รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕

นิพนธ์ บุญญามณี สงวนสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการไม่ฟังเสียงประชาชน และความเป็นไปได้ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจไม่ถูกยอมรับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งในประเด็นนี้ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ผมขออนุญาตที่จะทำความเข้าใจ กับท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าสิ่งที่พวกกระผมพยายามที่จะอธิบายก็คือสิ่งที่พวกผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าพวกผมเห็นด้วยมันคงไม่ต้องมาเสียเวลาพูดในสภาแห่งนี้ แต่ว่าที่ต้องมาเสียเวลาพูดในสภาแห่งนี้ ผมคิดว่าเพื่อโน้มน้าวให้กรรมาธิการเสียงข้างมาก เผื่อท่านได้จะเห็นแสงแห่งธรรมบ้างว่าสิ่งที่พวกผมเสนอนี่เป็นแนวทางนำไปสู่ความสมานฉันท์ ปรองดองที่ท่านพยายามพูด เพราะพวกผมคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดความ ขัดแย้งในสังคม ในประเทศไทยเราเวลาเกิดวิกฤติในบ้านเมืองท่านประธานลองไปดูเถอะครับ ประวัติศาสตร์ในทางการเมืองเวลาขัดแย้งกันเรื่องรัฐธรรมนูญมักจะเป็นเรื่องหลักที่สังคม ขัดแย้งกันไม่เกี่ยวกับการยึดอำนาจนะครับ สังคมเวลาเกิดการขัดแย้งกัน ปะทะกันกับฝ่าย อำนาจรัฐเกิดจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าในเมื่อตั้งใจที่จะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่ ก็ควรจะให้ได้รัฐธรรมนูญที่ยอมรับกันทุกฝ่าย ท่านประธานต้อง เข้าใจว่าพวกกระผมในฐานะที่เข้าไปในนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ พวกกระผม เห็นนะครับว่าความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญมันเป็น ๒ ขั้วกันอยู่จริง ๆ ในสังคมนี้ รัฐธรรมนูญที่มาจากการฝ่ายไหนจะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ครับ เราจะเรียกว่าฉบับอะไร ก็แล้วแต่วันนี้ไม่เป็นที่ยอมรับก็บอกว่ามาจากการยึดอำนาจ เอาล่ะเมื่อเราจะคิดว่าร่างกันใหม่ เพื่อให้เกิดความยอมรับกันทั้งประเทศ ผมต้องพูดประเด็นนี้ไว้เพื่อทำความเข้าใจ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไปด้วยนะครับว่าทำไมพวกผมต้องสงวนคำแปรญัตติ เจตนา คือให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แล้วนี่เราไปทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราใช้งบประมาณเป็น พันล้านบาทนะครับ ถ้าคิดว่ามันไม่จำเป็นนี่พวกเราทำไมตั้งงบประมาณมากมายอย่างนี้ ไปทำเรื่องก่อให้เกิดใช้งบประมาณเป็นพัน ๆ ล้านบาทแล้ว แล้วกลับไปอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับ ในวันข้างหน้ามันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าอย่างนั้นเอางบประมาณนี้มาแก้ปัญหากุ้งราคาตกต่ำ ในภาคใต้ก็ยังจะมีประโยชน์มากกว่า แต่ว่าด้วยความตั้งใจจะให้การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายจริง ๆ สิ่งใดที่จะเป็นประเด็นนำไปสู่ข้อขัดแย้งเราไม่ควรจะ กำหนดให้เป็นประเด็นขึ้นมาอีก นี่คือเจตนารมณ์ที่พวกผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เมื่ออธิบายในห้องประชุมกรรมาธิการไม่เข้าใจท่านยังไม่เห็นแสงแห่งธรรมก็ต้องมาอธิบาย ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกซึ่งอยู่ในกลุ่มที่กระผมก็เห็น