รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
“พระบรมราชโองการ
ประกาศพระราชกฤษฎีกา
เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป
พ.ศ. ๒๕๕๔
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ปีหนึ่งมีสมัยประชุม สามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้ สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป และเนื่องจากได้มี พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้ สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงสมควรเรียกประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปสําหรับปี ๒๕๕๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ตามความในมาตรา ๑๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม รัฐสภา สมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ และแต่งตั้ง รัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๓ นั้น
บัดนี้นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่าได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตําแหน่ง สมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีแทนตําแหน่งที่ว่างเพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อ การบริหารราชการแผ่นดิน อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๗๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้
นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาล ปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี”
มีอะไรคุณนิยม นั่งลงก่อนเถอะนะครับ เพราะว่ากําลังดําเนินการตามระเบียบวาระอยู่ ไม่มีการปรึกษาหารือแล้ว เชิญนั่งลงครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไป
๑.๓ รับทราบเรื่องประธานรัฐสภาอนุญาตให้คณะกรรมาธิการศึกษาบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ขอขยายเวลา การพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีกสัก ๙๐ วันตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๗๕ วรรคสอง เชิญท่านประยุทธ์มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม กระผมขอกราบเรียนปรึกษาท่านประธานอยู่นิดหนึ่งว่า ตามที่ท่านประธานแจ้งกับสมาชิก รัฐสภาว่ามี ๕ คนยังไม่ได้ปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๓
เดี๋ยวผมดําเนินการตามระเบียบวาระ ไปก่อน
ตรงนี้ครับท่านประธาน ผมไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะว่าแผงข้างหลังของท่านประธานบอกว่า สมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๖๒๕ คน เพราะฉะนั้นท่านจะต้องแก้ไขเป็น ๖๒๐ คน เพราะว่า ยังทําหน้าที่ไม่ได้ ๕ คน มันก็ต้องเหลือ ๖๒๐ คน เพราะมันจะมีผลต่อการนับองค์ประชุม ท่านครับ ท่านต้องแก้ไขใหม่
ถูกต้องครับ เจ้าหน้าที่ช่วยแก้ด้วยครับ เพราะยังไม่ได้ปฏิญาณตนนะครับ ช่วยแก้ให้เหลือ ๖๒๐ คนใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ ต่อไป
๑.๔ รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและ โทรทัศน์
ด้วยในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สอง ในวันนี้ นอกจากมีการถ่ายทอดทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ระบบเอเอ็ม (AM) ความถี่ ๘๑๙ กิโลเฮิรตซ์ ตลอดการประชุมและสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภา ตามปกติแล้วผมได้อนุญาต ให้มีการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุมด้วย จึงแจ้งให้
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (มาตรา ๑๙๐) ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
แต่ก่อนที่จะถึงการดําเนินการนี้กระผมขอเรียนปรึกษากับที่ประชุมว่า เนื่องจากมีท่านสมาชิกได้แปรญัตติกันไว้ทั้งหมด ๓๖ ท่านด้วยกัน และก็มีการไม่เข้าชี้แจง ก็ตกไปราวประมาณ ๑๐ ท่าน ก็เหลือ ๒๒ ท่าน ทีนี้ผมอยากจะปรึกษาว่าถ้ามีการแปรญัตติ ในทํานองเดียวกัน จะไม่อภิปรายได้ไหมครับ ท่านผู้สงวนนะครับ เชิญคุณไพจิตครับ เพื่อรวบรัดสักหน่อย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในวาระที่สอง มีท่านสมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติ แล้วก็บางท่านติดภาระที่จะต้องเดินทางไปดูงาน ต่างประเทศ การนัดหมายของคณะกรรมาธิการวิสามัญให้มาชี้แจงก็ค่อนข้างฉุกละหุก หลายคนเสียสิทธิไป เพราะฉะนั้นจะมีสมาชิกบางท่าน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นวุฒิ แล้วมี ฝ่ายค้านบ้าง เพียงเล็กน้อยนะครับท่านประธาน ผมว่ามันเป็นกฎหมายที่สําคัญ และก็เป็น เจตนารมณ์ในการที่จะแก้เพื่อให้สังคม พี่น้องประชาชนได้รู้ เพราะฉะนั้นควรให้สิทธิกัน อย่างเต็มที่ ท่านประธานนี่เห็นกฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบ พอเปิดสมัยประชุมปุ๊บ ท่านก็ประชุมรัฐสภาเลย แทนที่จะประชุมสภาผู้แทนราษฎรสักครั้งหนึ่ง แล้วก็ได้รับรอง ๕ คนที่ยังไม่ได้เป็น แล้วก็เข้าพิจารณากันด้วยความรอบคอบ เพราะฉะนั้นวันนี้จะขอสิทธิอันนี้ละครับท่านประธานให้เขาได้ใช้สิทธิกันเต็มที่ในการ ที่จะอภิปรายในวาระที่สอง ซึ่งก็ทราบกันดีว่าเป็นภาระที่สําคัญ อยากขอความกรุณา ท่านประธานผมทราบว่าท่านประธานเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญจะแก้คราวนี้จะแก้เพื่ออะไร แล้วก็ทําให้สมประโยชน์กันเสีย แต่ว่าให้มันเปิดเผยต่อพี่น้องประชาชนที่อยู่ทั้งประเทศ ได้เห็นว่าแต่ละพรรคแต่ละคนคิดกันอย่างไร แต่ละเรื่องในทั้ง ๒ มาตรา ๓ มาตรานะครับ ท่านประธาน เรามีความจริงใจที่จะแสดงต่อพี่น้องประชาชนก็ขอให้ตัวแทนของพรรคผม ก็มีอยู่ ๒-๓ ท่าน แม้จะซ้ํากับพรรคอื่นบ้าง
อันนี้เขาพูดถึง มาตรา ๑๙๐ นะครับ มาตรา ๑๙๐ ดูเหมือนไม่มีพรรคท่านแปรญัตติครับ ที่แปรญัตติเขาก็ได้มาสงวนหมดแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ มันมีปัญหาสําคัญ คนไทย ๗ คนถูกจับแล้วก็มีปัญหา ๑ ในจํานวน ส.ส. แล้วก็เสียหายฉาวโฉ่ แล้วกรรมาธิการแก้ไขเยอะแยะนะครับ ผมจําเป็นต้องอภิปราย หลายคนอยากพูดอยากแสดงทัศนะความคิดเห็นเหล่านี้ก็ควรที่จะฟังเสียเป็นสิทธิ ถ้ากรรมาธิการได้แก้ไขแล้วเป็นสิทธิที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ช่วยกันแสดงความเห็นนะครับ จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรก็เป็นภาระ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
พรรคท่านก็ท่านพีรพันธุ์เป็นหลัก อยู่แล้วครับ เดี๋ยวท่านพีรพันธุ์ครับเดี๋ยวถึงท่านแล้วก็ผมจะชี้ให้ท่านได้อภิปรายเพราะท่าน ได้สงวนคําแปรญัตติไว้อยู่แล้วครับ ขอความกรุณานั่งลงก่อนเดี๋ยวผมจะชี้แจงให้ท่านไพจิต ได้เข้าใจสักนิดหน่อยครับ คือผมต้องอาศัยข้อบังคับ ก็ท่านแปรญัตติแล้วท่านสงวนเอาไว้แล้ว ท่านก็มีสิทธิอภิปรายเต็มที่อยู่แล้วครับ ก็ไม่เป็นไรครับเอาตามข้อบังคับก็แล้วกันครับ คือมันง่ายเข้าครับ ใครแปรญัตติคนนั้นก็มีสิทธิ ถ้าคณะกรรมาธิการแก้ไขทุกคนก็มีสิทธิ ที่จะอภิปรายได้เอาตามข้อบังคับเลยครับมันสบายครับ ผมดําเนินการไปเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ
เชิญท่านคณะกรรมาธิการ มาตรา ๑๙๐ เชิญทุกท่านครับ เชิญครับ ท่านคณะกรรมาธิการครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เวลาจํากัดเหลือเกินนะครับ เพราะ วันนี้เราจะพยายามพิจารณาให้เสร็จครับมันมี ๒ ฉบับแล้วก็ ๒ มาตราเท่านั้นเองครับ เพราะกฎหมายของเรายังค้างสภาอยู่ ๑๐๐ กว่าฉบับครับที่จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ แก่ประชาชน เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... จึงขอกราบเรียน ให้ท่านประธานได้ทราบว่า
ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๙ และครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญ นิติบัญญัติ) ได้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (มาตรา ๑๙๐) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และได้ตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณา บัดนี้คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการเสร็จแล้ว โดยคณะกรรมาธิการ ได้พยายามพิจารณาให้ผลตามที่สภาได้มอบหมายไว้
ในการนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบและให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามที่ได้ เสนอมา คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานมาชี้แจงแสดงความคิดเห็น คือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวงต่างประเทศ สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ส่วนคณะกรรมาธิการได้เชิญบุคคลและหน่วยงาน มาชี้แจงแสดงความคิดเห็น คืออดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประธานและเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม สํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ได้ให้ข้อมูลกันอย่างกว้างขวาง ทําให้ร่างที่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ได้รับการแก้ไขอย่างรอบคอบและสมบูรณ์
บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วครับ จึงกราบเรียนให้ท่านประธานได้โปรดนําเสนอ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาต่อไปครับ
เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการ
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๙๐ ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ มีการแก้ไข มีผู้สงวนคําแปรญัตติ
ผู้แปรญัตติครับ ท่านแรกท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พอใจไม่สงวนนะครับ ต่อไปท่านนิพนธ์ วิสิษธ์ยุทธศาสตร์ เป็นผู้ขอแปรญัตติ เชิญครับ ตามลําดับไปครับ ขออภัยครับ ตามลําดับ คุณนิพนธ์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐ์ยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ นี้ ผมได้แปรญัตติ ให้กลับไปเป็นร่างเดิม ทีนี้เมื่อมีการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น ทั้งหมดได้มีการ คืนกลับไปร่างเดิมหมด ยกเว้นในวรรคหกครับที่มีข้อความเพิ่มเติมมา กําหนดประเภทและ กรอบเจรจา ซึ่งเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่า เราเคยมีการศึกษาการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๑๙๐ มาอย่างละเอียดลออ มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ สนธิสัญญาและกรอบการเจรจาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง พาณิชย์ ฝ่ายความมั่นคงและกฤษฎีกามาชี้แจงและให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาในส่วน ของมาตรา ๑๙๐ ถ้าหากมีการออกกฎหมายลูก ผมคิดว่ามาตรานี้ไม่น่าจะมีปัญหาเลย กฎหมายลูกนะครับ ผมคิดว่ามาตรานี้ไม่น่าจะมีปัญหาเลย แต่ก็มีข้อขัดข้องว่าไม่มีการ กําหนดประเภทและกรอบการเจรจาไว้ กฎหมายลูกไม่สามารถที่จะออกมาได้ชัดเจน อาจจะ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญถ้าไม่มีการเขียนกําหนดไว้ชัดเจน ประเภทใดประเภทหนึ่ง เราสามารถที่จะเขียนกฎหมายลูกได้ทุกประเภทเลยครับ ไม่มี ข้อจํากัด แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เมื่อกรรมาธิการได้มีการคืนร่างมากับร่างเดิม เพียงแต่ เพิ่มเติมประเภทและกรอบการเจรจา ซึ่งผมเห็นว่าเมื่อมีการแก้ไขแล้ว จะเขียนหรือเพิ่มเติม ประเภทและกรอบการเจรจาลงไปก็เป็นการเพิ่มความชัดเจนขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ไม่ติดใจครับ ไม่ติดใจนะครับ แต่ว่าอยากจะฝากเป็นข้อสังเกตและข้อพิจารณาไว้ต่อสภาแห่งนี้และรัฐบาล ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา คือในรัฐธรรมนูญที่ได้กําหนดให้มีการออกกฎหมายลูกหรือกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น สภาและรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ค่อยใส่ใจในการที่จะออกกฎหมายลูก ให้ครบตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากเป็นข้อพิจารณา ไว้ว่าต่อไปนะครับสภาและรัฐบาลควรตระหนักถึงรัฐธรรมนูญที่ได้มีการออกกฎหมายลูกหรือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อนํามาให้ประกอบการใช้รัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์ ต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปคุณชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ คุณชลน่าน ศรีแก้ว ไม่อยู่นะครับ ไม่อยู่ก็ตกไปนะครับ ต่อไปคุณพีรพันธุ์ พาลุสุข เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด ยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานดังนี้ แล้วผมเองก็อยากจะฟังการชี้แจงเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการด้วย ที่ผมต้องเรียน ท่านประธานในเบื้องต้นอย่างนี้ก็เนื่องจากว่าผมได้รับหนังสือจากทางสภานะครับ เชิญไปประชุมเพื่อชี้แจงประกอบคําแปรญัตติ โดยเชิญไปเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ผมก็มารออยูที่สภาแล้วตั้งแต่ช่วงบ่ายด้วยความตั้งใจที่จะเข้าไป ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะรับฟังข้อคิดเห็น แล้วก็หวังว่าคณะกรรมาธิการนั้น จะได้รับฟังข้อคิดเห็นของผู้แปรญัตติด้วย และโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องระบบ ของการเลือกตั้งมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ก็ยิ่งจะมีความสําคัญด้วย ถึงแม้ในส่วนของ มาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกัน มีหลายท่านที่ได้แสดงความคิดเห็นไว้ แล้วก็ขอแปรญัตติไว้ ผมก็ได้ตรวจดูการแปรญัตติของหลายท่านแล้ว และโดยเฉพาะในช่วงนั้นก็ได้ติดตาม การพิจารณาของคณะกรรมาธิการเท่าที่สามารถจะทําได้ว่าในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ นี้ ท่านได้เรียนเชิญใครไปให้ข้อคิดเห็นอย่างไร ๆ บ้าง ผมเท่าที่ผมอ่านดูจากข่าวก็ทราบว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้เรียนคณะกรรมาธิการไปว่าปัญหาของมาตรา ๑๙๐ นี้ ปัญหาหลัก ๆ มันเกิดขึ้นมาจากอะไร เมื่อผมไปถึงเข้าไปในห้องประชุม ท่านประธานครับ เวลาบ่ายสามโมงตามที่ท่านประธานนัดไว้ผมก็สังเกตว่ากรรมาธิการอยู่ในห้องประชุม ไม่มากนัก แต่ตอนนั้นก็มีสมาชิกที่ขอแปรญัตติไปก่อนผมอยู่แล้วหลายท่าน ด้วยความหวังว่า จะได้พูด จะได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่าเหตุผลที่ขอแปรญัตติไว้คืออะไร ผมรอจนถึง สี่โมงกว่า ท่านประธานครับ ยังไม่ได้โอกาสได้ชี้แจงเลย ผมก็เลยลุกขึ้นเดินไปเดินมา ถามผู้ที่แปรญัตติหลายท่านว่าพวกเราจะเอาอย่างไรนี่สี่โมงแล้วนะ กรรมาธิการนัดเรามา บ่ายสามโมง เรามาก่อนเวลาด้วยซ้ํา กรรมาธิการยังเสียเวลาไปนั่งพูดของเรื่องอื่นเลย เรื่องทะเบียนราษฎรว่าจะนับอย่างไรในการคํานวณสัดส่วน พูดกันอยู่นั่นแหละไม่จบกันสักที สี่โมงกว่าแล้ว เลยมีหลายท่านลุกขึ้นมาถามว่า ท่านประธานครับ ประธานกรรมาธิการจะเอาอย่างไรพวกผมมากันหมดแล้วยังไม่ได้ชี้แจงเลย ก็อยากจะฟังความเห็นของคณะกรรมาธิการแล้วก็หวังว่ากรรมาธิการจะฟังความเห็นของ ผู้แปรญัตติด้วย ไม่มีครับท่านประธาน ๔ โมงกว่าครับกรรมาธิการบางท่านก็เลยบอกว่า เอาจบแล้ว กรรมาธิการจบแล้ว ผู้แปรญัตติสงวนไว้ สงวนไว้ ไม่ได้อธิบายอะไรเลยครับ ท่านประธาน ผมไม่ได้พูดกับคณะกรรมาธิการเลยแม้แต่นิดเดียวว่ามาตรา ๑๙๐ ที่ผมขอ สงวนและแก้ไขไว้เหตุผลของผมคืออะไร กรรมาธิการมีเหตุผลอย่างไรที่แก้แทบจะไม่ได้แก้ไป จากร่างเดิมเลย ไม่มีครับ สุดท้ายก็มีกรรมาธิการท่านหนึ่งลุกขึ้นมาบอกไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทําหนังสือถึงมอบหมายไว้ แล้วทุกคนก็เขาจะขอสงวนไว้ให้ก็ได้อยู่แค่นั้น หลายท่านก็ผิดหวัง หลายท่านก็เพียงแต่พูดกับคณะกรรมาธิการว่าขอสงวนขอสงวนนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการเองได้ประชุมไปแล้ว ได้มีการ ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วก็จริง เมื่อเชิญผู้แปรญัตติมาโดยหลักปฏิบัติก็ควรจะฟัง ข้อคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นของผู้แปรญัตติ เสร็จแล้วก็มาถามว่ากรรมาธิการจะมี ความเห็นอย่างไร ผู้แปรญัตติจะมีความเห็นอย่างไร ผมอ่านดูรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก็เขียนตามฟอร์แมท (Format) ที่เคยเขียนมาอย่างนี้ล่ะ ถามว่าที่ผมไปพูด ไว้แปรญัตติไว้อันนี้ผมไม่ได้พูดสักแอะ ไม่มีเลยครับ แล้วอย่างไรคณะกรรมาธิการจะรู้ได้ อย่างไรว่าที่เหตุผลที่ขอ แปรญัตติไว้คืออะไร ยิ่งกว่านั้นผมเองก็ไม่ได้ฟังข้อคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการด้วย นี่คือสิ่งที่ผมเองอยากจะฟังจากประธานคณะกรรมาธิการว่าเรื่อง อย่างนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ มันมีความสําคัญมาก มีผู้แปรญัตติมากท่านใช้เวลา มากในการประชุม พวกผมที่เป็นสมาชิกรัฐสภาก็อยากจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็ผิดหวังนะครับ เตรียมไว้ ผมอุตส่าห์หอบหนังสือหอบตําราว่ามาตรา ๑๙๐ มีผู้แสดงความคิดเห็นไว้เยอะนะ การแก้ อย่างที่กรรมาธิการบอกจะแก้มันไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้พูดครับ ผมไม่อยากจะย้อนไปถึง มาตราอื่น ๆ ที่มีการแก้มา โดยเฉพาะในเรื่องของการระบบเลือกตั้ง ไว้โอกาสผมก็จะพูดด้วย ว่าการที่คณะกรรมาธิการลงมติว่าจะเอา ๔๐๐ ๑๐๐ ๓๗๕ บวก ๑๐๐ มติมัน ๑๗ ต่อ ๑๗
เอามาตรา ๑๙๐ ก่อนครับ
เอามาตรา ๑๙๐ คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนขอทราบครับว่าคณะกรรมาธิการนี่นะครับได้ประชุมปรึกษาหารือ กันอย่างไร
คือผมถามท่านเพื่อความเป็นธรรม เพราะว่าในมาตรานี้ มาตรา ๑๙๐ นี้ท่านพีรพันธุ์ท่านได้เพิ่มข้อความในวรรคสองแล้วก็ตัด ข้อความในวรรคสาม วรรคสี่และวรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด ท่านเป็นคนตัดหรือว่า คณะกรรมาธิการเขาตัดให้ท่าน
ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องเรียนท่านประธานในเบื้องต้นว่าในเมื่อคณะกรรมาธิการได้เชิญผู้ชี้แจงไป เพื่อให้ไปชี้แจงตามหนังสือที่เชิญไป แล้วทุกคนไปถึงก็เจออย่างนี้กรรมาธิการก็บอกว่า จบแล้ว จบแล้ว จบแล้ว ถ้าอย่างนั้นจะเชิญพวกผมไปทําไม อย่างนั้นไม่ต้องเชิญหรอกครับ แต่เอาล่ะเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ กระผม ก็หวังว่าคณะกรรมาธิการจะชี้แจงในเรื่องนี้ด้วย อยากจะทราบเหตุผลด้วยว่าเหตุผลที่ท่าน แก้ไขมาตรา ๑๙๐ ไป แล้วก็มีผู้สงวนคําแปรญัตติไว้ก็หลายท่านนะครับ ในส่วนของผมเอง ในมาตรา ๑๙๐ ผมได้เคยกราบเรียนไว้ในวาระที่ ๑ ไปแล้วบอกว่ามันมีปัญหา ปัญหาที่มัน เกิดขึ้นปัญหาหลัก ๆ นั้นไม่ได้มาจากตัวรัฐธรรมนูญเท่าไรหรอกครับ แต่มันมาจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย ที่นักวิชาการหลายท่านก็บอกแล้ว คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั้นเท่ากับมีผลเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนว่าสนธิสัญญาที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดน มีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนก็คือมันมีการเปลี่ยนจริง ๆ แต่ในคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับคดีเขาพระวิหารนั้น ศาลไปบอกว่าสัญญาฉบับนี้มันมีผล อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ท่านเติมคําว่า อาจจะ เข้าไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญไม่มี จากการตัดสินใจวันนี้ และการที่รัฐธรรมนูญเองบัญญัติว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ก็ทําให้ส่วนราชการต่าง ๆ เกิดความไม่แน่ใจว่าจะปฏิบัติ อย่างไร ผลจากคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถึงวันนี้ผมทราบดีว่าข้าราชการ กระทรวงการต่างประเทศหลายท่านยังเดือดร้อนอยู่ ก็เพราะถูกสอบสวน ถูกไต่สวน และอาจจะถูกดําเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผมก็อยากจะเรียนท่านนะครับ แต่ไม่ได้พูด บอกว่าท่านลองกลับไปดูสิครับ ในบันทึกของหลายหน่วยราชการที่ต้องการ เสนอเรื่องสนธิสัญญาเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา ล้วนแต่มีคําถามว่าเขาไม่แน่ใจว่าอันนี้ มันเข้ามาตรา ๑๙๐ ไหม ก็ส่งความเห็นนี้ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง การต่างประเทศก็ตอบได้เพียงบอกว่ามันอาจจะเป็น แต่เพื่อความรอบคอบเสนอให้รัฐสภา พิจารณาป้องกันตัวเองไว้ดีกว่า ก็ผลมาจากตรงนั้น มาจากคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นที่เป็นเหตุ ทําให้ทุกหน่วยงานเกิดความไม่แน่ใจ สุดท้ายทุกหน่วยงานก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็เอาเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาก่อน ท่านประธานทราบไหมครับ ล่าสุดผมเอง เป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาบันทึกของคณะกรรมการเจบีซี (JBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ในเรื่องเขตแดนด้วย ก็ถกกันอยู่ว่าบันทึกในการประชุมนี้มันเข้าเงื่อนไขมาตรา ๑๙๐ ไหม กระทรวงการต่างประเทศบอกว่ามันเข้า และมันอาจจะมีผลในการเปลี่ยนแปลงเขตแดน เพราะว่าศาลบอกว่าอย่างนี้มันอาจจะเปลี่ยน ตกลงคณะกรรมาธิการนั้นประชุมกันหลายครั้ง หลายครั้งไม่คืบหน้าไปไหนเลยเถียงกันอยู่แค่นี้ ล่าสุดคณะกรรมาธิการร่วม กับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศก็ได้ไปดูข้อเท็จจริง ไปดูเส้นเขตแดนก่อนที่ท่านพนิช จะไป แล้วก็ถูกจับ ตรงนั้นเราก็ไปดู ไปดูที่ด้านจังหวัดศรีสะเกษด้วย ผมก็ทราบว่าล่าสุด มีการแก้เกมกัน โดยมี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งเข้าชื่อกันเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าบันทึกการประชุมนั้นเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ที่ต้องผ่าน การเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ นั่นคือการเล่นเกมกันอยู่อย่างนี้ ผมถึงบอกว่า การแก้ไขมาตรานี้จะต้องพิจารณาให้ความรอบคอบอย่างดี แต่เมื่อผมดูการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการแล้ว ก็เพียงแต่เป็นไปตามข้อสังเกตที่สมาชิกบางท่านได้อภิปรายไว้ ในวาระที่หนึ่งบอกว่าวรรคสองเรื่องที่ท่านเอาตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ๆ ที่เคยเขียนมา ก่อนนั้นเป็นวรรคสองจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา แล้วพอมาวรรคสามก็เป็น เรื่องใหม่ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วพอไปเขียนวรรคต่อไปเฉพาะของวรรคสาม ที่ท่านบอกว่าต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ วรรคสองไม่เกี่ยวพันต่อกัน พอข่าวปรากฏออกไป นายกรัฐมนตรีก็เห็นว่าเจตนาไม่เป็นอย่างนั้น ก็เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีอุตส่าห์ทํามา ขอแปรญัตติกับเขาด้วย เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นนายกรัฐมนตรีมาขอแปรญัตติในการ แก้ไขกฎหมายอย่างนี้ เป็นครั้งแรกจริง ๆ ท่านประธานครับ ก็ดูเหมือนจะบอกว่า เอาละ มันพลาดมาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นําในการขอแปรญัตติแก้ให้มันถูกเสีย อย่างนี้ก็มี สุดท้ายคณะกรรมาธิการก็คงจะเห็นว่าตามร่างที่เสนอมานั้นมันมีปัญหาจริง ๆ ผมก็จําได้ กรรมาธิการบางท่านที่ตอนนี้เป็นกรรมาธิการอยู่ก็ลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ ว่าวรรคนี้มันแยก อย่างนั้นไม่ถูกก็จับเอามารวมกันเสีย ก็คือเท่ากับกลับไปที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เหมือนเดิม ที่แทบจะไม่ได้แก้ใช่ไหมครับ ก็เพียงแต่แก้คําว่าวรรคนั้นวรรคนี้เท่านั้น สุดท้ายเห็นไหมครับ ถ้าดูจากร่างเดิมแล้วก็ไปแก้นิด ๆ หน่อย ๆ บอกว่าในวรรคสุดท้ายในกรณีที่มีปัญหา ตามวรรคสองก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย แล้วก็มีการออกกฎหมายเพื่อจะกําหนด ประเภทขั้นตอนอย่างนี้ ผมก็ถึงเรียนท่านประธานอยากจะเรียนท่านคณะกรรมาธิการว่าการแก้อย่างนี้มันไม่ได้ แก้ปัญหาหรอก สุดท้ายกฎหมายทํานองนี้ สนธิสัญญาทํานองนี้ ก็จะกลับเข้ามาสู่ การพิจารณาของรัฐสภามากมายเหมือนเดิม ผมเองจึงได้ขอแปรญัตติ ก็เหมือนกับที่ คณะกรรมาธิการได้แก้ไขไปแล้วก็คือ เอาวรรคสอง วรรคสาม ที่ท่านแก้ไปนั้นเอามารวมอยู่ เป็นวรรคเดียวเสีย อยู่ในวรรคสอง ก็เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ก็คือ หนังสือสัญญาใดที่เปลี่ยนแปลงเขต อาณาเขตไทย เขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามสนธิสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจหรือสังคมแก่ประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ก็คือย้อนกลับไปตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐
ผมขอตัดวรรคสาม วรรคสี่ออก เพราะวรรคสามนั้นไปรวมกับวรรคสอง อยู่แล้ว ในวรรคต่อไป ก่อนการดําเนินการเพื่อทําสนธิสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การ ระหว่างประเทศนั้น ครม. ต้องจัดข้อมูลให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้อง ชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งเสนอกรอบการเจรจาด้วย วรรคนี้ผมก็ขอตัดออก ที่ขอตัดออกเพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ คือในเรื่องการทําสัญญาระหว่างประเทศ มันเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารโดยแท้ ฝ่ายนิติบัญญัติจะเข้ามาเกี่ยวข้องก็เท่าที่รัฐธรรมนูญ กําหนด ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มาก็คือจะมีเพียง ๓-๔ ประเภทที่อยู่ในวรรคสองเดิม แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มขึ้นมาก็คือสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ อย่างมีนัยสําคัญเพิ่มขึ้นมา แล้วก็กําหนดขั้นตอนอะไรต่าง ๆ ไว้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต่าง ๆ มากขึ้น ผมก็เห็นด้วยในส่วนนี้แต่ต้องยอมรับว่าการทําสนธิสัญญาเป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหารโดยแท้ แล้วก็การที่จะไปกําหนดขั้นตอนต่าง ๆ มากมายมันเป็นอุปสรรคมาก อย่างที่เราเห็นอยู่ตลอดเวลา ต้องเสนอกรอบการเจรจาก่อน ให้สภาเห็นชอบก่อน แล้วไป เจรจากลับมา เจรจาเสร็จกลับมาแล้ว ก่อนจะเข้าต่อไปต้องมาขอความเห็นชอบอีกไม่รู้ กี่ครั้ง กี่ครั้ง ก่อนนั้นก็ต้องจัดเวทีอะไรต่ออะไรอีกมากมาย เป็นอุปสรรคมากต่อการทํางาน ของฝ่ายบริหารซึ่งต้องไปเจรจากับต่างประเทศ ซึ่งหลายเรื่องหลายครั้งต้องการ ความรวดเร็ว และบางเรื่องถ้าจะบอกว่าก่อนลงนามให้มีผลผูกพันต้องขอก่อนนะครับ มันก็ไม่ได้อีกเพราะบางเรื่องลงนามไปปุ๊ปมันก็มีผลผูกพันแล้ว โดยเฉพาะที่ทํากับองค์การ ระหว่างประเทศ นี่คือเหตุผลที่ผมอยากจะเรียนต่อคณะกรรมาธิการครับว่า ถ้าเรายึดหลักว่า การทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติจะเข้ามา เกี่ยวข้องเท่าที่จําเป็นและเท่าที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้
ในวรรคต่อไปนะครับ ที่ผมขอแก้ไขด้วย บอกว่า เมื่อลงนามในสนธิ สัญญาแล้ว ก่อนจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันผมขอตัดคําว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญา ตามวรรคสามแล้ว ออก เพราะอะไรครับ คือบางครั้งเมื่อลงนามไปแล้วมันมีผลแล้ว หลายท่านที่เป็นคณะกรรมาธิการอยู่ก็จะรู้ว่าสัญญาฉบับไหนที่ลงนามก็มีผลผูกพันมันมีเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าจะเขียนว่าเมื่อลงนามแล้วก่อนจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน มันไม่ได้ มันมี หลายเรื่องต้องลงนามไปยังไม่มีผลผูกพัน แต่บางฉบับลงนามไปปุ๊ป มันก็มีผลผูกพันทันที แต่อย่างไรก็ตามผมยังขอตัดส่วนนี้ออก เพียงแต่บอกว่าก่อนที่จะแสดงเจตนาผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของสัญญาต่าง ๆ นั้นได้ รวมทั้ง ถ้ามีผลกระทบต่อประชาชนก็ต้องมีมาตรการที่จะกําหนดการแก้ปัญหาเยียวยาผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากนั้นด้วย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมได้แก้ออกไปเพื่อจะทําให้ฝ่ายบริหารเองทํางาน สะดวกมากขึ้น มากกว่าที่คณะกรรมาธิการคิดจะแก้ไขไว้
ส่วนในวรรคต่อไป ให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบ ๑ ประเภท การเจรจา ต่าง ๆ นั้นผมขอตัดออกทั้งหมด ก็เพราะอะไร เพราะประเภทของสัญญานั้นมันไปอยู่ในวรรคสองหมดแล้วว่ามีกี่ประเภทที่จะต้องผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้ายังแก้กันอยู่ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทอย่างนี้ มันจะไปกําหนดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นะครับ เพราะมันอยู่ในวรรคสองหมดแล้วว่าสัญญา ประเภทไหนที่จะต้องมีผลผูกพัน แล้วต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ให้มีกรอบการ เจรจา ขั้นตอนและวิธีการ อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ มันก็เลยย้อนกลับมาอยู่ที่จุดเดิมว่าไม่ได้ ช่วยทําให้การทําสัญญาระหว่างประเทศมันมีความคล่องตัวมากขึ้นตามที่ฝ่ายบริหารเขา ต้องการ ผมถามหน่อยว่าถ้าท่านประธานบอกว่าไปออกกฎหมายกําหนดให้มีประเภท ประเภทไหน ไปกําหนดประเภทมากกว่าในวรรคสองได้ไหม มันก็ไม่ได้ สัญญาประเภทไหน ที่บอกว่าจะต้องผ่านสภาเขาก็เขียนไว้ในวรรคสอง ท่านก็แก้แล้ว กรอบการเจรจา ขั้นตอน วิธีการ และโดยเฉพาะท่านประธานในวรรคสุดท้ายที่ผมเองก็ขอตัดออกไปก็คือว่าในกรณีที่มี ปัญหาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ผมเองก็ไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยเห็นไหมครับ ผมคิดว่า มันมีปัญหามากในเรื่องการที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยในเรื่องความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของสัญญาระหว่างประเทศ จากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมันก่อให้เกิดผล แทนที่จะทําให้ ฝ่ายบริหารทํางานสะดวกขึ้นกลับยิ่งยุ่งยากมากขึ้น อันนี้อาจจะเป็นเพราะความสามารถหรือ ฝ่ายวิชาการของศาลเอง อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนทําให้เกิดปัญหา ผมคิดว่าเรื่องของ สัญญาระหว่างประเทศนั้นควรจะเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เท่าที่จําเป็นเท่านั้น ไม่จําเป็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ว่าถ้ามันมี ความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจริง แน่นอนว่าถ้ามีความไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ศาลก็สามารถ ที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าผมไม่อยากจะให้ศาล รัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้องในการวินิจฉัยเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับสัญญาระหว่างประเทศ นี่คือ เหตุผลที่ผมได้พยายามจะกราบเรียนท่านคณะกรรมาธิการไป แต่ไม่มีโอกาส ก็จําเป็นจะต้อง มาพูดให้ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาได้ทราบว่าเหตุผลที่ผมขอแปรญัตตินั้นก็มีเหตุผล ตามที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วครับท่านประธาน
