รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สุกิจ อัถโถปกรณ์ แปรญัตติเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า อำนาจนิติบัญญัติอยู่ในมือรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สุกิจกล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภานี้จะขัดกับหลักการนี้

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบแล้วก็ชัดเจนว่าท่านไม่ถอยนะครับ ไม่เหมือนกับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งท่านถอยไปนะครับ มาตรานี้ผมก็ได้ข่าวตอนแรกนะครับว่าจะถอยให้ ก็ดีใจว่ามันจะได้จบเร็วนะครับท่านประธาน สมความตั้งใจของวิปรัฐบาลแล้วก็ทางฝ่าย ผู้เสนอกฎหมายด้วย แต่เมื่อท่านไม่ถอยก็คงจะเป็นไปตามธรรมชาตินะครับ ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติในมาตรานี้เพราะถือว่าเป็นมาตราที่มีความสำคัญมาก เป็นมาตราที่หมายถึง เกียรติและศักดิ์ศรีของรัฐสภาของเรา แล้วก็หมายถึงความสมบูรณ์สูงสุดของกฎหมายที่จะ มีมาด้วยนะครับ ผมคงใช้เวลาไม่มาก ขออ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ที่อยู่ในหมวด ๑ ของ รัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓ ที่อ้างก็เพราะว่ามีความจำเป็นที่จะมาโยง เกี่ยวกับการแปรญัตติของผม บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ อันนี้เอาแค่นี้ครับ เด็กนักเรียนที่เรียนเรื่องประชาธิปไตยใหม่ ๆ เขาก็ท่องครับ อำนาจอธิปไตย มีอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ถ้าพูดถึงอำนาจนิติบัญญัติ เรื่องออกกฎหมายก็เหมือนกับที่บัญญัติในมาตรา ๓ นี่ครับ ก็คือหมายถึงรัฐสภา รัฐสภาก็คือ สภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีวุฒิสภามาเป็นเพื่อนด้วย เพราะฉะนั้นคำว่า รัฐสภา ก็หมายถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น อำนาจในการที่จะมาดูแลเกี่ยวกับนิติบัญญัติออกกฎหมายหรืออะไรก็ตามแต่ที่เป็นอำนาจ นิติบัญญัติก็ต้องหมายถึง ๒ สภานี้ล่ะครับ คือสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. กับ ส.ว. แต่ทีนี้ วันนี้การแก้รัฐธรรมนูญที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขมา ได้ผ่านความเห็นของกรรมาธิการมา ในวันนี้ผมถือว่ากำลังจะทำลายกฎเกณฑ์อันนี้โดยสิ้นเชิงครับ เพราะเจตนารมณ์อย่างที่ผม บอกแล้ว ก็คือกฎหมายทุกอย่างในประเทศนี้ที่จะเอาออกมาใช้บังคับ ในที่สุดแล้วก่อนจะ มาใช้กับพี่น้องประชาชนก็ต้องมาผ่าน ๒ สภานี้ครับ คือ ส.ส. กับ ส.ว. แต่น่าเสียดายครับ ที่รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศกำลังจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าท่านได้เขียนไว้ว่า ตั้งแต่ที่เราอนุมัติผ่านวาระสามของครั้งนี้ไปเราจะไม่ได้เจอกับรัฐธรรมนูญอีกเลยครับ เจออีกทีก็คือวันที่มาใช้บังคับกับเรานะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ผ่านมาท่านประธาน ก็เห็นนะครับ ถึงแม้ว่าใครจะร่างมาก็ตาม ภาคประชาชนร่างมา อะไรก็ตามก็ต้องมาผ่าน ส.ส. ส.ว. แต่วันนี้กำลังจะไม่เป็นอย่างนั้น ผมถึงมีความรู้สึกนะครับ เป็นความเห็นของผมว่า การกระทำเช่นนี้น่าจะขัดกับมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็มาตราอื่น ๆ ด้วย เพราะว่า คำว่า รัฐสภา ในมาตราอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญนี้เขาก็หมายถึง ๒ สภาครับ หมายถึง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑/๑๓ เขียนไว้ ในวรรคแรกบอกว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา มาครับ มาที่ท่านประธาน ผมถามสิครับว่าท่านประธานสภา ท่านประธานรัฐสภานี่ท่านคือ รัฐสภาหรือ ก็ไม่ใช่ครับ ไม่อย่างนั้นแล้วเราคงไม่ต้องมานั่งประชุมกันอย่างนี้นะครับ เรื่องอะไร ที่เป็นเรื่องของรัฐสภา ถ้าท่านคือรัฐสภาท่านประธานก็ตัดสินได้หมดทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะตั้งเอาคณะตั้งมาสักเท่าไรก็ตามครับ มันก็ยังไม่ใช่รัฐสภาอยู่ดี และวรรคสอง เขียนว่า เมื่อประธานสภาเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เขาร่างมา ที่ สสร. ร่างมาแล้วไม่ได้มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า คือต้องไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือ เปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านประธานสภาเห็นว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ วรรคนี้ ท่านก็สามารถที่จะส่งไปให้ กกต. ได้เลย แต่ยังใจดีอยู่หน่อย ให้บอกว่าถ้าสมมุติเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ใจดีครับ แต่ก็ต้องเรียนถามว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นไหม ผมแน่ใจว่าไม่เกิดแน่นอน ผ่านแน่นอนครับ ผ่านฉลุยแน่นอน แล้วก็เรียนถามท่านนะครับ ถ้าเกิดว่ามันเกิดขึ้นมาขัดจริง ๆ นี่ท่านจะมีวิธีในการให้สภาวินิจฉัยอย่างไร ท่านเปิดดูสิครับ ผมดูข้อบังคับทั้งฉบับไม่ว่าจะเป็นของ ส.ส. ส.ว. หรือใช้ร่วมกัน ๒ สภา ดูรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยเห็นนะครับว่ารัฐสภานี่มีหน้าที่ในการวินิจฉัย ท่านหาเจอไหมครับ ผมอ่านทั้ง ๒ เล่มครับ ผมไม่เจอเลยครับ เราไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัยครับ คนที่จะมีหน้าที่วินิจฉัยได้ก็มีแต่ ประธานสภากับศาลรัฐธรรมนูญครับ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และในข้อบังคับ เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านจะใช้วิธีไหนในการที่จะให้สภามาทำหน้าที่วินิจฉัย เพราะคำว่า วินิจฉัย กับคำว่า พิจารณา มันไม่เหมือนกันครับ มันผิดกันอย่างสิ้นเชิงทีเดียวนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นว่าอย่างที่ผมพูด กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นใหม่นี่ หลังจากที่ เราให้โอกาสไปแล้ว เมื่อเราลงมติในวาระสามนี่มันไปแล้วไปลับนะครับ ไม่กลับมาอีกเลยครับ มา อีกทีหนึ่งก็คือ ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็คงจะต้องไปลงประชามติ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้เป็นการไม่ให้เกียรติกับสภาของเรา ไม่ให้เกียรติอย่างเดียวก็ไม่เป็นไรครับ วุฒิสภาละครับ วุฒิสภาเขามีหน้าที่อะไรครับ เขามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ชัดเจนครับ เพราะ ผมก็เคยเป็นวุฒิสมาชิก ผมเคยลงสมัครได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกัน ท่องขึ้นใจเลยครับว่า วุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย และท่านให้เขากลั่นกรองกฎหมายอะไรครับ กฎหมาย เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นใช่ไหม กฎหมายระดับรัฐธรรมนูญนี่ไม่ให้เกียรติเขาเลยหรือครับ ไม่ให้เกียรติ ส.ว. เขามากลั่นกรองเลยหรือ อันนี้ก็คืออีกประเด็นหนึ่งนะครับ กฎหมายนี้ เป็นกฎหมายสูงสุดอย่างที่ผมบอกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงคิดว่าเราควรจะเรียกร้อง ศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน หรือสมาชิกวุฒิสภาครับ ต้องเข้ามามีส่วนสักนิดหนึ่งเหมือนอย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พูดไป แล้วเมื่อกี้นะครับว่าท่านก็มีความเห็นว่าควรจะนำเข้ามาสู่รัฐบาลสักครั้งหนึ่งให้พิจารณาครับ ผมก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นในฐานะที่เราก็เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่เขามอบหมาย แล้วก็ กฎหมายก็รองรับ รัฐธรรมนูญก็รองรับให้เราทำหน้าที่นิติบัญญัติ ชัดเจนครับ ความถูกต้อง สมบูรณ์ก็จะเกิด ณ ตรงนี้ แต่ท่านกรรมาธิการท่านก็ไม่ได้ทำ ผมถามหลายคนนะครับ ท่านบอกว่าช้านี่ขนาดมาตรา ๒๙๑ ไม่กี่มาตราเลยยังดึงกัน ๑๐ กว่าวัน ก็มันกฎหมายสำคัญ นี่ครับ แต่ทีนี้มันก็ไม่ใช่จำเป็นนี่ครับที่ต้องมาพิจารณาเรียงตามมาตรา ไม่จำเป็นว่าถ้าเข้าสภา มาแล้วในตอนที่ สสร. ร่างเสร็จแล้ว จะต้องมาใช้ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เสียเมื่อไรละครับ ท่านก็เขียนมาครับ ท่านอยากให้ทำอย่างไร ผมถึงคิดว่าเรามีวิธีที่เหมาะสมมากมายนะครับ ถ้ามีความตั้งใจจริง ๆ ที่จะให้ผ่านมาสภานี้เราก็อาจจะพิจารณาแบบที่เราพิจารณาเรื่องของ สัญญาระหว่างประเทศก็ได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการโปรดสั่งผมนะครับ ถึงแม้ว่า มันจะยาว ท่านเห็นไหมครับบางทีปึกเบ้อเริ่มเทิ่มเราก็ใช้เวลาพูดกันแค่วัน ๒ วัน หรือบางฉบับก็ อาจจะวันเดียวเท่านั้น หรือ พ.ร.บ. งบประมาณลังเบ้อเริ่มเทิ่มเลยครับ ท่านเห็นไหมเราก็พูด กันแค่วัน ๒ วัน เที่ยวนี้ก็เห็นว่าให้พวกผมพูดแค่ ๒ วัน ก็จบ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกลัว หรอกครับ รัฐธรรมนูญอย่างน้อยที่สุดก็ให้มันได้เข้ามาให้พวกเราได้ดู ได้พูดจา ได้อภิปรายกัน ผมถึงได้แปรญัตติไว้ในมาตรานี้ว่ามาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นและมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้วและร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน ทำประชามติดังกล่าว นี่คือการแปรญัตติของผมครับ อันนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อผมคนเดียว ผมเรียกร้องศักดิ์ศรี เกียรติ ให้กับสภาเราทั้ง ๒ สภาครับว่าเราควรจะมีส่วนร่วมในฐานะที่เรา มาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญก็คือถ้าเราได้มีการมาพิจารณามาพูดด้วยเหตุด้วยผล แบบนี้ ถ่ายทอดทีวีออกไปให้กับพี่น้องประชาชนได้รับฟัง ผมว่าเป็นการให้ข้อมูลล่วงหน้าที่ดี ที่สุดกว่าทุกวิธีในการที่พี่น้องประชาชนจะได้มีหน้าที่ในการไปลงประชามติ เขาจะได้ฟัง ความคิดเห็นของตัวแทนของเขาครับ แล้วก็ไม่ได้ฟังฝ่ายเดียวด้วยฟังทั้ง ๒ ฝ่าย ฟังหลายฝ่าย วุฒิสภาด้วยนะครับ ก็จะเป็นการประกอบการตัดสินใจและแน่นอนครับ เราก็จะได้ประชามติ ที่ถูกต้องที่สุด ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่สุดจะได้ไม่ต้องมาอ้างกันอีกว่า มีการขู่เข็ญกัน มีการบีบบังคับกันให้ลงประชามติ วิธีนี้ผมว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด อย่าไปกลัวเลย เรื่องช้านะครับ อย่าไปทำอะไรรวบรัดดีกว่า ให้พี่น้องประชาชนเขาต้องมาสงสัยกันอีกครับว่า รวบรัดเพื่อใคร ทำเพื่อใคร ต้องเร่งร้อน รีบเร่งกันจนเกินเหตุเพื่อใครคนใดคนหนึ่งหรือเปล่า อะไรอย่างนั้น ซึ่งอภิปรายกันมาหลายคนแล้วครับ ผมไม่อยากจะพูดถึงแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากถ้าท่านฟังอยู่นะครับ ถ้าท่าน ถอยเหมือนกับมาตรา ๒๙๑/๓ ได้สักนิดหนึ่ง ผมว่ามันก็จะไปเร็ว จะจบเร็ว แล้วก็จบแบบสมบูรณ์ด้วย จบแบบดีด้วย ยอมไปข้างหน้าครับ มันไม่ได้ลำบากอะไร ท่านอาจจะเขียนวิธีที่เหมาะสมในการที่ให้สภานี้ ให้รัฐสภานี้พิจารณา ซึ่งมีทางออกมากมายทีเดียวนะครับ ผมว่าถ้าท่านกล้าพอนะครับ ท่านแก้เถอะ เพื่อประโยชน์ ของประเทศชาติ ไม่อย่างนั้นแล้วพี่น้องประชาชนเขาก็จะคิดว่าท่านเร่งรีบ เร่งรัด เพราะว่า ได้ตั้งธงไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญอันนี้จะต้องทำให้เสร็จในเวลาอันรวดเร็วเพื่อประโยชน์ของใคร บางคน หรือเพื่อคนบางพวก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ เร็วเท่าไร รวบรัด เท่าไรยิ่งดี ยิ่งถูกใจใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ผมถึงยืนยันครับว่าผมขอสงวนคำแปรญัตติ