อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการตรวจสอบและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ และหากไม่มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อดำเนินการออกเสียงประชามติ และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทที่ประธานรัฐสภาจะใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ใช้สิทธิของคณะกรรมาธิการ ในการสงวนความเห็นคำแปรญัตติที่แตกต่างไปจาก คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งมีข้อความคำแปรญัตติดังต่อไปนี้
เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อ ประธานรัฐสภา
วรรคสอง เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญกลับไปยังสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการปรับปรุง แก้ไข แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือในกรณีที่รัฐสภาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่ามิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๑๙/๑๑ วรรคห้า หรือนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี เพื่อให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะ เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวัน ออกเสียงประชามติภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากประธานรัฐสภา วันออกเสียงประชามติให้กำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า เก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่มีประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียง ประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ในวรรคสอง บรรทัดที่ ๖ เขียนว่า หรือในกรณีที่รัฐสภา ครับ แต่ว่าโดยสาระสำคัญผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการว่าความแตกต่างในร่างของคณะกรรมาธิการ กับของผมนั้นจะมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ก็คือในเรื่องของการที่ประธานรัฐสภาเมื่อได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะตามมารา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัย ตรงนี้ครับที่ความจริงกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หลายท่านได้ให้ความเห็นไป ผมจะไม่ใช้เวลามากเพราะว่าในการประชุมคราวที่แล้ว ผมได้ใช้เวลาไปชั่วโมงเศษครับ ในการอภิปรายในมาตรา ๒๑๙/๑๑ ซึ่งตรงนั้นผมเห็นว่า เป็นสาระสำคัญในเรื่องของข้อห้าม มิให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้เขียนรัฐธรรมนูญ ในลักษณะที่อาจจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ผมต้องอนุญาตท่านประธานที่จะโยงไป สักเล็กน้อยเท่านั้นเองเพื่อให้เห็นว่าในคำแปรญัตติของผมในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า มีความแตกต่างอย่างไร เพื่อจะโยงมาถึงในสิ่งที่ทำไมผมเห็นว่าควรที่จะต้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านั้น มีข้อความที่ผมแตกต่าง เพิ่มเติมไปจากกรรมาธิการนะครับ แล้วก็โยงมาในมาตรา ๒๙๑/๑๓ นะครับ นั่นก็คือในเรื่อง ของข้อห้ามมิให้ สสร. นั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญอันอาจจะเป็นปัญหานะครับ นอกเหนือจากที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมไม่ให้ไปแตะต้องในส่วนที่ว่าด้วยหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วนี่ ผมได้เพิ่มในส่วนของบททั่วไปหมวด ๑ แล้วก็ในหมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล หมวด ๑๑ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะกระทำมิได้ ตรงนี้เองที่ผม เห็นว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ และส่งให้ประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ ในวรรคหนึ่งแล้ว ท่านประธานรัฐสภาก็จะต้องใช้ดุลยพินิจว่าจะมี ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าหรือไม่ ตรงนี้เป็นขั้นตอนที่ ๑ นะครับ ที่ประธานรัฐสภาจะใช้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งสมาชิกหลายท่านนะครับ รวมทั้ง กรรมาธิการก็มีความเห็นว่าท่านประธานรัฐสภานั้นอาจจะไม่น่าจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในส่วนนี้ เพราะว่าจะเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะข้อห้ามที่ผมได้แปรญัตติไปนั้น ก็เป็นข้อห้ามซึ่งค่อนข้าง มีความล่อแหลมต่อความวิตกกังวลใน ๔ ประเด็นที่สังคมมีความเคลือบแคลงใจกัน ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากบรรจุไว้ แต่ประเด็นอื่นในเรื่องของความอิสระของศาลก็ดี การไม่เข้าแทรกแซง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือในเรื่องของการนิรโทษกรรมบุคคลที่กระทำความผิด ก่อนหน้านี้นั้นก็ไม่ได้มีการบรรจุไว้ และเหตุผลเดียวกันก็คือว่าท่านประธานรัฐสภาถึงแม้ว่า จะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม แต่ว่าการใช้ดุลยพินิจนั้นอาจจะถูกมองว่าเป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เพราะว่าท่านสังกัดพรรคการเมือง ตรงนี้เองก็เป็นประเด็นที่ต้องการสร้างแนวรั้ว ป้องกันไม่ให้กระทบต่อความเป็นสถาบันประธานรัฐสภา
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าทำไมผมจึงเห็นว่าไม่ควรให้รัฐสภานั้นเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าหากว่าผ่านขั้นตอนที่ ๑ คือ ท่านประธานรัฐสภานั้นได้ใช้ดุลยพินิจครั้งแรก ความจริง การใช้ดุลยพินิจของท่านประธานนั้นจะมีอยู่ ๒ ส่วน ถึงแม้ท่านจะบอกว่าไม่ต้องส่งรัฐสภา เพราะว่าไม่เข้าคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า แต่ตรงนั้นใครเล่าที่จะ ยอมรับการวินิจฉัยหากเคลือบแคลงสงสัยในการวินิจฉัยของท่าน ในความมีส่วนได้ส่วนเสีย ทางการเมือง ก็ต้องขออภัยท่านประธาน แต่ผมไม่ได้หมายถึงท่านประธานท่านนี้นะครับ ผมหมายถึงความเป็นประธานรัฐสภาซึ่งต้องมาทำหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเห็นว่าควรจะต้องส่งให้รัฐสภานั้น ผมเห็นว่ารัฐสภานั้นจะเป็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะว่ารัฐสภาประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอน เป็นสถาบันทางการเมือง ซึ่งมีทั้งส่วนได้ส่วนเสีย คือมีพรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล ดังนั้น ในประเด็นดังกล่าว ผมก็เห็นว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญ คำชี้แจงของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากในการประชุมคณะกรรมาธิการก็คือว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีบทบัญญัติใดที่จะ ให้อำนาจในการมาวินิจฉัย ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นครับ เรายังมีมาตรา ๕ ซึ่งเปรียบเสมือน บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณาขณะนี้ ซึ่งถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการ ยอมในการที่จะมีการแก้ไขโดยมอบหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอมานั้น เข้าคุณสมบัติข้อห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า หรือไม่ ก็สามารถที่จะไปขอแก้ไขต่อรัฐสภาที่เรากำลังพิจารณาขณะนี้ครับ โดยกรรมาธิการ เสียงข้างมากนั้นก็ไปขอเพิ่มเติมในมาตรา ๕ ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นบทเฉพาะกาลนั่นเอง ในการเพิ่มอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้ผมเห็นว่าคำชี้แจงของกรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่มีน้ำหนักครับ คำถามก็คือทำไมกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงยืนยันที่จะ ไม่ยอมแก้ไข ทั้งที่เราก็ยอมรับครับว่าเมื่อนำหลักของความมีส่วนได้ส่วนเสียมาใช้ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าหนทางที่จะทำให้งดความเคลือบแคลง ระแวง สงสัยได้มากที่สุดนั้น ก็คือ การให้องค์กรที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นเข้ามาทำหน้าที่ให้มากที่สุด และถึงละเว้นสถาบัน ทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประธานรัฐสภาก็ดี หรือรัฐสภาก็ดีเข้ามา ข้องแวะในประเด็นที่ล่อแหลมมากที่สุด แต่เรากลับไม่ได้ทำเช่นนั้นครับ กรรมาธิการยังยืนยัน ที่จะไม่มีการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว ผมก็เห็นว่านั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมคิดว่าหลักของความเชี่ยวชาญเป็นหลักที่จะอธิบายว่า ทำไมผมจึงเห็นว่าการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันเป็นหน้าที่ โดยตรงของศาลรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๐๔ ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ หลักความเชี่ยวชาญนั้นได้ถูกออกแบบ เป็นการเฉพาะด้วยการที่เรามีระบบศาลคู่ และเราก็มีระบบศาลที่นอกเหนือจากศาลยุติธรรม นั่นก็คือในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหลักความเชี่ยวชาญตรงนี้ จึงได้รับการออกแบบ และบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๔ นั่นก็คือ
๑. การบัญญัติว่าศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน ประกอบไปด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่ง ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมศาลใหญ่ศาลฎีกา จำนวน ๓ คน
๒. คือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดอีก ๒ คน
๓. คือผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้าน นิติศาสตร์อย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จำนวน ๒ คน
๔. ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริงและได้รับเลือกตาม มาตรา ๒๐๖ จำนวน ๒ คน
ท่านประธานเห็นไหมครับว่าศาลรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาให้ที่มาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นนอกจากมาจากศาลฎีกา มาจากศาลปกครองสูงสุดแล้ว มาจากผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายมหาชนทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์แล้ว นี่คือการยอมรับว่าตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ได้นั้นจะต้องมีความเชี่ยวชาญในระดับสูงสุด ในส่วนของ ผู้พิพากษาก็ต้องมาจากศาลฎีกา ในส่วนของศาลปกครองก็ต้องมาจากศาลปกครองสูงสุด เท่านั้น ก็เปรียบเสมือนศาลฎีกาของศาลปกครองนั่นเอง และถ้าจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิก็ต้อง มาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง จริง ๆ ดังนั้น
ประการที่ ๑ การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีองค์คณะประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ดังกล่าวนี้เองจึงสร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยกฎหมายอันเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศนั้นจะได้รับการยอมรับเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ จะไม่มีความผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อยที่สุดในการใช้ความ เชี่ยวชาญในการวินิจฉัย นี่เป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ คือการยอมรับต่อผลของการวินิจฉัย ท่านประธานคงทราบ เช่นเดียวกับผมว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เปรียบเสมือนความพยายามที่จะปฏิรูป การเมือง ความพยายามที่จะพัฒนาประชาธิปไตย แต่หลักสำคัญคือการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งนั่นคือหลักประการที่ ๓ ที่ผมใช้ในการแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๑๓ หลักความไว้วางใจ นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะได้รับการยอมรับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. และจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้องผ่านด่าน ในเรื่องของคุณสมบัติต้องห้ามของตัว สสร. เอง หรือในส่วนของข้อห้ามมิให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปกระทบต่อข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้าก็ดี ถ้าไม่ผ่านด่าน ตรงนั้น การวินิจฉัยจะต้องเป็นไปโดยองค์กรที่ได้รับการยอมรับ การที่กระผมเห็นว่า ควรต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ด้วยหลักความไว้วางใจในมาตรา ๒๐๕ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๒๐๕ กำหนดคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิ ผมยกตัวอย่างเพียงข้อ ๒ ข้อเท่านั้น นะครับว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงเอาหลักความไว้วางใจมากำหนดไว้เป็นคุณสมบัติของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและผู้ทรงคุณวุฒิ เฉพาะใน (๓) เท่านั้นที่ผมจะกล่าวเป็นข้ออ้างอิงครับ เช่นบอกว่าข้อห้าม ต้องไม่พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาอย่างน้อย ๓๐ ปี หรือเคยเป็นทนาย หรือผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ หรือว่าต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น หรือไม่เป็น หรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ ๓ ปี ก่อนดำรงตำแหน่งอย่างนี้เป็นต้น นั่นหมายความว่า
ประการที่ ๑ ต้องการให้ปลอดจากการมีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นหลักที่ผม ได้อ้างอิง
ประการที่ ๒ ก็คือหลักความไว้วางใจว่าถ้ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์เหล่านี้เป็น ตุลาการรัฐธรรมนูญได้
ผมเชื่ออย่างยิ่งนะครับท่านประธานว่าความแตกต่างระหว่างความเชื่อมั่น ให้การวินิจฉัยในการผ่านด่านว่าร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญเขียนมาแล้วท่านประธาน เห็นว่าน่าจะเข้าข่ายการขัดต่อข้อห้ามในมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้านั้น มันเป็นการเปรียบเทียบ ระหว่างรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญครับ และน่าแปลกใจอย่างที่ผมได้เรียนว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากกลับยืนอยู่อยู่ในฝั่งของความไม่ไว้วางใจ ในอีกฝั่งของความมีส่วนได้ส่วนเสีย ผมไม่เห็นมีข้อโต้แย้งใด ๆ ที่จะมีน้ำหนักมากพอที่จะปฏิเสธการให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น องค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นองค์กร ที่ได้รับความไว้วางใจและปลอดจากข้อระแวงสงสัยมาทำหน้าที่ตรงนี้ ตรงนี้เองที่ผมเรียน ท่านประธานว่าคำแปรญัตติของผมนั้น จึงแตกต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และหวังว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น จะได้ทบทวนและนำคำ อภิปรายของผมในกรณีของคำแปรญัตติที่สงวนความเห็นแตกต่างนั้นไปพิจารณา หรือถ้าท่านไม่พิจารณาก็ขอให้สมาชิกรัฐสภา ทั้งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกนั้นได้ สนับสนุนคำอภิปรายและคำแปรญัตติของผม
ประเด็นสุดท้ายที่มีความแตกต่าง ก็คือในวรรคที่สี่ ที่ผมได้แปรญัตติว่า ในวรรคสามนะครับของคำแปรญัตติของผมที่เห็นว่าประธานรัฐสภาได้ส่งให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ โดยกำหนดวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้น ผมมีข้อแตกต่างในประเด็นระยะเวลาครับ ผมเห็นว่า การกำหนดให้มีการออกเสียงประชามตินั้นจะต้องไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน หรือไม่เกิน ๑๒๐ วัน คือมากกว่าของกรรมาธิการเสียงข้างมาก อย่างที่ผมได้ให้ความเห็นไปแล้วในตอนที่ได้มี การเสนอคำแปรญัตติในมาตราก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นและการรับฟังความคิดเห็นนั้นจะต้องกระทำทุกจังหวัด เพราะเรามีสสร. มาจากทุกจังหวัด ผมเห็นว่าตรงนี้เป็นโอกาสของประเทศ ไม่ใช่โอกาสของ กรรมาธิการ ไม่ใช่โอกาสของ สสร. หรือว่าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด หรือรัฐบาล ชุดหนึ่งชุดใด แต่นี่คือโอกาสของประเทศที่ประชาชนจะได้ศึกษาทำความเข้าใจก่อนที่จะ ใช้อำนาจในการที่จะเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวหรือไม่ในการลงประชามติ นี่คือ โอกาสของการทดสอบประชาธิปไตยทางตรง ไม่ใช่ทางอ้อม นี่คือการทดสอบประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยตัวแทน ผมคิดว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากไม่มีเหตุผลนะครับ ที่จะปฏิเสธการให้เวลาสำหรับประชาชนในการที่จะได้ ทำความเข้าใจ ได้ศึกษา คราวที่แล้วมีประชาชนได้อ่านเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์เศษเท่านั้น จากประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน เรามีบทเรียนของความผิดพลาดที่เรามีข้อจำกัด หรือจำกัดเวลา ในการที่จะให้ประชาชนนั้นได้ทำความเข้าใจ คราวนี้เมื่อเราเห็นข้อผิดพลาดว่าโดยแท้ที่จริง แม้ว่าเราจะให้เวลาระยะหนึ่ง แต่เวลาดังกล่าวไม่เพียงพอเราก็ต้องมาขยายเวลาครับ ไม่อย่างนั้นผลสำรวจที่เป็นจุดอ่อนของการทำความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญนั้น เราไม่ควร ที่จะยอมรับต่อข้อบกพร่องดังกล่าว ในชั้นนี้เรายังมีเวลา เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเวลาที่ขยับเพิ่มมากขึ้นนั้นก็ไม่ได้เป็นการเนิ่นนาน เพียงไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน และกำหนดด้วยว่าไม่ให้เกิน ๑๒๐ วันอย่างนี้เป็นต้น ผมเชื่อมั่น อย่างยิ่งว่าถ้าหากว่าประชาชนได้มีโอกาสและก้าวแรกจะเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปการเมือง อย่างที่กล่าวอ้างตอนที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ามีความตั้งใจจริงก็ควร เปิดโอกาสให้ประชาชน ประชาชนเท่านั้นที่จะสร้างการยอมรับด้วยประชามติ และการยอมรับ ของประชามตินั้นจะต้องเป็นไปด้วยความเข้าใจ และนั่นคือก้าวแรกที่จะเป็นรากฐานสำคัญ ต่อสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเกิดการปฏิรูปการเมืองและเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยไปสู่อนาคต ที่ทุกคนคาดหวังว่าจะดีขึ้น ผมเพียงใช้เวลาโดยสังเขปเพราะว่าประเด็นในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านสมาชิกและท่านกรรมาธิการได้นำเสนอเหตุและผลที่แตกต่างและโต้แย้งต่อกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมเพียงนำหลักในเรื่องของหลักความเป็นอิสระ หลักความเชี่ยวชาญ หลักของ การไม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาใช้ประกอบการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนคำแปรญัตติที่ผม ได้สงวนความเห็น ก็หวังว่ากรรมาธิการจะได้ทบทวนนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา ให้เวลาในการนำเสนอคำแปรญัตติครับ