ก็ยังติดใจให้ตัดอยู่นะครับ ต่อไป คุณชลน่าน ศรีแก้ว เมื่อกี้ผมเชิญแล้วท่านไม่อยู่ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้เสนอคําแปรญัตติที่ผม ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เมื่อสักครู่ผมเองอยู่ข้างนอกห้องประชุมพยายามที่จะวิ่งเข้ามา แต่เห็นท่านประธานได้กรุณาให้โอกาสท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ก่อน ก็ต้องขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ดูร่างของกรรมาธิการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเพิ่มเติม ปี พ.ศ. .... ในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ในร่างกรรมาธิการ ที่ได้นําเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น กระผมพยายามที่จะตรวจสอบดู ในคําแปรญัตติของกระผมเองกับร่างของกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ร่างกรรมาธิการนี่ข้อความส่วนใหญ่วรรคตอน เมื่อเปรียบเทียบกับร่างของกระผมเองที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก ผมใช้คําว่าค่อนข้างใกล้เคียง มีตัวอักษรบางวรรคบางตอนที่มีข้อแตกต่างออกไป อันนี้ผมเอง ต้องกราบขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ให้ความเห็นไปในทางที่ผมพยายามที่จะแปรญัตติ ผมกราบเรียนท่านประธาน ในวรรคหนึ่งคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความเห็นชอบอยู่แล้ว ในวรรคหนึ่ง เรื่องของอํานาจในการที่จะทําหนังสือสัญญา ก็เป็น พระราชอํานาจ อันนี้ ไม่แตะต้องนะครับ อันนี้คล้ายกัน ผมเองได้นําเอาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้นะครับ เข้ามาเป็นแนวทางในการที่จะเสนอคําแปรญัตติในวรรคสอง ซึ่งแตกต่างจากร่างที่ทาง คณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้าสู่สภาในวาระรับหลักการ โดยที่ในวรรคสองนั้นผมพยายามที่จะเอา ข้อความในวรรคสามที่ท่านเสนอเข้ามาในร่างของชั้นรับหลักการเข้ามาเติมในวรรคสอง ให้หมด ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางที่ทางกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบตามนั้น ท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ในร่างของกระผมเองในวรรคสองกับร่างของกรรมาธิการคือ วรรคสอง โดยข้อเท็จจริงแล้วเมื่อไล่ตัวอักษรตามที่กรรมาธิการได้เสนอร่างกรรมาธิการ เข้ามา ผมพยายามตรวจสอบนะครับ ก็เป็นเหมือนกับที่กระผมได้แปรญัตติเอาไว้เพียงแต่ มีการเว้นวรรคตอนเท่านั้นเองที่ไม่เหมือนกัน ผมไม่ติดใจหรอกครับ ผมอาจจะไม่มี ความสามารถดูในเรื่องของวรรคตอน แต่ว่าข้อความทุกอย่างเหมือนกัน ผมขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานได้รับทราบครับ ในวรรคสองครับ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา เขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีอํานาจตามหนังสือ สัญญา ตรงนี้เหมือนกันครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกี่ยวกับ อํานาจอธิปไตย เกี่ยวกับอํานาจที่เป็นเรื่องของอาณาเขตแล้ว อย่างไรต้องผ่านสภา แล้วอีกเรื่องต้องผ่านสภาก็คือ หนังสือสัญญาที่ต้องตรากฎหมายรองรับก็ต้องผ่านสภา อันนี้ ไม่ติดใจเหมือนกัน ๓ ประเภทนี้อย่างไรเหมือนกันครับ เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ๓ ประเภทนี้เหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ครับ แต่สิ่งที่มีความแตกต่างในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เพิ่มมา ๒ เรื่องใหญ่ นั่นก็คือเรื่องของหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง อันนี้เรื่องที่ ๑ นะครับ ที่มี การตีความค่อนข้างจะแตกต่างกัน แล้วก็ที่สําคัญครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยใช้เนื้อหาสาระ ตรงนี้ไปตีความเมื่อครั้งวินิจฉัยหนังสือสัญญาในการทําหนังสือสัญญาของรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ ทักษิณ คือรัฐมนตรีนพดล ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ได้เสียหาย เกี่ยวกับข้อตกลงร่วมหรือภาษาอังกฤษ ใช้คําว่าจอยน์ คอมมูนิเก้ส (Joint communiqué) ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองได้ใช้ข้อความตรงนี้ครับ บอกว่าการทําข้อตกลงร่วมระหว่างรัฐบาลไทย กับกัมพูชาในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง อาจจะ มีผลทําให้สังคมมีความแตกแยก ก็เลยวินิจฉัยว่านั่นเป็นหนังสือสัญญาอันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่มีในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่แตกต่างจากปี ๒๕๔๐
เรื่องที่ ๒ คือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือการงบประมาณของ ประเทศอย่างมีนัยสําคัญ โดยสรุปแล้ว ๒ ประเภทหลังนี้มันมีการแปลความได้ อย่างหลากหลายมากมายแล้วแต่ข้อวินิจฉัยของแต่ละบุคคลไป เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไข ให้มีกฎหมายขึ้นมารองรับนี่ผมเองก็เห็นด้วย ตรงนี้ตรงกันครับเพียงแต่วรรคตอนในนี้ แตกต่างกัน ร่างของกรรมาธิการตัดวรรคสามออกนะครับ ซึ่งเป็นร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรี เสนอเข้ามา ของผมเองก็ตัดออกเช่นกัน วรรคสี่หมายถึงวรรคสามในร่างของผมนะครับ เพราะตัดวรรคสามในร่างของกรรมาธิการออก ข้อความก็เหมือนกัน แต่ในวรรคสี่ครับ ของกรรมาธิการกับของผมเองค่อนข้างจะมีข้อแตกต่าง ในวรรคเรื่องที่ให้มีกฎหมายว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบเจรจา นี่เป็นของกรรมาธิการ กรรมาธิการใช้คําว่า กรอบการ เจรจาให้มีอยู่ในกฎหมาย แต่ของผมเองได้แปรว่าอย่างนี้ท่านประธานครับ ให้มีกฎหมายว่า ด้วยการกําหนดประเภท ผมตัดคําว่า กรอบเจรจา ออกจากร่างกรรมาธิการ ในกฎหมายนี้สําคัญที่สุดก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ในเรื่องของให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการดําเนินการเลื่อนขั้นตอนและวิธีการนะครับ มันก็เลยแปลความค่อนข้างลําบาก ถ้าท่านประธานจําได้นะครับ มีสมาชิกเราท่านหนึ่ง ผมต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านดอกเตอร์รัชดาได้เคยเสนอเรื่องนี้เข้ามา ผมก็เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งนะครับตอนนั้น แต่ว่ามันอาจจะมีปัญหาเรื่องขั้นตอนการนําเสนอกฎหมาย สภาแห่งนี้ก็เลยไม่รับ ร่างของท่านไป ในกฎหมายนี้มีกําหนดประเภทตรงนี้สําคัญครับ กรอบเจรจาทําไมผมตัดออก ทําไมต้องมีกฎหมายต้องมีกําหนดเรื่องกรอบเจรจา สาเหตุที่ผมตัดออกท่านไปดูในวรรคสาม ครับ วรรคสามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนให้ชัดเจนเลยว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศตามวรรคสองนะครับ วรรคสอง ก็คือวรรคที่เราแก้ไขกัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อความเห็นชอบด้วย ทั้ง ๕ ประเภทอย่างไรก็ต้องทํากรอบ เจรจา ทั้ง ๕ ประเภทอย่างไรต้องทํากรอบเจรจานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาณาเขต หรือสิทธิอํานาจที่เรามีอยู่ตามกฎหมาย หรือตามที่เรามีสิทธิตามที่เป็นเขตอํานาจของ พวกเราที่อยู่ในเขตแดนต่างประเทศก็ต้องทํากรอบเจรจามา แม้เรื่องที่ท่านจะต้องตรา กฎหมายรองรับที่ต้องผ่านรัฐสภาก็ต้องมีกรอบเจรจา เรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือการค้า การลงทุน หรือการงบประมาณอย่างกว้างขวางก็ต้องทํากรอบเจรจา กรอบคือกรอบ ท่านประธานครับเป็นเรื่องแรกที่ทางคณะรัฐมนตรีต้องมาเสนอผ่านเรา เสนอกรอบมาก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเอาไปเขียนบอกให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภทและกรอบเจรจา ผมเกรงว่าคําว่า กรอบเจรจา ตรงนี้จะไปแย้งกับรัฐธรรมนูญเอง นั่นหมายความวรรคสี่ไปแย้งกับวรรคสามเอง เสมือนว่าให้อํานาจคุณไปเลือกว่าจะทํากรอบ หรือไม่ทํากรอบเข้ามา ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญในวรรคสามเขียนไม่ชัดเจนมันต้องมีกรอบ ไม่อย่างนั้นท่านต้องไปแก้วรรคสามสิครับท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ถ้าอย่างนั้นท่านไปแก้วรรคสามออกมา แล้วตัดออกมาแล้วมาเขียนไว้ ในวรรคสี่ ท่านเขียนแย้งกันอย่างนี้ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าการแปลความต้องแปลอย่างไร นี่คือ เหตุผลของผมเองที่จําเป็นต้องตัดคําว่า กรอบเจรจา ออก เพราะกรอบเองรัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ว่าทางคณะรัฐมนตรีต้องทํา ปฏิเสธไม่ได้ครับ ปฏิเสธไม่ได้ แต่ความชัดเจนของการ ให้มีกฎหมายตามวรรคสี่คือเรื่อง ประเภท ขั้นตอน และวิธีการในการทําสัญญา อันนี้จําเป็น และสําคัญ เพราะถ้าไม่มีตรงนี้เองก็เหมือนกับที่ผมได้กราบเรียนไว้ว่า การแปลความก็มี ความหลากหลายออกไป เพราะฉะนั้นประเด็นของผมเองท่านประธานครับ ในวรรคท้าย ผมก็ต้องกราบขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ใช้ข้อความในการแปรญัตติของผมเอง นําไปเป็น ร่างกรรมาธิการทุกถ้อยคําและตัวอักษร เว้นแต่วรรคตอนนั้นอาจจะแตกต่างกันไป ของผมมี ประเด็นเดียวครับก็อยากให้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าจําเป็นด้วยหรือครับ ที่ท่านจะต้องมี คําว่า กรอบเจรจา อยู่ในกฎหมายลูก กฎหมายลูกที่จะออกตามวรรคสี่ตรงนี้ เพื่อมากําหนด กรอบเจรจา ต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ช่วยชี้แจงด้วยครับ ในความเห็นผมบอกไม่จําเป็นครับ ไม่อย่างนั้นท่านจะต้องไปแก้วรรคสาม ด้วย ท่านไปแก้วรรคสามด้วยให้มันสอดรับกันว่าหนังสือสัญญาตามวรรคสองบางประเภท ไม่จําเป็นต้องทํากรอบ กรอบไปทําตามกฎหมายกําหนด ท่านเขียนกฎหมายที่มีสักต่ํากว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาแย้งรัฐธรรมนูญเองผมไม่เห็นด้วยท่านประธาน ตรงนี้เองครับที่ทํา ให้ผมต้องขอให้ท่านประเกียรติ นาสิมมา ผมต้องกราบขอบคุณท่านนะครับที่มาช่วยเสนอ คําแปรญัตติ เพราะวันที่ทางกรรมาธิการเรียกผมมาเสนอคําแปรญัตตินั้น ผมอยู่ในพื้นที่ ไม่สามารถเดินทางมาได้ทัน แต่ต้องกราบขอบคุณท่านประธานเองนะครับที่ให้โอกาส ผมก็ ทําตามข้อบังคับ ทําหนังสือกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการเองท่านได้ให้โอกาส แล้วก็ส่งตัวแทนเข้ามาชี้แจงแทน มีแตกต่างกันนิดเดียวเองท่านประธานครับ คําว่า กรอบเจรจาที่จะต้องมีอยู่ในหนังสือในกฎหมายท่านเองก็กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการกรุณาช่วยชี้แจงด้วย ถ้าไม่พอใจผมมีขออนุญาตสงวนสิทธิที่จะ อภิปรายต่อ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปท่านเจริญ ภักดีวานิช เชิญ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับในมาตรานี้กระผมได้แปรญัตติไว้ ๒ ตอน โดยเฉพาะ อยากกราบเรียนท่านประธานนะครับในตอนวรรคสี่
ถ้าท่านจะกรุณาอภิปรายควบไปเลย ได้ไหมครับ
ได้ครับ ผมชี้แจงประธาน นิดเดียว
ครับ ขอบคุณครับ
เนื่องจากว่ากรรมาธิการ ในวรรคสอง วรรคสี่ นั้นคณะกรรมาธิการได้ไปปรับปรุงแก้ไขแล้วก็สามารถที่จะให้รับฟัง ความคิดเห็นประชาชนรวมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในตอนวรรคสี่กระผมจะไม่อภิปรายเพื่อ ประหยัดเวลาของสภาต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้นําข้อแปรญัตติของกระผมไป ประกอบในการพิจารณา สําหรับวรรคสุดท้ายท่านประธานครับ ซึ่งจะเป็นวรรคสําคัญ ในวรรคเจ็ด กระผมได้แปรญัตติดังต่อไปนี้ ในกรณีที่มีปัญหาตีความหนังสือสัญญาตาม วรรคสองและวรรคสามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นอํานาจของรัฐสภา ในที่ร่างมานั้นเป็นอํานาจของศาล กระผมมีเหตุผลดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ
เหตุผลข้อแรก ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าถ้าท่านประธานดูในวรรคหก ท่านประธานจะกลับไปดูกรรมาธิการก็ดีหรือทางรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยรัฐบาลนั้น ได้กําหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบการเจรจาและขั้นตอนวิธีการ เมื่อมีกฎหมายลักษณะนี้แล้วเพราะฉะนั้นความรอบคอบแล้วก็ท่านประธานต้องเข้าใจ ว่าเป็นอํานาจของฝ่ายบริหารในการที่จะเสนอกรอบเจรจาต่าง ๆ กระบวนการของ ฝ่ายบริหารทางคณะรัฐมนตรีก็ดีหรือทางรัฐบาลความรอบคอบส่วนนั้นมีค่อนข้างสูงอยู่แล้ว
ประการที่สอง เมื่อมีกฎหมายรองรับกระผมคิดว่าโอกาสที่จะมีปัญหา น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามกระผมมีเหตุผลชี้แจงว่าจําเป็นที่จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ให้ ความเห็นชอบ
ประการที่สาม ท่านประธานในการที่สนธิสัญญาก็ดีหรือเป็นองค์กรหลัก ในการที่กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหลักในการแก้ปัญหาเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ เมื่อมีปัญหา เท่าที่ผมรบกวนดูหลาย ๆ ประเทศนะครับท่านประธาน รู้สึกจะพบประเทศ เดียวมีปัญหาในการข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญคือประเทศโคลัมเบีย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ จะใช้ระบบสภาเป็นผู้ตัดสิน อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่กระผมคิดว่ามีความจําเป็นว่าสภาของเรา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัญหาควรจะให้ตัวแทนประชาชนเป็นผู้วินิจฉัย ประการที่สามที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจอยู่ ๓ ฝ่าย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายตุลาการ ถ้าท่านประธานจําได้ที่กระผมอภิปรายวาระที่หนึ่งนั้นกระผมบอกว่าเรียนต่อ ที่ประชุมว่า ณ วันนี้อํานาจตุลาการค่อนข้างจะมีมากกว่าอํานาจอื่น เพราะฉะนั้นการที่ให้ สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาดก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่สนับสนุนความคิดของกระผมที่กราบเรียน ท่านประธานว่าเพื่อให้อํานาจตุลาการไม่มีอํานาจสูงกว่าอํานาจอื่น
ประการที่สี่ ต้องการที่จะให้อํานาจตุลาการที่พวกเราเคารพนับถือค่อนข้างสูง นั้นบางเรื่องเมื่อตัดสินไปแล้วท่านประธานจะสังเกตเห็นว่าจะมีนักวิชาการบางส่วน ที่ไม่ยอมรับการตัดสินหรือมีความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นถ้าเราเลี่ยงได้เรื่องเหล่านี้เมื่อกี้ ผมกราบเรียนท่านประธาน สนธิสัญญากว่าจะผ่าน ครม. กว่าจะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ และผ่าน วุฒิสมาชิกหรือสมาชิกรัฐสภาแล้วผมคิดว่าความรอบคอบส่วนนี้น่าจะได้
ประการที่ห้า ผมกราบเรียนท่านประธาน เนื่องจากว่าในบทบัญญัติวรรคเจ็ดนั้น ไม่กําหนดเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะฉะนั้นบางทีความล่าช้าของการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญก็นําไปสู่ความเสียหาย เวลาเราทําความร่วมมือทางการค้ามีหลายประเทศ เขาลงนามไปแล้ว บางส่วนก็อาจจะค้างอยู่เฉพาะประเทศไทย เพราะฉะนั้นความล่าช้าเหล่านี้กว่าจะศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินนั้น ประเทศก็เสียโอกาส ทางเศรษฐกิจ กระผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภา ๖๐๐ กว่าคนนั้นน่าจะใช้วินิจฉัยชี้ขาดซึ่งทําให้เกิด ความรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์กับประชาชน ซึ่งผมคิดว่าการที่กระผม ขอแปรญัตติขอตัดว่า แทนที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความน่าจะให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาด
ประการต่อไป ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเหตุผลก็คือว่าหากมีการเสนอ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ถ้าเราลงนามไปแล้วท่านประธาน เพราะว่าไม่บอกขั้นตอนไหน ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีปัญหา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความซึ่งตรงข้ามกับที่เรา เห็นชอบไป รัฐบาลก็ไปลงนามไว้แล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็คือความน่าเชื่อถือ กรณีความ เสียหายที่จะเกิดการที่ลงนามไปแล้ว ผมคิดว่าจะเกิดความเสียหายมากกว่า แต่ถ้าสมาชิก รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยก็จะเสร็จไปทันที
ประการท้ายผมกราบเรียน กระผมลองเข้าไปดูสนธิสัญญาเวียนนา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาตรา ๔๖ กําหนดว่ารัฐจะอ้างความขัดข้องในการทําหนังสือสัญญาเพื่อไม่ให้ ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ว่าเราจะอ้างว่าเกิด ศาลรัฐธรรมนูญตีความสนธิสัญญาที่ผ่านรัฐสภาไปแล้วซึ่งตรงข้ามกัน และลงนามไปแล้ว สนธิสัญญาเวียนนา ค.ศ. ๑๙๖๙ นี้ ตามมาตรา ๔๖ ตามที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน ก็จะมีผลทันที จะมีผลก็คือหมายความว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทําไปนั้นเราจะเลิกปฏิบัติย่อมเป็นไป ไม่ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้ง ๕-๖-๗ ข้อนี้ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมมี ความจําเป็นที่จะแปรญัตติในวรรคเจ็ด เพื่อให้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นขอให้เป็นการวินิจฉัยของ รัฐสภานะครับ
ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ พวกเราโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภานี้จะได้มี ความตระหนักเห็นความสําคัญของสนธิสัญญา เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบก็ดีที่จะ เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่าสมาชิกต้องมีความรับผิดชอบในผลที่ได้วินิจฉัยไป ผมจึงเห็นว่าสมาชิก รัฐสภามีความจําเป็นที่จะต้องวินิจฉัยแทนที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ผมมีเหตุผลและก็คําชี้แจง กราบเรียนท่านประธานเพื่อประกอบการพิจารณา ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมและคณะได้มีการขอแปรญัตติในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. ก็คือ ตัวกระผมนะครับ ๒. ท่านเจริญ ภักดีวานิช จากจังหวัดพัทลุง ๓. ก็คือท่านนฤมล ศิริวัฒน์ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ๔. ท่านจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา จากจังหวัดชัยนาท และ ๕. ท่านศรีสกุล มั่นศิลป์ จากจังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานครับ ประเด็นหลักก็อยู่ที่เรื่องที่ท่านอาจารย์เจริญ ได้อภิปรายไปแล้ว เหตุผลของกระผมนั้นสอดคล้องต้องกัน เพียงแต่ว่าอยากจะขยาย ความสนับสนุนหรือเสริมโดยมี ๒ ข้อที่ผมถือว่าเป็นเหตุผลหลัก และอีก ๑ ข้อ เป็นข้อสังเกต และข้อพึงระวัง ท่านประธานครับ ประเด็นที่เราได้มีการขอแปรญัตติมาก็คือเรื่องของ วรรคท้ายสุด วรรคท้ายสุดนี้ทั้งในรัฐธรรมนูญเดิม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ กับที่รัฐบาลเสนอ เข้ามาใหม่นั้นตรงกันก็คือว่ามันยังไม่มีการแก้นะครับ ก็คือว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ท่านประธานครับ ในข้อนี้เหตุผลที่ผมอยากจะบอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนให้รัฐสภาเป็นคนที่ ทําให้เกิดความชัดเจนหรือปิดช่องโหว่ ก็เพราะอะไรครับท่านประธาน
ข้อแรก ก็คือวรรคท้ายสุดมันหมดความจําเป็นที่จะต้องเขียนไว้อย่างนั้น เหตุเพราะว่าในรัฐธรรมนูญเดิม ท่านประธานครับในวรรคสองได้เขียนไว้อย่างคลุมเครือและ ไม่ชัดเจน ผมไม่เสียเวลาในการไปอ่านในวรรคสองเดิมนะครับ ก็คือที่เขียนว่าสัญญาใด นั่นแหละครับ มันไม่มีความชัดเจน และเมื่อเราจะไปออกกฎหมายลูกก็ออกไม่ได้ เพราะว่า ในวรรคต่อมานะครับ ในวรรคที่ห้านั้น ไม่ได้ระบุคําว่า ประเภท เข้าไป อันนั้นรัฐธรรมนูญ เดิมครับ ปี ๒๕๕๐ คราวนี้ปรากฏว่าเมื่อมีการเสนอแก้เข้ามาใหม่ก็ได้มีการระบุว่าในกฎหมายลูกให้ระบุประเภท เข้าไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะมีเรื่องของขั้นตอนและวิธีการ ดังนั้นการทําให้วรรคสองเกิดความ ชัดเจน ท่านประธานครับ มันถูกทําไปแล้วจากร่างที่รัฐบาลเสนอและรัฐสภาให้ความ เห็นชอบ ดังนั้น ท่านประธานครับ มันจึงหมดความจําเป็นในการที่จะบอกว่า หากมีปัญหาให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั่นเป็นเหตุผลข้อที่ ๑ ของกระผม ท่านประธาน
เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า หากยังมีช่องโหว่ หรือเรายังมี ความไม่แน่นอนอยู่บ้างว่าความชัดเจนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญหาหรือประเด็นมีอยู่ว่า แล้วเราจะให้องค์กรใดเป็นคนพิจารณาหรืออุดช่องโหว่นั้น ท่านประธานครับ ไม่มีเหตุผลใด เช่นกันในการที่จะโยนภาระนี้ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐสภาก็ควรจะทําหน้าที่ในการ ที่จะทําให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ปิดช่องโหว่ที่อาจจะมีขึ้นมาได้ ท่านประธานครับ ในทาง ข้อเท็จจริงท่านประธานจะได้เห็นว่าเมื่อเรามีการพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ เวลารัฐบาล จะไปทําสัญญาหรือไปทําข้อตกลงใด ๆ แล้วเอาเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยในทาง หลักการนะครับ เพราะบางครั้งฝ่ายบริหารอย่างเดียวไม่พอครับ แต่รัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทน ของปวงชนชาวไทยจะต้องเป็นคนให้ความเห็นชอบหรือเป็นองค์กรให้ความเห็นชอบ หรือกระทั่งต้องโยนให้เจ้าของอํานาจของประเทศที่แท้จริงก็คือประชาชนได้แสดง ความคิดเห็นด้วย อันนี้เป็นหลักการที่ผมเห็นชอบมาตั้งแต่ต้น หลักการอันนี้ท่านประธานถ้า ต้องการจะปิดช่องโหว่ก็เช่นเดียวกันก็ควรจะให้รัฐสภานี้ละครับอุดช่องโหว่ หลายเรื่องที่ผม เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเสนอมามักจะให้เหตุผลว่ามีความจําเป็น เร่งด่วน ท่านประธานครับ บางครั้งท่านประธานจะได้มองเห็นว่ามีการเลื่อนวาระขึ้นมา เสมอ ๆ เป็นที่ถกเถียง และรัฐบาลก็บอกว่าจําเป็นเร่งด่วน จําเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ให้ความเห็น ชอบก็จะไปตกลงกันไม่ได้ เกิดความเสียหายกับบ้านเมือง ท่านประธานจะเห็นว่าในเรื่องของ เวลานั้นสําคัญมาก ดังนั้นถ้าหากว่าเรื่องความเร่งด่วนนั้นสําคัญมาก มีเหตุผลใดในการที่จะ ทําให้มันยืดเยื้อต่อไปโดยไม่จํากัดเวลาในการโยนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเล่าท่านประธาน อันนี้ เป็นเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผมคิดว่าการอุดช่องโหว่ก็ตาม การทําให้เกิดความชัดเจนก็ตาม จะต้อง ให้รัฐสภาแห่งนี้ครับ นี่เป็นเหตุผล ๒ ข้อหลักที่ผมอยากใช้เวลาไม่ให้มากนักกับท่านประธาน
ท่านประธานครับ ในส่วนสุดท้ายเป็นข้อสังเกตและข้อพึงระวังของผมซึ่งผม คิดว่าในมาตรานี้เราก็ควรจะต้องมีข้อสังเกตอย่างนี้ และในเรื่องอื่นก็ควรจะมีข้อสังเกต ข้อสังเกตของผมคืออะไรครับท่านประธานครับ ข้อสังเกตของผมก็คือเรื่องของอํานาจ ในการตีความ ท่านประธานครับเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารมาก อํานาจในการตีความ นักวิชาการหรือผู้คนทั่วโลกที่เขามีหลักการ เหตุผล เขาเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่ามีอํานาจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการตราหรือบัญญัติกฎหมาย ท่านประธานครับ ดังนั้นในหลายประเทศ ทั่วโลก ท่านประธานไปค้นสิครับว่าการตีความ โดยเฉพาะการตีความกฎหมายสูงสุด อย่างรัฐธรรมนูญเขาให้ใครตีความครับ ส่วนใหญ่เขาก็จะให้รัฐสภานี่ละตีความ เพราะอะไร ครับ เพราะว่ารัฐสภามาจากปวงชนชาวไทย ใช้อํานาจในการตรากฎหมายได้ และใช้อํานาจ ในการที่จะทําให้กฎหมายนั้นชัดเจนขึ้นมาได้ก็คือตีความ อาจจะมีบางประเทศ ท่านประธาน ครับ ที่เป็นประเทศประชาธิปไตยเขาอาจจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ท่านประธาน จะต้องไปดูนะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญที่เขาให้ตีความนั้นเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่มีที่มา และถูกตรวจสอบจากประชาชนหรือไม่ เขาชัดเจนครับ เขามีที่มาจากประชาชน หรือยึดโยง กับประชาชน และแน่นอนภายใต้หลักการใหญ่อีกข้อหนึ่งก็คือใครที่มีอํานาจ ผู้นั้นจะต้องถูก ตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ อาจจะรวมถึงศาลยุติธรรมหรือศาลฎีกานะครับ ไม่ถูกละเว้นในการเรียกต้องถูกตรวจสอบ เป็นไปตามหลักการว่าถ้าระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าอ้างเพื่อประชาชนนะครับ เพื่อประชาชนใครก็อ้างได้ หลักประกันในการที่จะบอกว่าทําเพื่อประชาชนคืออะไรครับ ก็คือเรื่องโดยประชาชนและของประชาชน เหมือนกับที่หลายคนบอกว่าเป้าหมายย่อมมี ความสําคัญเท่ากับวิธีการหรือมรรควิธี แล้วแต่ใครจะพูด หลักประกันว่าเป้าหมายเพื่อ ประชาชนจะบรรลุกระบวนการหรือวิธีการ จะต้องชัดเจนว่ามาจากประชาชนเช่นกัน ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศที่มีอํานาจตีความ ซึ่งผมย้ําว่ามีอํานาจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า การบัญญัติหรือตรากฎหมายบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศนั้น จะต้องมาจากประชาชน ที่จะต้องยึดโยง ท่านประธานครับ คําถามก็คือว่าแล้วประเทศไทยเราล่ะ ประเทศไทยเรา ไม่ได้เอาหลักการเป็นตัวตั้ง บ้านเมืองจึงวุ่นวาย บ้านเราเอาเรื่องบุคคลหรือความยอมรับ หรือความน่าเชื่อถือของบุคคลเป็นตัวตั้ง เช่น ใช้คําว่าคนดีหรือคนชั่ว บ้านเมืองจึงไม่ไปไหน ต่อไหนครับ นาย ก ทําผิดกฎหมายจราจร เปิดหน้าต่างกระจกดูเป็นผู้ทรงเกียรติ เป็น ส.ส. ส.ว. ข้าราชการระดับสูง นายทหารระดับสูง ตํารวจตะเบ๊ะปล่อยตัวไปเพราะไปดูที่บุคคล หรือดูที่ฐานะ แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ดูล่ะครับ ยึดหลัก ยึดกติกา ผิดเป็นผิดครับ ปัญหา ก็คือสังคมไทยเราไม่ได้สอนให้ยึดหลักหรือกติกา สอนให้ยึดหลักหรือกติกา หรือเคารพ กฎหมายเฉพาะในยามที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ดังนั้นท่านประธานครับ ต่อเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญผมบอกว่าผมไม่ได้ไปแตะต้องตัวบุคคลครับไม่ได้บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ของไทยในเชิงตัวบุคคลน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ ไม่ได้บอกว่าน่ายอมรับหรือไม่น่ายอมรับ ผมข้ามพ้นเรื่องนี้ไปครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญก็คือศาลรัฐธรรมนูญไทยมีที่มา และถูกตรวจสอบภายใต้หลักการประชาธิปไตยหรือไม่ ท่านประธานคงตระหนักเป็นอย่างดี ดังนั้นในเมื่อเราจะเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในมาตรา ๑๙๐ หรือในเรื่องอื่น ๆ ผมจึงต้องตั้งข้อสังเกตและข้อพึงระวังไว้ว่าจริง ๆ มันอาจจะขัดกับหลักประชาธิปไตยหรือไม่ และจริง ๆ อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตราอื่นที่ระบุว่าอํานาจของไทยนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย ตอนเขียนไว้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผู้ที่พยายามนะครับท่านประธาน อยากให้มีอํานาจ ที่ ๔ องค์กรอิสระหรือว่าที่มาจากศาล หรืออาจจะเรียกตุลาการภิวัฒน์ เขาพยายามนะครับ แต่ถึงที่สุดไม่มีการเขียนอํานาจที่ ๔ ไว้ เขียนในวรรคต่อมาเท่านั้นเอง แต่ไม่เท่ากับอํานาจ ที่ ๔ ก็คือไม่เท่ากับฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายบริหาร และฝ่ายศาล หรือฝ่ายที่ทําการพิพากษา ซึ่งสอดคล้องกันทั่วโลก ดังนั้น ข้อสังเกตและข้อพึงระวังของผม จึงต้องฝากท่านประธานและ สมาชิกรัฐสภาไปด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญคุณนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นความสําคัญที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญของเรานะคะ ดิฉันคิดว่ามาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นมาตรา ที่มีความสําคัญมากที่จะถ่วงดุลอํานาจของฝ่ายบริหาร อํานาจในการทําสัญญาหรืออํานาจ ในการให้ข้อตกลง ให้ความผูกพัน เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารแน่นอน แต่บางครั้ง จากประวัติศาสตร์เราพบว่าการใช้อํานาจเหล่านั้นเป็นการใช้อํานาจซึ่งอาจจะเกินเลย และสร้างความไม่ไว้วางใจให้กับทุกคนและประชาชนซึ่งเป็นเป็นเจ้าของอํานาจโดยแท้จริง เพราะฉะนั้นจึงมีการร่างกฎหมายในมาตรา ๑๙๐ ไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ร่างขึ้นมาก็ไม่ใช่ว่าจะสมบูรณ์เสียทั้งหมด บางครั้งก็ยังมีปัญหา ในเรื่องของการตีความ มาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราซึ่งมีปัญหาในการตีความมากทีเดียว พวกเราในฐานะที่เป็นวุฒิสมาชิกก็ได้พยายามศึกษา มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา โดยเฉพาะถึงกฎหมายซึ่งมีปัญหาในรัฐธรรมนูญของเรา มาตราซึ่งมีปัญหา มาตรา ๑๙๐ เป็น ๑ มาตรา ซึ่งถือว่ามีปัญหาที่ต้องมีการแก้ไข แล้วพวกเราก็ได้ดําเนินการมาแล้ว ในวาระแรก ดิฉันเห็นว่าเพื่อนสมาชิกที่มีความคิดคล้ายกัน คือท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ท่านสิริวัฒน์ ท่านจิตร์ธนา และท่านศรีสกุล และตัวดิฉันเองมีความเห็นหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้อํานาจแก่องค์กรใดองค์กรหนึ่งมากไปในการเข้ามาดําเนินการ ตัดสินในส่วนที่มีความสําคัญ โดยเฉพาะในวรรคสุดท้ายที่เพื่อนสมาชิกเพิ่งจะได้อภิปราย จบไป ก็คือเรื่องของอํานาจในการตัดสินวินิจฉัย หากมีความไม่ลงตัวหรือไม่สามารถ ตัดสินกันได้ ดิฉันไม่ต้องลงไปในรายละเอียดมากแล้วค่ะ เพราะว่าท่านสิริวัฒน์ และท่านอาจารย์เจริญได้ปูทางไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีตรงนี้เป็นประเด็นซึ่งจะเกิดปัญหาได้ ถามว่าเรากังวลไปก่อนหรือเปล่า เราไม่ได้กังวลไปก่อน ความเป็นจริงมันเกิดขึ้นมาแล้ว ปัญหาของการที่มีการอาศัยอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญตีความ เกิดปัญหาขึ้นมาดังเช่น ท่านอาจารย์จากฝ่ายค้าน ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ได้พูดไป อันนี้เป็นเรื่องจริง พวกเรา หลายคนมีความกังขากันว่าการตีความ การตัดสินความออกมาอย่างนั้นถูกต้องแล้วหรือ และไม่สามารถที่จะก้าวล่วงได้ อันนี้เป็นเรื่องที่พวกเราหนักใจทีเดียว ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการ ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ดิฉันได้มีโอกาสไปพบกับข้าราชการ โดยเฉพาะในกระทรวง การต่างประเทศ มีความกังวลใจมากว่าการดําเนินการใด ๆ ของกระทรวง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งกรมสนธิสัญญาต่าง ๆ ทําได้ยากมากเพราะขาดความมั่นใจ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร รัฐธรรมนูญบอกเอาเข้าไปศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่เมื่อตีความออกมาแล้ว ตัดสิน ออกมาแล้วก็ยังเป็นปัญหา ซึ่งทําให้พวกเราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี จึงมีความเห็นร่วมกับ เพื่อนสมาชิกหลายคนว่า น่าที่จะเป็นอํานาจของพวกเราเองที่จะตัดสินกันให้เบ็ดเสร็จ เด็ดขาดกัน ว่าถ้ามีปัญหานําเข้ามาสภาของเรา เราไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ที่จะ ใช้อํานาจตัดสิน เพราะที่นี่เป็นที่รวมของบรรดาของผู้ที่มีความรู้ และเป็นตัวแทน ของประชาชน มีนักกฎหมายมากมาย เราต้องเชื่อมั่นว่าสภานิติบัญญัติของเราเป็นหนึ่ง ในอํานาจ ซึ่งน่าจะมีความสมดุลและสามารถที่จะแก้ปัญหาของตัวเองได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันถึงคิดว่าอํานาจตรงนี้ควรจะอยู่กับเรา จึงได้สงวนคําแปรญัตติว่าเมื่อมีปัญหาให้ใช้รัฐสภา เป็นที่วินิจฉัยชี้ขาด และเมื่อมีการลงมติโดยใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ก็ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ดิฉันจึงขออนุญาตสงวนเอาไว้ แล้วก็ขออนุญาตอธิบายเหตุผล ในวันที่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการไม่สามารถทําได้เพราะยังป่วย และขณะนี้ก็ยังป่วย เพราะฉะนั้นก็ขอกล่าวโดยสั้น ๆ เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ขอสงวนคําแปรญัตติเกี่ยวกับเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งตามที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีการลงมติ รับหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาตรา ๑๙๐ นั้น ซึ่งข้อความที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอนั้น ตอนที่พวกเรา รับหลักการในวาระที่หนึ่งเป็นเนื้อหาซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการพิจารณาแนวทาง การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเป็นยกร่างฯ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนรวมกระทั่งผมด้วย ก็ไม่เห็นด้วยในยกร่างฯ ที่พวกเรารับหลักการ เป็นที่มาแห่งการมีการแปรญัตติถึง ๓๖ คน แต่ต้องขอขอบคุณนะครับ ซึ่งทางกรรมาธิการยกร่างก็ได้แปรญัตติกลับไปเป็นตามเนื้อหา ส่วนใหญ่ตามที่ผู้แปรญัตติเห็นด้วย แต่มองแล้วตามที่กรรมาธิการแปรกลับไปนั้นกลับไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เหมือนเดิมเลยครับ มีที่แตกต่างกันคือมีแค่ที่ผมอ่านนะครับ มีแค่วรรคห้า อย่างเดียวนอกนั้นเหมือนเดิมทั้งหมด ทั้งหมดมี ๖ วรรค แต่ว่าพอกรรมาธิการแก้ไปแก้มา เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เหมือนทั้งหมดเลย เปลี่ยนที่วรรคห้า วรรคเดียวคือเพิ่มข้อความในวรรคห้าที่บอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด อันนี้เพิ่ม คําว่า ประเภทกรอบการเจรจา เท่านั้น นอกนั้นเหมือนเดิม แล้วก็ขั้นตอนและวิธีการจัดทํา หนังสือสัญญา แล้วก็ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน และที่เพิ่มอีกอันหนึ่งคือว่า หรืองบประมาณของประเทศ แค่นี้ นอกนั้นเหมือนเดิมทั้งหมด ไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญที่เรา แก้ครั้งนี้เราทําอะไรกันอยู่ครับ เราว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาโดยเฉพาะมาตรา ๑๙๐ มีปัญหา แต่ทําไปทํามากรรมาธิการแก้กลับไปเหมือนกับมาตรา ๑๙๐ เดิมทั้งหมด เพียงแต่เพิ่ม ข้อความในวรรคห้าแค่ ๒ จุดเท่านั้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าการแก้ครั้งนั้นมีเพื่ออะไรนะครับ ซึ่งของเก่าก็ดีอยู่แล้วไม่รู้ว่าเอาเหล้าแถมเบียร์หรือเปล่านะครับ เพราะว่าเป็นข้ออ้างในการ แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และแถมด้วยมาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการ แก้ไขเขตการเลือกตั้งจากแบ่งเขตเรียงเบอร์เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว หรือการที่จะมาเพิ่ม จํานวนบัญชีสัดส่วนจาก ๘๐ เป็น ๑๒๕ หรือเป็นการลดจาก ๔๐๐ เหลือ ๓๗๕ นั้น หรือ เพราะว่าทําไปทํามา พออ่านแล้วมาตรา ๑๙๐ จริง ๆ ถ้าเกิดตามที่ยกร่างครั้งแรกผมว่า มีข้ออภิปรายเยอะ แต่ทําไปทํามากรรมาธิการแก้เหมือนมาตรา ๑๙๐ เหมือนเดิมทั้งหมดเลย ซึ่งก็เป็นข้อสังเกต แต่ดังนั้นเองก็ขอบคุณที่กรรมาธิการมีการเปลี่ยนแปลงตามที่เพื่อนสมาชิก มีการแก้ไข คงไม่มีการแปรญัตติอะไรมาก แต่ผมก็มีข้อเสนอแนะสักเล็กน้อย เนื่องจาก ข้อสังเกตอย่างที่กราบเรียนมาแล้วว่าคงไม่มีอะไรมาก เนื่องจากว่ากรรมาธิการได้แก้ไข ตามเดิมแล้วตามที่พวกเราได้แปรญัตติเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีข้อความสักเล็กน้อยที่แตกแยก แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะที่ผมเห็นนะครับว่าจริง ๆ แล้วสาระสําคัญตามมาตรา ๑๙๐ นั้น ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี มีสิ่งที่ดีและเป็นที่สําคัญอยู่แล้ว เพราะว่าการกระทําอะไรก็ตาม การที่ รัฐบาลเองจะทําความตกลงกับต่างประเทศก็ควรที่จะผ่านรัฐสภา รัฐสภาของเรานั้น เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยหลายภาคส่วน ถ้าเป็น ส.ส. ส.ว. จะเป็นทางพื้นที่ ทางสหกรณ์ หรือทางกลุ่มอาชีพนั้นเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วและทําให้ความรอบคอบยิ่งขึ้น แต่ผมขอฝากทางท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาลนะครับว่าปัญหามาตรา ๑๙๐ ที่ผ่านมา มันเกี่ยวเรื่องเวลาทั้งนั้น เวลาอันดับแรก
เรื่องแรก บอกว่าเร่งให้มีกฎหมาย อย่างเช่นตามมาตรา ๔ ที่บอกว่า ให้ดําเนินการจัดมีกฎหมายตามมาตรา ๑๖๐ แห่งรัฐธรรมนูญซึ่งแก้ไขภายใน ๑ ปี ประกาศใช้ ผมไม่แน่ใจว่าฉบับนี้จะให้เสร็จภายใน ๑ ปี ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราบอกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี แล้วถามว่าถ้า ๑ ปี ไม่เสร็จจะทําอย่างไร มีผลบังคับใช้หรือไม่ อย่าว่าแต่มาตรา ๑๙๐ เลย ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าให้เสร็จภายใน ๑ ปี ก็ไม่มีทําอะไร ถ้าเกิดไม่เสร็จแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นเองความชัดเจนถ้าเรามีกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ เรื่องมาตรา ๑๖๐ นั้นให้ชัดเจนว่าอะไรที่จะควรเข้าหรือไม่ควรเข้า บางเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เข้าทําให้เสียเวลาของรัฐสภาเพราะว่าภารกิจของเพื่อนสมาชิกรัฐสภานั้นหลายท่าน มีติดภารกิจเวลาก็ไม่มีเท่าที่ควร ดังนั้นเองถ้าเราจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่จะควร เข้าสภาถ้ามีกฎหมายลูกชัดเจนว่าควรเข้าก็เข้าประเภทสาระสําคัญ อะไรไม่ควรเข้าก็ให้ ฝ่ายบริหารสามารถตัดสินใจได้ทําให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น นี่คือประเด็นที่ ๑ ว่ากฎหมายลูก อย่าเขียนไว้ ๑ ปีเลยครับ ถ้าเขียน ๑ ปี ต่อให้เขียน ๖ เดือน หรือ ๓ เดือน ถ้ามีผลบังคับใช้ ก็เปล่าประโยชน์อยู่ที่ความจริงใจในการออกกฎหมายลูก เพราะรัฐธรรมนูญเองนั้น เราใช้เมื่อปี ๒๕๕๐ ปัจจุบันนี้ ๓ ปีกว่าแล้ว ยังไม่มีผลบังคับใช้ ยังไม่เสร็จเลยนะครับ ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลเองมีภารกิจอื่นมากมายหรือเปล่าทําให้เวลาในการออกกฎหมายลูก ไม่มี
ข้อที่ ๒ เรื่องเวลาที่บอกว่าทั้งกฎหมายทุกฉบับทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญเก่า หรือกฎหมายฉบับนี้บอกว่าระยะเวลาที่รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับ แต่รับเรื่อง หกสิบวัน ผมเห็นว่าวาระเราเรื่องรัฐสภาเรื่องพิจารณากรอบตามมาตรา ๑๖๐ ค้างอยู่หลายฉบับ บอกว่าให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญเก่า ๒๕๕๐ ก็ดี ให้สิทธิภายในหกสิบวันก็ระบุไว้ แม้กระทั่งการพิจารณาครั้งนี้ก็เขียนหกสิบวัน ไม่ทราบว่า ถ้าไม่หกสิบวันแล้วไม่เสร็จแล้วทําอะไร เรามีผลบังคับใช้หรือไม่ ผมว่าเรื่องเวลาเป็นสิ่งสําคัญ ถ้าเราสามารถทําให้เสร็จก็ทําให้ฝ่ายบริหารนี่สามารถวางแผนได้ว่าเจรจาเมื่อไร ถ้ารู้ว่าเสร็จ หกสิบวันแน่ ๆ เพราะว่าหกสิบวันมันก็ไม่นานเกินไป และก็ไม่เร็วเกินไป ดังนั้นเองถ้าเกิด ขอให้รัฐสภาของพวกเรามุ่งมั่นตั้งใจว่าทั้งกฎหมายลูกก็ดี แล้วเร่งรัดการพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวันที่แท้จริง อย่าให้มีการค้างวาระอยู่นี้อีกมากมายจะทําให้สามารถบริหาร การจัดการ ทําให้ทางรัฐบาลเองสามารถไปเจรจากับคู่กรณีได้ เพราะว่าต่อไปนั้น ยุคโลกาภิวัฒน์เราจะเป็นอาเซียน เราจะเป็นประชาคมอาเซียนซึ่งมีความตกลงอยู่มากมาย เราจะเป็นอาเซียนบวก ๓ หรือบวก ๖ หรือจะเป็นติดต่อกับเมืองโกซูหรืออียู (EU) หรือ รัสเซียอะไรต่าง ๆ ก็มีมากมาย ถ้าหกสิบวันเรามาเร่งรัดหรือกระทําให้เสร็จภายในหกสิบวัน ผมว่าปัญหาต่าง ๆ จะไม่มีอะไรคั่งค้าง ก็ไม่เป็นภาระ ดังนั้นเองข้อเสนอแนะซึ่งผมเองทั้ง ๒ ข้อถึงเรื่องการกฎหมายลูกให้แล้วเสร็จตามกําหนด ถ้าถามว่า ๑ ปีไม่เสร็จจะทําอย่างไร แล้วก็หกสิบวันนั้นขอให้เร่งรัด ผมว่าปัญหาต่าง ๆ ในการปฏิบัติในการควบคุมตาม มาตรา ๑๙๐ จะไม่มี ผมว่าเห็นด้วยในการเข้าสภา เพราะของเก่าดีอยู่แล้ว แต่ขอว่า พวกเราเองนั้นจะจริงใจในการตั้งใจในการให้กฎหมายหรือความตกลงนั้นผ่านสภาให้เสร็จ ภายในหกสิบวันหรือไม่ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๑๙๐ โดยดิฉันคิดว่ามาตรานี้มีความสําคัญ เพราะเป็นมาตราที่ตรวจสอบการทํางาน ของฝ่ายบริหาร ความเป็นจริงแล้วรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ดีแล้ว เพราะในที่สุด ก็กลับไปสู่ร่างเดิม เพียงแต่รัฐบาลเพิ่มประเภทของสัญญา กล่าวคือในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ เดิมนั้นถ้าดิฉันมิได้ล่วงเกินข้าราชการประจํา โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวง การต่างประเทศ ถ้าศึกษารัฐธรรมนูญให้ถ่องแท้ดิฉันว่าไม่ต้องมีอะไรแก้ไขเลยด้วยซ้ําไป แต่ด้วยเหตุที่การศึกษารัฐธรรมนูญนั้นยังไม่ถ่องแท้ ไม่เข้าใจก็เกิดทําให้กลัว ๆ กล้า ๆ ก็เข้า มาสู่รัฐสภาทุกเรื่องไป ทําให้เสียเวลา ทําให้คิดว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ นั้น ยุ่งยาก ทําให้การปฏิบัติหน้าที่ประจํานั้นชักช้าไม่ทันกับเงื่อนเวลาที่จะทําสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศ เกิดความเสียหาย เอาล่ะ เมื่อรัฐบาลคิดที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ดิฉันก็แปรญัตติกลับไปใช้ร่างเดิม ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็ได้กลับไปใช้ร่างเดิม เพียงแต่ เพิ่มประเภทของสัญญา ทีนี้เมื่อเพิ่มประเภทของสัญญาตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ดิฉันเห็นด้วยเพื่อให้มันกําหนดชัดเจน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ดิฉันขอที่จะบอกว่าการที่จะ กําหนดหรือเพิ่มประเภทของสัญญานั้นมิใช่เป็นอํานาจของฝ่ายบริหารแต่เพียงผู้เดียว โดยคิดว่าใส่ประเภทไป ๑๐ อย่าง ๒๐ อย่าง แล้วก็จบ แล้วเข้าสู่สภาหรือจะอะไรก็แล้วแต่ หรือท่านจะไปทําสัญญา คงไม่ใช่ หลังจากกําหนดประเภทแล้วต้องเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะให้อํานาจยังเป็นของรัฐสภา แต่ทางออกที่ดี ก่อนที่จะเข้าสู่รัฐสภา ดิฉันก็เสนอว่า ควรจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อที่จะศึกษาเนื้อหาสาระของสัญญานั้น ๆ แล้วก็เข้ามา สู่รัฐสภา มันจะง่ายขึ้น ไม่เยิ่นเย้อเสียเวลาเหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าแน่นอนดิฉันยืนหยัดว่าคงเป็นร่างเดิม เพียงแต่เห็นด้วยในการที่จะเพิ่ม กําหนดประเภทของสัญญา แล้วตามที่ดิฉันกล่าวว่าควรจะมีการประชุมร่วมกันสองสภา เพื่อหาข้อยุติแล้วเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านตวง อันทะไชย ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขอประทานอนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๙๐ นั้น มันมีที่มาซึ่งกรรมาธิการกําลังจะทําให้เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ ประเด็นคืออย่างนี้ ท่านประธานครับ ความจริงอย่างที่ผม ท่านประธาน ท่านสมาชิกได้ทราบตรงกันก็คือ หัวใจสําคัญของปัญหามาตรา ๑๙๐ ก็คือเราไม่อาจจะรู้ได้ว่าประเภทของสัญญาใดบ้าง ที่ควรจะเข้าสู่สภา หรือประเภทใดบ้างไม่ควรเข้าสู่สภา เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เดิมนั้นไม่ได้เขียนคําว่าประเภทเอาไว้ แล้วเราก็มาเถียงกันว่าประเภทเอฟทีเอ (FTA) ประเภทอาฟต้า (AFTA) หรือประเภทอื่นประเภทใดที่ควรจะเข้าสู่สภา หรือเราก็มีปัญหา ในรัฐธรรมนูญวรรคห้า ที่เถียงกันวันนี้ก็ยังไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าใครจะให้คําตอบ ๒ เรื่อง ด้วยกัน
ประการแรก ก็คือในวรรคห้าที่เขียนบอกว่า สัญญาที่กระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง คําถามของสภาเวลาพิจารณา คําถามของสังคม เวลาพิจารณา คําถามของคนที่เขาทําหน้าที่ในการเสนอ เขาก็ถามเหมือนกับเราว่า อย่างกว้างขวางนั้นมันคืออะไร ขอบเขตของความหมายอย่างกว้างขวางนั้นมันแค่ไหน มันอย่างไรต่อเศรษฐกิจกี่ร้อยล้านบาท กี่พันล้านบาทหรือกี่หมื่นล้านบาท
ประการที่สอง ที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็คือเรื่องของ ความหมายที่บอกว่ามีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ แล้วเราก็เถียงกัน ต่อไปว่า อย่างมีนัยสําคัญมันคืออะไร มันมีแค่ไหน ใครเป็นคนกําหนดกรอบอย่างมีนัยสําคัญ ประเภทสัญญาใดหรือรูปแบบข้อตกลงใดที่ไม่ได้เป็นความหมายอย่างมีนัยสําคัญ ปัญหาผม ก็คือว่าความจริงผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการในการแก้ไขร่างขึ้นมาใหม่ โดยกําหนดที่ผม แปรญัตติเอาไว้ท่านจะทํา ความจริงก็ไม่ได้ทําตามผมนะครับ ท่านก็มีแนวทางของท่าน ก็คือ ท่านไปกําหนดให้มันง่ายขึ้นในวรรคห้าว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท ขั้นตอนและวิธีการ อันนี้เป็นร่างเดิม แต่ท่านไปใช้ความหมายคําใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ที่ผมเห็นว่ากรรมาธิการต้องตอบต่อสภาให้ได้ก็คือ กรอบการเจรจา ซึ่งผมคิดว่านี่คือ ปัญหาใหม่ที่กรรมาธิการจะเพียรพยายามแก้ปัญหาเดิม ท่านกําลังจะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ต่อสภา สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาต่อคนที่เขาจะเสนอข้อตกลงเข้ามาสู่สภา สร้างปัญหาใหม่ เข้ามาสู่รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาสู่สภา มันคืออะไร ผมจะพาท่านประธานลองคลี่ไปดู เพียงผมถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ท่านได้ตีความหมายของคําว่า กรอบเจรจาเอาไว้อย่างไร แค่ไหน เพราะอย่าลืมนะครับพอเวลาท่านเขียนเป็น พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่หรือคนที่ทําข้อตกลงไม่อาจจะเขียนเกินกว่าที่กฎหมายนั้นได้ กรอบเจรจา มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กรอบเจรจามันเป็นเรื่องกระบวนการเจรจาที่จะต้องเป็นความลับ ท่านไปบังคับในกฎหมายว่า ท่านต้องเขียนเอาไว้อย่างนี้ ต้องเป็นรูปแบบนี้มันคืออะไร มันแค่ไหน กรอบของท่านมันกว้างแค่ไหน มันยาวแค่ไหน
ประการที่ ๒ ถ้ามันไม่เขียนเอาไว้ในร่างเดิม ก็คือไม่มีกรอบเจรจา มันมี ปัญหาอะไร ผมมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือจะมีปัญหาในการตีความในทางปฏิบัติ อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่า เราไม่อาจจะกําหนดกรอบล่วงหน้าเอาไว้ ว่าการเจรจาเรื่องนี้ต้องมีกรอบเท่านี้ เพราะในทางเจรจาแต่ละครั้งไม่เหมือนกันครับ ข้อตกลง ผมยกตัวอย่างเช่น ข้อตกลงว่าด้วยกาแฟ เจรจา ๓ ครั้ง กรอบจะไม่เหมือนกัน แล้วทําไมเราต้องนํากรอบเจรจาเหล่านั้นไปบังคับไว้ในกฎหมาย เขียนไว้เลยมีแพทเทิร์น (Pattern) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็มาให้สภา ท่านเอาเพียงประเภท ท่านเอาเพียงขั้นตอน และวิธีการทําสัญญานั้น มันพอแล้วครับ ท่านไม่ต้องลงลึกจนกระทั่งว่าคนทํางานไม่มีพื้นที่ ในการหายใจ คําถามผมก็คือว่า ประเด็นของกรอบเจรจาที่กรรมาธิการได้เพิ่มเติมมานั้น ท่านได้ถกคุยกันเรื่องนี้ประเด็นนี้หรือไม่อย่างไร ถ้าท่านคุยกันแล้วเจตนารมณ์ของ กรรมาธิการนั้นมันคืออะไร วันหนึ่งผมเชื่อแน่ว่าจะต้องมีประเด็นในการตีความ ประเทศไทย เราเป็นประเทศที่ชอบตีความครับ ถ้าเห็นต่างกันแล้วทําอะไรไม่ได้หรอกครับ ต้องมีคนมา เจรจา ต้องมีคนมาตีความแล้วจะยุติ วันนี้ปัญหาใหม่ของกรรมาธิการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือ ท่านกําลังสร้างปัญหาใหม่แทนปัญหาเดิม ว่าเจตนาของท่านมันคืออะไร มันได้ข้อยุติ หรือไม่
ประการที่ ๒ ท่านได้มองถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าหรือไม่ ว่าถ้าทําอย่างนี้มันก็จะเป็นปัญหาของคนทํางาน ของเจ้าหน้าที่ ของกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง เวลาเขาเขียนกรอบเจรจา เขาจะเขียนอย่างไร รูปแบบที่ถูกต้องมันคืออะไร เขียนแล้วทําอย่างไรไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย เขียนแล้วจะทําอย่างไรไม่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ
ประการสุดท้าย ผมมีคําถามไปยังกรรมาธิการว่า ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่เขาเขียน อยู่แล้วมันดี เดิมทีมันเขียนเอาไว้ไม่ต้องมีกรอบเจรจา มันเป็นพื้นที่ให้คนทํางานเขาได้มีพื้นที่ ในการหายใจ มันเป็นพื้นที่ของคนทํางานให้เขาได้นําเสนอ โดยที่ไม่ต้องมาบอกว่าเขาจะไป คุยเรื่องอะไร หรือกรณีท่านจะไปเจรจาเรื่องรถไฟกับจีนนี้นะครับ ท่านจะไปบอกต่อสภาแห่งนี้ หมดเลย เป็นกรอบหมดเลย ถ้านอกจากนี้เสนอต่อสภาไม่ได้ ถ้าเขียนเกินกฎหมายฉบับนี้ ทําไม่ได้ แล้วทําไมต้องไปเขียน แล้วจะให้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นต่อกรอบเจรจา ท่านก็มา อ้างว่า กรอบเจรจานี้เขียนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว เขียนตามบทบัญญัติของ กฎหมายประกอบที่จะเสนอขึ้นมา แล้วสภาไม่อาจจะเสนอความเห็นได้เกินกว่ากรอบที่ กฎหมายที่เขียนเอาไว้ ใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาใหม่ แล้วเป็นปัญหาใหญ่ที่เรา ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาที่เรามีอยู่เดิมได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน ถามไปยังกรรมาธิการ ถ้าท่านตอบประเด็นนี้ได้ก็ยินดีที่จะให้ผ่านครับ แต่ว่าถ้าตอบไม่ได้ ผมยืนยันต่อท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าไม่ได้เลยครับ มันก็จะเป็นปัญหาใหม่ เป็นปัญหาใหญ่ที่สภาแห่งนี้ ก็ไม่อาจที่จะแก้ปัญหาได้ ปัญหาเดิมยังมีครับ ท่านจะสร้างปัญหาใหม่เป็นลูกคลื่นใหม่เข้ามา ก็จะเป็นปัญหาต่อสภาต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคําแปรญัตติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นะครับ ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ขอแปรญัตติไว้ ๔ ประเด็น ใน ๒ ประเด็นแรกนั้นได้เสนอให้ มีการนําข้อความในรัฐธรรมนูญเดิมเรื่องนี้กลับมา ในเรื่องของการจัดทําหนังสือสัญญา เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเขตแดน เรื่องของเขตพื้นที่นอกอาณาเขตและเขตอํานาจ การกระทําหนังสือ ตลอดจนเรื่องของการออกพระราชบัญญัติ ซึ่งจะต้องรับฟังความเห็นของ ประชาชน แล้วเสนอกรอบการเจรจาให้กับรัฐสภาพิจารณาเช่นเดียวกับสัญญาในวรรคสามครับ
ในประเด็นที่ ๒ ก็คือขอให้เอาเรื่องของกรอบเวลา ๖๐ วันกลับมา ซึ่งทั้ง ๒ ประเด็นนั้นทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาแก้ไข แล้วก็นําเข้ามาอย่างเดิมแล้ว ต้องขอขอบคุณด้วยนะครับ แต่ส่วนอีก ๒ ประเด็นที่ผมขอแปรญัตติไว้เป็นประเด็นที่ผม คิดว่ามีความจําเป็นและมีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักการของการแก้ไขกฎหมาย ฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องของการกําหนดรายละเอียดประเภทของสัญญา แต่ข้อความในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งที่คณะกรรมาธิการแก้ไขแล้วไม่ได้บอกรายละเอียดของประเภทสัญญา ซึ่งรายละเอียดประเภทสัญญานั้นเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่าในการที่ ดําเนินการต่าง ๆ นั้นฝ่ายบริหารจะสามารถไปกําหนดกฎหมายได้เอง แล้วกําหนด รายละเอียด รวมทั้งประเด็นที่มีการพูดจาที่คณะกรรมาธิการได้แก้เมื่อสักครู่คือ จากกรอบเจรจาเป็นกรอบการเจรจา ซึ่งรายละเอียดนั้นจะทําให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติครับ ในสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าเนื่องจากอํานาจที่รัฐธรรมนูญให้ตามมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นอํานาจ ของรัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงได้ขอแปรญัตติเพิ่มข้อความที่ให้ทางรัฐบาลนั้นเสนอประเภทของ สัญญาที่จะมีการแก้ไขนั้นให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน ถ้าเผื่อก่อนที่จะทําร่างกฎหมาย ตามวรรคหกนะครับ ซึ่งในเรื่องนี้ผมอยากเรียนว่าเป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะว่าถ้ามีกฎหมายแล้ว ไม่ได้กําหนดรายละเอียดหรือขั้นตอนในการดําเนินการอย่างนี้ แล้วรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็เหมือนกับว่าทางรัฐสภาได้ออกกฎหมายในลักษณะที่เป็นเช็คเปล่าไม่ได้กําหนดรายละเอียด นะครับ ซึ่งอาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วเกิดปัญหาในเรื่องของ ความเห็นชอบที่มีการต้องแก้ไขภายหลัง นอกจากนั้นในประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าปัญหาในการ พิจารณาเรื่องของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทั้งปวงนั้นเกิดจากเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะรัฐบาลนั้นไม่ได้มีการกําหนดแผนงานที่ชัดเจน และรัฐมนตรีผู้ที่ชี้แจงนั้นอาจจะ ไม่ทราบรายละเอียด มีหลายครั้งที่เพื่อนสมาชิกได้มีการสอบถามรัฐมนตรีถึงรายละเอียด ในการปฏิบัติและกรอบการเจรจาแต่รัฐมนตรีไม่มีข้อมูลเพียงพอ ในเรื่องนี้กระผมจึงเสนอ ทางออกให้รัฐบาลเพื่อแก้ไขว่าควรจะมีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะต้องมีคณะกรรมาธิการ วิสามัญของรัฐสภาเพื่อพิจารณากลั่นกรองสาระของหนังสือในการทําสัญญากับต่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในเรื่องนี้จะช่วยให้การดําเนินงานของฝ่ายบริหารนั้นมีความ คล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เรามีข้อสงสัยว่า หนังสือสัญญาประเภทใดควรจะมีการดําเนินการผ่านรัฐสภาหรือไม่ ในเรื่องนี้ถ้ามี คณะกรรมาธิการชุดนี้และมีการหารือกันและถ้าเผื่อสมาชิกรัฐสภามีความสงสัยในประเด็นว่า จะต้องขอตีความก็สามารถจะดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ (๑) ได้ ซึ่งจะทําให้ การทํางานดีขึ้นและสิ่งที่สําคัญครับ รัฐบาลจะสามารถนําเจ้าหน้าที่ที่ชี้แจงมาชี้แจงให้กับ คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้และหาข้อยุติในเบื้องต้น เวลาในการดําเนินงานของรัฐสภา ที่จะต้องมาสอบถามไปมา แล้วก็การดําเนินการต่าง ๆ นั้นก็จะลดน้อยลง และที่สําคัญ ก็คือว่าในกรณีที่ข้อตกลงอะไรที่จะต้องเป็นความลับก็ได้มีการหารือในเบื้องต้นว่าควรจะมี การประชุมลับเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องของการดําเนินการ ที่มีความจําเป็นในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในรัฐสภานั้นจะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือ ไม่ระบุก็ตาม แต่อยากจะให้คณะกรรมาธิการพิจารณาว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ในการ บริหารให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านที่จะ แปรญัตติในประเด็นนี้ และผมคิดว่าขอความกรุณาทางคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาพิจารณา ในเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าถ้าสามารถทําได้นั้นจะเป็นการแก้ไขในรัฐธรรมนูญเลยหรือจะเป็น การดําเนินการในส่วนต่าง ๆ จะค่อยคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการพิจารณา มาตรา ๑๙๐ โดยความเห็นชอบของรัฐสภาไว้ได้มาก
ในประเด็นสุดท้าย ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในส่วนที่คณะกรรมาธิการ ได้แก้ถ้อยคําของวรรคห้าในเรื่องของเดิมที่เป็นกรอบเจรจามาเป็นกรอบการเจรจานั้นอาจจะ ทําให้เกิดปัญหาในอนาคตในการร่างกฎหมาย เพราะว่ากรอบเจรจานั้นจะเป็นภาพกว้าง ในการเจรจาครับ ซึ่งสามารถจะกําหนดเป็นกฎหมายได้ แต่ถ้าเป็นกรอบการเจรจานั้นจะต้อง ทําเฉพาะครั้งเฉพาะคราว ซึ่งน่าจะมีการพิจารณากันในขณะที่นําเข้ารัฐสภา หรือในกรณีที่มีการพูดจากันในกรรมาธิการ น่าจะช่วยให้ปัญหาในเรื่องของการออกกฎหมาย ที่จะมีข้อยุ่งยากนั้นลดน้อยลง เพราะฉะนั้นก็เลยเรียนเสนอเป็นประเด็นเพิ่มเติมว่า ถ้าคณะกรรมาธิการกรุณาพิจารณาในเรื่องที่ปรับแก้เพิ่มคําว่า การ เข้าไประหว่างกรอบการ เจรจานั้นลดลงมาให้เป็นตามเดิมคือกรอบเจรจาซึ่งจะช่วยให้การทํางานหรือการออก กฎหมายลูกที่จะต้องกําหนดภายใน ๑ ปีนั้นสําเร็จได้โดยง่าย ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านวันชัย แสงสุขเอี่ยม ครับ เชิญครับ ไม่อยู่ใช่ไหมครับ
(นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ท่านวันชัย แสงสุขเอี่ยม ไม่อยู่ ท่านวรินทร์ เทียมจรัส ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ที่รับ คําแปรญัตติของเรานะครับ และก็รับคําสงวนคําแปรญัตติของเรา สมาชิกผู้แปรญัตติ เพื่อให้โอกาสของเราทําหน้าที่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ทําหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยนะครับ โดยที่ท่านไม่ได้รวบรัดตัดตอนที่จะให้กฎหมายฉบับนี้จบไปเร็ว ๆ โดยไม่คํานึงถึงว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ เป็นบทบัญญัติที่มีมาแต่ กฎหมายรัฐธรรมนูญเดิมนะครับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ อยู่ในมาตรา ๒๒๔ ส่วน (๒) ถึง (๗) นี้เป็นวิวัฒนาการของวรรคสองในกฎหมายเดิม เป็นวิวัฒนาการของ กฎหมายปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ประกอบกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่เรียกว่า ซีวีดี (CVD) นะครับ และตอนนั้น มีการนําเอาเรื่องการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับนั้นไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วผมเป็นคน ไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญเองว่าสาระสําคัญของอนุสัญญา ฉบับนั้น เมื่อรัฐไทยได้เข้าเป็นภาคีในสัญญานั้นแล้ว รัฐไทยต้องกลับเข้ามาทําการแก้ไข กฎหมายภายในเพื่ออนุวัตตามให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศนั้น บทบัญญัติของ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองถึงวรรคเจ็ดนั้นเป็นคําอธิบายและเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ที่ทําการขยาย ออกมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ท่านประธานครับ ใจจริงส่วนลึก ๆ ของผมนั้นนะครับ ผมคิดว่าผมไม่อยากจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี้ เหตุผลสําคัญก็คือว่า มาตรา ๑๙๐ นั้น ในวรรคแรกเขียนไว้ชัดเจนนะครับ เป็นพระราชอํานาจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และวรรคต่อ ๆ มาก็ยังคงแนวคิดในเรื่องอํานาจอธิปไตยว่า เป็นของปวงชนชาวไทย มีการสะท้อนการใช้อํานาจโดยผ่านกระบวนการและองค์กรของรัฐ ตามระบอบประชาธิปไตยก็คือว่า ให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติตามกรอบความเห็นชอบและอํานาจ หน้าที่ที่กฎหมายให้อํานาจฝ่ายบริหารทําไว้โดยการกํากับดูแลและความเห็นชอบจาก รัฐสภา ถ้า ๒ องค์กรมีความเห็นแย้งและแตกต่างกัน หรือมีความเห็นในเรื่องการตีความ รัฐธรรมนูญแล้ว หรือตีความในเรื่องอํานาจแล้ว ก็ให้เอาอํานาจเรื่องนี้และความขัดแย้งนี้ไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่ามาตรา ๑๙๐ วรรคสองถึงวรรคเจ็ดนั้นได้ทรงเรื่องอํานาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยในมาตรา ๓ ไว้อย่างครบถ้วน นี่เป็นความงดงามนะครับ นี่เป็นความงดงามที่ผู้ร่างพยายามที่จะเก็บรักษาแนวความคิดเรื่องอํานาจอธิปไตยของรัฐไว้ ไม่ใช่พูดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบที่สภานี้ ถ้าอย่างนั้นรัฐสภาก็เป็นเผด็จการสิครับ เราไม่คํานึงถึงอํานาจอธิปไตยของประชาชน ถ้าจําเป็นต้องแก้นะครับ จําเป็นต้องแก้ ผมก็คิดว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ต้องไปสู่ กระบวนการลงประชามติของประชาชน เหตุผลเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดนะครับ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญและมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนแล้ว ประชาชนเขามีสิทธิที่จะ เลือกวิถีทางและการดําเนินชีวิตของเขา การกําเนิดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มาด้วยการ ลงประชามติ ใครจะอ้างว่าผมตกบันไดพลอยโจนให้ผ่านไปก่อน คงไมได้หรอกครับ ผมเอง คนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการผ่านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เนื่องจากบทบัญญัติเพียงไม่กี่มาตรา เท่านั้น แต่วันนี้เราได้ใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงประชามติเป็นอํานาจและเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้แล้ว ถามว่าถ้าวันนี้จําเป็น จะต้องแก้ล่ะครับ ผมมีข้อเสนออะไรไหม ผมก็คิดว่าในข้อเสนอคือกลับไปนะครับ ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อเคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และเพิ่มข้อความ เข้าไปในวรรคท้ายนะครับ โดยเพิ่มว่า ให้มีกฎหมายกําหนดกรอบประเภท ขั้นตอนในการ เจรจา การจัดทําสัญญา และให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการต้องปฏิบัติตามสัญญา หรือความตกลงในมาตรานี้อย่างเป็นธรรม นี่คือที่เราจะต้องทําก็คือทําแค่นี้เท่านั้นเอง เพื่อทําให้บทบัญญัตินั้นสมบูรณ์ขึ้น เพราะส่วนราชการไม่กล้าตัดสินใจ ก็ไม่เป็นไรก็เอากัน อย่างนี้ ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ ถามว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นถ้าจะไม่แก้ล่ะ มีวิธีการใช้อย่างไรนะครับ นี่เป็นเทคนิคในการใช้กฎหมาย ผมเห็นว่าอย่างนี้ ก็ใช้กระบวนการทางบริหาร นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะร้องขอ ท่านประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อขอความเห็นหรือคําปรึกษาในการบริหาร ราชการแผ่นดินในแต่ละเรื่องนั้น และเมื่อรัฐสภามีมติอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ก็ชอบที่จะ เอามติและความเห็นนั้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องตีความตามรัฐธรรมนูญ อธิบายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างบรรทัดฐานในการบริหารประเทศ ถามว่า มีความจําเป็นไหม มีความจําเป็นครับ ตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน ในส่วนหนึ่งต้องถามความเห็นชอบจากประชาชนเจ้าของอํานาจอธิปไตย แต่ในส่วนหนึ่ง ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายปกครอง กฎหมายปกครองนั้นจําเป็นต้องมี บรรทัดฐานและมีแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมาย และแนวทางในการปฏิบัติ ตามกฎหมายและการสร้างกฎหมายที่รวบรัดที่สุดก็คือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือสิ่งที่สามารถทําได้โดยใช้กลไกมาตรา ๑๙๐ นั้นให้อํานาจอยู่
