เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ากระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ประชาธิปไตย และมีความเสี่ยงนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมไทย
ครับ ท่านประธาน การที่ผมอภิปรายตอนนี้ ผมมีหน้าที่ที่จะต้องอธิบายให้สังคมรับทราบและ สมาชิกทุกคนในห้องนี้รับทราบ รวมไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยว่าทำไม เหตุผลอะไร ที่ผมสงวนคำแปรญัตติ อย่างที่ผมเรียนท่านประธาน นี่คือด่านสุดท้ายครับ และการที่ผม พยายามที่จะโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นตรงกับผม ก็ต้องขออภิปรายแล้วก็หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาสนับสนุนเหตุผลในการที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ แต่ผมพยายามกระชับท่านประธาน เคารพท่านประธานครับ ทำไมคนตั้งคำถามเยอะเลยครับ จริง ๆ แล้วโดยหลักบริหารเมื่อ ปล่อยให้กลุ่มบุคคลที่เราเรียกว่า สสร. ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ไปร่างโดยไม่ต้องเขียนกติกา ไม่เขียนกรอบเลย กรอบมีน้อยมากเลยครับ เขียนออกมาอย่างไรไม่ทราบจริง ๆ สภาแห่งนี้ ไม่ได้เขียนไว้ เราก็พยายามบอกเขียนไว้หน่อย พอไม่เขียนไว้เขาก็ตั้งคำถามว่าทำไมกล้า ทำไมกล้าถึงปล่อยให้เขาไปเขียนอย่างเต็มที่เลย กลับมาผ่านประธานสภาคนเดียว ส่งเลย เอาไปใช้เลย คอการเมืองเขาอ่านขาดครับท่านประธาน อ่านขาดว่าเสียงข้างมากใน สสร. ดูแลได้ ผลลัพธ์ของกระบวนการขั้นตอนที่ดำเนินการมาทั้งหมดจนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ มั่นใจสูงเหลือเกินว่าจะได้ สสร. และร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งใจไว้ ตรงนั้นคือข้อที่เป็นห่วงว่า อย่างนี้หรือครับ คือความเป็นประชาธิปไตยที่ท่านพูดถึง หลาย ๆ ฝ่ายเคยบอกว่า ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย นี่หรือเป็นประชาธิปไตย ยกให้เลยครับ สามารถร่างอะไรออกมาก็ได้ เสร็จออกมาผ่านประธานสภาคนเดียว ไม่ต้องมีการให้สมาชิกได้มีโอกาสพูดอภิปรายถึงข้อดี ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้หรือครับ คือประชาธิปไตยที่ท่านกำลังพูดถึง อย่างนี้หรือครับ คือความเป็นประชาธิปไตย ที่ท่านอยากได้ ถ้าวันนี้ท่านลองเปรียบตัวเองท่านเป็นเสียงข้างน้อยในสภาแห่งนี้ และเสียง ข้างมากร่างมาอย่างนี้ผมเชื่อว่าท่านไม่ยอมรับหรอกครับ ผมเชื่อจริง ๆ ครับด้วยความสุจริต ใจเลยครับ ท่านไม่ยอมรับเด็ดขาด กติกาที่ท่านเขียนมาเองก็ไม่เป็นไรเป็นความเชื่อของผม และนี่คือสาเหตุที่ผมแปรญัตติขอแก้นะครับ พอท่านมั่นใจหลาย ๆ คนก็บอกท่านมั่นใจได้ อย่างไร ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในประเทศไทย ผมสะท้อนนะครับ ผมเจอคนมาก เลยครับแต่ละวันทั้งคนไทยหลาย ๆ กลุ่มและคนต่างประเทศหลาย ๆ กลุ่ม มีคนหนึ่งเขา เตือนผม เขาบอกย้อนไปถึงปี ๒๕๔๖ มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเคยพูดไว้ มีบทสัมภาษณ์ ชัดเจนครับ พูดถึงประชาธิปไตยไว้ที่น่าสนใจมากและเป็นสิ่งที่กำลังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ และเป็นสิ่งที่อธิบายว่ามาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ทำไมถึงเขียนอย่างนี้ มีบทสัมภาษณ์ว่าเมื่อถูกถามประชาธิปไตยในมุมมองของท่านคืออะไร ให้สัมภาษณ์ บิสสิเนส วีค (Business Week) วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ พูดไว้ชัดครับว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เป็น เป้าหมาย ประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมาย มีบันทึกชัดเจนจากนั้น โดนซักถามอีกครับว่าคนแตกตื่นมากว่าผู้นำประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถพูดได้เลยครับว่า ประชาธิปไตยในความเข้าใจของท่านคืออะไร ตรงนี้ครับ หลาย ๆ คนพอมานั่งดูการออกแบบ กระบวนการที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ จนถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ เขาบอกมันคลับคล้ายคลับคลานะครับ นี่คือกระบวนการที่กำลังใช้เสียงข้างมากซึ่งเรียกว่า เป็นประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และมั่นใจสูงมากว่ากระบวนการ ครั้งนี้จะทำให้ได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการหรือที่ออกแบบไว้ นี่คือข้อเป็นห่วงนะครับ ท่านประธาน ผมไม่ได้จินตนาการของผมเอง หลาย ๆ ฝ่ายที่ติดตามประเทศไทยด้วยความรัก ห่วงใยทั้งไทยทั้งเทศสะท้อนความรู้สึกกลับเข้ามา ความเสี่ยงถ้าเราเดินไปถนนสายที่ท่าน ออกแบบไว้ ความเสี่ยงของประเทศนี้คือว่าประเทศไทยจะไม่ได้การยอมรับว่ากระบวนการ ที่ดำเนินการนั้นเป็นกระบวนการที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือความเป็น ประชาธิปไตยอย่างสูงที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดอยู่บ่อย ๆ คนเป็นห่วงมากนะครับ และคนตอนนี้กำลังเป็นห่วงว่าหากดำเนินการอย่างนี้ต่อไป ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น ในสังคมไทยและมาตรา ๒๙๑/๑๓ เป็นก๊อกสุดท้ายจริง ๆ เพราะฉะนั้นความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีการตัดสินด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ผมฝาก ท่านประธานไป ถ้าวันนี้ท่านสามารถออกแบบกระบวนการในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยที่ท่านได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายในสภาแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ท่านไม่อยากทำหรือครับ ท่านไม่อยากทำหรือครับ มันจะดีสำหรับสังคมไทยไหมครับ จะดีสำหรับความพยายามที่จะปรองดองหรือทำให้เกิดความปรองดองขึ้นกับสังคมไทย หรือเป็นเพราะว่าท่านมั่นใจมากในกระบวนการของท่านด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งชนะ ทุกขั้นตอนครับ กรรมาธิการบางท่านบอกกับผมเองนะครับ หลายเรื่องเห็นด้วยกับที่เรา อภิปราย แต่ทำไม่ได้ตามที่พูด หลายเรื่องได้ยินได้ฟังเห็นใจ แต่ไม่ทำเป็นเพราะอะไรครับ ตรงนี้ล่ะครับ คือปัญหาและถ้าเราปล่อยให้มาตรา ๒๙๑/๑๓ เขียนอย่างนี้ครับ สภาแห่งนี้ ไม่เหลือโอกาสอีกต่อไปแล้ว ในการที่จะตรวจสอบดูแลให้ความเห็น ให้สังคมเข้าใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ทำสำเร็จโดย สสร. นั้นจะนำประเทศนี้ไปสู่ความสันติสุข ความเสมอภาค ความเป็นอิสระของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ผมก็อยากคิดว่าท่านประธาน ลองคิดตามผมนิดเดียวครับ เกือบจบแล้วครับท่านประธาน คิดตามผมนิดเดียว วันนี้ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่เราได้จาก สสร. ผ่านกระบวนการทั้งหลายที่เราอภิปรายกันมายาวนานครับ ออกมาในลักษณะที่ว่ามีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ยังเป็นระบบรัฐสภาอยู่ ผมถาม ทุกคนเลยครับ รวมทั้งท่านประธานด้วย อย่างนี้ประชาธิปไตยไหม ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญ ที่มีการยกเลิกองค์กรอิสระบางองค์กร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ มีคนฟันธงไว้แล้วนะครับจะมี การยกเลิก ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นแล้วไม่มาผ่านสภา หรือมาผ่านสภาและประธาน วินิจฉัยว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญที่เขียนให้อำนาจฝ่ายบริหาร ตั้งประธานศาลฎีกาได้ ตั้งอัยการสูงสุดได้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า เปลี่ยนรูปของรัฐหรือ เปล่า ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารทุกชั้นได้อย่าง อิสระเสรี ถามนิดหนึ่งครับว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ถ้าวันนี้ประธานสภาบอกเป็น ประชาธิปไตย ผมคิดว่าพอจะมองเห็นนะครับว่าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร