อิสสระ สมชัย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขมาตรา ๒๙๑ และระบุว่าไม่มีพี่น้องประชาชนที่เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้มีการแก้ไขหลายประเด็น และยื่นคำแปรญัตติเพื่อแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๑๓ และข้อจำกัดในการใช้ดุลพินิจของประธานรัฐสภา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้ที่ยื่น คำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบนะครับว่า โดยความรู้สึกจริง ๆ แล้ว ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะมาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ครั้งนี้นะครับ เพราะเหตุว่า
ประการแรก การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ นั้น ก็คือเป็นบันไดนำไปสู่ การที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้แสดงความคิดเห็นแล้วว่าเท่ากับเป็นการไปล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมคือฉบับที่มีอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดเจตนารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
ประการที่ ๒ ที่ไม่เห็นด้วยก็เนื่องจากว่าสภาพที่เป็นอยู่เวลานี้ผมเองเป็น ผู้แทนราษฎรมาเป็นเวลานานพอสมควร ได้มีโอกาสไปเยี่ยมไปพบปะกับพี่น้องประชาชน ผมยังไม่เคยได้ยินพี่น้องประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย มีแต่เขาเรียกร้อง เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องของแพง เรื่องฝนแล้ง เวลานี้ถือว่าเป็นเรื่องปัญหาเฉพาะหน้า เป็นปัญหาความเดือดร้อนจริง ๆ แต่ทางรัฐบาลก็ได้ยื่นให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ
ประการที่ ๓ อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าเป็นความเดือดร้อน เป็นความ รีบร้อนอันใดครับ จึงหยิบเฉพาะร่างของรัฐบาลเข้ามาแก้ไข ทั้ง ๆ ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนก็ได้ยื่นรอไว้อยู่แล้วและไม่ได้หยิบมาพิจารณาร่วมกันในฉบับนี้เลยในการ พิจารณาครั้งนี้เลย นี่ละครับ คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ในวาระหนึ่งแล้ว แต่เมื่อรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบรับหลักการในวาระ หนึ่งไป ผมได้มาอ่านรายละเอียดในร่างทั้งหมดนะครับ ก็เห็นว่ามีหลายเรื่องหลายประเด็น ที่ผมคิดว่าสมควรที่จะต้องมีการแก้ไข จึงได้ยื่นคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ด้วยความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ คือในร่างซึ่งผ่านกรรมาธิการเสนอ ต่อสภานี้ไม่ได้มีการแก้ไขอะไรทั้งสิ้นเลยทั้ง ๆ มีการทักท้วงกันอย่างมากในการประชุมพิจารณา ในวาระหนึ่ง และมาตรา ๒๙๑/๑๓ นี้ทุกอย่างยังเป็นคงเดิมทุกประการทั้ง ๆ ที่สมาชิกรัฐสภา แห่งนี้ได้มีการทักท้วงเป็นจำนวนมาก ข้อทักท้วง ข้อห่วงใยนั้น ในส่วนของผมนั้นโดยเฉพาะในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามนี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้วก็เสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ได้บอกว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเสนอ ต่อประธานรัฐสภา เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้สภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภา ส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญนั้น จากสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ ในวรรคสองที่เขียนไว้บอกว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านประธานครับ คำว่า หากเห็นว่า นั้นก็หมายความว่าท่านประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจของ ตนเอง เห็นว่าไม่ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการ ท่านประธานครับ เป็นการใช้ดุลยพินิจเฉพาะตัวท่านประธานรัฐสภาคนเดียว ผมอยากจะกราบเรียนว่าเป็นการ หมิ่นเหม่เหลือเกินไม่ได้ดูหมิ่นดูแคลนในวินิจฉัยของประธานรัฐสภา แต่ถ้าหากว่าให้ประธาน