รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการถกเถียงระหว่างคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและเสียงข้างมาก โดยกล่าวถึงกรณีที่ประธานรัฐสภาได้รับมอบภารกิจในการวินิจฉัยขั้นต้นมากเกินไป และมีความเห็นว่าประธานรัฐสภาได้วาง "สนุก"ไว้ ๒ สนุก และเรียกร้องให้มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย และยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นหลักเกี่ยวกับการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า และเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาส่งรัฐธรรมนูญไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และยังตั้งคำถามถึงการดำเนินการประชามติของรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้รับโอกาสในการทำความเข้าใจข้อเสนอที่ถูกนำเสนอในประชามติ และขอให้มีการแก้ไขเพื่อให้มีการปรึกษาหารือและหาข้อยุติอย่างเหมาะสม

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ แล้วในมาตรานี้ ในประเด็นนี้ผมในนามของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คงมีโอกาส ได้ถกกับทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่พอสมควร เพราะผมก็มีความรู้สึกว่าวันนี้ คณะกรรมาธิการทางเราค่อนข้างจะโยนภารกิจให้กับประธานรัฐสภาเยอะมาก ในมาตรา ก่อนหน้านี้เราก็มีการถกกันครับ ในเรื่องการออกคุณสมบัติของกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. ๒๒ คน พวกเราเองที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเราก็มองว่าทำไมเรามอบภารกิจ ให้ประธานรัฐสภามาก แต่ในเมื่อท่านลงมติเราก็ไม่ว่ากันครับ ในเมื่อท่านลงมติที่จะมอบ ภารกิจให้ท่านประธานรัฐสภา ในมาตรานี้ก็อีกประเด็นหนึ่งครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ ผลักภารกิจในการวินิจฉัยขั้นต้นให้กับท่านประธานรัฐสภา วันนี้ผมดูแล้วเหมือนกับว่าท่าน วางสนุกไว้ ๒ สนุก

สนุกชิ้นแรก ก็คือมอบภารกิจให้ท่านประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นที่ขัดแย้งกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และรูปแบบของรัฐ ก็เท่ากับว่าท่านประธานท่านจะเป็น คนวินิจฉัยขั้นต้น ผมก็เชื่อว่าทุกคนคิดเหมือนผมครับ เราขออนุญาตท่านประธานสมศักดิ์ว่า ขณะนี้ผมกำลังหมายถึงตำแหน่งประธานรัฐสภา ไม่ได้หมายถึงท่าน คำถามถามว่าประธาน รัฐสภาเป็นใคร ประธานรัฐสภาก็คือตัวแทนพรรคการเมืองคนหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ควบคุม การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรและประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นคำถามก็เลยถามว่า และคนมาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาวิเศษกว่า ส.ส. ส.ว. ตรงไหน ไม่ได้วิเศษไปมากกว่ากัน ผมเชื่อว่าความรู้พื้นฐานในสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หรือความรู้พื้นฐานในการวินิจฉัย รัฐธรรมนูญไม่ได้แตกต่างไปจาก ส.ส. ส.ว. มากเท่าไร ดังนั้นผมก็เลยมีความรู้สึกว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนไว้ว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมมีความรู้สึกว่าประธานรัฐสภาของเรามีอำนาจมากเกินไป และผมก็ไม่เชื่อว่าคนที่มา ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้จะสามารถวินิจฉัยบนพื้นฐานของความเที่ยงธรรมและถูกต้อง ตามหลักการของกฎหมาย ก็คือถูกต้องตามข้อเท็จจริง ถูกต้องตามหลักวิชาการของกฎหมาย เพราะวันนี้เท่ากับว่าเกิดท่านประธานรัฐสภา ณ วันนั้นที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งวิธีคิด ทางการเมืองขึ้นมา ผมคิดว่าประธานรัฐสภาเองก็คงฟังเสียงของพรรคของท่านว่าพรรคของท่าน มีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าพรรคของท่านบอกว่ามีเวลาจำกัดมาก เรามีเวลาเหลือน้อยแล้ว ให้ประธานรัฐสภาส่งต่อไปส่งต่อไปยัง กกต. เลย ผมเชื่อว่าประธานรัฐสภาท่านต้องทำ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เนื่องจากว่าท่านเป็นคนสังกัดพรรคการเมืองครับ จริงอยู่ในขณะ การทำหน้าที่ท่านก็บอกว่าท่านพยายามไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่ไปประชุมพรรค แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากมอบอำนาจให้กับ ท่านประธานรัฐสภา ท่านอาจจะมีการคุยกันส่งสัญญาณกันว่าเร่งรีบแล้วนะ รีบส่งให้ กกต. เลย ไม่ต้องส่งเรื่องมายังรัฐสภา ผมเชื่อว่าท่านวินิจฉัยด้วยตัวท่านเองล่ะ ดังนั้นบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาจะมาวินิจฉัยรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่าขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ผมไม่เชื่อว่าท่านจะทำหน้าที่นี้ได้ดี นี่คือการวางสนุกเกอร์ ขั้นที่ ๑ คำถามถามว่า ถ้าสมมุติว่ามีกระแสสังคมกดดันไปยังประธานรัฐสภา ผมสมมุติครับ ซึ่งท่านประธานรัฐสภาท่านนั้นก็จะต้องส่งเรื่องมายังสมาชิกรัฐสภาในการวินิจฉัย ผมเคยพูด ประเด็นนี้แล้วว่าผมไม่เชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาจะวินิจฉัยความถูกต้องได้ แต่ผมเห็นด้วยว่า ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยความต้องการประชาชนได้ดีมาก ผมถึงบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราทำไมไม่ให้เครดิตหรือให้เกียรติองค์กรที่ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ ผมย้ำช้า ๆ ครับ ผมฟังท่านประธานสามารถได้ชี้แจงหลาย ๆ ครั้ง แล้วท่านก็คงยืนยันตามที่ท่านได้ชี้แจงไป แต่อย่างน้อยผมก็อาศัยเวทีนี้ฟ้องพี่น้องประชาชนครับว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ใช้ องค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยเรื่องธรรมนูญ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ใช้พวกเดียวกัน ผมกล้าพูด อย่างนี้ครับ เพราะว่าท่านประธานรัฐสภาคือบุคคลที่สังกัดพรรคการเมือง ผมสมมุติครับ ถ้าท่านไปบอกว่าให้ประธานวุฒิสภา ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็ไม่เห็นด้วย ผมว่ายังดูเป็นกลางแล้วก็ เป็นหลักวิชาการมากกว่าให้ตำแหน่งประธานรัฐสภา เพราะผมถือว่าท่านเป็นบุคคลสังกัด พรรคการเมือง และขณะเดียวกันผมก็ต้องย้ำว่าเวทีแห่งนี้ ท่านก็สังเกตพวกเราประชุม ร่วมกัน เรามีเสียง ส.ส. ซีกรัฐบาล ซีกฝ่ายค้าน เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา วุฒิสภาก็มี ความคิดเห็นที่หลากหลาย ดังนั้นผมจึงกล้าพูดอย่างเต็มปากว่าเวทีแห่งนี้ จึงเป็นเวทีที่ ไม่เหมาะความชอบของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะว่าจะเกี่ยวพันกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ หรือไม่ ผมจึงถามว่าแล้วทำไมไม่ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการฟังคำที่ท่านชี้แจง ในที่ประชุมแห่งนี้ท่านก็บอกว่าไม่ได้มอบอำนาจไว้ ก็ในเมื่อเราจะวิเคราะห์กันว่าคนกลุ่มไหน เป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดแย้งหรือเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์หรือรูปแบบของรัฐ ท่านบอกว่าอำนาจไม่ได้มอบให้กับศาล รัฐธรรมนูญ แล้วทำไมเราไม่มอบล่ะ ถ้าท่านแก้ไขกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นพ้องแก้ไข ให้มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยประเด็นนี้ ผมเชื่อว่าการใช้คนให้ถูกกับงาน มันถูกต้องอยู่แล้วครับ ขณะนี้ท่านใช้คนของท่าน ๒ ส่วน

