นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อภิปรายเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๑๓ โดยเรียกร้องให้รัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย และหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐไทย พร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่มิได้อยู่ในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ผมตั้งใจจะ อภิปรายตรงนี้อีกเยอะ แต่ว่าเมื่อท่านประธานไม่สบายใจและไม่อยากให้ผมอภิปรายเรื่องนี้ ผมจะผ่านเรื่องนี้ไป ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ มันมี ๓ เรื่องเท่านั้นละครับ มุมของกระผม ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ มันมีอยู่ ๓ เรื่อง ถ้า ๓ เรื่องนี้เกิดขึ้นให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ผมบอกว่า ถ้า ๓ เรื่องนี้เกิดขึ้นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย ผมกำลังบอกกับท่านประธานว่าผมเป็นเสียงข้างน้อยที่บอก ว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เพราะอะไร ท่านประธานครับ เพราะเราต้องยอมรับความจริงครับว่าในขณะนี้ประชาชนส่วนหนึ่ง หรืออาจจะเลยมาถึงสมาชิกในรัฐสภาอีกส่วนหนึ่งเรามองรูปแบบของรัฐต่างกัน ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ จะจริง ไม่จริง ผมไม่ยืนยัน ใครจะพูดผมไม่ยืนยัน แต่มันมีคำ คำหนึ่งซึ่งเราเคยได้ยินกันว่ารูปแบบของรัฐไทยใหม่ ท่านประธานครับ ถ้ามาตรา ๒๙๑/๑๓ มีผู้สงสัยว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย เราจะทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งบอกว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่ากำลังมีการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐแล้ว การต่อสู้ในเรื่องรูปแบบของรัฐมันกำลังเกิดขึ้น เมื่อเป็น อย่างนี้ ผมเลยบอกว่าให้คนกลางดีกว่าครับ คือศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดมีการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า โยงถึงมาตรา ๒๙๑/๑๓ และสมาชิกส่วนหนึ่งบอกว่ากำลังมี การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะเป็นรัฐไทยใหม่ รัฐไทยเก่าก็แล้วแต่ เราไม่ประสงค์ จะให้เกิด แต่สมาชิกส่วนหนึ่งบอกว่าเปลี่ยนแปลงอย่างนี้เปลี่ยนแปลงได้ และมาลงมติกัน ในรัฐสภา ความขัดแย้ง ความแตกแยกจะเกิดขึ้น เรากำลังมองสิ่งซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือรูปแบบของรัฐแตกต่างกัน ผมสรุปตรงนี้ครับว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เกิดขึ้น ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าวันนี้เราก้าวล่วงถึงรูปแบบของรัฐแล้ว เราไม่ควร วินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะเรามองรูปแบบของรัฐไทยต่างกันแล้วครับ
เรื่องที่ ๓ สุดท้ายครับ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ บอกว่าจะกระทำมิได้ แต่ว่าผมก็เรียนท่านประธานว่าพระราชอำนาจของ พระมหากษัตริย์นั้น มิได้มีเฉพาะในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าท่านประธาน ได้กรุณาไปดูในหมวดของคณะรัฐมนตรี พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มีมากกว่าที่บัญญัติ ไว้ในหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ ที่เขาแก้มาท่านประธานครับ เขาบอกไม่ให้แก้หมวด ๒ เท่านั้นเอง แต่ว่าหมวดอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ สามารถที่จะ แก้ไขได้ครับ เช่น ต่อไปนี้ พระมหากษัตริย์สามารถที่จะมีพระราชอำนาจในการพระราชทาน อภัยโทษได้หรือไม่ ได้ไหมครับ เพราะว่าพระราชอำนาจในการพระราชทานให้อภัยโทษนี้ มิได้อยู่ในหมวด ๒ แต่อยู่ในหมวดของคณะรัฐมนตรี ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต่อไปนี้ พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษแล้ว เราจะว่าอย่างไรครับ เพราะไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ นอกจากนั้นที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือพระราชประเพณี นิติราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นมีอยู่หลายเรื่องครับ พระราชประเพณี พระราชพิธีพืชมงคล ไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ แต่เป็นพระราชอำนาจโดยทั่วไปของพระมหากษัตริย์ เขาเรียกว่า เป็นพระราชประเพณี พระราชอำนาจเกี่ยวกับงานเฉลิมพระชนม์พรรษาการ ฉลองสิริราชย์สมบัติไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ เลยครับ แต่เป็นพระราชประเพณี ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นบอกว่าต่อไปพระมหากษัตริย์ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ พระราชทานอภัยโทษไม่ได้ ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ซึ่งไม่ได้อยู่หมวด ๒ และเราขัดแย้งกันแล้วเราโยนให้สภาแห่งนี้ เป็นผู้ตัดสินว่า ต่อไปนี้พระมหากษัตริย์จะมีราชประเพณีในวันพืชมงคลได้ไหม วันฉัตรมงคล ได้ไหม ในการฉลองสิริราชย์สมบัติได้ไหม ในการพระราชทานกฐินหลวงได้ไหม ไม่อยู่ ในหมวด ๒ ครับ ถ้าเกิดสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น และให้สภานี้เป็นผู้วินิจฉัย ผมคิดว่ามันยิ่งใหญ่ เกินไปครับ เพราะว่าเรามองสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ของประเทศนี้ต่างกันแล้ว สิ่งสำคัญเหล่านี้ครับ ผมกำลังสรุปท่านประธานว่าต้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