มณเฑียร บุญตัน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามประเพณีนิยมของประเทศประชาธิปไตย และขอเสนอข้อเสนอที่สำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องผ่านประชามติและรอ 5 ปีก่อนที่จะนำรัฐธรรมนูญเข้ามาเสนอสภาใหม่ เพื่อให้สังคมไทยได้พัฒนาความเข้าใจและวุฒิภาวะในการรับรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ โดยสาระสำคัญที่ผมได้พยายามเน้นย้ำมาโดยตลอดก็คือว่า ผมพยายามที่จะปฏิบัติตาม ประเพณีนิยมของประเทศประชาธิปไตยที่เป็นอารยประเทศ ก็คือไม่มีประเทศใด ที่มีรัฐธรรมนูญแล้วก็จะแก้ไขทั้งฉบับ ส่วนใหญ่แล้วก็นิยมหรือก็ชอบที่จะให้มีการแก้ไข เป็นประเด็นเพื่อให้สังคมได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ยกระดับวุฒิภาวะทางการเมือง ไปพร้อม ๆ กัน ประชาธิปไตยต้องทนได้ ต้องช้าได้ ต้องใจเย็น แต่เมื่อเราได้เดินทางไกล มาถึงขนาดนี้แล้วมันก็จำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่จะต้องมั่นใจในความรอบคอบ มั่นใจ ในความชอบธรรม แล้วเมื่อรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะทำให้เป็นไปเบิกทางไปสู่การยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่กำลังจะคลอด เราก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้รัฐธรรมนูญนี้มีความเป็นสง่า มี ความชอบธรรม แล้วไม่ถูกกล่าวร้าย ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของการช่วงชิงอำนาจ ไม่รู้จักจบสิ้น เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๑/๑๖ กระผมจึงได้ขอแปรญัตติไว้ใน ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ
ในวรรคแรก กระผมได้พูดถึงเรื่องของการตกไปของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก ซึ่งก็คงจะไม่กลับไปอภิปรายแล้ว เพราะว่าที่ประชุมก็ได้ลงมติ ไปแล้วว่าให้สภาเป็นผู้วินิจฉัยไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมได้พยายามที่จะเสนอแนะ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก แล้ว รัฐธรรมนูญก็ตกไป แล้วก็ เช่นกันเมื่อรัฐธรรมนูญต้องตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ทั้ง (๑) และ (๒) ก็ตกไปเช่นกัน แม้ว่ากระผมจะไม่รังเกียจที่จะให้บุคคล ๔ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ๑ ใน ๓ ของ ส.ส. ที่มีอยู่ทั้งหมด หรือ ส.ส. ส.ว. ๑ ใน ๓ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภาที่มีอยู่ ทั้งหมดก็ดี หรือประชาชนซึ่งกระผมได้ขอเพิ่มเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน เพราะผมคิดว่า รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ การแก้ไขโดยการเสนอญัตติให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับไม่ควรกระทำได้ โดยง่าย ต้องมีการอดทน ต้องมีการรับฟังความเห็น แล้วต้องทนความล่าช้าได้ กระผมจึงขอเพิ่ม เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน และเมื่อสภาผ่านความเห็นชอบในญัตติดังกล่าวแล้ว ก่อนที่จะให้มี การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๕ ทุกครั้งไป ก่อนที่จะให้มีการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนว่า เห็นสมควรว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ก่อน ทุกกรณีนะครับ ไม่ว่าจะตกไปด้วยสถานใดก็ตาม แล้วจะเสนอญัตติเข้ามา ต้องไปทำประชามติก่อน เหตุเพราะว่ามันมีล็อกในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็คือผ่านประชามติ เพราะฉะนั้นจะเดินออกจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องด้วยประชามติเท่านั้น อันนี้เป็นหลักการประการที่ ๑
