รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สุรเดช จิรัฐิติเจริญ เสนอแนวคิดที่จะให้รัฐสภามีสิทธิ์ในการพิจารณาและลงมติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะดำเนินการประชามติ และหากประชามติไม่ผ่าน กฎหมายรัฐธรรมนูญปัจจุบันควรจะใช้ต่อไป

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมา ๑๐ กว่าวันแล้ว แล้วก็ มีเพื่อนสมาชิกพูดกันค่อนข้างจะหลากหลาย ค่อนข้างจะละเอียด วันนี้เองเราได้พูดใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งผมว่าเป็นมาตราที่สำคัญอีกมาตราหนึ่งซึ่งต้องมาพูดคุยกัน ท่านประธานครับ อย่างที่กราบเรียนแล้วว่าที่ผมขอแปรญัตติก็มีหลายประเด็นนะครับ อย่างในวรรคหนึ่งที่บอกว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จนะครับ และเสนอต่อประธานรัฐสภา ผมขอตัดคำว่า ประธาน ออก ขอให้ยื่นต่อรัฐสภา เนื่องจาก อะไรครับ เนื่องจากว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ตามที่กรรมาธิการได้พิจารณานั้นบอกว่า จากตามที่ สสร. ได้พิจารณาเสร็จแล้วเสนอประธานรัฐสภา และมาดูว่าขัดต่อบทบัญญัติหรือ เกี่ยวกับเรื่องพระมหากษัตริย์หรือไม่นะครับ ถ้าเกี่ยวก็เป็นอันตกไป ถ้าไม่เกี่ยวก็ดำเนินการ ให้ทาง กกต. ได้ทำประชามติ ท่านประธานครับ เราพูดในมาตรา ๒๙๑ แค่มาตราเดียวพูดมา ๑๐ กว่าวัน ค่อนข้างจะมีความละเอียดอ่อน และเดิมมาตรา ๒๙๑ นั้นเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่เราจะให้อำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๙๙ ท่าน ในอนาคตที่จะยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับ ซึ่งในการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับของ สสร. นะครับ ทำเวลาเพียง ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน ทั้งฉบับอาจจะ ๒๐๐ มาตรา ๓๐๐ มาตรา ถึงแม้ว่าจะรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนไปยกร่าง ดังนั้นท่านประธาน จะทราบอย่างไรว่ายกร่างที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะยกร่างมา ถึงแม้ว่าไม่ขัดกับหมวด พระมหากษัตริย์ก็ดี แต่ก็มีเนื้อหาสาระอื่นที่เป็นสาระสำคัญในการพิจารณา ดังนั้นเองผมจึง แปรญัตติว่าไม่เพียงแต่ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้ ประธานรัฐสภาตรวจสอบว่าขัดกับกฎหมายอะไรกับหมวดพระมหากษัตริย์หรือไม่ ถ้าไม่ขัด ก็ทำประชามติได้เลย ผมคิดว่าควรจะให้รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ เพราะเดิมที ตามมาตรา ๒๙๑ นั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภาแห่งนี้ แต่เราเองกำลัง แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมอบให้กับ สสร. ไปยกร่างดังนั้นเองผมคิดว่าท่านจะยกร่างถึงแม้ว่า ใน ๑๐๐ มาตรา อาจจะดี ๙๐ มาตรา เหลืออีก ๑๐ มาตรา ไม่ดีเลยทำอย่างไร เพราะเดิม เราไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้เลย เพียงแต่ว่าเข้าสู่กระบวนการหลังจาก สสร. พิจารณาแล้ว เข้าสู่กระบวนให้ทำประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นเองผมจึง ขอแปรญัตติเพิ่มในหมวดที่ ๒ แม้ว่าให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อให้ความชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับโดยการลงมติให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย เพราะอะไรครับ เพราะถึงแม้ว่าเราให้โอกาส ให้เกียรติ สสร. ในการพิจารณาร่างแล้วผมคิดว่าควรจะ มอบอำนาจ หรือให้อำนาจต่อรัฐสภาแห่งนี้พิจารณาโดยภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าเรา ไม่สามารถที่จะแก้ไขบางมาตราได้ แต่คงจะให้อำนาจรัฐสภาแห่งนี้ชั่งใจว่าควรที่จะ ให้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ สสร. ร่างนั้นผ่านไปหรือไม่ ถ้าผ่านผมคิดว่าพวกเราเองหรือว่า ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดีถือเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ดังนั้นเอง ผมว่ามีวุฒิภาวะ มีวิจารณญาณดีเพียงพอที่ว่าเห็นควรที่จะยกร่างนี้ผ่านไปหรือไม่นะครับ ถ้า สสร. พิจารณาว่ามีความเหมาสะสม ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้คงเห็นชอบ ดังนั้นเองเป็นที่มาของการแปรญัตติเพิ่มในวรรคสองนะครับว่าก่อนที่ร่างของ สสร. จะให้ ประชามติแล้วควรจะให้ลงมติของรัฐสภาแห่งนี้ว่าควรที่จะผ่านเห็นชอบหรือไม่ ถ้าเห็นชอบ ก็ดำเนินการทำประชามติต่อไป ถ้าไม่เห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ร่างฉบับนี้ควรมีอันตกไปนะครับ เป็นที่มาในวรรคสองที่ผมเพิ่มในครั้งนี้ครับ แล้วส่วนที่เพิ่มในวรรคท้ายก็เป็นที่ทราบกันดี อยู่แล้วว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีแนว ๒ แนวคิด

แนวคิดหนึ่ง ก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ มีความ เหมาะสม หลาย ๆ ท่านเองก็เห็นว่ามีข้อบกพร่อง จึงควรแก้ไขทั้งฉบับ ดังนั้นเองการที่จะ ยกร่างทั้งฉบับนั้นผมคิดว่าคงมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะมาก ท่านประธานครับ แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำอย่างไรนะครับ ซึ่งตามร่างเดิมของคณะกรรมาธิการบอกว่า หลังจากที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วก็ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ส่งให้ กกต. ดำเนินการทำประชามติ ถ้าประชามติเห็นชอบก็สามารถประกาศใช้ได้ แต่ถ้าไม่เห็นชอบก็มีหมวดท้ายหมวดหนึ่งบอกว่าถ้าไม่เห็นชอบนั้นสมาชิกรัฐสภาก็สามารถ ที่จะทำการมาพิจารณาใหม่ได้ ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นเองจึงเป็นที่มาที่ผมเพิ่มว่า ถ้าหลังจากที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างแล้ว หลังจากที่ กกต. ดำเนินการประชามติ แล้ว ถ้าเสียงส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่นอกเหนือจากที่สมาชิกรัฐสภาพิจารณาแล้ว เห็นชอบแล้วก็คงต้องผ่านกระบวนการประชามติ

แนวคิด ๒ ถ้าประชามติผ่าน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เห็นควรที่จะ นำมาใช้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ควรจะใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ต่อไป เพื่อพี่น้องประชาชน จะได้เปรียบเทียบได้ว่าข้อไหนดีกว่ากัน เพราะผมคิดว่า อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือ ปี ๒๕๕๐ ก็มีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน พี่น้องประชาชนคงจะชั่งใจได้ว่าอะไรที่แตกต่างกัน ดังนั้นเองจึงเป็นที่มาของการแปรญัตติในวรรคท้ายว่าถ้าประชามติไม่ผ่านก็ขอให้ใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป เป็นที่มาของการแปรญัตติในครั้งนี้ครับ ขอขอบคุณครับ