นิพนธ์ บุญญามณี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แต่ควรแก้ไขตามหมวด 15 และมาตรา 291
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ซึ่งกระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนเหตุผลกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากเพราะอะไร ซึ่งผมเองนั้นได้สงวนคำแปรญัตติโดยการตัดในมาตรา ๒๙๑/๑๖ นี้ ออกทั้งมาตรา เหตุผลประการหนึ่งนั้นผมคิดว่าท่านธนาเองก็ได้กราบเรียนไปเป็นเบื้องต้นแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเพื่อประหยัดเวลาผมก็ไม่ขออภิปรายในประเด็นนั้น แต่ว่าสิ่งที่จะอภิปราย คงจะอภิปรายสั้น ๆ ว่าสิ่งที่อยากจะให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาประเด็นนี้ ให้รอบคอบก็เพราะว่า ผมคิดว่าเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกฎหมายหลัก เป็นกฎหมายแม่บท ซึ่งเราพูดกันมาอย่างนี้ประจำ เราเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมหาวิทยาลัยก็สอนอย่างนี้นะครับ ในทางทฤษฎีก็สอนว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท การแก้ไขจะต้องยากกว่ากฎหมายปกตินะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อวันนี้เรารับหลักการ ในร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว แล้วเราไปแก้ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการเลือก สสร. ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งมันผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งเดิมนั้นถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใด มีข้อบกพร่องหรือคิดว่าใช้ไประยะเวลาหนึ่งแล้วเราเห็นว่ามีข้อผิดพลาด มีข้อบกพร่อง แล้วเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศเราก็ใช้ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนในหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะแลเห็นได้ว่าในมาตรา ๒๙๑ นั้นได้เขียนไว้ชัดเจนว่าขั้นตอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร นี่คือการแก้ไข ถ้าหากว่ามันไม่มีเหตุอันต้องไปยกร่าง เปลี่ยนแปลงอะไรกันเยอะเราควรจะใช้วาระปกติ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ควรที่จะไป ตั้ง สสร. หรือว่ามาร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับ นั่นหมายความว่าเรายกรัฐธรรมนูญที่กำลังบังคับใช้อยู่ ทิ้งไป ไปร่างกันมาใหม่ ซึ่งถ้าเราสร้างประเพณีอย่างนี้ไว้เรื่อย ๆ ประเทศไทยจะเป็นประเทศ ที่ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญเปลืองที่สุด ไม่รู้จักจบไม่รู้สิ้นในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ กระผม จึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยังคงบัญญัติต่อไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ว่า แม้ สสร. ซึ่งเราแต่งตั้งไปแล้ว มีประชาชนคัดเลือกมาแล้ว สภาแห่งนี้คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ไปร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) นั้น ได้แก่กรณีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ก็คือว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่งนี่คือสาเหตุที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นอันว่าหมดวาระลง เมื่อหมดลง จบภารกิจลง หรือแม้กระทั่งว่า รัฐธรรมนูญที่ไปร่างมานั้นสภาแห่งนี้ได้วินิจฉัยแล้วนะครับว่าเป็นการขัดกับมาตราซึ่งเรา วิตกกังวลกันมากในมาตรา ๒๙๑/๑๑ อย่างนี้ก็ทำให้รัฐธรรมนูญนั้นตกไป เพราะฉะนั้น กระผมคิดว่าเมื่อมันตกไปแล้วนี่ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้คงมีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าสภาแห่งนี้ จะใช้โดยทางเสียง ๑ ใน ๓ หรือว่าจะใช้เสียงของรัฐสภา หรือแม้กระทั่งคณะรัฐมนตรี จะขอให้หยิบยกขึ้นมาอีก ผมคิดว่านี่คือการที่เราไม่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนแล้วผมคิดว่าเรามีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องไปบอกว่ามีสิทธิยกขึ้นนับ ๑ ใหม่อีก ให้ สสร. มาจัดทำ สสร. กันใหม่อีก ผมคิดว่า ไม่จำเป็นละครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าเราไปเข้ากระบวนการปกติก็คือไปแก้ไขเสีย แสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยเค้าโครงของมันยังใช้ได้อยู่ มันไม่มีเหตุอะไรที่บอกว่า