ส่วนแรก ท่านใช้ประธานรัฐสภาซึ่งก็คือคนของพรรคการเมือง ถ้าประธาน รัฐสภาไม่กล้าแบกรับภาระนี้ก็โยนมาที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาก็ใช้เสียงข้างมาก อยู่ดีครับ ก็คือพวกของท่านอยู่ดี ก็เท่ากับว่าท่านวางไว้ ๒ ช็อท (Shot) ก็คือท่านวางไว้ สำหรับคนของท่านทั้ง ๒ รูปแบบ คำถามที่ผมจะบอกพี่น้องประชาชนไปเลยว่าทำไมไม่เอา ศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อภารกิจศาลรัฐธรรมนูญเขาเกี่ยวข้องกับการตีความของรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด มันจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับที่จะให้องค์กรที่ชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการ วินิจฉัยหรือตีความว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ก็คือว่าด้วยสถาบัน พระมหากษัตริย์ รูปแบบรัฐ ผมก็เลยไม่เข้าใจครับ คือถ้าเราถอดความรู้สึกคุยกันด้วยเหตุ ด้วยผล ผมชอบดึงอารมณ์นี้ออกมาท่านประธานครับ ถ้าเราดึงกันด้วยเหตุด้วยผลว่าทำไม เราไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าถ้าลองไปถามคนทั่ว ๆ ไปทุกคนบอกว่าคนที่วินิจฉัยที่เหมาะ ที่สุดคือศาลรัฐธรรมนูญครับ แต่มีคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่านั้นที่คิดว่าคนที่เหมาะ แก่การวินิจฉัยคือท่านประธานรัฐสภา ถ้าประธานรัฐสภาไม่แน่ใจก็ถึงโยนมาที่ประชุมรัฐสภา ก็คือ ส.ส. ของพวกท่านเสียงข้างมากในการวินิจฉัย ฉะนั้นประเด็นนี้ผมเรียนกับท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากอีกครั้งหนึ่งนะครับ เผื่อท่านจะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง และไม่มี อะไรเสียหายครับ ไม่ใช่ว่าท่านไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วนี่กระบวนการทุกอย่างจะ เสียหาย ก็ไม่มีประเด็นใด ๆ เสียหายทั้งสิ้น แต่มันได้ความสง่าครับ มันได้ความงดงามในการ ตีความของรัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะต้องห้ามตามที่เรากังวลใจหรือไม่ ถ้าท่านใช้ที่ประชุมเสียงข้างมากวินิจฉัยคนไม่เชื่อ สุดท้ายมันก็จะเกิดประโยชน์ที่เรียกว่า เสียงข้างมากลากไป ดังนั้นในประเด็นนี้ผมขออ่านคำแปรญัตติของผมให้ท่านประธานฟังว่า ผมแปรญัตติจากประโยคที่ท่านให้ประธานรัฐสภา และหากประธานรัฐสภาเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้น มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ผมได้แปรญัตติมาเป็นเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าด้วยสามัญสำนึก เราเป็นการใช้องค์กร ใช้คนตรงกับงาน ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยคดี วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับกรณีรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยประเด็นนี้ผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยด้วยความเที่ยงธรรมได้ดีกว่า ดีกว่าการให้ตำแหน่งประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย ขั้นต้นและโยนมาให้รัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมก็ต้องย้ำเรียกร้องไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เพราะดูท่านก็ยังอารมณ์ดีเหมือนเดิม เพราะเราเจอกัน เรายังเคารพกันเหมือนเดิม ผมเจอท่านในห้องน้ำผมยังสวัสดีท่านเหมือนเดิม

ประเด็นถัดมาที่ผมสงวนคำแปรญัตติ ก็คือกรณีที่ไปทำประชามติ ผมขอตำหนิ เสียงข้างมาก ผมถือว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ตอบสนองต่อ พ.ร.บ. ประชามติ ดูแล้วท่านมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่จะทำรัฐธรรมนูญนี้ขัดแย้งกับ พ.ร.บ. ประชามติ แต่บังเอิญ ท่านเห็นว่าเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ฐานะของรัฐธรรมนูญสูงกว่า พ.ร.บ. ประชามติ ท่านจึงกล้าทำ แต่ผมเชื่อว่าถ้าท่านใจกว้างที่จะเคารพเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติ ในการกำหนดเงื่อนไขของเวลาและเงื่อนไขของการทำประชามติ ผมเชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขมันควรจะต้องไปด้วยกัน แต่วันนี้ผมแค่ดูจำนวนวันมันก็ค่อนข้างจะรวบรัด เร่งรีบ วันนี้ฟังท่านประธานสามารถอธิบายแล้วไม่สง่างาม เอาแค่ช่วงระยะเวลา ๔๕ วัน ถึง ๖๐ วัน ในการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพราะว่าถ้าท่านมีโอกาสได้เปิดดู พ.ร.บ. ประชามติ ผมขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ประชามติมีเจตนาอยู่ ๒ อย่าง

แบบที่ ๑ คือเป็นการปรึกษาหารือ

และแบบที่ ๒ เป็นการเพื่อหาข้อยุติ

การทำประชามติใน ๒ รูปแบบคือเป็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรึกษาหารือ ประชาชนกับเพื่อหาข้อยุตินั้นกำหนดระยะเวลาในการทำความเข้าใจกับประชาชน ไว้เหมือนกันเป๊ะเลย คือไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน ผมย้ำนะครับ ใน พ.ร.บ. ประชามติได้เขียนไว้ชัดเจนว่าในการทำประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นหรือเพื่อหาข้อยุติ ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ท่านลองนึกภาพนะครับว่ารัฐธรรมนูญทั้งเล่ม ท่านให้เวลาแค่ ๔๕-๖๐ วัน มันหายไปครึ่งหนึ่ง ๙๐-๑๒๐ วัน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแค่ ๔๕-๖๐ วัน เท่ากับหายไปครึ่งหนึ่ง แล้วที่ท่านประธานสามารถได้ชี้แจงตอนที่ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิสิทธิ์ได้พูดประเด็นนี้ท่านก็บอกว่าเวลาเราร่างรัฐธรรมนูญนั้น เรามีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ดังนั้นระยะเวลา ๔๕-๖๐ วัน มันจึงน่าจะเพียงพอ ผมว่าท่านเข้าใจผิดครับ ตอนทำประชาพิจารณ์มันเป็น การรับฟังความคิดเห็นประชาชน หลังจากความคิดเห็นประชาชนมาความคิดเห็นต่าง ๆ มันยังไม่ตกผลึก บทสรุปมันยังไม่เกิด ท่านไปภาคเหนือมีตั้ง ๑๖ จังหวัด ท่านก็ต้องไปรับฟัง ความคิดเห็นเกือบทุกจังหวัด ท่านไปภาคอีสาน ไปภาคกลาง ไปภาคใต้ แม้แต่ ในกรุงเทพมหานครในมาตราเดียวผมเชื่อว่าความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนมันเยอะแยะ ไปหมดเลย จนกระทั่งคณะกรรมาธิการถึงมาให้บทสรุปว่าในมาตรานี้ เรื่องนี้จะเอาอย่างไร มันจึงเป็นบทสรุป เพราะฉะนั้นท่านอย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งมีหลาย ๑๐๐ มาตรา ท่านบอกว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ๔๕ วันจึงเพียงพอ มันจึงไม่เพียงพอครับ ก็ในเมื่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และไม่เกิน ๑๒๐ วัน ทำไมท่านไม่เอาเจตนารมณ์อันนั้นมาใช้ ท่านจึงกำหนดไว้แค่ ๔๕-๖๐ วัน และคำชี้แจงของท่านประธานสามารถได้ชี้แจงครั้งหนึ่งแล้ว ผมฟังแล้วมันยังฟังไม่ขึ้น นี่คือประเด็นที่ผมจะต้องท้วงติงท่านประธานสามารถครับ

ประเด็นถัดมา อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญซึ่งได้มีการพูดถึงกรณีที่ถ้าผลการลง ประชามติออกมาแล้ว แล้วค่อยให้ กกต. ประกาศรับรองในสาระร่างของเสียงข้างมาก ได้เขียนไว้ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติให้แล้ว เสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันออกเสียงประชามติ อันนี้ผมไม่ติดใจ หากประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการตาม มาตรา ๒๙๑/๑๔ ต่อไป ก็คือดำเนินการต่อไป ผมกำลังจะชี้นะครับว่าท่านกำลังจะเอาผลชี้วัด ของการลงประชามติแค่เสียงข้างมากเท่านั้นใช่ไหม เพราะประโยคนี้เขียนไว้แค่นี้ว่า ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ก็คือเท่ากับว่าสมมุติมีคนใช้ ๑๐ ล้านคน งดออกเสียงสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วอาจจะมี เสียงข้างมากสัก ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน ก็คือเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนนี้ ก็กลายเป็น ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน บวกกับงดออกเสียงสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๘,๕๐๐,๐๐๐ คน อีก ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน คือทำบัตรเสีย ก็เท่ากับว่าเสียงขณะนี้ถ้าเป็นไปตามสิ่งนี้ก็คือเสียงข้างมาก เห็นชอบ ท่านก็จบไป ซึ่งผมถือว่าท่านค่อนข้างจะใช้เสียงข้างมากขัดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติอย่างสิ้นเชิง ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เนื่องจากว่าเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ประชามติ มี ๒ แบบ

