นคร มาฉิม หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑๓ เพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบก่อนทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เวลาเพียง 1 เดือน เพื่อให้รัฐสภาทุกท่านพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญที่สภาร่างร่างขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ ก็คือให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคหนึ่ง เป็นดังนี้
มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภา และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชามติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลักการท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้ให้ความเห็นต่อท่านประธานและต่อ คณะกรรมาธิการแล้วว่าควรที่จะให้รัฐสภาซึ่งเป็นอำนาจ ๑ ใน ๓ อำนาจหลักของคนไทย ทั้งประเทศ ก็คืออำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนอำนาจฝ่ายบริหาร และอำนาจตุลาการนั้น ท่านก็มี ภารกิจหน้าที่ในการบริหารและในการพิพากษาพิจารณาคดี พิพากษาคดีไปตามอำนาจหน้าที่ แต่อำนาจในการตรากฎหมายอำนาจในการที่จะถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร ถ่วงดุลกับฝ่ายตุลาการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือประชาชน ก็คืออำนาจที่นี้ครับ อำนาจนิติบัญญัติ ในเมื่อรัฐสภาด้วยเสียงข้างมาก เห็นพ้องเห็นชอบที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็คือรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็น กฎหมายแม่ที่กฎหมายทุกฉบับที่มีบังคับใช้อยู่ในประเทศแห่งนี้จะขัดหรือแย้งกับกฎหมาย สูงสุดฉบับนี้ ไม่ได้ หรือถ้าเกิดว่ากฎหมายฉบับใดขัดหรือแย้งกับกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็เป็นอันบังคับใช้ไม่ได้เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมจึงมี ความจำเป็นแล้วก็ให้ความสำคัญต่อองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าแต่ละท่าน เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นผู้ที่จะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียแทนคนไทยทั้งประเทศ ในนามของ รัฐสภาอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพในเมื่อรัฐสภาแห่งนี้ต้องการที่จะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็เสนอเป็นกระบวนการเข้ามาเสียงส่วนใหญ่ผ่านความเห็นชอบมาโดยลำดับ แล้วก็มอบ ภารกิจให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่จะมีขึ้นหลังจากที่ผ่านกระบวนการแก้ไขบทบัญญัติ แห่งมาตรา ๒๙๑ ทับต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ไปยกร่างกฎหมายสูงสุดที่จะมาบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศรวมไปถึงทุกอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ตุลาการ หรือนิติบัญญัตินี้ ทำไมครับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงไม่เปิดกว้างที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นเพื่อจะสื่อสารสาธารณะไปถึงเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงก็คือประชาชน ให้ประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคน ในฐานะเจ้าของประเทศได้พิจารณา ทุกแง่มุมผ่านตัวแทนของท่านก่อน ก็คือกลไกของฝ่ายรัฐสภา การอภิปรายในทุกแง่มุมอันนี้ครับ คือการเรียนรู้ในวิถีทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขดีที่สุด ผมเชื่อครับว่าพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งมีภารกิจ มีหน้าที่การงานยุ่งเหยิงอยู่กับการทำมาหากิน มีภารกิจหน้าที่การงานที่จะต้องไปปฏิบัติตามภารกิจและหน้าที่ของตนเอง แทบจะไม่มีเวลา ที่จะมานั่งหยิบรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะมีหลายร้อยมาตราก็ได้มาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็อย่างรอบด้าน ส่วนหนึ่งที่เป็นนักกฎหมาย หรือเรียนทางกฎหมายมาท่านอาจจะ มีความรู้ ความเจนจัด ความเข้าใจทางรัฐธรรมนูญดี ท่านก็มองขาด มองเห็นว่ามีผลประโยชน์ แอบแฝงหรือเปล่า เพื่อประโยชน์ของใครหรือเปล่า หรือว่าเพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อย่างแท้จริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์ครับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ เป็นนักกฎหมาย คนส่วนใหญ่มีภารกิจหน้าที่ของตนเองหลากหลายนับร้อยนับพันอาชีพครับ ท่านไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งศึกษา