รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วิรัช ร่มเย็น หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่นำเสนอต่อประธานรัฐสภา โดยมีใจความหลักเกี่ยวกับการวินิจฉัยของรัฐสภาในการรับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์

นายวิรัช ร่มเย็น กรรมาธิการ

มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ นี่คือ ร่างของ ครม. ซึ่งในร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก วรรคนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข แม้แต่คำเดียว ต่อมามาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง ท่านประธาน ร่างของ ครม. บอกอย่างนี้ครับ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธานครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้ รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ มาตรานี้ผมกราบเรียนครับว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเขาบอกอย่างนี้ครับ เขาบอกเหมือนกับร่างของ ครม. เหมือนกับร่าง ที่รับในวาระหนึ่งครับ แต่สำหรับผมร่างของวิรัช ร่มเย็น นี่ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติ อย่างนี้ครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธาน รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๗ วันผมแก้เป็น ๑๕ วันท่านประธานครับ และต่อไปครับว่าเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ผมนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากลอกมาเลยครับ ไม่มีการแก้ไขแม้แต่ตัวเดียว นี่ล่ะครับ ที่ผมบอกว่า ท่านประธานวิสามัญและคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากดื้อ เป็นความเห็นของผมนะ คำว่า ดื้อ นี่ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติว่าที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมบอกว่ารัฐสภา วินิจฉัยมันก็เหมือนกับทุกเรื่อง ท่านสังเกตไหมครับ บางเรื่องสมาชิกอภิปรายอย่างมี ประโยชน์ อย่างมีเหตุมีผล แต่ว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ มันมีอยู่สักมาตราเดียว ท่านประธานครับ ที่จนแต้ม จนตรอก ไปไม่ได้แล้ว ก็เลยร่างที่คุณนิพนธ์ บุญญามณี ขอประทานอภัยเอ่ยนาม ได้แปรญัตติแล้วบอกว่าขอให้นำร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาของ ส.ว. กรรมาธิการเสียงข้างมากยอม ไม่ใช่ยอมเพราะว่า เห็นชอบอะไรหรอกครับ ไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว ไปไม่ถูก ท่านประธานครับ ผมบอกว่าตัด คำว่า รัฐสภา ออกไป ใส่คำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ คือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา จริง ๆ แล้วเวลาเขา เขียนกฎหมาย ซึ่งอันนี้ก็ต้องส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย เวลาเขียนกฎหมาย มันมีการปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ ภาษากฎหมายว่าอย่างนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้ว ก็คือถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยเฉพาะวรรคห้า ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เขาว่าอย่างนี้ครับ โดยเฉพาะร่างที่มีการแก้ไขแล้ว เอาร่างที่มีการ แก้ไขแล้วก็แล้วกันของกรรมาธิการเสียงข้างมาก มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าว่าอย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพิ่มเติมอย่างนี้ครับ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ จะกระทำมิได้ เช่นเดียวกันครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็มิใช่ว่ากรรมาธิการเขาจะเห็นชอบ แต่แรก ต้องใช้เวลา เสียพละกำลังกันมากทีเดียว อธิบายด้วยเหตุด้วยผลท่านถึงยอม ผมกราบเรียนว่าถ้ารัฐธรรมนูญที่ส่งมาที่รัฐสภาและขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างนี้ครับ อันนี้ผมต้องอธิบายเพื่อให้พี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงที่อยู่ทางบ้านได้เข้าใจด้วย นั่นก็คือถ้าเขียนรัฐธรรมนูญมาแล้ว สสร. ๙๙ อรหันต์นี่เขาไปร่างมาแล้ว ปรากฏว่ามันมี มาตราหนึ่งมาตราใด มีวรรคหนึ่งวรรคใดก็ตาม ที่ไปเปลี่ยนปลง ท่านประธานครับ แก้ไข บทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องใช้ดุลยพินิจคำวินิจฉัยที่รอบคอบ เมื่อเป็นดังนี้ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าส่งมาที่ประธานรัฐสภา แล้วก็ให้รัฐสภา รัฐสภา ก็คือท่าน ส.ส. และ ส.ว. ๕๐๐ คนบวก ๑๕๐ คน วินิจฉัย ผมนำเรียนท่านประธาน เมื่อกี้ทุกเรื่องที่เข้าสู่การวินิจฉัยในรัฐสภาแห่งนี้ในยุคนี้ จะชอบจะดีจะมีเหตุมีผลหรือไม่ก็ตาม ถ้ามีธงนำหน้ามาแล้วว่าเอาอย่างนี้เอาอย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว และผมหวาดระแวงแต่ต้น เพราะเห็นพลพรรคของซีกรัฐบาลออกมาพูดจาหลายประการ ที่ทำให้คนไทย ไม่ใช่เฉพาะเพราะผมนะคนไทยด้วย มีความรู้สึกว่าไม่สบายใจเลยกังวลใจ เพราะฉะนั้นจะให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยผมไม่เห็นด้วย มิใช่ไม่ไว้วางใจทุกท่านนะ ไม่ใช่ ไม่ไว้วางใจทุกท่าน บางท่านเท่านั้นที่ผมมีความรู้สึกว่าไม่ได้ ถ้าให้คนเหล่านั้น คน ๆ นั้นหรือ กลุ่มนั้นวินิจฉัยเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยจะไปไม่รอด ท่านประธานครับ ผมจึง กราบเรียนว่าผมต้องเสนอแปรญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเลย ด้วยความเคารพ ในสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ใครทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ว่าท่านทุกท่าน แต่ถามว่าอภิปรายอย่างนี้ไม่กลัวเพื่อนโกรธหรือ ถ้าโกรธแล้วมีเหตุมีผลก็ไม่เป็นอะไร ท่านโกรธได้ ศาลรัฐธรรมนูญชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญเวลาเขาพิจารณาเอาเวลา ปัญหาของประเทศอับจน ไปไม่รอด ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัยผมเคยพูดนะครับว่า บางพรรคเรารับอย่างพรรคประชาธิปัตย์เอ่ยได้เลย ไม่ว่าออกมารูปไหน ขอให้เป็นการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเถอะ ไม่ว่าจะมีกี่คนจะมี ๙ คน หรือบางขณะมี ๗ คน บางขณะมี ๖ คน ก็แล้วแต่ ยอมรับ แต่ก็บางพรรคท่านประธานไม่ต้องบอกท่านประธาน บางพรรคถ้าวินิจฉัยดี วินิจฉัยชอบ ชอบใจตรงกับใจของตัวเอง ดีครับ ศาลรัฐธรรมนูญทำถูกต้องเหมือนวินิจฉัย เรื่องน้ำท่วมสังเกตไหมครับ ไม่มีเสียงเลย ไม่มีเสียงโต้แย้งเลย แต่ก่อนหน้านั้นหลายปีมาแล้ว พอวินิจฉัยออกมาไม่ถูกใจวิพากษ์วิจารณ์ตั้งโต๊ะให้สัมภาษณ์ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรสามารถที่จะวินิจฉัยได้อย่างถ่องแท้ ผมนำเรียนนะครับ บางเรื่องตรงกับเพื่อนสมาชิกที่ท่านประธานคนก่อนบอกว่าซ้ำนั่นล่ะ ท่านประธานครับ ผมนำเรียนว่าองค์กรของศาลรัฐธรรมนูญเวลาเขาจะพิจารณาผมทราบดี ผมเคยว่าความในศาลรัฐธรรมนูญผมทราบดีว่าเขามีกระบวนการ เขามีหลักการของเขา รอบคอบเป็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับได้ ท่านประธานครับ ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าถ้าให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะเป็นที่ยอมรับของทุกคน หรือคนส่วนใหญ่จะยอมรับแม้แต่องค์กรในต่างประเทศก็จะยอมรับ ข้อความต่อไปบอกว่า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ของเดิม บอก ๗ วัน ทีนี้เมื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ๗ วันตัดออกไปเลยครับ ไม่พอแน่นอน นี่ผมยังแปรญัตติเป็น ๑๕ วันท่านประธาน ซึ่งผมมาดูแล้วคิด ๆ แล้วบางทีก็ยังน้อยไปนะ แต่เอาละวันนี้แปรญัตติ ๑๕ วัน เสียงข้างมากบอก ๗ วัน ผมให้เหตุผลของผมว่าเมื่อเปลี่ยน จากรัฐสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมบอกแล้วว่า ต้องมีเวลา ต้องมีกระบวนการที่เรียกว่าชัดเจน เพราะฉะนั้นขอแปรญัตติจาก ๗ วันเป็น ๑๕ วัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานมีมารยาทดีมากไม่ได้คล่องแวะ ผม ไม่ได้มีตอดอะไรผมเลยเหมือนประธานคนก่อน ผมขอบคุณท่านประธานครับ ท่านทำดี ผมก็ดีตอบด้วยท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