นคร มาฉิม หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันในประเทศไทย โดยเรียกร้องให้มีองค์กรอิสระที่มีความเป็นอิสระและไม่ถูกครอบงำ โดยเสนอโมเดลของฮ่องกงและสิงคโปร์ในการดึงภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบการทุจริตและคอร์รัปชัน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ผมตัดออกทั้งหมดนะครับ แต่ว่าขอให้เพิ่มข้อความใหม่มาว่า มาตรา ๒๙๑/๑๕ การจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่มีผลกระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ผมไม่รบกวนเวลาของรัฐสภามาก แต่ว่าอยากจะเน้นย้ำแล้วก็อธิบายถึงเหตุผล และความจำเป็นในการกำหนดกรอบให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้ว่า หลังจากที่ท่านได้รับฉันทานุมัติให้ไปเป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่จะเป็นกรอบในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งประเทศ กำหนดทิศทางในการบริหารประเทศ กำหนดแนวนโยบายในการที่จะขับเคลื่อนประเทศเดินไปสู่ข้างหน้านั้น อย่างน้อยที่สุด ถ้าเกิดว่ากระบวนการในการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจของฝ่ายบริหารและอำนาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถที่จะตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ อย่างน้อยที่สุดยังมีองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นที่พึ่งที่หวัง แล้วก็เป็นองค์กรในการที่จะตรวจสอบโดยปราศจากการชี้นำ ปราศจาก การครอบงำ ปราศจากอิทธิพลใด ๆ ที่จะมีอิทธิพลต่อการที่จะขัดขวางในการตรวจสอบ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดที่เป็นของพี่น้องประชาชน องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ท่านประธานที่เคารพครับ ขยายความนิดหนึ่ง ป.ป.ช. ตอนนี้ มีคดีประมาณ ๑๐,๐๐๐ คดีที่ค้างอยู่ต่อปี มันบ่งบอกให้เห็นว่ากระบวนการในการทุจริต คอร์รัปชันนั้นหนักหนาสาหัสสำหรับประเทศของเรา จำเป็นที่จะต้องมีองค์กร ป.ป.ช. ในการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แม้กระทั่งราชการประจำ แล้วมีองค์กรอีกองค์กรหนึ่ง ที่เข้ามาเพิ่มเติมจาก ป.ป.ช. ก็คือ ป.ป.ท. ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ ป.ป.ท. ไม่ต้องไปสังกัดอยู่กับราชการประจำหรือว่ากระทรวง กรมต่าง ๆ เพราะถ้าเกิดว่า สังกัดท่านประธานครับ ป.ป.ท. ก็จะถูกครอบงำโดยรัฐมนตรีหรือว่าโดยรัฐบาลหรือว่า โดยผู้ที่มีอำนาจในการโยกย้ายให้คุณให้โทษต่อผู้ที่รับผิดชอบในองค์กร ป.ป.ท. ได้ ผมต้องการให้ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แล้วก็ให้ ป.ป.ท. ขึ้นตรงต่อ ป.ป.ช. โดยใช้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. โดยตรง อันนี้จะเป็นคุณูปการต่อชาติบ้านเมือง เป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ การทุจริต การคอร์รัปชัน มันฝังรากลึกไปในทุกอณูของประเทศ ในปัจจุบันผมเป็นที่ปรึกษาและเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนของ ป.ป.ช. รู้เลยครับว่ากระบวนการในการทุจริต กระบวนการในการคอร์รัปชันมันสายโยงใยเป็นองค์กร เป็นเครือข่ายที่มีความแข็งแกร่ง แข็งแรง พูดง่าย ๆ ก็คือใครไม่ยอมจ่ายคนนั้นไม่ได้งานทำ ท่านประธานที่เคารพ ทำอย่างไรครับ ที่จะให้องค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านี้มาตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน ผมเคยเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. แล้วก็เคยเสนอต่อสภาแห่งนี้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะนำเอารูปแบบหรือว่าโมเดล (Model) ของฮ่องกงโมเดล แล้วก็ สิงคโปร์โมเดล ในการสะสาง ในการแก้ไข ในการดึงภาคเอกชน ดึงภาคประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตการคอร์รัปชันเพื่อล้างการทุจริตให้หมดสิ้น ไปจากประเทศ ผลงานวิจัยของผู้รู้ ของสถาบันการศึกษาหลายแห่งครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้ตระหนักแล้วก็กังวลใจมากต่อการทุจริตและคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นปีหนึ่ง ๆ ที่มีงบประมาณปีละ ๒.๓-๒.๔ ล้านล้านบาทต่อปี นักวิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยมาแล้วว่า จะมีเงินใต้โต๊ะที่ถูกคอร์รัปชันไปประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเกิดว่านำเอาเม็ดเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำอ่างเก็บน้ำ ไปทำถนน ไปติดตั้งเสาโทรศัพท์ ไปติดตั้ง สาธารณูปโภคให้กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อครับว่าทำไปให้ดีที่สุดแบบนี้ ๕ ปีประเทศไทย วิ่งทันประเทศสิงคโปร์แน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกังวลใจ เหลือเกินว่า ถ้าเกิดว่า สสร. ไม่กำหนดกรอบแล้วก็ไม่ให้ความเป็นอิสระในอำนาจ ขององค์กรอิสระต่าง ๆ ให้ธำรงอยู่ เช่น ป.ป.ช. กกต. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เท่าที่มีอยู่แล้ว อะไรจะเป็นหลักประกันในการคุ้มครอง ในการรักษาและปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพยิ่ง ขอบพระคุณครับ