แนวทางนี้ครับว่าในประเด็นที่จะเป็นปัญหา ที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ไปยกร่างกันมานั้น สสร. ไปร่างมาผิดเพี้ยน ผิดไปจากมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ นี่คือประเด็นที่หลายท่านห่วงใย ผมไม่คิดว่าท่านนิพิฏฐ์จะอภิปรายนอกประเด็นเลยครับ แต่ผมเห็นด้วยทุกประการกับเหตุผลที่ท่านนิพิฏฐ์ยกมา เพราะนั่นคือที่มาที่เราบอกว่าถ้ามัน เป็นประเด็นซึ่งต้องยอมรับว่ามาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เป็นอย่างยิ่ง เป็นประเด็นที่กระทบกระเทือน ถ้าหากว่าเกิดขึ้นในกรณีอย่างนั้น จะกระทบกระเทือนจิตใจของคนทั้งประเทศ คิดว่าคงไม่มีใครไปยอมว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์ เช่นนั้นเกิดขึ้น ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านทราบอย่างไรครับ ในกรรมาธิการ อภิปรายประเด็นนี้กันเยอะ จนกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องยอมเพิ่มเติมข้อความต่อไป ในวรรคห้า เรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพิ่มให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ นั่นก็คือ เรายอมรับกันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริง ๆ ของประเทศนี้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ เมื่อจะพูดถึงอย่างนั้น ความละเอียดอย่างนั้น การโยงใยว่าใครจะใช้ อำนาจ ถ้ากรณีวินิจฉัยว่าเรื่องดังกล่าวขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ มันก็ ก่อให้เกิดความคิดได้ว่าถ้าร่างเดิมของกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านบอกว่าให้เป็นหน้าที่ของ รัฐสภา พวกผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยบอกว่าไม่ได้ รัฐสภาจะไปวินิจฉัยในประเด็น ซึ่งละเอียดอ่อนอย่างนี้แล้วมันเป็นความเชื่อกันอย่างนี้ ไม่ได้ เราจะเอาเสียงข้างมาก ไปวินิจฉัยในเรื่องว่าขัดหลักกฎหมายหรือไม่ มันไม่ใช่หลักของการที่จะเอาเสียงข้างมาก มาวินิจฉัย เพราะกรณีจะขัดหรือไม่ขัดมันเริ่มทำให้มีความรู้สึกเป็นฝ่ายอย่างไรครับ ถ้าเรา จะขอความเห็นพ้องเราจะต้องให้องค์กรที่มีความรู้สึกว่าไม่เป็นฝ่าย ไม่มีพรรค ไม่มีพวกเข้ามา เป็นคนวินิจฉัย ในรัฐสภานี้ต้องยอมรับท่านประธานครับ มีพรรคการเมือง มีพวก การที่จะหา ฉันทามติให้ได้มาซึ่งความถูกต้องในเรื่องละเอียดอ่อนนั้น เอาคำว่า เป็นพวก เป็นพรรค มาวินิจฉัยมันไม่ได้ ผมจึงแปรญัตติสงวนความเห็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ จะบอกว่าให้รัฐสภานี้เป็นองค์กรวินิจฉัย ผมบอกว่าเมื่อท่านประธาน ผมยอมรับแล้วว่าวันนี้ เขียนกลไกให้อำนาจท่านประธานไปเสียแล้ว โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยในการที่จะให้อำนาจ ท่านประธาน ผมอยากจะให้ท่านประธานทำหน้าที่เพียงบุรุษไปรษณีย์เท่านั้นครับ ไม่ต้องมี อำนาจในการวินิจฉัยว่าขัดหรือไม่ขัด ได้รับมาส่งเข้ามาให้รัฐสภาเลย ถ้าจะเอา หรือว่าส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะถ้าหากว่าคนที่รับเรื่องไปวินิจฉัยเบื้องต้นเป็นพวกเสียแล้ว ผมไม่ได้ว่าใครเป็นพวกใครนะครับ มีความรู้สึกเป็นพวกเสียแล้ว ความเป็นกลางมันก็ไม่มี เมื่อความเป็นกลางไม่มี เราจะนำสิ่งที่เราวิตกกังวลเข้าสู่สภาได้อย่างไร