สุรจิต ชิรเวทย์ เสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มเครื่องมือตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ โดยเฉพาะกรณีที่รัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะต้องห้าม การแก้ไขด้วยวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่จำเป็น และควรให้ กกต. จัดให้มีการออกเสียงลงประชามติในหมวดต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเห็น
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๔ วรรค โดยมาตรานี้ก็ว่าด้วยเรื่องที่ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้ว กระบวนการจะดำเนินการต่อไปอย่างไรนะครับ โดยร่างที่กรรมาธิการพิจารณา แล้วได้มอบอำนาจให้ประธานรัฐสภาคนเดียวที่จะพิจารณา โดยวรรคแรกร่างที่ผ่านการ พิจารณาของ สสร. กำหนดให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา และวรรคสองหากประธานรัฐสภา เห็นว่าร่างดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะต้องห้าม ให้ประธานรัฐสภาส่งต่อไปยัง กกต. เพื่อดำเนินการ ออกเสียงลงประชามติ ซึ่งผมก็ได้ขอแก้ว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภา คือ ๖๐๐ กว่าคนในที่นี้ ไม่ใช่ให้ประธานรัฐสภาคนเดียว มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำหน้าที่ทั้งใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ ๒ อำนาจแบบทูอินวัน (2 in 1) ในคนคนเดียวอย่างนี้นะครับ ผมก็ไม่ทราบว่าจะประดิษฐ์ถ้อยคำว่าอย่างไร ถ้าไม่ใช่ เผด็จการรัฐสภา คิดเองเออเองคนเดียวอย่างนี้นะครับ เหตุผลของผม ประธานรัฐสภาในที่นี้ ไม่ใช่ประธานวุฒิสภาที่กำลังนั่งทำหน้าที่อยู่ตอนนี้นะครับ ก็คือประธานรัฐสภาไม่ใช่ประธาน บริหารสูงสุด ไม่ใช่ประธานบริษัท ประธานรัฐสภาเป็นใหญ่ในที่ประชุมจริง เป็นตัวแทนของ สมาชิกรัฐสภาในการปฏิบัติหน้าที่ทางพิธีการต่าง ๆ จริงครับ แต่ว่าไม่ได้มีอำนาจบังคับ บัญชาบริหารสั่งการในระบอบประชาธิปไตย ทางรัฐสภาก็มีอำนาจหน้าที่ในเชิงธุรการ เป็นคนแรกในหมู่คนที่เท่าเทียมกัน ที่ประเทศอังกฤษมารดาของประชาธิปไตยเขาใช้คำว่า เฟิร์สท อะมังก์ อิควล (First among equal) ก็เหมือนกับนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษครับ คือรัฐมนตรีคนแรกในคณะรัฐมนตรีจึงเรียกว่า ไพรม์ มินิสเตอร์ (Prime Minister) คือคนแรก ในหมู่คนที่เท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา แล้วเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้และเอารัฐสภาไปไว้ไหน ประธานรัฐสภาไม่ต้องขึ้นต่อ ไม่ต้อง รับผิดชอบต่อใครอื่นนอกเหนือจากรัฐสภาได้อย่างไร อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมจึงได้ขอแก้ไขให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. ส่งมา แล้วก็ได้ใส่กลไก ในการถ่วงดุลอำนาจไว้ให้มีการถ่วงดุลและคานกันนะครับ โดยหากเห็นว่ามีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ ก็คือกลไกการคานและถ่วงดุลอำนาจที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมใส่ไว้ แล้วก็ให้ทางแก้ปัญหาไว้ในกรณีนี้ ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามก็ยังใจดีว่าไม่ใช่ให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ตกไปเลย แต่ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญกลับไปยังสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงแก้ไขครับ ทำไมผมถึงต้องแปรญัตติแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคสองให้มีเครื่องมือกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลแบบนี้นะครับ ก็โดยที่กรรมาธิการก็อ้าง แต่ว่ามันไม่ใช่ประเด็นสลับซับซ้อนประธาน รัฐสภาคนเดียวก็สามารถวินิจฉัยได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดเป็นข้อกังขากันอยู่นะครับ เขียนกฎหมายรวบอำนาจกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้เลยนะครับ ทีนี้ผมก็ได้กล่าวเหตุผลไปแล้ว ว่าให้ สสร. เสนอต่อรัฐสภา และหากรัฐสภาเห็นว่าร่างดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก็ให้ประธานส่งต่อไปศาลรัฐธรรมนูญก็เพราะเรื่องนี้มันก็จะไปเกี่ยวข้อง กับปัจจัยอีกหลายอย่างนะครับ ไปถึงตัว ส.