รัชดา จี้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก่อนทำประชามติ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

รัชดา ธนาดิเรก หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ โดยตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่รับฟังความกังวลของเสียงข้างน้อยเกี่ยวกับการทำลายองค์กรตุลาการและสถาบันหลัก จึงเสนอให้รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญก่อนทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพิจารณา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้อภิปรายตั้งแต่วาระที่หนึ่ง ไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่จะแก้อย่างไรก็ได้ เพราะคำว่า แก้ไข รัฐธรรมนูญ หมายถึงว่าการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่มีข้อบกพร่อง ในขณะเดียวกันก็จะต้อง รักษาข้อดีของรัฐธรรมนูญนั้นไว้ แต่เมื่อรัฐบาลและกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ จะต้องฉีกทิ้งและจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๙ เกิดขึ้น มันก็ คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดความไม่สบายใจเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกรัฐสภาและพี่น้อง ประชาชน ที่มีการตั้งคำถามว่าที่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ทิ้งและมีการตั้ง สสร. เกิดขึ้นใหม่ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘ ก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันนี้มันไม่ดี อย่างไร ก็มีการตั้งคำถามมาตลอดค่ะ เพราะประโยคที่ได้ยินกันเสมอว่าต้องแก้ไขต้องมี รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๙ เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น มันเป็นฉบับผลไม้พิษ มันมาจากเผด็จการ คำถามก็คือว่ามันพิษทั้งฉบับเลยหรือเปล่าคะ ทุกหมวดในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่มีมาตราไหนที่ดี หรือไม่มีหมวดไหนที่เราสามารถคงไว้ได้ทั้งหมดเลยหรือ ถึงจะต้องมีคณะ สสร. เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่เป็นอะไรค่ะ เมื่อเสียงข้างมากได้ลากมาจนถึงวันนี้ ลากมาจนถึงวันที่เรากำลังจะต้องลงมติในวาระที่สามอีกไม่กี่วันข้างหน้า ดิฉันก็คงจะต้อง ยอมรับเพราะนั่นเป็นเสียงคำตอบจากเสียงข้างมากไปแล้ว แต่ข้อกังวลใจของดิฉันก็ยัง มีอยู่นะคะว่า เมื่อจะเดินหน้ากันต่อไป แต่เสียงสะท้อนของสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อยที่สะท้อนไปถึง ท่านกรรมาธิการตลอด ๑๐ วันที่ผ่านมากลับเป็นเสียงที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยิน หรือฟังแล้วรู้สึกว่าข้อกังวลใจของเสียงข้างน้อยนั้น เป็นเพียงความเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน คิดกันไปเองว่า สสร. ที่จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเข้ามาเขียนบทบัญญัติ ที่ทำลายองค์กรตุลาการ ทำลายองค์กรตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรืออาจจะมี ความพยายามที่เขียนข้อบัญญัติบางประการที่เป็นการไม่เคารพต่อสถาบันที่พี่น้องประชาชน คนไทยเคารพมาตลอด ๑๐ วันที่ผ่านมาไม่ว่าจะให้เหตุผลมากน้อยเพียงใดก็ไม่ได้รับ การตอบสนองจากกรรมาธิการเลย ท่านเพียงแต่ตอบว่าทำไมเสียงข้างน้อยถึงกังวลกันนัก ทำไมถึงกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ท่านประธานเองก็ได้ย้ำอยู่หลายครั้งนะคะว่าคงไม่มี สสร. คนใดที่คิดจะยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของใครบางคน คงจะไม่มีใคร ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไปทำลายองค์กรตุลาการ คง ค่ะ ทุกครั้งที่ท่านชี้แจง มีแต่คำว่า คง นั่นก็หมายความว่าตัวท่านเองก็ไม่สามารถรับประกันในอนาคตได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะร่างออกมาเพื่อประโยชน์ของใครบางคน หรือร่างออกมาแล้วสามารถเป็นกฎหมายสูงสุดที่ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศจะให้ความเคารพ ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ เมื่อคำชี้แจงของท่านตั้งอยู่ บนพื้นฐานของคำว่า คง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าประชาชนจะคิดว่าท่านเองก็ใช้ จินตนาการในการตอบคำถามของเสียงข้างน้อยเช่นกัน ดิฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าใน มาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงตามที่ดิฉันได้แปรญัตติ เพราะในทุก ๆ มาตราดิฉันก็ เป็นผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติไว้ ดิฉันไม่ได้คาดหวังอะไรค่ะ คำแปรญัตติของดิฉันก็หวังเพียง อย่างเดียวว่า สสร. คณะทำงาน สสร. ชุดนี้เมื่อเข้ามาทำงานแล้วจะสามารถยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นที่เคารพของพี่น้องประชาชน แต่สังเกตบรรยากาศ สังเกตท่าทีตอบสนองของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วก็ทำใจได้ก็เลยแอบหวังไว้แต่เพียงมาตรานี้เท่านั้นละค่ะว่า ท่านคณะกรรมาธิการจะรับฟังเสียงข้างน้อย ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ไว้ว่าเมื่อ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่ง ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบก่อนไปทำประชามติดังกล่าว ท่านประธานดิฉันขอแค่เพียงว่าเมื่อ สสร. ได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วช่วยกรุณาส่งให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทยนั่นก็คือสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ได้อภิปราย ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ท่านจะกลัวอะไรคะ ในเมื่อรัฐสภา