็ยังรู้สึกว่าลูกฆ่าแม่อยู่ ดังนั้นผมอยากให้ชัดเจนไป ถ้าท่านจะพูดเรื่องนี้ก็ให้พูดชัด ๆ เลยว่า แล้วที่เขาขี่รถถังออกมาฉีกรัฐธรรมนูญเขาเรียกฆ่าอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

กำลังบรรยากาศดีท่านสุนัย ผมว่าอย่างนี้ท่านครับ ท่านรสนาท่านต่อเถอะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉัน ก็ไม่เคยเห็นด้วยกับการที่คนขี่รถถัง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าอย่าไปรื้อฟื้น เลยครับ ต่อประเด็นของท่านดีกว่า แล้วขอให้กระชับด้วยนะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันเลยลืมเลย ดิฉันเริ่มใหม่ กำลังพูดเพลิน ๆ นะคะ อันนั้นดิฉันกำลังอภิปรายรัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังแก้นะคะ อันนั้นเอาไว้อภิปรายเมื่อมีโอกาส ดิฉันคิดว่าท่านสุนัยกับดิฉันก็ชอบพอกันนะ ก่อนท่าน จะมาเล่นการเมืองท่านก็เคยไปให้ดิฉันติวเรื่องสิทธิชุมชน ท่านน่าจะจำได้นะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมดูท่านรสนากำลัง อารมณ์ดี

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

อันนี้ คนรักชอบพอกันไม่เป็นไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อารมณ์ดีท่านต่อเถอะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ทำไมนะคะ ให้ดิฉันพูดว่าควายทรพีหรือคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ผมดูท่านกำลัง อารมณ์ดี

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันคิดว่า ควายทรพีก็ไม่ได้หยาบคายนะคะ เป็นนิทานในอดีตลูกที่เกิดมาเพื่อฆ่าพ่อนี่มันก็เป็น คำเปรียบเปรย ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย ท่านจ่าจะประท้วง ข้อ ๔๓

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าประท้วงเลยครับ ไม่เป็นไรผมคิดว่าท่านคงใช้เวลาอีกไม่มาก เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายนะครับ อภิปรายซ้ำซาก วกวน ลูกทรพี พ่อฆ่าลูก พอประธานวินิจฉัยให้อภิปรายต่อ ก็ยังวนมาจะเอา ทรพีพ่อฆ่าลูก

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันบอก ลูกฆ่าพ่อไม่ใช่พ่อฆ่าลูก

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มันจะลูกฆ่าพ่อหรือพ่อฆ่าลูกก็อย่างที่ว่านี่ล่ะ ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ ปากแบบนี้ ผมว่าไปกินปลาร้าเลยดีกว่าที่บ้านผม

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

อันนี้ ก็เสียดสีนะ ท่านประธานต้องให้ถอนนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ถอนเถอะครับ ปลาร้าอะไรนี่ ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ บอกตรง ๆ ว่าบรรยากาศดี ไม่อยากประท้วง เห็นอยู่แล้วว่าวันนี้บรรยากาศดี แต่ผู้อภิปรายลุกขึ้นมาอภิปรายเจตนาชัด ๆ ปลาร้ามันอร่อยนะครับท่านประธาน ท่านประธานยังชอบนะ ที่ภาคอีสานขาดปลาร้าไม่ได้นะ ท่านนะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมขอถอนว่าปากอย่างคุณรสนาไปกินปลาร้าที่ภาคอีสานบ้านผมเถอะครับ ผมขอถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ก็คุณจ่าประสิทธิ์นี่ละ ที่ทำให้บรรยากาศเสีย แล้วก็อย่ามาเสริมเหล็ก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าต่อล้อ ต่อเถียงเลยครับ มันจบแล้วครับท่านครับ ท่านอภิปรายของท่านต่อดีกว่า

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือท่าน เห็นการ์ตูนไทยโพสต์วันนี้ไหมคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ต่อดีกว่ากระมังครับ ท่านต่อของท่านดีกว่า ผมเชื่อว่ายังอารมณ์ดีอยู่ ท่านต่อของท่านเถอะครับ ช่วยกระชับสักนิด ท่านครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉันก็กำลัง สร้างเรตติ้ง (Ratting) เหมือนกัน มีคนประท้วงไปแล้ว ๓-๔ รายใช่ไหม อยากจะประท้วงอีกก็ดี ดิฉันก็จะได้พักด้วย จะได้คิด ในขณะที่ท่านประท้วงก็ขอบคุณนะคะ ช่วยกันประท้วงหน่อย คือดิฉันคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐

(นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอเรียกหาก็มาเลยนะครับ เชิญครับ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคงไม่ต้องใช้คำประท้วงหรือข้อบังคับอะไร ผมนั่งฟังมา ๑๓-๑๔ วัน ผมเห็นท่าน ส.ว. ผู้ทรงเกียรติท่านนี้ขึ้นพูดทุกครั้ง ผมคาดคะเนทุกครั้งว่าต้องมีปัญหา เพราะว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ พอสมควรแล้ว เมื่อท่านประธานบอกว่าเข้าประเด็นหรือพูดได้เลย ท่านก็ยังต่อทักต่อเถียง แล้วก็เรื่องมารยาทเวลาผู้ประท้วง

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ประท้วง อะไรคะท่านประธาน ปล่อยให้พูดยืดเยื้อ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านเห็นไหมครับ ผมยืนพูด

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ประท้วง ข้อบังคับข้อไหนคะ ข้อ ๔๓ หรือเปล่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านประท้วง ประเด็นไหนครับ เอาประเด็นที่ท่านประท้วงก่อนครับ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ข้อ ๔๓ ครับ ซ้ำซากแล้วก็ต่อทักต่อเถียง อย่างนี้มารยาทอย่างที่ผมพูดอยู่นี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมเข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ ท่านจักรวาลครับ ผมว่าสมควรแล้วครับ ท่านรสนา ผมว่าต่อดีกว่าครับ แล้วก็อยากให้กระชับสักนิดครับ เชิญคุณจักรวาลครับ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ท่านประธานครับ ขนาดผมไม่เคยขึ้นประท้วงใคร นั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดในสภา ของพรรคภูมิใจไทย ผมขึ้นพูดท่านยังไม่ให้เกียรติเลย พูดแทรก พูดอะไรขณะที่ขออนุญาต ท่านประธานขึ้นพูดแล้ว ท่านต้องให้เกียรติสมาชิกบ้างไม่ใช่ว่าเวลาท่านมีโอกาสขึ้นพูดแล้ว ท่านจะพูดแทรกตลอด ผมว่าวุฒิสภามีไม่กี่คนที่มีอุปนิสัยอย่างท่านครับ ขอขอบคุณครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ขอเตือนท่านจักรวาล ก็แล้วกันนะครับ ท่านบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ผู้ซึ่งประท้วงจากพรรคภูมิใจไทยนะครับ ผมคิดว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมนะครับ คุณรสนา อภิปรายมีผู้ประท้วง ส่วนใหญ่คำประท้วงนั้นตกไปทุกครั้ง แม้ว่าจะมีคนมาประท้วง ๓ คน ๔ คนก็ตามไม่ได้แปลว่าคนที่อภิปรายได้กระทำความผิด ทุกครั้งประธานก็มักจะวินิจฉัยว่าให้ คุณรสนาอภิปรายต่อนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความเป็นธรรมนะครับว่าไม่ใช่ว่า ใครที่ลุกขึ้นพูดแล้วมีคนมาประท้วงแสดงว่าเขาผิด ต้องดูเนื้อหาสาระในแต่ละครั้งไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เลยไม่จบทีนี้ เชิญท่านจิรายุ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงสัยพี่บุญยอดประท้วง ข้อบังคับข้อที่เท่าไรไม่ได้บอกข้อบังคับนะครับ

ประเด็นต่อมา ผมอยากให้ฝ่ายค้านคุยกันก่อน พรรคภูมิใจไทยเป็นค้านนะครับ นาน ๆ จะเห็นฝ่ายค้านประท้วงท่าน ส.ว. รสนา ท่านประธานครับ แล้วตอนนี้ท่านบุญยอด ก็อยู่ฝ่ายค้านด้วยกัน ก็ยังมาประท้วงกันอีก ท่านประธานช่วยควบคุมตามข้อบังคับข้อ ๕ ครับ นาน ๆ ได้เห็นทีครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วครับ ท่านจิรายุครับ เอาละครับ ท่านรสนาเรียกแขกได้ผลจริง ๆ ครับ พอเรียกแล้วมาเป็นหมู่

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ช่วยสร้าง สีสันอย่างไรคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าบรรยากาศ กำลังดีนะครับ ท่านต่อดีกว่า

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

เพราะว่า สภาเราไม่ค่อยลงเรื่องที่มันเป็นเนื้อหาสาระ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านต่อของท่าน ดีกว่านะครับ แล้วขอความกรุณานะครับ ถ้ากระชับได้ก็จะดีครับ เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

คือดิฉันเอง อภิปรายตั้งแต่แรกแล้วดิฉันไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยการที่รัฐสภาได้กระทำการส่งมอบอำนาจของตัวเองออกไปข้างนอกนะคะ ซึ่งอันนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่อดีตเผด็จการอย่างฮิตเลอร์ทำก็ยังเป็นแค่รัฐบัญญัติในการมอบอำนาจ ไปให้กับกลุ่มคนข้างนอกในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการยกร่างกฎหมายเพื่อมอบอำนาจ ให้ตัวเอง แต่เวลานี้รัฐสภาไทยกำลังทำสิ่งที่ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ว่าท่านร่วมมือกัน ในการที่จะสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อมอบอำนาจสิทธิขาดให้กับกลุ่มการเมือง โดยที่ในสภาแห่งนี้ ไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในกระบวนการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรสนา ท่านครับ ก็มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ ท่านขออย่างนี้ได้ไหม อย่าเอาความรู้สึกของตัวเองมาพูดแล้วทำให้ คนอื่นเสียหาย