ท้ายที่สุดถามว่าถ้าวันนี้ทุกฝ่ายจะร่วมกันนําพาประเทศนี้ไปด้วยความสํานึก ว่าทุกคนต้องมีจิตสาธารณะอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านรณรงค์มา ผมขอเพิ่มอีกอันหนึ่ง นะครับว่า เพิ่มไปว่าถ้าทุกคนนั้นมีอาชีวะปฏิญาณ คือมีความเคารพต่อการประกอบวิชาชีพ อาชีพของตนเองแล้วว่าตัวเองมีหน้าที่ทําอะไร ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญ ทุกกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญต้องทําหน้าที่ตีความ รัฐสภามีหน้าที่ พิจารณาให้คําปรึกษากับรัฐบาลก็ให้คําปรึกษากับรัฐบาล สิ่งนั้นถึงจะเกิดขึ้นและจะเกิด มรรคผลขึ้นมา ถามว่าตอนนี้ข้าราชการทําโดยความรู้สึกว่าสิ่งที่ทํานั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์สาธารณะแล้ว ผมก็คิดว่าทุกคนที่ทํานั้นจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ด้วยเหตุและผล ที่ได้กราบเรียนท่านประธานมาแล้วนะครับ ก็ขอนะครับท่านสมาชิก แห่งสภานี้ ผมคิดว่ามันไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะกลไก มาตรา ๑๙๐ เดิมนั้นสามารถจะแก้ปัญหาและนําพาประเทศนี้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ ขอบคุณครับ
เชิญคุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติสําหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า คําขอ แปรญัตติของผมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น ผมได้ขอแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น ๙ วรรคท่านประธานครับ แต่เนื่องจากว่าหลังจากที่ผมยื่นคําขอแปรญัตติไปแล้ว คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไขร่างที่เสนอใหม่โดยสอดคล้องกับสิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้ ทั้งหมด ตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคหก ขณะนี้สอดคล้องกับคําแปรญัตติของผมแล้ว ผมจึงไม่ติด ใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะขออภิปรายแสดงเหตุผลดังต่อไปนี้นั้น ก็จะเป็นการอภิปราย แสดงเหตุผลสําหรับคําขอแปรญัตติของผมในวรรคเจ็ด วรรคแปด และวรรคเก้า ก่อนอื่น ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราอ่านบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ ทั้งหมดแล้วนั้น เราจะเห็นภาพของบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ ตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ออกแบบไว้ ก็คือภาพของการถ่วงดุลอํานาจ ๓ ฝ่าย ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้นั้นก็เพื่อที่จะให้ท่านประธานได้เห็นว่าบทบัญญัติ ของมาตรา ๑๙๐ ได้ให้อํานาจฝ่ายบริหารไว้ในการที่จะเป็นผู้ที่ทําสนธิสัญญา ระหว่างประเทศให้เกิดความผูกพันระหว่างประเทศไทยกับรัฐต่างประเทศ แต่เนื่องจาก สนธิสัญญาบางประเภทนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย เพื่อให้เกิดความรอบครอบ มาตรา ๑๙๐ จึงได้ถูกออกแบบไว้ว่า เฉพาะสนธิสัญญาบางประเภท ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๕ ประเภทตามที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมจะขออนุญาตไม่ลง รายละเอียดเพราะเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านนั้นคงทราบดีอยู่แล้วว่า สนธิสัญญา ๕ ประเภทตามบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ มีอะไรบ้าง ทีนี้ถ้าสนธิสัญญาที่ฝ่ายบริหารจะไปทํา กับรัฐต่างประเทศนั้นเป็นสนธิสัญญา ๑ ใน ๕ ประเภทที่ถูกกําหนดไว้ในมาตรา ๑๙๐ แล้วนั้น ก็จะถูกถ่วงดุลโดยอํานาจที่สองคือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ เสียก่อน หลังจากนั้นฝ่ายบริหารจึงจะมีอํานาจไปทําสนธิสัญญาดังกล่าวได้
ประเด็นต่อมา ก็คือว่า หากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเห็นต่างกัน เกี่ยวกับการตีความว่าสนธิสัญญาประเภทใดบ้างเป็นประเภทที่ต้องเข้า ๑ ใน ๕ ประเภท ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตามกติกาที่ถูกออกแบบไว้ในมาตรา ๑๙๐ ในมาตรา ๑๙๐ เดิม ก็เขียนให้เป็นอํานาจของตุลาการคือศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ฉะนั้นเมื่อ ภาพรวมของมาตรา ๑๙๐ เป็นอย่างที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ท่านประธานจะเห็น ได้ว่ามาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่นําเอาอํานาจอธิปไตย ๓ ฝ่ายมาถ่วงดุลไว้ในเรื่องของการทํา สนธิสัญญาต่างประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงกราบเรียนว่าการที่รัฐบาลขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ รัฐบาลต้องไม่ทําให้เสียหลักการสําคัญของมาตรา ๑๙๐ ที่มีอยู่เดิม นั่นคือ หลักการของการถ่วงดุลอํานาจทั้ง ๓ ฝ่าย แต่เมื่อผมพิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐบาลได้เสนอ ต่อรัฐสภาแล้ว เห็นว่าการที่รัฐบาลได้ขอแก้ไขบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ โดยมีการเพิ่มเติม ถ้อยคํามานั้นจะทําให้เกิดการเสียหายถึงหลักการสําคัญที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไป ก็คือหลักการของการถ่วงดุลอํานาจ ๓ ฝ่าย เหตุผลที่ผมกราบเรียนอย่างนั้นก็เนื่องจากการที่ รัฐบาลไปเพิ่มเติมในข้อความของวรรคห้าโดยกําหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภทของสัญญา ถ้าเราเขียนอย่างนี้นั้นก็หมายความว่า ต่อไปดุลอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะเป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยเมื่อมีปัญหาการตีความว่า สนธิสัญญาใดเป็น สนธิสัญญาที่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๑๙๐ จะหายไปทันทีครับท่านประธานครับ หายไปเพราะเราไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายบริหารมีอํานาจในการออกกฎหมายกําหนด ประเภทสัญญาได้เอง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะหมายความว่าสนธิสัญญาประเภทใดที่ไม่ได้ถูกกําหนดในกฎหมายลูก ที่จะออกต่อไปในอนาคต ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สําเร็จ สนธิสัญญาที่ไม่ถูกกําหนด ประเภทในกฎหมายลูกนั้น ๆ ก็จะกลายเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เข้ากรอบของมาตรา ๑๙๐ เหมือนกับเรากําลังจะเซ็นชื่อในเช็คเปล่าให้กับฝ่ายบริหาร มีอํานาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการที่จะไปกําหนดประเภทสัญญาเอาเองได้ ถามว่าเราไว้วางใจรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน แล้วได้กี่ชุด กี่สมัย นี่คือความกังวลใจที่ผมมีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เปรียบเทียบ เรื่องนี้ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นภาพพจน์ได้ก็คือว่า ขณะนี้มีปัญหาฟ้องร้องกัน เกี่ยวกับการที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ได้ไปออกกําหนดประเภทกิจการรุนแรงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง ว่ามีเพียง ๑๑ ประเภท ที่จะต้องเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง เครือข่าย ภาคประชาชนเขายอมรับไม่ได้ท่านประธาน เขาก็ไปยื่นฟ้องกันที่ศาลปกครองครับว่า นอกเหนือจาก ๑๑ ประเภทแล้ว มันยังมีมากกว่านั้นที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการของ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ผมหยิบกรณีของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง มากราบเรียน ท่านประธานเพื่อเป็นอุทาหรณ์ผ่านไปยังรัฐบาลว่า แล้วถ้าเราผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกไปในลักษณะแบบนี้ คือในลักษณะที่ให้ฝ่ายบริหารเป็นคนไปกําหนดประเภทสัญญา ได้เอง ผ่านการออกกฎหมายลูก จะทําให้เกิดเหตุการณ์อย่างเดียวกับที่รัฐบาลไปกําหนด ประเภทกิจการตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง คือที่สุดแล้วสังคมยอมรับไม่ได้ ถ้าการกําหนดประเภทสัญญาของฝ่ายบริหารที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตไม่สอดคล้องกับ สภาพความเป็นจริง ก็จะต้องเกิดการต่อต้านเดินขบวนหรือฟ้องร้องเป็นคดีความบนศาล เหมือนกับที่เป็นอยู่ในการออกกฎหมายลูกตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลตรงนี้ผมจึงยังรับไม่ได้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายบริหารได้เสนอเข้ามา แต่อย่างไรก็ตามนั้นผมก็พยายามฟังเหตุผลของคณะกรรมาธิการ เหตุผลของฝ่ายบริหาร ที่พยายามชี้แจงว่าการที่จะต้องมีกฎหมายลูกมากําหนดประเภทสัญญานั้น เพื่อให้เกิด ความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเห็นใจและเข้าใจในประเด็นนี้ แต่ทําอย่างไร เราจะสื่อให้เข้าใจว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดให้ฝ่ายบริหารสามารถ ออกกฎหมายลูกมากําหนดประเภทสัญญาได้นั้น จะต้องไม่ใช่เป็นการให้อํานาจ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับฝ่ายบริหาร ถ้าท่านกรรมาธิการตั้งใจฟังผมอยู่ แล้วเดี๋ยวท่าน สามารถชี้แจงตอบข้อคําถามของผมได้ แล้วเรามีความเข้าใจตรงกันว่ากฎหมายลูกที่ท่าน จะขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมลงในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่จะนําไปสู่การกําหนดประเภท สัญญานั้น เป็นการกําหนดเพียงเบื้องต้นเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบริหารราชการ แผ่นดิน แต่ไม่ผูกมัดรัฐสภา ไม่ผูกมัดศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องเห็นตามฝ่ายบริหาร ผ่านกฎหมายลูกเช่นนั้น ผมจะยอมในการที่จะไม่ติดใจในคําสงวนคําแปรญัตติของผม ถ้าท่านยืนยันว่าเจตนารมณ์ในการออกกฎหมายลูกไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะทําให้ รัฐสภาและศาลเห็นต่างจากกฎหมายลูกนั้น ๆ ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมเองได้พยายามที่จะหาทางออกในประเด็นนี้ จึงได้ยื่นคําแปรญัตติโดยขอเพิ่มเติมถ้อยคํา เข้าไปเพื่อให้รองรับและสื่อให้เห็นว่ากฎหมายลูกที่จะออกมาในการกําหนดประเภทสัญญา ที่ปรากฏอยู่ในร่างขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นั้น ไม่ใช่บทบัญญัติเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมจึงใช้ถ้อยคําอย่างนี้ครับท่านประธาน ในวรรคห้าหรือวรรคเจ็ดในคําขอแปรญัตติของผม ใช้คําว่า เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรานี้ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภท ที่ผมใช้ถ้อยคําอย่างนี้ก็เพื่อที่จะสื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ว่า กฎหมายลูกที่จะออกมาในอนาคตเพื่อกําหนดประเภทสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ นั้นไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการที่จะไปปิดปากรัฐสภาหรือปิดกั้นความเห็นของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะเห็นต่างจากประเภทสัญญาที่ถูกกําหนดโดยกฎหมายลูกนี้ไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้เองนั้น ก็ได้กําหนดให้มีกฎหมายลูกที่จะต้องออก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็คือกฎหมายที่ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการ ในการพิจารณาสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ และกําหนดว่าต้องออกภายใน ๑ ปีนับจากรัฐบาล ชุดแรกแถลงนโยบายต่อรัฐสภาด้วยซ้ําไป แต่เป็นที่น่าเสียดายท่านประธานครับว่า เราผ่าน การใช้บังคับรัฐธรรมนูญนี้มา ๓ ปีเศษ มีรัฐบาลมาบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทย ๓-๔ ชุด แต่ว่าท่านไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะไปออกกฎหมายลูกมาบัญญัติเพื่อรองรับ กฎเกณฑ์และการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ แต่ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้ออกกฎหมายลูก ตามมาตรา ๑๙๐ เราก็มาด่วนแก้ไขกฎหมายแม่ ก็คือแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เสียเอง ทีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในกฎหมายลูกที่ถูก กําหนดให้ออกตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ นั้น เขาได้ขยายความอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ไว้ ดังนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะอ่านบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) สั้น ๆ อย่างนี้นะครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) เขียนไว้อย่างนี้ครับว่า กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า อย่างน้อยต้องมีรายละเอียด เกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่าง คณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ยังมีต่อไปแต่ผมอ่านแค่นี้พอท่านประธานครับ ที่ผมอ่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ให้กับท่านประธานฟังก็คือ ผมต้องการสื่อผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อให้ท่านมีความเข้าใจครับว่า ถ้าท่านยังไม่เคยอ่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ท่านกรุณาไปอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะเห็นเจตนารมณ์ ของมาตรา ๑๙๐ ชัดเจนเลยครับว่ามาตรา ๓๐๓ เขียนไว้ว่า ต้องมีหลักการเรื่องของ การถ่วงดุลอยู่ในกฎหมายลูกฉบับนี้ เพราะฉะนั้นมันจึงสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้พยายาม อภิปรายว่ากฎหมายลูกที่ท่านจะกําหนดประเภท ถ้าผมจะยอมท่านภายใต้เงื่อนไขที่ท่านยอม ยืนยันในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ว่ากฎหมายลูกนี้มีเจตนารมณ์เป็นเพียงการกําหนดประเภท สัญญาเบื้องต้นไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านจะเห็นเลยครับว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ ที่สื่อผ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ที่ยืนยันว่ามาตรา ๑๙๐ คือมาตราที่มีระบบถ่วงดุล ของรัฐสภาและฝ่ายบริหาร
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าผมได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมและสงวนคําแปรญัตติไว้ว่า ให้มีคณะกรรมาธิการรัฐสภาคณะหนึ่ง หรือหลายคณะเพื่อพิจารณาหนังสือสัญญาหรือกรอบการเจรจาตามวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ แล้วรายงานความเห็นต่อรัฐสภา โดยให้นําบทบัญญัติของมาตรา ๑๓๕ และมาตรา ๑๓๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ากระผม เล็งเห็นถึงปัญหาในการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องใช้ ๒ มาตรการควบคู่กับการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศก็คือ มาตรการความรวดเร็ว เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและผลประโยชน์ของประเทศ กับมาตรการความรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายของประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทําสนธิสัญญา ซึ่งถามว่าเราเคยมีประสบการณ์ในเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทําสนธิสัญญา ระหว่างประเทศไหม ตอบว่ามีแน่นอนครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากการทําสนธิสัญญา เรื่องเขตการค้าเสรีกับรัฐต่างประเทศบางประเทศ มีผลกระทบต่อเรื่องของผลผลิตทางด้าน การเกษตรภายในประเทศมากมาย แต่ในขณะเดียวกันบางเรื่องเราก็ต้องไม่ละเรื่องความ รวดเร็วเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ให้กับประเทศ ด้วยเหตุผลตรงนี้ผมจึงได้เสนอเพิ่มเติมเข้ามา เป็นวรรคท้ายว่า เพราะฉะนั้นควรที่จะมีคณะกรรมาธิการของรัฐสภาขึ้นมา จะคณะหนึ่ง หรือหลายคณะสุดแล้วแต่ท่านกรรมาธิการจะรับไว้พิจารณา ขึ้นมาทําหน้าที่ในการศึกษา สนธิสัญญาควบคู่กันไป ในการศึกษาสนธิสัญญาควบคู่กันไป ในขณะที่ฝ่ายบริหารเริ่มต้นมีแนวความคิดจะได้มา ปรึกษาหากับกรรมาธิการของรัฐสภาชุดนี้ แล้วคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็จะทําหน้าที่ในการ เสนอความคิดเห็นต่อสมาชิกรัฐสภาโดยรวมว่าควรที่จะเห็นชอบหรือไม่ควรให้ความเห็นชอบ ต่อสนธิสัญญานั้น ๆ เมื่อสนธิสัญญานั้น ๆ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ไม่ใช่เป็นอย่างที่ เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือฟังเฉพาะคําชี้แจงจากฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แล้วก็ เป็นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภาต้องไปตัดสินใจเอาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรูปแบบการจัดส่ง เอกสารให้กับสมาชิก รูปแบบการนัดประชุม บางทีมาได้รับเอกสารในห้องประชุมก็มี ถามว่า แล้วอย่างนั้นมันมีประโยชน์อะไรกับกระบวนการของมาตรา ๑๙๐ ที่ผู้ร่างเขาอุตส่าห์ ออกแบบโดยใช้ระบบถ่วงดุลอํานาจไปเขียนใส่ให้ครบอยู่ในมาตรา ๑๙๐ แต่ปฏิบัติจริง มันเหมือนพิธีกรรมอย่างหนึ่งครับ ตรงนี้คือความจริงที่เราต้องยอมรับว่าแล้วเราจะไปถึง ๒ มาตรการ คือมาตรการความรวดเร็วเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบของประเทศชาติ กับมาตรการป้องกันความเสียหายของประเทศชาติได้อย่างไร ถ้าวิธีการและรูปแบบในการ พิจารณาให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เรายังทําในลักษณะสุกเอาเผากินอยู่ เหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่ผมเสนอขึ้นมาเพื่อให้มีการจัดตั้งเป็น กรรมาธิการสามัญประจํารัฐสภา เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบ ศึกษา เนื้อหา รายละเอียดของ สนธิสัญญาก็จะมาแก้ไขปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียน อย่างน้อยที่สุดแก้ไขปัญหาเรื่องสุกเอา เผากินในวิธีการให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาของรัฐสภาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้ ทั้งหมดคือ เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการต่อข้อสงวนคําแปรญัตติของ ผมที่ได้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของการที่จะแก้ไขให้มีการ ออกกฎหมายลูกว่าด้วยการกําหนดประเภทสัญญาว่ากฎหมายลูกนั้นจะต้องไม่เป็นการให้ อํานาจฝ่ายบริหารเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยการเพิ่มข้อความว่า เป็นกฎหมายที่ออกเพื่อส่งเสริม การปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรานี้
และประเด็นสุดท้ายที่เป็นข้อสงวนของกระผมก็คือ การแปรญัตติเพิ่มเติม ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจํารัฐสภาเพื่อศึกษาสนธิสัญญาที่จะเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญท่านดิเรกครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ มาตรา ๑๙๐ นั้น ผมไม่ติดใจแล้วก็ถอนไปแล้ว ผมยังคงเหลืออยู่มาตรา ๙๓ กับมาตรา ๙๘ เท่านั้นครับ กราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบครับ
ต่อไปเชิญท่านสุพจน์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดตราด ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผมขอเสนอคําแปรญัตติไว้ ในส่วนของวรรคสามเดิม ของร่างเดิมตามที่รัฐบาลได้เสนอเข้าสู่สภา ทางคณะกรรมาธิการเองได้แก้ไขนําวรรคสาม ไปรวมอยู่ในวรรคสองในร่างของคณะกรรมาธิการใหม่ ซึ่งก็ตรงกับร่างของท่านสมาชิก หลาย ๆ ท่านได้เสนอคําแปรญัตติไว้ รวมทั้งกระผมด้วยนะครับ ตรงวรรคสอง วรรคสามเดิม รวมกับวรรคสองนั้นผมก็ไม่ติดใจ ผมเองมีอยู่วรรคห้าร่างของคณะกรรมาธิการที่เขียนไว้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งกระผมเองได้สงวนคําแปรญัตติไว้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือ สัญญาตามวรรคสอง ซึ่งจะเห็นว่าตามร่างของคณะกรรมาธิการนี้ได้พูดเพียงในท่อนท้าย ของวรรคสองเท่านั้นเอง ซึ่งในวรรคสองตามร่างของคณะกรรมาธิการนี้จะมีอยู่ว่า หนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งตามร่างของคณะกรรมาธิการนี้ได้นําเฉพาะ เพียงท่อนที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งตามคําแปรญัตติของผมนี้ได้รวม ตั้งแต่ตอนต้นของวรรคสอง ซึ่งกระผมเองมีเจตนาว่าเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ที่เสนอเข้าสู่รัฐสภาครั้งนี้ ต้องการจะแก้ปัญหาในความไม่ชัดเจนของหนังสือสัญญา ประเภทใด ชนิดใดหรือกรอบเจรจาใดที่จะต้องเข้าสู่สภา เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วผมเอง มีความเห็นว่าก็เมื่อเราจะกําหนดประเภทหนังสือสัญญาแล้ว หรือกรอบเจรจา หรือขั้นตอน วิธีการแล้ว ก็น่าจะกําหนดหนังสือสัญญาทั้งหมดเพื่อจะได้ชัดเจนลงไป เพราะว่า ในข้อเท็จจริงในปัจจุบันการทํางานของสภา มีร่างข้อตกลงต่าง ๆ ค้างอยู่ในสภาเป็น จํานวนมากซึ่งไม่สามารถจะพิจารณาได้ทัน แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีความมั่นใจว่า หนังสือสัญญาใดที่เข้ามาตรา ๑๙๐ จะต้องนําเสนอสู่รัฐสภาหรือไม่ เพราะฉะนั้นเองเมื่อจะ แก้แล้วนะครับ ผมมองเห็นว่าก็กําหนดหนังสือสัญญาทุก ๆ ประเภทเลยอยู่ในวรรคห้า เพื่อจะได้ชัดเจนว่าหนังสือสัญญาใดจะต้องเข้าสู่สภา จะได้ไม่มีการลักลั่นนะครับ เอาเฉพาะ หนังสือสัญญาที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมี ผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญเข้ามาสู่สภา แต่หนังสือสัญญาอื่นที่กําหนดไว้ตอนต้นในวรรคสอง ไม่ได้กําหนดไว้ ผมเองมีความเห็นว่า ก็กําหนดไว้ให้ชัดเจนเลยนะครับ ซึ่งในส่วนอื่น ๆ ผมก็เห็นว่าทางคณะกรรมาธิการก็ได้ มีการแก้ไขตามร่างที่ได้นําเสนอไปแล้ว ผมเองผมก็ไม่ติดใจ ติดใจในวรรคห้าที่ได้อภิปราย ไปนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญท่านประเสริฐ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติมาตรา ๑๙๐ เอาไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การที่จะกําหนดให้ร่างสนธิสัญญาต่าง ๆ ในร่างของรัฐบาลเดิมนั้นได้กําหนดเอาไว้ ในวรรคสองและวรรคสาม ซึ่งในส่วนของวรรคสองและวรรคสามก็ได้แยกกันไว้ โดยที่ วรรคสามซึ่งไปเกี่ยวข้องกับสังคมและเศรษฐกิจนั้น ถึงจะนําเข้ามาพิจารณาแล้วก็มีการรับฟัง ความเห็นและประชาพิจารณ์ต่าง ๆ แต่ว่าผมได้ขอแปรญัตติว่าวรรคสองกับวรรคสาม ซึ่งวรรคสองนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคง และวรรคสามเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และสังคมไม่ควรที่จะแยกส่วนกัน ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณาปรับแก้ ให้ตามที่ผมได้ขอแปรญัตติไป เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็ไม่ติดใจนะครับ แต่มี อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมได้ขอแปรญัตติไว้ก็คือผมมีความเห็นว่าในการที่จะให้นําเอาหนังสือ สัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ นําเข้าพิจารณาในที่ประชุมของรัฐสภานั้น ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะ ได้มีการกลั่นกรอง ควรที่จะได้มีผู้มาช่วยดูเพื่อจะได้ให้ข้อคิดเห็น ตรวจสอบเนื้อหาสาระความถูกต้องชัดเจน ความได้เปรียบ เสียเปรียบหรืออะไรต่อมิอะไร ต่าง ๆ เป็นการกลั่นกรองชั้นหนึ่งก่อนที่จะนําเข้ามาสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา จึงได้ มีการขอแปรญัตติให้มีการกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภา คณะหนึ่งหรืออาจจะหลายคณะ เพื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของหนังสือสัญญาตามวรรคสอง วรรคสองในความหมายนี้ก็คือ การรวมเอาวรรคสองเดิมกับวรรคสามเดิมมารวมกันเป็น วรรคเดียวกัน ให้พิจารณาเนื้อหาสาระของหนังสือสัญญาตามวรรคสองและ การดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากในรัฐธรรมนูญในร่างเดิมก็ตาม และแม้แต่กระทั่ง ในร่างที่คณะกรรมาธิการได้ปรับแก้ใหม่แล้ว ก็ได้กําหนดว่าจะต้องมีการดําเนินงานของ คณะรัฐมนตรีในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าการเยียวยา การที่จะต้องไปดูแลผู้ที่ถูกกระทบนะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะนําเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาพิจารณาในรัฐสภา ควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้มีคณะกรรมาธิการของรัฐสภาขึ้นมา ๑ คณะหรืออาจจะหลายคณะมาทําหน้าที่ในการ ตรวจสอบให้ข้อคิดเห็นให้ประเด็นต่าง ๆ ให้เกิดความชัดเจน สาเหตุที่ผมนําเสนอเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่าในการที่มีเรื่องเข้ามาในรัฐสภาเพื่อพิจารณานั้น หลายครั้งหลายโอกาส หรือบ่อยครั้งบ่อยโอกาสที่ร่างหนังสือสัญญาเหล่านั้นเข้ามาถึงสมาชิกของรัฐสภาในเวลาที่ จํากัดมาก ผู้อยู่ต่างจังหวัดบางทีเราไม่ได้รับเอกสารเลย มาถึงก็ต้องมาเจอเอกสาร ในที่ประชุม หนังสือเอกสาร หนังสือเชิญ อาจจะส่งไปตามเวลาที่กําหนดไว้ในข้อกําหนด ในระเบียบข้อบังคับก็จริงอยู่ แต่ว่าเมื่อไปถึงยังพวกเราสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ต่างจังหวัด มักจะ ถึงไปหลังจากที่เรามาถึงกรุงเทพฯ แล้ว เพราะแต่ละคนไม่ได้มีภารกิจเฉพาะวันมาประชุม รัฐสภา จะมีภารกิจอื่น ๆ ประชุมคณะกรรมาธิการและอะไรต่ออะไรต่าง ๆ มากมาย ต้องมา กันล่วงหน้า เพราะฉะนั้นเอกสารต่าง ๆ ที่เราจะพึงเห็นนะครับ ที่จะพิจารณาได้ ที่จะอ่านได้ ก็คือมานั่งอ่านกันตอนที่หลังจากเซ็นชื่อและรับเอกสารหรือเดินมาที่โต๊ะ มาที่โต๊ะประชุม แล้วเห็นเอกสารแล้วก็รีบเปิดอ่านกัน เพราะฉะนั้นความที่จะสามารถลงรายละเอียด ศึกษา รายละเอียดหรือข้อที่เป็นประเด็นปลีกย่อย แม้กระทั่งสาระสําคัญก็เถอะ ในบางครั้งหรือ ในหลายโอกาสเลยก็แล้วแต่ เราแทบจะไม่ได้มีโอกาสทําเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้นการที่มี คณะกรรมาธิการขึ้นมาดูแลกลั่นกรอง สรุปข้อประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเชิงเนื้อหาสาระ ทั้งประเด็นที่อาจจะเป็นข้อปลีกย่อย ประเด็นที่พึงต้องระวัง ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ หรือ อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้ ได้ประกอบการ ตัดสินใจด้วยเวลาอันจํากัด เวลาที่แทบจะไม่ได้อ่านเอกสารเลย ผมคิดว่าตรงนี้มีประโยชน์ มากนะครับ และอีกอย่างหนึ่งคณะกรรมาธิการที่เราตั้งขึ้นมาแน่นอน เขาจะได้ไปศึกษา เรื่องนี้อย่างละเอียดได้ มากกว่าพวกเรา ซึ่งได้รับเอกสารแล้วก็นั่งอ่านกันในห้องประชุมเลย เพราะฉะนั้นผมถึงเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาของเรานั้นไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ แล้วรับเอกสารหนังสือได้ทันก่อนที่จะเข้าประชุม ส่วนใหญ่ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ต่างจังหวัด ผมคิดว่าตรงนี้เองจะได้ช่วยให้พวกเรา ทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ ก็ตามหรือทั้งที่ โดยเฉพาะที่มาจากต่างจังหวัดได้รับฟังข้อคิดเห็นจากคณะกรรมาธิการนะครับ ซึ่งสมาชิก รัฐสภาก่อน ๒-๓ ท่านที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะท่านสุรชัย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ได้ชี้ให้เห็นความสําคัญของเรื่องนี้ไปแล้วว่าควรจะได้มีคณะกรรมาธิการขึ้นมาช่วยดู กระผม ถึงได้ขอแปรญัตติ และเมื่อสิ่งที่ขอแปรญัตติไปนั้น ไม่ได้รับการพิจารณา คณะกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วย ผมถึงต้องขอสงวนคําแปรญัตตินี้และยังยืนยันที่อยากจะขอให้มีคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ อาจจะเป็นชุดหนึ่งหรือหลายชุด แน่นอนหนังสือสัญญาอาจจะเข้ามาหลากหลาย ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็มากมาย อาจจะไม่ใช่มีเพียง คณะหนึ่ง แต่อาจจะมีสักจํานวนหนึ่ง สักจํานวน ๒-๓-๔ คณะ เพื่อแบ่งกันไปดูในเนื้อหา สาระสําคัญในด้านนั้น ๆ ไม่ว่าในเรื่องของการค้า ในเรื่องของทรัพยากรหรือในเรื่องสิทธิประโยชน์อื่น ๆ แบ่งกันไปดู คณะกรรมาธิการชุดใดมีความถนัดในเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือเรื่องที่ใกล้เคียงในเรื่องนั้น ๆ ก็จะได้ไปดูไปแบ่งกันดูได้ แล้วคณะกรรมาธิการจะได้นําเรื่องนั้นมารายงานต่อรัฐสภาก่อนที่ สมาชิกรัฐสภา จะได้พิจารณาจะอภิปรายเพิ่มเติมหรือจะมีการลงมติใด ๆ ผมคิดว่า อันนี้จะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งนะครับ การที่อยู่ ๆ สาระสําคัญของสนธิสัญญาต่าง ๆ เข้ามาในสภา แล้วมากันแบบดิบ ๆ เลย ผมคิดว่าเป็นอันตรายและไม่เป็นประโยชน์ กับประเทศ เพราะฉะนั้นอยากจะขอว่าคณะกรรมาธิการอยากจะให้ลองช่วยพิจารณาเรื่องนี้ ดูอีกสักโอกาสหนึ่ง จริงอยู่ครับการที่จะต้องมอบให้คณะกรรมาธิการ คือการที่จะให้มี คณะกรรมาธิการและให้คณะกรรมาธิการต้องไปดูเรื่องนี้อาจจะต้องมีเวลาเพิ่มขึ้น แต่การมี เวลาเพิ่มขึ้นแล้วมันเป็นประโยชน์ถามว่ามันเสียหายไหม กับการที่เราไม่ได้ดูให้ละเอียด รอบคอบ แล้วพยายามบอกว่าต้องรีบผ่าน รีบผ่าน รีบผ่าน ซึ่งมักจะเป็นเช่นนี้ รัฐบาลก็ส่ง เรื่องมาช้า ช้าแล้วก็บอกว่าต้องรีบผ่านเพราะกําลังจะไปเจรจากําลังจะลงนามกันวันพรุ่งนี้แล้ว ผมคิดว่ามันเกิดความเสียหาย ประเทศชาติได้รับความเสียหายโอกาสเสียเปรียบเรามีนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อความรอบคอบการมีเวลาเพิ่มขึ้น การให้มีกรรมาธิการไปช่วยดู ผมคิดว่า ประเทศชาติมีแต่ได้กับได้ แล้วสมาชิกรัฐสภาเองก็ได้ มีการตัดสินใจที่มั่นใจขึ้น เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขอว่าหากเป็นไปได้ ขอให้ท่านคณะกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณาประเด็นที่ผม และสมาชิกรัฐสภาอีกจํานวนหนึ่ง ทั้งส่วนของ ส.ส. ซึ่งขออภัย ที่เอ่ยนามทราบว่ามีอยู่ ๒ ท่านได้แปรญัตติในเรื่องนี้ คือท่านนิพนธ์กับท่านพีรพันธุ์ แล้วก็มี ส.ว. อีกจํานวนหนึ่ง ที่ต้องการเห็นการมีคณะกรรมาธิการชุดนี้เพื่อมาทําหน้าที่และจะทําให้อนุสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เข้ามานะครับด้วยเวลาอันจํากัดของพวกเรา ส.ว. บ้านนอกทั้งหลายอย่างผมเป็นต้น เราจะได้มีเวลาสั้น ๆ ตรงนั้นได้ดู แล้วคณะกรรมาธิการก็ไปดูมาแล้วเป็นอย่างไร แทนที่จะ มานั่งดูกันดิบ ๆ เลยอะไรเลยในเวลาอันจํากัด เพราะมาเห็นเอกสารเอาตอนที่จะเริ่มประชุม ย้ําอีกทีหนึ่งนะครับว่าท่านส่งเอกสารไปให้พวกเราต่างจังหวัดตามเวลาจริงทันเวลาจริง ส่งอีเอ็มเอส (EMS) แต่ส่วนใหญ่แล้วเอกสารนั้นไปถึงหลังจากที่เราออกเดินทางมาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นประโยชน์ ก็อยากจะขอฝาก แล้วก็ขอยืนยัน ที่อยากจะให้มี การบรรจุในเรื่องของการมีการตั้งคณะกรรมาธิการเอาไว้ในรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะแก้กันนี้ ขอขอบคุณมากครับ