หรือถูกส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นเบื้องต้น แต่ว่ามันเลยขั้นนั้นมา ประเด็นที่ ผมคิดว่าเป็นประเด็นยิ่งใหญ่ก็คือว่าถ้าเราจะให้รัฐสภาเป็นองค์กรวินิจฉัย รัฐสภาวินิจฉัย เรื่องอย่างนี้ไม่ได้ครับ เพราะรัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. อย่างน้อยที่สุด ๒๒ คน และในที่สุด ๒๒ คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญนั้นผ่านไปจากกลไกของรัฐสภา แล้วก็มีข้อสังเกตว่า ๒๒ คนนั้น ถูกกฎระเบียบที่กำหนดโดยประธานรัฐสภา ซึ่งผมไม่ทราบว่าใครมาทำหน้าที่ เพราะความ ไม่แน่นอนในโลกนี้มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา วันหนึ่งท่านประธานของผมอาจจะเป็นคนทำหน้าที่ รักษาการณ์แทนก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นใครก็แล้วแต่ที่มาทำหน้าที่ในการที่จะเลือกสร้าง ระเบียบ วันนั้นเราจะได้รู้ใครทำหน้าที่ ท่านประธานครับประเด็นมันก็คือว่าเมื่อรัฐสภาแห่งนี้ ไปมีส่วนได้เสียในการคัดเลือกคนไปร่างรัฐธรรมนูญ และคนที่เราเลือกไปร่างรัฐธรรมนูญ มาเสนอเข้ามาอย่างนี้ เราก็ต้องบอกว่าคนที่เราส่งไปทำหน้าที่แทนเรา เราส่งเขาไป ทำหน้าที่แทนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องถือว่าไม่ขัด ก็ต้องถือวินิจฉัยเบื้องต้นว่าคนของตัวเอง ทำถูกที่ตัวเองเลือกไป เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้แล้วเราจะปล่อยให้กลไกรัฐสภามาทำหน้าที่วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขัดหรือไม่ขัด มันไม่สมควรครับ เพราะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความที่บอกว่าไม่มีพวก ไม่มีพรรค ผมคิดว่ารัฐสภาไม่ควรทำหน้าที่นี้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยเรื่องทำนอง อย่างนี้อยู่แล้ว ความคิดเห็นของพวกผมไม่ใช่ไม่มีที่มานะครับ เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้หลายคนก็ พูดว่าอย่างน้อยที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้มีแนวคิดในทำนองนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นด้วยที่จะให้ กลไกหรือองค์กรรัฐสภาเป็นผู้มีหน้าที่ในการวินิจฉัยซึ่งท่านประธานก็คงจะได้เห็นหนังสือ ฉบับลงในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งท่านประธานก็ได้สำเนาแจกเพื่อนสมาชิกในการพิจารณา องค์กรสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภามีความห่วงใย มีความกังวลในเรื่องนี้เสมือนกับ พวกผมนี่ละครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างน้อย ๔-๕ คน ที่อภิปรายไปก่อนหน้า ผมมีความกังวลในประเด็นนี้ว่าเราจะไม่ทบทวนกันเลยหรือเมื่อเสียงของผู้หลักผู้ใหญ่ ในบ้านเมืองในแผ่นดินนี้เขาทักท้วงมาอย่างนี้ เขาเป็นกลไกเป็นองค์กรที่มาจากรัฐธรรมนูญ เขายังทักท้วง เขายังเห็นข้อที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าว่าถ้าเกิดขึ้นอย่างนี้มันจะก่อผลกระทบ อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความรู้สึกว่าไปกระทบกับข้อความ ผมไม่ต้องอภิปรายซ้ำ ในวรรคห้าของมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า มันก็จะก่อให้เกิดการต่อต้าน มันก็จะก่อให้เกิด การพูดจาในทำนองไม่ยอมรับ แล้วก็ฉายาต่าง ๆ ก็จะตามมาอีก ท่านประธานสามารถ ก็คงจะจำได้ครับ วันหนึ่งรัฐธรรมนูญเขาไปร่างกันขึ้นมาบังคับใช้แล้วห้าม ส.