ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านการประชุมสภา และไม่มีความชอบธรรม โดยเฉพาะเรื่องการประชามติรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างของ สสร. ที่สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรอคอยมาตรานี้มานาน พอสมควรครับ ผมตั้งใจที่จะพูดจาเรื่องนี้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมากับท่านประธาน คณะกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง และตั้งใจจะพูดกับเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน ผมใช้เวลาในการพูดในเรื่องนี้กับท่านประธานน้อยมากครับ และผมเลือกประเด็น ในประเด็นที่เป็นปัญหาทางหลักการ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ ในรอบ ๑๓ วันที่ผมลุกขึ้นอภิปราย เพื่อกราบเรียนกับท่านประธานและคณะกรรมาธิการด้วยความคาดหวังของการเปลี่ยนแปลง แก้ไขจริง ๆ ที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าเราได้ติดกระดุมผิดเม็ด มาตั้งแต่วันแรกแล้วครับ ตั้งแต่วันที่เราได้นำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาสู่การแก้ไขในสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือฉบับไหนที่เป็นรัฐธรรมนูญถาวรของประเทศไทย ไม่เคยอนุญาตให้ร่างรัฐธรรมใหม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว รัฐธรรมนูญถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ ไปร่างใหม่ทำด้วยวิธีการที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะทั้งสิ้น หลังใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเราไปร่างใหม่ หลังมีการปฏิรูปการเมืองเราไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรามีเงื่อนไขตรงนี้เท่านั้นละครับ เอาล่ะ วันนี้เราจะร่างใหม่ ผมกำลังบอกท่านประธานว่าถ้าเราจะร่างใหม่ เราจะมาจบ รัฐธรรมนูญตรงไหน ผมร่างในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมแปรญัตติให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคหนึ่งดังนี้
เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อนส่ง ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบก่อนทำประชามติดังกล่าว นี่คือปัญหาที่อาศัยโครงสร้างและระบบที่ผม ได้นำเสนอมาแล้วตั้งแต่วันแรก
ปัญหาที่ ๑ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีเงื่อนไขให้ร่างใหม่ มีแต่ให้การแก้ไขเท่านั้น แต่สภากำลังแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อให้ไปสู่ร่างใหม่ เอาครับเราได้ลงมติไปแล้ว รับหลักการไปแล้วว่าถ้าอย่างนั้น แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ไปสู่การร่างใหม่ กระบวนการต่อมาอีก เรามีคำถามและผมแปรญัตติไว้ ที่มาตรา ๒๙๑/๑ ถามว่าโครงสร้างของ สสร. ที่สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นใคร คำอธิบายที่ได้จากสภานี้บอกว่ามาจาก
๑. ปวงชนชาวไทย
๒. ผู้เชี่ยวชาญที่มาจากความหลากหลาย
ผมบอกว่าชุดความคิดนี้เป็นชุดความคิดที่ผิด เพราะใช้ ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ๗๗ คนไม่อาจบอกได้ว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย การเลือกตั้งไม่ได้แปลว่าเลือกอะไรก็ได้ และเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยนะครับ ไม่ใช่การเลือกอย่างไรก็ได้และเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย นะครับ ไม่ใช่จำนวนเท่าใดที่ประกาศแล้วจะเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนะครับ ผมอธิบาย ในเชิงหลักการว่าเอาล่ะถ้าไม่ให้สภานี้แก้ ไม่ให้สภานี้ร่างก็ไปสร้าง สสร. มาร่าง เอา สสร. มาจากไหน ท่านบอกว่าเอามาจากจังหวัดละคน ผมถามว่าจังหวัดละคนเป็นตัวแทนใครครับ เป็นตัวผู้แทนปวงชนตรงไหนครับ กรุงเทพมหานครก็มี ๑๐ ล้านคน จังหวัดระนองก็มีอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ คน ผู้แทนปวงชนตรงไหนละครับ สัดส่วนของผู้แทนราษฎรก็คือตัวแทนปวงชน เอาล่ะผมผ่านประเด็นนี้ ผมโหวตและแพ้ ชุดนี้ท่านประธานครับ ผมบอกท่านประธานได้เลยว่า โครงสร้างของอันนี้อธิบายไม่ได้เชิงระบบและผิด