นั่งอ่าน หลายร้อยมาตราที่ สสร. อาจจะยกร่างขึ้น อย่างละเอียดถี่ถ้วน และทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ บันไดขั้นที่ ๑ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าขอได้ไหมครับ ให้กรรมาธิการเสียงข้างมากยอมหน่อย เสียเวลาไม่มาก เต็มที่ก็ ไม่เกิน ๑ เดือน ในการที่จะให้รัฐสภา ๖๕๐ ท่าน ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ตกผลึกทางความคิด สะท้อนจิตวิญญาณ เสนอจุดยืน เสนออุดมการณ์ ทักท้วงเสนอแนะ แล้วก็แสวงหาทางออกหรือหนทางที่ดีที่สุดที่ควรจะตราอยู่ในกฎหมายสูงสุด เพื่อเป็นกรอบ หรือบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้นรัฐสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของคนไทยทั้งประเทศได้ลงมติในนามของรัฐสภา แต่ก็ยังไม่จบอย่างไรครับ พอยังไม่จบประชาชนได้มองเห็นแล้วครับ ทุกแง่มุมแล้วว่าที่ สสร. ยกร่างมานั้น เป็นพิมพ์เขียวของใครหรือเปล่า มีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เป็นสิ่งที่ ใครกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ โดยละเลยผลประโยชน์อันแท้จริง และ เที่ยงธรรม ยุติธรรมให้กับคนในชาติ ให้กับประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกรัฐธรรมนูญให้เหนือกว่าระดับพรรคการเมือง ให้เหนือกว่าระดับสีเสื้อ ให้เหนือกว่าระดับภาค ให้เหนือกว่าระดับความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่เป็นการหลอมรวมจุดยืน หลอมรวมอุดมการณ์ หลอมรวมความคิด วัฒนธรรม ประเพณีของคนไทยทั้งชาติ เพื่อเป็น จุดศูนย์รวมให้กับชาติไทย เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างแท้จริงอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาเราจะได้สะท้อนมุมมองต่าง ๆ ว่า หลักประกันด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทยจะต้องธำรงอยู่ และไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิม ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ และฉบับปี ๒๕๕๐ หลักประกันในแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านการพัฒนาประเทศ จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศของเราเคยบอบช้ำมาแล้ว จากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ด้วยวลีที่ว่าถ้าเลือก ส.ส. ของพรรคนี้จะได้รับการ พิจารณางบเป็นพิเศษ ถ้าเลือก ส.ส. ของพรรคอื่นเป็นพลเมืองชั้น ๒ คือวลีที่สร้างความ แตกแยกและนำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ผมไม่ต้องการให้มองเห็นสภาพแบบนั้นอีก หลักประกันด้านความเป็นอิสระในการตัดสินใจและการถ่วงดุลอำนาจทั้งของฝ่ายบริหาร ทั้งของฝ่ายนิติบัญญัติ และของฝ่ายตุลาการ เพราะถ้าเกิดว่าฝ่ายบริหารใช้อำนาจครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ใครเสีย ประโยชน์ครับ คนไทยทั้งประเทศเสียประโยชน์ เสียประโยชน์อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานทราบไหมครับว่าในปัจจุบันกระบวนการในการทุจริตและคอร์รัปชันในประเทศ ของเรานั้นเป็นโครงข่าย เป็นองค์กร เป็นการโยงใยผลประโยชน์ที่สมรู้กันอย่างลงตัวที่สุด ไม่แปลกใจเลยว่ากระบวนการในการต่อต้านการคอร์รัปชันของประเทศถึงล้มเหลวมาจนทุกวันนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างขึ้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ขจัดปัญหา คอร์รัปชันที่มันฝังรากลึกอยู่ในประเทศของเราให้หมดสิ้นไปให้ได้ ล้างระบบคอร์รัปชัน ให้หมดไปจากประเทศของเราให้ได้ และอันนั้นละครับ ความอยู่ดีมีสุขจะเกิดขึ้นกับคนใน ชาติ แต่ถ้าเกิดว่าฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งก็แล้วแต่ เรียกคอมมิชชัน (Commission) เรียกเปอร์เซ็นต์ บอกว่าคุณไปจัดงบมา ในงบของผม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องทอน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในงบของกระทรวงผม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องถอน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่า ฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอ ไม่กล้าที่จะตรวจสอบรัฐมนตรีที่สังกัดพรรคเดียวกันกับตนเองหรือไม่ ประเทศล่มสลายครับ ประชาชนจะตกอยู่ในภาวการณ์ที่ข้าวยากหมากแพง ประชาชน ที่ด้อยโอกาสจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากเลย ความรวยจะกระจุกอยู่กับเฉพาะคนที่เข้ามาถึง ศูนย์กลางแห่งอำนาจเท่านั้น แต่ความยากจน ความแร้นแค้น