แห่งนี้ท่านก็มีเสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่ที่ดิฉันขอให้มีการปรับปรุงแก้ไขตามคำแปรญัตติ ของดิฉันก็เพียงแค่หวังว่าดิฉันในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูล วิเคราะห์ ชี้แจงเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้นมีข้อดีและข้อด้อยอย่างไร เพราะคนที่ ตัดสินใจสุดท้ายก็คือพี่น้องประชาชน แต่รัฐธรรมนูญนั้นฉบับปี ๒๕๕๐ มีทั้ง ๓๐๐ กว่ามาตรา จัดทำเป็นเล่ม ฉบับใหม่ก็คงจะมีจำนวนมาตราใกล้เคียงกับฉบับปัจจุบันนี้ ท่านคิดว่าพี่น้อง ประชาชนจะอ่านและทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ได้อย่างไรคะ มันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นเวทีของการถกแถลง แสดงข้อมูล แสดงความคิดเห็น แล้วสุดท้ายให้ประชาชนตัดสินใจ ใครจะอ่านกฎหมายได้อย่างเข้าใจคะ พวกเราละค่ะจะต้อง เป็นคนที่ช่วยวิเคราะห์ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่ท่านไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ เพราะคงไม่มี ใครสามารถหยุดยั้งการฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะท่านคือเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากของท่าน ดิฉันคิดว่า ควรจะใช้เสียงข้างมากของท่านให้เป็นประโยชน์ เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาให้ได้ข้อมูลกับ พี่น้องประชาชนก่อนที่เขาเหล่านั้นจะไปลงมติ ท่านประธานคะ หลายท่านพูดถึงข้อกังวลใจ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าอาจจะไปกระทบต่อพระราชอำนาจ อาจจะไปกระทบ ต่อบทบาทขององค์กรตุลาการและองค์กรที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ดิฉัน มีรายละเอียดบางประการที่คิดว่าถ้าพูดแต่เป็นหมวด ๆ ไปแล้วอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน ไม่เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น แท้จริงแล้วมันมีรายละเอียดที่เป็นข้อดีที่ให้อำนาจ ต่อฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะสร้างสมดุลและคานอำนาจต่อฝ่ายรัฐบาล ถ้าหากปล่อยให้มีการ แก้ไขโดยที่ตัดบางมาตราออก และประชาชนไม่รับทราบ ดิฉันคิดว่ามันจะนำไปสู่เผด็จการ ในระบอบประชาธิปไตย ดิฉันขออนุญาตยกบางมาตรานะคะ ในมาตรา ๑๖๒ เป็นมาตราที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ไม่มีในเรื่องของการตอบกระทู้ถามสด ท่านประธานคะ สมมุติว่า รัฐบาลรังเกียจการมาตอบกระทู้ถามสด กลัวที่จะมาตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ชอบมาตรานี้ เพราะมาตรานี้ได้กำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุม สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตัวเอง เกิดรัฐบาลกลัว รัฐบาลรังเกียจการตอบกระทู้ถามสด แล้วใช้อำนาจทางการเมืองที่ตัวเองมีไปแทรกแซง การทำงานของ สสร. แล้วตัดมาตรานี้ทิ้ง แต่ประชาชนไม่รับทราบเพราะเขาไม่รู้ ในรายละเอียด มันก็เกิดเผด็จการทางรัฐสภาเกิดขึ้น อำนาจนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องอื่น ๆ นะคะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ให้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเสนอรายชื่อ เสนอชื่อเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้ถอดถอน นักการเมืองที่โกงบ้าน โกงเมือง ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มีสิ่งดี ๆ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อีกมากค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อวันนี้เราจะมี สสร. ที่จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รู้จะไปแก้ แบบไหน จะแก้เพื่อเข้าข้างใครหรือเปล่า สุดท้ายดิฉันคิดว่าจำเป็น ที่ สสร. เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว จะต้องนำกลับเข้ามาสู่รัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบ จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าจริง ๆ แล้วคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ สสร. ยกร่างเสร็จกลับมาสู่รัฐสภา ต้องให้รัฐสภาพิจารณา เพราะในทุก ๆ ขั้นตอนของการทำงาน สสร. จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกจังหวัดอยู่แล้ว ท่านคิดว่าในการ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนแต่ละครั้งจะมีคนสักกี่คนมาร่วมคะ หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้านคน ท่านจะทำสักกี่ครั้งในขั้นตอนการรับฟัง ความคิดเห็น ในความเป็นจริงแล้วประชาชนที่จะได้มีโอกาสมาแสดงความคิดเห็น รับฟัง ความคิด กระบวนการการทำงานของ สสร. น้อยมากค่ะ เพราะฉะนั้นท่านอย่าให้เหตุผล เลยค่ะว่าที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องเอาร่างรัฐธรรมนูญกลับมาสู่รัฐสภาอีกครั้งก่อนทำ ประชาพิจารณ์ เพราะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว มันไม่มีเหตุผลมากพอค่ะ

สุดท้ายนะคะ ดิฉันขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ว่ากรุณาเถอะค่ะ มันเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อยเท่านั้น ขอให้คืนอำนาจในการตรวจสอบ การที่สมาชิกรัฐสภาจะได้วิเคราะห์แสดงข้อมูล แสดงเหตุผลให้กับพี่น้องประชาชนในวาระ สุดท้ายก่อนที่เขาจะตัดสินใจไปลงประชามติ ดิฉันไม่อยากให้เกิดความการผิดพลาด เหมือนกรณีเวลาที่เรามีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็นำเสนอนโยบายชวนเชื่อ มากมาย สุดท้ายประชาชนก็เป็นผู้เดือดร้อน ถ้าประชาชนเขาไม่ได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง ที่ผ่านมาเวลาเรามีการเลือกตั้ง เราก็มีนโยบายว่า ๓๐๐ บาท ถ้ามันทำไม่ได้แต่ประชาชนไม่รู้ กระชากราคาค่าครองชีพ สุดท้ายมันก็ทำไม่ได้