ปัญหาที่ ๒ รู้อีกว่า ๗๗ คนร่างไม่เป็นต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญมาร่าง ใครล่ะ เป็นคนรับผู้เชี่ยวชาญได้ เป็นที่ยอมรับกันตรง ๆ เอาล่ะไม่ต้องประชาธิปไตย แต่ว่าต้องการให้ คนเก่งคนร่างเป็นเข้ามาทำ ร่างเอาใครมาทำ เอานักกฎหมายมหาชน เอานักรัฐศาสตร์ เอานักรัฐประศาสนศาสตร์ เอาผู้มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดินมาทำ เอามาจากไหน ก็ต้องได้มาจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้นละครับ มหาวิทยาลัยของรัฐเขารู้จักดีว่าใครเชี่ยวชาญ ใครเป็นตัวแทน ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ ใครผู้มีประสบการณ์ แทนที่จะให้คนเหล่านี้เขาเลือก ไม่เอาเพราะอะไรครับ ซึ่งไปบอกให้นิติบุคคลใครก็ไม่ได้ส่งเข้ามาก็ได้ เพราะมหาวิทยาลัย ฝากไม่ได้อย่างไร มันซุกคนไม่ได้อย่างไรครับ เวลาโหวตสภามหาวิทยาลัยก็ไม่ให้คนที่ ต้องการอย่างไร เอาตามนี้ ระบบนี้ผิดนี่ผมยืนยันกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งที่ผมลุกขึ้น อภิปราย ในมาตรา ๒๙๑/๖ ที่อภิปรายในเรื่องชุดอันนี้ในที่สุดไปทำใครไม่รู้ได้มาอย่าง กระจัดกระจายแล้วก็เป็นปัญหา พอระบบชุดอันนี้ท่านครับ สภา สสร. ที่ว่าไม่อาจอธิบาย ความเป็นผู้แทนปวงชน ไม่อาจอธิบายความเป็นตัวแทนของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ทำอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีทางทำอย่างอื่นครับ แน่นอนที่สุดประชามติขั้นสุดท้าย ที่เราเห็นตรงกัน ท่านประธานครับ ร่างนี้เอามาจากไหนครับประชามติ ร่างนี้เอามาจาก ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ ก็ทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทำแล้วเอาไปไหนครับ เขาไม่ได้มาสภานิติบัญญัติ ทำแล้วก็ไปประชามติ ถามว่าวันนั้นเขาไปทำประชามติได้โดย ไม่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้อย่างไร ได้ครับ เพราะวันที่เขาล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และไปร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาใช้ เขาได้ กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติไว้ในมาตรา ๕ เขากำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ในมาตรา ๑๙ เขาแยกมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะเขาดันไปล้มรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เข้า เขาจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่เขากำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นคนไปร่าง เขาก็ไม่ต้องกลับมาสภา เขาก็ไปหาประชาชน ไปทำประชามติเลย รัฐธรรมนูญที่ท่านบอกว่าเป็นเผด็จการนี่ครับ เวลานี้เผด็จการ ๑๔ ล้านคน เห็นด้วย และประชาธิปไตยของท่านที่บอกว่ามันไม่เป็นเผด็จการ มันใช่ อันที่ว่ามันเผด็จการ มันคืออะไร ท่านประธานครับ วันนี้ผมกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตยเลย ไม่ได้มีเรื่องเผด็จการ หรือไม่เผด็จการเลย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังเอิญเจ้าของปัญหากับเจ้าของอำนาจ มันคนคนเดียวกันครับ และต้องออกแบบรัฐธรรมนูญมาแก้ปัญหาของคนที่มีอำนาจ มีปัญหา เท่านี้ท่านประธานครับ ถามว่าเมื่อทำมาแล้วเอาไปไหนละทีนี้ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ผ่านมาคือ ปี ๒๕๔๙ ชั่วคราวนี่เขาให้ไปทำประชามติ ถูกต้องครับ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มา จากการแต่งตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็มาจากการแต่งตั้ง ก็แยกกันตั้งแต่วันแรก ถึงวันสุดท้าย เขาไม่ได้มาพบกันเลยนะครับที่นี่ เขาไปเลย และถูกประชาชนลงประชามติ รัฐธรรมนูญเผด็จการที่สุดของท่านนี่มันฉบับเดียวที่ลงประชามติ ไปเผด็จการ ๑๔ ล้านคนนี่ ยืนอยู่ในเผด็จการสังคมนี้ได้อย่างไรครับ ท่านครับ มันเป็นความจริงหรือความเชื่อครับ มันเป็นปัญหาของประเทศไทยหรือว่ามีปัญหาของเจ้าของปัญหาครับ นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่า ต้องเรียงลำดับกลับมาว่าเราปล่อยให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านไปสู่ประชามติเลยไม่ได้ เพราะไม่มี ความชอบธรรม ไม่อาจอ้างได้ว่า สสร. เป็นผู้แทนปวงชนจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างเสร็จ ไม่เกี่ยวกับเรื่องมีปัญหาไม่มีปัญหา เรื่องเกี่ยวกับว่าเมื่อร่างเสร็จแล้ว ต้องกลับมาสู่สภาแห่งนี้ กลับมาสู่สภาแห่งนี้เพื่ออะไร เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน เขาได้ตัดสินใจว่าที่เขาได้ออกแบบ ได้อนุมัติให้ใช้ สสร. ไปร่างมาอย่างนี่ มันมีเป็นอย่างไร มีมาตราไหน มีปัญหาอย่างไร เขาจะอธิบายต่อประชาชนได้ เขาอธิบายต่อสาธารณะได้ เพราะว่าวันนี้ผู้แทนปวงชนทั้งหมดที่มีความชอบธรรมที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญ ในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการอนุมัติรัฐธรรมนูญเป็นผู้แทนปวงชน ใช่ครับ ผมเรียนกับ ท่านประธานไว้ตั้งแต่รอบแรกแล้วว่ารัฐธรรมนูญก็ดี การปรองดองก็ดี ในประเทศนี้เสียงข้างมาก ไม่พอครับ ท่านประธานครับ ถ้าเสียงข้างมากพอป่านนี้พวกคุณหักผมจบไปตั้งนานแล้ว แต่คุณหักไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากไม่พอสำหรับทำรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากไม่พอสำหรับ การปรองดอง เรากำลังเดินฝ่าวิกฤติออกไปข้างนอกสภา ท่านครับ ประเทศไทยจะเดินหน้า ได้อย่างไร วิกฤตินี้เราปล่อยให้ไปโดยที่ไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร วันที่ท่านยอมรับ การแก้ไข ท่านประธานครับ ผมคิดว่าบัดนี้ท่านได้เริ่มเข้าใจลึกซึ้งแล้ว เช่นแก้ไขให้เอา กฎหมายของ ส.ส. ส.ว. มาเลือกตั้ง สสร. ผมคิดว่านี่ท่านได้เข้าใจ ท่านเลยสู่ในวิถีทางที่เริ่มสู่ ระบบมากแล้ว แต่ที่ไหนได้ครับ ท่านไปทางนั้นเพราะทางเดินเก่าที่เขียนไว้มันไปไม่ได้ มันถึง กลับมาสู่ทางใหม่ที่เขากำหนดให้ไป เพราะฉะนั้นการเอารัฐธรรมนูญกลับมาแบบเดียวกับ ปี ๒๕๔๐ เพื่อให้สมาชิกสภานี้ได้อภิปราย ได้ให้ความเห็น ได้อนุมัติ ซึ่งไม่ใช่แก้ไข ที่เขา ไม่ยอมให้พวกเราไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเราเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งจริงในทาง การเมือง รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาทุกฉบับล้วนแก้ไขปัญหาที่ต่อเนื่องกันมาเรื่อย ๆ ให้ผู้แทนราษฎรร่างเอง เอาละจะเพื่อตัวเองก็ไม่ให้ทำ แต่บทสุดท้ายท่านครับ ความชอบธรรม ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่การมีประชามติหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐสภาแห่งนี้จะอนุมัติ ก่อนหรือไม่ นี่เป็นชุดความคิดที่ผมไล่มาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ไม่เห็นด้วยในเรื่องของการว่า ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้จะทำได้ตั้งแต่ไม่เห็นด้วยกับสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกสร้างขึ้นที่ไม่อาจ อธิบายว่าเป็นผู้แทนปวงชน ไม่อาจอธิบายได้ว่าผู้เชี่ยวชาญที่ท่านได้มานั้นใครเป็นคนจัดส่งมา ของใครกันแน่คนที่ส่งกันมาร่าง จนกระทั่งสุดท้ายเมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เป็นรัฐธรรมนูญที่รัฐสภานี้ต้องมีการพูดจา ท่านกลัวใช่ไหมครับ ท่านกลัวว่าถ้ารัฐธรรมนูญนี้ กลับมาสู่รัฐสภา มันเกิดเป็นเสียงข้างมากข้างน้อย เพราะในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไม่เคยมีปัญหาเรื่องเสียงข้างมากข้างน้อย รัฐธรรมนูญ ที่ผ่านรัฐสภามีมติเป็นเอกฉันท์แทบทุกครั้ง อาจจะมีใครบางคนทำเป็นโอ้อวด ทำเป็นโชว์ (Show) ตัวหาเสียงหาคะแนน ทำอะไรกันสักอย่างหนึ่งที่ผิด ๆ แปลก ๆ คนอื่นเขานัก ๒-๓-๔ คน เคยมีอย่างนั้นในเวทีรัฐสภา แต่ทุกฉบับที่ประกาศใช้ ๑๘ ฉบับ ผ่านรัฐสภาด้วยมติ ที่เป็นเอกฉันท์หรือเกือบเป็นเอกฉันท์ทั้งสิ้น ท่านไม่กล้าเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาสภา ใช่ไหมครับ จะมีเสียงเพี้ยนหรือมันมีเฉพาะแค่เสียงข้างมากทำให้รัฐธรรมนูญผ่านเท่านั้น ใช่ไหมครับ นี่คือปัญหา นี่คือสิ่งที่เราต้องเดินต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันจบเพราะเรา แก้ไขในแต่ละมาตรานี้ไม่พอ เรากำลังเดินไปสู่กับดักที่อยู่ข้างหน้าประเทศไทย เรากำลัง อยู่กับปัญหาที่ต้องเผชิญหน้าที่รุนแรง ผมเรียนเรื่องนี้กับท่านอย่างแข็งกร้าวและ ตรงไปตรงมาครับ เพราะผมหวังว่าระบบนี้ที่เราเดินผ่านมาเรากลัดกระดุมผิดเม็ด และเราก็ เดินผิดตลอด ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านออกไปเรากำลังเดินไปสู่การเผชิญหน้าที่มี ความรุนแรงและเสียหายมากกว่านี้แน่นอน ย้ำกับท่านประธานอีกครั้ง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรองดอง เสียงข้างมากไม่พอ ต้องเป็นความเห็นพ้องของประชาชนคนไทยด้วยครับ