ชินวรณ์ บุณยเกียรติ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องใช้ความเห็นพ้องต้องกันของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เสียงข้างมากเพียงพอ และไม่ควรอ้างว่าประชาชนนะครับว่า ประชาชนฟังจนเบื่อแล้ว นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ท่านประธานรัฐสภาและท่านนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลและทัศนะเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยังแสดงความคิดเห็นว่ามาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญไม่เหมาะสมกับรัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้ และขอให้ปรับปรุงให้เหมาะสม
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่น ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา เมื่อสักครู่ที่ว่าการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกรัฐสภามีสิทธิที่จะชี้แจงเหตุผลในกรณีที่ได้ ขอตัดไปในมาตรา ๒๙๑/๑๔ และมีสิทธิที่จะชี้แจงข้อความที่ได้มีการเสนอเพิ่มเข้ามา เพราะว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไม่ได้เห็นด้วยในมาตราอื่นในข้อความที่เราได้ขอสงวน ความเห็น ประกอบกับเมื่อมาพิจารณาในสภาแล้วก็ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าก็เป็นความชอบธรรมของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่จะแสดงเหตุผลต่อสภา ในการที่จะโน้มน้าวให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นถึงความสำคัญ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าในมาตรานี้สะท้อนให้เห็น จากการประท้วงของเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยซีกฝ่ายรัฐบาล และคำชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เห็นชัดเจนเพิ่มขึ้นนะครับว่าเป็นการรวบรัด ในการที่เสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา และที่สำคัญไปกว่านั้นนอกจากจะเป็น การรวบรัดแล้วยังเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้มองโดยองค์รวมทั้งหมดในการที่จะนำไปสู่ การร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เกิดรัฐธรรมนูญตามที่ฝ่ายรัฐบาลได้แถลงเป็นนโยบายว่า ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แต่ตลอดระยะเวลาก็จะพบความเป็นจริงครับ ท่านประธาน เมื่อมีคำถามว่ามีมาตราใดบ้างละครับที่คณะกรรมาธิการมีความประสงค์ที่จะ ให้มีการแก้ไขเพื่อต้องการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ตลอดระยะเวลา ๑๓ วัน ที่ผ่านมา ก็ไม่มีคำตอบเรื่องนี้จากคณะกรรมาธิการ
ประการที่ ๒ คณะกรรมาธิการก็บอกว่าต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น มาจากต้นไม้ที่เป็นพิษ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการซักถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมเมื่อมีเสียงข้างน้อย และสมาชิกวุฒิสภา บอกว่าถ้าต้องการที่จะให้ผู้ร่าง คือ สสร. มาจากประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ก็ควร จะมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่กลับยังต้องยืนยันว่าให้มาจากการสรรหา ๒๒ คน และมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน โดยไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนของประชากรเลย สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่านี่คือความประสงค์ที่ทางฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ยอมที่จะผ่อนปรน หรือยอมรับความคิดเห็น
พอเป็นเช่นนี้ก็ไปสู่ประการที่ ๓ ครับท่านประธานที่จำเป็นต้องลุกขึ้น อภิปราย ก็คือว่าท่านประธานก็ดีและหลายคนที่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อมวลชน หรือในสภานี้ ผมขอร้องท่านประธานอย่าพูดอีกต่อไปนะครับว่าเราใช้เวลามามากแล้ว หรือว่าดึงเวลาออกไป ผมคิดว่าทุกคนไม่มีความประสงค์เช่นนั้นละครับ แต่ว่าจุดสำคัญที่เรา มาถึงจุดนี้ และต้องทำความเข้าใจอย่างนี้ก็เพราะว่าคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมาย จากรัฐสภาแห่งนี้ให้ไปดำเนินการในการยกร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ แต่ท่านไม่สามารถที่จะแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันได้ครับ ผมก็อยากจะยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นใช้แต่เสียงข้างมากในรัฐสภานี้ไม่เพียงพอ ต้องใช้ความเห็นพ้อง ต้องกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ต้องใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่จะยึดหลักว่า ใช้เสียงข้างมาก ผมคิดว่าไม่เพียงพอแน่นอน และแน่นอนที่สุดครับ ผมไม่อยากเห็นใคร อ้างประชาชนนะครับว่า ประชาชนฟังจนเบื่อแล้ว ผมเห็นท่านประธาน ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยชื่อท่านสมศักดิ์ ท่านบอกว่าประชาชนฟังจนเบื่อแล้ว ผมคิดว่านั่นมุมมองของท่าน แต่อีกมุมมองหนึ่งผมคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนก็ย้อนกลับมาเช่นเดียวกันครับว่า ได้มีความเข้าใจในเรื่องของกระบวนการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตามนโยบาย ของรัฐบาลมากขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องแปรญัตติในมาตรานี้ถ้าท่านประธานจำได้ วันก่อนผมลุกขึ้นพูด ผมได้กราบเรียนว่าจริง ๆ ผมอยากจะเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีใน ฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาท่านมาฟังด้วย เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรง และถ้าดีไปกว่านั้น ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้ก็อยากจะฟังทัศนะของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีต่อการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทำไมผมต้องเกริ่นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน เพราะผมได้ขอแปรญัตติตัดในมาตรา ๒๙๑/๑๔ ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ยืนยันว่าเมื่อมีประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภา นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม นี่ละครับจึงเป็นที่มาว่าถ้าเราไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความพยายาม ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่นำเนื้อหามาปะติดปะต่ออนุโลมใช้ในบางส่วนที่คิดว่า เป็นประโยชน์แห่งตน และบัญญัติลงไปในบางส่วนให้อำนาจประธานรัฐสภา ซึ่งมี เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าถึงแม้ว่าจะไปวางกลไกในการที่จะตั้งคณะกรรมการ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถที่จะถูกท้วงติง ถูกครหาว่าในท้ายที่สุด ก็พยายามที่จะใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบรรลุเป้าหมายที่จะแก้ไข ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องตัดเลยครับในมาตรานี้ ตามจริง เพียง ๓-๔ บรรทัด ถ้ากรรมาธิการกรุณาที่จะได้ยกร่างขึ้นมา แล้วดำเนินการให้เห็นภาพ อย่างชัดเจนว่าในกระบวนการที่หลังจากทำประชามติแล้วเราควรที่จะดำเนินการอย่างไร ที่ท่านคิดว่าให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อย ผมมีข้อสังเกต ๓ ประการครับท่านประธานที่คณะกรรมาธิการได้นำมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาบังคับใช้
ประการแรกท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ท่าน นำกฎหมายที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี แต่ว่าเวลามาใช้ในบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๔ ท่านก็ บอกว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งในกระบวนการเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปนำกฎหมายในมาตรา ๑๕๐ มาอนุโลมใช้ แต่ท่านต้องการให้มี เจตนาที่ท่านหวังว่าเขียนอย่างนี้แล้วรวบรัดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผมกราบเรียนได้เลยครับว่า วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาแสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อการที่เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน ๒๐ วัน ผมเรียนกับท่านประธานรัฐสภานี่คือเป็นประเด็นแรก ละครับว่าถ้าเป็นเช่นนี้ทางคณะกรรมาธิการท่านคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ครับ
ประการที่ ๒ ที่เป็นข้อสังเกตของผมก็คือว่า มาตรา ๑๕๑ บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมารัฐสภา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของ ๒ สภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง นี่ละครับท่านประธานมาตอกย้ำแนวความคิดของรัฐบาลและของกรรมาธิการชุดนี้ว่า ท่านยังยึดหลักเสียงข้างมาก ทั้งที่ผมกราบเรียนว่าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างกับ พระราชบัญญัติโดยสิ้นเชิง เพราะร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ว่าด้วย รูปแบบของรัฐ ว่าด้วยหลักสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ว่าด้วยหลักของการตรวจสอบ อำนาจรัฐ เพราะฉะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงต้องไม่ให้เกิดกรณีที่จะต้องมีการยืนยันมติ ที่พระราชทานคืนมายังรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าเหตุการณ์นี้เป็นจริงตามที่ท่านนำมาตรา ๑๕๑ มาอนุโลมใช้ท่านคิดว่าสังคมไทยเราจะเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญที่ท่านจะนำมาใช้ ที่ท่านอ้างว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญประชาชน และจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ปรองดอง จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ท่าน บอกว่านำประชาธิปไตยคืนมา ประชาธิปไตยในความหมายของท่านคืออย่างไรครับ คือประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขหรือไม่ เรายอมรับในหลักการนี้หรือไม่ นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมตั้งข้อสังเกตประการที่ ๒ ผมจึงอยากจะกราบเรียนครับผมรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ ได้มีการเรียกร้องมาตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้วว่าต้องการที่จะเห็นกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ออกมาเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ท่านควรที่จะมี บทบัญญัติใดบ้าง และคำขอร้องนี้ผมคิดว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจง ต่อรัฐสภานี้ไปชัดเจนแล้ว แต่กลับมิได้รับฟังจากคณะกรรมาธิการเลยครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าเมื่อท่านมามีบทบัญญัติให้ใช้มาตรา ๑๕๑ ให้รัฐสภามีมติยืนยัน ผมคิดว่า นี่คือหลักที่ท่านคิดอยู่เสมอและพรรคพวกของท่านก็พูดอยู่เสมอว่าท่านมีเสียงข้างมาก ท่านประธานครับในระบอบประชาธิปไตยผมยอมรับครับว่า เราต้องปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่เราต้องเคารพเสียงข้างน้อย วันหนึ่งพวกท่านทั้งหลายนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมก็เคยเป็น ประธานวิปรัฐบาลครับท่านประธาน ผมก็พยายามที่จะประนีประนอมยอมรับความคิดเห็น เพราะเราคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้เราทำงานเพื่อปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่วันนี้ ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมาผ่านเลย มีมาตราเดียวเท่านั้นที่ท่านยอมรับ เพราะไปไม่ได้หรอกครับที่จะใช้กฎหมายท้องถิ่นมาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. ท่านจึงไปนำ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาดำเนินการในการเลือกตั้งสมาชิก สสร. เพราะท่านเดินไปไม่ได้ แต่วันนี้ในมาตรานี้พบอย่างชัดเจนว่าถ้าท่านยังอนุโลมใช้มาตรา ๑๕๑ และเมื่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ท่านประธานลองนึกภาพสิครับ ว่าท่านต้องการเอาความขัดแย้งนี้ไปถึงระดับใด ผมพูด ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับท่านประธาน ผมไม่ต้องการที่จะเห็นการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นำไปสู่สิ่งที่พี่น้องประชาชนกังวลจนต้องเรียกร้องว่าต้องไม่ไปเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ท่านประธานครับ ถ้าเป็น กฎหมายทั่วไปก็จะออกตามความในรัฐธรรมนูญหรือออกตามนโยบายแห่งรัฐเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน และกฎหมายดังกล่าวนั้นก็ผ่านกระบวนการทั้ง ๒ สภา โดยผ่าน ทั้ง ๓ วาระในแต่ละสภา นั่นแสดงถึงตัวแทนปวงชนชาวไทยได้มีกระบวนการ ในการกลั่นกรองกฎหมายดังกล่าว แต่วันนี้เรากำลังทำร่างรัฐธรรมนูญนี้มอบหมายให้ สสร. ๙๙ คนไปดำเนินการครับท่านประธาน และร่างรัฐธรรมนูญนี้เทียบไม่ได้เลยกับกฎหมายครับ เพราะนี่กฎหมายสูงสุดครับท่านประธาน กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ แต่ว่าถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ใคร่ครวญนะครับ ได้ใคร่ครวญว่าในกระบวนการสุดท้ายที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการในมาตรา ๒๙๑/๑๔ มันเป็นกระบวนการที่เราต้องการให้เกิดกับสิ่งที่เราเรียกว่าเรากำลังจะทำรัฐธรรมนูญ เพื่อประชาชนหรือรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนจริงหรือไม่ ผมได้ยินกรรมาธิการบางท่าน พูดเสมอและพูดมานานแล้วครับ ว่าต้องมาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคืนประชาธิปไตย ให้กับประชาชน มาตราไหนละครับที่ท่านคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน มาตราไหนละครับ ที่บ่งบอกให้เห็นว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ท่านอย่าลืมนะครับว่า เมื่อเราพูดถึงรูปแบบการปกครองของเรานั้นคือการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนะครับ เราไม่ได้มีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย เหมือนกับประเทศอื่น หรือเหมือนสิ่งที่บางคน บางฝ่ายคิดไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น