รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วิรัตน์ กัลยาศิริ อภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการของรัฐสภาและเสนอแนะให้รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณาและเห็นชอบรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการยุบสภาและเสนอให้เปลี่ยนระยะเวลาการดำเนินการของการยุบสภาให้ยาวขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่กระผมจะได้อภิปรายต่อไปนี้ อยู่ในวาระสอง แปลว่าจะต้องอภิปรายตามที่ได้สงวนความเห็นไว้ คงตรงกันท่านประธานครับ สำหรับมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี่นะครับ ผมสงวนความเห็นไว้ทั้งหมดประมาณ ๖-๗ ประเด็น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยคนหนึ่งที่ได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรานี้ มากประเด็นที่สุด ผมจะสรุปง่าย ๆ ก่อนนะครับ

ประเด็นแรก ที่ผมสงวนความเห็นก็คือจากประธานรัฐสภา นาย ก คนเดียว นาย ข คนเดียว นายสมศักดิ์ คนเดียว ให้รัฐสภา ๖๕๐ คน ตามร่างของรัฐบาลที่ผ่าน กรรมาธิการเสียงข้างมาก มาตรา ๒๙๑/๑๓ ใช้คำเพียงว่า เสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งผม ขอแปรญัตติเป็นรัฐสภานะครับ จากนาย ก คนเดียว เป็น ๖๕๐ คน

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมแปรญัตติไว้ ก็คือเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ ส่งมาเห็นชอบ หรือให้เลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้ดูแล ผมว่าคนทั้งประเทศคงรู้ คงเข้าใจครับว่า เลขาธิการรัฐสภาอยู่ภายใต้การกำกับของผู้ใดนะครับ คงไม่ต้องลงลึกไปกว่านั้นนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จะต้องส่งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งตามร่างเดิม ๗ วัน แต่ผมขอแปรญัตติเป็น ๓๐ วัน เหตุผลจะได้นำเรียน ที่ประชุมนี้

ประเด็นที่ ๔ ที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันออกเสียงประชามติ ภายในไม่เกิน ๖๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ผมแก้เป็นไม่เกิน ๑๘๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๑๒๐ วัน ถ้าดูง่าย ๆ ตื้น ๆ ก็บอกว่าอ้ายพวกนี้ประวิงเวลา หามิได้ มันจะมีรายละเอียด ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่วมกัน กฎหมายการออกเสียงประชามติและ ผมจะกราบเรียนท่านประธานพอเป็นสังเขปเพื่อให้พี่น้องคนไทยได้ตามไปพร้อมกับสมาชิก รัฐสภา

ประเด็นที่ ๕ เป็นประเด็นที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผล การออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ผมขอแปรญัตติเป็น ๓๐ วัน มีเหตุผล ท่านประธานครับ ผมจะเริ่มต้นตามลำดับประเด็นอย่างที่กราบเรียนไปนะครับ ท่านผู้ใดที่จะ ประท้วงขอให้ประท้วงอยู่ในประเด็น เพราะว่าผมไม่เคยนอกประเด็น ต้องกราบเรียนเป็น เรื่องแรกครับว่าที่ผมกังวลที่ไม่อยากให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภาคนเดียว เพราะผมเห็นว่า ประธานรัฐสภาที่ดีนั้นจะต้องมีความเป็นกลางที่แท้จริง จะต้องเป็นผู้ที่เป็นตัวของตัวเอง อย่างเห็นได้ชัด จับต้องได้ จะต้องเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือนั่งในตำแหน่งหรือนั่งบนบัลลังก์ อย่างสง่างาม และสำคัญที่สุดการปฏิบัติหน้าที่ของประธานรัฐสภาจะต้องอยู่ในหลักนิติธรรม