กรณีที่ ๒ กระผมเห็นว่าการตกไปซึ่งรัฐธรรมนูญ อันนี้ตกแบบตกร้ายแรง ตกจากที่สูงเลย ก็คือไม่ผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น การลงประชามติไม่เห็นชอบให้มีการยกร่าง ก็คือลงประชามติในเบื้องแรก ถ้าไม่ผ่าน การลงประชามติตั้งแต่ต้นก็คือจบ และไม่ผ่านประชามติรับร่างที่ สสร. ยกร่างขึ้นแล้ว แล้วก็ ไปลงประชามติตามมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ ก็คือไม่ผ่านประชามติ คือประชาชนไม่รับร่าง ก็ตก กรณีที่ไม่ผ่านประชามติทั้ง ๒ กรณีนี้ กระผมได้ขอแปรญัตติในลักษณะที่ว่าต้องให้ สังคมไทยได้มีโอกาสตั้งสติ ได้มีการเรียนรู้ ได้มีการแลกเปลี่ยน ได้มีการถกเถียงกัน เพื่อยกระดับวุฒิภาวะของประชาธิปไตย ได้มีวิวัฒนาการในการเข้าถึงสาระด้วยเหตุด้วยผล เป็นเวลา ๕ ปีก่อนจึงค่อยเสนอเข้ามาใหม่ ผมมีเหตุผลว่า ถ้าพี่น้องประชาชนออกเสียง ประชามติ ไม่ว่าจะออกเสียงไม่รับร่างที่จัดทำเสร็จแล้ว หรือออกเสียงประชามติ ไม่เห็นสมควรให้มีการยกร่าง ก็แสดงว่าสังคมทั้งสังคมยังไม่พร้อมที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องให้มีการศึกษาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ถกเถียง โดยให้เวลาสังคมได้เรียนรู้ ได้มีการถกเถียงกัน ๕ ปี ซึ่งผมเชื่อว่า ๕ ปี ผู้ที่อยากให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะต้องทำการบ้าน ท่านจะต้องลงพื้นที่ ท่านจะต้องให้ข้อมูลความรู้ ส่วนพี่น้องประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ก็จะต้องยกเอาเหตุผลความไม่สมควรต่าง ๆ นานาที่ไม่ควรจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ๕ ปีแล้วนับตั้งแต่มีผลการออกเสียงประชามติ ก็ใช้วิธีการนำเสนอเป็น ญัตติเข้ามาใหม่ และเมื่อสภาให้ความเห็นชอบก็ไปจัดทำประชามติว่าเห็นสมควรจะต้อง ยกร่างรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ มันจะมีลักษณะเป็นลูพ (Loop) ครับท่านประธาน จะมี ลักษณะเป็นการออกแบบให้การเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้ง เมื่อผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วต้องไปทำประชามติเสียก่อนนะครับ ถ้าทำตามอย่างที่กระผม ได้เสนอไว้แล้วนี้รัฐธรรมนูญก็จะมีความสง่างาม จะมีความชอบธรรม จะไม่เรียกแขก มาต่อต้าน ทั้งหน้ารัฐสภา ทั้งหน้าทำเนียบ หรือจะเป็นแยกใดของเมืองใด จังหวัดใดก็แล้วแต่ เพราะว่าได้ผ่านกระบวนการที่กลั่นกรองแล้ว ชอบธรรมแล้ว ใกล้ระดับที่เรียกว่าเป็นการเห็นพ้อง เป็นการตกผลึกทางสังคม วุฒิภาวะในทางประชาธิปไตย วุฒิภาวะทางการเมือง ของสังคมไทย ก็จะได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น ใครผู้ใดไม่ว่าจะด้วยอำนาจกระบอกปืน หรืออำนาจทุนอันร้ายกาจขนาดไหนก็ไม่อาจอ้างความชอบธรรมที่จะมาล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้อีกต่อไป กระผมจึงใคร่ขอเชิญชวนท่านคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงข้างมาก และสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ลองพิจารณาดูว่าวิธีการที่กระผมได้แปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติไว้นี้คุ้มค่าที่สังคมไทยจะลงทุนหรือไม่ เรามาสร้างวัฒนธรรม ประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการรับฟังความเห็น มีความอดทน อดกลั้น ใจเย็น แล้วให้โอกาสสังคมได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการปฏิรูปทางการเมือง ดีกว่าที่จะใช้ เพียงมาตรการหรือกระบวนการในการยกมือ หรือในการลงคะแนนแล้วอาศัยเสียงข้างมาก ในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งกระผมคิดว่าเหมือนกับที่เราเคยได้ยินโบราณท่านว่า ที่เขาเรียกว่า ผู้ชนะก็ย่อมที่จะก่อเวรนะครับ มันก็ไม่มีวันจบสิ้น ผู้แพ้ก็จะมีแต่ความขมขื่น มีแต่ความชอกช้ำ เพราะว่ามีความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่เสมอ การแพ้ชนะ โดยวิธีการดังกล่าวไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงกลไกในการช่วงชิงอำนาจ ระหว่างแต่ละฝ่ายเท่านั้นเองนะครับ ผมจึงได้ขอเสนอคำแปรญัตติไว้เท่านี้ แล้วก็หวังว่า สภาจะได้ให้โอกาส ได้ลองทบทวน ลองพิจารณาว่าการให้มีการนำรัฐธรรมนูญเข้ามา เสนอใหม่โดยทุกครั้งจะต้องเริ่มต้นด้วยประชามติ และถ้าไม่ผ่านประชามติก็ต้องรอให้สังคม ได้พิจารณาทบทวนเป็นเวลา ๕ ปี มีความเหมาะสมพอที่สังคมไทยจะได้ร่วมกันเรียนรู้หรือไม่ กระผมคิดว่าเหมาะสมแล้วก็หวังว่าท่านจะได้ลองพิจารณาทบทวนดูครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