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ใครเสียหายคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านอย่าอย่างนั้นเลยครับ มีประท้วงเยอะเลยครับ ผมว่าท่าน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

เพราะประท้วงก็เป็นเกมอยู่แล้วนี่คะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ บรรยากาศกำลังดี ท่านรสนาครับ ท่านอย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวไปพูดกระทบทำให้คนอื่นเสียหาย ถ้าอย่างนั้น ก็จะมีคนประท้วงอยู่อย่างนี้ละครับ ท่านครับ ผมวินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่ามาแย้ง คำวินิจฉัยของประธานเลยครับ ไม่อย่างนั้นมันไม่จบครับ ผมใช้คำพูดบ่อยนะครับ ผมให้เกียรติสมาชิกครับ แล้วท่านก็ต้องให้เกียรติผมด้วยนะครับ ผมว่าบรรยากาศมันดีครับ ท่านครับ อย่าไปกระทบให้คนอื่นเขาเสียหายเลยครับ พูดในประเด็นของท่านนะครับ ท่านต่อเถอะครับ ท่านครูมานิตย์อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ ท่านต่อของท่านเถอะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณค่ะ ดิฉันเองก็ขอประกาศว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อที่จะนำไปสู่ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะคะ ดิฉันเห็นว่าการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้กำหนดว่าเมื่อท่านไม่สามารถที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญได้สำเร็จแล้ว ท่านยังมีสิทธิ ในการที่จะทำครั้งใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า อันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันเองกลับเห็นด้วยว่า ท่านควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยซ้ำไปนะคะ แต่เผอิญดิฉันตัดมาตรานี้ออกไปทั้งหมด โดยการเพิ่มในส่วนที่ขอให้มีการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อรัฐสภา ภายใน ๓๐ วัน แต่เมื่อได้ผ่านในมาตรา ๒๙๑/๕ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ท่านก็คงไม่แก้ไขอยู่แล้วนะคะ สิ่งที่ดิฉันได้พูดมากับเพื่อนสมาชิกทุกคน เขาบอกว่าเราก็เหมือนพูดกับขอนไม้ ฝาผนัง คือพูดไปแล้วก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ แต่ดิฉันเองจะไปแปรญัตติในมาตรา ๕ ในเรื่องของการทำประชามติก่อนที่จะมี การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมานะคะ ซึ่งในประเด็นนั้นดิฉันก็จะไปอภิปรายต่อในช่วงนั้น ก็แล้วกัน แต่ว่าสำหรับมาตรานี้ดิฉันยืนยันนะคะว่า เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก กับในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) และ (๒) นั้น ก็ควรจะยุติการที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ควรที่จะมีการยกร่างขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเนื่องจากว่ามันใช้เงินทองแล้วก็เป็นเงินภาษีของประชาชน ไม่ควรที่จะมีการทำ ครั้งแล้วครั้งเล่า จริง ๆ เรามีกฎหมายอื่นอีกเยอะแยะที่ควรจะทำ การที่เรา ยกร่างรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งเราเสียเวลากันมหาศาลนะคะ พละกำลังต่าง ๆ มหาศาล ถ้าหากไม่สำเร็จแล้วทำใหม่ก็กลายเป็นว่ารัฐสภาไม่ต้องทำมาหากินอย่างอื่น ไม่ต้องออก กฎหมายอย่างอื่น เราก็มาหมกมุ่นอยู่แต่การยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันบอกได้เลยนะคะว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงโครงสร้างอำนาจส่วนบน และผู้ที่ได้รับประโยชน์เบื้องต้นก็คือ นักการเมืองเท่านั้น แต่ในขณะที่ประชาชนที่เป็นชาวรากหญ้าทั้งหลายนั้นไม่มีโอกาสที่ได้รับ ประโยชน์ในสิ่งนี้ และดิฉันเองยังยืนยันนะคะว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดจะต้องทำ ในสิ่งที่เป็นไปเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ได้พิจารณาในมาตราที่ดิฉันแก้ไขว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องคงสิ่งที่เป็น เรื่องของสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของชุมชน โดยเฉพาะ ในส่วนที่เป็นเรื่องฐานเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่สามารถจะคาดหวังได้ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ร่างขึ้นมานั้นจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ แล้วก็ยิ่งเมื่อ การวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือสิ่งที่เราได้บัญญัติเอาไว้ หรือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เรายังใช้อยู่นั้นหรือไม่ มันก็เป็นสิ่งที่ประธานรัฐสภาจะเป็นคนวินิจฉัย ดิฉันเอง ไม่เห็นด้วยในกรณีนี้ว่ามันก็เป็นการชงเองกินเอง ตีความกันเอง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ดิฉันเชื่อว่า อำนาจสูงสุดสำหรับประชาชนที่ได้มอบผ่านมาเป็นอำนาจศาล อำนาจนิติบัญญัติที่จะให้เรา ออกกฎหมาย อำนาจฝ่ายบริหารที่จะได้บริหารบ้านเมืองเพื่อยังประโยชน์สุขกับประชาชนนั้น ถ้าหากเราไม่ได้สนใจในเรื่องของอำนาจในทางเศรษฐกิจ มันก็จะกลายเป็นเพียงว่า กฎหมายสูงสุดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเพียงประการเดียว โดยที่ประชาชน จะเป็นเพียงนั่งร้านในการที่จะส่งมอบอำนาจนั้นเพื่อให้กลุ่มทุนผูกขาดซึ่งยึดอำนาจรัฐ สามารถที่จะแสวงหาประโยชน์จากการกินรวบประเทศไทย กินรวบเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะฉะนั้นจึงประกาศว่าดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมณเฑียรครับ ขออภัยนิดหนึ่งครับ ผมขอความกรุณาอย่างนี้ครับ เพื่อให้บรรยากาศซึ่งมันดีอยู่แล้วมันดี ต่อไป ถ้าจะกรุณานะครับให้ท่านช่วยพูดในประเด็นแล้วก็เนื้อหา ท่านจะพูดถ้าอยู่ในประเด็น จะใช้เวลาพอสมควรก็ไม่เป็นอะไรครับ แล้วที่สำคัญอย่าไปพูดกระทบให้คนอื่นเสียหาย ไม่อย่างนั้นมันก็จะมีการประท้วงอย่างที่เห็นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะกรุณาให้อยู่ ในประเด็นจะได้มีบรรยากาศในการอภิปรายได้อย่างสบายใจ เชิญท่านมณเฑียรครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาดูเรคคอร์ด (Record) ผมยังไม่เคยเรียก เสียงประท้วงได้เลยนะครับ กระผมก็จะดำเนินการอภิปรายตามที่ท่านประธานบัญชาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านอย่าให้เสียสถิตินะครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

ท่านประธานครับ โดยสาระสำคัญที่ผมได้พยายามเน้นย้ำมาโดยตลอดก็คือว่า ผมพยายามที่จะปฏิบัติตาม ประเพณีนิยมของประเทศประชาธิปไตยที่เป็นอารยประเทศ ก็คือไม่มีประเทศใด ที่มีรัฐธรรมนูญแล้วก็จะแก้ไขทั้งฉบับ ส่วนใหญ่แล้วก็นิยมหรือก็ชอบที่จะให้มีการแก้ไข เป็นประเด็นเพื่อให้สังคมได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ยกระดับวุฒิภาวะทางการเมือง ไปพร้อม ๆ กัน ประชาธิปไตยต้องทนได้ ต้องช้าได้ ต้องใจเย็น แต่เมื่อเราได้เดินทางไกล มาถึงขนาดนี้แล้วมันก็จำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่จะต้องมั่นใจในความรอบคอบ มั่นใจ ในความชอบธรรม แล้วเมื่อรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะทำให้เป็นไปเบิกทางไปสู่การยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่กำลังจะคลอด เราก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้รัฐธรรมนูญนี้มีความเป็นสง่า มี ความชอบธรรม แล้วไม่ถูกกล่าวร้าย ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของการช่วงชิงอำนาจ ไม่รู้จักจบสิ้น เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑/๑๖ กระผมจึงได้ขอแปรญัตติไว้ใน ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ

ในวรรคแรก กระผมได้พูดถึงเรื่องของการตกไปของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ซึ่งก็คงจะไม่กลับไปอภิปรายแล้ว เพราะว่าที่ประชุมก็ได้ลงมติ ไปแล้วว่าให้สภาเป็นผู้วินิจฉัยไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมได้พยายามที่จะเสนอแนะ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก แล้ว รัฐธรรมนูญก็ตกไป แล้วก็ เช่นกันเมื่อรัฐธรรมนูญต้องตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ทั้ง (๑) และ (๒) ก็ตกไปเช่นกัน แม้ว่ากระผมจะไม่รังเกียจที่จะให้บุคคล ๔ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ๑ ใน ๓ ของ ส.ส. ที่มีอยู่ทั้งหมด หรือ ส.ส. ส.ว. ๑ ใน ๓ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภาที่มีอยู่ ทั้งหมดก็ดี หรือประชาชนซึ่งกระผมได้ขอเพิ่มเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน เพราะผมคิดว่า รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ การแก้ไขโดยการเสนอญัตติให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับไม่ควรกระทำได้ โดยง่าย ต้องมีการอดทน ต้องมีการรับฟังความเห็น แล้วต้องทนความล่าช้าได้ กระผมจึงขอเพิ่ม เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน และเมื่อสภาผ่านความเห็นชอบในญัตติดังกล่าวแล้ว ก่อนที่จะให้มี การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๕ ทุกครั้งไป ก่อนที่จะให้มีการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนว่า เห็นสมควรว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ก่อน ทุกกรณีนะครับ ไม่ว่าจะตกไปด้วยสถานใดก็ตาม แล้วจะเสนอญัตติเข้ามา ต้องไปทำประชามติก่อน เหตุเพราะว่ามันมีล็อกในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็คือผ่านประชามติ เพราะฉะนั้นจะเดินออกจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องด้วยประชามติเท่านั้น อันนี้เป็นหลักการประการที่ ๑