ส. และ ส.ว. ที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกร้องว่ามี พฤติการณ์ส่อว่าจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นความผิดตาม มาตรา ๑๒๒ จนเป็นเหตุให้ถูกถอดถอนตามมาตรา ๒๗๐ คือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ครับ ซึ่งบทบัญญัตินี้ ก็ไม่ได้บังคับแต่เพียง ส.ส. ส.ว. เท่านั้น ยังบังคับใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตาม พ.ร.บ. ของ ป.ป.ช. ด้วย ผมจึงต้อง ขอแปรญัตติแก้ไขแล้วก็ให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลดังที่กล่าวแล้ว แต่นี่ก็คงจะเหมือนกับ คุยกับขอนไม้อีกเหมือนกัน กรรมาธิการก็คงจะไม่แก้ไขให้ แต่ว่าความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้ ก็เพราะมันมีอยู่ ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ ส.ส. ส.ว. สามารถขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในเรื่องที่เป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวมเท่านั้น
ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาจากเจตนาว่าเป็นการกระทำ โดยชอบหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสิน
ประเด็นที่ ๓ ส.ส. และ ส.ว. สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ภายใต้ เงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือมาตรา ๒๙๑ (๑)-(๗) กลไกนี้จึงจำเป็น ต้องมีครับ ถ้าเราคิดว่ากฎหมายแม่ กฎหมายสูงสุดของประเทศแก้ได้ง่าย ๆ แล้วก็ใช้วิธีง่าย ๆ รวบรัดแบบนี้ พี่น้องประชาชนทางบ้านก็ลองคิดดูให้ดีเวลาที่มีการออกเสียงลงประชามติว่า จะรับหรือไม่รับ พี่น้องเลือก ส.ส. ส.ว. มาก็เพื่อให้ทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงาน ของฝ่ายบริหาร แต่ดูเหมือนว่าเราก็จะมาตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ทราบว่าใคร เดือดร้อนสาหัสกับรัฐธรรมนูญ ๑๓ วัน ๑๓ คืนแล้วมันจะช่วยให้พี่น้องกินอิ่มนอนหลับได้ อย่างไร มันก็มีแต่จะนำไปสู่การร้อง การถอดถอนต่อไปอีก บ้านเมืองก็เลอะเทอะ ตกนรก กันอยู่อย่างนี้ ให้เพื่อนบ้านประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศลาว ประเทศ กัมพูชาเขาหัวเราะว่าประเทศไทยนี่ติดหล่มการเมืองอยู่แบบนี้ เป็นคนป่วยของอาเซียน อยู่อย่างนี้ ทำศึกชิงบ้านชิงเมืองกัน ไม่ได้ต่อสู้กับข้าศึกภายนอกที่ไหน และผมก็ได้เพิ่มเติม มากกว่าร่างของกรรมาธิการว่าให้ กกต. จัดให้มีการออกเสียงลงประชามติในหมวดต่าง ๆ ทุกหมวดเหมือนกับตอนที่ประเทศฝรั่งเศสเขาจะแก้รัฐธรรมนูญของเขาหลังจากเขา ล้มลุกคุกคลานมาหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ที่เราเรียกว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับเดอโกลล์ (De Gaulle) เขาก็มีการทำประชามติ และไม่ใช่คำถามเดียวว่ารับหรือไม่รับ ตรงนี้ผมแก้ ก็เพื่อหวังว่าจะให้ กกต. ไปออกแบบเพื่อไม่ให้ถามเพียงคำถามเดียวนะครับ ผมก็คิดว่า หลังจากต่อสู้กันมา ๑๓ วัน ๑๓ คืนก็คงจะเหมือนกับเป็นคำแถลงปิดคดีสำหรับผมแล้ว ที่ได้พยายามต่อสู้สุดฤทธิ์สุดเดชผมแล้วครับ เพื่อคัดค้าน ยับยั้ง แก้ไขทุกวิถีทางเพื่อมิให้ รัฐธรรมนูญที่รัฐบาลและพรรคร่วมซึ่งชัดเจนว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และตัดทิ้งทั้ง ๓ ร่างของภาคประชาชนไป คือมันชัดยิ่งกว่าชัดว่ารัฐธรรมนูญนี้แก้ตาม ความประสงค์ของนักการเมืองและพรรคการเมือง เป็นการเมืองของนักการเมืองและ พรรคการเมือง ไม่ใช่การเมืองของพลเมือง ไม่ใช่การเมืองเพื่อประชาชนแล้วนะครับ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เคยกล่าวว่าการเมืองที่ปราศจากอุดมการณ์มันจะเป็นสิ่งชั่วร้าย ก่อนที่ ท่านจะวางมือจากการเมืองท่านก็บอกว่าการเมืองหลังจากนี้จะเป็นการเมืองของเงินตรา ไปแล้ว เป็นการเมืองแบบซื้อมาขายไป เราก็คงไม่สามารถจะหลอกลวงตัวเองหรือแกล้งโง่ อีกต่อไปแล้ว การเมืองเงินตราบวกกับประชานิยมเปลี่ยนประชาชนของประเทศเรา ให้กลายเป็นผู้ขอผู้รอเศษเนื้อข้างเขียง การเมืองที่เน่าสนิท คุณธรรมจริยธรรมถูกทำลาย ไปหมดแล้ว จริง ๆ แล้วเราขาดผู้นำที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริงต่างหาก ก็เป็นกรรมเวรของประเทศเรานะครับ ผมขอขอบคุณครับ