แบบที่ ๑ คือเพื่อหาข้อยุติ

และแบบที่ ๒ คือเป็นการปรึกษาหารือ

แต่การทำประชามติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นการหาข้อยุติโดยประชาชน ใช่หรือไม่ ซึ่งก็คือใช่ ผมเชื่อว่าท่านทำประชามติรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทำประชามติ เพื่อปรึกษาหารือประชาชนครับ วันนี้เราทำประชามติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้เป๊ะเลย และเพื่อหาข้อยุติเลยครับ ถ้าตามหลักแล้วเพื่อหาข้อยุติใน พ.ร.บ. ประชามติได้กำหนด เงื่อนไขไว้ ๒ อย่าง แต่ถ้ารับฟังความคิดเห็นหรือปรึกษาหารือ กำหนดเงื่อนไขว่าเสียงข้างมาก อย่างเดียว แต่ถ้าสมมุติว่าเพื่อหาข้อยุตินอกจากเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากแล้ว จำนวนเสียงข้างมาก ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้เสียงด้วย หรือผู้มาออกเสียงด้วย เท่ากับว่ามันจะต้องมี ๒ เงื่อนไข ทำไมท่านจึงเขียนไว้แค่เงื่อนไขเดียว แค่เสียงเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากเท่านั้น ผมไม่แน่ใจว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเข้าใจประเด็นที่ผมอธิบายไหมครับ เพราะว่า ประเด็นทางผมย้ำอย่างนี้ครับว่ากรณีถ้าปรึกษาหารือ ก็คือใช้เสียงข้างมากเห็นชอบก็พอ แต่ถ้าหาข้อยุติซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาไปทำประชามติเป็นการหาข้อยุติ การหาข้อยุติ ใน พ.ร.บ. ประชามติจะต้องมี ๒ เงื่อนไข

เงื่อนไขที่ ๑ คือเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก

และเงื่อนไขที่ ๒ ก็คือจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือผู้มาออกเสียง

ดังนั้นผมถือว่าการที่คณะกรรมาธิการลงเงื่อนไขไว้เงื่อนไขเดียวไม่แฟร์ (Fair) เหมือนท่านจงใจอะไรบางสิ่งบางอย่าง มันทำให้คุณค่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญของเรา ครั้งนี้ด้อยค่าลงไปเยอะ ที่ผมกล้าพูดว่าด้อยค่าเพราะว่า พ.ร.บ. ประชามติเขียนไว้ชัดเจน ท่านกำลังทำให้คุณค่าของการทำประชามติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าออกมาใหม่ มีค่าเท่ากับ การปรึกษาหารือ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มันไม่ได้มีคุณค่าเทียบเท่ากับการหา ข้อยุติ แต่เจตนาของการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นการทำประชามติเพื่อหา ข้อยุติ ดังนั้นผมจึงเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากทุกท่านครับ ให้ท่านรับฟัง ประเด็นนี้และใจกว้าง ถ้าท่านเปิดดู พ.ร.บ. ประชามติแถว ๆ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ท่านจะเห็นภาพชัดเจน เพราะว่า พ.ร.บ. ประชามติกำหนดไว้ชัดเจนว่ารับฟังความคิดเห็น ประชาชนหรือหาข้อยุติ ฉบับนี้ชัดเจนเพื่อหาข้อยุติ ถ้าเพื่อหาข้อยุติ ท่านก็ควรจะต้องเขียน เงื่อนไขว่ามันผ่านให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ประชามติที่เพื่อหาข้อยุติ ก็คือต้องสร้างเงื่อนไขไว้ ๒ ข้อ

ข้อ ๑ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก

และข้อ ๒ จำนวนผู้มาใช้เสียงเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของผู้มาใช้เสียงด้วย

ถ้าเขียนข้อเดียวคุณค่าของการทำประชามติจะลดลงทันที แล้วผมก็เชื่อว่า คนที่ได้อ่าน พ.ร.บ. ประชามติแล้วจะตำหนิหลักคิดของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก และผมคิดว่าประเด็นนี้ผมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องชี้แจงให้เข้าใจ เพราะเหตุใดท่านจึงทำเงื่อนไขของการผ่านประชามติเพียงแค่ให้สอดคล้องกับการรับฟังเสียง ของประชาชนเท่านั้น ทำไมท่านไม่วางเงื่อนไขว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านให้สอดคล้องกับการ ทำประชามติเพื่อหาข้อยุติ ก็เลยขอให้ท่านชี้แจงเพื่อให้เกิดทำความเข้าใจ ขอบคุณครับ