กรณีที่ ๒ กระผมเห็นว่าการตกไปซึ่งรัฐธรรมนูญ อันนี้ตกแบบตกร้ายแรง ตกจากที่สูงเลย ก็คือไม่ผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น การลงประชามติไม่เห็นชอบให้มีการยกร่าง ก็คือลงประชามติในเบื้องแรก ถ้าไม่ผ่าน การลงประชามติตั้งแต่ต้นก็คือจบ และไม่ผ่านประชามติรับร่างที่ สสร. ยกร่างขึ้นแล้ว แล้วก็ ไปลงประชามติตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ ก็คือไม่ผ่านประชามติ คือประชาชนไม่รับร่าง ก็ตก กรณีที่ไม่ผ่านประชามติทั้ง ๒ กรณีนี้ กระผมได้ขอแปรญัตติในลักษณะที่ว่าต้องให้ สังคมไทยได้มีโอกาสตั้งสติ ได้มีการเรียนรู้ ได้มีการแลกเปลี่ยน ได้มีการถกเถียงกัน เพื่อยกระดับวุฒิภาวะของประชาธิปไตย ได้มีวิวัฒนาการในการเข้าถึงสาระด้วยเหตุด้วยผล เป็นเวลา ๕ ปีก่อนจึงค่อยเสนอเข้ามาใหม่ ผมมีเหตุผลว่า ถ้าพี่น้องประชาชนออกเสียง ประชามติ ไม่ว่าจะออกเสียงไม่รับร่างที่จัดทำเสร็จแล้ว หรือออกเสียงประชามติ ไม่เห็นสมควรให้มีการยกร่าง ก็แสดงว่าสังคมทั้งสังคมยังไม่พร้อมที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องให้มีการศึกษาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ถกเถียง โดยให้เวลาสังคมได้เรียนรู้ ได้มีการถกเถียงกัน ๕ ปี ซึ่งผมเชื่อว่า ๕ ปี ผู้ที่อยากให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะต้องทำการบ้าน ท่านจะต้องลงพื้นที่ ท่านจะต้องให้ข้อมูลความรู้ ส่วนพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ก็จะต้องยกเอาเหตุผลความไม่สมควรต่าง ๆ นานาที่ไม่ควรจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ๕ ปีแล้วนับตั้งแต่มีผลการออกเสียงประชามติ ก็ใช้วิธีการนำเสนอเป็น ญัตติเข้ามาใหม่ และเมื่อสภาให้ความเห็นชอบก็ไปจัดทำประชามติว่าเห็นสมควรจะต้อง ยกร่างรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ มันจะมีลักษณะเป็นลูพ (Loop) ครับท่านประธาน จะมี ลักษณะเป็นการออกแบบให้การเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้ง เมื่อผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วต้องไปทำประชามติเสียก่อนนะครับ ถ้าทำตามอย่างที่กระผม ได้เสนอไว้แล้วนี้รัฐธรรมนูญก็จะมีความสง่างาม จะมีความชอบธรรม จะไม่เรียกแขก มาต่อต้าน ทั้งหน้ารัฐสภา ทั้งหน้าทำเนียบ หรือจะเป็นแยกใดของเมืองใด จังหวัดใดก็แล้วแต่ เพราะว่าได้ผ่านกระบวนการที่กลั่นกรองแล้ว ชอบธรรมแล้ว ใกล้ระดับที่เรียกว่าเป็นการเห็นพ้อง เป็นการตกผลึกทางสังคม วุฒิภาวะในทางประชาธิปไตย วุฒิภาวะทางการเมือง ของสังคมไทย ก็จะได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น ใครผู้ใดไม่ว่าจะด้วยอำนาจกระบอกปืน หรืออำนาจทุนอันร้ายกาจขนาดไหนก็ไม่อาจอ้างความชอบธรรมที่จะมาล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้อีกต่อไป กระผมจึงใคร่ขอเชิญชวนท่านคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงข้างมาก และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ลองพิจารณาดูว่าวิธีการที่กระผมได้แปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติไว้นี้คุ้มค่าที่สังคมไทยจะลงทุนหรือไม่ เรามาสร้างวัฒนธรรม ประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการรับฟังความเห็น มีความอดทน อดกลั้น ใจเย็น แล้วให้โอกาสสังคมได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการปฏิรูปทางการเมือง ดีกว่าที่จะใช้ เพียงมาตรการหรือกระบวนการในการยกมือ หรือในการลงคะแนนแล้วอาศัยเสียงข้างมาก ในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งกระผมคิดว่าเหมือนกับที่เราเคยได้ยินโบราณท่านว่า ที่เขาเรียกว่า ผู้ชนะก็ย่อมที่จะก่อเวรนะครับ มันก็ไม่มีวันจบสิ้น ผู้แพ้ก็จะมีแต่ความขมขื่น มีแต่ความชอกช้ำ เพราะว่ามีความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่เสมอ การแพ้ชนะ โดยวิธีการดังกล่าวไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงกลไกในการช่วงชิงอำนาจ ระหว่างแต่ละฝ่ายเท่านั้นเองนะครับ ผมจึงได้ขอเสนอคำแปรญัตติไว้เท่านี้ แล้วก็หวังว่า สภาจะได้ให้โอกาส ได้ลองทบทวน ลองพิจารณาว่าการให้มีการนำรัฐธรรมนูญเข้ามา เสนอใหม่โดยทุกครั้งจะต้องเริ่มต้นด้วยประชามติ และถ้าไม่ผ่านประชามติก็ต้องรอให้สังคม ได้พิจารณาทบทวนเป็นเวลา ๕ ปี มีความเหมาะสมพอที่สังคมไทยจะได้ร่วมกันเรียนรู้หรือไม่ กระผมคิดว่าเหมาะสมแล้วก็หวังว่าท่านจะได้ลองพิจารณาทบทวนดูครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านมณเฑียรครับ ที่ยังรักษาสถิติได้ครับ มีท่านใดจะอภิปรายมีไหมครับ ท่านบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนผมอภิปรายผมขออนุญาต ท้วงติงวิธีการในการประชุมของพวกเรากันหน่อยนะครับ ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ๒ วันมานี้ มีการจับเวลาในการอภิปราย แม้ว่าท่านจะไม่ได้บังคับว่าแต่ละคนจะอภิปรายเป็นเวลาเท่าไร แต่นี่ก็เป็นกติกาใหม่ที่ผมเพิ่งเห็น ประมาณวัน ๒ วันมานี้ บางครั้งสมาชิกของอีกฟากหนึ่ง ก็ใช้เวลามาบอกว่าเกริ่นนำมาแล้ว ๕ นาที ๒๒ วินาทีอย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งท่านประธานเอง ก็ยังใช้วิธีการที่ผมเคยได้หารือกับท่านประธานไว้ว่า บางครั้งคนอภิปรายก็กำลังทำหน้าที่นะครับ เรามีสภาไว้สำหรับการทำหน้าที่ พวกท่านต้องอดทนเพราะท่านเป็นรัฐบาล กรรมการ ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาต้องเป็นกลางที่จะให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ด้วย

