มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เสนอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๓ เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เสนอแปรญัตติมาตรา ๒๙๑/๑๓ เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่เน้นจำนวนผู้แทนฯ

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันอีกคนหนึ่งที่ได้ขอแปรญัตติแล้วก็ สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านในรัฐสภา แห่งนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านมีเจตนาที่อยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็ต้องถามประชาชน ด้วยว่าเขาเห็นด้วยหรือเปล่าถึงเราต้องการทำประชามติจากประชาชน ก่อนหน้ามาตรานี้ เราพูดถึงคุณสมบัติของ สสร. จำนวนของ สสร. และขั้นตอนต่าง ๆ จนในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้อยู่ในขั้นตอนของการขอประชามติจากพี่น้องประชาชนเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันไม่ได้ติดใจเลยนะคะว่าจำนวนของ สสร. ว่าจะมีกี่คน จะเป็น ๗๗ คน หรือว่าจะเป็น ๑๕๐ คน ๒๐๐ คนก็แล้วแต่ ตรงนี้ดิฉันเองบอกกับท่านกรรมาธิการได้เลยว่า ไม่ได้สำคัญอยู่ที่ตรงตัวเลข ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ดิฉันขอแปรญัตติไว้ที่บอกว่าเมื่อสภา ร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว และมีการนำเสนอต่อประธานรัฐสภาแล้ว และร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทำประชามติ ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก่อนทำประชามติดังกล่าว ท่านประธานคะ การที่ดิฉันต้องขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรานี้ มีเจตนาอยู่ ๒ ประการนะคะ

ประการที่ ๑ คือหลาย ๆ ท่านก็พูดตรงนี้นะคะว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องไม่ได้ มีลักษณะตามมาตรา ๒๑๙/๑๑ วรรคห้า คือไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ซึ่งในส่วนนี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้ความมั่นใจนะคะ ท่านประธานพูดหลายครั้งวันนี้ตั้งแต่เช้า แล้วก็ให้ความมั่นใจในสภาแห่งนี้ และดิฉันเองก็มีความเชื่อว่า สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้ง และแต่งตั้งเข้ามานั้นจะทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุก ๆ ท่านก็คงจะมี สามัญสำนึกในเรื่องดังกล่าว

ส่วนประการที่ ๒ ในการออกเสียงประชามติ คือการถามความเห็นชอบจาก พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดิฉันย้ำตรงนี้นิดหนึ่งนะคะว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และดิฉัน ก็ต้องขอรบกวนให้คณะกรรมาธิการทุก ๆ ท่าน ได้ทบทวนคำว่า เสียงข้างมากของผู้มาออก เสียงประชามติ แต่จริง ๆ แล้วอยากจะให้แก้ไขเป็นว่ามากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยกตัวอย่างนะคะ เพื่อว่าพี่น้องประชาชนที่กำลังฟังอยู่จะได้เข้าใจ เช่น ถ้าเกิดเรามีผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ๑๐๐ คน การทำประชามติจะต้องได้คะแนนเห็นชอบ ๕๑ คะแนนขึ้นไป ถึงจะถือ ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผล แล้วก็ถือว่าได้รับประชามติจากประชาชน ทำไมดิฉันถึงต้องการให้ คะแนนเสียงที่ออกมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะว่าอยากให้หมดข้อ สงสัยค่ะท่านประธาน หมดความแคลงใจกับคำว่า เสียงข้างมากลากไป ทุก ๆ คนก็จะได้ ยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นเห็นด้วยจริง ๆ เพราะว่าการลงคะแนนเสียงที่ ให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เหมือนกับเป็นการเลือกพรรค การเมืองนะคะท่านประธาน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แล้วก็ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นหลาย ๆ มิติของประเทศนั้นว่าประชาชนในประเทศนั้นเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนเองเขาจะต้องเข้าใจรัฐธรรมนูญนั้น ด้วยความเข้าใจที่เข้าใจจริง ๆ แล้วก็มี เหตุผล รัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันนั้น ต้องสะท้อนถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยท่านประธาน จากสถิติเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ดิฉันดูว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ ๔๖ ล้านคน มีผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยที่ท่านบอกกันนะคะว่าประมาณ ๑๕ ล้านคน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ล้านคน เพราะว่าทุก ๆ พรรค ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งเลยที่ประชาชนเลือกเกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้นตรงนี้เองทำให้ดิฉันอยากจะต้องฝากท่านประธาน ขอฝากถึงท่านสามารถ แก้วมีชัย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน อยากให้ท่านนั้นได้เพิ่มเติมถ้อยคำให้สละสลวย ให้มีความหมายว่า การที่จะได้รับประชามตินั้นขอให้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะคะ เพราะว่า การที่เกินกึ่งหนึ่งมันก็จะทำให้หายคาใจ หายสงสัย และดิฉันเองก็อยากที่จะขอให้สมาชิก รัฐสภาหลาย ๆ ท่าน ได้ช่วยกันสนับสนุนตรงนี้ ไม่ต้องบอกว่าใครเสียงมากกว่ากัน เพราะว่า ในเมื่อมันเกินครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออย่างไรก็น้อยกว่า ไม่ต้องมีข้อใด ๆ มาปฏิเสธ ไม่ต้อง มาพูดกันว่ากลุ่มนั้นไม่เห็นด้วย กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วย เพราะในวันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเรา อยากจะนำไปสู่ความปรองดอง เราควรที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่นั้นมาลงมติให้เรา ไม่ใช่ว่า มาใช้สิทธิแล้วก็มาบอกว่าไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือบางคนมาก็ทำบัตรเสียนะคะ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ ดิฉันก็เชื่อนะคะว่าถ้าหากว่า ท่านคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับดิฉัน มันก็จะก่อให้เกิดการยอมรับทางสังคม แล้วก็ลบคำว่า พวกมากลากไป แล้วก็จะได้หายคาใจกันไปเลยนะคะ ท่านประธานถ้าอย่างไรหลังจากนี้ มีการอภิปรายหลายท่านแล้ว ดิฉันเองก็อยากฟังเหตุผลนะคะว่าทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะเพิ่มว่าเป็นเกินกึ่งหนึ่งได้หรือไม่ แล้วถ้าไม่ได้ หรือได้อย่างไร ก็อยากให้ ช่วยชี้แจงให้เหตุผลกับดิฉันด้วย ขอบคุณค่ะ