ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2556 ที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ไม่สามารถทำเสร็จภายใน 240 วัน และเสนอแนะว่าการร่างรัฐธรรมนูญปี 2556 ไม่จำเป็นต้องมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่สามารถใช้กระบวนการปกติแทน นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียใหม่ ก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะว่าหากมีปัญหาที่ต้องการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งหมดและทบทวนใหม่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ที่เราได้พูดถึงกันในเวลานี้นะครับ เป็นร่างที่ทาง กรรมาธิการได้บอกเอาไว้ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อ่านไปกันหลายท่านแล้วครับ ผมคงจะไม่อ่านซ้ำ ให้เสียเวลาของสภา แต่ว่าโดยหลักแล้วร่างรัฐธรรมนูญของการร่างในปี ๒๕๕๖ ที่กำลังจะ เกิดขึ้นนั้น ระบุไว้ชัดเจนครับว่าหากร่างไม่เสร็จ คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภามีเสียง ๑ ใน ๓ สามารถที่จะเสนอร่างนี้กลับเข้ามาได้อีกครั้งหนึ่งเพื่อดำเนินการต่อไปนั้น มีเหตุผล ๒ ประการครับ ที่จะทำให้ร่างนี้ตก ก็คือ ๑. คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึงครึ่ง กับ ๒. คือการร่างรัฐธรรมนูญนั้นทำเกินกรอบเวลาที่กำหนดไว้ คือ ๒๔๐ วัน เหตุผลแรกนั้น ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากครับ การที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๙๙ ท่านนั้น จะเหลือครึ่งหนึ่ง ก็คงจะมีอยู่ ๒-๓ เหตุผล
๑. ก็คือคงจะล้มหายตายจากกันไปครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่านั้น ซึ่งถ้าคน ในระดับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นอันล้มหายตายจากกันขนาดนั้น ผมเชื่อว่า คงไม่ใช่เหตุการณ์ปกติของบ้านเมืองแล้วละครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ ของบ้านเมืองผมคิดว่าเรื่องร่างรัฐธรรมนูญคงไม่ใช่เรื่องใหญ่
๒. เหตุผลที่สมาชิกจะหายกันไปขนาดนั้นน่าจะมาจากเรื่องของการลาออก การขาดคุณสมบัติ หรือเหตุผลอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องของการที่ทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตัดสินใจไม่อยู่ร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญถึงครึ่งหนึ่ง ถ้าเหตุผลเป็นขนาดนั้นก็มีที่มาที่ไป ที่ค่อนข้างจะชี้แจงได้ชัดเจนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๖ นั้น ไม่สมควรจะร่างต่อ เนื่องด้วยความไม่เห็นด้วยของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็มาจากเสียงของพี่น้องประชาชนจาก ๗๗ จังหวัด จะมีก็ ๒๒ คนนั่นละครับ ที่ท่านประธาน มีโอกาสเป็นคนตั้งเอง
แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อดูเนื้อหาสาระแล้วผมคิดว่าหากว่ารัฐธรรมนูญตกไป ด้วยเหตุผลข้อที่ ๑ ซึ่งผมบอกว่าเป็นไปได้ยากนั้น ก็น่าจะมีอีกเหตุผลหนึ่งคือ ร่างกัน เกินกรอบเวลา ๒๔๐ วัน การที่ร่างรัฐธรรมนูญเกิน ๒๔๐ วันนั้น จะว่าไปก็ถือว่าเป็นเรื่อง ไม่ปกติครับ เพราะที่ผ่านมานั้นการร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็มีการ ร่างรัฐธรรมนูญกันมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน การร่างก็เป็นไป โดยปกติครับ มีการทำประชาพิจารณ์ มีการลงประชามติกัน ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วย กระบวนการที่เรียบร้อย เพราะฉะนั้นหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถที่จะร่างให้เสร็จภายใน กำหนด ๒๔๐ วันนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ เหตุผลของการร่างไม่เสร็จทำให้ ร่างรัฐธรรมนูญตกนั้นมีเหตุผลด้วยกันหลัก ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็น ๒ เรื่องครับ