ผมขอเริ่มต้นในการอภิปรายในสิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ในมาตรานี้ ก็คือผมตัด ทั้งหมดทิ้ง ด้วยความเห็นที่ว่าในมาตรานี้เรามี สสร. เกิดขึ้นแล้ว ๗๗ คน บวก ๒๒ คน เป็น ๙๙ คน มีเวลาทำงาน ๒๔๐ วัน แล้วก็รวมทั้งการที่จะเป็นองค์ประกอบของคณะ สสร. ได้ ก็ต้องมีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งนะครับ ทุกอย่างนี้เราอภิปรายกันไปหมดแล้วครับว่า จริง ๆ ครึ่งหนึ่งก็น้อยเกินไปที่จะยังคงสภาพของการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้ เพราะหมายความว่ามีแค่ ๕๐ คน ยังพิจารณาต่อไปได้ ใช้มติ ๒๖ : ๒๔ ก็ชนะได้ อย่างนี้เป็นต้น ในร่างที่ท่านเขียนมาว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก กลับไปดูนะครับ วรรคหกก็คือวรรคที่พูดว่าในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าก็จะให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันตกไป ตามวรรคห้านี้ คือความรุนแรงมากนะครับ เป็นกติกาที่เขียนไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ สสร. ยังร่างตามนี้ ร่างรัฐธรรมนูญมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ เห็นไหมครับว่าความบกพร่อง ผิดพลาดที่ชัดเจนขนาดนี้ ท่านไม่ได้เขียนนะครับว่า สสร. รับผิดชอบอะไรต่อความบกพร่อง ที่ว่านี้ แต่ท่านกลับเขียนว่าให้กลับมาตั้ง สสร. ใหม่ได้ เพียงแต่ไม่ให้ สสร. ชุดเก่ากลับมาเป็น สสร. ชุดใหม่เท่านั้น ผมคิดว่าไม่เพียงพอครับ ผมเห็นด้วยกับ ส.ว. รสนานะครับ ซึ่งผมก็คิด ในทำนองเดียวกันมาก่อนแล้วว่า แท้ที่จริงแล้วถ้า สสร. ชุดนี้ทำไม่เสร็จ สภาต้องรับผิดชอบ นั่นหมายความว่ารัฐบาลก็ควรจะลาออก แล้วก็ควรจะยุบสภา ถ้าจะให้เป็นความเป็นธรรม ก็คือยุบได้เฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมายถึงพวกผมด้วยนะครับ ผมเห็นด้วยนะครับว่า ถ้า สสร. ทำผิดพลาดขนาดนี้ สภาต้องรับผิดชอบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่ผมขออีกหมวดหนึ่งครับ ที่ต้องรับผิดชอบ ก็คือสมาชิกวุฒิสภาที่เห็นด้วยกับการตั้ง สสร. ชุดนี้ ต้องรับผิดชอบด้วยครับ ผมเรียกร้องอย่างนั้นนะครับ ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่ในร่างของท่านที่เขียนมา ก็คือว่า ก็สามารถที่จะใช้เสียงหนึ่งในสาม หรือว่าคณะรัฐมนตรีขอให้มีการจัดตั้ง สสร. ชุดใหม่ได้ เราทบทวนให้เห็นชัดนะครับว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไรครับ คือการประกาศให้มี การเลือกตั้ง สสร. ใหม่ ๗๗ จังหวัดครับ ๗๗ จังหวัดในการเลือกตั้งใหม่ ใช้เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนครับ ๒๒ คนนี้มาจากนักวิชาการไปสรรหากันมานะครับ สรรหากันมาอีก ๑,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานไปเลือกกรรมการมาด้วยตัวเองอีก ๑๕ คน มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ทั้งหมดกลับมาทำใหม่อีกครั้งหนึ่ง เงินเดือนที่จะใช้ในเวลา ๘ เดือน ๒๔๐ วัน ผมกะคร่าว ๆ นะครับ ถ้า ๑ คน มีเงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าเราจะต้อง จ่ายเงินเดือนเดือนละประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท นั่นหมายความว่า สสร. และคณะกรรมการทั้งหมดมีเงินเดือน มีค่าตอบแทน มีค่าเครื่องบิน มีสิทธิพิเศษอีกประมาณ เป็นร้อยล้านบาทครับ และสุดท้ายก็ต้องกลับไปทำประชามติใหม่ ถูกไหมครับ เพราะมันตกไป ไปทำประชามติอีก ก็จะเสียเงินอีกประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท เอาข้อนี้ข้อเดียว ถ้าประชามติยังไม่ได้เกิดขึ้นผมก็ทดให้ข้อนั้นไป แต่ถ้าข้อนี้ข้อเดียวครับท่านประธาน ที่เคารพและสมาชิกรัฐสภาที่รักทุกคนครับ ข้อนี้ข้อเดียวคือมูลค่างบประมาณ ๒,๑๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ ไม่น้อยกว่านี้ครับ ผมขอความคิดเห็นอย่างชัดเจนต่อท่านนะครับ ถ้าท่านให้ผ่าน หรือกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่แก้ข้อนี้ ไม่ตัดข้อนี้ลงไป เรากำลังจะเสียงบประมาณ ๒,๑๐๐ ล้านบาท เป็นอย่างน้อย ผมจะดูนะครับว่าใครจะลงมติผ่านข้อนี้บ้าง ส.ส. คนใด ผ่านมติข้อนี้ผมจะเปิดเผยชื่อ ส.ว. คนใด จังหวัดใด หรือมาด้วยการสรรหาอย่างไร ผมจะเปิดเผยชื่อ แล้วผมขอเรียกร้องให้คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสถิติของนักการเมืองเปิดเผยชื่อนี้ต่อสาธารณะด้วยครับ นี่คือ มูลค่าของการตรากฎหมายเพียงข้อเดียว ซึ่งผมเห็นว่าไม่จำเป็น เพราะ สสร. ทำงาน บกพร่อง ผิดพลาด ท่านกลับให้ประชาชนเดินออกมาเลือกตั้งใหม่ ใช้งบประมาณใหม่ทั้งหมด ใช้การสรรหาใหม่ทั้งหมด แล้วกลับมาทำการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกฉบับหนึ่ง ผมเห็นว่า ไม่คุ้มค่า และไม่สมควรครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วกระมังท่านก่อแก้ว พอแล้วกระมัง คงไม่เป็นอะไรกระมังครับ ท่านก่อแก้วครับ ผมว่าสมควรจบแล้วครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานนิดเดียวครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผมก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. พรรคเพื่อไทยบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับผมเองต้องขออนุญาตประท้วง ท่านผู้อภิปรายเมื่อครู่ตามข้อ ๔๓ ที่ท่านเองได้อภิปรายทำนองข่มขู่แล้วก็ไม่เคารพสิทธิ ของเพื่อนสมาชิกในรัฐสภา การใช้สิทธิ ใช้เสียงการโหวตลงประชามติในรัฐสภา เป็นเอกสิทธิ์ ของ ส.ส. ส.ว. แต่ละท่าน ใครจะออกสิทธิใช้เสียงอย่างไร ลงมติอย่างไรเป็นเรื่องของแต่ละท่าน ท่านอื่นไม่มีสิทธิที่จะมาข่มขู่หรือที่จะแทรกแซงได้ครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธาน ช่วยติติงเพื่อนสมาชิกหน่อยนะครับว่าเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านก่อแก้วครับ คงไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อยครับ ผมว่าเรื่องเล็กน้อยควรจบได้แล้วครับ ท่านบุญยอดครับ ไม่เป็นอะไรครับ ท่านครับที่จริงก็ไม่มีอะไรเสียหาย เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผมบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ขอใช้สิทธิถูกพาดพิงให้เสียหายนะครับ ผมก็เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ผมไม่ได้ข่มขู่สมาชิกท่านใด ทั้งหมดจะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมเพียงโน้มน้าวว่าราคาของข้อนี้สำคัญมากกับงบประมาณ ที่เป็นภาษีของประชาชนดังนั้นขอให้ท่านใช้วิจารณญาณให้ดี ท่านจะลงอย่างไรเป็นเรื่อง ของท่าน ผมก็คงไม่ต้องไปบอกหรอกครับว่าท่านเรียนที่ไหนมาหรือมีประวัติอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาแล้วครับ พอแล้วครับ เอาเป็นว่าตั้งเป็นข้อสังเกตก็แล้วกันนะครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขณะนี้เราก็ทำการพิจารณากัน อยู่ในวาระที่สอง ซึ่งโดยปกติแล้วก็ต้องพูดเฉพาะแต่ในมาตราที่มีการเกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งกระผมเองก็จะพูดเฉพาะมาตรานี้ที่มีการเกี่ยวข้องที่ต้องพิจารณาในขณะนี้ คือมาตรา ๒๙๑/๑๖ นะครับ แต่ต้องบอกก่อนว่าสาระสำคัญมาตรานี้มีหนักทีเดียวครับ ในวาระที่หนึ่งซึ่งเป็นวาระทั่วไปถ้าอภิปรายได้ทุกเรื่องครอบคลุม ผมก็ได้ให้ความเห็น ไว้แล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้เพราะเป็นการตั้ง สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ซึ่งก็เปรียบแล้วก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับนั่นเอง โดยสภาวะที่สถานการณ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างนี้แล้วต้องเปลี่ยนธรรมนูญสูงสุด ในการปกครองประเทศนี้อันตรายที่สุด แต่แน่นอนครับเมื่อผ่านมาถึงขั้นตอนนั้น ผมก็พยายามใช้ความสามารถค้านเต็มที่แล้วพร้อมกับเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทัดทานเสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ก็ต้องมาอุดช่องว่างกันทีละนิดทีละน้อย ในแต่ละรายมาตราจนกระทั่งถึงมาตรา ๒๙๑/๑๖ ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ อ่านแล้วก็ขั้นตอนยากแต่แปลง่าย ๆ ว่าถ้า สสร. ชุดที่กำลังจะตั้งกัน ทำไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการทำเลยเวลาไปก็ดีหรือว่าเขาทยอยลาออกกันไปเพราะว่า สภาวะกดดันในขณะนั้นมีแรงกดดันทำให้ไม่ควรที่จะทำการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ลาออก กันไปหมด ทำให้สภารัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถที่จะส่งกฎหมายได้ตามกำหนดระยะเวลา ปรากฏว่ามาตรา ๒๙๑/๑๖ ไปให้สิทธิในการที่จะตั้ง สสร. ขึ้นใหม่อีกคณะหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือว่า อย่างไรงานนี้จะฉีกรัฐธรรมนูญกันให้ได้ละครับ ถึง สสร. ชุดแรกที่จะเลือกกันในอนาคต เดินต่อไปไม่ได้ก็เดี๋ยวให้รัฐบาลตั้ง สสร. เลือก สสร. ชุดใหม่เข้ามาอีก คือจะเอากันให้ได้ แต่ที่มันหนักกว่านั้นก็ต้องขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งว่าจะเอากันให้ได้อีกมันอยู่วรรคท้ายครับ ก็คือว่าถ้าสมมุติท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ไม่สำเร็จท่านก็มีสิทธิ อีก ๑ ครั้งที่จะตั้ง สสร. ขึ้นใหม่อีกทีครับ แต่ถ้าปรากฏว่าคุณยิ่งลักษณ์นั้นปรากฏว่ายุบสภา หรือครบวาระไปเสียก่อน สมมุติว่ามีญาติท่านท่านอื่นขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสักท่านนะครับ ยังคงนโยบายแบบเดิมและถ้าสมมุติว่าพรรคประชาธิปัตย์พวกผมแพ้เลือกตั้งอีกครับ ในคราวหน้า ญาติตระกูลชินวัตรขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครับก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญต่อครับ แล้ววัฏจักรนี้มันจะวนอยู่ไม่รู้จบครับ นั่นหมายความว่ายิ่งลักษณ์ชุดนี้แก้ไม่ได้ ตั้ง สสร. มาอีกทีแก้ไม่ได้ เขาให้โอกาสแค่ ๒ ทีครับ เลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง กลับเข้ามาจะแก้อีกตั้ง สสร. อีก แก้ไม่ได้ ก็ให้ซ่อมอีกหนแก้ให้ได้ แล้วจะเป็นวัฏจักรอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะท่านบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอธิบายง่าย ๆ แบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๙๑/๑๖ จึงเป็นสาระสำคัญครับ ถ้าท่านเปิดโอกาสให้มีการสร้างแต่งตั้ง สสร. ได้ไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้จบ นั่นคืออันตราย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ท่านประธานครับ ทำไมถึงพูดอย่างนั้นครับ เวลาเรายืนปฏิญาณตนตามมาตรา ๑๒๓ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะปกป้องและพิทักษ์ รัฐธรรมนูญทุกคนละครับ ส.ส. ส.ว. นี่ต้องอ่านกันก่อนเข้ารับตำแหน่งหมด มันก็มีข้อความ อยู่ในมาตรา ๑๒๓ ว่าจะต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ แต่เที่ยวนี้ท่านกำลังที่จะเปลี่ยนบรรทัดฐานใหม่ ของประเทศไทยก็คือว่าให้ตั้ง สสร. ได้อย่างเรื่อย ๆ ร่ำไปครับ มันหนักแล้วนะครับที่ท่าน เอาเสียงข้างมากลากไปในตอนต้นที่จะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งตั้ง สสร. ใหม่ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่เป็นประชาธิปไตย แต่พอท่านเขียนมาตรา ๒๙๑/๑๖ เอาไว้นี่แปลว่าต่อจากนี้ เป็นต้นไปทุกรัฐบาลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งมีโอกาสในการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ๒ ครั้งทุกรัฐบาลครับ คุณยิ่งลักษณ์มีโอกาส ๒ ครั้งครับ คือวันนี้ที่กำลังจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ และถ้า สสร. ตั้งไม่สำเร็จก็มีโอกาสซ่อมอีกหนหนึ่ง หมดวาระคุณยิ่งลักษณ์มาเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีท่านใหม่มีโอกาสแบบนี้อีก ๒ หนครับ ร่ำไป ตลอดไป ถ้าท่าน ยังแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ครับ ท่านกรรมาธิการครับ ผ่านไปยังท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมคิดว่าบทบัญญัติแบบนี้ไม่ตรงกับที่ท่านให้สัตย์ปฏิญาณไว้กับรัฐสภาแห่งนี้ในช่วงที่ รับตำแหน่ง แล้วผมว่านี่เป็นสาระสำคัญที่เราจะฉีกรัฐธรรมนูญร่ำไปแบบนี้ไม่ได้ครับ ผมเอง เคยเรียกร้องไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ครับ ว่าขอให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนแบบทุกจังหวัด เพราะในร่างนี้เขียนไว้แต่เพียงว่า ทั่วทุกภูมิภาค ผมฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านพูดชี้แจง หลายครั้งว่าการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนก่อนลงประชามติจะเกิดขึ้น ในทุกจังหวัด แต่ตามตัวบท ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้นไม่ใช่ครับ ทำไมถึงพูดแบบนี้ แล้วไป โยงอะไรกับมาตรานี้ครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากเห็นการแก้รัฐธรรมนูญร่ำไปแบบที่ ไม่รู้จบแบบที่ท่านกำลังทำ แล้วดันเอาให้ได้ มันมีปัญหาต่อคำปฏิญาณ มันมีปัญหา ต่อบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ท่านครับ เป็นไปได้ไหมครับ ยังทันไหมครับ จริง ๆ ผมก็ อภิปรายคนสุดท้าย เข้าใจว่าคนสุดท้ายในมาตรานี้ อย่าให้มันเรื่อยไปแบบนี้ได้ไหมครับ อย่าถึงขนาดว่าวันนี้ไม่ผ่านพรุ่งนี้เอาให้ผ่าน มะรืนเอาให้ผ่าน ผมว่ารุนแรงและขัดกับหลัก ที่ปฏิญาณเอาไว้ ผมเสนอนะครับ ถ้าท่านแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ไม่ผ่าน หมายถึงว่า สสร. เขาออกเสียก่อน หรือเกิดอุบัติเหตุทำไม่ตรงตามเวลาท่านเอากลับมาแก้ในสภาเลยครับ มาตราไหนคือต้องอธิบายสักนิดครับว่า รัฐธรรมนูญนี่มันฉีกทิ้งทั้งฉบับไม่ได้ครับ แต่ว่าถ้ามี การแก้เรียงรายตามมาตรานี่อำนาจแต่เดิมเป็นของ ส.ส. ส.ว. ในรัฐสภาแห่งนี้ในการแก้ไขอยู่แล้ว ท่านไม่ใช้กลไกแบบนั้นละครับ เอามาคุยสิครับ จะแก้สัก ๑๐๐ มาตราไหมครับ ๒๐๐ มาตราไหมครับ เอามาคุยกันสิครับ แต่ดันทุรังว่าต้องตั้ง สสร. ให้ได้แบบนี้ ผมยกตัวอย่างมาตรา ๓๐๙ ซึ่งหลายคนที่เป็นนักประชาธิปไตยเขาบอกว่ามาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล่ะมันทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นผลไม้พิษ ถ้าใช้เวลาเพียงแค่ ๑ นาทีอธิบาย มาตรา ๓๐๙ เป็นการที่รับรองการกระทำใด ๆ ที่รับรองไว้แล้ว ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่คณะปฏิวัติรัฐประหารทำเอาไว้ครับ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมาตรา ๓๐๙ ก็ดันไปรับรองรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเอาไว้ ก็แปลว่าเป็นการรับรอง ซึ่งการใด ๆ ที่คณะปฏิวัติรัฐประหารทำเอาไว้ด้วย ใช่ไหมครับ มาตรา ๓๐๙ เป็นเป้าที่ต้อง ทำการแก้ไขเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีขึ้นใช่ไหมครับ ถ้าใช่มาคุยครับ เพราะผมเองก็ไม่ค่อยชอบมาตรา ๓๐๙ นักหรอกครับ เพราะไม่ได้เป็น มาตราที่เป็นประชาธิปไตยสักเท่าไร แต่ท่านประธานครับมันมีไส้ในอยู่ในนั้นเหมือนกันว่า ผลที่ คตส. ผลสอบคดีทุจริตต่าง ๆ รับรองไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มันก็อยู่ใน มาตรา ๓๐๙ เช่นเดียวกัน นั่นก็แปลว่าถ้ายกเลิกมาตรา ๓๐๙ ผลสอบคดีทั้งหมดที่ค้างอยู่ในศาล ก็จะถูกอันตรธานหายไป วันนี้ต่อให้ท่านทำ พ.ร.ก. พ.ร.บ. ปรองดองนิรโทษกรรม ท่านก็ ทำไม่ได้ครับ เพราะว่าผลสอบ คตส. ถูกรับรองไว้แล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ มาสู่ ทางสุดท้ายว่าการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนที่รักในระบอบประชาธิปไตยวันนี้ชักจะเบลอ ๆ (Blur) ระหว่างสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือสู้เพื่อคน ๆ เดียว หลายคนยอมตายครับ หลายคน ยอมสู้เพื่อระบอบนี้ แต่ในขณะเดียวกันมาตรา ๓๐๙ มันก็พยายามจะปกป้องอีกส่วนหนึ่งด้วย เช่นเดียวกันคือประโยชน์ทางการเมือง แต่เอาละครับทั้งหลายทั้งปวงเรียนท่านประธานว่า เพราะอย่างนี้ละครับผมถึงอยากจะให้มีการทำรับฟังความคิดเห็นในทุกจังหวัดแล้วในมาตรานี้ ก็ไม่อยากให้มีการ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปราย คำก็ ฉีกรัฐธรรมนูญ สองคำก็ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญเพื่อคน ๆ เดียว ผมประท้วง ในข้อ ๔๓ ใส่ร้ายเสียดสี ผมท้าให้นายอรรถวิชช์อ่านมาตรา ๓๐๙ ให้พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศได้ฟัง ท้าคุณครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านอรรถวิชช์ ผมคงต้องวินิจฉัยครับทีนี้ประเด็นครับ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงนะครับ ไม่อย่างนั้น ก็จะมีผู้ประท้วงครับ กรณีที่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อคน ๆ เดียวนะครับ บรรยากาศก็กำลังดี ผมเชิญท่านต่อเถอะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมพยายามจะชี้ให้เห็นว่าในขณะที่เราปกป้องเกียรติภูมิของระบอบ ประชาธิปไตยอยู่นั้น มันก็มีคนที่ได้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ท่านประธานครับ ผมแค่อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจะไม่แตะลงไปลึกแล้วถ้าพี่พิเชษฐ์จะให้ผม ด้วยความเคารพครับ ผมก็สนิทกันครับอยู่คณะกรรมาธิการเดียวกันผมอ่านให้ได้เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นเพียงปลีกย่อยครับ สาระสำคัญของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้ต้องอยู่ในกรอบ เท่านั้น ผมพยายามจะบอกว่าท่านประธานครับในขณะที่ไปทำประชามติผมขอร้องครับ เพราะว่าไม่ได้แก้ตามที่ผมบอกคือท่านจะไปทำในทั่วภูมิภาค ประเทศไทยภูมิภาคมันมีน้อยครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าไปทำทุกจังหวัดคนเขาจะได้เห็นความแตกต่างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น เป็นผลพวงของระบอบเผด็จการจริงหรือเปล่า แล้วการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะเป็น ผลพวงตอบโจทย์คน ๆ เดียวหรือไม่ อย่างไร แค่นั้นครับ แล้วที่สืบเนื่องกับมาตรา ๒๙๑/๑๖ ในขณะนี้ก็เพราะว่าเรากำลังจะเปิด เขาเรียกว่าปลายเปิดครับ คือให้มีการแก้รัฐธรรมนูญกัน แบบเรื่อยไปไม่จบ ถ้าสุดท้ายแล้วมีคนคัดค้านแล้ว สสร. เขาลาออก แก้ไม่ได้ตามเวลา กำหนดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้ท่านไปเปิดโอกาสให้เขามีโอกาสซ่อมโดยการตั้ง สสร. ใหม่ได้อีกชุดหนึ่งแล้วถ้าไม่สำเร็จรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เลือกตั้งมาท่านใหม่ ก็ทำแบบนี้ได้อีกมีโอกาสซ่อมอีกทีหนึ่งครับ ไม่มีหรอกครับ แล้วท่านเข้ารัฐสภาทุกครั้ง ท่านปฏิญาณตนชัดเจนจะปกป้องรัฐธรรมนูญแล้วท่านจะปล่อยให้มาตรา ๒๙๑/๑๖ ผ่านไป โดยขัดกับหลักปฏิญาณตนของท่านแบบนี้หรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอธิบาย อภิปรายด้วยใจบริสุทธิ์แล้วก็ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะกล่าวร้ายเสียดสีใครทั้งนั้นครับ เพียงแต่ ประชาธิปไตยและผลประโยชน์กับคน ๆ เดียวต้องแยกให้ออกว่าเราจะปกป้องอะไรครับ เท่านั้นครับท่านประธานขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ในส่วนของมาตรา ๒๙๑/๑๖ กระผมเองไม่ได้ขอแปรญัตติไว้ แต่เนื่องจากว่ากรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ก็ขออนุญาตใช้สิทธิอภิปรายในประเด็นนี้ท่าน กรรมาธิการได้เพิ่มเติมในส่วนของวรรคแรก โดยเพิ่มเติมคำว่า ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรค หก เป็นการเพิ่มเติมเข้าไปนะครับ ท่านประธานครับบังเอิญด้วยความเคารพก็คือว่า ผมอาจจะอ่านรัฐธรรมนูญไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ในมาตรานี้ก็เลยไม่ได้แปรญัตติ แต่พออ่าน ในส่วนที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมเข้ามาแล้วก็เลยต้องกลับไปมองนะครับว่า ในกรณี ของร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่ตามหมวดนี้ถ้าจะตกไป ตกไปด้วยเหตุอันใดบ้าง ก็ไปเปิดดูนะครับ ก็พบว่ามันมีอยู่ ๔ กรณีด้วยกัน กรณีแรกก็คือกรณีมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ซึ่งทุกท่านก็ทราบ ในส่วนของวรรคหกนั้นก็มีเขียนไว้ชัดเจนในเรื่องของ ถ้ารัฐสภาเห็นว่า เป็นการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า อันนั้นเป็นกรณีที่ ๑ ส่วนกรณีที่ ๒ นี่นะครับ เป็นเรื่องของกรณีมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ก็คือว่าในกรณีของการที่ไม่ผ่านประชามติ ก็เป็นอันตกไปด้วย ส่วนกรณีที่ ๓ เป็นเรื่องของมาตรา ๒๙๑/๑๔ กรณีเมื่อมีการผ่าน ประชามติแล้ว แล้วก็ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๐ กับมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญ มาบังคับใช้โดยอนุโลมก็คือว่าต้องมีการนำไปลงพระปรมาภิไธย แต่ในกรณีถ้าในหลวง ท่านทรงยับยั้งไว้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จะทำให้ตกไปได้ ส่วนกรณีสุดท้ายกรณีที่ ๔ ก็คือกรณี ร่างรัฐธรรมนูญ สสร. เป็นอันสิ้นสุดลงนี่นะครับ ในกรณี (๑) (๒) ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะเห็นว่า กรณีของรัฐธรรมนูญจะตกไป ที่ท่านกรรมาธิการเพิ่มเข้ามาก็คือเพิ่มให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ในกรณีของมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก แต่ประเด็นข้อสงสัยของผมทำให้ย้อนกลับไปดู มีกรณีที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๔ ซึ่งไปให้ใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ เป็นตัวที่จะนำไปสู่กระบวนการเสร็จสิ้นของรัฐธรรมนูญก็คือ การลงพระปรมาภิไธย แล้วก็ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีนั้นก็ไม่เป็นเหตุที่จะให้มีการยกร่างขึ้นใหม่ตามมาตรานี้ด้วย คือเพื่อให้เกิด ความชัดเจนก็ขออนุญาตทางท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ช่วยอธิบายให้เกิดความชัดเจนว่า เหตุที่เพิ่มเข้าไปเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก วรรคเดียวนั้นมีเหตุผลประการใด ที่จริงแล้ว ถ้าอ่านแล้วทำความเข้าใจอย่างนี้ตั้งแต่ต้น โดยส่วนตัวของผมเอง ผมคิดว่าที่จริงแล้วควรจะ ตัดมาตรานี้ออกไปโดยแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะในวรรคสุดท้ายเท่านั้นเอง ก็คือว่าไม่ว่า กรณีสิ้นสุดทั้ง ๔ กรณี ที่จริงแล้วไม่ควรจะมีการยกร่างขึ้นใหม่ ควรจะเป็นเรื่องของกรณีถ้ามี การเลือกตั้งทั่วไปตามวรรคท้ายควรจะสามารถที่จะนำมายกร่างใหม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ใน ๒ กรณีที่ท่านยกขึ้นมานี้ เพราะเหตุในเรื่องของการขัดกันในหลักการเรื่องของการที่ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือว่าเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้นนะครับ ที่จริงถ้า สสร. ร่างมาแล้วขัดกับหลักการนี้มันก็ควรจะตกไป ตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วก็ไม่ควรจะนำมายกร่างใหม่โดยการตั้ง สสร. ขึ้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีถ้ารวมถึงเรื่องของการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จด้วยการที่ สสร. หมดวาระก่อนก็ดี ถ้าเป็นอย่างนี้ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังประธานคณะกรรมาธิการขอให้ได้ ช่วยกรุณาชี้แจงให้เกิดความเข้าใจด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ท่านวิเชียร ขาวขำ เชิญครับ