ต่อไปเชิญท่านสุรจิตครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว. สมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ คือความจริงแล้วผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นี้ครับ เพราะเห็นว่า เขียนไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ว่าเมื่อแพ้โหวตก็ต้องมาหาทางแก้ไขในขั้นแปรญัตตินะครับ แต่ผลที่สุดแล้วกรรมาธิการร่วมสองสภาก็ได้แก้ไขไปจนแถบจะเหมือนเดิมแล้วนะครับ ซึ่งในส่วนนั้นผมก็ยอมรับ คงเหลือแต่ข้อเสนอแปรญัตติเพิ่มเติมอีกสองวรรคท้ายนะครับ ด้วยความกลุ้มใจหนักใจจริง ๆ ก็คือผมเสนอว่าให้มีคณะกรรมาธิการรัฐสภา ๑ คณะ คณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของหนังสือสัญญาตามวรรคสอง และการดําเนินงานของคณะรัฐมนตรี รวมทั้งกรอบการเจรจาตามวรรคสาม แล้วรายงาน ความเห็นต่อรัฐสภาโดยให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๓๕ และมาตรา ๑๓๗ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม การพิจารณาและการรายงานความเห็นของคณะกรรมาธิการจะต้อง ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันได้รับเรื่องดังกล่าวครับ นี่คือข้อความ ที่กระผมขอเพิ่มเติมขึ้นนะครับ แต่คณะกรรมาธิการก็ใจดํานะครับไม่เห็นด้วย ส่วนข้อความ ในวรรคสุดท้ายที่กระผมขอเพิ่มว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง และวรรคสาม รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันนับ นับแต่วันที่รับรายงานจากคณะกรรมาธิการตามวรรคก่อน ความในวรรคนี้กรรมาธิการ ได้นําไปใส่ไว้ท้ายวรรคสองแล้วนะครับ จึงคงเหลือประเด็นเดียวนะครับ ที่กระผมเสนอให้มี คณะกรรมาธิการประจําของรัฐสภา เพื่อทําหน้าที่พิจารณาเนื้อหาสาระประเภทหนังสือ สัญญาตามวรรคสอง แล้วรายงานต่อสภานะครับ โดยกระผมขอชี้แจงเหตุผลความจําเป็น ดังนี้นะครับ ก็คือเดิมปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ในการเจรจาและทํา หนังสือสัญญากับต่างประเทศเป็นปัญหาก็เพราะว่ารัฐบาลแรกหลังเลือกตั้งทั่วไปมิได้ ดําเนินการเสนอร่างกฎหมายลูกภายใน ๑ ปี ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดนะครับ ทําให้ ฝ่ายบริหารมีเครื่องมือในการทํางานไม่ครบถ้วน แล้วภาระทั้งหลายนั้นก็เลยตกมาอยู่กับ รัฐสภาที่จะต้องพิจารณาเอกสารเป็นตั้ง ๆ ในเวลาล่วงหน้าเพียง ๒-๓ วัน เพราะรัฐบาล ไม่แน่ใจในกรอบขอบเขตว่าจะเข้าข่ายหรือไม่นะครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันนั้นรัฐสภาเอง ก็ไม่ได้สร้างเครื่องมือกลไกรองรับที่จะช่วยในการทําการศึกษากลั่นกรองก่อนการพิจารณา ก็คือไม่มีคณะกรรมาธิการประจําทําการศึกษาตรวจสอบให้เห็นข้อเท็จจริง ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะเบื้องต้นมาก่อนนะครับ ก็เลยเกิดสภาวะที่มีแต่เรื่องเร่งด่วนอย่างที่ท่านอาจารย์ ประเสริฐได้กล่าวไว้เมื่อกี้นี้นะครับ ในขณะที่เรามีการเจรจาทําหนังสือสัญญา มีกรอบเจรจา อยู่ตลอดทั้งปีนะครับ ซึ่งมีเนื้อหามีเทคนิควิธีปฏิบัติเฉพาะเรื่องเฉพาะทางมากมายนะครับ ผมจะขอยกตัวอย่างบทเรียนจากการเจรจาการค้า เปิดการค้าเสรีอาเซียนญี่ปุ่นนะครับ เอกสารส่งมาหนาศอกหนึ่ง ไส้ในเป็นบัญชีรายชื่อประเภทสินค้าเป็นหมื่นรายการนะครับ แล้วก็เป็นภาษาอังกฤษ มีปัญหาทางถ้อยคําเทคนิคมากมายนะครับ เช่น การค้า เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว จริง ๆ แล้วมันเป็นสินค้าหรือเป็นขยะ ที่ประเทศพัฒนาแล้ว หาทางส่งออกมาให้เราเป็นผู้กําจัดนะครับ แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องไปตรวจสอบกับ อนุสัญญากรุงเบิร์นนะครับว่าความหมายของสินค้าประเภทนี้จริง ๆ ว่าเป็นอะไร ไปได้ไกล แค่ไหน มันเป็นการแปลงร่างของขยะให้กลายเป็นสินค้าไปหรือเปล่า เรามีเวลามีข้อมูลที่จะ พิจารณาเรื่องนี้เพียงพอหรือไม่ในชีวิตจริงของรัฐสภาเรานะครับ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเลย ที่รัฐสภาจะพิจารณาได้โดยไม่มีคณะกรรมาธิการประจําทําการบ้านล่วงหน้ามาให้นะครับ และเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลของประเทศชาติ ในขณะที่กฎหมายภายในของเราเอง และบริษัทรับกําจัดขยะสารพิษของเราเองก็มีปัญหาเรื่องร้องเรียนอยู่มากมายเต็มไปหมด อยู่แล้วนะครับ เมื่อรัฐบาลขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ เพื่อให้รัฐบาลมีเครื่องมือ ทํางานได้สะดวกชัดเจนขึ้น แต่รัฐสภาของเรากลับไม่ได้สร้างเครื่องมือตรวจสอบกลั่นกรอง คู่ขนานกันไปนะครับ ประเทศเราก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของต่างชาติในนามของโลกาภิวัตน์ ได้โดยง่ายนะครับ เพราะว่าความซับซ้อนของเรื่องราวเนื้อหาที่ต้องเจรจาล่วงหน้ากันเป็น ปี ๆ นะครับ เสร็จแล้วรัฐสภามีเวลา ๒-๓ วัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งนะครับ ที่รัฐสภาจําเป็นจะต้องมีคณะกรรมาธิการประจําของรัฐสภานะครับ เพื่อพิจารณาเนื้อหา สาระของหนังสือสัญญากรอบการเจรจา และรายงานความเห็นต่อรัฐสภา หากไม่สามารถ เพิ่มเติมข้อความตามที่กระผมขอสงวนไว้นี้ได้กระผมก็ไม่สามารถจะให้ความเห็นชอบต่อ การแก้ไขนี้ได้นะครับ แต่ถ้าบอกว่าจะไปแก้ไขข้อบังคับก็ไม่ทราบว่าจะใช้เวลานานอีกแค่ไหน นะครับ กระผมจึงเห็นว่าจะต้องใส่ไว้ในการแก้ไขครั้งนี้เลยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านรสนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันเองก็คงมีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะคะว่า ดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะว่าที่จริงแล้ว รัฐบาลก็ยังไม่ได้ทําหน้าที่ในการออกกฎหมายประกอบมาตรานี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แต่ในเมื่อมีการยกเรื่องขึ้นมาที่จะมีการแก้ไขมาตรานี้นะคะ ดิฉันเองก็อยากจะขอแปรญัตติ นะคะ ซึ่งอันที่จริงก็ต้องบอกว่าก็มีความเห็นที่คล้ายกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้กล่าว ไปก่อนหน้านี้นะคะ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๐ สัญญาต่าง ๆ ที่นําเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น เข้ามา ในเวลาอันจํากัดมาก ไม่มีเวลาในการที่จะศึกษาดีพอ ซึ่งดิฉันเองมองเห็นความสูญเสีย จํานวนมากเลยค่ะ เอกสารที่พิมพ์มาเป็นตั้ง ๆ ไม่มีโอกาสได้เปิดอ่านด้วยซ้ําไป เพื่อนสมาชิก รัฐสภาจํานวนมากไม่เคยเปิดอ่านด้วยซ้ําไป และดิฉันคิดว่าในกระบวนการที่เราทําสัญญากับ ประเทศต่าง ๆ นั้นการที่จะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ว่าเราไม่มีโอกาสที่จะแสวงหาข้อมูลหรือทําหน้าที่ในการศึกษาเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ก่อนที่จะ ได้ผ่านจากรัฐสภาออกไป เพราะฉะนั้นรัฐสภาก็เลยกลายเป็นเพียงแค่แหล่งที่เราจะแสตมป์ (Stamp) หรือรับรองเอกสารต่าง ๆ เข้ามา เป็นงานในเชิงพิธีกรรมเท่านั้น โดยที่ในการศึกษา ข้อมูลต่าง ๆ นั้นยังไม่มีโอกาสหรือเวลาในการที่จะศึกษาอย่างแท้จริงนะคะ มันกลายเป็นว่า ในรัฐสภาเราที่จะต้องพิจารณากฎหมายต่าง ๆ หรือสัญญาต่าง ๆ ที่ไปเกี่ยวพันกับ ต่างประเทศนั้น เราไม่ได้ทําหน้าที่ของเราอย่างดีเพียงพอในการที่จะปกป้องรักษา ผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ เราเพิ่งผ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรี บริการในอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเอกสารก็เข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วก็ผ่านออกไปนะคะ หลังจาก ผ่านออกไปแล้วมีการไปสํารวจความเห็นของภาคบริการต่าง ๆ ว่าพร้อมไหมที่จะรับการเปิด เสรีบริการของอาเซียน ปรากฏว่าข้อมูลที่เป็นรายงานจากผลการสํารวจนั้นพบว่าบริษัท ขนาดใหญ่มีความไม่พร้อมถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เป็นระดับเล็ก ที่เป็นระดับเอสเอ็มอี (SME) ต่าง ๆ มีความไม่พร้อมมากกว่านั้น มากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เราผ่านสัญญาต่าง ๆ ที่เราไปทํากับประเทศอื่น ๆ โดยที่คนในประเทศเรานี้ไม่ได้รับรู้ ว่าผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง อันนี้ไม่ต้องไปพูดถึงในเรื่องของการเปิดเสรีการลงทุน ในอาเซียนซึ่งผ่านไปแล้วเมื่อสักปีสองปีที่แล้ว ปรากฏว่าการเปิดเสรีอาเซียนนั้นก็จะเป็น เรื่องที่ทําให้ต่างชาติสามารถใช้ประเทศเป็นฐานในการผลิตเพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในเรื่องของ ภาษี เพราะฉะนั้นในอนาคตนั้นการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะเข้ามา และโดยการที่เราเปิดเสรีการลงทุนนั้นเราต้องปฏิบัติต่อประเทศอื่นเยี่ยงคนในชาติ เราต้อง สามารถให้เขาส่งกําไร ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด เงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดกลับคืน ไปยังประเทศแม่ได้ สามารถจะต้องเปิดรับผู้บริหารระดับสูงซึ่งเขาส่งผ่านเข้ามาทางบริษัท ของเขา รับคนงานต่าง ๆ ที่เขาจะส่งเข้ามา ดิฉันเองไม่แน่ใจนะคะว่าประเทศไทยจะ กลายเป็นอะไร เรากลายเป็นถิ่นฐานที่คนประเทศอื่นจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ แต่สิ่งที่เรา พูดก็คือว่าคนไทยก็จะต้องตื่นตัว จะต้องปรับตัว เราพูดอยู่เพียงเท่านั้น ในขณะที่สัญญา ทั้งหลายที่เราทํากับประเทศอื่นมันหลั่งไหลเข้ามาเป็นสายน้ํานะคะ ดิฉันคิดว่าถ้าเราจะเปิด เขื่อนทั้งหลายในการที่จะรับน้ํา มันต้องจัดเส้นทางให้สายน้ํานั้นเข้ามาแล้วเป็นประโยชน์กับ คนในชาติ เหมือนกับเราทําเขื่อนกั้นที่จะไม่ให้น้ําไหลเข้ามาท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน ให้มี โอกาสที่ชาวบ้านจะสามารถตักเอาน้ําเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ แต่ถ้าเราเปิดโดยที่ไม่มี ความพร้อมนั้น น้ําเหล่านั้นมันกลายเป็นสึนามิ (Tsunami) ทางเศรษฐกิจนะคะที่มันจะท่วม ทับบ้านชาวบ้านและทําให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าการผ่าน สัญญาหลากหลายที่เราทํากันมา ดิฉันอยู่ในสภานี้มาเกือบ ๓ ปี เราผ่านสัญญาเหล่านี้โดยที่ ดิฉันคิดว่าแม้แต่สมาชิกในรัฐสภาก็ไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้งหมด อันนี้ไม่ต้องไปพูดถึง ชาวบ้านนะคะที่อยู่ข้างนอกที่เขาจะมีความเข้าใจ และถ้าหากเรามาแก้ แก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้เพียงเพื่อจะทําให้มีความสะดวกในการที่รัฐบาล จะสามารถกําหนดว่าสัญญาอะไรบ้างที่รัฐบาลจะยอมรับหรือจะต้องเอาเข้ามาในสภา อันนี้ ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันคิดว่าอย่างไรก็ตามการกําหนดกรอบในเรื่องของรัฐบาลที่จะ กําหนดนั้นจะต้องมีกฎหมายในแง่ว่า เรื่องไหนคือต้องทําให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ ดิฉันเองก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกนะคะว่า ก่อนที่จะนําสัญญาทั้งหลายเข้ามาสู่สภา ควรจะ มีกรรมาธิการของรัฐสภา ๑ คณะ หรือหลาย ๆ คณะ เพื่อที่จะศึกษาข้อสัญญาต่าง ๆ และควรจะต้องรับฟังจากหลากหลายกลุ่มด้วย ไม่ใช่เพียงแค่จากกระทรวงการต่างประเทศ หรือเฉพาะนักธุรกิจที่ได้ประโยชน์ ดิฉันคิดว่าควรจะเปิดให้มีการรับฟังกลุ่มอื่น ๆ ที่จะได้รับ ผลกระทบต่อการทําสัญญาเหล่านั้นด้วย ดิฉันเองเห็นคล้ายคลึงกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไป ก่อนหน้านี้นะคะ เพียงแต่ว่าดิฉันเองเห็นต่างนิดหนึ่งว่าในกรรมาธิการรัฐสภาที่จะตั้งขึ้นมา ควรจะมีเวลา ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันเสนอต่างจากเพื่อนก่อนหน้านี้ ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ท่านประเสริฐ และท่านสุรจิต รวมทั้งท่านสุรชัย ที่เสนอไว้ ๓๐ วัน ดิฉันคิดว่า ควรจะเป็น ๖๐ วัน หลังจากที่คณะกรรมาธิการของรัฐสภาเสนอแล้วภายใน ๖๐ วัน ศึกษา แล้วนําเข้ามาเสนอในรัฐสภาก็ควรจะมีโอกาสให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบภายใน ๓๐ วัน ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเรามีการกําหนดสิ่งนี้เข้าไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็จะทําให้ เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเราอยากจะเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารนั้นสามารถที่จะตีความ กรอบการเจรจาหรือสัญญาอย่างไรก็ได้ โดยที่รัฐสภามีหน้าที่เป็นเพียงแค่ตราแเสตมป์ให้กับ รัฐบาลหรือให้กับฝ่ายบริหาร ดิฉันคิดว่ารัฐสภาไม่ควรจะเป็นแค่หน่วยประกอบพิธีกรรมให้ สามารถผ่านเรื่องนี้ได้ หรือไม่ควรเป็นผู้เซ็นเช็คเปล่าให้กับฝ่ายบริหารนะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันเองก็คิดว่าถ้าหากว่าทางคณะกรรมาธิการที่พิจารณาในกรณีนี้ท่านอาจจะยังไม่ได้แก้ไข ดิฉันขอสงวนความเห็นไว้ ดิฉันคิดว่า ถ้าท่านฟังแล้วเห็นสมควรว่ามีเหตุมีผลควรแก่การรับ ฟังก็ขอความกรุณาให้ท่านพิจารณาปรับแก้ในเรื่องนี้ด้วย แต่ถ้าหากว่าท่านเห็นว่าไม่สามารถ ที่จะปรับแก้ตรงนี้ได้ ดิฉันก็คงไม่สามารถที่จะยอมรับหรือโหวตให้กับมาตรา ๑๙๐ เพราะว่า ในวาระแรกดิฉันก็โหวตไม่รับอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าไหน ๆ เรามาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าท่านมีการ แก้ไขให้เหมาะสมว่าเป็นการแก้เพื่อประโยชน์จริง ๆ ถ้าหากท่านได้แก้ไขตามที่เพื่อนสมาชิก และดิฉันได้เสนอในเรื่องนี้เข้าไป ถ้าหากว่าท่านมีการปรับแก้ในเรื่องนี้ดิฉันก็จะพิจารณา ในการให้การรับรอง แต่ถ้าหากว่าไม่ได้รับการพิจารณาเลย ดิฉันก็คงไม่สามารถที่จะรับรอง ในมาตรานี้ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญท่านจิตติพจน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับก่อนที่จะไปที่รายละเอียด ผมขออนุญาตให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการแปรญัตติ ในชั้นกรรมาธิการครับ ท่านคณะกรรมาธิการได้ให้โอกาสสมาชิกในการไปเสนอคําแปรญัตติ เพียงวันเดียวประมาณ ๖ ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดมากสําหรับร่างพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ทําให้เป็นเหตุที่สภาแห่งนี้ต้องมีผู้สงวนคําแปรญัตติ จํานวนมาก ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าหากว่าในอนาคตเราได้มีโอกาสได้พิจารณา เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกในชั้นกรรมาธิการ ควรที่จะได้มีการให้เวลากับสมาชิก รัฐสภาในการที่จะแปรญัตติเสนอความคิดเห็นและขอให้คณะกรรมาธิการได้โปรดให้เวลา กับพวกเรา รับฟังความคิดเห็นของพวกเรา ก่อนที่จะบอกพวกเราว่า ไม่ว่าจะให้เหตุผลอย่างไรก็คงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ความคิดเห็นของกรรมาธิการได้ ซึ่งน่าที่จะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนะครับ ก็ขออนุญาตติติง เป็นข้อสังเกตไว้ครับ ในประเด็นเรื่องของเนื้อหานะครับ ผมขออนุญาตกล่าวโดยสรุปเพื่อให้ เกิดความกระชับครับ สําหรับของผมที่มีการขอแปรญัตติไว้นะครับ แปรญัตติโดยการเพิ่ม เป็นมาตรา ๑๙๐/๑ ครับ โดยกล่าวว่า กรณีที่บทบัญญัติใดของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติ มีความหมายไม่ชัดเจน ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะชี้ขาด ในกรณีที่มีปัญหาการตีความว่า หนังสือสัญญาตามวรรคสองหรือวรรคสามของมาตรา ๑๙๐ จะต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภาหรือไม่ ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดโดยให้นําบทบัญญัติตาม มาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม เป็นสาระสําคัญเป็นหลัก สาเหตุที่ผมเสนออย่างนี้ เนื่องจากโดยหลักการของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นได้แบ่งอํานาจอธิปไตยออกเป็น ๓ ส่วนหลัก ๆ คือ อํานาจ ตุลาการ อํานาจนิติบัญญัติ แล้วก็อํานาจฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เป็นหลักการพื้นฐานของ กระบวนการประชาธิปไตยที่ระบุว่าจะต้องมีเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความภราดรภาพ รวมทั้งเรื่องของหลักนิติธรรม และอีกหลักหนึ่งซึ่งเป็นหลักที่ประเทศ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอารยประเทศทั่วโลกยึดหลักกันอยู่ก็คือ หลักที่ เรียกกันว่า การแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย หรือที่เรียกกันว่า หลักเซพเพอเรชั่น ออฟ เพาเวอร์ (Separation of power) แต่ว่าตามมาตรา ๑๙๐ นี้ตามที่ท่านกรรมาธิการได้มีการแก้ไข น่าที่จะละเลยหลักเกณฑ์ตัวนี้ไปอยู่นะครับ ผมได้มีโอกาสกับคณะกรรมาธิการ ได้มีโอกาส ไปที่ประเทศฝรั่งเศส ได้มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านประธานกรรมการ รัฐธรรมนูญซึ่งก็คือประธานศาลรัฐธรรมนูญ เทียบเท่ากับประธานศาลรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทย ได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันเกี่ยวกับเรื่ององค์กรตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็รัฐธรรมนูญของประเทศไทย ประเด็นหนึ่งครับที่ได้ข้อมูลมาจากการแลกเปลี่ยน ข้อคิดเห็นก็คือว่า ได้มีการตั้งข้อสังเกตครับว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ นั้นน่าที่จะไม่ได้ให้ความสําคัญกับหลักพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่สําคัญยิ่ง หลักหนึ่ง คือหลักเซพเพอเรชั่น ออฟ เพาเวอร์ หรือหลักอํานาจ หรือหลักการแบ่งแยก อํานาจอธิปไตย ที่กล่าวเช่นนั้นเนื่องจากกระบวนการการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย นั้นจะสามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศของเรา ได้นั้น หลักการพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่อาจที่จะละเลยหรือไม่ให้ ความสนใจได้ ถ้าเราสังเกตนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น ประเทศ อเมริกา หรือประเทศอังกฤษก็แล้วแต่นะครับ หลักที่เป็นหลัก ๆ ของประชาธิปไตยจริง ๆ ทุกประเทศจะถือว่าไม่อาจจะละเลยหรือไม่อาจที่จะก้าวล่วงได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กลับไม่ได้ให้ความสําคัญกับหลักการนี้มากเท่าที่ควร ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากถ้าหากว่าเราดู เรื่องการแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย ฝ่ายนิติบัญญัติก็มีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ฝ่ายตุลาการ ก็มีอํานาจหน้าที่วินิจฉัยว่าการกระทําใด ๆ เป็นการกระทําที่ล่วงละเมิดต่อกฎหมายหรือไม่ ส่วนฝ่ายบริหารก็รับอํานาจจากพระราชบัญญัติหรือรัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจไว้ไปดําเนินการ แต่ว่าถ้าหากว่าเราระบุตามมาตรา ๑๙๐ ดังที่ กล่าวมานี่นะครับ ก็อาจจะตีความได้ว่า ฝ่ายตุลาการอาจจะสามารถใช้อํานาจในการบัญญัติกฎหมายได้ เนื่องจากพอมีปัญหาขึ้นมา ก็เขียนว่า ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่จะ วินิจฉัยชี้ขาดนั้น ก่อนที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ย่อมต้องมีความชัดเจน ย่อมต้องมีการตรา มีการ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนไว้ก่อน เมื่อบัญญัติไว้ชัดเจนแล้วจึงเป็นหน้าที่ของตุลาการจะไปวินิจฉัย ว่าการกระทําดังกล่าวชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าหากว่ากระบวนการยังไม่ชัดเจนก็เป็นหน้าที่ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องมีการบัญญัติหรือชี้ขาดให้ชัดเจนเสียก่อนจึงจะไปถึงการกระทําของ ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตุลาการ นั่นเป็นสาเหตุที่ทําให้ผมได้แปรญัตติโดยเพิ่มเป็นมาตรา ๑๙๐/๑ ครับว่า กรณี ที่มีบทบัญญัติใดของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติมีความหมายไม่ชัดเจน ให้เป็นอํานาจของ รัฐสภาที่จะชี้ขาด ซึ่งก็รวมถึงการตราพระราชบัญญัติหรืออย่างอื่นด้วยนะครับ แต่ถ้าหากว่า ชัดเจนแล้วจําเป็นต้องมีการตีความว่าการกระทําหรือหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ จึงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด นั่นเป็นสาเหตุ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ ก็จะขอความกรุณาท่านกรรมาธิการครับว่าจะได้พิจารณาถึงเรื่องนี้ หรือไม่เพราะว่าการยึดหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องย่อมจะสามารถทําให้กระบวนการทํางาน ต่าง ๆ ของประเทศเราเป็นไปโดยปกติได้ ถ้าหากว่ากระบวนการต่าง ๆ ยังมีความ คลาดเคลื่อนอยู่ผมก็เชื่อมั่นว่ากระบวนการต่าง ๆ ก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร แล้วก็จะมีความ ลักลั่น เกิดปัญหา ต้องมีเรื่องต่าง ๆ เข้ามาสู่สภาแห่งนี้มากมายโดยปราศจากความจําเป็น แต่ถ้าหากว่าเราได้มีการพิจารณาแก้ไขตามที่ผมได้เสนอไว้แล้ว ผมก็เชื่อมั่นว่าจะช่วยทําให้ การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ทําได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็จะช่วยให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ก็ขออนุญาตแปรญัตติไว้ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปก็เชิญท่านชลิตครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ชลิต แก้วจินดา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ครับ ตามที่กระผมได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๙๐ ไว้ เกี่ยวกับเรื่องอาณาเขตประเทศไทยกับอาณาเขตไทย สําหรับอาณาเขตประเทศไทยกับ อาณาเขตไทยนี่มันจะต่างกัน ประเทศไทยก็อาณาเขตหนึ่ง อาณาเขตไทยก็คืออาจจะมี คนไทยเข้าไปทําอะไร จากกรณีที่ชายแดนกัมพูชาอย่างนี้เป็นต้นนะครับ อาจจะเป็นข้ออ้าง ก็เลยเขียนให้ชัดเจนว่าเป็นอาณาเขตประเทศไทย แล้วก็ขอแปรญัตติแก้ไขคําว่า ตามที่ กฎหมายบัญญัติ ก็ให้เป็นไปตามแบบเดิมก็คือ ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๖๐ วัน นับจากวันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว วัตถุประสงค์หลักก็คือเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ เดิม มันไม่ได้มีอะไรที่จะต้องเป็นปัญหาอุปสรรคในการที่จะต้องแก้ไขเลย ก็เป็นแบบเดิมก็ดี อยู่แล้ว ก็หมายความว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการของภาครัฐ ก็คือรัฐบาลเองทั้งนั้นที่จะบริหารจัดการเรื่องสัญญาต่าง ๆ ให้มันสําเร็จลุล่วงไปอย่างรวดเร็ว ได้อย่างไร ก็โดย
เงื่อนไขที่ ๑ ก็คือรัฐบาลจะต้องทําเสนอแผนการบริหารจัดการในเรื่องของ สนธิสัญญาต่าง ๆ ให้เสร็จโดยเร็ว โดยนําเสนอกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ก่อนที่จะมีการทํา สัญญานะครับ มันก็จะเป็นเงื่อนไขที่ ๑ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการกลั่นกรองจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ก็ทําการแสวงหา ทําความร่วมมือตกลงก่อน ก็จะเห็นได้ว่ามันจะต้องใช้ ระยะเวลาจํานวนหนึ่ง ซึ่งถ้าเกี่ยวข้องกับรัฐสภาด้วยแล้วก็จะต้องมีความเห็นที่แตกต่างกัน ออกไป เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็รู้แล้วว่าจะต้องใช้เวลาในจํานวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเงื่อนไข เหล่านี้รัฐบาลก็ทําได้
เงื่อนไขที่ ๒ ก็คือหน่วยงานหลักที่จะต้องมีทัศนภาพและวัตถุประสงค์ หลักก่อน ตลอดจนมีความตระหนักในการเร่งด่วนของสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่จะต้องทํา มันจะต้องมีความแตกต่างกันออกไปว่าท่านจะต้องทําอย่างไร
เงื่อนไขที่ ๓ ก็คือความล้มเหลวของโครงการประสานความร่วมมือระบบ ด้านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ยังรัฐสภาต่างหาก ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่จะทําให้การบริหาร สนธิสัญญาต่าง ๆ ที่จะทําตามมาตรา ๑๙๐ อาจจะล่าช้าอย่างที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านได้ให้ความเห็นไว้ เพราะฉะนั้นในสําหรับมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐบาลขอแก้ไขนี้ กระผมไม่เห็นด้วย ขอให้เป็นแบบเดิม เหมือนเดิมก็ใช้ได้อยู่แล้ว รัฐบาลจะต้องไปแก้ไข ในเรื่องการบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ตามเงื่อนไข ๓ ประการที่ผมได้กล่าวไว้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิชาญครับ ท่านวิชาญยังไม่อยู่นะครับ
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ไม่อยู่ในที่ประชุม)
เชิญท่านวันชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๙๐ ในมาตรา ๓ ซึ่งให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งเป็นร่างมาตรา ๑๙๐ จากที่ผมได้ดูรายละเอียดซึ่งท่านกรรมาธิการได้กรุณาแก้ไขปรับปรุง จนเข้าใกล้มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันมากที่สุดแล้ว โดยมีการเพิ่มเติมในวรรคห้าเกี่ยวกับประเภท กรอบการเจรจา เพื่อให้ชัดเจนแล้วก็ตรงไปที่ ในประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรค ก็รู้สึกมีความพึงพอใจมาก แล้วท่านกรรมาธิการท่านก็ได้ กรุณาแก้ไขปรับปรุงในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ เป็นไปตามที่กระผม นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคเอกชน ได้แปรญัตติเอาไว้ เพราะฉะนั้น วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ กระผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทีนี้ในวรรคห้าที่ระบุว่าให้มีกฎหมายว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับ ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวและประชาชน โดยทั่วไป กระผมเห็นว่ากรรมาธิการท่านอาจจะลืมหรือท่านอาจจะคิดถึงก็ได้ มาตรา ๓๐๓ ในบทเฉพาะกาล เพราะว่ามาตรา ๓๐๓ ในบทเฉพาะกาล มีความสําคัญมากที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา ๑๙๐ ที่ควรจะต้องกล่าวถึงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย ในมาตรา ๓๐๓ ระบุว่า ในวาระเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจากการ เลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดําเนินการจัดทําหรือปรับปรุงกฎหมายในเรื่อง ดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนด อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรีชุดนี้มิได้เป็น คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ซึ่งเป็นคณะที่ ๓ คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๓ แล้วนี่นะครับ ในมาตรา ๓๐๓ (๓) เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๑๙๐ อย่างมาก ก็คือในมาตรา ๓๐๓ (๓) ระบุว่ากฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้าที่ผมกล่าวถึง โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการดําเนินการ จัดทําหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งรายละเอียด เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยที่มีความเป็นอิสระ ผมขอย้ําตรงว่ารวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับ การศึกษาวิจัยที่มีความเป็นอิสระซึ่งสําคัญมาก วิจัยที่มีความเป็นอิสระซึ่งสําคัญมาก ซึ่งดําเนินการก่อนการเจรจาทําหนังสือสัญญาโดยไม่มี การขัดกันระหว่างประโยชน์ของรัฐกับประโยชน์ของผู้ศึกษาวิจัย ไม่ว่าในช่วงเวลาใดของ การบังคับใช้หนังสือสัญญาภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ อันนี้คงหมายถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดแรก เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นมาตรา ๓๐๓ (๓) ก็อาจจะมิได้มาบังคับใช้กับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ดังนั้นผมจึงได้ขอแปรญัตติในวรรคห้า ตอนท้ายของวรรคห้าว่า ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าว หมายถึงกฎหมายในวรรคห้าที่จะทําขึ้นนี้ ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้นํา บทบัญญัติตามมาตรา ๓๐๓ (๓) มาใช้บังคับโดยอนุโลม นั่นหมายความว่า ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถ้าผ่านรัฐสภาเห็นชอบทั้ง ๓ วาระแล้ว ภายใน ๑ ปี คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะต้องทํากฎหมายตามวรรคห้าให้เสร็จภายใน ๑ ปี เป็นอย่างช้าด้วย นั่นหมายความว่ามาตรา ๓๐๓ (๓) ยังมีผลบังคับใช้อยู่กับร่างมาตรา ๑๙๐ หรือจะเป็นกฎหมาย ๑๑๐ ที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทํา และจะต้องมี เนื้อหาสาระตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๓๐๓ (๓) ด้วย เนื่องจากว่าถ้าเราไม่มีการกล่าวถึง นั่นหมายความว่ามาตรา ๓๐๓ (๓) มันใช้บังคับได้ กับมาตรา ๑๙๐ เดิม ก็คือฉบับปัจจุบันนี้ แต่ถ้ามีมาตรา ๑๙๐ ใหม่ปุ๊บ มาตรา ๓๐๓ (๓) อาจจะไม่ได้บังคับใช้ด้วย ดังนั้นผมจึงมีความจําเป็นที่จะแปรญัตติ ขอเรียนท่านกรรมาธิการ ที่เคารพว่าในวรรคห้าตอนท้ายท่านควรจะเติมคําว่า ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้นําบทบัญญัติ ตามมาตรา ๓๐๓ (๓) มาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย ส่วนตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ แล้วก็ วรรคหกคงไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าท่านกรรมาธิการได้มีการแก้ไขสอดคล้องกับที่ผมได้ แปรญัตติแล้ว และผมก็ขอฝากเรียนท่านประธานรัฐสภาฝากไปยังท่านกรรมาธิการที่เคารพ ว่าท่านโปรดพิจารณาวรรคห้าในตอนท้ายว่าท่านจะต้องเอามาตรา ๓๐๓ (๓) มาบังคับใช้ โดยอนุโลมด้วยหรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่สําคัญมาก และขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกผู้สงวนคําแปรญัตติ หมดแล้วนะครับ ก็จะให้ท่านกรรมาธิการชี้แจงนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมต้องเรียนว่าท่านสมาชิกได้มี การแปรญัตติในหลายประเด็นในเรื่องเหล่านี้นะครับ ต้องเรียนในชั้นต้นก่อนนะครับว่า ตามมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นเรื่องของสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ได้มีการทํานั้นก็เขียนเพื่อจะให้ ขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดําเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในแนวทางมาตรา ๑๙๐ ที่ได้เขียน เอาไว้นั้น เราจะเห็นว่าหนังสือสัญญาที่ทํากับนานาประเทศหรือต่างประเทศ รวมทั้ง หนังสือสัญญา สนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าจะต้องไปร่วมกับ ต่างประเทศ แล้วก็เป็นผลกระทบต่อบ้านต่อเมืองค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นจึงจําเป็น จะต้องมีขั้นตอนในการดําเนินการค่อนข้างจะรอบคอบ รัดกุม ก็ต้องมีการตรวจสอบ มีการดูกันอย่างค่อนข้างจะชัดเจน ต้องได้ดุลกันให้พอดีนะครับ เพราะว่าถ้าฝ่ายผู้ไปดําเนินการในการจัดทําหนังสือสัญญา หรือว่าไปทําสัญญาต่าง ๆ นั้น ถ้าจะเอาฝ่ายบริหาร ถ้าเป็นผู้ดําเนินการนั้น ดําเนินการอย่างสะดวกก็คือไม่ต้องมีการดูแล อะไรมาก สะดวกเช่นนั้นก็จะทําให้ฝ่ายพี่น้องประชาชนนั้น อาจจะได้รับผลกระทบ แล้วก็ ไม่รู้ในเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นถ้าให้ฝ่ายประชาชนดูแลกันอย่างละเอียดมาก ฝ่ายบริหารก็ทํางานไม่ได้ ที่จะไปดูแลจนกระทั่งสนธิสัญญาว่า เป็นอย่างไร ขั้นตอนมากมาย ปัญหาอย่างนี้ก็จะเป็นปัญหาค่อนข้างมากในการบริหารในการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็คงจะได้ทราบแล้วว่าปัญหาต่าง ๆ อย่างนี้มันมีค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นในมาตรานี้ จึงเขียนไว้เป็นตอน ๆ เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรวจสอบ ฝ่ายนิติบัญญัติ นั้นก็ถือว่าเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เหมือนกับประชาชนที่จะเข้ามาช่วยกันดูแล นั่นเองนะครับ ได้เขียนเป็นขั้นเป็นตอนเอาไว้ แล้วทั้งหมดทั้งหลายนั้น ผมเชื่อว่าขั้นตอน ทั้งหลายนั้นค่อนข้างจะสมบูรณ์ที่จะได้ตรวจสอบกัน ฝ่ายบริหารก็ทํางานไปได้ ถึงแม้จะ ไม่สะดวกในระดับหนึ่ง แต่ว่าทั้งหมดทั้งหลายนั้นก็สามารถที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มี การตรวจสอบ ในการไปดําเนินการ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อบ้านต่อเมืองได้ในระดับหนึ่ง ทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นในมาตรานี้จึงได้มีการเขียนเอาไว้เป็นตอน ๆ แล้วที่ร่างแก้ไข ของคณะรัฐมนตรีที่ได้เสนอมานั้น ก็แบ่งเป็นวรรคตอนหลายตอน โดยบางตอนบางส่วน ทําให้มีความเข้าใจกันได้ชัดเจนว่าในบางเรื่องอย่างเช่น หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง ประเทศเขตไทย หรือเขตนอกอาณาเขตประเทศไทย หรืออธิปไตยตามหนังสือสัญญาต่าง ๆ นี้ นะครับ จนกระทั่งดูไปแล้วอาจจะพ้นไปจากการที่จะไปเข้าขั้นตอนในการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรของขั้นตอนต่าง ๆ ทางกรรมาธิการได้มีดําเนินการปรับปรุงตามความเห็น ของบรรดาท่านสมาชิกพวกเราทั้งหลายที่ได้แปรญัตติกันไว้ค่อนข้างมากนะครับ ได้แก้ไข ปรับปรุงกันไป ปรับปรุงเพื่อที่จะเอาทั้งหมดเข้ามาร่วมกันเหมือนเช่นเดิม พอเราแก้ไขเปลี่ยน จากวรรคสามเป็นวรรคสอง เป็นอะไรต่าง ๆ นี้ก็กลับมาที่เก่า คณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ถ้ามันกลับมาที่เก่าอย่างนั้น ก็ไปดูรัฐธรรมนูญจากของเดิมคือ มาตรา ๑๙๐ เดิมของ ปี ๒๕๕๐ ก็เห็นว่าทั้งหมดนั้นมีความหมายเดียวกันเลยครับ ถ้าแก้ตรงนั้นเสร็จความหมาย ก็อันเดียวกัน อาจจะมีคําพูดต่าง ๆ ผิดกันอยู่ไม่มากน้อยเท่านั้นเอง นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง ก็จึงนําเอารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ในมาตรานี้นั้นกลับมาใช้เหมือนเดิม เพียงแต่ ปรับปรุงแก้ไขนิดเดียว ความหมายที่มีอยู่นิดเดียวก็คือ ให้มีการกําหนดประเภทและกรอบ การเจรจาเข้าไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เหมือนเดิม ผมต้องเรียนว่าเราได้ พิจารณากันมา โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายทั้งหมดมา แล้วก็มาดูกันทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดนั้นทุกฝ่ายก็รับกันได้ แล้วก็เห็นว่า ถ้าได้เขียนกันขนาดนี้แล้วดําเนินการอย่าง นี้ก็สามารถจะทําให้ปัญหาต่าง ๆ ที่มันมีนั้น สามารถจะแก้ไขให้คล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น มีบางท่านนะครับที่ได้แปรญัตติว่าขอกลับไปอย่างเดิมเถอะ ไม่ต้องมีเลย ประเภทแล้วก็ กรอบการเจรจานั้น ก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ มันก็มีปัญหากันอยู่ตามสมควรนะครับ เพราะว่าของเดิมกําหนดเอาไว้ว่าการกําหนดขั้นตอนและวิธีการนั้นเราได้มีการร่างกฎหมาย อย่างนี้ครับ แล้วก็ใช้เวลาค่อนข้างยาวนานนะครับเพราะว่าถกเถียงกันอยู่นั่นเอง จนปัจจุบัน นี้ยังไม่สามารถจะดําเนินการออกมาได้ เพราะว่าหลายฝ่ายก็ได้ถามว่ามันติดขัดกันอย่างไร หลายคนก็บอกว่าถ้าเขียนไว้เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการ ถ้าเขียนกันอย่างนี้ ก็เขียนได้แค่ขั้นตอนกับวิธีการก็ไม่สามารถที่จะไปแยกแยะประเภทว่าประเภทอย่างนี้มันควร จะเข้าไหม ประเภทอย่างนี้มันควรจะมาดําเนินการอย่างนี้ไหมอย่างนั้นไหม เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นปัญหาว่าเขียนก็ค่อนข้างลําบาก แล้วก็หมิ่นเหม่ต่อการจะนําไปตีความกันอีก เยอะแยะ สิ่งเหล่านี้ก็เลยทําให้ค่อนข้างล่าช้ากันมากยิ่งขึ้นนะครับ จากการพิจารณาของ คณะกรรมการที่ได้พิจารณากันมานั้นนะครับ ก็เห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาตรงนี้เพื่อให้การ มันดําเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้นก็ใส่ประเภท ก็ใส่ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยกําหนดประเภทและ กรอบการเจรจา ถ้าแค่นี้ก็คงสามารถจะดําเนินการกันได้ทั้งหมดก็สามารถจะไปเขียน กฎหมายกันมาได้จะทําให้การดําเนินการเหล่านี้นั้นมันง่ายยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็สามารถ ดําเนินการกันได้ก็จะทําให้กฎหมายมาตรา ๑๙๐ ที่ค้างการปฏิบัติกันจนกระทั่งทําให้เราได้มี สัญญามากมายที่ทุกอย่างจะต้องเมื่อคนตัดสินไม่ได้ก็ส่งเข้าสู่สภา หลายหน่วยงานก็จะพูดกัน อย่างนี้ว่าถ้าตัดสินไม่ได้ก็เอาเข้าสภาเผื่อไว้ก่อน เพราะฉะนั้นเราจะมีเรื่องทุกเรื่องที่จะเข้าสู่ สภาค่อนข้างมากมายนะครับ เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าได้มีกฎหมายอย่างนี้ ถ้าได้เขียนอย่างนี้ แล้วการเขียนกฎหมายต่อไปนั้นก็น่าจะเป็นไปได้ไม่ยุ่งยากมากนักนะครับ ส่วนหลายท่านที่ได้ มีการแปรญัตติกันมานั้นนะครับ ผมต้องเรียนว่าผมจะอธิบายกว้าง ๆ ไปสักในระดับหนึ่ง เดี๋ยวจะมีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ฐานะที่เป็นรองประธานและท่านนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะ ที่เป็นรองประธาน และอีกหลายคนนะครับ คุณอนุรักษ์หรืออะไรก็จะช่วยกันอธิบาย รายละเอียดกันในแต่ละอันให้ได้เข้าใจกันนะครับเพิ่มเติมมากขึ้น ผมเรียนในชั้นต้นก่อน นะครับว่า เริ่มจากของท่านชลน่านนะครับ ของท่านชลน่านนั้นจะมีของอีกหลายท่าน คล้าย ๆ กัน ก็คือของคุณสุรเดช จิรัฐิติเจริญ นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ แล้วก็คุณตวง อันทะไชย ก็จะแปรญัตติใกล้เคียงกันว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องกรอบเจรจา กรอบเจรจาจริง ๆ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทและกรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ จริง ๆ ที่เขียน ไว้อย่างนี้ก็เพื่อจะให้เขียนกฎหมายให้มันดูง่ายขึ้นนะครับ อย่างน้อย ๆ มีประเภทต่าง ๆ อะไรบ้างที่ควรจะต้องเข้าขั้นตอนนี้ให้ครบสมบูรณ์แบบ มีอะไรบ้างครับที่บางทีไม่ต้องเข้า ก็ยังได้ อันนี้ไม่เข้ากันมันต้องมีกรอบของมัน เพราะถ้าเกินนี้คุณไปทําเกินตามนี้มันไม่ได้ ถ้าเกินนี้ก็ต้องเอามาเข้าตามนี้ ถึงเขาจะไปเขียนในกฎหมายที่เป็นกฎหมายกําหนดประเภท เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องมีกรอบเขียนไว้ ยกตัวอย่างสมมุติว่ามันจะมีการบันทึกช่วยจําอะไร สักนิดไหม ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้มีผลอะไรทั้งสิ้นนะครับว่าเราเคยจํากันอย่างนี้ได้ไหม แต่ถ้ายังมี เลยจากนี้ไปมีการเซ็นสัญญาอะไรเพิ่มเติมอย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้คุณต้องเอามาเข้าขั้นตอน ให้พี่น้องประชาชนให้คนในสภาเขาได้รับรู้ด้วย แล้วก็ต้องดําเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้อะไร ต่าง ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นกรอบทั้งหลายนั้นไม่ได้หมายถึงกรอบในกฎหมายจริง ๆ ที่มี อยู่แล้วไปกําหนดว่าสนธิสัญญาเปลี่ยนแปลงเขตประเทศไทย สมมุติอย่างนั้นจะต้องไปเขียน กรอบว่าคุณทําได้แค่นี้ได้แค่นั้นคงไม่ใช่อย่างนั้น ขอเพียงแต่กรอบว่าอะไรที่มันจะเอามาเข้า กันได้บ้าง อะไรต่าง ๆ ที่จะพอเป็นไปได้บ้าง แล้วก็ดําเนินการกันบ้าง ส่วนขั้นตอนของ กฎหมายจริง ๆ หนังสือสัญญาที่เขียนกันไว้ชัดเจนนะครับ มีผลกระทบความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ สังคมอะไรต่าง ๆ นี้นั้นเข้าอยู่ครับ อย่างไรก็ต้องมีกรอบ มีอะไรต่าง ๆ ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่างทุกประการ อันนั้น มีอยู่แล้ว เป็นไปตามรัฐธรรมนูญครับ ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้น ท่านกําหนดประเภท และกรอบเจรจานั้น เพื่อจะได้เอาไปเขียนไว้ว่าอะไรมันทํากันได้บ้าง อย่างไรได้บ้าง ซึ่งทั้งหมดทั้งหลายนั้นพอเรามีกฎหมายเข้ามาในตอนนั้น เราก็ช่วยกัน พิจารณากันต่อนะครับว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ผมคงอธิบายอย่างนี้ เดี๋ยว ๒-๓ ท่านก็คงจะ ช่วยเพิ่มเติมกันได้อีกเยอะนะครับ
ส่วนของท่านพีรพันธ์ พาลุสุข นั้น เมื่อกี้ท่านได้ต่อว่า ว่าผมเวลาประชุม เพื่อชี้แจงของคณะกรรมาธิการแล้ว บังเอิญไม่ได้ฟังกันทั้งหมด จริง ๆ ได้ฟังนะครับ ได้ฟัง คําอธิบายจากหลายคนทั้งหมดเลยนะครับ เท่าที่หลายคนจะยินดีมาอธิบายให้ฟังกันนะครับ แต่ในวันนั้นมีการประชุมของคณะกรรมาธิการ ยังไม่แล้วเสร็จ เราเริ่มประชุมตั้งแต่ บ่ายโมง บังเอิญเรานัดบ่ายสามโมง ยังไม่เสร็จนะครับ ท่านก็เลยนั่งรอ ในระหว่างนั่งรอนั้น ท่านอาจจะคิดว่าจะรีบกลับไป ผมอาจจะไม่ได้ตามเวลาจริง ๆ นะครับ ก็ต้องขออภัย ในส่วนนั้นนะครับ แต่ว่าบังเอิญมันไม่จบจริง ๆ เมื่อไม่จบ หลายคนก็บอกว่าถ้ากรรมาธิการ ตามที่เห็นแล้ว ที่ร่างมาเรียบร้อยแล้ว บางคนเขาก็บอกว่าผมไม่เห็นด้วยหรอก ผมยืนตามที่ ผมเสนอแปรญัตติ ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นท่านก็คงต้องสงวนไว้เลย เพราะว่าถ้าท่านไม่สงวน ไว้เลย ผมก็อธิบายท่านไม่ได้ เพราะว่าอย่างนี้อยู่แล้วใช่ไหมครับ บางคนเขาก็อย่างนั้น ก็มีหลายคนครับฝากคนมานะครับ บอกว่าขอแปรญัตติร่วมหน่อย ขอทําจดหมายมา ตามจดหมายนั้น ท่านบางทีไม่ได้ชี้แจงมากนักเพราะว่าไม่ใช่ของท่านเอง เพราะฉะนั้น ท่านก็บอกว่าผมอธิบายได้นิดเดียวแค่นี้ครับ ขอสงวนเลย ผมก็ยินดีให้สงวนครับ มาพูดกัน ในสภา มาเจรจากันในสภา พูดจากันในสภา ผมก็ยินดีทําอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ในระหว่างวันนั้น หลายคนก็หลังจากที่เราพิจารณาเสร็จ ก็มีหลายคนมานั่งอภิปราย มานั่ง คุยกัน มานั่งชี้แจงกันทีละอัน ๆ ก็มีครับ หลายคนเลยครับ แล้วก็กรรมาธิการก็ยังยืน เหมือนเดิม กรรมาธิการไม่ยืนเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ เพราะว่าที่เราพิจารณากันมานั้นมาจาก เจ้าหน้าที่มากมายมาชี้แจง จากคนอีกเยอะแยะทีเดียวครับ มานั่งคุยให้เราฟังแล้วเราก็นั่งดู กันอย่างละเอียด ละเอียดเสร็จแล้วเราก็บอกว่าเอาอย่างนี้ล่ะ คราวนี้ถ้าเราจะมาแก้ไขกัน เดี๋ยวนั้น กันสด ๆ ตรงนั้นนี่นะครับ ก็ต้องมานั่งคุยกันอีกเยอะ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ก็ยืนตรงนี้เอาไว้ เพราะว่าเราคิดว่าเราได้ดําเนินการกันรอบคอบแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่ยัง ไม่มีความเห็นตรงกับที่กรรมาธิการได้ดําเนินการ ท่านก็สงวนและก็เอามาพูดกันในสภานี้ ผมก็ต้องเรียนชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นอย่างนั้นนะครับ ในส่วนแปรญัตติของท่านนั้น ท่านได้ ตัดตอนบางส่วนออกไปนะครับ อย่างเช่นในส่วนของวรรคสาม ท่านได้ตัดออกไป จริง ๆ ในขั้นตอนเดิมผมเรียนกว้าง ๆ เลยนะครับ เดี๋ยวหลายท่านคงอธิบายเพิ่มเติม ที่เขาเขียน เอาไว้นี่นะครับ เขาเขียนมาให้ดูเลยตั้งแต่ว่ามันมีอะไรบ้าง ในวรรคต้นคือหนังสือสัญญา เป็นหนังสือสัญญาอะไรบ้าง พอในวรรคสองหนังสือสัญญา ก่อนที่จะไปดําเนินการทําหนังสือสัญญา จะทําอะไรบ้าง ก่อนจะไปสัญญา ก่อนจะดําเนินการอันนี้ ควรจะทําอะไรบ้าง เขียนเอาไว้ นะครับ พอทําไปเสร็จแล้ว เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาเสร็จ จะต้องทําอะไรต่อ คือขั้นตอนที่ เขียนไว้เขาจะบอกเป็นตอน ๆ เอาไว้ทั้งหมดนะครับ และขั้นตอนก่อนจะไปทํา คุณบอก ชาวบ้านก่อนไหม มาดูกรอบกันไหม อย่างน้อยสภาได้รับรู้กันได้บ้างไหม อะไรทํานองนี้ อย่างน้อย ๆ อย่างที่ผมได้เรียนไว้แล้วนะครับว่ามันต้องคานกันได้ดุลนะครับ รัฐบาลไหน ก็แล้วแต่นะครับ ท่านจะไปทําสัญญาอะไร แต่ว่าถ้าสมมุติว่าประชาชนได้รู้เพียงนิดเดียว ท่านทําอย่างเดียวไปเยอะ ๆ ประชาชน ก็อาจจะไม่พอใจก็ได้ แต่ถ้าจะให้ประชาชนรู้ทั้งหมด เวลาท่านก็ไม่มี ทําอะไรไม่ได้ จนกระทั่ง ไปเซ็นสัญญากับใครเขาไม่ได้ อันนั้นก็เกินไป เพราะฉะนั้นเราทําได้แค่ไหนครับมันได้ดุล อย่างน้อยก่อนจะไปทําสัญญาควรจะดําเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นในขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับทางพวกเราก็ได้ดูแล้วก็สอบถามกันมาเต็มที่แล้วนะครับว่า จริง ๆ เราก็ควรจะ มีตามที่กรรมาธิการได้เสนอมานี้นะครับ ว่าก่อนจะทําควรจะมีอะไร ทําไปแล้ว จะไปลงนาม กันอย่างไร ควรจะมีอะไรบ้างนะครับ ผมก็เรียนกว้าง ๆ ในส่วนนี้ว่าของกรรมาธิการเราก็ ยังมีความเห็น แล้วเราก็ยังยืนไปในแนวทางอย่างนั้นนะครับ
ส่วนของคุณเจริญ แล้วก็คุณสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ คุณนฤมล ศิริวัฒน์ ที่ท่านจะให้ มีทั้งหมด ถ้ามีปัญหาแล้วก็ไม่ต้องไปเข้ากับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ให้ส่งมาที่สภาดําเนินการ ก็ต้องเรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้วเราก็ได้ดูคําแปรญัตตินี้ เราก็ได้สอบถามก็ต้องคุยกันนะครับ ว่าจริง ๆ ถ้าเอากลับมาเข้าสภากันอีก เรื่องทั้งหมดเราดําเนินการตามขั้นตอน และทั้งหมดนี้ ก็ผ่านสภานะครับ ผ่านสภามาเสร็จ พอมีปัญหาอะไรเราก็บอกว่าให้สภาตัดสิน ดําเนินการ ให้สภาตัดสิน มีปัญหาเรื่องการตีความหรืออย่างไรก็แล้วสุดแล้วแต่นะครับ สภามีโอกาสที่จะ ได้ดูปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งเมื่อกี้นี้ท่านหนึ่งนะครับ ท่านได้แปรญัตติและได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องของประเทศชาติ เรื่องสัญญามันเป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ นะครับ เพราะว่า มันไปกระทบกับประเทศชาติบ้านเมืองค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นที่ดําเนินการตามนี้ เราใช้ ทุกอํานาจในการมาตรวจสอบทั้งหมด ฝ่ายบริหารอยากจะทําอะไรแค่ไหนบอกมา ฝ่ายประชาชนคือสภาก็มานั่งดูกันว่าที่คุณจะไปทํานั้น พวกผมเป็นอย่างไรบ้างไหม ตรวจสอบดู แต่พอมันมีปัญหากันขึ้นมาว่าอย่างนี้มันควรจะให้ดูไหม ไม่ควรให้ดูไหม ให้สภา ดูไหม ไมให้สภาดูหรืออย่างไร น่าจะมีอีกอันหนึ่ง ก็คือศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มาดูกันว่าควรจะ ให้ทําอย่างนี้หรือไม่ ซึ่งก็ดูแล้วมันก็ได้ดุลกันพอดีนะครับ แล้วต่างคนต่างตรวจสอบกันได้ พอดีนะครับ ผมคิดว่าของเดิมที่ร่างเอามานั้นผมคิดว่าก็น่าจะเป็นไปได้แล้วนะครับ
ส่วนของท่าน พลอากาศเอก วีรวิท ท่านกําหนดต้องให้ได้ประเภทหนังสือ สัญญา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนจะจัดทํากฎหมายตามวรรคหก จะต้องมา ดําเนินการให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อ คือขั้นตอนพอมันเยอะขึ้น ต้องเรียนนะครับว่า พอมันเยอะขึ้น กว่าที่จะไปทําสัญญาได้บางทีก็เลยไม่ต้องทํากันนะครับ คนอื่นเขาก็เลย ดําเนินการกันจนแล้วเสร็จ แต่ในขณะที่เรานี่ถ้าขั้นตอนมันมากเกินไปมันก็จะทําให้งาน ต่าง ๆ นั้นที่ดําเนินการค่อนข้างเยิ่นเย้อและล่าช้าไป ผมต้องเรียนว่าที่เขียนเอาไว้นี่นะครับ ที่เขียนกันเอาไว้ตามลําดับที่ได้เล่าให้ฟังไว้นี้นั้น เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ที่ดีที่สุด อยากจะให้ การทํางานของหน่วยงานที่เขาเกี่ยวข้องให้ดําเนินการให้ได้ดีที่สุดแล้วนะครับ แต่ถ้าเราไป เพิ่มเติมที่อะไรต่อมิอะไรที่ให้มีขั้นตอนการตรวจสอบ มีการอะไรอีกเยอะแยะนั้น ถ้าถามว่า ดีไหม มันก็ดีครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนได้ดูเยอะ แต่พอดูเยอะนี่ปัญหาต่าง ๆ กว่าจะ ออกไปได้ กว่าจะดําเนินการได้ ก็อาจจะไม่ทันการณ์แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นจาก คณะกรรมาธิการได้ตรวจสอบดูกันทั้งหมดแล้ว จากสอบถามหน่วยงานทั้งหมดแล้วนะครับ ขั้นตอนที่ได้ร่างเอามานั้นคิดว่าเหมาะสมดีแล้วนะครับ
ส่วนของท่านอื่น ๆ นั้นก็จะมีของท่านวันชัยนะครับ ของท่านวันชัย แสงสุขเอี่ยม ที่ท่านบอกว่า ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้นําบทบัญญัติของมาตรา ๓๐๓ (๓) มาใช้ จริง ๆ มาตรานี้พอเข้าไปอยู่นะครับ มาตรา ๓๐๓ (๓) นั้นยังไม่ได้ยกเลิกนะครับ และยังใช้กันอยู่ครับ เพราะฉะนั้นก็ยังบังคับกันอยู่นะครับ ท่านไม่ต้องกังวลว่ามาตรา ๓๐๓ (๓) จะมาใช้กับอันนี้ไม่ได้ ก็ยังใช้เดิมอยู่ครับ ก็ต้องทําตามแนวทางของมาตรา ๓๐๓ (๓) ซึ่งยังอยู่ตอนนั้นอยู่นะครับ ผมไปเร็ว ๆ นิดหนึ่ง
ส่วนของท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ และท่านรสนา โตสิตระกูล นะครับ ที่จะเพิ่มเติมว่าจะให้มีคณะกรรมาธิการ อย่างที่ว่านี่ครับ ให้ส่งเสริม จริง ๆ ท่านก็ได้อภิปรายนะครับว่าจริง ๆ แล้ว ๓ ส่วน ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็ฝ่ายตุลาการ ๓ ส่วนก็ได้ดุลกันดีแล้ว แต่ขั้นตอน เราควรจะต้องทําให้เร็วและก็สั้นที่สุดแล้วก็รอบคอบนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับที่ท่าน บอกว่าหนังสือเยอะดูไม่ทันอะไรต่าง ๆ นั้น จริง ๆ มันเป็นขั้นตอนอย่างนั้นครับ ถ้าเราสนใจ ที่จะดําเนินการก็ต้องช่วยกันดู แต่ว่าถ้าเรามาทําขั้นตอนให้มันเยิ่นเย่อยืดยาวออกไปอีก บางทีปัญหาต่าง ๆ มันก็จะทําให้ล่าช้าไม่ทันการณ์นะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะมี คณะกรรมาธิการเพิ่มเติมมาดําเนินการอะไรต่าง ๆ สภาได้มีการตรวจสอบแล้ว สภาเป็น ๑ ในอํานาจที่จะดูแลเรื่องสนธิสัญญาที่ต่างประเทศเขาจะมาดําเนินการกับเรา ซึ่งเป็นเรื่อง สําคัญอย่างที่ผมเล่าให้ฟังแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสภานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะดูขั้นตอน ตรงกลางนี้เรียบร้อยจนกระทั่งแล้วเสร็จ ถ้ามีปัญหาถึงจะไปฝ่ายตุลาการนะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็คิดว่าของเดิมขั้นตอนเป็นไปอย่างเหมาะสมแล้วนะครับ
ของคุณสุพจน์ เลียดประถม นั้นก็ไม่มีอะไรครับ เหมือนคณะกรรมาธิการ นะครับ เพียงแต่ท่านไปเติมเอาไว้คือ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น กรรมาธิการเอาออกไป นะครับ ถ้าจะเขียนไว้ ทําอะไรไม่ได้เลยเหมือนกันนะครับ เพราะว่าถ้าไม่มีกฎหมาย ก็ต้องหยุด ทั้งมาตรานี้ก็เลยทําอะไรไม่ได้ ก็เอาออกแล้วนะครับ
ส่วนของคุณประเสริฐ เช่นเดียวกับคุณสุรชัยนะครับ ของท่านจิตติพจน์นะครับ ของท่านเป็นเรื่องกรอบเจรจา และก็มีเพิ่มเติมเข้ามาคือมาตรา ๑๙๐(๑) และมีบทบัญญัติ กฎหมาย คือให้เป็นอํานาจของรัฐสภาชี้ขาด ก็เช่นเดียวกันนะครับ ที่เล่าให้ฟังแล้วครับ อํานาจชี้ขาดนี้ถ้าเรามีปัญหาต่าง ๆ ปัญหาที่ว่ามันไม่ได้มากมายเยอะแยะนะครับ เพราะว่า เราเขียนกฎหมายไปแล้ว ในกฎหมายนั้นจะมีคําอธิบาย กฎหมายที่จะออกมานี่ครับ จะมีคําอธิบายอยู่มากพอสมควร ปัญหาที่มันจะเกิด มันจะต้องเกิดเป็นปัญหาที่เป็นปัญหา จริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นปัญหาจริง ๆ การที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ไม่ได้หมายความว่ามันจะเยอะแยะมากมาย ถ้าเราสามารถที่จะเขียนกฎหมายได้ครอบคลุม สิ่งต่าง ๆ ไว้เกือบจะทั้งหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามันมีอย่างนั้นจริง ๆ ก็หมายถึงว่า การตัดสินควรจะเป็นให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนะครับ ผมอธิบายอย่างกว้าง ๆ อย่างเร็ว ๆ เท่านี้ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมผมขออนุญาตให้ท่านรองประธานนะครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็คุณนิพนธ์ บุญญามณี ได้เจาะลึกในแต่ละอันลงไปอีกนะครับ เชิญครับ
ผมว่าให้กรรมาธิการชี้แจง ให้หมดนะครับ และเดี๋ยวท่านอภิปรายต่อได้นะครับ เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการ ใคร่ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกเพิ่มเติม ในการแปรญัตติและการสงวนความเห็นของสมาชิกรัฐสภา ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ ก่อนอื่นผมขอเรียนในหลักการกว้าง ๆ นิดหนึ่งว่า ถ้าเราถอยไปดูหลักการและเหตุผล ที่เรารับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้มา ต้องดูตรงนั้น ให้ชัดเจนก่อน หลักการอันนี้ก็คือ เกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ส่วนเหตุผล เขาจะพูดถึงเหตุผลของการที่เขาขอแก้ไขเพิ่มเติมมา เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ ความไม่ชัดเจนของสัญญาที่จะนํามาเข้าสู่สภา จะพูดถึงในเรื่องงบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเนื่องจากความชัดเจนไม่เพียงพอ เป็นอุปสรรคในการดําเนินนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจนในการนําไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยให้มีการตรากฎหมายกําหนด รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทหนังสือสัญญาที่จะต้องมีลักษณะใด ที่จะนํามาเสนอรัฐสภา เห็นชอบ ครับ ถ้าดูตรงนี้และเข้าใจกันตามนี้ มันจะย้อนไปอย่างอื่นไม่ได้นะครับ เราผ่าน วาระที่หนึ่งมาแล้ว มาวันนี้ท่านสมาชิกจะมาบอกขอตัดกรอบออกได้ไหม อะไรได้ไหม แล้วส่วนการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมอะไรที่มากมายไปกว่าหลักการอันนี้ ก็ไม่สมควรที่จะกระทํา เพราะมีท่านสมาชิกหลายท่านเสนอตั้งกรรมาธิการ เสนอตั้งกรรมการอะไรต่าง ๆ นานา อันนั้นมันไม่สมควรที่จะมาดําเนินการเพิ่มเติมในร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เพราะตรงนี้เราจะ พูดถึงในเรื่องของความไม่ชัดเจน แล้วก็พูดถึงการเพิ่มประเภทเท่านั้น ผมขอทําความเข้าใจ ตรงนี้ก่อนนะครับ ผมขอดูรายละเอียดที่สําคัญ ๆ สัก ๕-๖ ประเด็นนะครับ เพิ่มเติมจากที่ ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงแก่ท่านสมาชิกแล้ว
ในส่วนของท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านให้ ตัดคําว่า ประเภท และกรอบเจรจา ออก เท่ากับท่านไม่ยอมรับวาระที่หนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเข้าใจว่าวาระที่หนึ่งผ่านมาอย่างนี้ ท่านเป็นเสียงข้างน้อยท่านก็ต้อง ยอมรับ เพราะทําตัวเป็นเสียงข้างมากได้แล้วในเวลานี้นะครับ จะถอยหลังไปอย่างนั้น มันไม่ได้
ของท่านชลน่านนี่นะครับ มันเกี่ยวกับการอ่านตัวเวิร์ดดิ้ง (Wording) นะครับ ตัวหนังสือ ที่เขียนว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ท่านต้องแยกคําว่า กําหนด ออก แล้วต่อไปจึงจะเข้าว่า ประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ นั่นคือ ๔ เรื่องที่ถูก กําหนดขึ้นในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นคําว่า กําหนดกรอบเจรจา ที่ท่านชลน่าน ให้ตัดออกนั้น ข้อเท็จจริงแล้วกรอบเจรจาตัวนี้ไม่ใช่เนื้อหาสาระของกรอบเจรจา มันจะเป็น การกําหนดว่าสัญญาฉบับไหนควรจะมีกรอบเจรจาหรือไม่ กรอบเจรจาควรจะมีในรูปแบบใด ต่าง ๆ อันนี้เป็นหลักการของการกําหนดกรอบเจรจา มิใช่กรอบเจรจาที่อยู่ในวรรคสาม หรือวรรคสี่เดิมนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอทําความเข้าใจว่าทําไมจึงมีการเขียนว่า ให้มีกฎหมายกําหนดกรอบเจรจา อันนี้คือกําหนดวิธีการเขียนกรอบเจรจาหรือว่าจะเขียน กรอบเจรจาหรือไม่ในสัญญาบางประเภท
ส่วนของท่านพีรพันธุ์ ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงไปแล้วนะครับ เพราะท่าน ไปตัดออกเยอะแยะเลย ท่านไม่ยอมรับวาระที่หนึ่ง ท่านตัด ประเภท ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง ออกไปซึ่งมันก็ไม่ตรงกับหลักการและเหตุผลของรัฐธรรมนูญที่เราได้รับหลักการกันมาแล้ว
ในส่วนของท่านอาจารย์เจริญ ท่านสิริวัฒน์ และท่านนฤมล ท่านพูดถึงเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐสภา ตรงนี้ผมขอชี้ให้เห็นชัดเจนอีกนิดหนึ่ง เมื่อเราได้รวมวรรคสอง และวรรคสามเป็นวรรคสองแล้ว เราจะมีหนังสือสัญญาอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือหนังสือ สัญญาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือการเปลี่ยนแปลงอธิปไตยของชาติ อีกกลุ่มหนึ่งคือหนังสือสัญญาที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การค้าหรืองบประมาณ เนื่องจากมาอยู่ในวรรคเดียวกัน คือเราเอาวรรคสองและวรรคสามเดิมมารวมเป็นวรรคสอง การเขียนไว้ในวรรคหกใหม่นี่นะครับ ซึ่งเดิมเป็นวรรคเจ็ด ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง เห็นไหมครับ คําว่า วรรคสอง นี่จะรวมหนังสือทั้ง ๒ กลุ่มอยู่ จึงให้เป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญยังตีความในส่วนของส่วนแรก คือในส่วนที่เป็นหนังสือ สัญญาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตและสิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจ เนื่องจากว่า เราไม่ได้ร่างกฎหมายเพื่อที่จะกําหนดประเภทของสัญญาในหนังสือสัญญาเหล่านั้น เนื่องจาก เป็นหนังสือสัญญาที่ได้พิจารณาแล้วว่าการจะออกกฎหมายกําหนดประเภทเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นหนังสือสัญญาในเรื่องเหล่านั้นจึงให้นําเข้าสู่สภา ยกเว้นแต่ว่ารัฐมนตรีพิจารณาแล้วว่าไม่ต้องนําเข้า แล้วมีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญท่านยังมีอํานาจในการตีความ เพราะเป็นการตีความรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอํานาจตรงนี้จึงยังอยู่ที่รัฐธรรมนูญอยู่ แต่ถามว่ารัฐสภามีอํานาจอะไรหรือไม่ ในวรรคห้าใหม่ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ ในกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐสภาเป็นผู้ออก เป็นผู้ตรา แล้วในกฎหมายฉบับนี้ ก็จะตราถึงวิธีการในการดําเนินการได้ อย่างเช่น ในบางประเทศที่เขายกร่างไว้เขาจะทําเป็น ผนวกเลยนะครับ เป็นผนวกประกอบ พ.ร.บ. ว่า หนังสือประเภทที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เกี่ยวกับงบประมาณ เอฟทีเอประเภทไหน วงเงินของบประมาณที่เกินเท่าไรในการจัดซื้อ จัดหาต่าง ๆ เหล่านี้ ที่จะต้องนํามาเข้ารัฐสภา กําหนดไว้ในผนวก แล้วก็อาจจะบอกว่า ในทุก ๒ ปีหรือ ๓ ปี ให้มีการพิจารณาทบทวนรายชื่อหรือสัญญาที่กําหนดในผนวกนี้ใหม่ เพราะอาจจะมีสัญญาอีกบางประเภทที่คิดว่าควรจะต้องนํามาเข้าสภาแห่งนี้ที่มาเจอทีหลัง แล้วเมื่อมีการทบทวนใหม่ตามเงื่อนไขของกฎหมาย เราก็สามารถเพิ่มเติม พ.ร.บ. หรือสัญญาที่เราต้องการให้นําเข้าสู่สภาแห่งนี้ได้ในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้สภาก็มี อํานาจในการตีความ ซึ่งตรงนี้ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะไม่ลงมาตีความแล้วเพราะเป็นเรื่อง ของกฎหมาย แต่ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่ต้องตีความ ก็เช่นเดียวกันกับในกรณีของ พวกอธิปไตยต่าง ๆ นะครับ อันนี้จึงเป็นความแตกต่างที่ว่าที่จริงแล้วทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐสภา ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการตีความสัญญา แต่ในคนละสถานะ
ในส่วนของท่าน พลอากาศเอก วีรวิท ท่านประธานได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ที่ท่านได้เพิ่มเติมขึ้นอีก ๒ วรรค ซึ่งผมมองว่าเป็นรายละเอียด แล้วก็อาจจะไปนําไว้ ในกฎหมายที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ได้นะครับ
ในส่วนที่ต้องการเพิ่มกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างก่อน อันนี้ท่านประธาน ได้ชี้แจงแล้วว่าไม่มีความจําเป็นนะครับ จริง ๆ แล้วรัฐสภาแห่งนี้สามารถตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาพิจารณาข้อตกลงหรือสัญญาที่เสนอมาสู่รัฐสภาแห่งนี้ได้ถ้าเราเห็นว่ามีความจําเป็น ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือร่างบันทึกการประชุมของเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ สภาได้ตั้งกรรมการขึ้นมา พิจารณาและก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมการ เพราะฉะนั้นเรื่องไหนที่เรา คิดว่ามีเวลา เราก็ตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณา แล้วก็มีความซับซ้อนหรือมีเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ของชาติ แต่เรื่องส่วนใหญ่ที่ ครม. เสนอมาเราจะเห็นว่าเร่งด่วน ทําภายใน ๕ วัน ๗ วัน อย่างที่หลาย ๆ ท่านบอกว่าอ่านไม่ทัน ถ้าไปตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาก็จะ ยิ่งทําให้การทํางานไม่สามารถจะดําเนินการได้เสร็จทันที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ นะครับ
ในประเด็นที่เกี่ยวกับอาณาเขตไทยนะครับ ที่ท่านชลิตได้กรุณาแปรญัตติไว้ คําว่า อาณาเขตไทย ทางกฤษฎีกาได้ชี้แจงอย่างนี้นะครับ ทําไมไม่เขียน อาณาเขต ประเทศไทย เพราะคําว่า ประเทศ ถ้าเราใช้ภาษาอังกฤษจะเป็นเนชัน (Nation) หรือจะเป็น คันทรี (Country) มันจะมีความหมายที่กว้างกว่า อาจจะรวมถึงรัฐบาล รวมถึง หลาย ๆ อย่าง แต่ในเมื่อเราพูดถึงอาณาเขต คือแลนด์ (Land) เพราะฉะนั้น คําว่า ไทย ที่ใช้ลงไปนั้นหมายถึงรัฐไทย เพราะฉะนั้นอาณาเขตไทยคืออาณาเขตของรัฐไทย ก็มีความหมายที่แคบและชัดเจนแล้วใช้กันมานาน ก็จึงได้ใช้ในการตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า อาณาเขตไทย ซึ่งใช้กันมาเป็นที่เข้าใจแล้วก็ไม่ผิดนะครับ อันนี้ทางกฤษฎีกาได้ยืนยันแล้วว่า ทําไมเราไม่ใช้ว่าอาณาเขตประเทศไทย ถึงแม้จะใช้ก็ไม่ผิดเช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ขอ อนุญาตเพิ่มเติมที่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงไว้แล้วแค่นี้ครับ
