มณเฑียร บุญตัน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำแปรญัตติที่ตนเองสงวนไว้ โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงควรดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเกิดความสบายใจ เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมืองและลดข้อครหานินทา นอกจากนี้ ยังเสนอแนะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงลงประชามติ เพื่อเป็นการยืนยันความชอบธรรมและความเห็นชอบของรัฐสภาอีกรอบหนึ่ง
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ขอแปรญัตติ และได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ใน ๓ วรรค ด้วยกันนะครับ
วรรคแรกนั้น ผมได้ขอแปรญัตติในลักษณะที่ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก็ให้เสนอต่อรัฐสภาแทนที่จะเป็นท่านประธานรัฐสภาครับ เนื่องจากว่าได้มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านอภิปรายรายละเอียดหลายประการไปแล้ว ผมก็จะพยายามไม่พูดซ้ำนะครับ แต่ว่าหลักการในสาระสำคัญที่ผมได้แปรญัตติเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าผมยังคงยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งที่อยากให้แก้และไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ เกิดความสบายใจ เพื่อให้เกิดการเห็นพ้องมากที่สุด เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง และลดข้อครหานินทา จึงเป็นการสุ่มเสี่ยงครับ ถ้าจะให้ท่านประธานรัฐสภาแต่เพียงลำพัง เป็นผู้รับเรื่องแล้ววินิจฉัยในเบื้องต้น ผมคิดว่าเพื่อเป็นการป้องกันเกียรติภูมิของท่านประธาน รัฐสภาด้วย เป็นการรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติบัญญัติทั้งระบบด้วย ผมก็เลย ขอแปรญัตติว่าให้นำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อดำเนินการวินิจฉัยในเบื้องต้นว่ามีลักษณะขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ แล้วก็ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาในการที่จะดำเนินการส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป แต่เนื่องจากว่าได้มีการลงมติในส่วนนั้นไปแล้ว เพราะฉะนั้น อำนาจในการวินิจฉัยเบื้องต้นก็จึงตกอยู่ที่รัฐสภา แต่อย่างไรก็ตามอำนาจในการที่จะ พิจารณาก่อนนำเข้าสู่การพิจารณานั้นก็ไม่ควรที่จะอยู่ที่ท่านประธานรัฐสภาดังที่ผมได้กล่าว ไปแล้วเบื้องต้นเราต้องทำให้รัฐธรรมนูญนั้นผ่านกระบวนการในการชั่ง ตวง วัด อย่างรอบคอบ ได้มีการแสดงความคิดเห็นของคนหลากหลายให้มากที่สุด และแม้กระทั่งเมื่อรัฐธรรมนูญ จัดทำร่างแล้วเสร็จ สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างแล้วเสร็จก็ตาม กระบวนการเพื่อนำไปสู่ การลงมติ หรือวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะต้องห้าม หรือเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ก็ควรที่จะต้องกระทำอย่างรอบคอบครับท่านประธาน เมื่อได้มีการวินิจฉัย ไปแล้วหากเห็นว่ามีลักษณะเป็นการต้องห้ามก็จะต้องตกไปครับ เพราะว่าไม่สามารถเดินหน้า ต่อไปได้แล้ว ส่วนกระบวนการจะต้องกลับเข้ามาใหม่หรือไม่อย่างไรนั้นก็จะต้องปรากฏ ในมาตราต่อไปในภายหลังนะครับ แต่หากว่าได้วินิจฉัยแล้วเห็นว่าไม่ขัด ผมก็ได้แปรญัตติ ในวรรคสองต่อไปว่ากรณีที่ได้ผ่านการวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะนำไปสู่ การลงประชามติเพื่อเป็นการให้รัฐสภายังมีส่วนร่วมในการตัดสิน เห็นชอบ เนื่องจากว่า รัฐสภาเองเป็นผู้กำหนด เป็นผู้มอบอำนาจให้สภาร่างรัฐธรรมนูญไปยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก่อนที่จะนำไปสู่การลงประชามติก็ควรจะต้อง ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจและได้โอนอำนาจนั้นให้แก่สภาร่างรัฐธรรมนูญไปดำเนินการร่าง ผมได้นำเสนอแนวคิดนี้ และการให้ความเห็นชอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ก็ให้พิจารณาทั้งร่างครับ จะไม่มีการไปแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ อย่างไรก็ตามครับ ก็จะต้องเปิดโอกาสให้ สสร. นั้นมาชี้แจง รายละเอียดต่าง ๆ ต่อรัฐสภานะครับ กรณีนี้หากว่ารัฐสภามีมติเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภา คือสมาชิกของ ๒ สภาที่มีอยู่รวมกันแล้ว จึงจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญนั้น ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เหตุผลก็เช่นเดียวกันครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใหญ่ เป็นสิ่งที่ มีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่เหนือกฎหมายอื่นใดทั้งหมด เพราะฉะนั้น ต้องแก้ยาก และจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบคอบ อย่างเข้มงวด แม้กระทั่ง การลงมติเพื่อจะเห็นชอบหรือไม่โดยรัฐสภาก็ต้องอาศัยมติมากกว่าเสียงข้างมากครับ จะต้อง เป็นมติอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่ามากกว่า ๓ ใน ๕ ทั้งนี้มติ ๓ ใน ๕ เมื่อผมได้คำนวณดูแล้ว ก็พบว่าจะต้องอาศัยจำนวนสมาชิกรัฐสภา ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รวมกันแล้วประมาณ ๓๙๐ คน ซึ่งก็จะทำให้มีลักษณะใกล้เคียงกับการเห็นพ้อง หมายความว่า จะต้องใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด จากวุฒิสภามากกว่ากึ่งหนึ่ง หรืออาจจะต้องอาศัยความเห็นชอบจากพรรคฝ่ายค้านด้วย จึงจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มี ความรอบคอบและเกือบจะเรียกว่าได้รับการเห็นพ้องจากรัฐสภาก็ว่าได้นะครับ กรณีที่ รัฐสภาได้ลงมติแล้วเห็นชอบไม่มากกว่า ๓ ใน ๕ ก็ต้องถือว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ก็ไม่ได้หมายความจะตกไปทันทีนะครับ ก็จะต้องผ่านกระบวนการที่จะต้องผ่านไปสู่ การลงประชามติโดยที่ท่านประธานรัฐสภาก็ส่งต่อให้กับ กกต. ไปดำเนินการ ในวรรคสามนั้น ผมไม่ได้แปรญัตติเพราะเป็นเรื่องของระยะเวลาครับ ซึ่งผมคิดว่าแม้ว่าจะมีความขลุกขลัก อยู่บ้างก็ไม่ได้เป็นประเด็นในสาระสำคัญเท่าไรนักครับ
ผมขอแปรญัตติมาตรานี้ในวรรคสี่ครับ เนื่องจากว่ามันมี ๒ กรณี หากเป็น กรณีที่ผ่านความเห็นชอบโดยที่ประชุมรัฐสภาครับ ก็คือผ่านความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ก็อาศัยเสียงลงประชามตินะครับ เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง อันนี้ก็จะสอดคล้องกับวิธีปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือใช้เสียงข้างมากของผู้ที่มา ออกเสียงลงประชามติ เพื่อเป็นการยืนยันความชอบธรรม และเป็นการยืนยันความเห็นชอบ ของรัฐสภาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งก็ใช้แค่เสียงส่วนมากในการลงประชามติ ซึ่งผมคิดว่าถ้าผ่าน ความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ของรัฐสภาแล้ว และผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติ เสียงข้างมากของผู้ที่มาออกเสียงก็น่าจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญนี้มีความชอบธรรม เอาชนะใจ พี่น้องประชาชน ทั้งผ่านตัวแทนปวงชนชาวไทยและผ่านการลงประชามติโดยตรงของพี่น้อง ประชาชน ความขัดแย้ง ความแตกแยกก็จะไม่มี อุณหภูมิทางการเมืองก็จะลดลง ข้อครหานินทา ก็จะไม่มีหรือมีน้อยนะครับ เราก็จะสามารถเดินหน้าประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราได้ แต่กรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามเงื่อนไขที่ผมได้แปรญัตติไว้ใน วรรคสองก็คือ ได้รับความเห็นชอบไม่มากไปกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่นะครับ การลงประชามตินั้นที่ผมได้แปรญัตติไว้นะครับท่านประธาน จะต้องใช้เสียงมากกว่า ๓ ใน ๔ ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียงนะครับ ก็คือมากกว่าร้อยละ ๗๕ ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียง ไม่ใช่ผู้ที่มาออกเสียงนะครับ เพื่อเป็นการ ให้มั่นใจได้ว่าแม้รัฐสภาไม่เห็นชอบตามเงื่อนไขคือมากกว่า ๓ ใน ๕ ของสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อพี่น้องประชาชนยืนยันเป็นมั่นคงด้วยคะแนนมากกว่า ๓ ใน ๔ ของพี่น้องประชาชน ที่มีสิทธิมาลงคะแนนก็ยังถือว่ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านการลงประชามติ ผมคิดว่าถ้ากระบวนการ เป็นเช่นนี้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ การที่เรามาถกเถียงกันในวันนี้ การที่เราได้แสดง เหตุผลกันในวันนี้ ก็คุ้มค่านะครับ แม้ว่าเราจะใช้เวลา ๑๓ คืน และการที่ สสร. ทั้งที่ได้รับ การเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และได้รับการสรรหาแต่งตั้งจากรัฐสภาไปทำหน้าที่ก็คุ้มค่า แล้วสังคมไทยที่จะต้องเหนื่อยยากไปอีกร่วมปีก็คุ้มค่าแล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอให้สมาชิกในที่ประชุมรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้กรุณาพิจารณาข้อเสนอของผม เพื่อให้การเดินหน้าประเทศไทยเป็นไปได้ และเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่ารัฐธรรมนูญนี้กระทำ การยกร่างและผ่านความเห็นชอบตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจในสมัยใดสมัยหนึ่งเท่านั้น เช่น ในสมัยที่คณะรัฐประหารเรืองอำนาจ ก็สั่งโดยวิธีการใดก็ได้ หรือแม้กระทั่งในสมัยที่ถือว่า ประชาธิปไตยมีอำนาจเป็นประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งก็ใช้เสียงส่วนใหญ่ โดยมติพรรคในการที่จะให้รัฐธรรมนูญไปในทิศทางใดก็ได้ ซึ่งผมเห็นว่ากรณีที่เป็นกติกา สูงสุดของประเทศ เช่นเดียวกับเวลาเราจะมีการยกร่างกฎหมายระหว่างประเทศท่านประธาน ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบ การยกร่างกฎหมายระหว่างประเทศในองค์การสหประชาชาตินั้น ต้องใช้วิธีการที่หาความเห็นพ้องให้มากที่สุด มิได้มีการใช้วิธีการลงคะแนนเอาเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่ากฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีผลกระทบกับมวลมนุษยชาติ มีผลกระทบต่อภาคี สมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญมีผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน บนแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชน ทุกหมู่เหล่า เป็นเครื่องหมาย เป็นเครื่องชี้วัดวุฒิภาวะความเจริญและความมีอารยะในทาง ประชาธิปไตยของแผ่นดินเราแล้ว การลงประชามติก็ดี การให้ความเห็นชอบก็ดีของรัฐสภา ก็ควรที่จะต้องใช้กระบวนการที่รอบคอบและอาศัยเสียงที่มากกว่าเสียงข้างมาก ผมขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับ กรณีเป็นความเห็นชอบโดยรัฐสภานั้นควรจะต้องผ่านโดย ความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ถ้าไม่เห็นชอบ กรณีไปลงประชามติก็ควรจะต้องใช้ประชามติ มากกว่า ๓ ใน ๔ ของพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง กรณีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบมากกว่า ๓ ใน ๕ ก็เพียงแต่ใช้เสียงข้างมากจากประชาชนผู้มาออกเสียงก็เพียงพอแล้ว ผมคิดว่า ข้อเสนอของผมได้พยายามคิดอย่างรอบคอบและมองทั้งในเชิงของการผ่านกฎหมาย และในเชิงของการเตรียมสังคมให้สามารถทำใจกับเรื่องเหล่านี้ได้ ให้สามารถตกผลึก ทางความคิด เรียนรู้ที่จะเข้าใจรัฐธรรมนูญก่อนจะลงประชามติ ให้เขารู้ว่ารัฐธรรมนูญนั้น จะมีผลต่อชีวิตของเขาต่อไปในอนาคต เช่นนี้แล้วผมเชื่อว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดได้ครับ และคงไม่มีใครบังอาจที่จะฉีกรัฐธรรมนูญแบบนี้ทิ้งได้โดยง่ายอีกต่อไป ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