ส. เป็นอย่างโน้น ห้าม ส.ส. เป็นอย่างนี้ ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกเรียกว่า ฉบับหมาเมิน อันนี้ชาวบ้าน พูดกันนะครับ ผมไม่อยากเห็นในสมัยที่พวกผมมีส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกชาวบ้าน ให้ฉายาในเชิงที่ไม่ดี และลูกหลานวันข้างหน้าเขามาถามว่าใครเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใครเป็นคนแก้แล้วเปิดเงื่อนไขให้ทำกันอย่างนี้ เขาจะไปดูประวัติหมดเลยครับว่าในวันนั้น รัฐสภาประกอบด้วยใครบ้าง วันนี้ผมเลยพูดบอกว่าอย่างน้อยที่สุดวันหนึ่งลูกหลานผมมาดู รายงานการประชุมเขาจะบอกว่าพวกผมคัดค้านแล้วแต่ท่านไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร พวกผมถือว่า ได้ทำหน้าที่ในการทักท้วงท่านแล้ว แต่ในฐานะเป็นเสียงข้างน้อย เราก็ยอมรับกติกาว่า พยายามพูดกันด้วยเหตุด้วยผลหว่านล้อมท่าน เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดผมพูด ผมชี้ประเด็น ในมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านก็ได้เห็นปัญหาและในที่สุดท่านก็ยอมแก้มาตรา ๒๙๑/๕ ไปแล้ว เผื่อว่ามาตรานี้ท่านจะได้ไปพินิจพิเคราะห์ให้ดีครับว่าวันหนึ่งจะเกิดปัญหาขึ้นหรือไม่แล้ว ทำไมเราต้องเอาให้รัฐสภานี้มาเป็นผู้วินิจฉัย ทำไมเราไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเขามีหน้าที่ หลักที่จะพิจารณาเรื่องในทำนองนี้อยู่แล้ว และเขาเป็นองค์กรที่ต้องถือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่สังกัดพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญไม่มีพวก ไม่มีฝ่าย ท่านจะได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญวินิจฉัย บางครั้งไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนในสังคมนี้ แต่ว่าทุกคนยอมรับ เพราะนั่นคือ องค์กรที่เราบอกว่าเรายอมรับให้ทำหน้าที่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นพวกผมในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ผมเลยไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะไปกำหนดให้หน้าที่ ท่านประธานจะได้ดูนะครับว่าของผมเขียนไว้ แปรญัตติไว้ไม่ยาวหรอกครับ ผมอ่านสั้น ๆ เฉพาะประเด็นที่ผมขอสงวนความเห็นบันทึกไว้เท่านั้นว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากว่าอย่างไร ขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านมาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าเมื่อ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภา วรรคสอง ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย ผมได้สงวนคำแปรญัตติจากร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยในร่างดังกล่าว

วรรคสอง บอกว่าเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ท่านเห็นไหมครับว่าเขา เชื่อมโยงถึง นี่คือสิ่งที่พวกผมพยายามอธิบายโยงไปถึงมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าอย่างไรครับ ที่ท่านนิพิฏฐ์เพียรพยายามต้องอธิบายครับ เพราะว่าเขาโยงไปถึง หากว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้ เดิมเขียนว่ารัฐสภาวินิจฉัย ผมขอแก้เป็นว่า ที่ต้องเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในจาก ๗ วัน ผมแก้เป็น ๑๕ วันนับแต่วันที่ ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ วรรคอื่นผมเห็นด้วยที่ได้บัญญัติเป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ว่าสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยคือประเด็น เรื่องศาลรัฐธรรมนูญกับประเด็นที่จะให้ทำหน้าที่แทนรัฐสภา ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านเห็นอย่างนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยเหตุผลที่ผมได้เรียนมาเบื้องต้นว่าเมื่อผม ไม่เห็นด้วย ผมก็ต้องมีเหตุมีผลในการที่จะมาอภิปรายแล้วก็ชี้ให้เห็นว่าทำไมพวกผมไม่เห็นด้วย เพราะผมไม่ต้องการให้รัฐสภานี้ถูกกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ที่พวกมากลากไป หรือว่าเสียงข้างมากต้องการสิ่งใดท่านก็ได้เอาตามที่ท่านต้องการทุกประการ โดยไม่ฟังเสียงของส่วนน้อย หรือถ้าหากว่าผมด้วยความเคารพท่านประธานคณะกรรมาธิการ ร่างที่แก้ไขนะครับ ท่านบอกว่าเราก็ฟังประชามติอยู่ตลอดเวลา ท่านอย่าคิดว่าผมไม่อยากจะ ไปพูดหรือกล่าวหาท่าน ที่จริงถ้าพวกเราในห้องประชุมพูดกันก็ยังไม่มีการรับฟัง และประเด็น ที่จะไปฟังพี่น้องประชาชนพูด พวกผมมาพูดแทนพี่น้องประชาชน นี่ก็ฟังมาจากเหตุผลของ พี่น้องประชาชนนั่นละครับ ประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนทั่วไปพูดกันท่านจะฟัง หรือครับ พวกผมพูดท่านยังไม่ฟังเลย ในห้องประชุมนั่งอยู่กับท่าน ท่านยังไม่ฟัง เอาละครับ พวกผมอาจจะบอกว่าท่านสังกัดพรรค เอาเป็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินพูดท่านยังไม่ฟังเลยครับ ผมพูดท่านไม่ฟัง ท่านบอกว่าท่านจะฟังประชาชน มันเป็นไปได้อย่างไร ผมพูดผมตัวแทน ประชาชนพูด ท่านยังไม่ฟัง และไม่ใช่คนเดียวด้วยครับ พูดกันหลายคนในสภาแห่งนี้ท่านไม่ฟัง เอาว่าพวกผมอาจจะอยู่ต่างพรรคกับท่าน ท่านไม่ฟัง ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาไม่มีพรรคการเมือง เขาพูดท่านยังไม่ฟังเลย เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าเราไปทำประชาพิจารณ์อยู่แล้ว พูดให้สวย พูดให้หรูพูดได้ แต่ว่าผลในทางปฏิบัติมันเกิดยาก เสมือนหนึ่งบอกว่าถ้าสภาแห่งนี้ให้อำนาจ ประธานไปแล้วประธานจะไม่ใช้อำนาจ ประธานจะไปบอกให้เลขาธิการ ไปใช้อำนาจแทน มันไม่ได้ครับ พูดให้ฟังดูดีมันพูดได้ แต่ว่าในทางกฎหมายมันทำไม่ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญนี้เขียน บอกว่าให้อำนาจประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาต้องเป็นคนดำเนินการ ประธานรัฐสภา ดำเนินการผิดพลาดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ประมวลกฎหมายอาญามันเอาโทษประธาน รัฐสภา ถ้าท่านบอกว่าท่านมอบให้เลขาธิการ เลขาธิการไปทำผิด เลขาธิการก็ไม่มีความผิด เพราะไม่ใช่หน้าที่เลขาธิการ นี่คือสิ่งที่บอกว่าพูดให้สวยพูดได้ พูดให้น่าดูว่าเป็นนักประชาธิปไตย พูดได้ แต่ทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมวิตกกังวลในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ด้วยความเคารพท่านประธานคณะกรรมาธิการ โดยส่วนตัวก็เคารพกับท่านจริง ๆ ครับ แต่ว่า มันน่าเชื่อถือน้อยลงทุกวันถ้าพฤติกรรมที่ผ่านมาว่าเสียงประชาชนจะได้รับฟังหรือ วันนี้พวกกระผมทำหน้าที่ในฐานะคณะกรรมาธิการ ในฐานะ ส.