เชิญท่านสุรพงษ์ก่อน แล้วเดี๋ยว ท่านชลน่านต่อนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเป็นวาระที่สอง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชนที่รับฟัง รับชมอยู่ในขณะนี้ว่าพรรคเพื่อไทยเองไม่ได้นั่งร่วมเป็นกรรมาธิการ ในคณะนี้ แต่ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน ได้ติดตามการแปรญัตติก็ดี การแก้ไขก็ดี ของคณะกรรมาธิการทั้ง ๔๕ คน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมงง งงจริง ๆ เพราะว่าคณะทํางานที่ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นคณะทํางานที่เสนอมายังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็เสนอ เข้าสู่สภา มีการแก้ไขถ้อยคํามากมาย แต่พอไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการทั้ง ๔๕ คน ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล กับ ส.ว. แก้กลับมาเหมือนมาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป๊ะ ยกเว้นมีคําข้อความที่เติมแต่งเข้าไปนิดเดียวในวรรคห้า แต่อันนี้อยู่ในวรรคหก เติมเข้าไปเพียงแต่ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบเจรจา แค่นั้นเอง คือเอามาตรา๑๙๐ เดิมมาเติมแต่งคําว่า ประเภท กรอบเจรจา มันอะไรกันครับ แล้ววันนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการลุกขึ้นมาชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติ ผมตามท่าน ผมก็งง ฟังไม่รู้เรื่องครับ มันแก้กันไปแก้กันมา แล้วประชาชนที่อยู่ทางบ้านที่ฟังการแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้ ใครจะไปรู้เรื่องครับ พูดเรื่องง่าย ๆ แต่พูดด้วยถ้อยคําที่ดูแล้วงงไปหมด ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายในวันนี้ว่า ในที่สุด รัฐบาลอภิสิทธิ์โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้ ๔๕ คน ไม่ได้แก้อะไรเลยในมาตรา ๑๙๐ เอาอันเดิมนั่นแหละครับ แล้วมาบวกเข้าไปนิดหน่อยคําว่า ประเภท กรอบเจรจาเข้าไปเติม แค่นั้นเอง พูดกันมาเกือบค่อนวัน อะไรกัน ผมเองผมพยายามที่จะติดตามการแก้ไข รัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้มากมาย ส.ส. อาวุโส หลายท่าน ท่านประธาน แต่มันมีข้อกังขา แทนที่มีโอกาสจะแก้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ แทนที่จะแก้ให้อํานาจแก่สภาผู้แทนราษฎร กลับไปเอาอํานาจคืนไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญอีก อะไรที่ตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ท่านประธานเชื่อมั่น หรือครับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความได้ถูกต้อง ผมอยากจะยกตัวอย่างไปถึงท่านกรรมาธิการ ให้ได้ยินได้ฟัง ท่านประธานคงจําได้ เรื่องพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งผมเป็นคน ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ แล้วรัฐบาลก็ไปชี้แจง เรื่องมีอยู่ว่างบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลบอกว่าจะไปปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วไปลงทุนไทยเข้มแข็ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมบอกรัฐบาลว่าไม่ถึง รอให้เวลาไปใกล้ ๆ สิ้นปีงบประมาณจะรู้ตัวเลขแน่นอน แล้วจะเอา เงินไปปิดหีบเท่าไรเราก็จะรู้ชัดเจน ผมไปเบิกความในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ฟังผมหรอกครับ ฟังรัฐบาล ปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ปิดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นายสุรพงษ์บอกว่าปิดหีบอย่างเก่งก็แสนล้านบาท ในที่สุดปิดหีบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เก่งกว่าสภาผู้แทนราษฎร เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา มีความรู้หลากหลาย มีเหตุมีผล ท่านตัดสินใจเองไม่ได้แล้วเป็นตัวแทน พี่น้องประชาชน วันนี้มีอะไรก็จะโยนไปศาลรัฐธรรมนูญให้ตัดสิน ท่านตัดสินเองไม่เป็น หรืออย่างไร อย่างนี้ใช้ไม่ได้ อย่างน้อยถ้าท่านมาแก้วรรคหก พารากราฟ (Paragraph) สุดท้าย ขอใช้ภาษาฝรั่งสักนิดหนึ่งครับ อย่างน้อยถ้ามีปัญหา ก็ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ถ้าทะเลาะเบาะแว้งกันหนัก ๆ ค่อยส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ แบบนี้สิครับเขียนไว้ เขามี โอกาสให้ท่านแก้ สภานี้ก็ผ่านไปในวาระที่หนึ่งให้ไปนั่งแก้ ท่านไปประชุมกัน ๓๐-๔๐ วัน กลับมาใช้ของเดิม เติมนิดหน่อย แบบนี้ใช้ไม่ได้ท่านประธาน แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า ประธานรัฐสภา ไม่ใช่หมายถึงท่านนะครับ ท่านชัย เมื่อเช้ารีบร้อนไปถึงไหน ทําไมไม่ประชุม ส.ส. ก่อน เพื่อให้อีก ๕ ท่านได้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จะรีบไปตายที่ไหน ประทานโทษ ขอถอนครับ จะรีบไปถึงไหนครับ ท่านประธาน ผมต้องฝากท่านประธานไปบอก ท่านประธานชัย ไม่จําเป็นต้องรีบร้อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสําคัญต่อประเทศชาติ มีความสําคัญต่อพี่น้องประชาชน ท่านทํากลับไปกลับมาอย่างนี้เพื่ออะไร พวกผมฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา ๑๙๐ กับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต พวกผมถึงไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย ท่านประธานเข้าใจ นะครับ พี่น้องประชาชนได้ฟังการอภิปรายของผมควรจะเข้าใจ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่สอง วาระที่สาม ที่กําลังพิจารณากันนี้ ก็มีข้อคิดเห็นจากพรรคฝ่ายค้าน ความบกพร่องทั้งหมดนี้ก็เพราะพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ไปนั่งเป็นกรรมาธิการกับท่าน เลยไม่มีใครติติง ท่านก็เออออห่อหมกไปตามกัน ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน แล้วเสร็จแล้ว ขายขี้หน้าไหมครับ แก้กลับไปกลับมาเหมือนเดิม นี่เท่ากับหลอกประชาชน ต้องไปชี้แจง ให้ประชาชนให้ชัดเจน แล้วท่านประธานกรรมาธิการพูดให้ชัด พูดกํากวม ๆ อ้อมแอ้ม ๆ ฟังไม่รู้เรื่องท่านประธาน พี่น้องประชาชนอยู่ทางบ้านไม่ได้เห็นหน้าเห็นตา ได้ฟังเสียง ก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดีนะครับ ฝากไว้แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านชลน่านนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมอีกครั้งหนึ่งตามที่ได้ร้องขอสิทธิเอาไว้หลังจากที่ ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการ และได้มีโอกาสฟังท่านรองประธานได้กรุณา ชี้แจงในข้อซักถามในส่วนที่ผมได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ท่านประธานครับ ในสิ่งที่ท่านประธานได้ตอบและทางท่านรองประธานได้ชี้แจง ผมเองผมเข้าใจท่าน แต่ประเด็นของผม ผมในฐานะที่เป็นตัวแทนพี่น้องปวงชนชาวไทยก็ย่อมที่จะมีสิทธิ ก็มองต่างมุมจากท่าน ท่านได้อ้างถึงเรื่องของหลักการและเหตุผล ผมยิ่งต้องชัดเจนไปใหญ่เลยว่า ท่านอ้างถึงหลักการและเหตุผลนะครับ การที่เรามาแก้ไขอย่างนี้จริงอยู่ครับลึก ๆ เราต้องการลดภาระงานของรัฐสภาในสิ่งที่ไม่จําเป็นออกไป นั่นคือเหตุผลโดยรวม เพราะว่า สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นว่าหนังสือสัญญาที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและ สังคม หนังสือสัญญาที่เกี่ยวกับการค้า การลงทุน หรือการงบประมาณของประเทศ มันมีปัญหาในการกําหนดว่าอะไรควรจะเข้า อะไรไม่ควรเข้า โดยเจตนารมณ์แล้วนะครับ มาตรา ๑๙๐ เดิมเขาก็เขียนเอาไว้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการแปลความที่มีความเห็นต่างกัน เป็นที่มาของความจําเป็น ของการแก้ไขหรือไม่ อันนั้นไม่ว่ากัน เพราะว่าลักษณะ การแปลความที่ต่างกันและไม่ชัดเจน มันก็ไม่มีข้อสรุป หลักเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตยก็ดีที่สุดครับ ก็ต้องใช้เสียงข้างมาก ถ้าตกลงกันไม่ได้ แต่ก็ต้องเคารพสิทธิ์ของเสียงข้างน้อยที่จะคอยตรวจสอบ คอยแสดงความคิดเห็น เดิมเขาใช้ คําว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยกําหนด ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา เขาเขียน อย่างนั้นครับ ผมก็ถามนักวิชาการหลายท่านก็บอกอันนี้คลุมหมดแล้ว ไม่เติมอะไรเลย คุณก็สามารถกําหนดได้ว่าวิธีการทําหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้า การลงทุน เกี่ยวกับ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม กําหนดได้ แต่ว่าในเมื่อไม่มีการยอมรับกันก็เลยต้องมาแก้ ผมเองก็ไม่ได้แปลกใจหรอกครับว่าถ้าจะทําให้มันชัดขึ้นก็ยิ่งดี เพราะบ้านเราศรีธนญชัยเยอะ พวกตะแบงนี่มากมายครับ โดยเฉพาะตะแบงเข้าข้างพวกกันเองแล้วนี่ทําได้ทุกอย่าง ความชัดเจนมันต้องมี อันนี้ผมยอมรับ แต่ประเด็นหนึ่งเมื่อแก้แล้วนะครับ ก็ต้องแก้ไปตาม หลักการเหตุผล ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย แต่ประเด็นที่ผมแย้งของผมเอง ผมบอกวรรคห้า ต้องขออภัย คําอภิปรายผมอาจจะมีความสับสนเรื่องวรรค เพราะว่ามีการตัดในร่างนะครับ แต่ถ้าเป็นตัวร่างจริงนี่ก็คือวรรคห้า ที่มีการแก้ไข วรรคห้าเดิมที่มีการแก้ไขคือ ให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดประเภท ซึ่งเดิมไม่มี มาตรา ๑๙๐ เดิมไม่มีครับ กรรมาธิการเติมตรงนี้มา ผมเองไม่ขัดข้อง ในร่างของผมก็คล้ายกัน ว่ามีให้กําหนดประเภทหนังสือสัญญานั้นเสีย จะได้ชัดเจน ทําไมต้องกําหนดประเภทครับ ชัดเจนอีกครั้งครับ ถ้าไม่มีคําว่า มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ตัวนี้ล่ะครับที่มันมี ปัญหา ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เขียนคําว่า กว้างขวาง ลงไป ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศ ทุกอย่างก็ต้องเขียน ก็ต้องผ่าน แล้วเรื่องการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ บ้านเรานักกฎหมายเยอะครับ เขียนไปแล้วให้มีข้อลักลั่น มีข้อต้องแปลความ คําว่า กว้างขวางแล้วอย่างมีนัยสําคัญ นี่ล่ะครับมันจะทําให้สภานี้ยุ่ง รัฐสภายุ่ง ประกอบกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองก็ทําให้ยุ่ง เพราะถ้าท่านจะวินิจฉัย ว่ามันเป็น ท่านก็หาเหตุให้เป็นได้ ไม่ว่ากันครับ เพราะมันก็กว้างขวางจริง ถ้าเกิดผู้ชุมนุม ๒ ฝ่ายมาปะทะกันนี่ก็มีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางได้เหมือนกัน อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ประเด็นที่ผมบอกว่าทําไมท่านต้องเขียนคําว่า กรอบเจรจา เข้าไปด้วย ในกฎหมาย ของท่านจะเขียนคําว่า กรอบเจรจา ผมยกตัวอย่างครับ ถ้าผมเป็นนักกฎหมาย ผมไปร่างนี่ผม ลําบากใจมากเลย มาตรา ๕ ให้เขียนกรอบเจรจาดังต่อไปนี้ ๑. วัตถุประสงค์ ๒. ผู้เจรจา ๓. งบประมาณที่ใช้ ๔. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ใช่ไหมครับ ในร่างกฎหมายท่าน ท่านจะเขียน อย่างไร อย่างนี้ยิ่งจํากัดกรอบเข้าไปใหญ่เลยนะครับ ยิ่งจํากัดความแคบลงไปในกฎหมายอีก แทนที่เราจะเปิดไว้ในวรรคสาม รัฐธรรมนูญเขียนอยู่แล้วว่าถ้าคุณจะทําหนังสือสัญญา ทั้ง ๕ ประเภท คุณจะต้องเสนอกรอบให้กับรัฐสภาแห่งนี้ได้อนุมัติด้วย นอกจากชี้แจง หนังสือสัญญา ต้องเสนอกรอบด้วยกรณีถ้าทําใหม่ หนีไม่พ้นครับ ๕ ประเภทต้องทํากรอบมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือพื้นที่นอกอาณาเขตที่เรามีสิทธิอํานาจ เหนือเขา เช่น สถานทูตครับ ต่างประเทศ เรามีสิทธิอํานาจนอกอาณาเขตอยู่ตรงนั้น ถ้ามันจะ มีการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ มันก็ต้องมาเข้ามีเสนอกรอบให้กับรัฐสภา เพราะฉะนั้นถ้าคุณไป กําหนดประเภทหนังสือสัญญาตามกฎหมายที่คุณกําหนดแล้ว เมื่อคุณกําหนดว่าประเภท ก เป็นหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ก ข ค ก ข ค อันนี้ต้องเข้ามาแน่นอนครับ ปฏิเสธไม่ได้ครับ ถ้ากําหนดไว้ในกฎหมายว่า ก ข ค เป็นหนังสือสัญญาประเภทที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ต้องเข้ามา เมื่อเข้ามาก็ต้องทําตามวรรคสอง ทําตามวรรคสาม จริง ๆ วรรคสามก่อน ดําเนินการตามวรรคสามครับ ชี้แจงหนังสือสัญญาต่อรัฐสภาแห่งนี้ เสนอกรอบมาให้อนุมัติ เมื่อไปเจรจาแล้ว ถ้าจะตกลง มีหนังสือสัญญาต้องมาผ่านพวกเราอีกรอบหนึ่ง ๒ ครั้งครับตามวรรคสอง ไม่อย่างนั้นมีผล ผูกพันไม่ได้ กรอบนี่ครั้งแรกเท่านั้นเองครับ หนังสือสัญญาตามวรรคสองที่พวกเราจะอนุมัติ อีกครั้งหนึ่งสําคัญ รัฐสภาแห่งนี้ต้องทํางาน ๒ ครั้งนะครับ หนังสือสัญญา ๑ ฉบับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกว่าไม่จําเป็นหรอกครับ เมื่อคุณกําหนดประเภทเรียบร้อยแล้ว รัฐบาล คณะรัฐมนตรีต้องมีหน้าที่ไปทํากรอบมา ถ้ากรอบนั้นทําแบบที่สมาชิกรัฐสภาดูแล้ว มันไม่ใช่กรอบก็ไม่อนุมัติ จําเป็นไหมครับที่สมาชิกรัฐสภาต้องไปเอากรอบตามกฎหมายมา ถ้าเป็นตามนี้แล้วอนุมัติ บังคับพวกเราเกินไปครับ บังคับคณะรัฐมนตรีเกินไปผมไม่เห็นด้วย จริง ๆ แล้วเสมือนแย้งกันด้วยในตัว วรรคสามกับวรรคห้าไม่จําเป็นครับ วรรคสาม เขากําหนดชัดเจนไว้อย่างไรคุณต้องเสนอกรอบ จะทําหนังสือสัญญาต้องเสนอกรอบ เว้นแต่ หนังสือสัญญาที่ทําต่อเนื่องตามบทเฉพาะกาลที่ไม่ต้องเสนอกรอบ ไปเจรจาแล้วจะตกลงลง นามแล้วจะให้มีผลผูกพันก็ต้องมาผ่านรัฐสภาตามวรรคสองเท่านั้นเอง อันนี้คือขั้นตอน เพราะฉะนั้นผมเองกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านบอกว่าจะทําให้ง่ายต่อการจัดการ แต่ท่านกลับไปเพิ่มความยากผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้ง่าย เลยครับการที่จะไปเขียนกฎหมายไปกําหนดกรอบตรงนั้น ผมก็อยากเห็นเหมือนกัน ท่านยกร่างให้ผมหน่อยสิครับ ยกร่างให้ผมดูหน่อยว่ากรอบที่ท่านมีเขียนในกฎหมายฉบับนี้ เป็นลักษณะอย่างไร ผมฟังคําชี้แจงท่านรองประธานคณะกรรมาธิการท่านบอกว่ามันเป็น เพียงหัวข้อการกําหนดกรอบ ไม่ใช่กรอบตามวรรคสาม ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ ผมกลับมองว่า วรรคสามมันคลุมอยู่แล้วนะครับ วรรคห้าก็แก้นิดเดียวเองครับ ความไม่ชัดเจนเรื่องประเภท หนังสือสัญญาที่ส่งมา เพราะท่านใช้คําว่า กว้างขวาง กับ มีนัยสําคัญ ตรงนั้นเองก็ให้มัน สอดรับ ไม่อย่างนั้นก็แก้บทเฉพาะกาลหรือบทนิยามแล้วมาเขียนให้พวกเราตรงนี้ว่า นัยสําคัญคือ ๑ ๒ ๓ กว้างขวาง ๔ ๕ ๖ จะได้ดูง่ายและจะอนุมัติให้ง่าย ไม่มีใครต้องการ ขัดขวางการพัฒนาประเทศหรอกครับ โดยเฉพาะประเทศชาติบ้านเมืองเราที่กําลังจะมีใน ทิศทางที่ไม่ค่อยจะดีนัก เราต้องช่วยกันครับ ถึงแม้ผมจะเป็นฝ่ายค้าน ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้มีอํานาจนะครับ ยินดีครับที่จะต้องช่วยกันแต่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ที่มันช่วยแล้วมันดีเราอยากทํา แต่ช่วยแล้วมันแย่กว่าเดิมก็อย่าไปทํา ไม่อย่างนั้นจะถูกเขา กล่าวหาเหมือนที่เขาว่ามา แก้เพื่อรักษาหน้าตัวเองมันจะไม่ชอบธรรม ขอบคุณ ท่านประธานครับ
เดี๋ยวให้ทางท่านสมชาย แสวงการ และเดี๋ยวสลับกันนะครับ ท่านไม่ติดใจใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองนั้นเดิมเป็นผู้แปรญัตติไว้ แล้วก็กรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วผมเองก็พอใจ แล้วก็ต้องขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการที่ได้กรุณาแก้กลับไป ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงเกือบเหมือน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิมในมาตรา ๑๙๐ นะครับ ผมเองก็เป็นประเภทอยู่ในโลก แห่งความเป็นจริงครับว่าเจตนาของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ก็คงต้องการที่จะดูแลเรื่องการที่มี การไปเซ็นสัญญากับต่างประเทศที่จะมีผลกระทบกับประเทศ ทั้งให้รัฐสภารับผิดชอบ แต่ว่า ในความเป็นจริงก็มีปัญหาในทางเทคนิคนะครับ ท่านจะแก้แล้วก็เติมคําว่า กรอบการเจรจา กับ ประเภท เข้าไปนั้นก็ทําให้สมบูรณ์ขึ้น ก็ยินดีนะครับ ก็ไม่ติดใจอะไรแล้วก็พร้อมจะโหวตให้ ทีนี้ในมาตรา ๔ ที่ท่านไม่ได้แก้ ก็คือการให้มีกฎหมายลูกนะครับ ซึ่งขออนุญาตพาดพิง ไปเล็กน้อยนะครับ ก็คือว่ากําหนดให้มีการทําให้เสร็จภายใน ๑ ปีนั้น ก็เรียนฝากท่าน ประธานคณะกรรมาธิการว่า ต้องเรียนไปยังรัฐบาลด้วยว่าที่ผ่านมา ๓-๔ ปี กฎหมายลูก ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้บันทึกไว้ตรงนี้ แล้วก็ให้สภาแห่งนี้ ได้มีเจตจํานงมุ่งหมายว่าถ้าเป็นไปได้ว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเสร็จแล้ว ขอให้ท่านส่ง กฎหมายลูกเข้าสภา เราจะรีบทํากฎหมายลูกกันปัญหาต่าง ๆ จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก ก็มีเพียง เท่านี้นะครับที่จะฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการไปยังรัฐบาล ในฐานะผู้เสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญขึ้นมา ขอบคุณครับ
เชิญท่านคุณหมอประสิทธิ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้มีการแก้ไข ผมอ่านตอนที่เป็นฉบับร่าง ก็ไม่คิดว่ากรรมาธิการจะแก้ แก้ไปแก้มา แก้กลับที่เดิม ผมก็ ไม่เข้าใจว่าไปทําอะไรกัน ผมเห็นแล้วผมก็นั่งงง อ่านไปอ่านมา อ่านมาอ่านไป ที่สุดเขียน เหมือนเดิม แล้วเราไปแก้กันทําไมครับ ความจริงไม่แก้ก็เหมือนเดิม เพราะจริง ๆ เราเพียงแต่ เราออกกฎหมายอีกฉบับหนึ่งมาเพื่อปฏิบัติงานได้ ผมเคยพูดในสภานี้ตลอด เพราะว่า ท่านประธานชัย ท่านบรรจุเรื่องที่เราต้องรับทราบ บรรจุจนเรางง แม้แต่แลกเปลี่ยนแพทย์ แลกเปลี่ยนทางวิชาการ แลกเปลี่ยนอะไรเอาเข้ามาจนเต็มสภาไปหมด บังคับบอกว่า ส.ส. ต้องมาประชุมร่วมกัน บางครั้งองค์ประชุมไม่ครบก็ไปโทษ ส.ส. ไปโทษ ส.ว. จริง ๆ ในกฎหมายก็บอกชัดเจน เรื่องที่ไม่จําเป็นก็ไม่ต้องเอาเข้ามา ผมเคยพิจารณาเรื่อง แลกเปลี่ยนแพทย์ ระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศไทยแลกเปลี่ยนแพทย์ เอามาฟัง เอามาให้พวกผมพิจารณาในนี้ มันอะไรกันครับ แล้ววันนี้ท่านบอกแก้แล้วมันจะดีขึ้น มันดีอย่างไรครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ อยากถามว่ามันดีขึ้นอย่างไร มันจะทํางาน ได้ง่ายขึ้นไหม เหมือนเดิม ใช้เวลาวุ่นวาย กลุ่มพันธมิตรออกมาไม่ให้แก้ ท่านก็ไม่เชื่อเขา ท่านบอกท่านจะแก้ แล้วแก้ไปแก้มา แก้กลับที่เดิม ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรครับท่านประธาน อยากเรียนว่าตอนที่ท่านแก้ มีคนเล่าให้ฟังว่าแก้แล้วรัฐบาลชุดนี้จะเปิดช่องรูโหว่ในการกู้เงิน กู้แบบย่อย ๆ อันไหนที่ไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท กู้โดยไม่ต้องผ่านสภา ผมตกใจครับ ไม่รู้ข้อเท็จจริง อยากถามท่านประธานคณะกรรมาธิการ มันจริงไหมฉบับเก่าที่ไม่ได้แก้ไข มันสามารถกู้เงินได้จริงไหม ทีละพันล้าน ๆ บาท กู้ ๑๐๐ ครั้งก็ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจริงหรือเปล่า ประชาชนทางบ้านก็ฟังอยู่ มันจริงไหม แต่พอแก้กลับไป หรือท่านเห็น ช่องโหว่ หรือว่ามันเป็นข้อเท็จจริง ท่านเลยต้องแก้กลับมาเหมือนเดิม นี่เป็นข้อที่อยากถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่ามันมีข้อแบบนี้จริงไหม ที่แก้ทีแรกนี่ กะว่าจะกู้ ๆ แจกทีละพันล้าน ๆ บาท ผมไม่เข้าใจรัฐบาลชุดนี้ ไม่เข้าใจครับทําไมต้องรีบเร่ง ผลักดันจะแก้ แล้วแก้อะไรครับ ถามท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยแก้อะไร แก้กลับสู่ที่เดิม คืนสู่สามัญ ผมไปนั่งดู หัวข้ออุดมการณ์ อุดมการณ์ ผมไปเปิดพจนานุกรมดู อุดมการณ์ คืออะไร หลักเกณฑ์ที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้ ข้อตกลง คือข้อที่นัดหมายกันไว้ เงื่อนไขที่กําหนดไว้ นี่พจนานุกรมนะครับ เพราะเดี๋ยวนี้ ต้องเปิดพจนานุกรมสู้กัน ในศาลยังเปิดพจนานุกรมเลยเดี๋ยวนี้ ผมก็เพิ่งเคยเห็นประเทศไทย ผมไปดูศาลโลกที่ไหนเขาไม่เคยเปิดพจนานุกรมวินิจฉัย แต่เมืองไทยเราเปิดพจนานุกรม ผมก็เลยไปเปิดพจนานุกรม แต่ในความเห็นของผม ท่านประธานครับ ผมว่าอุดมการณ์นี้ มันสูงส่งกว่า สูงส่งกว่ามาก อุดมการณ์ของคนต้องยึดเป็นวัตรปฏิบัติ ต้องทําจริงครับ แต่ข้อตกลงผมว่ามันต่ํากว่าอุดมการณ์ บางคนมีอุดมการณ์ดีมาก แต่พอไปตกลงไว้กับคนหนึ่งคนใดแล้ว จะต้องเปลี่ยนอุดมการณ์ ของตัวเอง ผมว่าอย่างนี้ไม่ไหว จะเป็นผู้นําประเทศได้ไหม ผมไม่เข้าใจ แต่ถ้าผมผมจะยึด อุดมการณ์ของผมก่อน ข้อตกลง ถ้าตกลงแล้วมันไม่มีประโยชน์กับประชาชนนี่ผมไม่ทํา หรอกครับ มันไม่เกิดประโยชน์อะไร ท่านประธาน วันนี้มีเรื่องเดียวครับท่านประธาน ที่พวกเราไม่พูดข้อเท็จจริง เราชอบพูดอ้อมไปอ้อมมา ท่านประธาน เรื่องที่เป็นปัญหาหลัก ของมาตรา ๑๙๐ ในปัจจุบันนี้คือคําวินิจฉัย คําวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่า อาจ นี่ล่ะคือปัญหา ทําไมไม่พูดข้อเท็จจริงกันละครับ ทําไมไม่พูดข้อเท็จจริง ในรัฐธรรมนูญ มันไม่มีครับ อาจ นี่ไปดูคําวินิจฉัยสิครับ เพราะว่าเรื่องอะไรครับ เรื่องเขมร เรื่องนี้ ที่สุด มันเป็นเรื่องจริงคือเรื่องเดียวครับ ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยว่า อาจเสียดินแดน แล้วเกิด มีคนถูกดําเนินคดี เราจะแก้ปัญหาต้องแก้ตรงนี้ครับ แก้ตรงนี้ครับ ไม่ใช่ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เขาดีอยู่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกตลอด มาตรา ๑๙๐ มันดีอยู่แล้ว พวกผมจะแก้ไขเพื่อให้ทํางานได้ ท่านบอกไม่ต้องแก้ มันดีอยู่แล้ว และทําไมท่านจะแก้ เสียเองครับ ตอนแรกคิดว่าจะแก้แล้วทํางานง่าย อ่านแล้วปวดหัวกว่าเดิมครับเหมือนที่ ท่านหมอชลน่านบอก จะไปกําหนดกรอบอย่างไรครับ กรอบอะไร ผมไม่เข้าใจ มันกันไปใหญ่ครับ ท่านประธาน ท่านก็ชี้แจงลําบาก เพราะว่าแก้ไขไปแล้ว ท่านประธานก็เอากลับที่เดิม ไม่เข้าใจ ผมจึงอยากฝากนะครับท่านประธาน จริง ๆ เราแก้ให้ถูกจุด เกาให้ถูกที่คัน คันตรงไหนไปเกาตรงอื่นมันไม่เกิดประโยชน์ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราจะยึดถือ เป็นตัวอย่างต่อไปหรือไม่ ถ้าเรายึดถือต่อไปท่านจะแก้อย่างไรครับ อาจ ข้าราชการไม่กล้าหรอกครับ ถ้ามันยังคาอยู่แบบนี้ คาอยู่แบบนี้ มันอาจทั้งนั้นล่ะครับ มันอาจทั้งนั้นล่ะ ผมก็ไปดูคําว่า อาจ หรือ อาจจะ ในศาลเขาเคยมีการวินิจฉัยหรือไม่ ศาลอาญาไม่เคยมีครับ อาจจะฆ่า คนตาย ก็ไม่มีครับ ไม่มีครับ ข้อหาอาจจะฆ่า อาจจะโกง ศาลแพ่งเขาก็ไม่มี มีเกี่ยวกับ คดีปกครอง ๒ คดีที่ผมค้นมาได้ แต่มันไม่ได้มีผลอะไร มีคําว่า อาจจะ เหมือนกัน เราจะแก้ อย่างไรครับตรงนี้ ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องมาพูด มาถกกัน แต่ว่าของเราโน่นไปแก้เลย เอารัฐธรรมนูญมาเลย ท่านประธาน นี่คือการแก้ปัญหาที่ไม่ถูก ไม่ถูกจุดเลย อยากฝากท่าน ประธานครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ และอีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกถกเถียงกันเยอะมาก คือหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานครับ เราไปดูสถาบันพระปกเกล้า โพล (Poll) ครับท่านประธาน ธรรมดาเมื่อก่อนศาลอยู่สูงครับ ๙๘-๙๙ คนเชื่อถือ หลังจาก ตัดสินคดีหลายเรื่อง ท่านประธานเห็นไหมครับ ของสถาบันพระปกเกล้า เขาสํารวจบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ อัตราที่คนเชื่อถือเหลือแค่ ๖๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ๖๕.๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ศาลยุติธรรม สูงขึ้นครับ ๗๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ความเชื่อถือนะครับ ศาลปกครอง ๖๗.๓ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าน่ากลัวครับ ศาลนี่ถ้าความเชื่อถือไม่ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ อันตราย กับความยุติธรรมของประเทศไทย อยากฝากท่านประธานครับ โดยเฉพาะท่านเป็นศาล มาก่อน ผมว่าผมอยากให้ศาล คนไทยมีความเชื่อถือสัก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ผมว่ากฎหมายพวกนี้ อย่าไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเขามาวินิจฉัยมากเกินไป ตอนนี้อะไรก็เอะอะก็ศาลรัฐธรรมนูญ ทําไมไม่เอาเข้ามาสภาครับ ตั้งคณะกรรมการเหมือนที่เพื่อน ส.ว. บอก ตั้งขึ้นมาชุดหนึ่ง มันจะดีกว่าเยอะ แต่ผมไม่ได้ แปรญัตติไว้ครับ เฉียดนิดเฉียดหน่อย ผมมีอย่างเดียว ผมมีอํานาจอย่างเดียวคือเอากลับคืน เหมือนร่างเดิม อยากฝากท่านประธานครับว่า ขอให้ท่านบอกท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยครับ อุดมการณ์มันต้องยึดถือไว้ยิ่งชีพนะครับ แต่ข้อตกลงถ้าตกลงแล้วไม่เกิดประโยชน์กับ ประเทศ ตกลงเพื่อตัวเอง ตกลงเพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างยาวนาน ไม่เกิดประโยชน์หรอกครับ ยิ่งอยู่นานเท่าไร คิดว่าตัวเองจะมีอํานาจ ใครที่ใช้อํานาจมากเกินกว่าที่ตัวเองมี สักวันหนึ่งครับ ไม่เหลือครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เดี๋ยวครับ ขอให้ท่านวันชัย แสงสุขเอี่ยม แล้วจะกลับมาท่านพีระพันธ์นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่เคารพนะครับ ผมซึ่งเป็นผู้แปรญัตติ วันนี้ผมได้กล่าวนะครับว่าวรรคหนึ่งของมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ นะครับ วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ แล้วก็วรรคหก ผมเห็นด้วย เพราะท่านได้แก้ ตามที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้เป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ในวรรคห้า ผมได้เรียนเสนอท่าน ด้วยความเคารพว่า กฎหมายที่จะต้องให้มีการร่างขึ้นนะครับ ร่างขึ้นหลังจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องกําหนด ประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ท่านยังคงให้มาตรา ๓๐๓ (๓) มีผลบังคับใช้กับมาตรา ๑๙๐ อยู่หรือไม่ ถ้ามี ท่านจะต้องเอามาตรา ๓๐๓ (๓) ซึ่งมันเลยเวลามาถึง ๓ ปีแล้ว คือ ในบทเฉพาะกาลมาตรา ๓๐๓ (๓) บอกว่า คณะรัฐมนตรีที่มาบริหารราชการเป็นคณะแรก หลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ จะต้องจัดทํากฎหมายฉบับนี้ ให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทีนี้มันเลยมา ๓ ปีแล้ว อยากจะเรียนถามว่ามีอะไรที่จะเป็นข้อกําหนดว่า เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านรัฐสภาไปแล้ว ประกาศใช้แล้ว คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันนี้ จะทํากฎหมายที่จะต้องระบุ ประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการทําหนังสือสัญญานี้ ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ผมก็ต้องเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า บทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๓ (๓) ยังมีผลบังคับใช้กับมาตรา ๑๙๐ ที่จะเป็นเป็นกฎหมายขึ้นมาใหม่ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้รับเห็นชอบด้วยในวาระที่สองและวาระที่สามหรือไม่ ซึ่งผมได้ขอ โดยสรุปคือ ผมได้ขอเติมวรรคห้าตอนท้ายว่า ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๓๐๓ (๓) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งท่านจะต้องคํานึงถึงจุด ๆ นี้ มิฉะนั้นเวลามีการร่างกฎหมายขึ้นมา สาระของกฎหมายที่ร่างขึ้นมาอาจจะไม่สอดคล้องกับมาตรา ๓๐๓ (๓) ซึ่งมีสาระสําคัญมาก แล้วก็จะขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ประชาชนก็จะเสียประโยชน์อย่างมาก อันนี้ท่านกรรมาธิการท่านยังไม่ได้ตอบคําอภิปราย แล้วผมก็ไม่ได้แก้อะไรมาก วรรคห้าตอนท้ายเท่านั้น หรือท่านเห็นว่าไม่จําเป็นที่จะต้องระบุลงไป บทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๓ (๓) ก็มีผลบังคับใช้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป หรือไม่นี้ด้วยแล้ว ขอให้ท่านได้ตอบตรงนี้ให้ความชัดเจน แล้วก็ถ้าท่านเห็นว่าไม่จําเป็น จะต้องระบุว่า ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๓๐๓ (๓) มาใช้โดยอนุโลม ถ้าท่านเห็นว่าไม่จําเป็นต้องระบุ แต่ว่าสุดท้ายไปเกิดปัญหาในภายหลัง หรือเกิดความล่าช้า เกินปีหนึ่งแล้วยังไม่ร่างกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้เลย ท่านกรรมาธิการอาจจะต้อง รับผิดชอบหรือไม่ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับเรื่องที่ผมเองได้เข้าไปขอชี้แจง ตามที่ท่านได้เชิญไปให้ชี้แจงในเรื่องการขอแปรญัตติ ผมก็ยังยืนยัน แต่ว่าวันนั้นผมก็นั่งรอท่านอยู่ชั่วโมงครึ่ง และตอนท้ายกรรมาธิการบางท่าน ก็บอกให้ผมสงวนไว้แล้วก็ปิดประชุมไป ท่านบอกว่าท่านได้คุยกันแล้ว ผมก็ไม่ทราบไปคุยกัน ที่ไหน แต่ผมตั้งใจจะไปชี้แจงกับท่านจริง ๆ ว่ามาตรา ๑๙๐ ที่ผมคิด ทําไมผมจึงขอแปรญัตติ เป็นอย่างนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามเรื่องนี้มาอยู่ตลอด คณะกรรมาธิการก็คงไปฟัง จากที่มีนักวิชาการให้ข้อมูลว่า เติมคําว่า ประเภท เข้าไปอย่างเดียวก็จบแล้ว สามารถ ดําเนินการต่อไปได้ ผมคิดว่ามันไม่จบครับ ท่านประธานครับ ถ้ามันง่ายอย่างนี้นะครับ มันไม่เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างนี้หรอก มันมีความสับสนปน ๆ กันอยู่ ผมคิดว่าหลักของการทํา สนธิสัญญานั้นผมได้ชี้แจงไปแล้วว่า หลักนั้นเป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร แต่ว่าเรื่องใดที่ กฎหมายต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเกี่ยวข้องก็กําหนดประเภทไว้ และที่กําหนดเป็น ประเภทมาอยู่ตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับต้น ๆ ที่เรามีมานะครับ ก็มีอยู่ ๓ ประเภทหลัก ๆ ก็คือ สนธิสัญญาที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขตแดน เปลี่ยนแปลงสิทธิอธิปไตยของรัฐ หรือที่ต้องออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณี คือ ๓ ประเภทนี้ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งก็เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก คือที่ประชาชนอยากจะเข้ามามีส่วนร่วม มากขึ้น ก็จึงมีการเพิ่มประเภทเข้ามาอีก ก็คือสนธิสัญญาที่มีความกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันการค้า การลงทุนหรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ตรงนี้ที่เพิ่มขึ้นมานะครับ แล้วก็มีการจะเพิ่มขั้นตอน กระบวนการอะไรต่ออะไรเข้าไปอีก ฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการแก้เพียงอย่างนี้ มันไม่ได้ แก้ปัญหาของฝ่ายบริหารเลย เรื่องยังเข้าสภาอยู่มากเหมือนเดิม ยังต้องมีการขอกรอบเจรจา อยู่เหมือนเดิม ก่อนไปลงนามทําอะไรก็ยังต้องชี้แจงอะไรอยู่เหมือนเดิม ไปลดตรงไหน ผมไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ ที่ว่าเพื่อให้ความสะดวกแก่ฝ่ายบริหารที่จะไปทําอะไรต่ออะไร นี่นะครับ ท่านประธานครับ ในเมื่อหลักบอกว่า สนธิสัญญาประเภทใดที่ต้องให้ ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าต้องกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือ ๓ ประเภทเดิม บวกกับอีกประเภทใหม่ที่เราเพิ่มขึ้นมา แต่ที่มันมีปัญหาก็คือ มันมีอยู่ ๒ คํา ซึ่งคณะกรรมาธิการ ไม่ทราบได้พิจารณากันหรือเปล่า คือคําว่า ที่กระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง คืออะไรครับอย่างกว้างขวาง หรืออย่างมีนัยสําคัญ อะไรคืออย่างมีนัยสําคัญ ท่านบอกว่า ๒ คํานี้จะไปออกเป็นกฎหมาย ไปกําหนดประเภท กําหนดประเภทอย่างไร ก็ประเภทมันกําหนดไว้แล้วในวรรคสอง ๓ ประเภทเดิม บวกกับ ๓-๔ ประเภทใหม่ แล้วจะตีความ ที่มันมีผลกระทบเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง ตรงนี้ ท่านบอกว่าจะไปออกกฎหมายกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ ฉะนั้น ผมพออ่านดูแล้วก็ทําให้ผมเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นสัญญา ๓ ประเภทแรกเดิมซึ่งอยู่ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มานะครับ ไม่ต้องไปกําหนดประเภท การเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ ใช่ไหม เพราะในวรรค เข้าใจว่าวรรคหกนี่นะครับที่บอกว่า ให้มีกฎหมายกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําอนุสัญญาที่มีผลกระทบ ตรงนี้ท่านจะไปออกเป็นกฎหมาย บอกว่าความหมายของคําในวรรคสองที่บอกว่า อย่างมีนัยสําคัญ หรืออย่างกว้างขวาง นี่คืออะไร ท่านจะไปออกเป็นกฎหมายอีกทีหนึ่ง ผมก็ถามว่าจะไปออกอย่างไร คําว่า อย่างกว้างขวาง คืออะไร ดูในคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องแถลงการณ์ร่วม กรณีประสาทเขาพระวิหาร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไปดูสิครับ ท่านบอกว่าแถลงการณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทําให้คน ๒ ประเทศทะเลาะกัน จึงมีผลกระทบสังคมอย่างกว้างขวาง ตีความอย่างนั้นได้อย่างไร คนทะเลาะกัน มันไม่ใช่เพราะสัญญาฉบับนั้น แต่เป็นของเรื่องอื่น แต่ท่านกลับตีความอย่างนั้น ฉะนั้นถ้าจะให้มัน เกิดความชัดเจนควรจะทําอย่างไร ผมก็บอกว่าตัวหลักของประเทศนี่นะครับมันกําหนดไว้ใน วรรคสองแล้ว ถ้าคําว่า อย่างในมีนัยสําคัญ หรือ อย่างกว้างขวาง มันมีปัญหา ท่านก็ ตัดออกไปสิครับ เมื่อตัดออกไป ก็เป็นว่าสัญญาประเภทเหล่านี้ต้องผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภา ไม่ใช่ไปออกกฎหมายกําหนดเองภายหลัง หรือถ้าบอกว่าสัญญาที่มีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน ลงทุนอะไรละครับ เดี๋ยวท่านก็ไปออกกฎหมายว่าลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ได้ไหม ลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ ลงทุนอะไรละครับ หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ เท่าไร ที่บอกว่าอย่างมีนัยสําคัญจะเอากี่พันล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท สําคัญไหม ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาเท่าไรล่ะครับ เพราะฉะนั้นตัวปัญหาก็คือเมื่อท่านไปออกกฎหมายในภายหลัง มันก็อาจจะมีปัญหาขึ้นมา อีกว่ากฎหมายที่ออกมาภายหลังนั้นมันอาจจะย้อนไปไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของวรรคสอง ก็ต้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกแล้ว มันก็จะวนกลับมาที่เดิม ฉะนั้นที่ผมดูจากหลาย ๆ ประเทศที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ เขาก็กําหนดไว้ชัดเลยว่าสัญญาต่อไปนี้จะต้องได้รับ อนุมัติจากสภา ก็คือ ๓ ประเภทแรกเดิมซึ่งไม่มีปัญหา ใช้มาตลอด ๒. ที่เราเพิ่มขึ้นใหม่ ตามปี ๒๕๕๐ ก็คือสัญญาเรื่องที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือการเงิน การคลังของประเทศ สัญญาเรื่องการลงทุน เรื่องเขตการค้าเสรี การค้า เขียนไปอย่างนี้มันก็จบแล้ว ไม่จําเป็น ต้องไปออกประเภทของกฎหมาย เพราะท่านจะไปอธิบายประเภทของมันซ้ําขึ้นไปอีก และมันอาจจะไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญในภายหลังขึ้นมาด้วย ถ้าคณะกรรมาธิการได้ฟัง ข้อคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าจะทําให้การพิจารณาเรื่องนี้มันเร็วขึ้น และไม่จําเป็นที่ พวกผมจะต้องใช้เวลามากมายมาอธิบาย มาเถียงกับท่าน ถ้าเราไปพูดกันอย่างละเอียดในชั้น กรรมาธิการนี้ ปัญหาจะแก้ได้มากไปกว่านี้