ชัดเจนท่านประธานครับ ไม่ได้กล่าวหาท่านผู้ใด เพียงแต่ว่าประธานสภา ประธานรัฐสภาที่ดีนั้น จะต้องประกอบด้วย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตรงนี้เอง คนเรามีบางช่วงจังหวะ รัก ชอบ โกรธ หลง รัก ชอบ โกรธ หลง เคยมีครับ การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฟ้องเป็นโจทย์ในศาลอาญา เพราะว่ามีการวิ่งเต้น แต่ว่าการวิ่งเต้นในคราวนั้นไม่บังเกิดผล เพราะว่าท่านตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ คือท่านจรูญ อินทจาร กับพวกไม่เอาด้วย ไม่เล่นด้วย แล้วก็นำเรื่องมาฟ้อง คุณพร้อมพงศ์ สั้น ๆ นะครับ และต่อมาก็เมื่อพร้อมพงศ์ขอโทษก็จบไป แต่นัยที่กราบเรียน ท่านประธานก็คือว่ามีกรณีการวิ่งเต้น เหตุผลที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้ก็เพราะว่าทางเดียวถ้าไป ที่คนคนเดียว และคนคนนั้นยังมีปัญหาเรื่องความเป็นกลางอย่างแท้จริง ความเป็นตัวของ ตัวเองอย่างแท้จริง นั่งสง่างาม หรือว่าอยู่ในหลักนิติธรรมหรือไม่นั้น ถ้าเมื่อพวกเรายัง คลางแคลงสงสัย และทำไมเราไม่ให้ ๖๕๐ คนช่วยกันพิจารณา ๖๕๐ คน อย่างน้อย ถ้า ๖๕๐ คน ท่านประธานที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้ท่านก็มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ว. ทั้ง ส.ส. ก็จะได้ท้วงติงติติงได้ว่าประเด็นนี้ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นไปตามร่างรัฐบาล ท่านประธานที่กำลังทำหน้าที่อยู่อ้าปากหวอทำอะไรไม่ได้ แม้ไม่เห็นด้วยก็ทำอะไรไม่ได้ ท่านประธานคงไม่เถียงครับ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ แค่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีฐานะเล็กด้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อสมาชิก ส.ส. พิจารณา เสร็จ ส่ง ส.ว. ส.ว. เสร็จเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็ส่งกลับมาตั้งกรรมาธิการร่วมกัน เห็นด้วยก็ส่ง ก่อนที่จะนำความกราบบังคมทูล ถ้าเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต้องส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าควรจะได้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ดุลยพินิจของ สมาชิกรัฐสภา อันนั้นเพราะอะไร เพราะอะไรที่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนพิจารณา เพราะว่า ส.ส. พิจารณาแล้ว ส.ว. พิจารณาแล้ว แต่เรื่องนี้เมื่อ ส.ส. กับ ส.ว. ๖๕๐ คน โอนอำนาจ ซึ่งผมถือว่าไม่ชอบตั้งแต่ต้น โอนอำนาจไปให้กับ ๙๙ คน คือ ๗๗ คนบวก ๒๒ คน เมื่อกลับมาเป็นเรื่องที่น่าตกตลึงพรึงเพริดอย่างยิ่ง ก็คือกลับมาให้คนคนเดียว จะเป็นใคร ผมไม่ว่า แต่ว่าแล้วถ้าให้ ๖๕๐ คนพวกเราช่วยกันพิจารณา มันเสียหายตรงไหนครับ นายวิรัช ร่มเย็น อาจจะมีมุมที่จะอภิปราย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ มีมุมที่อภิปราย นายถาวร เสนเนียม หรือใครก็จะได้มีมุมช่วยกันติ ช่วยกันติง แต่ถ้าอยู่ที่ประธานรัฐสภาคนเดียว ถ้าเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้น ประเทศไทยทั้งประเทศวิบัติเลยครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ครับ ผมอยู่ในประเด็นชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ นอกจากว่าเปลี่ยนจากประธานรัฐสภาเป็นรัฐสภาแล้วนะครับ ไม่ใช่เข้ามาให้ดูให้ชมเฉย