ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีความระแวงสงสัยและขัดกันเอง โดยเฉพาะเรื่องอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ศาล และเรียกร้องการปฏิบัติตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ควรเปลี่ยนแปลงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมอภิปรายทั้งหมด ผมทำการบ้านมาท่านประธาน และผมก็ อภิปรายพยายามอยู่ในกรอบ ท่านประธานขอให้สบายใจครับ สิ่งที่ผมพูดเป็นข้อเท็จจริง และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็ติดตามฟัง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการที่เรา ไปวินิจฉัยให้รัฐสภาก็ดี ท่านประธานรัฐสภาก็ดีเป็นผู้วินิจฉัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งมัน มีความระแวงสงสัย ประเด็นนั้นผมจบแล้วครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อก็คือว่าท่านประธาน ทราบไหมครับว่าการที่ไปบัญญัติไว้อย่างนั้นมันเสี่ยงต่อการที่จะไปขัดกับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๑๒ ในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญได้ เห็นไหมครับ มันยังมีให้อำนาจของพี่น้องประชาชนในการที่เมื่อไรก็ตาม ที่มีการบัญญัติแล้วไปขัดหรือแย้งกับสิทธิเสรีภาพ ผมไม่ได้พูดถึงกฎหมายแล้วนะครับ แต่ถ้าไปขัดสิทธิหรือเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเมื่อไรเขาก็มีสิทธิร้องขอ และที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวความคิดที่ผมได้อภิปรายมาก็คือ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนะครับ ในนี้เขียนไว้ชัดว่าการดำเนินการของรัฐธรรมนูญนั้น ถือว่าเป็นกฎหมายในลักษณะหนึ่งเหมือนกัน ต่อมาท่านประธาน ในกรณีที่มีความขัดแย้ง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ศาล ตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไป ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้นเสนอเรื่องพร้อม ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย เอาละท่านประธาน มาตรานี้ตรงเลยครับ วันนี้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยพิพากษากฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังเขียนอำนาจให้ประธานรัฐสภาและรัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ เหมือนกัน และผมได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ นี่คือกรณี ขัดแย้งกันระหว่างการทำหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ ไม่ใช่ศาลตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไป เขายกเว้นอย่างเดียวครับ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับศาลยุติธรรม ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้นเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เห็นไหมครับท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่เขาเดินหน้ามา ดีอยู่แล้ว และถ้าท่านประธานจะใส่ว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องประเด็นของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า พวกผมก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะสิ่งที่ผมอภิปรายนั้น มันอยู่ในประเด็นที่เราเป็นห่วงว่าเอาบุคคล เอาองค์กรที่ไม่ใช่มีหน้าที่มาทำหน้าที่ และเราก็ เป็นห่วงว่าการบัญญัติอย่างนั้นมันจะเป็นการขัดกันเองของรัฐธรรมนูญ และจะใช้แนวทางไหน ในการปฏิบัติ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ เห็นไหมครับ ถ้าเราคิดว่าเราใหญ่ เราเป็นองค์กรที่เป็นนิติบัญญัติ สามารถพิจารณารัฐธรรมนูญหรือดำเนินการอย่างอื่นอย่างใดก็ได้ ถ้าเราคิดว่าเราสามารถ ทำได้ทุกอย่าง แต่ท่านก็ต้องไปดูมาตรา ๒๑๖ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขาบอกคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา สมมุติว่าวันนั้นถ้ามีคนใช้สิทธิร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่าถูกละเมิดในสิทธิและเสรีภาพในการที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการการทำกฎหมายในขณะนี้ไม่เป็นไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันรัฐสภานะครับ กระบวนการ ที่เดินอยู่ทั้งหมดเสียไปทั้งหมดนะครับ เอาละครับท่านประธาน ท่านมาดูอีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๒๔๕ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือ ศาลปกครองได้เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้
(๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใด มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ มีช่องทางอีกครับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน (๑) ของมาตรา ๒๔๕ บทบัญญัติแห่งกฎหมายใด กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ รัฐธรรมนูญของเรา ก็ถือเป็นบทบัญญัติของกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึง กราบเรียนท่านประธานว่ามันไม่มีเหตุผลเลยอยู่ ๆ ท่านจะไปเปลี่ยนแปลงอำนาจของศาล รัฐธรรมนูญที่เขาทำหน้าที่มาตลอดและเป็นที่ยอมรับของประชาชน แต่ท่านก็เอามา เปลี่ยนแปลงให้ประธานรัฐสภากับรัฐสภาวินิจฉัย ประเด็นแรกที่ผมต้องตั้งข้อสังเกต ก็คือว่า ที่ท่านไม่ยอมไปศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกรณีปกติ เพราะท่านกลัวว่าคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านไม่ต้องการให้มีใครหยิบยกเรื่องของการตีความของร่าง ที่ สสร. พิจารณานั้นไปสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำให้มีเวลาในการ พิจารณาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ ๑ หรือ ๒ เดือน และมันก็สอดคล้องกับที่ผมอภิปรายมาตั้งแต่ ต้นอย่างไรครับท่านประธาน ว่าขบวนรถด่วนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านสร้างภูมิคุ้มกันไว้ ทุกเรื่องเลยครับ ตกรางไม่ได้ ตกรางแล้ววิ่งต่อได้ ตกร่างแล้ววิ่งต่อได้ จะถึงสถานีกี่สถานีก็ไม่มีความหมายให้มันวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ให้มันเป็นประเด็นของสังคม ได้ตลอดเวลา ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมอภิปรายในส่วนของการที่ให้ ท่านประธานรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อที่ผมได้ทักท้วง ท้วงติง และผมกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องลุกขึ้นมา ตอบสิ่งที่ผมเป็นห่วง สิ่งที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงว่าทำไปเพื่ออะไร มันไม่มีผลดีเลย และมัน ตอบโจทย์ของสังคมไม่ได้ แต่เมื่อท่านเขียนมาและท่านไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผม ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของผม
และประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมจะไม่ใช้เวลามาก การทำประชามติ ครั้งนี้ท่านประธานต้องยอมรับนะครับว่า กกต. มีหน้าที่ในการทำประชามติ และทำ ประชามติทำทั้งฉบับนะครับ ไม่ได้ทำเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ท่านประธานไม่ต้องกด ไมโครโฟนนะครับ