นายวิเชียร ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขำ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอกราบประทานอภัย ท่านที่มีคิวการอภิปรายต่อไปนี้ ผมขอใช้เวลาสัก ๑ นาทีได้กราบเรียนท่านประธานว่า ก่อนผมจะยื่นหนังสือลาออกต่อท่านประธานนั้น อยากกราบเรียนท่านประธานและพี่น้อง ที่ฟังอยู่ทางบ้านว่า

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีผู้ประท้วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าเราพอเข้าใจได้นะครับ ว่าท่านวิเชียรกำลังจะทำอะไร ท่านมีข่าวอยู่แล้วว่ากำลังจะไปลงนายก อบจ. ผมคิดว่า เป็นการเอาเปรียบเพื่อนครับ ถ้าท่านจะพูดอะไรในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง ถึงแม้ท่านจะยังไม่เป็นผู้สมัครในขณะนี้ผมเข้าใจ แต่ท่านกำลังจะเป็นผู้สมัครในอนาคตอันใกล้ และสมัครในนามของพรรคของท่านเองด้วย อย่าเอาเปรียบเพื่อนเลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงท่านวิเชียรครับ มาตรานี้มีการแก้ไข แล้วท่านก็มีสิทธิที่พูดในประเด็นที่จะแก้ไข ทีนี้ผมไม่ทราบว่าท่านจะพูด ในประเด็นนี้นะครับ ผมก็อนุญาตให้ท่าน แต่ทีนี้พอท่านจะพูดในประเด็นนี้ ถ้าจะใช้เวลา แค่สัก ๑ นาที ไม่มีใครทักท้วงหรือไม่มีใครประท้วง ผมก็จะอนุญาต แต่ทีนี้ท่านบุญยอด ประท้วงแล้วก็มีเหตุผล ท่านสุนัย เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร อาจจะเป็นที่รู้กันว่าท่านวิเชียรในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อจะลาออก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าท่านจะพูดเรื่องลาออก ว่าท่านจะไปสมัคร นายก อบจ. ที่จังหวัดอุดรธานี ท่านประธานครับ ผมว่าในเมื่อมาตรานี้มีการแก้ไข เมื่อสักครู่ ประทานโทษเถอะครับ เพื่อนสมาชิก ส.ว. ท่านก็อภิปราย จริงๆ ผมประท้วงได้ แต่เรา ก็ให้เกียรติกันครับ ความให้เกียรติกันในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ ผมคิดว่าถ้าเราไม่จงเกลียดจงชังกันเกินไปนะครับ ผมว่าอะไรต่าง ๆ ที่พออำนวยได้ ท่านประธานก็ได้ให้ความกรุณาในการให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายนอกกติกา ก็เยอะแยะท่านก็กรุณาแล้วครับ และผมก็เชื่อว่าท่านวิเชียรเป็น ส.ส. มานาน ไม่อภิปราย นอกกติกาหรอกครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ถ้าท่านวิเชียร จะถือโอกาสนี้อภิปรายในประเด็นที่มีการแก้ไข ผมต้องอนุญาตอยู่แล้วครับ ทีนี้คงใช้เวลาไม่มาก เมื่อสักครู่ที่บอกนะครับ อย่างนั้นหรือเปล่าครับท่านวิเชียรครับ

