รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องการรับร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอให้ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติไม่เกิน 90 วัน แต่ไม่น้อยกว่า 60 วัน และให้รัฐต้องให้งบประมาณที่เพียงพอแก่องค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชนที่ดำเนินการด้านรณรงค์ประชาธิปไตย
หรือคะ แสดงว่าเรามีโพยกันคนละใบ ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ท่านให้พูดแล้วก็ขอบพระคุณ ท่านประธานคะ ดิฉันแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ ว่าประเด็นสำคัญที่ดิฉันเสนอ ก็คือว่าให้ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติไม่เกิน ๙๐ วัน แต่ไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน ที่ดิฉันเสนอเอาไว้ตรงนี้เป็นการแก้ไขก็เพราะว่าอยากจะให้เว้นช่วงมากสักหน่อยหลังจาก ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เพราะในวรรคถัดไป ดิฉันได้เพิ่มเติมเข้าไปว่าก่อนที่จะออกเสียง ประชามติให้ดำเนินการให้ความรู้กับประชาชน ความรู้ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแก่ประชาชน โดยรัฐต้องให้งบประมาณที่เพียงพอ แก่องค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชนที่ดำเนินการด้านรณรงค์ประชาธิปไตย เป็นที่ประจักษ์ ดิฉันก็เอามาจากบทเรียนเท่าที่ผ่านมาที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็เข้าไปมีส่วนร่วมบ้างในปี ๒๕๔๐ ในการที่จะมารณรงค์ มาเรียกร้อง มาเสนอว่า สสร. ควรจะร่างบรรจุอะไรเข้าไปบ้างที่องค์กรภาคประชาชนอย่างเราต้องการ ที่จะให้มันเกิดขึ้นนะคะ ดิฉันดำเนินการตอนนั้นในฐานะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนกับองค์กร เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญแล้วก็เข้ามามีส่วนร่วม และช่วงสุดท้ายในคราวนั้นก็คือไปรณรงค์ ธงเขียวเรียกร้องให้ประชาชน รณรงค์เพื่อที่จะให้สภารับร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ พอในปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมอีกเช่นเดียวกันในกรอบที่ ๑ ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจ การยกร่างรัฐธรรมนูญในตอนนั้นเราก็มีการออกไปรณรงค์รับฟังความเห็น จนกระทั่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นฉบับที่มีการลงประชามติ เราก็ได้ออกไปรณรงค์ องค์กร ภาคเอกชนทั้งหลายได้รับงบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรีคนละเล็กละน้อยเพื่อที่จะไป รณรงค์ให้ความรู้ เผยแพร่ความรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ กับประชาชน และให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือก ดิฉันเสียดายไม่ได้เอา ตัวอย่างเอกสารมาให้ดู เราเขียนคำตัวใหญ่ ๆ เลยว่า รับหรือไม่รับ ก็ต้องรู้ว่ารัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาอะไรบ้าง และเราก็มีทั้งทำซีดี (CD) เพื่อที่จะไปเปิดให้รู้ว่าเนื้อหาสาระคืออะไร