เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการประชามติรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจของประธานสภา และเรียกร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีที่มีการตัดสินใจผิดพลาดหรือมีอิทธิพลภายนอก นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่าประชาชนจะได้รับโอกาสอ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเรียกร้องให้มีการอภิปรายเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าใจรายละเอียด
ได้ครับท่านประธาน คือผมพูด ด้วยความเห็นใจท่านประธาน ท่านประธานนั่งอยู่ข้างบนนี่ต้องใช้เวลายาวนาน แล้วก็ มีความเครียดสะสม อันนี้ผมเห็นใจท่านประธานจริง ๆ นะครับ แต่ว่าก็ด้วยความที่หวังดี อยากจะให้การประชุมนี้มันราบรื่นก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาอื่น แต่ว่าในส่วนที่เป็นอื่น ๆ ท่านประธาน ผมก็คิดว่าท่านประคองมาดีแล้ว มันเหลืออีกเพียงไม่กี่มาตรา มันจะเหลืออีก ๕ มาตราในมาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๕ เป็นมาตราสุดท้าย เหลืออีก ๖ มาตราเท่านั้นเอง มันก็จะหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานดำเนินการไปอย่างที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ ในกรณีนี้มาตรา ๒๙๑/๑๓ ที่เราเริ่มต้นในวันนี้มันมีการยึดโยงกับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคท้ายครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑๓ เขียนถึงการทำหน้าที่ของประธาน รัฐสภา โดยวรรคแรกเขียนว่าเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้ นำเสนอต่อประธานรัฐสภา และเมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วหากเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานส่งร่างดังกล่าวไปยัง กกต. ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างนั้นจาก สภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ กกต. ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ การทำประชามตินี่มัน เป็นความหวังของสมาชิกเสียงข้างน้อยแล้วก็เป็นความหวังของประชาชนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับ การเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับขึ้นใหม่ ซึ่งบางท่านอาจจะใช้คำว่า รัฐธรรมนูญฉบับลูกฆ่าแม่ ก็ตาม แต่ความจริงในมาตรานี้เราต้องชมร่างของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เสนอโดยท่านภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ ที่วรรคแรกเสนอว่าเมื่อสภาร่างจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภาโดย สสร. มีสิทธิเข้าชี้แจงประกอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาได้ โดยจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบทั้งฉบับจะแก้ไข เพิ่มเติมประการใด ๆ ก็ไม่ได้ โดยใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มี แล้วก็ ให้ประธานรัฐสภานำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งถ้าหากว่าเสียงของสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่งจึงจะ ทำประชามติ ท่านประธานครับ ผมนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุมแห่งนี้จริง ๆ มันดูเหมือน ไม่สมควรเพราะมันผ่านกลายมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการเรียบร้อยไปแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมเสียดาย ก็อยากจะรื้อฟื้นให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วในร่างที่เสนอโดย พรรคชาติไทยพัฒนามันเป็นเหตุเป็นผล แล้วถ้าหากว่ากลับมาสู่รัฐสภาแห่งนี้สมาชิกทุกท่าน มีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมกันในการอภิปราย สมาชิกฝ่ายรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะเสนอความเห็น เห็นด้วยกับร่างที่เสนอมาจาก สสร. สมาชิกฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะอภิปรายที่ไม่เห็นด้วยก็ ยกเหตุผลแม่น้ำทั้ง ๕ มาชี้แจงให้เห็นว่าเหตุใดจึงไม่เห็นด้วย เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็ต้องมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต่าง ๆ ก็สามารถยกเหตุผลขึ้นมาอภิปรายตรงนี้ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ามีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อฟังเหตุผล จากทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วก็จะใช้วิจารณญาณตัดสินได้ว่าจะรับร่างของ สสร. นั้นหรือไม่นะครับ ถ้าหากว่าไม่รับก็ยังสามารถที่จะใช้เวลาในสภาแห่งนี้ ให้ชี้แจง ให้เหตุผล ให้ประชาชนที่รับฟัง หรือรับชมทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่อยู่ที่บ้านให้ได้เข้าใจเหตุและผลในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ของ สสร. เข้ามายังสภาแห่งนี้ ตรงนั้นมันเป็นโอกาสที่ดีแล้วก็สามารถที่จะอภิปราย ชักจูงใจ แล้วก็โน้มน้าวสมาชิกทั้งหมดได้ ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่น่าเสียดายที่ทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้รับฟังตรงนั้นนะครับ เพราะว่าในกรณีนี้ถ้าหากว่า สสร. ซึ่งเขา ก็ต้องเข้ามา มีสิทธิเข้ามาชี้แจงตามร่างของท่านภราดรนั้น เมื่อเข้ามาชี้แจงแล้วก็มีโอกาส ที่จะถูกซักถามเหตุและผล ประชาชนติดตามได้เป็นอย่างดี สื่อมวลชนสามารถทำข่าวแล้วก็ เจาะลึกในรายละเอียดได้ ตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นเหตุเป็นผลที่ชอบ แต่ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากให้เหตุผลในที่ประชุมว่าตรงนี้ไม่จำเป็น เพราะว่าเราไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซง สสร. นะครับ แล้วก็เมื่อยกร่างเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็สามารถที่จะใช้ประชามติ เป็นตัวตัดสินได้ ซึ่งตรงนั้นผมคิดว่ามันไม่ค่อยจะชอบธรรมเนื่องจากประชาชนไม่มีโอกาส อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าบอกว่าเป็นสิทธิเพราะว่าให้เวลากับ สสร. ให้เวลากับ กกต. ไปทำรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอประชาชนแล้วเรามีเวลาเพียง ๔๕-๖๐ วัน ถ้าไม่นับเวลาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่แรกเหมือนกับในช่วงนี้ ประชาชนเขาติดตามตรงนี้ไม่ทัน ก็เป็นที่น่าเสียดาย ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะอภิปรายในสภาแล้วนะครับ ประชาชนจะเก็บ ในรายละเอียดได้ ผมไม่ได้คาดหวังว่าการที่จะใช้โหวตในรัฐสภาเป็นตัวตัดสินว่าจะรับร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะตรงนั้นมันไม่มีเหตุผลเลย เพราะว่าอย่างไรก็ตามมัน ก็ต้องผ่านร่างของสภาร่างรัฐธรรมนูญไปอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าขาดไปและผมเสียดาย ก็คือว่าโอกาสที่ประชาชนจะได้รับฟังความคิดเห็นทั้งด้านบวกและด้านลบของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่อย่างละเอียด ถ้าหากว่าประชาชนที่เขาสนใจแล้วก็ติดตามอย่างใกล้ชิด เขาสามารถ ที่จะแยกแยะประเด็นได้ ตรงนั้นถ้าหากว่ากรรมาธิการยอมรับก็โอเค แต่เนื่องจากกรรมาธิการ ไม่ยอมรับก็เลยจบไป เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ที่ผ่านไปในวันก่อน ซึ่งในวรรคสุดท้ายที่บอกว่า ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือหมายถึงว่า ฉบับปัจจุบันคือปี ๒๕๕๐ นั้นก็ให้ที่รัฐสภาลงมติ แล้วก็ให้รัฐธรรมนูญนั้นตกไป ท่านประธานครับ ผมเองเสนอคำแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติว่ากรณีที่ สสร. ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ยื่นให้กับทางท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ตรงนั้นผมอยากจะเน้นว่าท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ท่านประธาน ท่านจะต้องแบก รับความผิด ความชอบทั้งหมดไว้กับตัวท่านเอง ตรงนี้ผมเป็นห่วงค่อนข้างมาก ท่านประธาน ถ้าหากว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าหากว่า ท่านประธานเห็นว่าขัด ท่านประธานก็ให้ตัวของรัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน แน่นอนครับ ท่านประธาน กับตัวของเสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ย่อมต้องเห็นไปในทางที่สอดคล้องกัน ถ้าขัด ก็ใช้ตัวของรัฐสภาหรือว่าสมาชิกเสียงข้างมากเป็นผู้แบกรับน้ำหนัก ถ้าหากว่าประชาชน ไม่เห็นด้วยก็แบกรับแทนท่านประธานได้ แต่ในกรณีที่ถ้าหากว่าท่านประธานเห็นว่าไม่ขัด ตรงนี้ผมเป็นห่วงท่านประธานค่อนข้างมาก เพราะว่าท่านประธานก็มีดุลยพินิจ ๒ ทาง
ทางที่ ๑ ท่านประธานตัดสินใจผิดพลาด ท่านประธานในที่นี้นะครับ เรามี เวลาอีก ๑๔ เดือนเศษ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านประธานสมศักดิ์จะยังคงเป็นประธานในตอนนั้น อยู่หรือไม่ ผมคิดในแง่ดีว่าท่านยังเป็นประธานอยู่ แต่ถ้าหากว่าท่านจะต้องมาแบกรับน้ำหนัก ของความรับผิดชอบตรงนี้ ในกรณีที่ขัดก็ไม่มีปัญหาให้สมาชิกแบกรับแทนท่านไป แต่ว่าถ้า ท่านไม่ขัดแล้วก็ท่านมีดุลยพินิจ ถ้าหากว่าดุลยพินิจของท่านผิดพลาดท่านก็สามารถตั้ง คณะกรรมการมาแบกรับดุลยพินิจของท่านได้ แต่ถ้าหากว่าท่านตัดสินใจว่าไม่ขัด โดยที่ มีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจของท่านแล้ว ตรงนั้นจะเป็นปัญหาทันที เพราะถ้าหากว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยเขาก็จะไม่มีเวทีที่จะมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน เพราะว่า ตอนนั้นท่านจะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปให้กับ กกต. แล้ว แล้วก็ผลสุดท้ายท่านใช้มติของ ประชาชนเป็นตัวตัดสิน ซึ่งตรงนี้ผมเป็นห่วงการตัดสินใจของท่านค่อนข้างมาก ผมเห็นว่า ในกรณีนี้เป็นเรื่องที่ท่านต้องมาแบกรับโดยที่ผมว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ถ้าหากว่าไม่มีใคร หรือว่าไม่มีผู้ใดที่มีโอกาสทักท้วง หรือสั่งให้ประธานเป็นผู้ทบทวนแล้ว กรณีนี้มันไม่มีเขียนเอาไว้ในร่างข้อนี้ ผมเห็นว่ามันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมาก เพราะว่ากรณี ที่การตัดสินใจผิดพลาด หรือกรณีอิทธิพลภายนอกนั้นมีกดดันต่อการตัดสินใจแล้วนี่ การตัดสินใจอาจจะไม่เป็นไปตามที่ควร เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ผมคิดว่ากรณีนี้ถ้าจะ ป้องกันได้ก็คือว่าต้องเสนอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีดังกล่าว เพราะว่าประเด็นแรก ผมอภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑๑ แล้ว ผมคิดว่าผมจะไม่ลงในรายละเอียดตรงนี้ เพราะว่า เหมือนกับผมโหวตแพ้ไปแล้ว แต่ว่าในกรณีที่มันขัด ในการโหวตแพ้ไปแล้วเราก็ไม่พิจารณา แต่กรณีที่ไม่ขัด ผมก็ยังสามารถที่จะเสนอว่าให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ท่านประธานครับ ย้อนมาถึงกรณีที่เราพิจารณามาจนถึงวันที่ ๑๓ วันนี้ ข้อสรุปที่ได้ก็คือว่า เราได้ สสร. มา ๙๙ คน ๗๗ คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน อีก ๒๒ คนมาจากการโหวตในรัฐสภาแห่งนี้ ใน ๗๗ คน แน่นอนมันก็จะต้องเป็นคนของพรรคการเมือง โดยเฉพาะทางซีกรัฐบาล ซึ่งได้เปรียบอยู่แล้ว ก็มีความเชื่อเหมือนกับสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เหมือนกับประชาชนอีกจำนวนมาก ที่เชื่อว่าพรรครัฐบาลจะชนะเมื่อคิดจำนวนของจังหวัด แล้วก็ ๒๒ คนที่เหลือ เนื่องจากมาจาก การเลือกในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็ใช้มติเสียงข้างมากของสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีความเชื่อว่ารัฐบาลจะกินรวบทั้ง ๒๒ คน เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่า ๗๗ บวก ๒๒ คือ ๙๙ คนนั้นเป็นเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาล ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญของ เสียงข้างมากในสภา รัฐธรรมนูญฉบับนี้