นายวิเชียร ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผมทราบดีว่าเวลาของสภามีค่า แต่ผมมีมารยาทพอที่จะไม่ทำให้ บุคคลอื่นเสียหาย แต่ว่าอยากจะกราบเรียนเพื่อประโยชน์ของสภาแห่งนี้ว่า การลาออกจาก ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม ไม่กระทบกระเทือนใครเลย ผมเข้าใจดี แล้วผม ก็จะพยายามจบในนาทีนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิเชียรครับ ผมเข้าใจ ผมเห็นใจนะครับ แต่ทีนี้ท่านบุญยอดประท้วง ถ้าไม่มีคนประท้วงไม่เป็นอะไร ทีนี้มีผู้ประท้วง แล้วก็ประท้วงมีเหตุผล ก็ขอความกรุณาเถอะครับ

นายวิเชียร ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ทุกมาตรา แต่ผมไม่ประสงค์ที่จะอภิปรายอย่างนั้น แต่ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมขออนุญาตกราบลาท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ลาออก จากการเป็น ส.ส. ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาต ปิดการอภิปรายนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ นี่นะครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้แก้ไข จากร่างเดิมนะครับ ถ้อยคำทั้งหมดเนื้อหาก็เป็นไปตามร่างเดิม จริง ๆ แล้วมาตรานี้ สาระสำคัญเข้าใจได้ง่าย ๆ นะครับ คือหลังจากที่เราได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้แล้ว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะดำเนินการไป ทีนี้ปัญหาถ้าเกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะทำภารกิจเสร็จสิ้น หรือสภา ร่างรัฐธรรมนูญไปดำเนินการไม่เป็นไปตามข้อห้ามที่เราบัญญัติไว้ก็จะเป็นเหตุให้ มันจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็บัญญัติมาตรานี้ไว้ก็มี ๓ กรณีที่เราจำเป็นที่จะให้สิทธิ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือคณะรัฐมนตรีที่จะร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อที่จะขอทำสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ เพื่อทำงานต่อให้เสร็จ ซึ่งมาตรานี้เราก็เอาแบบอย่างมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ แก้ไขฉบับที่ ๖ ปี ๒๕๓๙ ซึ่งนำไปสู่การมี สสร. ทำรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านกรรมาธิการชุมพล ศิลปอาชา ท่านก็เป็นพยานได้ ก็เป็นแบบฟอร์มการร่างกฎหมายว่าเมื่อมันมีเหตุเกิดขึ้นเราจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งในที่สุด เมื่อสมัยปี ๒๕๔๐ ก็ไม่มีเหตุละครับ สสร. ก็ทำเสร็จตามกำหนดเวลา องค์ประชุมของ สสร. ก็มีครบถ้วน คราวนี้เราบัญญัติไว้ก็เป็นฟอร์แมต (Format) ของกฎหมายถ้าเกิดเหตุเหล่านั้นขึ้น ตามกรณีที่บัญญัติไว้ก็จะได้หาทางออกได้ ทีนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็เป็นห่วงว่า เขียนไว้อย่างนี้เหมือนหนึ่งว่าเราจะเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซ้ำซาก โดยการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญก็กราบเรียนนะครับ ถ้าเหตุต่าง ๆ ทั้ง ๓ ประการไม่เกิดขึ้น ก็คือ ๑. ไม่มีเหตุว่า สสร. ที่มีอยู่ไม่ครบองค์ ๒. ไม่มีเหตุว่า สสร. ทำงานไม่เสร็จตามกำหนด ๒๔๐ วัน และ ๓. ไม่มีเหตุที่ สสร. ไปเขียนรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ซึ่งรัฐสภาได้วินิจฉัยว่ามันขัดตาม (๖) ที่เมื่อครู่ที่ท่านได้ซักถามไว้ มันก็ไม่เป็นเหตุ ที่จะต้องเอามาตรานี้มาใช้ และเวลาใช้มาตรานี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำเนินการตั้ง สสร. ชุดใหม่ได้เลยนะครับ เมื่อคณะรัฐมนตรีก็ดี ท่านสมาชิกก็ดีเข้าชื่อกันยื่นต่อรัฐสภา ก็เป็นอำนาจของรัฐสภาแห่งนี้ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในการไปทำ สสร. ชุดใหม่ ฉะนั้นอำนาจก็อยู่ที่ท่าน แต่การเขียนมาตรานี้ไว้ก็เป็นการจำลอง รูปแบบเหมือนรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเมื่อมาตรา ๒๑๑ ท่านประธานครับ กรรมาธิการขอยืน ตามร่างเดิมนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หารือ ปิดอภิปรายนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบเพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ท่านสุนัยเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร เนื่องจากการลงมตินี้ผมเกรงว่าจะเกิดบุคคลบางคนเอาไปอ้างเป็นเรื่องโมฆะ ท่านประธานครับ ทุกอย่างให้เรียบร้อยดีกว่าครับ ผมไม่แน่ใจว่าผลการลาออกของท่านวิเชียร ขาวขำ ไป เพื่อจะไปสมัครนายก อบจ. ที่จังหวัดอุดรธานีนี่ได้มีผลทันทีไหมครับ ถ้ามีผล ขอให้ท่านประธานตรวจจำนวนชื่อสมาชิกด้วยครับ เพราะว่าอาจจะถูกกล่าวหาในทางอื่น ทางใดได้ครับ จะได้ตั้งให้ถูกต้องครับท่านประธานครับ ถ้ามีผลทันทีนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนเลยนะครับ ถ้าพร้อมใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๘๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ แล้วก็เมื่อสักครู่ ท่านวิเชียร ขาวขำ ได้นำบัตรของท่านมาคืนให้แล้วนะครับ เพื่อแสดงว่าท่านไม่ได้ใช้สิทธิ แสดงตนครับ

เพราะฉะนั้นผมขอมติเลยนะครับ มติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือไม่ครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เชิญครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘๘ ท่าน ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อนะครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๙๑/๑๗ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชนินทร์ รุ่งแสง เชิญครับ

นายชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นผู้หนึ่งที่ได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๗ โดยขอแก้ไขข้อความโดยตัดทิ้งข้อความเดิมและขอเพิ่มเติมข้อความดังต่อไปนี้ ขออนุญาต ท่านประธานได้อ่านข้อความดังนี้นะครับ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่ออำนาจตุลาการและอำนาจองค์กรการตรวจสอบ อำนาจรัฐของทุกองค์กร ท่านประธานครับ ผมคงเป็นคนหนึ่งที่ได้ยื่นแปรญัตติตรงนี้ แต่ว่าจริง ๆ แล้วมีอีกหลาย ๆ ท่านได้ยื่นเช่นกัน ผมเข้าใจนะครับว่าวันนี้คงจะเป็น ช่วงสุดท้ายที่ได้มีการตกลงกันไว้ แต่ว่าเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญจำเป็น จึงต้อง ขออนุญาตที่จะใช้สิทธิตรงนี้อภิปราย แต่สิ่งหนึ่งที่จะยืนยัน ถึงแม้ว่าผมจะมีส่วนร่วม ในการยื่นแปรญัตติตรงนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะยืนยันให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่าผมไม่ได้มีส่วนร่วม แล้วก็ยังไม่เห็นด้วยกับการเริ่มต้นในการที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ ตรงนี้เป็นคำยืนยัน เพราะผมเห็นว่าการดำเนินการของสภาก็ดี รัฐบาลก็ดี ในช่วงนี้ก็ต้องพูดเหมือนกับ หลาย ๆ คนพูด แต่จะขอใช้เวลาไม่มากนะครับว่าเราควรจะไปใส่ใจในเรื่องของ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาของแพง ซึ่งผมคิดว่า ในสภาช่วง ๑๔ วันที่ผ่านมา ประชาชนเขาก็ถามว่าเรากำลังแก้ไขปัญหาให้ใครกันอยู่หรือ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ยืนยันว่าผมเองเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการ ในขณะนี้ของพวกเราในการที่จะมาเสียเวลากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แทนที่จะไปใช้เวลาตรงนี้ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่เดือดร้อนอยู่ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ผมก็ต้องยอมรับในกติกา ในการทำงานของรัฐสภา ในระบอบประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไร มีมติอย่างไรก็ต้องยอมรับ แต่ว่าผมก็ต้อง เรียกร้องทุก ๆ ฝ่ายว่าตรงนี้ในการทำงานของสมาชิกรัฐสภาก็ย่อมมีบทบาทและหน้าที่ ที่แตกต่างกันไป ณ เวลานี้เราพิจารณาอยู่ในวาระที่สอง แน่นอนที่สุดว่าเราก็ได้มีอำนาจ มีหน้าที่ในการที่จะสำรวจตรวจสอบสิ่งที่เราคิดว่ายังไม่สมบูรณ์ที่สุด และยังไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้เกิดความมั่นคงถาวรของประเทศเรา ท่านประธานที่เคารพครับ สาเหตุสำคัญที่ผมได้ขอแปรญัตติในประเด็นนี้ ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในสังคมปฏิเสธนะครับว่า นิติธรรม นิติรัฐที่เราพูดถึงกันในสังคม อยู่ตลอดเวลานั้น ถ้าหากขาดความมั่นคงของสถาบันตุลาการและองค์กรการตรวจสอบที่มี บทบาทสำคัญในช่วงที่ผ่านมาของประเทศนั้น ผมคิดว่าประเทศชาติในความเจริญก้าวหน้า ต่อไปนั้นก็คงจะขาดความมั่นคงแน่นอน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทุกฝ่ายควรจะให้ความสำคัญ กับสถาบันตุลาการ ทุกฝ่ายควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องขององค์กรการตรวจสอบ ที่ทำงานกันมาโดยตลอด และมีผลงานกันมาตลอดในการปกป้องแผ่นดินนี้ไม่ให้มีการคอร์รัปชัน ไม่ให้มีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องสร้างความมั่นใจว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีการไปเกี่ยวพัน จะไม่มีการไปกระทบกับองค์กรตุลาการ หรือองค์กรการตรวจสอบต่าง ๆ แต่ว่าที่ผมไม่ไว้วางใจการร่างตรงนี้มีอยู่ ๒ ประเด็นครับ แน่นอนที่สุดว่าผมไม่ไว้วางใจในกระบวนการที่เกิดขึ้น เกิดจากการลุกลี้ลุกลนรีบร้อน และแน่นอนที่สุดว่าก็มีการพูดกันไปว่ามีการรวบรัด ทำเพื่อคนคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมเองคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความชัดเจนผูกมัดว่าจะไม่มีการกระทบกับสถาบัน ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น ท่านประธานครับ ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่ากลไกกระบวนการที่เกิดขึ้นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เกิดขึ้นมาจากฝ่ายเสียงส่วนใหญ่ก็คือรัฐบาล ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่าพฤติกรรมที่ผ่านมา มีความไปเกี่ยวพันกับการไปพาดพิงสถาบันสำคัญก็คือตุลาการ คำว่าสองมาตรฐานเป็นสิ่งที่ พิสูจน์ได้ครับว่ามีการพาดพิง มีการเข้าไปแทรกแซง เมื่อไรที่มีการตัดสินว่าตัวเอง ได้ประโยชน์ก็บอกว่าดี เมื่อไรตัดสินว่าตัวเองเสียประโยชน์ก็บอกว่าสองมาตรฐาน ตรงนี้ละครับ เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่ามีการเข้าไปก้าวก่าย มีการเข้าไปแทรกแซง คดีขนมเค้กในศาล ซึ่งมีการตัดสินแล้วก็เช่นกันครับ มันพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเสียงส่วนใหญ่ ฝ่ายรัฐบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการก้าวก่ายแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการ การตรวจสอบอยู่ตลอดมา เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ไว้วางใจว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีการร่างเพื่อไปปกป้องประโยชน์ ปกป้องสถาบันของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตุลาการ แล้วก็องค์กรการตรวจสอบมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ผมเองอยากจะให้ระบุให้ชัดเจนว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ไปกระทบกับตุลาการ จะไม่ไปกระทบกับองค์กรการตรวจสอบทั้งหลาย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่ผม ไม่ไว้วางใจเช่นกันว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วไปกระทบกับองค์กรที่ได้กล่าวมาหรือไม่ อย่างไรนั้น ก็คือ สสร. ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ผมต้องใช้คำว่าจัดตั้งขึ้นนะครับ ถึงแม้ว่าจะมี การเลือกตั้ง เพราะว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นมาตามกระบวนการ ระบบที่ตอบคำถามไม่ได้ว่าประชาชนทั้งประเทศมีสิทธิเท่าเทียมกันหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องพูดถึงว่าในฐานะที่เป็น ส.ส. ในฐานะที่เป็นคนกรุงเทพฯ ระบบ การเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่านไปนั้นนี่เป็นการจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่มีความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจังหวัดที่มีประชากรมาก ๆ อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครมีประชากรถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ลงทะเบียนนะครับ เทียบกับจังหวัดอื่น ๆ มีประชากรไม่ถึงล้านคน แต่ว่ามีสิทธิเท่าเทียมกัน ก็คือมีจำนวน สสร. คนเดียว ตรงนี้มาจากสูตรซึ่งไม่มีคำตอบ ไม่มีคำอธิบายว่าเลือกตั้งไปแล้ว จะได้ตัวแทนที่ดี ตัวแทนที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนทั้งประเทศหรือเปล่า ทำไมครับ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้รังเกียจรังงอนคนกรุงเทพฯ ทำไมไม่ให้สิทธิ คนกรุงเทพฯ เท่าเทียมกันกับคนต่างจังหวัด ทำไมสูตรตรงนี้มาจากไหนครับว่า ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน ผมคิดว่าตอบคำถามไม่ได้ ผมคิดว่าระบบนี้นานาอารยประเทศก็ไม่สบายใจเช่นกัน ก็คงจะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญที่ผมไม่ไว้วางใจว่า สสร. ที่จัดตั้งขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า มีการเลือกตั้งตรงนี้ มันจะเป็น สสร. ที่จะทำร่างเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศจริง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ไว้ใจนะครับ ผมเองจึงจำเป็นที่จะต้องแปรญัตติให้ใส่ ข้อความดังที่กล่าวไว้ว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีผลกระทบต่ออำนาจตุลาการและอำนาจองค์กรการตรวจสอบอำนาจรัฐทุกองค์กร ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามลึก ๆ ผมก็ยังมีความเชื่อมั่น เชื่อใจ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรท่านก็คงเห็นกับประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลัก แต่ว่าผม ก็เชื่ออีกส่วนหนึ่งว่าท่านก็ต้องมีความเกรงใจกับผู้ที่มีอำนาจทั้งในประเทศแล้วก็นอกประเทศ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าท่านก็มีความสามารถ ท่านก็มีทางออกที่จะเลือกได้ว่าท่านจะทำ เพื่อประเทศชาติ ผมคิดว่าการใส่เข้าไปในข้อความดังกล่าวนี้มันไม่เสียหายอะไรครับ ผมคิดว่า มันมีการสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจ ให้กับคนที่เขาคลางแคลงใจในกระบวนการ ในวิธีการ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่าพวกเรากำลังทำงานเพื่อประเทศชาติ พวกเราไม่ได้ทำงานเพื่อใครคนใด คนหนึ่ง ท่านประธานครับ การที่จะให้องค์กรการตรวจสอบองค์กรตุลาการ องค์กร การตรวจสอบทั้งหลายมีความเข้มแข็งขึ้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องส่งเสริม เพราะว่าประเทศใดที่มีความโปร่งใสในการทำงาน ประเทศใดที่ไม่มีกระบวนการการโกงกิน ทุจริตคอร์รัปชันน้อย ผมคิดว่าประเทศนั้นจะเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ แล้วจะทำให้ พี่น้องประชาชนนั้นมีความสุขอย่างแท้จริงครับ เพราะฉะนั้นต้องเรียนยืนยันครับ ผมเอง ในฐานะที่เป็นเสียงส่วนน้อยในสภาก็ยืนยันที่จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมานะครับ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นส่วนสำคัญนะครับ องค์กรต่าง ๆ ในการตรวจสอบ ตุลาการ ผมอยากจะเรียกร้องให้กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่หันมาให้ ความสำคัญแล้วก็แก้ไขตรงนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ประเทศชาติต่อไป แล้วก็เพื่อตัวของท่านเองนะครับ เพื่อจะได้พ้นข้อกล่าวหาว่ามาร่างรัฐธรรมนูญแทนที่จะ ไปดูแลเรื่องปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนแล้วนี่ แล้วยังมาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมยืนยันที่จะแปรญัตติในมาตรานี้ดังกล่าวครับ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ ไม่มีผู้ประสงค์จะอภิปรายแล้ว ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ หากไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ผมขอปิดอภิปรายครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ มาตรา ๒๙๑/๑๗ ก็เป็นเพียงแต่บัญญัติให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสำนักงานเลขานุการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราได้กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการของสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เป็นสำนักงาน เลขานุการของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และมอบให้มีภาระรับผิดชอบด้านงานธุรการ การประชุม การศึกษาหาข้อมูลและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ สาระสำคัญก็มีเพียงแค่นี้ และกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไม่ได้แก้ไขจากร่างเดิม ก็ยืนยัน ตามนี้ครับ

พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบเพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนนะครับ ท่านเข้าห้องประชุมแล้ว แสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกเข้ามาในห้องแล้วโปรดแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิก เข้ามาแล้วแสดงตนด้วยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ขอทราบจำนวนด้วยครับ ขณะนี้มีผู้เข้าประชุม ๓๖๕ ท่านนะครับ

ผมจะขอมตินะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๗ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนะครับ ผมจะขอมติว่าหากท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ คือไม่มีการแก้ไขกด เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกด ไม่เห็นด้วยครับ เชิญลงมติได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงมติหมดแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ ขอผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๓๖ ท่าน เห็นด้วยกับร่าง ของกรรมาธิการ ๓๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๒ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการนะครับ

ท่านสมาชิกครับ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๐๖ นาฬิกา