สิทธิของประชาชนมีอะไรบ้าง แล้วแตกต่างกันอย่างไรกับปี ๒๕๔๐ และเราก็ไปรณรงค์กัน เพียงแต่ว่าพอมาถึงคราวนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านกำลังจะร่างกัน เราก็พูดกันมาจนถึง มาตรา ๑๓ แล้ว และที่ผ่านมายกเว้น มาตรา ๒๙๑/๕ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจากที่ประชุมนี้เลย ยกเว้นมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขจากคณะกรรมาธิการ หลายประเด็นที่เพื่อนสมาชิกพูด อภิปรายดิฉันก็ฟัง ตอนแรกดิฉันกะว่าจะไม่พูดมาตรานี้ เพราะมีคนอภิปรายเยอะ แต่สุดท้าย ประเด็นที่ดิฉันตั้งใจอภิปรายเป็นหลักก็ไม่ได้ยินใครอภิปราย ดิฉันก็เลยมาอภิปราย เพราะดิฉันมีความเห็นว่าก่อนที่จะออกเสียงลงประชามติ ดิฉันเสนอตั้งแต่มาตราก่อนนี้แล้วว่า ขอให้มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของ สสร. บทบาทหน้าที่ สสร. แล้วก็ มีเรื่องของคุณลักษณะ คุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการที่จะ เลือกตั้ง สสร. ปรากฏว่าก็ไม่ได้รับความสนใจ ไม่เห็นความสำคัญว่าประชาชนต้องรู้ ถ้าประชาชนรู้ ประชาชนก็จะได้เลือกอย่างถูกต้อง ไม่ถูกชี้นำ ไม่ถูกใครสั่งการได้ แต่ว่า เมื่อไม่เห็นความสำคัญไม่เป็นอะไร ที่ผ่านมาเราก็มีช่วงที่ ๒ ที่กรรมาธิการยกร่างขึ้นมาก็คือ ในระหว่างที่ยกร่างก็รับฟังด้วย เพียงแต่ต้องไปรับฟังทั่วทุกภาค มีผู้เสนอว่าให้ทำทุกจังหวัด ท่านก็ไม่ยอมแก้ไข แต่ท่านก็บอกว่าทั่วทุกภาค ทีนี้ถามท่านว่าทั่วทุกภาคอย่างที่ว่าท่านจะทำ ช่วงไหนบ้าง ดิฉันจำได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ตอนสมัยท่านประธานคณะกรรมาธิการ เป็น สสร. เริ่มตั้งแต่กรอบ จะกำหนดกรอบอย่างไรก็มีการไปรับฟังจากประชาชน เมื่อได้กรอบมาแล้วท่านมายกร่าง และยกร่างอย่างไร อภิปรายกันวาระที่สองก็ออกไปรับฟัง ความเห็นของประชาชน เพราะตอนนั้นการเลือก สสร. มาจากที่ให้ทุกคนใครก็ได้มีคุณสมบัติสมัคร เมื่อสมัครแล้วให้เลือกกันเอง ๑๐ คนเข้ามาเขาก็ จะมีตัวตั้งอยู่แล้วก็คือ ๑๐ คนที่เลือกเข้ามาจากจังหวัดละ ๑๐ คน และมาให้รัฐสภาเลือก จังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นเขาจะมีเหลือ ๙ คนตั้งเป็นกรรมการประชาสัมพันธ์รับฟัง ความเห็นแล้วก็ประชาสัมพันธ์คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ อนุประชาสัมพันธ์ประจำ จังหวัด แล้วก็ไปรับฟังความเห็นในมาตราต่าง ๆ ที่ยกร่างขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อนำมายกร่างแล้วก็ฟังไปด้วย สุดท้ายก็ออกมาแล้วเราก็ไปรณรงค์ให้ความรู้เพื่อที่จะให้ เขาผลักดันให้รัฐสภารับร่างนั้นไป แต่ถ้าแค่นั้นไม่พอ เพราะฉบับนี้จะมีการลงประชามติด้วย ดิฉันจึงเสนอว่าก่อนประชามติก็ต้องรับฟัง เพราะว่าถ้าไม่มาพูดไม่เอาไปบอกประชาชนนะคะ ประชาชนก็จะไม่รู้เลยว่าช่วงรับฟังนี่ รับฟังมาแล้ว แล้ว สสร. ตัดสินใจอย่างไร เอาตาม ข้อเสนออันไหน ข้อเสนอของใครเพราะแต่ละมาตรามันก็จะมีข้อคิดเห็นที่มันแตกต่างกัน ประชาชนจะไม่รู้เลยว่า สสร. ตัดสินใจอย่างไร ฟังมาแล้วเอามาประกอบการพิจารณาหรือไม่ หรือฟังไปแล้วเอาไปโยนทิ้งที่ไหน เพราะฉะนั้นเมื่อตัดสินใจร่างแล้วประชาชนต้องรู้ก่อนที่จะ ลงประชามติว่าสรุปแล้วแต่ละมาตราว่าอย่างไร ประชาชนต้องทราบเขาจะได้รู้ว่าที่ไปฟังเขา ทำแค่เป็นพิธีกรรมหรือเปล่า ที่ไปฟังเขาเป็นเฉพาะรูปแบบแต่ไม่สนใจเอาเนื้อหามาใช้หรือ เปล่าเขาถูกหลอกอีกหรือเปล่าเหมือนที่ดิฉันถูกหลอกแล้ว เขาถูกหลอกอีกหรือเปล่าชาวบ้าน เขาต้องรู้นะคะท่านประธาน ดิฉันเรียนแล้วค่ะว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนสำคัญที่สุด ประชาธิปไตยเรามีทั้งระบบตัวแทนแล้วก็ระบบภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของเขาเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ดิฉันยืนยันว่าการตัดสินใจของ ประชาชนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เพราะงานนี้รัฐธรรมนูญเป็นงานใหญ่ เป็นงานที่จะต้องใช้กับ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนต้องรู้ไปฟังเขาแล้วกลับมาเขียนว่าอย่างไรเอากลับไป บอกเขาหน่อยได้ไหมไม่อย่างนั้นถ้าเขาไม่รู้นะคะ มันก็จะถูกชี้นำ ท่านถูกครหามามากแล้วว่า ท่านตั้งเป้าเอาไว้แล้ว มีเป้าเอาไว้แล้วว่าจะมีใครเป็นตัวแทน ถ้าถูกชี้นำไม่อย่างนั้นเขาจะ เรียกด้วยการถูกสั่งการแน่นอน ไม่พ้นที่ท่านจะถูกครหาว่านี่คือเผด็จการ เผด็จการเสียงข้างมาก เผด็จการรัฐสภาหรืออะไรก็ตาม ซึ่งท่านไม่ประสงค์จะได้ฟัง เพราะฉะนั้นดิฉันก็เสนอว่า นอกจากที่จะให้องค์กรภาคประชาชนหรือองค์กรเอกชนที่มีผลงานในการรณรงค์ด้าน ประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่ว่าใครตั้งขึ้นมาก็มาของบประมาณแล้วก็ไปรณรงค์ได้ หน่วยงานรัฐไม่ต้องทำค่ะ เพราะดิฉันพบมาแล้วว่าตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก่อนที่จะลง ประชามติหน่วยงานของรัฐก็ตั้งครู ก ครู ข แม่ไก่ ลูกไก่ขึ้นมา ปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านั้น ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเลย กลับไปจับเอาองค์กรเอกชนอย่างเราไปอบรม ไปสร้างวิทยากรไว้แล้วให้วิทยากรไปขยายต่อโดยการเอาไปกำกับดูแลด้วยก็มาจับเอาคน พวกนี้ไปนะคะ เพราะฉะนั้นหน่วยงานรัฐไม่ต้องทำให้องค์กรภาคประชาชนกับองค์กร ประชาชนให้งบประมาณเข้าไปให้เพียงพอเพื่อที่เขาจะต้องไปเล่าไปบอก บางองค์กรอาจจะ เห็นด้วยเขาก็ต้องไปบอกว่าเห็นด้วย องค์กรไม่เห็นด้วยก็ต้องไปบอกว่าไม่เห็นด้วยอย่างไร เพราะนี่กำหนดเอาไว้อยู่ในกฎหมายประชามติอยู่แล้วว่าจะต้องไปบอกทั้ง ๒ ด้าน แล้วก็ให้ งบเขาให้พอนะคะ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะทำไม่ได้ ท่านต้องลงทุน รัฐบาลต้องลงทุนนะคะ เพราะที่ผ่านมาเราลงทุนกับรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว ถ้าฉบับนี้เราจะลงทุนอีกนะคะ เพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่าท่านไม่ฟังเสียงประชาชน ถ้าคราวนี้เราลงทุนเพื่อประชาชนมันคุ้มค่ะ แต่ถ้าท่านถูกครหาว่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียวกันแพงเกินไป ขอบคุณค่ะ