รัฐสภาคนเดียวใช้ดุลยพินิจในการว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้นผมว่ายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญที่เราพิจารณาอยู่นี้ คือเป็นกฎหมายแม่บทที่จะนำไปใช้ในการ ปกครองประเทศของเรา ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมามีการ วิพากษ์วิจารณ์ถึงการตั้ง สสร. ตามมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ ท่ามกลางความกังขาของหลาย ๆ ฝ่าย ด้วยความวิตกด้วยความเป็นห่วงว่าจำนวนคน ๙๙ คน ซึ่งมาจากเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน เป็น ๗๗ คน แล้วก็ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๒๒ คนนั้น มาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมามันเพียงพอแล้ว หรือยังที่จะทำให้ทางรัฐสภานี้ตายใจได้ว่าทำสมบูรณ์อย่างทุกประการแล้ว ด้วยความกังขา เหล่านี้ครับ รัฐธรรมนูญร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มายื่นให้ประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาใช้ ดุลยพินิจเพียงคนเดียว หากว่าเห็นด้วยไม่ขัดต่อมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว ก็สามารถส่งไปให้ กกต. ดำเนินการจัดทำประชามติเลย ผมว่าแค่นี้ยังไม่เพียงพอครับ จึงได้ยื่นคำแปรญัตติ เข้ามาในคำแปรญัตติของผมได้เขียนไว้ว่า มาตรา ๒๙๑/๑๓ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้วจะต้องนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ภายใน ๖๐ วัน เห็นไหมครับ ที่ผมยื่นคำแปรญัตตินี้ก็เนื่องจากเกรงว่าดุลยพินิจของ ประธานรัฐสภาเพียงคนเดียวยังไม่เพียงพอ เราจึงอยากให้รัฐธรรมนูญ ซึ่ง สสร. ได้พิจารณา ร
ประการที่ ๒ ในระหว่างร่างนั้นก็รับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปด้วย โดยกระจายไปตามภาคต่าง ๆ ไปตามบุคคลหลาย ๆ อาชีพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว สสร. ก็ได้ นำร่างนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถตราเป็นกฎหมายได้ต่อไปไม่มีการทำประชาพิจารณ์ครับ ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ เป็นครั้ง แรกที่จะรับฟังประชามติของประชาชน โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เป็นการร่างขึ้นมา โดย สสร. เช่นเดียวกัน หรือเรียกว่า สสร. ๒ ซึ่งเป็นกฎหมายซึ่งเราใช้อยู่เวลานี้ หลังจาก สสร. ได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไปให้ ประชาชนลงประชามติทั่วประเทศจำนวนคนกว่า ๑๕ ล้านคน ได้ให้ความเห็นชอบเราใช้อยู่ จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านประธานครับ อาจจะถามว่าทำไม ปี ๒๕๕๐ รัฐสภาจึงไม่มีการพิจารณา ให้ความเห็นชอบก็เพราะเห็นว่าเป็นการร่างขึ้นมาในระหว่างนั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่มี มีแต่ สภานิติบัญญัตินะครับ ซึ่งยังไม่เพียงพอจึงได้ให้ประชาชนทั่วไปลงประชามติ เพราะฉะนั้น เพื่อความรอบคอบ ผมจึงได้ยื่นคำแปรญัตติเข้ามาว่าคงไม่ยินดีแล้วก็ไม่สบายใจที่ได้ ประธานรัฐสภาเพียงคนเดียวที่ใช้ดุลพินิจ เมื่อเป็นดังนี้จึงได้ทำเรื่องขอเสนอแก้ไขแปรญัตติเข้า มา ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ผมกราบเรียนให้ทราบเบื้องต้นนั้นความจริงแม้เราจะ ร่างรัฐธรรมนูญมาดีอย่างไรก็แล้วแต่ ฉบับที่เรากำลังพิจารณาจะเกิดขึ้นนี้คือ ฉบับที่ ๑๙ ในอนาคตข้างหน้าผมก็ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรว่าจะมีความคิดเห็นหรือไม่ ผมนึกถึงคำพูด ของท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านบอกว่าความจริงรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้อง ไปแก้หรอก ให้แก้ที่คนมากกว่า ถ้าแก้ที่คนได้นั้นปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนในประเทศไทย ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่าความคิดเห็นในการยื่นคำแปรญัตติของผมนั้น ก็คือเหตุผลซึ่งผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