อนุรักษ์ นิยมเวช พูดถึงการแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๓ และหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและรัฐสภาเพื่อตรวจสอบและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะนำไปประชามติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๒๙๑/๑๓ เกี่ยวกับการลงประชามติ โดยมีความเป็นห่วงเรื่องความรู้ความเข้าใจของร่างรัฐธรรมนูญในประชาชน
กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้มีการแปรญัตติครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งในประเด็นที่ผมแปรญัตติก็ เป็นประเด็นที่อยากจะสอบถามทางท่านกรรมาธิการในหลักการและแนวความคิดของท่าน กรรมาธิการที่ยืนยันตามร่างเดิมที่มาจาก ครม. ซึ่งผมเข้าใจว่าในหลักการที่ผมพยายามที่จะ แปรญัตติและขอคำชี้แจง
หลักการประการแรก ก็คือเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้วก็ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา ซึ่งผมเองมีความเห็นว่าน่าจะเป็นตัวทางรัฐสภา
และอีกหลักการหนึ่ง ก็คือในกรณีที่เมื่อ สสร. ดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วภายใน ๒๔๐ วัน จะดำเนินการนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปที่ใด ซึ่งทาง ท่านกรรมาธิการก็จะดำเนินการร่างดังกล่าวไปทำประชามติเลย ซึ่งตรงนี้ผมอยากเรียนชี้แจง ทางท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าโดยหลักการเบื้องต้นผมก็คิดว่า ท่านเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นร่างที่ผ่านประชามติมาแล้ว ๑๔.๕ ล้านคน ท่านก็นำไปทำประชามติในหลักการตรงนี้ผมเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่าในการแปร ญัตติของผมพยายามที่จะทำให้ตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชอบธรรมมากขึ้น ซึ่งผมได้ พยายามเปรียบเทียบกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถ้าเปรียบเทียบแล้วเมื่อมีการทำ สสร. หนึ่งแล้วที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งในร่าง รัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้ทำผ่านประชามติ โดยให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบแล้วก็ประกาศเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ผ่านประชามติ แต่ถ้ารัฐสภา ไม่ให้ความเห็นชอบแล้วถึงไปผ่านประชามติ นั่นก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ขณะเดียวกันในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็หลักการคล้าย ๆ กัน ก็คือเมื่อมีการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็นำไปสู่การทำประชามติเลยครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ในการ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญในฉบับที่จะเกิดขึ้น สสร. ปี ๒๕๕๕ ซึ่งรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้น ปี ๒๕๕๖ ถ้ามีกระบวนการตรงกลางก็คือเมื่อให้ทางรัฐสภาเมื่อมีการร่างแล้วให้ทางรัฐสภาดูอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความรอบคอบ แต่รัฐสภาไม่มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ให้ทางสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญในการประชุมร่วมกัน ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบค่อย ๆ ไปทำประชามติก็มีกระบวนการตรงกลางขึ้นมา ผมคิดว่าถ้ามีกระบวนการดังกล่าวก็จะเป็น การพัฒนาประชาธิปไตยคือเกิดความรอบคอบผ่านทั้งสภาแล้วก็ผ่านทั้งประชามติด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรก็ต้องผ่านประชามติไม่ผ่านประชามติ ไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผ่านประชามติด้วยความชอบธรรมก็ต้องมีการผ่าน ประชามติตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ขอคำชี้แจงนะครับว่าในกระบวนการตรงนี้ทำไมตัด ในส่วนของกระบวนการ ในส่วนของตัวรัฐสภาออกไปนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธาน ในวรรคสาม ถ้ามีการผ่านรัฐสภาผมคิดว่าก็คง ใช้เสียงมติเสียงเกินกึ่งหนึ่งโดยวิธีการขานชื่อถ้าเป็นการเติมเข้าไป เพราะฉะนั้นประเด็นนี้คือ เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน ก็คือว่าอยากสอบถามทางท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการคือผมคิดว่าตัวร่างรัฐธรรมนูญตัวนี้นะครับ โดยหลักการแล้ว การตีความว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือการแก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องของ ระบอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยหลักการการตีความตามที่ผ่านไปแล้วนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งโดยหลักการ แล้วให้รัฐสภาเป็นคนตีความ เพราะฉะนั้นในการแปรญัตติของผมการที่จะยืนยันว่าไม่ใช่กรณี ดังกล่าว ผมก็เห็นสอดคล้องว่าต้องให้เป็นรัฐสภา แต่อย่างไรก็ตามผมก็อยากสอบถาม ท่านกรรมาธิการนะครับว่าในระบบของปัจจุบันในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ผมยังคิดว่า มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกับท่านหลาย ๆ เรื่อง ก็คืออยากขอความชัดเจนว่าปัจจุบันอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญในการตีความรัฐสภามีไหม เท่าที่เข้าใจผมดูจากมาตรา ๑๕๔ เรื่อง การควบคุมตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้มาใช้ส่วนกฎหมาย ที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ถ้าตัวรัฐธรรมนูญเองยังมีปัญหา โดยเฉพาะตัวอย่าง เช่น ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างเช่นวันนี้ถ้าเราไม่มีปัญหาเรื่องบทที่ ๑๖ ในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เหมือนกับมีมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็คือมีการต้องห้ามเหมือนกันว่าห้ามไม่ให้แก้ไขตรงนั้นขึ้นมา ซึ่งตรงนั้นถ้ามี ปัญหาขึ้นมาจะใช้ใครเป็นคนตีความอย่างไร ขาดความชัดเจน ซึ่งในบทที่ ๑๖ ทางท่าน กรรมาธิการก็พยายามทำให้เกิดความชัดเจนว่าใช้ใคร อย่างไร เพียงแต่ผมเลยอยากสอบถาม ว่าในปัจจุบันนี้เท่าที่ท่านศึกษาแล้ว อำนาจหน้าที่ตรงนี้หรือแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีอำนาจหน้าที่ไหม มีการวางแนวบรรทัดฐานใด ๆ อยากให้ท่านกรรมาธิการช่วยให้ข้อมูลตรงนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาของผมนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธาน ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ คือในเรื่องของการลง ประชามติซึ่งในคณะกรรมาธิการบอกว่าภายในเวลาไม่เกิน ๙๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาตรงนี้นี่ผมคิดว่าอยากจะสอบถามว่า ๑. การดำเนินงานดังกล่าวอาจจะ ไม่สอดคล้องกับตัว พ.ร.บ. ประชามตินะครับ ในมาตรา ๖ (๒) แต่อย่างไรก็ตามมาตรา ๖ (๒) ก็ มีข้อยกเว้นว่าเว้นแต่กฎหมายอื่นบัญญัติไว้ เพียงแต่ว่าผมมองว่าในตรรกะแล้วการที่จะให้ เวลาประชามติ ประชาชนในการเตรียมตัว ในการที่จะเข้าใจร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ เพราะมันเป็นการรับลูกต่อจาก สสร. พอ สสร. เสร็จ ๒๔๐ วันในช่วงของการดำเนินการ สสร. แล้วต้องมีการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนครับ ให้ความรู้ความเข้าใจ เสร็จแล้ว ก็ต้องส่งไปทำประชามติ การที่ส่งต่อ กกต. กกต. ก็ต้องให้ความรู้กับประชาชนในการที่จะ เข้าใจในตัวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเลยมีความเป็นห่วงเรื่องนี้เวลาดังกล่าวนี่การที่ประชาชน จะมีความรู้ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะพอเพียงไหมนะครับ ซึ่งกราบเรียน ท่านประธานผมก็พยายามจะดูครับว่าตัวเทียบกันในที่ผ่านมาเป็นตัวหลักมีอะไรเป็นตัวเทียบ ตัวหลักบ้าง ซึ่งถ้าผมดูกับการจัดทำร่างตัว สสร. ๑ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คงใช้ เวลาเดียวกันก็คือไม่เกิน ๙๐ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๑๒๐ วัน ก็สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ประชามติ ในขณะเดียวกันการจัดทำร่างของตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกำหนดไว้ อันนั้นคือไม่เร็วกว่า ๑๕ วัน แต่ไม่ช้ากว่า ๓๐ วันนะครับ ถ้าเทียบกับของท่านแล้วของท่านให้เวลามากกว่า ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน เพียงแต่ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ตรรกะอยู่ที่ว่าทำอย่างไร การส่งมาให้กับ สสร. การส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้ทาง กกต. เพื่อไปดำเนินการให้ความรู้ กับประชาชนในการทำประชามติดังกล่าวนะครับ จะได้ทั่วถึงประชาชนจะได้เข้าใจในตัวร่าง ดังกล่าวที่จะลงมติประชามติ
ในประเด็นสุดท้ายท่านประธาน ในเรื่องของการลงประชามติท่านประธาน ปกติแล้วในหลักเกณฑ์มาตรฐาน คือการออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ตัวร่างรัฐธรรมนูญก็ตกไป แต่อีกกรณีหนึ่ง ก็คือกรณีผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติมีจำนวน ไม่ถึง ๑ ใน ๕ ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งกราบเรียนท่านประธานผมก็ พยายามไปเปรียบเทียบดูครับ ในสมัยการจัดทำ สสร. ๑ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตรงนี้ก็เป็นองค์ประกอบอีกอันหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าตรงนี้ทางกรรมาธิการไม่ได้ใส่ประเด็นนี้ ก็เลยอยากสอบถามคำชี้แจง แต่อย่างไรผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการในประเด็นหนึ่งนะครับ ถ้าประชามติไม่ผ่านทางด้านกรรมาธิการให้ความกรุณาเติมเข้ามาว่า ถ้าประชามติไม่ผ่าน อย่างไรก็จะไม่มีการจัดทำ สสร. อีกครั้งหนึ่งต่อไป ก็ถือว่าครั้งนั้นจบเลยครับ ก็ขอคำชี้แจง จากท่านกรรมาธิการนะครับ กราบขอบคุณครับ