อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แปรญัติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และวิตกกังวลเรื่องการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่รอบคอบ โดยระบุความไม่รอบคอบของคณะกรรมาธิการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขอให้เขียนบทบัญญัติให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เฉพาะวรรคสองวรรคเดียว แล้วผมก็จะอภิปรายเฉพาะในวรรคสอง ที่แปรญัตติไว้ ด้วยความรู้สึกวิตกกังวลกับการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่รอบคอบของ คณะกรรมาธิการซึ่งผมได้หยิบยกมาตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แล้วก็พยายามโยงให้ ประธานเห็นว่าความไม่รอบคอบนั้นจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต ความกังวลนี้จริง ๆ แล้ว ไม่เฉพาะแต่ในมาตรานี้เท่านั้น ในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญทุกมาตราทุกเนื้อความก็เป็น ความกังวลของผมและเพื่อนสมาชิก เพราะวันนี้เราไม่รู้ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะ เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นจะเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร มีภูมิรู้ ภูมิหลังอย่างไร มีประสบการณ์อย่างไร และจะมีทิศทางในการเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร รัฐธรรมนูญในวันข้างหน้าที่จะร่างขึ้นใหม่เราไม่รู้ว่าจะมีกี่มาตรา เราก็อนุมานกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เยอะแล้ว ๓๐๙ มาตรา แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจำนวนมาตรานั้นจะเป็นกี่มาตรา ซึ่งไม่รู้ว่าแต่ละมาตรานั้นจะระบุไว้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ ทั้งหมวดพระมหากษัตริย์โดยตรงแล้วก็หมวดที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ในหลาย ๆ มาตราที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะถูกกระทบ หรือไม่ และมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าที่เราให้ความเห็นชอบผ่านไปนั้นจะมีความรอบคอบ เป็นกรอบให้ สสร. ได้ทำงานจริงอย่างที่พวกเราคาดหวังหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่า กระบวนการตามวรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคสองนี้เป็นเพียงให้อำนาจกับ ประธานรัฐสภาตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะไปทำประชามติซึ่งจะไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ซึ่งผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าไม่จริงครับ ความสลับซับซ้อนนั้นมีอยู่แน่นอน เพราะลำพังการเขียนเพียงว่าหากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าก็คือร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในวรรคห้าของรัฐธรรมนูญนี้มีความสลับซับซ้อนตรงที่ว่าไม่ได้ระบุ ให้ชัดเจนว่าหมวดพระมหากษัตริย์ที่ว่านั้นเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญฉบับใด ซึ่งผมก็ได้หยิบยกเรียนกับท่านประธานและคณะกรรมาธิการในการอภิปรายในมาตราก่อนนี้ แล้วว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้นมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าหากว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหยิบยกเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ มาเป็นแบบในการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และยึดเอาหมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๑๗ มาเป็นแบบในการยกร่างแล้ว แน่นอนครับ มีผลกระทบแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดที่กระผมได้ยกไว้ก็คือจำนวนขององคมนตรีจะต้องลดลง เพราะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มีจำนวนองคมนตรี ๑๘ ท่าน แต่ปี ๒๕๑๗ มี ๑๔ ท่าน นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้นเองว่าการที่ไม่รอบคอบเขียนให้ชัดเจนไว้ในวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใดนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาการทำงานในอนาคต ซึ่งในคำแปรญัตติของผม ทั้งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคสอง ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ก็เขียนไว้ชัดว่าจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้แล้วก็ระบุมาตราไว้ชัดเจน แต่ว่าเมื่อกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับแนวความคิด ของผมไม่เห็นชอบยืนยันตามร่างเดิม ร่างของผมซึ่งมาแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสองนี้ ก็จึงอาจจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหานี้มีความสลับซับซ้อน และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในวรรคสองซึ่งผมได้แปรญัตติ ไว้นี้ยังมีข้อความที่ไปเกี่ยวเนื่องกับอำนาจของประธานรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ผมได้หยิบยกคำกล่าว ของท่านประธานกรรมาธิการว่าอำนาจของประธานรัฐสภานั้น เป็นเพียงการตรวจสอบในขั้นตอน ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการทำประชามติเท่านั้น แต่ประเด็นที่เราวิตกกังวลก็คือว่าอำนาจ ของประธานรัฐสภาที่จะไปวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนแปลงหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์นั้นมีรายละเอียด ถ้าประธาน รัฐสภาจะเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้เพียงคนเดียวมีความยากลำบาก ซึ่งท่านประธานรัฐสภาก็กรุณา บอกให้พวกเราสบายใจว่าท่านยังไม่ทำเองหรอก ท่านจะให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็น ผู้จัดตั้งคณะทำงาน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานที่ชื่อ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ วันนี้ตอบอย่างนี้ได้ แต่ในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ร่างเสร็จท่านแน่ใจหรือครับว่าประธานรัฐสภา จะชื่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และจะใช้กระบวนการอย่างที่ท่านบอกกับพวกเรา ตรงนี้ มันต้องเขียนให้ชัดเจนเพื่อให้กระบวนการในการตรวจสอบก่อนที่ท่านรัฐธรรมนูญนั้นจะไปสู่ กระบวนการในการทำประชามติ ท่านประธานครับ หากว่าเป็นท่านท่านจะใช้กระบวนการ ในการทำอย่างไร แน่นอน ระยะเวลาในการตรวจสอบนั้นต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ซึ่งผม ก็ไม่แน่ใจครับว่าจะทำได้ละเอียดรอบคอบแค่ไหนครับ เพราะลำพังเพียงแค่เรื่องของหมวด พระมหากษัตริย์และเรื่องของพระราชอำนาจนั้น ซึ่งมีอยู่ในทุกมาตราของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันและถ้าหากว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะผ่านกระบวนการร่างของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนหรือไปตัดทอนพระราชอำนาจในบทใดบทหนึ่ง ในมาตราใด มาตราหนึ่งที่พวกเราได้รับรู้กันอยู่นี้ ท่านจะมองเห็นในตรงจุดนั้นได้ละเอียดรอบคอบแค่ไหน ฉะนั้นสิ่งที่พวกเรากังวลมาก ก็คือว่าท่านประธานเองท่านก็เป็นผู้หนึ่งในกระบวนการผลักดัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และท่านก็เอาจริงเอาจังกระตือรือร้นมาก ความกังวลก็คือว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วท่านอาจจะเห็นชอบแล้วก็เห็นว่าประเด็น ปัญหาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นประเด็นปัญหาสำหรับท่าน ท่านก็ส่งให้ กกต. ไปดำเนินการทำประชามติตรงนั้น แล้วถ้าหากว่าตรวจพบในภายหลังใครจะรับผิดชอบครับ นี่เป็นประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญ ท่านเองก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะทำให้เกิดความรอบคอบรอบด้านนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นรูปของรัฐก็เช่นเดียวกันวันนี้มีปัญหา เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ก็ได้หยิบยกว่า ปัญหารูปของรัฐนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ เท่านั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ที่เขียนบอกว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ถ้ามีบทบัญญัตินี้อยู่ในมาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า รัฐธรรมนูญจะไม่มีบทบัญญัติที่จะไปเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ เพราะเรายังมีรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วย อย่างน้อยที่สุดเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สสร. จะไม่เขียนซุกซ่อนอยู่ในหมวดของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐในระดับ ท้องถิ่นซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐโดยรวมในอนาคต นี่เป็นความวิตกกังวลของ ผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ซึ่งไม่แน่ใจครับว่ากระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้จะชัดเจน หรือไม่
สุดท้ายท่านประธานครับ ถ้าหากท่านประธานเห็นว่าบังเอิญท่านประธาน ตรวจพบว่ามีบทบัญญัติบางบทที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑ วรรคห้า ท่านประธาน ก็จะให้รัฐสภา ก็คือพวกเรานี่ล่ะวินิจฉัย คำถามของผมก็คือว่ารัฐสภาของเรามีอำนาจ ในการวินิจฉัยเรื่องนี้หรือไม่ จริง ๆ แล้วเรื่องของการให้รัฐสภาวินิจฉัยการขัดต่อ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านี้ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมาธิการแล้วได้ระบุเรื่องนี้ไว้ใน ๒ จุด ก็คือ
๑. ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง ก็คือเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอ ให้รัฐสภาวินิจฉัย มีไว้เท่านี้
๒. ก็คือในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ก็คือในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป
คำถามของผม ก็คือว่าแล้วรัฐสภาจะเอาอำนาจอะไรมาวินิจฉัยในเรื่องนี้ เหตุผล ก็คือว่าเมื่อท่านประธานได้ไปดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ การประชุมร่วมกัน ของรัฐสภามีอยู่ ๑๖ กรณี ๑๖ กรณีนี้ไม่มีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการวินิจฉัยเรื่องของ การขัดกันใน ๓ ประเด็นของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นไป นี่ไม่มีแน่นอน ๑๖ วงเล็บ และในการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีการยกร่างและคณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมอีก ๑๒ วงเล็บ ก็คือ (๑๗) และ (๑๘) ก็ไม่มีบทบัญญัติว่า ๒ วงเล็บนี้ จะให้อำนาจของรัฐสภา ในการวินิจฉัยเรื่องที่ว่าด้วยการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ถ้าท่านต้องการที่จะให้ รัฐสภาวินิจฉัยเรื่องนี้จริง ๆ ท่านต้องไปแก้ไขในมาตรา ๓ ของร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้เป็น (๑๙) บอกว่า ให้การวินิจฉัยในการจัดทำรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะการขัดกันของ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ต้องเขียนให้ชัดเจน แต่ในนี้ไม่มี นี่ผมคิดว่าเป็นความ ไม่รอบคอบของคณะกรรมาธิการและจะเกิดปัญหาในอนาคต แน่นอนครับ ถ้าหากว่า ท่านประธานเองเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมา แม้ว่าจะมีการขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า อยู่บ้าง แต่เมื่อมาเห็นปัญหานี้ท่านประธานก็ส่งให้ กกต. ไปทำประชามติเลย ปัญหานี้ก็ไม่เกิดขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง ถ้าคณะกรรมาธิการต้องการให้รัฐสภานี้มีอำนาจในการวินิจฉัย จริง ๆ ท่านต้องเขียนในมาตรา ๓ เป็น (๑๙) นี่เป็นข้อเสนอแนะของผมแล้วก็ประกอบ คำแปรญัตติของผม ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสครับ