สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องมาตรา ๒๙๑/๑๓ ของรัฐธรรมนูญ และอธิบายถึงบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ มีความกังวลว่าบัญญัติที่บัญญัติขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ที่ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ และวินิจฉัยว่าบัญญัติขัดหรือไม่ขัด
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตใช้ช่วง โอกาสนี้ได้ชี้แจงทำความเข้าใจในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ซึ่งก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกที่สงวนความเห็น และสงวนคำแปรญัตติมาแล้วหลายท่าน จริง ๆ แล้วมาตรานี้ก็เป็นเพียงการที่จะบัญญัติ กระบวนการว่าหลังจากที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็จะส่ง ต่อมาให้รัฐสภา โดยท่านประธานรัฐสภารับเรื่องเสร็จท่านก็จะใช้อำนาจในการวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ทำมาจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) หรือไม่ ผมย้ำนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ก็มีอยู่ ๓ เรื่อง ๓ เงื่อนไข
(๑) การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องไม่ไปกระทบถึงระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(๒) ต้องไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐ และ
(๓) ต้องไม่ไปแตะหมวดพระมหากษัตริย์
ทีนี้หมวดพระมหากษัตริย์หลายท่านถามว่าหมวดไหน ก็คือหมวด ๒ นั่นครับ ตั้งแต่มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ แต่เดี๋ยวผมอธิบายนะครับ ที่หลายท่านห่วงว่าในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ ที่เป็นพระราชอำนาจ ถ้าถูกแตะต้องใครจะเป็นผู้วินิจฉัย จะทำอย่างไร เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป
หลังจากท่านประธานรัฐสภาได้ใช้วินิจฉัยของท่านเบื้องต้น ถ้าท่านเห็นว่า น่าจะมีการบัญญัติที่ขัดกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) ท่านก็จะนำเรื่องนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของ รัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าขัดหรือไม่ขัด ประเด็นตรงนี้ที่เป็นประเด็นหลายท่านได้ ไม่เห็นด้วยเห็นต่างว่าน่าจะไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยมากกว่า แล้วก็บางท่านก็ พาดพิงว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเหมือนหนึ่งว่าเราจะไปสร้างประเพณีใหม่ในการวินิจฉัย กฎหมาย แทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ กลับกลายเป็น ให้รัฐสภาวินิจฉัยเสียเอง ผมอยากกราบเรียนในประเด็นนี้ถ้าท่านจะไปดูมาตรา ๒๙๑ ที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เขาก็จะพูดไว้คล้าย ๆ กับที่เราเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ (๕) นะครับว่าญัตติการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผล ต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ คือห้ามเหมือนกันแต่เราห้ามเพิ่มว่าอย่าไปแตะ หมวดพระมหากษัตริย์นะ ทีนี้ถามว่าวรรคนี้ก็ไม่ได้เขียนต่อนะครับว่าการวินิจฉัยว่าญัตติ แก้รัฐธรรมนูญจะขัดไปกระทบต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เปลี่ยนรูปของรัฐหรือไม่ ท่านก็ไม่ได้บอกว่าต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย ผู้วินิจฉัยก็คือรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย ส.ส. ส.ว. ฉะนั้นแนวที่เรานำมาบัญญัติ ทำไมไม่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็เป็นแนวเดียวกัน เพราะเราถือว่าสมาชิกรัฐสภา ซึ่งกำลังพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในขณะนี้ เราตระหนักเราทราบถึง เจตนารมณ์ดีที่เราเขียน ๓ เรื่องนี้เข้าไปว่าห้ามไปแตะ ฉะนั้นผู้ที่จะวินิจฉัยให้ลึกซึ้ง และรู้เจตนารมณ์ดี ไม่ต้องมีองค์กรไหนอยู่ตรงนี้ละครับ สมาชิกรัฐสภาซึ่งก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ มากมายรวมแล้วตั้ง ๖๕๐ ท่าน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าความห่วงใยที่ท่านทั้งหลาย เป็นห่วงผมก็เคารพในความห่วงใยและเข้าใจในความห่วงใยของท่าน แต่ก็อยากขอความกรุณา ท่านว่าถ้าเราดูแนวตามมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ก็เป็นแนวเดียวกันกับที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ยึดถือและยกเอาร่างเดิมของ ครม. มาใช้ เราไม่ได้ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรครับ ทีนี้ในส่วนที่ท่านเป็นห่วงว่าพระราชอำนาจที่อาจจะมีอยู่ในหมวดอื่น ผมยกตัวอย่างเช่น ในหมวด ๙ ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๘๗ พระราชอำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๑๘๘ พระราชอำนาจในการประกาศใช้และยกเลิกกฎอัยการศึก มาตรา ๑๘๙ พระราชอำนาจในการประกาศสงคราม มาตรา ๑๙๐ พระราชอำนาจในการทำสนธิสัญญา สงบศึกหรืออื่น ๆ กับนานาประเทศ มาตรา ๑๙๑ พระราชอำนาจเกี่ยวกับการอภัยโทษ มาตรา ๑๙๒ พระราชอำนาจในถอดถอนฐานันดรศักดิ์และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือแม้กระทั้งมาตรา ๑๙๓ พระราชอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ตรงนี้ เป็นพระราชอำนาจถามว่าถ้าไปแตะตรงนี้เป็นไปได้ไหม กราบเรียนท่านนะครับว่าจริง ๆ แล้วแม้เราไม่ไปเขียนว่าห้ามแตะบทพระมหากษัตริย์ เพียงแต่เราเขียนว่า ห้ามมิให้ไป เขียนรัฐธรรมนูญกระทบต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข แค่นี้ก็ครอบคลุมทุกอย่าง ไม่มีใครที่จะไปแตะพระราชอำนาจ และที่สำคัญ ผมย้ำนะครับว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน แต่ละจังหวัด ๆ ละ ๑ ท่าน บวกกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากภาควิชาการ จากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ อีก ๒๒ ท่าน รวมเป็น ๙๙ ท่าน ผมมั่นใจครับว่า ไม่มีใครละครับที่จะไปลิดรอนพระราชอำนาจ ไม่มีใครละครับที่จะไม่จงรักภักดี และที่สำคัญ ที่สุดครับ ขณะที่จัดทำรัฐธรรมนูญเราก็บัญญัติบังคับว่าให้ฟังเสียงของประชาชนในทุกภูมิภาค เป็นสำคัญ นอกจากนั้นแล้วทำเสร็จแล้ว รัฐสภา ประธานสภาก็มีส่วนในการที่จะวินิจฉัย ก่อนที่จะเอาไปให้เจ้าของอำนาจอธิปไตย คือพี่น้องประชาชนเป็นผู้ลงประชามติ ฉะนั้น คงไม่มีใครละครับ ที่จะไปเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอันจะเป็นการลิดรอน พระราชอำนาจ ก็กราบเรียนให้ทุกท่านได้เกิดความสบายใจครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