ถ้าหากว่าใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วบ้านเมืองมันจะวิบัติหรือว่ามันจะเกิดกลียุคขึ้น ในบ้านเมือง เมื่อมันไม่มีเหตุการณ์ที่จะบ่งชี้ถึงขนาดนั้นเราก็ไปใช้ในหมวด ๑๕ เหมือนเดิมครับ มีอะไรต่อไปนี้ก็ไปแก้เป็นหมวด ๆ ไป ซึ่งผมคิดว่าในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๙๑ นั้นเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่าเราจะต้องทำอย่างไรได้ มันไม่ห้ามแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะนำไปสู่ว่าต้องไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันมาอีก เพราะมันแสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่ต้องโละทิ้ง มีจุดใดที่คิดว่ามันบกพร่อง มันจำเป็นต้องแก้ไขให้ทัน กับสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปของสังคมที่เปลี่ยนไปก็ไปแก้ไขในหมวดนั้น ๆ นี่คือสิ่งที่ ผมคิดว่ามันควรจะเข้าสู่ภาวะปกติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันควรไปใช้กฎเกณฑ์ ตามหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็มาตรา ๒๙๑ เดินตามนั้นเลยครับ ท่านประธานครับ ไม่จำเป็นจะต้องไปตั้ง สสร. ขึ้นมาอีกรอบ นั่นแสดงว่าเราไม่เคารพ เจตนารมณ์ของประชาชน นั่นคือเราต้องมีวาระซ้อนเร้นอย่างแท้จริงเหมือนอย่างที่สังคม เขาคลางแคลงใจอยู่ว่ามันเร่งรีบ มันมีความจำเป็นอะไรนักหนาที่ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้ได้ ถ้าหากว่าท่านมีเจตนารมณ์ว่าเหตุการณ์หรือประเด็นใดกลไกใด ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ถูก ไม่ต้อง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระบวนการประชาธิปไตย มีอะไรที่มันเป็นเผด็จการ มีอะไรที่มันเป็นรากเหง้าที่ไม่ดีไม่เป็นไปตามกระบวนการ ประชาธิปไตยที่นานาประเทศเขาใช้บังคับกันอยู่ ท่านก็แก้ในประเด็นนั้น ใช้กฎเกณฑ์ปกติ ใช้สภาแห่งนี้ละครับ เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๕ นั้น การแก้ไขทำได้ โดยรัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็รัฐสภาแห่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ของปวงชนชาวไทย สมาชิกวุฒิสภาอาจจะมีการเลือกตั้งมีสมาชิก ๒ ประเภท ก็เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพราะฉะนั้นการที่เราเคารพการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้นี่คือเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝง แต่ถ้าเรา ดันทุรังที่จะเอาให้ได้ ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ให้ได้ ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มันอาจจะมีบางมาตราใช่ไหมที่ไปขัดขวางขบวนการบางขบวนการอยู่ในขณะนี้ ต้องยกเลิก เสียก่อนแม้ว่าจะบัญญัติไว้เป็นมาตรการว่าถ้ามันขัดกับเจตนารมณ์แล้ว ตกไปแล้ว หรือว่า ไปขัดกับหลักเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว หรือว่าอายุ ทำไม่เสร็จสิ้นใน ๒๔๐ วันก็แล้ว ตกไปแล้ว เรายังดันทุรังจะเปิดช่องใหม่อีก อย่างนี้มันหนีไม่พ้นข้อครหาว่าแสดงว่ามีเจตนาแฝงเร้นจริง ๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ละครับท่านประธานครับผมคิดว่าเราไม่ควรจะดันทุรังไปถึงขนาดนั้นว่า ถ้าตกไปแล้วก็ไปเอากันอีกรอบหนึ่งทำ สสร. ให้ได้ ไม่ยอมเข้ากระบวนการปกติ ของรัฐธรรมนูญนั่นคือใช้ช่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาใช้ในการที่จะแก้ไขข้อบกพร่อง ของรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องการล้มเลิกรัฐธรรมนูญให้ได้ เราจะสร้างอำนาจรัฐใหม่ขึ้นมา หรืออย่างไร อันนี้เป็นข้อครหาของสังคม ผมจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่ยังบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๖ ไว้ ผมคิดว่าถ้าเมื่อ สสร. ทำภารกิจไม่เสร็จสิ้นหรือว่า ไปร่างมาแล้วรัฐธรรมนูญต้องตกไปไม่ว่าด้วยประการขัดกับไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การปกครองของรัฐหรือไปแก้ไขในหมวดว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์อะไรก็ดี อันนี้ ก็ถือว่าตกแล้วตกเลยครับ ไม่ต้องให้มีองค์กรใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีหรือว่า สภาผู้แทนราษฎรหรือว่ารัฐสภาให้รื้อฟื้น สสร. ขึ้นมาใหม่อีก ตกแล้วตกเลย แล้วก็ใช้ ช่องปกติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับท่านประธาน