สุทัศน์ เงินหมื่น หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกล่าวถึงข้อขัดแย้งและข้อขัดแย้งในบางส่วน และเสนอให้เปลี่ยนแปลงอำนาจของประธานรัฐสภา สุทัศน์ เงินหมื่น เสนอแก้ไขส่วนที่เกี่ยวกับการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยให้เปลี่ยนจากประธานรัฐสภาเป็นนายกรัฐมนตรี และตัดข้อความบางส่วนของมาตรา 150 และ 151 ของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรรมาธิการนั่งอยู่ท่านเดียวน่าจะเชิญให้มานั่งฟังด้วยหลายท่าน เห็นใจท่านประธานอยู่คนเดียว จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ครับถ้าจะกรุณาขึ้นมาเพิ่มบ้าง เพราะกระผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับความจริงกระผมก็เห็นใจท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งบทบัญญัติหลายบท โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่ององค์กรอิสระ และการตรวจสอบองค์กรอิสระการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นที่น่ายินดีมากในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่การที่มาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นประธานอยู่นี้ได้มีหลายเรื่องซึ่งขัดแย้งและไม่สอดคล้อง กับแนวความคิดของท่านประธานเองซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ท่านก็มาทำ หน้าที่ตรงนี้อาจจะด้วยความสบายใจหรืออึดอัดใจกระผมก็ไม่ทราบ ความในใจของท่าน กระผมไม่ทราบ แต่ท่านประธานครับ การเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เป็นข้อสงสัย และเป็นเรื่องที่เป็นข้อระแวงทุกบท ทุกมาตรา ทุกสาระ ทุกข้อความ ซึ่งกระผมก็ไม่จำเป็นจะต้องย้อนกลับไปพูดอีก แต่ประเด็นที่ยังค้างคาใจในบรรดา นักกฎหมาย ในบรรดาผู้รู้ ในบรรดาประชาชนทั้งหลาย ประเด็นสำคัญก็คือประเด็นเรื่องการแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๑ ซึ่งให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งหมด โดย สสร. นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสังเกตที่สุดครับท่านประธาน การปฏิวัติ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องลับ ลวง พราง แต่การเสนอร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ลับ ลวง พรางเลยครับ เปิดหน้าเดินชนเลย ต้องการอะไรก็จะเอาให้ ได้ อะไรที่เคยมี อะไรที่เคยเป็นประเพณีปฏิบัติก็ไม่ทำ กระผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยกระผมได้ขอตัดข้อความ ข้อความเดิมมีว่า ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กระผมได้ขอตัดข้อความที่ให้ประธานรัฐสภา เป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเพิ่มข้อความว่าให้เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี และขอตัด ข้อความที่บอกว่านำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลมออกทั้งหมด และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีนี้เท่ากับเราให้ อำนาจของประธานรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้เคยให้อำนาจก่อนหน้านี้มามากมายแล้ว ไม่ว่า จะเป็นการกำหนดคุณสมบัติหรือวิธีการที่จะได้มาซึ่ง สสร. ซึ่งจากการสัมภาษณ์ของ ท่านประธานรัฐสภาก็ได้พูดถึงว่า ได้เดินหน้ามอบให้ท่านเลขาธิการพิจารณาเรื่องนี้ ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ให้สัมภาษณ์ว่าได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว ก็เป็นที่ข้องใจ อยู่ว่าเป็นการทำล่วงหน้าไปก่อนที่กฎหมายจะสำเร็จหรือไม่ นี่ประการหนึ่ง
และประการที่ ๒ กฎหมายถ้าสำเร็จออกมาแล้วก็เป็นเรื่องให้อำนาจประธาน รัฐสภา การที่ท่านเลขาธิการไปกำหนดดังกล่าวนั้น สุดท้ายเป็นที่สับสนว่าเป็นอำนาจของใคร ที่กระผมขอตัดข้อความที่ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการออกนั้น กระผมมีเหตุผลดังนี้ครับ
ประการแรก ขออนุญาตที่จะให้ความหมายของคำว่า ผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ท่านประธานครับ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความผูกพันทางจิตใจ และมีความเคารพศรัทธา มีความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น หาที่เปรียบมิได้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาช้านานและจะเป็นสังคมเดียวในโลก ที่มีความรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการสร้างบ้านเมืองมาเป็นราชอาณาจักร ที่มีอำนาจเป็นปึกแผ่น ชาวไทยก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขคู่กับความเป็นชาติ สืบมาจนปัจจุบัน และแม้กระทั่งต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์อันเป็นระบบซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจอย่างสมบูรณ์ เด็ดขาดแต่เพียงพระองค์เดียวในการปกครองประเทศ มาเป็นการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยซึ่งประชาชนเข้ามามีสิทธิมีส่วนในการปกครองประเทศโดยมีพระมหากษัตริย์ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง ประเทศรัฐธรรมนูญทุกฉบับทั้งในอดีตและปัจจุบันได้กำหนดพระราชอำนาจ และพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญคือทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงเป็น ที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับพระราชกรณียกิจทางการเมืองจะต้องทรงปฏิบัติตาม กฎหมายและจารีตประเพณีหรือธรรมเนียมการปฏิบัติ อาทิเช่น ทรงตรากฎหมายตามที่ ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ทรงแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งการลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ เรื่องใดจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นจะต้องจัดให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการในกิจการ ที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำในฐานะประมุขของรัฐ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการนั้น ๆ ตามคำแนะนำและยินยอมของผู้รับสนอง พระบรมราชโองการหรือทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องมีผู้รับผิดชอบและชี้แจงแสดงเหตุผลในการที่มีพระบรมราชโองการเช่นว่านั้น นี่คือความจำเป็นในการจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ท่านประธานครับทีนี้ความสำคัญในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็มีดังที่กระผมกราบเรียน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทางกระผมเห็นไม่ตรงกันกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เห็นว่าควรจะเป็นประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ แต่กระผมเห็นว่าควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญหลายฉบับ ก็ล้วนแล้วแต่ที่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กฎหมายหลายฉบับ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนายกรัฐมนตรีจะมีบางฉบับซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งองค์กรอิสระ อาจจะเป็นประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้เองกระผมคิดว่ามีข้อสงสัยว่าเดิม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พูดเสมอว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา ท่านพูดบ่อย ๆ ครับ แต่สุดท้ายท่านก็ได้เสนอ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในฐานะเป็นรัฐบาล ความจริงเป็นภาระความรับผิดชอบ ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องมาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่ท่านคงอยากจะ หลีกเลี่ยงว่าไม่อยากเกี่ยวข้องทั้ง ๆ ที่เป็นผู้เสนอกฎหมายเอง จึงเป็นร่างที่เสนอเข้ามา โดยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ประเด็นนี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ให้ข้อสังเกตว่าการที่ให้ประธานรัฐสภามาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น น่าจะไม่เหมาะ น่าจะให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กระผม จะไม่กล่าวรายละเอียดของข้อท้วงติงของคณะกรรมการตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานครับ แต่หลักการว่าใครจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น มีข้อควรพิจารณาอยู่ ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบในการนั้น ๆ โดยตรง กระผมดูแล้วว่าสาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผู้ที่มีหน้าที่จะต้องไปปฏิบัติต่อไปนั้นนายกรัฐมนตรีน่าจะเหมาะกว่าประธานรัฐสภา
ประการที่ ๒ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นเจ้าของเรื่อง หรือเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะรู้เรื่องดังกล่าวดี นี่ก็เช่นเดียวกันครับ ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ ประการสำคัญคือผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องไม่มีเรื่องหรืออาจพาดพิงเบื้องพระยุคลบาทได้ ตรงนี้ความเหมาะสมในการที่จะต้องมี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการน่าจะเหมาะสมกว่าประธานรัฐสภา
ในส่วนสาระที่กระผมแก้ไขเพิ่มเติมมาอีกคือกระผมได้ขอตัดข้อความเดิม ที่มีบอกว่า เมื่อประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม นั่นคือข้อความเดิม ส่วนคำว่า ประธานรัฐสภา กระผมขอแก้เป็น นายกรัฐมนตรี แล้วกระผมตัดข้อความว่า ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เหตุผลที่กระผมตัดข้อความนี้ออก ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาเปิดไปดู รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ กระผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านข้อความ ในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ นั้นเป็นบทบัญญัติที่เขียนถึงเรื่องกรณี ที่ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ส่วนมาตรา ๑๕๑ นั้นจะเป็นกรณีที่เขียนถึง เรื่องร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติปกติ ไม่น่าจะเหมาะสมที่จะอนุโลมให้มาใช้กับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคนละศักดิ์ของกฎหมาย มาตรา ๑๕๐ เขียนไว้อย่างนี้ครับ กระผมขออนุญาตอ่าน ทั้ง ๒ มาตราเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา มาตรา ๑๕๐ เขียนว่า ร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน ๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา เมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธยและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ นี่คือกรณีที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย
ประเด็นแรกที่น่าสนใจและน่าสงสัยก็คือในมาตรา ๑๕๐ นี้ได้เขียนให้อำนาจ นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ในกรณีที่ท่านอนุโลมให้ใช้มาตรา ๑๕๐ ตามร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นจะเป็นเรื่องให้อำนาจของประธานรัฐสภา ก็คงมีคำถาม ถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรณีนี้เมื่อท่านบัญญัติให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้มีหน้าที่ นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ บัญญัติให้นายกรัฐมนตรี ท่านจะอนุโลม ให้ใช้ได้อย่างไร
กระผมขอต่อไปยังมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ อย่างนี้ครับ ร่างพระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทาน คืนมายังรัฐสภา เมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมารัฐสภาจะต้องปรึกษา ร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วันให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว บทบัญญัตินี้ก็เช่นเดียวกันครับ เป็นบทบัญญัติที่พูดถึง นายกรัฐมนตรี ไม่ได้พูดถึงประธานรัฐสภา แต่ขณะเดียวกันบทบัญญัตินี้เป็นเรื่อง การพิจารณาพระราชบัญญัติปกติ ซึ่งในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ รัฐสภา ก็สามารถยืนยันได้ แต่ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้อง ไปกำหนดให้มีบุคคลมาสร้างหรือมากำหนดบทบาทขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ จะต้องไปให้มีการเลือกตั้ง สสร. เพื่อจะให้มาทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้าง ของประเทศทั้งสิ้น ความสำคัญจึงไม่ได้เหมือนร่างพระราชบัญญัติปกติธรรมดา กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เมื่อร่างพระราชบัญญัติได้นำขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยได้พระราชทานคืนมา ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้รัฐสภามาลงมติ ๒ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเพื่อยืนยันให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะว่าถ้ายืนยันให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง หากมิได้ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วภายใน ๓๐ วันก็ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้ได้เลย ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าการที่จะ พระราชทานหรือไม่นั้นเป็นพระราชอำนาจ ถ้าไม่ตัดบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๑ นี้ออก ในร่างที่เราพิจารณาอยู่นี้ ก็เปรียบเสมือนว่าให้นายกรัฐมนตรีโต้แย้งพระราชอำนาจ เหมาะสมหรือไม่ท่านประธานครับ คำอธิบายนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องอธิบาย เป็นการเหมาะสมหรือไม่ที่จะให้มีการโต้แย้งดังกล่าวนั้น กระผมพูดถึงหลักนะครับ ไม่ได้พูดถึง บุคคลและไม่ได้พูดถึงอะไร เป็นเรื่องเหตุการณ์และหลักการ กระผมจึงขอตัดมาตรานี้ออก กระผมได้กราบเรียนเบื้องต้นแล้วว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้นมีอย่างไร กระผม กังวลในเรื่องนี้ในวาระที่มีการพิจารณามาตรา ๒๙๑ ต้น ๆ นั้น มาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น กระผมได้พูดถึงว่าเราจะต้องไม่ไปเกี่ยวข้องและแตะต้องเกี่ยวกับพระราชอำนาจทั้งปวง การที่ท่านคงไว้ในมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ นี้ก็เป็นการไปก้าวล่วงถึงพระราชอำนาจ กระผมไม่เห็นด้วยจึงได้แก้ไขบทบัญญัติในร่างของมาตรา ๒๙๑/๑๔ โดยข้อความที่กระผมแก้นั้น คือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และหากนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว หากพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ก็ให้ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นตกไป ท่านประธานครับน่าจะต้องตกไป เพราะเมื่อ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย นั่นก็คือพระองค์ไม่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ควรจะต้องตกไปและผู้ที่นำขึ้นกราบบังคมทูลคือนายกรัฐมนตรีก็จะต้องแสดง ความรับผิดชอบ ขอบคุณท่านประธานครับ กระผมจึงได้แปรญัตติขอตัดและขอเพิ่ม ข้อความดังกล่าวนั้น