ๆ แล้วก็จบออกไป ไม่ใช่ ต้องเขียนให้ชัด เพราะอะไรครับ ท่านประธานคงจำได้วันที่เราจะเลือกในวาระแรก การทำหน้าที่ของ ครม. การทำหน้าที่ของ รัฐสภา เราเถียงกันมากว่าอภิปรายได้ อภิปรายไม่ได้ ครึ่งวันครับ ถ้าเขียนลอย ๆ อย่างเดิม มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ท่านประธานสามารถนั่งเป็นประธานอยู่ ใช้คำว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็ดูแค่นั้น แต่ถ้าเข้ามาสู่รัฐสภาให้รัฐสภาให้ความชอบ ท่านประธานครับ กฎหมายนี้สำคัญต่อประเทศ กฎหมายนี้สำคัญต่อคนไทย ๖๗ ล้านคน ให้สภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบผมว่าจะดีที่สุด และพวกเราแม้กระทั่งฝ่ายรัฐบาลซึ่งหลายคนคงอยากจะให้เข้ามาแนวนี้ แต่ด้วยความเกรงใจ จะโดยระบบพรรคก็ดี จะโดยระบบอะไรก็แล้วแต่ ผมเห็นว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ลองปรึกษาดู ในประเด็นนี้ไม่ได้มีความเสียหายกับท่านผู้ใดเลย โหวตอย่างไรท่านก็ชนะ พวกผมยกมือ ยกที่ไม่ใช่มือก็ยังแพ้อยู่ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าถ้าหากฝ่ายกรรมาธิการ เสียงข้างมากใจกว้างนำเข้าแทนที่จะเป็นนาย ก ประธานรัฐสภาคนเดียว ให้รัฐสภาทั้ง ๖๕๐ คน มันเสียหายตรงไหน ได้ช่วยกันคิด ได้ช่วยกันดู ช่วยกันติ ช่วยกันติงเกิดประโยชน์ มากกว่า เพราะฉะนั้นในมุมที่ ๒ ก็คือว่าต้องเข้ามาสู่รัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งถ้าตามร่างของรัฐบาลแค่นำส่งนาย ก ประธานรัฐสภา จบ มันจะไปได้อย่างไรประเทศไทย ทั้งประเทศ ผมไม่เข้าใจ

ประเด็นต่อไป หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบก็ให้ส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในจากเดิน ๗ วัน ผมขอเป็น ๓๐ วัน ทำไมผมขอ ๓๐ วัน เพราะถ้า สสร. ไม่ไปทำตาม คำสั่ง นาย ก นาย ข ไม่ไปยุบศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ไปยุบองค์กรที่เข้าไปมีส่วนในการวินิจฉัย เรื่องนี้ ในช่วงที่เมื่อรัฐสภาผ่านแล้วเรายังมีเวลาอีก ๑ ช่อง เรายังมีช่วงเวลาที่อาจจะส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญช่วยดู บางทีเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยบอกว่าไปทำบุญ ไปวัด เสียงข้างมาก บอกไปปล้น อย่างไรก็แพ้การไปปล้นครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ถ้าหากเปิดช่องไว้ ๓๐ วัน ผมว่าก็จะสามารถตอบสนองข้อเสนอของท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่าน คือก่อนที่จะนำความหรือก่อนที่จะประชามติออกไปก็ให้ผ่านการตรวจสอบที่ถูกต้อง

ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียง ประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ อย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมเองได้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ร่วมกัน ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ นำเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี ๒๒๕๒ ในมาตรา ๖ (๑) วันออกเสียง ในการจัดทำประชามติของรัฐธรรมนูญ ต้องกำหนดออกเสียงภายในไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน แต่ต้องไม่เกินร้อยยี่สิบวัน นี่คือกฎหมายที่ประกาศใช้อยู่เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน มาตรา ๖ (๑) เพราะฉะนั้นทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน แน่นอนครับ ขัดกับ กฎหมายไม่รู้กี่ฉบับ เอาละครับ ท่านบอกว่าอะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญย่อมตกไป เพราะฉะนั้น การที่ท่านเขียนขึ้นมาว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน มันยิ่งไปไม่ได้เลย แปลว่าอะไรครับ แปลว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้เราลวก ๆ ขนาดประชามติซึ่งมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ชัดเจน ชัดแจ้งรู้ กันทั่วไป รัฐบาลหรือ เสียงข้างมากยังกล้าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และนับประสาอะไรเมื่อวันหนึ่ง ที่ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ซึ่งผมเชื่อว่าสั่งได้ ซ้ายหันได้ ขวาหันได้ มันจะไม่มีกรณีที่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ หรือขัดกับพระราชบัญญัติทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ท่านประธาน ผมเห็นว่าการที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ปี ๒๕๕๒ ในมาตรา ๖/๑ บัญญัติไว้ชัดเจน ในการจัดทำประชามติต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ไม่ต้องเกิน ๑๒๐ วัน เพราะอะไรครับ เพราะว่าในมาตรา ๑๑ เมื่อกำหนดให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติ จัดให้มีการแสดง คณะกรรมการการเลือกตั้งความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน อันนี้เป็นสาระท่านประธาน จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ แปลว่าอะไร แปลว่าฝ่ายที่เห็นว่าควรแก้ก็ไปสนับสนุนทางโทรทัศน์ ทางวิทยุ ซึ่งในมาตรา ๑๑ วรรคสอง เขียนไว้อย่างนี้ครับว่าให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุ โทรทัศน์ของรัฐจัดสรรเวลาออกอากาศตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด เห็นไหมครับว่ามีความชัดเจนอยู่ในร่างกฎหมาย มาตรา ๑๑ อยู่แล้วครับว่าในการจัดทำ ประชามตินั้น ต้องให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ต้องใช้สิทธิทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ โดยรัฐจะต้องจัดสรรเวลาให้เท่ากัน ให้ฝ่ายรัฐบาล ๑๐๐ ชั่วโมง ต้องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอีก ๑๐๐ ชั่วโมง แต่เวลาที่รัฐบาลร่างขึ้นคือ ๔๕ วัน ไม่มีโอกาสเลยที่พี่น้องประชาชนจะรับ หรือไม่รับ เพราะความรู้ความเข้าใจ แต่รับเพราะว่ามีโทรทัศน์สีต่าง ๆ เข้าไปสนับสนุน เข้าไปบิดเบือนไม่ว่าสีอะไรนะครับ แต่ถ้าให้พี่น้องประชาชนรู้เปิดโอกาสว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สามารถไปจังหวัดเชียงใหม่ได้ ไปจังหวัดเชียงรายได้ ขึ้นเวทีปราศรัยได้ อภิปรายได้ แล้วก็ ไม่โดนตีหัวกลับมาน่าสนใจ ฝ่ายที่สนับสนุนไปจังหวัดสงขลา ไปสุไหงโก-ลก แล้วก็บอกว่า ควรแก้ ๆ ๆ แล้วก็สามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องถูกทำร้าย มันมีความจำเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเวลาของวิทยุกระจายเสียง เวลาของ วิทยุโทรทัศน์จะต้องจัดสรรให้เขา ให้พอเพียงและเท่ากัน เหตุผลที่ให้เวลา ๙๐ วันถึง ๑๒๐ วัน เพราะอะไร เพราะว่าวิทยุก็ดี โทรทัศน์ก็ดี เขามีรายการปัจจุบัน เขามีรายการเดิม เขามีเรื่อง ที่จะต้องจัดการให้เป็นไปตามที่ตกลงทำสัญญาไว้ เพราะฉะนั้นเวลา ๙๐ วันอย่างน้อย ๑๒๐ วัน อย่างสูง