ส. ท่านก็ยังไม่ฟัง คนที่เขา ทำหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจการแผ่นดินท่านก็ยังไม่ฟัง นี่คือสิ่งที่ผมวิตกกังวลว่ารัฐธรรมนูญที่ พวกเราตั้งใจจะให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นการยอมรับของคนทั้งประเทศในที่สุดมันก็ไม่เป็นที่ ยอมรับของคนทั้งประเทศ ถ้าเมื่อเราเริ่มร่างรัฐธรรมนูญแล้วเราเริ่มแบ่งฝ่าย คนที่อยากได้ อะไรร้อยแล้วเอาเสียหมดคนเดียวร้อย แล้วให้คนอื่นนั่งดูตัวเองว่าได้ไปหมดทั้งร้อยแล้วจะ มาบอกว่าให้คนที่ไม่ได้อะไรเลย ฝั่งที่เขาไม่ได้รับการยอมรับอะไรเลยมาพูด มาเป็นสามัคคี มาเป็นพวกท่าน ไม่มีทางหรอกครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมวิตกกังวลแม้ว่าเราจะบอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นปัญหาของประเทศ ผมก็ไม่มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี ๒๕๕๖ จะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ เราอาจจะออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ สมมุตินะครับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเราอาจจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๕๖ หลังจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ บังคับใช้ผมไม่มั่นใจว่าหลังจากนั้นเราจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่กันอีก หรือไม่ เมื่อฝ่ายที่เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่อยากพูดในที่แห่งนี้ เป็นรัฐธรรมนูญของคนนั้นคนนี้ ผมก็ไม่อยากระบุชื่ออีกว่าใคร คนที่เขาไม่เห็นด้วยเขาก็ทำทุกวิถีทางที่ต้องการล้มเลิกรัฐธรรมนูญให้ได้อีก และประเทศไทย เราเมื่อไรมันจะยุติวิกฤติรัฐธรรมนูญละครับ นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าถ้าไหน ๆ จะร่างรัฐธรรมนูญ กันสักครั้งหนึ่งเรายอมได้ไหมที่จะขอความเห็นพ้องจากคนทั้งประเทศอย่างแท้จริง อย่าบอก ว่าเรามีเสียงข้างมากแล้วทำอะไรตามใจฉันเสียทุกเรื่อง ฟังเสียงข้างน้อยเขาบ้างว่าเขาจะเอา อย่างไร เขามีเหตุมีผลไหม ถ้าสิ่งไหนที่เขาพูดมีเหตุมีผลฟังเขาหน่อย ทบทวนหน่อยมันจะ เกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากพูดว่ามันจะเป็นจะตายกันหรืออย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในการที่จะไปกำหนดให้ รัฐสภาเป็นองค์กรที่จะวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันใหม่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า เกี่ยวกับเรื่องรูปการปกครอง ผมขออนุญาตที่จะสรุปนะครับท่านประธาน ในการที่จะให้ รัฐสภาวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันมานั้น ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวรรคห้าหรือไม่ที่กำหนดไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ นี่คือสิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในการที่จะให้รัฐสภาทำหน้าที่วินิจฉัยเพราะผม ถือว่ารัฐสภาเป็นองค์กรที่มีส่วนได้เสียในการเลือก สสร. และรัฐสภาเป็นองค์กรที่มี พรรคสังกัดแม้ว่าไม่ทั้งหมดก็มีพวก มีกลุ่ม ผมจึงเห็นว่าควรจะให้องค์กรของศาลรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญที่ไปร่างกันมาใหม่ขัดกับบทมาตราดังกล่าวหรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