ชลน่าน ศรีแก้ว แปรญัตติเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจของประธานรัฐสภา และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติภายในหกสิบวัน โดยกำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 นาฬิกา และเรียกร้องให้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลักในการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างพระราชบัญญัติและรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ในฐานะกรรมาธิการที่ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติไว้ ๒ ประเด็น ผมจะไม่อ่าน แต่ขออนุญาตสรุปประเด็นให้ท่านประธาน ได้รับทราบ
ประเด็นที่ ๑ ผมแปรญัตติเกี่ยวกับการให้อำนาจหน้าที่ท่านประธานรัฐสภา ผมเน้นนะครับ ประธานรัฐสภา ในฐานะประมุขขององค์กร ประมุขของสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของพี่น้องประชาชน ๑ ใน ๓ อำนาจ ในฐานะประมุขของสภานิติบัญญัติ ได้เป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้นเกี่ยวกับความชอบของร่างรัฐธรรมนูญ ผมขีดเส้นใต้ ร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่นะครับ ผมเน้นคำว่า อำนาจท่านประธาน ในการวินิจฉัยเบื้องต้น ผมยอมรับอำนาจท่านประธานครับ ผมยอมรับอำนาจท่านประธาน รัฐสภา แต่ผมเสนอแปรญัตติเพิ่มเติม เสนอความเห็นเพิ่มเติมในการที่จะให้กลไกการใช้ อำนาจของท่านเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยรวมและทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีความหวาดวิตกว่าท่านจะใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่กระผมเองผมมั่นใจว่า ไม่ว่าประธานรัฐสภาท่านใด ไม่ว่าจะมาจากทางไหน จากพรรคใด เมื่อได้รับเสียงจากพี่น้อง ประชาชนมอบหมายให้มาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าท่านใช้อำนาจด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเป็นประโยชน์และเป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน ผมเสนอเพิ่มเติมในวรรคห้า วรรคหก เป็นกลไกที่จะใช้อำนาจท่านประธานรัฐสภา โดยปกติแล้วผมเชื่อท่านเองท่านคงไม่วินิจฉัย ด้วยตนเอง เพราะกลไกของคำว่า รัฐสภา ก็มีองคาพยพในการทำหน้าที่ของท่านประธาน โดยภาพรวมอยู่แล้ว ท่านประธานมีฝ่ายประจำซึ่งทำหน้าที่แทนพวกท่าน มีฝ่ายกฎหมาย มีฝ่ายที่ปรึกษา มีคณะทำงาน องค์คณะทำงานการทำงานของประธานรัฐสภา ถึงแม้ไม่เขียน ในตัวบทกฎหมาย ไม่เขียนในรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ท่านต้องทำ ท่านก็ออกประกาศ ออกเป็น ข้อบังคับ ออกระเบียบออกมาทำ เสมือนที่ทำปกติอยู่ในขณะนี้ก็เป็นองค์คณะ แต่สิ่งที่ผม หวังว่าจะแก้ข้อขัดแย้งของความไม่ไว้ใจสำหรับท่านประธานรัฐสภา ก็ให้เป็นองค์คณะที่ บัญญัติไว้ในตัวบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ผมแปรญัตติ เพิ่มเติมในวรรคห้าอย่างนี้ท่านประธานครับ ในการพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง วรรคสองคือท่านประธาน เมื่อวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว ถ้ามีข้อขัดแย้งก็ส่งให้รัฐสภาวินิจิฉัย ถ้าไม่ขัดแย้งส่งให้ กกต. นั่นคือข้อความในวรรคสอง ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุม ร่วมกันกับรองประธานรัฐสภา และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภาทุกคณะ โดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ วรรคหก มติของที่ประชุมร่วมกันของที่ประชุม ตามวรรคห้า คือที่ประชุมของท่านประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา ประธาน คณะกรรมาธิการสามัญของรัฐสภา หมายถึง สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภาด้วยให้ใช้ เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานรัฐสภาออกเสียงเพิ่มขึ้นอีก ๑ เสียง เพื่อเป็นเสียงชี้ขาด นี่คือกลไกครับท่านประธาน กลไกที่จะมาแทนการทำหน้าที่ของท่าน ซึ่งปกติผมเชื่อว่าท่านมีองค์คณะในการที่จะทำอยู่แล้วในองคาพยพที่ท่านมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษา คณะกรรมการต่าง ๆ ที่ท่านตั้งขึ้น นั่นก็เป็นอำนาจของท่าน ตรงนี้เองเพื่อที่จะให้ แก้ข้อครหาในการที่จะทำหน้าที่ในการตัดสินใจของท่าน และสิ่งสำคัญที่สุด ผมเองแปรญัตติ อย่างนี้ ผมคิดในมุมบวกว่าถ้าท่านประธานลำบากใจ ประธานรัฐสภาท่านไหนก็แล้วแต่ที่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผ่านเป็นรัฐธรรมนูญแล้ว คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แก้ไข เพิ่มเติมฉบับที่ ๓ ท่านจะมีความหนักใจเป็นอย่างมากต่อข้อครหานินทา สิ่งที่ท่านจะทำครับ ท่านก็ให้องค์คณะวินิจฉัยว่ามีความสงสัย ก็โยนให้กับรัฐสภาวินิจฉัยก็เป็นการยกเอาสิ่งที่ ท่านหนักใจออกสู่รัฐสภา แต่ผมมีการกรองให้ท่านชั้นหนึ่งครับ เพื่อให้ท่านได้สบายใจ ก็ให้ องค์คณะที่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยช่วยท่าน อันนี้ก็จะเป็น การแก้ปัญหาให้ นั่นคือคำแปรญัตติประเด็นที่หนึ่งของผมครับ ผมฝากท่านประธานไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าเห็นเป็นประโยชน์ ผมก็ เชื่อว่าประธานรัฐสภาไม่ว่าท่านใดจะได้มีความสบายใจในการทำหน้าที่ของท่าน ไม่ถูกครหา นินทาจากผู้ที่ไม่เห็นว่าประมุขนิติบัญญัติเป็นประมุขที่มีอำนาจนิติบัญญัติ ๑ ในอำนาจ ๓ อำนาจอธิปไตยสูงสุด หลายท่านกริ่งเกรง ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเป็น สมาชิกรัฐสภา หลายท่านก็กริ่งเกรง ไม่เคารพแม้กระทั่งประมุขหรือสถาบันของตัวเอง ผมก็ มีความลำบากใจเหมือนกันท่านประธานครับ ก็เลยเสนอทางออกให้ท่าน
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ เสนอความเห็นเอาไว้ แล้วก็สงวนความเห็นเนื่องจากท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้เห็นด้วย ก็คือเรื่องว่าด้วย การออกเสียงประชามติในวรรคสาม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันออกเสียง ประชามติภายในไม่เกินหกสิบวัน แต่ไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ จากประธานรัฐสภา วันออกเสียงประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ นาฬิกา สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการผมขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับ สำหรับ หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ผมมีความกังวลครับ แต่ความกังวลของผมเพื่อความสะดวก ในการนับสู่การปฏิบัติ ผมเพิ่มเติมถ้อยคำเข้าไปในบทบัญญัติในวรรคนี้เขียนเพิ่มเติมว่า เว้นแต่ ที่ได้บัญญัติไว้แล้วในหมวดนี้ ทำไมผมเสนอถ้อยคำเพิ่มเติมอย่างนี้ท่านประธานครับ
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ เรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติให้ กกต. ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในมาตรา ๖ ในมาตรา ๖ กำหนดห้วงเวลาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญเรากำหนดไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน ไม่เกิน หกสิบวัน แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติกำหนดไว้ ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ไม่เกินร้อยยี่สิบวัน มันมีความต่างกัน นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เรื่องของวัน เวลา ในการออกเสียงประชามติ ถ้ากำหนดเป็น วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เรากำลังเสนอขณะนี้ ให้นับเวลาตั้งแต่ ๐๘.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไปจนถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แต่ตัว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติกำหนดไว้ในมาตรา ๒๓ ท่านประธานครับ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกามีความต่างกัน ประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องของการประกาศผลการออกเสียง ประชามติและการร้องคัดค้านการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ และ มาตรา ๓๗ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีความต่าง จากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เรากำลังเสนออยู่ ร่างฉบับนี้ที่เราเสนอแก้ไขเพิ่มเติม เราเขียนในบทบัญญัติว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติ แต่ว่าในมาตรา ๓๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเขียนไว้ ให้ กกต. ประกาศผลโดยเร็ว ไม่กำหนดวันเอาไว้โดยเร็ว นับแต่มีการออกเสียงประชามติครบทุกหน่วย แต่ของเราใช้คำว่า แล้วเสร็จ ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๕ วัน
ประการต่อไป เกี่ยวกับการร้องคัดค้าน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้เข้าร้องคัดค้านภายใน ๔๘ ชั่วโมง และให้ กกต. เข้าไป ทำการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาว่าจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติใหม่หรือไม่ ภายใน ๓๐ วัน จริงอยู่ครับ หลักเกณฑ์ตรงนี้เราให้ใช้โดยอนุโลม แต่ประเด็นก็คือว่าเราต้องประกาศ ผลให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผมก็ถือว่า ถ้ากฎหมายใดไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยพระราชบัญญัติใดมีบทที่ขัดแย้ง กับรัฐธรรมนูญก็ให้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องประกาศผลให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นการจัดการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติใหม่ก็ต้องทำให้แล้ว เสร็จภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นผมเองก็เลยบัญญัติถ้อยคำต่อท้ายในวรรคสามไว้ว่า เว้นแต่ ที่ได้บัญญัติไว้แล้วในหมวดนี้เพื่อความชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองได้เสนอ ความเห็นไว้ ๒ ประเด็น กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยก็นำเสนอท่านประธานผ่านไป ยังเพื่อนสมาชิกถ้าเห็นว่าคำแปรญัตติของผม ความเห็นของผมที่เสนอไว้เป็นประโยชน์ ต่อการนำสู่ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไปดำเนินการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านประธานรัฐสภาเอง ถ้าเป็นประโยชน์ผมก็คิดว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก จะรับเอาความเห็นผมไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์
สำหรับประเด็นเรื่องของอำนาจิ ท่านประธานครับ ผมเองจะขออนุญาต ท่านประธานทำหน้าที่กรรมาธิการที่จะชี้แจงต่อประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ได้หรือไม่อย่างไร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