๑. คือไม่ยากเกินไป ก็สมาชิกไม่ให้ความสำคัญ การทำไม่เสร็จ ร่างไม่เสร็จ ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถ ทำเสร็จได้ภายใน ๒๔๐ วันนั้น เหตุผลที่บอกว่าทำยากจนเกินไปนั้นคงเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งดู กระบวนการครับว่าเกิดจากอะไร คงเห็นชัดครับว่ากระบวนการที่ทำให้ร่างไม่เสร็จ เพราะว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างยากเกินไปนั้นคงมีเหตุผล เพราะกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ไม่สมบูรณ์ เช่น การที่เรากำลังนั่งทำงานอยู่ตรงนี้นั้นมีกระบวนการการพิจารณาที่ไม่สมบูรณ์ ที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่เหมาะสม เช่น เมื่อมีการพูด มีการแปรญัตติ มีการอภิปรายโดยสมาชิก จำนวนมาก ก็บอกว่าเป็นการพูดซ้ำกัน หรือถ้าให้เหตุผลมากก็บอกว่าเป็นการจินตนาการ มากเกินความเป็นจริง ซึ่งโดยหลักแล้วผมเชื่อว่ากรอบของกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญ ของประเทศนั้น หรือแม้แต่การประชุมอะไรก็ตามแต่ ถ้าเป็นการประชุมเพื่อหากรอบ หาหลักการในการบริหาร ในการเดินหน้าต่อในเรื่องใด ๆ ก็ตามแต่ กรอบในการพิจารณานั้น ควรจะตีให้กว้างเอาไว้ ไม่ใช่เรื่องของจินตนาการหรอกครับ แต่เป็นเรื่องของการป้องกันครับ เพราะขนาดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลาย ๆ คนก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ในท้ายที่สุดก็ยังมีคนที่สามารถทำให้เกิดความวุ่นวาย เกิดการผูกขาดได้จาก ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้นผมเชื่อครับท่านประธานว่าถ้าเราใช้เวลา ใช้เหตุผลมากในการพิจารณาในแต่ละกระบวนการของการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญนั้น การร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่ยากจนเกินไปจนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป อันนั้น ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ มีความเป็นไปได้ครับว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ให้ความสำคัญกับการร่างรัฐธรรมนูญจนทำให้การร่างรัฐธรรมนูญนั้นเกินกรอบเวลา ที่กำหนดเอาไว้
เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ เหตุผลครับ ไม่ว่าจะยากเกินไป หรือง่ายเกินไปจนไม่ให้ ความสำคัญนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่าถ้าเป็นไปด้วย ๒ กระบวนการนี้จะทำให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ นั้นไม่ได้มีความสำคัญอย่างที่ท่านกรรมาธิการ พยายามจะบอก หรือไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดต้องมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่ใช้ กระบวนการปกติก็ได้ จึงเป็นที่มาที่ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เขียนเอาไว้
ประการที่ ๒ พวกเราทราบกันดีครับ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวน ไม่น้อยก็ทราบครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ถือ เป็นระเบียบที่ใช้ในการปกครองประเทศ เป็นการกำหนดรูปแบบของรัฐ รูปแบบ ของการปกครอง วิธีการปกครอง รวมไปถึงกำหนดกฎเกณฑ์ ให้นิยามเรื่องของสถาบัน องค์กรต่าง ๆ ที่จะใช้กฎหมาย ที่จะบังคับใช้ตามอำนาจอธิปไตยของประเทศ รวมไปถึง กระบวนการในการพิจารณาการดำเนินการต่าง ๆ ในเรื่องของการเงินการคลังงบประมาณ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน การตรวจสอบองค์กรภาครัฐ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ มาก ๆ ครับ และแน่นอนครับว่าผมจะไม่กล่าวถึง ๑๕ ฉบับที่ผ่าน ๆ มา แต่ฉบับที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๘ ล่าสุดตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาถึงปี ๒๕๕๐ เห็นชัดครับว่ากระบวนการ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้นมีจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นให้กรอบในการบริหารราชการแผ่นดินในการให้อำนาจ ของผู้ปกครอง ผู้บริหารนั้นสามารถทำงานได้สะดวก คล่องตัว ในขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อิสระกับภาคประชาชนมากขึ้น นักการเมืองถูกตรวจสอบ ได้ง่ายขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากขึ้น องค์กรอิสระมีอำนาจมากขึ้น เห็นได้ชัดครับ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถเข้าชื่อโดยพี่น้องประชาชน จำนวน ๕๐,๐๐๐ ราย ก็ทำได้ หรือการตรวจสอบภาคการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ใช้เสียงเพียง ๒๐,๐๐๐ เสียง ในการ ยื่นถอดถอน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นจะเห็นได้ชัดเจนครับว่ามันมีข้อดีและข้อด้อยในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเราหยิบเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งแล้วนำมาเป็นปมเป็นประเด็นในการที่จะบอกว่าต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น มันหาได้หมดละครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะเรียนท่านประธานก็คือว่า กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้นั้นแท้ที่จริงแล้วไม่ควรเกิดขึ้นได้ง่ายครับ เพราะว่าหลัก ของประเทศนั้นไม่ใช่หลักที่เราจะไปหาหยิบยกเฉพาะจุดเสียจุดใดจุดหนึ่งแล้วนำมาแก้ไข ทั้งหมด ทั้งร่าง ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วประเทศจะมีหลักที่เปลี่ยนไปแทบจะทุก ๆ ๑๐ ปี ๑๕ ปี อย่างที่เราเห็น ๆ กัน หรือแม้แต่ถ้ามองย้อนกลับไปใน ๑๕ ฉบับ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญบางฉบับนั้นใช้อยู่ในระยะเวลาที่สั้นมาก ๘ เดือนก็มีครับ ปีกว่า ๆ ก็มี เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นหากไม่ทันในกรอบเวลาที่กำหนด หรือมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ทั้ง (๑) (๒) หรือเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ มีอันที่ทำให้ร่างนี้ต้องตกไป ผมมีความรู้สึกว่าเราไม่ควรที่จะให้มีการดำเนินการต่อจนกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียใหม่ แล้วมาเริ่มกระบวนการนับหนึ่งใหม่ อีกครั้งหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็เป็นกระบวนการในการที่จะกลับไปนั่งทบทวนครับว่า หากไม่เสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าทำไม่ได้ เป็นเพราะว่า ไม่ควรทำหรือเป็นเพราะว่าระหว่างทางกระบวนการนั้นมีปัญหาอย่างอื่นอย่างใด คงต้อง กลับมานั่งทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง
ท้ายที่สุดครับ ในร่างของกรรมาธิการนั้นผมก็ยังมีข้อสงสัยอยู่เช่นเดียวกันครับว่า ถ้าเนื้อหาสาระของการพยายามที่จะให้ ครม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภานั้น ร่วมลงชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขได้ต่อเนื่อง ทำไมถึงไม่ให้ สสร. ชุดเดิมได้กลับเข้ามา ทำหน้าที่อีก เพราะกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมเรียนครับว่า ถ้าไม่ทำต่อ ก็หยุดเลย น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
ด้วยเหตุผลที่เรียนไปครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ควรแก้ไขได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อกระบวนการทั้งหมดนั้นทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปนั้นกระบวนการ ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะต้องหยุดและเริ่มต้นใหม่เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ อันนั้นคือสิ่งที่ ผมได้แปรญัตติไว้ แต่ในขณะที่ร่างที่กรรมาธิการได้แปรญัตติไว้นั้นเปิดโอกาสให้มี การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ต่อ ผมจึงข้อสงสัยตรงนี้ละครับว่า ถ้าตั้งใจจะให้มี กระบวนการในการทำอย่างต่อเนื่องทำไมต้องเปลี่ยน สสร. ชุดใหม่ เป็นการโยนบาปให้ สสร. หรือเปล่าครับว่า เมื่อทำงานแล้ว เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อลงรายละเอียดแล้ว เจอปัญหาที่ท่านตั้งธงเอาไว้แล้วปลดล็อกไม่ได้ แล้วก็โยนบาปให้ สสร. อันนั้นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ครับ เราก็ทราบกันดีครับว่ากระบวนการในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกตั้งทุกระดับต้องใช้จ่ายงบประมาณครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อมีการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วครั้งหนึ่งแน่ ๆ ในการที่ท่านจะมี การเลือกตั้ง สสร. ทำไมต้องให้มีการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หรือท่านจะมี กระบวนการอย่างไรครับที่จะไม่ทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณอีกครั้งหนึ่งในการตั้ง สสร. ชุดใหม่ นี่คือสิ่งที่ผมต้องเรียนถาม เพราะว่าอย่างที่ผมได้เรียนไปทั้งหมดละครับว่า กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศนั้น แน่นอนครับว่า หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราไปจ้องเฉพาะบางมาตรา แล้วก็จับผิด แล้วก็บอกว่านั่นคือเหตุผล ในการต้องยกร่างใหม่ทั้งหมดนั้น กระผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใด ฉบับหนึ่งนั้นมีปัญหาจริง ก็ควรจะต้องยกทั้งร่าง และเมื่อมีการแก้ไขแล้วไม่เสร็จสิ้น ก็ควรจะเปิดโอกาสให้มีการทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่งทั้งกระบวนการครับ ขอบพระคุณครับ