ก็จะเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่ร่างของรัฐบาลให้เขาเพียง ๔๕ วัน ไปทำอะไรได้ครับ ก็จะมีแต่ฝ่ายบอกควรแก้ ๆ ๆ มาจากต้นไม้พิษ ลูกออกมาก็ต้องเป็นพิษ แต่ไม่เปิดโอกาสให้ พี่น้องประชาชนได้ดูเนื้อในเลยครับว่า ปี ๒๕๕๐ ดีกว่า ปี ๒๕๔๐ ในเนื้อมากมาย หลายประการเกินคณานับ แต่ไปติดอยู่ว่าอันนี้มาจากต้นไม้พิษ มันก็ต้องย่อมพิษทั้งที่มีการ ทำประชามติ และผมเคยอภิปรายในสภานี้ไปว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ผ่านประชามติ ฉบับที่จะแก้ไขใหม่ก่อนที่จะแก้ ก่อนที่จะเข้ามาวาระที่แก้จะต้องถาม ประชาชนก่อนว่าควรแก้หรือไม่ควรแก้ ถ้าประชาชนบอกว่าไม่แก้ จบ แต่ถ้าประชาชนบอกว่า แก้ แก้ประเด็นใด เมื่อรวบรวมกันมาทั่วประเทศแล้ว จึงมาให้ สสร. ดำเนินการตามนั้น อย่างนี้มันถึงจะไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าในตามแนวของผมมันจะต้องมีการทำประชามติ ๒ ครั้ง ซึ่งผมก็เชื่อว่ามันไม่ใช่เป็นต้นทุนที่แพงถ้าเราทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความปรองดอง ก้าวไปสู่ความเห็นพ้องที่แท้จริง แต่เมื่อไรถ้าเราใช้เสียงข้างมากลากถูไปข้างหน้า ผมก็ไม่มั่นใจ ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนยอมรับอย่างแท้จริง เมื่อไม่ยอมรับ แน่นอนครับ ก็เกิดการขัดขืน เมื่อเกิดการขัดขืนประเทศชาติมันก็เดินหน้าไม่ได้ นี่คือประเด็นต่อมาท่าน ประธานครับ

ประเด็นต่อไป ตามร่างของรัฐบาลบอกว่าให้มีการลงประชามติตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา จนถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แต่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การออกเสียงประชามติให้เวลาถึงเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา แปลว่ารัฐธรรมนูญของท่านแก้เกิน จากกฎหมายประกอบไปอีก ๑ ชั่วโมง ท่านอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญเหนือกว่าก็เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ พูดได้ครับ แต่เรากำลังล้มหลักล้มเกณฑ์ล้มอะไรทั้งปวงเพื่ออะไรครับ ถามว่า เพื่ออะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมถึงอยากให้ปรับเวลาจาก ๔๕ วันเป็น ๙๐ วันไม่เกิน ๑๒๐ วัน แล้วก็เอากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติจะเป็นเครื่องมือ ที่มีอยู่แล้วให้อำนาจ กกต. ทำอะไรบ้าง ให้อำนาจพี่น้องประชาชนสามารถร้องขึ้นมาได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมง กกต. ก็จะต้องวินิจฉัย ให้จบภายใน ๓๐ วัน มันมีเหตุมีผลอยู่ในตัว แต่ถ้าเขียนลอย ๆ อย่างที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ กกต. เองก็ยังหน้ามืดเลยครับ ใช้คำตรง ๆ อย่างนี้ว่ากฎหมายของ กกต. ที่มีอยู่ กฎหมายเลือกตั้งอย่างเดียวมันสามารถที่จะดำเนินการอันนี้หรือไม่ เพราะว่า กกต. เขาบอกแล้วว่าเขาขออีก ๑ กฎหมาย ก็คือกฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเสียงข้างมาก ก็ยังเฉย แต่ถ้าเราปรับแก้ก็เป็นไปตามเสียงข้างมาก เพียงแต่ว่าให้ใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กกต. ก็สามารถเดินได้อย่างมีอำนาจ และมีหน้าที่ชัดเจน นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน

ประการต่อไปครับ การรับรองผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ซึ่งผมขอให้เป็น ๓๐ วัน ไม่ได้ยืด ไม่ได้ดึง ไม่ได้แกล้งครับ เพียงแต่กำลังจะเรียน ท่านประธานว่าเมื่อเรามีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นหลักเป็นเกณฑ์อยู่แล้ว คือเปิดสิทธิ ให้ผู้ร้องร้องได้ เราก็รู้กันทั่วประเทศว่าในการเลือกตั้งแต่ละเรื่องแต่ละราว ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงตำแหน่งสูงส่งอะไรก็แล้วแต่ มีเงิน มีผลประโยชน์ มีการใช้อำนาจหน้าที่ มีการใช้แรง ไปบีบบังคับ ซึ่งเป็นการผิดเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งทุกระดับอย่างชัดเจน อย่างแท้จริง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้สิทธิของผู้มีสิทธิออกเสียงลง ประชามติไปร้องต่อคณะกรรมการภายใน ๔๘ ชั่วโมง หลังจากการลงประชามติยุติลง แต่ตามร่างของรัฐบาลไม่มีครับ อันนี้คือเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายทำให้พี่น้องประชาชนเสียสิทธิ และถ้าเกิดการทุจริตอย่างมโหฬาร ไม่ว่าทุจริตด้วยการซื้อหรือทุจริตโดยการใช้อำนาจหน้าที่ หรือทุจริตโดยรัฐมนตรี ก ไปสั่งให้จังหวัดต้องเอาอย่างนี้ ๆ ผมถามว่ามีช่องทางใดที่จะทำให้ การเลือกตั้งคราวนี้ไม่ชอบ มีองค์กรใดที่จะใช้กฎหมายใดมาวินิจฉัยว่าไม่ชอบเมื่อในร่างของ รัฐบาล ไม่มีเลย กฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดเอามาใช้ได้ กกต. ก็มีอำนาจ ก็คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งภายใน ๔๘ ชั่วโมงผู้ร้องประชาชน ก็ร้องได้ กกต. ก็สามารถวินิจฉัยได้ภายใน ๓๐ วัน เป็นเหตุเป็นผล มีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน อย่างมีนัยสำคัญท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าดำเนินการอย่างที่ผมกราบเรียน ก็คือว่าอย่าไว้ที่คนคนเดียว มันยกหูโทรศัพท์กันได้ หรือว่าส่งสัญญาณกันได้ สารพัดวิธีการ ทำได้ผมก็ทราบ ซึ่งก็ไม่มีใครรับหรอกครับ ผมเป็นกลางแน่นอนก็ว่ากันไป แต่ว่าสังคมเขา ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่ให้ ๖๕๐ คนทำหน้าที่แทนคนคนเดียวละครับ ท่านประธาน ก็จะได้มีส่วนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีส่วนติงด้วย และที่สำคัญคือกฎหมายว่าด้วยการออกเสียง ประชามติเป็นเครื่องมือที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยเอาไปเลยครับ ออกโทรทัศน์ ออกวิทยุ ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ว่าไป ทุกฝ่ายมีสิทธิเท่าเทียมกัน เกิดประโยชน์ และถ้ามีการทุจริต คดโกง ร้องได้ วินิจฉัยได้ มีเหตุมีผล แต่ถ้าตามร่างของรัฐบาลไม่มีช่องเลยครับ ท่านประธาน ก็ชอบอย่างเดียว สสร. ส่งมาแล้วชอบอย่างเดียว เดินหน้าอย่างเดียว ประชามติจะทุจริต จะคดจะโกงอย่างไรไม่รู้ นำความกราบบังคมทูลถึงที่สุด แล้วถ้ามีกรณีอย่างนี้ผ่านสื่อทุจริต ตรงนั้น ทุจริตตรงนี้ นาย ก ไปสั่งตรงนี้ รัฐมนตรี ข ไปสั่งตรงนี้ ค ไปสั่งตรงนั้น พวกเรา จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตอนนี้คือการอภิปรายในวาระสอง ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผมเห็นว่าถ้าเสียงข้างมากยอมฟัง เสียงข้างน้อย ผมว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับของท่านจะสะดวกง่ายดายกว่านี้ จะขัด หรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะได้ใช้สิทธิตามสิทธิ ของตนต่อไป ขอบคุณครับ