อีกวรรคหนึ่งนะครับ วรรคสามหรือวรรคสี่ ที่ผมขอตัดคําว่า เมื่อลงนาม ในหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน คือมันมีสนธิสัญญาบางประเภท ท่านประธานครับ ที่ลงนามไปแล้วทันที มันมีผลผูกพัน ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ซิมพลิฟาย อะกรีเมนท์ (Simplify Agreement) ซิมพลิฟาย คือแบบง่าย ๆ สัญญาพวกนี้ อาจกระทบการลงทุนก็ได้ เมื่อลงนามไปแล้วก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน คือลงนามทันที มันก็มีผลผูกพันไปแล้ว ผมถึงเสนอว่าให้ตัดคําว่า เมื่อลงนาม ออกไป เพราะอะไร เพราะก่อนที่จะแสดงให้มีผลผูกพัน ต้องได้รับอนุมัติจากสภาก่อน แล้วค่อยไปลงนาม แต่ท่านบอกว่าลงนามไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยไปดําเนินการในภายหลัง แต่พอลงนามไปแล้ว มันมีผลทันทีจะทําอย่างไร ก็นี่คือความไม่เข้าใจของผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ดูให้ รอบคอบว่าประเภทของสนธิสัญญา ที่เพียงแต่ลงนามมันก็มีผลผูกพันแล้ว จะทําอย่างไร ฉะนั้นถ้าแก้อย่างนี้ แก้เป็นว่า ตัดคําว่า สังคมอย่างกว้างขวาง หรือ มีนัยสําคัญ ออกไป เมื่อไปถึงศาล ถ้ามีปัญหา ศาลก็จะวินิจฉัยเพียงว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าเขียน อย่างนี้ เดี๋ยวก็จะมีปัญหาในภายหลังเพราะศาลจะดูรัฐธรรมนูญเป็นหลัก พอดูรัฐธรรมนูญแล้ว มาบอกว่ากฎหมายที่ออกมาในภายหลังนี้มันไม่ใช่ มันก็จะทําให้ศาลเข้ามาเป็นผู้กําหนดว่า สัญญาต่อไปนี้คือสัญญาที่มีผลต่อสังคมอย่างกว้างขวาง ศาลก็จะทําหน้าที่เกินกว่าที่ศาล ควรจะเป็น ซึ่งมันเกิดปัญหาขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะศาลทําหน้าที่เกินกว่าที่ควรจะทํา เรื่องนี้ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ศาลมีหน้าที่ตรวจสอบว่ามันชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วย รัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ใช่คนที่จะไปตีความ ขยายความออกไปอีกว่าถ้าอย่างนั้น การลงทุนพันล้านสําคัญ อย่างนี้ได้ที่ไหน คนละหน้าที่ครับ การแก้อย่างนี้นะครับ เจตนารมณ์ของการแก้มาตรานี้บอกว่า เพื่อให้ความสะดวกกับฝ่ายบริหาร มันไม่ได้สะดวก ขึ้นเลย ท่านประธานครับ
เชิญคณะกรรมาธิการชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ แล้วก็อีก ๒-๓ ท่านจะได้เพิ่มเติมต่อไป อีกนิดหนึ่งครับ
ในประการแรกนั้น ต้องเรียนท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ท่านบอกว่า เขียนไปเขียนมาก็กลับไปที่เก่า เป็นกฎหมายฉบับเดิมเหมือนเก่า จริง ๆ ไม่ได้กลับไปที่เก่า นะครับ ร่างนั้นเป็นร่างของปี ๒๕๕๐ แต่ว่ามีการปรับปรุงแก้ไขโดยคณะรัฐมนตรีได้เสนอมา ก็คืออย่างน้อยให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ๒ คํานี้สําคัญ นะครับ ๒ คํานี้ทําให้สามารถที่จะไปเขียนกฎหมายแล้วก็จัดประเภท แล้วก็เขียนกรอบต่าง ๆ เขียนถึงแนวทางต่าง ๆ กรอบก็คือเหมือนแนวทางต่าง ๆ ที่ออกมา สามารถที่จะไปทํางานได้ อะไรที่ไม่สมควรจะเข้ามาก็เขียนไว้ เพื่อให้สภาจะเป็นตัวตัดสินในอนาคต กฎหมายที่เสนอนี้ ก็จะไปเสนอที่สภานี้เอง เพราะฉะนั้นมีการแก้ไขนะครับ อย่างที่ท่านคุณหมอประสิทธิ์ว่า เหมือนกลับไปที่เก่านั้น แก้นิดหนึ่งครับ ข้างในนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่นิดหนึ่ง คือการกําหนดกรอบ และประเภทการเจรจา ที่ผมพูดให้ฟังอย่างนี้เพราะว่าเดี๋ยวคนจะ เข้าใจผิดว่าไม่ได้แก้อะไรเลย เสร็จแล้วก็กลับมาที่เก่า จริง ๆ ไม่ใช่ครับ แก้ในส่วนที่ เรามีปัญหากัน อย่างที่ท่านบอกว่าเมื่อก่อนนี้มีแต่ละเรื่องเข้ามามากมาย อย่างเช่น การแลกเปลี่ยนแพทย์ การอะไรต่าง ๆ ก็เอาเข้าสภาหมด เอาเข้ามาพิจารณากันหมด มันมีปัญหาอย่างนี้ครับ ถ้าเราไม่ได้ประเภท ไม่ได้เขียนกฎหมายออกมาให้ชัดเจน ทุกเรื่อง จะเข้าสภา เพราะว่าข้าราชการที่จะเสนอเข้ามา เขาไม่เสี่ยงครับ เพราะไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ที่ถ้าไม่เข้าแล้วจะผิดรัฐธรรมนูญ เขาก็เอาเข้าหมดครับ เขาก็ไม่ตีความเลยเพราะว่า ส่งเข้าไป อะไรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็ส่งหมด เพราะฉะนั้นเราก็ภาระงานก็เยอะ เพราะฉะนั้น ที่เขียนไว้อย่างนี้เพื่อจะไปร่างกฎหมายแล้วก็ออกมานะครับ เพื่อจะทําให้งานลดลง ผมก็เลย ขออนุญาตยกในประเด็นของที่คุณหมอประสิทธิ์ได้พูดไปนิดหนึ่งนะครับ ซึ่งเดี๋ยวท่าน พลเอก เลิศรัตน์ท่านจะได้อธิบายเพิ่มเติมต่อนะครับว่า จริง ๆ ของคุณหมอชลน่าน ที่ท่าน ได้กรุณาบอกไว้ว่ากรอบการเจรจามันไม่ต้องใส่ก็ได้ อะไรอย่างนี้นะครับ จริง ๆ แล้วก็ ทํานองนี้ครับ อย่างเช่นว่าการแลกเปลี่ยนแพทย์ สมมุติอย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติว่า มีกฎหมายเขียนเรื่องอย่างนี้คล้าย ๆ ทํานองนี้เอาไว้ในกฎหมายนั้นว่า ถ้ามีการพูดจากัน เฉย ๆ ไม่มีอะไรเลย แลกเปลี่ยนกันโดยไม่ได้มีเสียอะไรเลย คุณไม่ต้องเอาเข้าก็ได้ สภานี้ แต่ถ้าอย่างว่าจะต้องเสียงบประมาณ เราต้องจ่ายทั้งหมด แลกเปลี่ยน มีการจ่ายค่าใช้จ่าย อะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะอะไรต่าง ๆ นั้น อย่างนี้ครับ อันนี้เหมือนกับเป็นกรอบ เป็นแนวทาง ที่เขากําหนดไว้ ถ้าเราเขียนแบ่งประเภทว่า ประเภทเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น ข้างหน้านี่ ถ้าเราไม่ได้กําหนด เขาก็เขียนไว้แค่นี้ก็เหมือนกับไม่ขยายความครับ ถ้าเรามีกรอบให้เขา บอกว่าถ้าจะมีอย่างอื่นเพิ่มเติม คุณทําได้เท่านี้นะครับ อย่างนี้ต้องไปเข้ากับบัญชีใหญ่เลย คุณจะต้องไปดําเนินการตามขั้นตอนอะไรก็ว่ากันไป คือเวลาเขียนกฎหมาย ในอนาคตก็ยังไม่ เห็นหรอกครับว่าจะเขียนอย่างไร แต่ทั้งหมดทั้งหลายนั้นสภาเราจะเป็นผู้พิจารณากฎหมาย ที่ว่านี้ อะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือว่าไม่เห็นด้วยต่าง ๆ ก็จะได้ว่ากันตอนนั้นนะครับ ผมเรียนของท่านพีรพันธุ์อีกนิดเดียวครับ จริง ๆ เดี๋ยวท่านนิพนธ์คงจะชี้แจงได้ ที่ท่านบอกว่า ไปตัดวรรคนั้น ผมได้อธิบายแล้วนะครับว่าของเดิมเขาเขียนไปตามลําดับนะครับว่าทั้งหมดนี้ หนังสือสัญญาแบบอย่างนี้เป็นอย่างไร หนังสือสัญญาอย่างนี้ ก่อนทําเป็นอย่างไร ทําเสร็จแล้วทําอย่างไร เขาวางขั้นตอนเอาไว้ แล้วอย่างที่ท่านบอกว่าไม่ต้องเขียนแล้ว อย่างปัญหาที่มี อย่างเช่น เรื่องมีผลกระทบต่อ ประเทศกว้างขวาง ไม่ต้องใส่ตัวนี้ก็ได้ หรือว่า มีนัยสําคัญ มีผลผูกพันทางการค้า หรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ อันนี้ถ้าไม่ใส่เข้ามา ผมเรียนท่านว่าตัวนี้ถ้าเราไปตัดออก ทุกเรื่องเข้าหมดเลยครับ ไม่มีใครเสี่ยง เพราะว่าข้าราชการถ้าเขาไปเสี่ยงแล้ว เขาก็เอาเข้า หมดเลยคราวนี้ เพราะว่าการค้าเล็ก การค้าน้อย การค้า ไม่มีอะไรท่านก็เอาเข้าครับ เพราะท่านก็ไม่อยากเสี่ยง มันก็จะเป็นปัญหากับพวกเรา ก็จะเป็นภาระอีกเยอะ เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่าพวกเราก็พยายามดูเต็มที่นะครับ ในประเด็นที่ท่านพูดนี้ก็ถกกันมามากเลย เรื่อง ๒-๓ เรื่องนี้ก็พูดกันมาเยอะ แต่ว่าทั้งหมดแล้วก็เห็นว่าทั้งหมดนี่ก็น่าจะเป็นอย่างนี้ นะครับ
ส่วนของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ซึ่งจะตอบต่อไปนะครับ ผมก็เล่าให้ฟังนิดเดียว อย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ แล้วมีการแก้ไขอยู่บ้าง ไม่ได้ปรับปรุงจากเดิม ไม่ใช่ของปี ๒๕๕๐ เต็ม ๆ อย่างนั้นนะครับ มีการแก้ไขกันเพื่อให้ดําเนินการกันได้อย่างคล่องตัวขึ้นนะครับ
เชิญท่านเลิศรัตน์ กรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ขออนุญาตตอบ ๒ ท่านนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือคุณหมอชลน่านและท่าน ส.ว. วันชัย ที่ผมถืออยู่นี้คือร่างกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ของจริง ส่งมาที่สภาแห่งนี้แล้ว ตอนนั้นเขาเขียนได้เพียงแต่ว่า ร่างพระราชบัญญัติขั้นตอน และวิธีการ เพราะในรัฐธรรมนูญที่กําหนดให้ออกกฎหมายในวรรคห้าของมาตรา ๑๙๐ นั้น ให้มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนและวิธีการ ตอนนี้ทางคณะรัฐมนตรีที่ส่งร่างมาและเรารับ หลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว กับร่างของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้เขียนว่า ให้มีกฎหมาย กําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ ประเภทนี่ผมไม่อยากจะอธิบาย กับบางท่านที่อภิปรายหน่อย ประเภทมันมีประเภทระดับนี้ ระดับนี้ หรือประเภทของนก นกแก้วก็มีอีกประเภท เพราะฉะนั้นตรงนี้เราพูดถึงประเภทของสัญญาย่อย ข้อตกลงย่อย ที่เรากําลังพูดถึง เช่น ประเภทของสัญญาทางด้านเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางนั้น หรือว่า ด้านงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ นั้น เราจะแบ่งสัญญาประเภทไหนที่จะนํามาเข้าสภา แห่งนี้ ผมกลับไปที่ตัวร่าง พ.ร.บ. นะครับ ในร่าง พ.ร.บ. นี้ ซึ่งทางหลายกระทรวงได้ร่วมกัน ยกร่าง และทาง ครม. เสนอมาเมื่อต้นปีที่แล้ว ในมาตรา ๑๐ ได้เขียนไว้ว่า ก่อนจัดทํา กรอบการเจรจา นี่เป็นเหตุผลที่เราเอาไปใส่ไว้ หรือที่ทางร่างของ ครม. นําไปใส่ไว้ว่า กรอบเจรจาที่อยู่ในวรรคสามใหม่ กับกรอบการเจรจาที่อยู่ในวรรคห้าใหม่ มันมีความหมาย ที่ต่างกัน อันนี้ถ้าจะเขียนให้ถูกต้องตามที่คุณหมออยากจะเห็น มันควรจะเขียนว่า ให้มีกฎหมายกําหนดการจัดทํากรอบการเจรจา เผอิญเราไม่ได้เขียนว่าการจัดทํา จึงทําให้ คุณหมอบอกกรอบการเจรจาก็เหมือนกับวรรคสาม ในมาตรา ๑๐ ของร่าง พ.ร.บ. ที่จะ นํามาเข้าสภาในอนาคต ได้อธิบายไปเกี่ยวข้องกับที่ท่าน ส.ว. วันชัยสงสัยและอยากให้มีอยู่ และมีอยู่ในนี้ชัดเจนเลย เขาเขียนว่า ก่อนจัดทํากรอบการเจรจาเพื่อจัดทําหนังสือสัญญา ตามมาตรา ก็คือหนังสือที่เกี่ยวกับพวกเศรษฐกิจ พวกนัยสําคัญต่าง ๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องจัดให้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศ ตลอดจนผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุนของประเทศ และผลกระทบต่อบุคคลหากมีการทําหนังสือสัญญา (๒) เกี่ยวกับการป้องกัน การเยียวยา และในวรรคสอง การศึกษาวิจัยตามวรรคหนึ่ง ให้กระทําโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่มี ความเป็นอิสระในการดําเนินงาน ผมจะกราบเรียนว่ามาตรา ๓๐๓ ในรัฐธรรมนูญที่บทเฉพาะกาล ใน (๓) ถูกนํามาไว้ในสัญญานี้เลย ในกฎหมายลูกนี้เลย ฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้นํามาใช้ นํามาไว้ในกฎหมายลูก และนํามาไว้ในวิธีการจัดทํา กรอบการเจรจา ฉะนั้นจึงเป็นเหตุที่ให้ร่าง ครม. มีคําว่า กําหนดกรอบการเจรจา แต่ควรจะ เขียนว่า กําหนดการจัดทํากรอบการเจรจาครับ ก็อธิบายเพิ่มเติมใน ๒ ประเด็นนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านนิพนธ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานชี้แจง เพื่อนสมาชิกที่ได้ตั้งข้อสังเกตในวรรคหก ซึ่งอันที่จริงแล้วกรรมาธิการก็เข้าใจว่าท่านมีเจตนา อย่างไร ในกรณีที่กรรมาธิการได้แก้ไขแล้วก็บัญญัติถ้อยคําดังกล่าวในวรรคหกไว้ว่า ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสองให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นําบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใช้บังคับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอนุโลม การที่ได้กราบเรียนประเด็นนี้ เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้เข้าใจในเบื้องต้นว่าหลักนี้ ก็เป็นไปตามหลักของเรื่องการถ่วงดุลและเรื่องการคานอํานาจ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้กราบเรียนต่อสภาแห่งนี้ว่า เมื่อเริ่มต้นที่ฝ่ายบริหารเสนอเรื่องมายัง ฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะขออนุมัติต่อรัฐสภานั้น แล้วก็เมื่อรัฐสภาอนุมัติ แล้วก็ถ้าหากว่า เกิดความขัดแย้ง เราควรจะให้อีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายตุลาการได้มีอํานาจในการวินิจฉัย ว่าข้อขัดแย้งดังกล่าวนั้น หรือว่าช่องว่างในกฎหมายดังกล่าวนั้นจะมีนัยสําคัญอย่างไร ตรงนี้ ในชั้นพิจารณาก็ได้มีให้เหตุผลท่านประธานไว้ว่า ทําไมไม่เปิดโอกาส เพราะว่าเพื่อนสมาชิก ได้บอกว่าทําไมไม่ให้สภาได้ชี้แจง ก็มีการชี้แจงกันบอกว่า ถ้าให้สภาเป็นคนพิจารณา ความเห็นต่างกันหรือว่าข้อขัดแย้งนั้น การตัดสินในสภามันอาศัยสิทธิเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ถ้าเราปล่อยให้การตีความเป็นไปตามเสียงข้างมาก แล้ววันหนึ่งเกิดเสียงข้างมากเป็นเสียง ข้างน้อยในสภา การตีความมันก็จะกลับเปลี่ยนไปมาอย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นองค์กรที่จะมา ตีความ ก็จึงอาศัยองค์กรที่ให้เป็นองค์กรตุลาการนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือที่มาว่าทําไมจึง ไม่ให้รัฐสภานี้เป็นคนตีความ ทําไมต้องเอาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตีความ เมื่อกรณี ที่กฎหมายหรือว่ามีปัญหาเรื่องการตีความกฎหมาย เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่จะกราบเรียน ประเด็นนี้ครับว่ากรรมาธิการได้พิจารณาประเด็นนี้แล้วครับ
เนื่องจากเราใช้เวลาพอสมควร ผมขอ อีก ๔ ท่านนะครับ ท่านแรก คุณสงวน พงษ์มณี ท่านที่ ๒ ท่านกิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ท่านที่ ๓ ท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ท่านที่ ๔ ท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง เชิญคุณสงวน พงษ์มณี ครับ ช่วยกรุณารวบรัดหน่อยครับจะเป็นพระคุณครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทยจังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมคิดว่าตอนแรกท่านยังไม่ได้ฟังการชี้แจงของคณะทํางานคือกรรมาธิการ ก็คิดว่า เรื่องนี้ก็ไม่อยากจะพูด เพราะว่ามันจะต้องมีคนต้องการพูดมาก แต่ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ ที่เหตุแห่งการรัฐบาลและทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๑๙๐ เพราะเรามองว่ามันมีปัญหาทําให้ฝ่ายบริหารทํางานลําบาก ก็เข้าใจว่าเมื่อแก้แล้วฝ่ายบริหาร จะทํางานง่ายขึ้น และอํานาจอธิปไตยของชาติจะชัดเจนขึ้น แต่เมื่อมาดูท่านแก้แล้ว ผมอาจจะเห็นต่างท่าน ผมมองว่ารัฐบาลหรือผู้บริหารไม่ได้ทํางานสะดวกขึ้นเลย ยังต้อง เหมือนเดิมครับ ปัญหาอันแรกมันคือ ๒ กลับ ท่านครับ มาขอกรอบก่อน แล้วไปคุยกับเขา จะตกลงก็ต้องมาขออีก ถ้าเราอยู่ในฐานะผู้บริหาร ไปนั่งเจรจาความกับคนที่มาเจรจากับเรา ประเทศเราจะถูกมอง จากต่างชาติอย่างไร ก็เจรจาครั้งแรกตกลงอะไรไม่ได้ ต้องไปขออีก ผมก็เข้าใจว่าตัวนี้จะแก้ ให้ขอทีเดียวแล้วไปเลย อันนี้กลับเหมือนเดิม อันที่ ๒ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการชี้แจงว่า ต้องกลับไปศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องกลับไปที่นั่น คําถามของผมต่อท่านประธาน ต่อทุกคน ในที่นี้ อํานาจอธิปไตยท่านเข้าใจอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวแทนของอธิปไตยโดยตรง จากตรงนี้ เขาเป็นหนึ่งในอธิปไตย ศาลนี่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ ตรงนั้นนะครับ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ทําไมถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเพราะคุณได้ปฏิบัติต่างจากศาลปกติ คุณเห็นอย่างไรคุณบอก ชาวบ้านหมด เขารายงาน คุณบอกหมด เสร็จแล้วคุณตัดสินอย่างไร ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ ตัดสินต่างจากคุณได้ ผมพูดเรื่องนี้ทําไมครับ เพื่อจะบอกว่า ท่านประธานครับ ในสาระสําคัญ ที่เขียนในนี้มันมีคําใหม่บัญญัติใหม่เลย บอก สิทธิอธิปไตย ทั้งฉบับดั้งเดิมและฉบับนี้ เขียนอย่างนี้ นักกฎหมายทั้งหลายและคนที่อยู่ในนิติบัญญัติ คุณมองอย่างไร ประเทศไทย มีสิทธิ มีอํานาจอธิปไตย มีขอบเขต ไม่ใช่มีสิทธิอธิปไตย เขียนอย่างไร จะสอนลูกสอนหลาน อย่างไรวันนี้ เราเอาสิทธิไปรวมกับอํานาจอธิปไตย เป็นไปได้อย่างไร ก็นึกว่าจะเขียนให้มันชัด ก็ไม่เขียนเสียอย่างนั้น แล้วอย่างนี้ผมถามว่าฝ่ายนิติบัญญัตินี่ชาวบ้านเลือกเข้ามา เลือกมา เสร็จแล้ว เลือกฝ่ายบริหารให้ฝ่ายบริหารไปทํางาน คุณเจรจาความตามนโยบายของคุณ ทําไม่ได้ อย่างไรมาถามรัฐสภาเรื่องไหน ก็เขียนไว้ชัดเจน ออกกฎหมายไหม ต้องออก กฎหมาย วันนี้ผมดูทั้งหมดก็เท่ากับว่ารัฐสภาแห่งนี้ได้สารภาพต่อประชาชนว่า ได้ขอโทษเถอะ ประชาชน เราไม่ได้ออกกฎหมายเท่านั้นเอง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิม ก็บอกให้เราออก กฎหมาย เราก็ไม่ออก มาวันนี้ก็เขียน ดีใจว่าเขียนให้ออก ก็เขาก็บอกให้ออกอยู่แล้วก็ไม่ออก มาวันนี้เขียนใหม่ก็เท่านี้ แล้วไม่มีอะไรเลย พอเขียนเสร็จ ถ้าฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โต้แย้งกัน ให้ไปยุติที่ศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นไปได้อย่างไร มันต้องยุติที่เสียงส่วนใหญ่ของ รัฐสภา จริง ๆ มาตรานี้ถ้าจะเขียนให้ครบถ้วน มันต้องคู่กับ ท่านประธานครับ ฟังให้ดี นะครับ มันต้องคู่กับกรรมาธิการสามัญรัฐสภา จะได้เรียกมาตรวจสอบได้ทุกสัญญา วันนี้ สภาสูงจะเรียกมาตรวจสอบได้ไหม ไม่ได้ มันต้องเป็นเรื่องของรัฐสภา มันต้องคู่กับ กรรมาธิการสามัญของรัฐสภา แล้วคุยกันเรื่องนี้ออกมา ไม่มีตรงนี้ จะไปเป็นห่วงเป็นใย จะให้มาผ่านทุกครั้งมันก็ดูไม่ละเอียด มันดูไม่ละเอียดหรอกท่านครับ แล้วทําให้เราสูญเสีย สถานะการมีอํานาจอธิปไตยที่แท้จริงต่อสากลประเทศเขา จะตอบอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่า ท่านครับ ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ ๒ ของประเทศญี่ปุ่นที่พ่ายแพ้สงคราม ถ้าเราเขียน มาตรา ๑๙๐ วรรคแรกเขียนอย่างนี้ แสดงว่าสถาบันพระมหากษัตริย์หรือองค์พระมหากษัตริย์ ต้องมารับผิดชอบต่อการประกาศอย่างนั้นใช่ไหม ประเทศญี่ปุ่นเขาเขียนอย่างไร คนรับผิดชอบจึงได้เป็นนายพลโจโจ ไม่ใช่จักรพรรดิ ผมกลับคิดว่าส่วนแรกการใช้อํานาจของ พระมหากษัตริย์ กับการให้กลับไปกลับมาของส่วนที่ ๒ และการให้กลับไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ส่วนนี้ ผมกลับมองว่ามันมีปัญหา ท่านประธานครับ ผมสรุปอย่างนี้ แก้อย่างไรก็ตาม ได้กรุณาไปออกกฎหมายลูกให้มันชัดเจนขึ้น เผื่อว่าฝ่ายบริหารคือรัฐบาล จะทํางานได้สะดวกขึ้น และหากมีการเลือกตั้งใหม่ จะต้องมีพรรคการเมืองได้เสนอแก้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขอให้แก้มาตรานี้ใน ๓ ส่วน ท่านประธานครับ ผมขอพูดไว้เพื่อเป็น บันทึก ส่วนที่ ๑ วรรคหนึ่ง จะเขียนอย่างนั้นเลยใช่ไหม วรรคสอง ทําไมต้องให้กลับไป กลับมา วรรคสุดท้าย ทําไมต้องกลับไปศาลรัฐธรรมนูญ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษ ด้วยความเคารพต่อท่านรองประธานคณะกรรมาธิการนะครับ คือประเด็นเรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องที่ขออนุญาตเรียนทําความเข้าใจครับว่า ในวาระที่สอง ในชั้นแปรญัตตินั้น สมาชิก รัฐสภาทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะแปรญัตติไปในทางใดโดยไม่จํากัดว่าจะต้องเฉพาะที่เขียนอยู่ใน มาตรา ๑๙๐ ตามตัวอักษรเท่านั้น ถ้ามิเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่เราจะไปแปรญัตติกัน ถ้าหากเราได้ดูถึงวิธีการที่เราได้รับการพิจารณาพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในอดีตตั้งแต่เราเริ่ม มีรัฐสภากันนะครับ เราก็จะพบว่าในชั้นของการแปรญัตตินั้น การแปรญัตติแก้ไขใน มาตรา ๑๙๐ หรือมาตราที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ตามหลักการของกฎหมายแล้วสามารถ กระทําได้ เรื่องนี้เป็นหลักการที่ผมคิดว่าเรายึดถือและปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้น การที่ท่านชี้แจงว่าการแปรญัตตินะครับ โดยมีการตัดทอนหรือเพิ่มเติมในส่วนมาตรา ๑๙๐ หรือมาตราที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ไม่สามารถกระทําได้นั้น กระผมไม่เห็นด้วย เนื่องจาก เป็นกระบวนการที่ขัดหรือแย้งกับหลักการที่เราเคยยึดถือและปฏิบัติ กันมาโดยตลอด แล้วก็ขัดแย้งกับหลักการที่รัฐสภาของประเทศต่าง ๆ ที่เป็นอารยประเทศได้ยึดถือกันอยู่ ผมจึงขออนุญาตให้ได้มีการแก้ไขในความคิดเห็นส่วนนี้ ส่วนเรื่องการลงมติว่าที่ประชุมแห่งนี้ จะเห็นด้วยกับคําแปรญัตติหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนประเด็นที่ผมอยากจะเรียนอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ ก็เนื่องจากว่าผมคิดว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการอาจจะยังไม่เข้าใจประเด็นมาก เท่าที่ควรนะครับ เนื่องจากในวันที่ผมไปแปรญัตตินั้นก็ไม่ได้มีเวลาที่จะได้อธิบายข้อคิดเห็น หรือเหตุผลประกอบของผมเท่าที่ควร คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อจะมีการตรา มาตรา ๑๙๐ นี้นะครับ หลักการอันหนึ่งที่จะต้องยึดถือกัน ก็คือการแบ่งแยกอํานาจ การปกครอง ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ที่จะใช้อํานาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติกําหนดไว้ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัตินั้นเป็นผู้ที่ตราพระราชบัญญัติเพื่อกําหนดอํานาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ส่วนศาลหรือตุลาการนั้นมีหน้าที่วินิจฉัย ถ้าหากว่าการกระทําของฝ่ายบริหารมีความขัด หรือแย้ง หรือไม่ตรงกับพระราชบัญญัติ หลักการนี้เป็นหลักการมาตรฐาน เป็นหลักการ พื้นฐานที่ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าประเทศใดก็ยังยึดถือหลักการนี้อยู่ ประเด็นที่มีปัญหาก็คือว่า ในมาตรา ๑๙๐ จากการพิจารณา จากการปฏิบัติมาโดยตลอด ก็พบว่าขาดความชัดเจน เมื่อมาตรานี้ขาดความชัดเจน ก็หมายความว่ามีความจําเป็น ที่จะต้องมีการบัญญัติให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดความ ชัดเจน หรือตราพระราชบัญญัติให้เกิดความชัดเจน เมื่อยังไม่เกิดความชัดเจนก็เป็นหน้าที่ ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องมีการตราหรือว่ามีการชี้ขาดในประเด็นนั้น ศาลจะมีส่วนเข้ามา เกี่ยวข้อง ก็ต่อเมื่อพระราชบัญญัติหรือรัฐธรรมนูญชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่ามีการกระทําที่อาจจะ ขัดหรือแย้งเท่านั้น แต่ว่าการแก้ไขของกรรมาธิการนั้น เป็นการแก้ไขในลักษณะที่อาจจะ กล่าวได้ว่าเสมือนกับการให้ศาลมีอํานาจนิติบัญญัติด้วย ซึ่งเป็นการขัดกับหลักการพื้นฐาน ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือที่เราเรียกกันว่าหลัก เซ็พพาเรชั่น ออฟ เพาเวอร์ ซึ่งมีการยึดถือและใช้กันทั่วโลกอยู่ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับว่าศาล รัฐธรรมนูญมีอํานาจหน้าที่หลัก ๆ คืออะไรนะครับ อํานาจหน้าที่หลัก ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกก็อยู่ที่ทํานองเดียวกันกับมาตรา ๒๑๑ ว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้ง พร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา ๖ ก็คือขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนะครับ และยังไม่มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่า ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้ พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดําเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิจารณา พิพากษาไว้ชั่วคราวจนกว่าจะได้มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นชัดเจนครับว่า หน้าที่หลักของศาลรัฐธรรมนูญนั้น คือการพิจารณาดูว่าพระราชบัญญัติที่มีการเขียน ชัดเจนแล้วนี่นะครับ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่ให้ศาลมีอํานาจนิติบัญญัติ ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับที่ได้แปรญัตติ ไม่ว่าท่านจะบอกว่า ถ้าหากมีข้อขัดแย้งตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้วินิจฉัย หรือจะเขียน อย่างที่ผมเขียนนะครับว่าถ้าเขียนไม่ชัดเจน ก็ให้รัฐสภาบัญญัติให้ชัดเจนหรือชี้ขาดให้ชัดเจน หลังจากนั้นมีการกระทําที่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ ของศาลครับ ซึ่งการแปรญัตติทั้ง ๒ อันนี้มีเนื้อหาเป็นทํานองเดียวกันและเป็นในทางเดียวกัน กับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไว้แล้วนะครับ ซึ่งถ้าหากท่านประธานได้กลับไปดู หลักการพื้นฐานนะครับ ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ยึดหลักการพื้นฐาน ประเทศเราก็คงอยู่ยาก นะครับ ก็ขออนุญาตให้ท่านได้โปรดพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า กระบวนการ ของประเทศของเรา เมื่อสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะได้พิจารณารัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรก ก็น่าที่จะได้ยึดถือหลักการประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั่วโลกนะครับ ก็ขออนุญาตได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ครับ
คุณชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สลับกันครับ อีก ๑ ท่านแล้วผมจะขอปิดครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน คณะกรรมาธิการด้วยว่า ครั้งนี้เป็นการพิจารณาในเรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญซึ่งแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ในวาระที่สอง ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในวาระแรกนั้นผมเองได้มี โอกาสอภิปราย แล้วก็ได้แสดงความคิดเห็นในการที่มีเพื่อนสมาชิกก็ดี ทางรัฐบาลก็ตามแต่ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วก็ส่งมา ในการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ดังกล่าว ผมเองนั้นได้แสดงทรรศนะแล้วก็ความคิดเห็นไว้ว่าไม่เห็นด้วย ในการแก้ สาเหตุที่แสดงทรรศนะและความเห็นในการแก้นั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่า เวลาทํางานนี้ผมเองก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า จริง ๆ แล้วมาตราใน รัฐธรรมนูญต่าง ๆ หรือรัฐธรรมนูญประเทศไทยมีมาเยอะ แล้วก็มาตราในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช แม้จะใหม่ที่สุดในพุทธศักราช ๒๕๕๐ มันมีนักวิชาการหรืองานวิจัยมากมาย มีบทความมากมายเยอะแยะไปหมดที่แสดงความเห็นหรือทัศนคติต่าง ๆ มากมาย ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ แม้แต่ในมาตรา ๑๙๐ แล้วยิ่งในช่วงที่เรามีการ ส่งร่างในการที่จะพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ําครับ ท่านประธานครับ งานวิจัย หรืองานศึกษา ตลอดจนงานวิชาการ บทความจะยิ่งมาก นักวิชาการจะแสดงทัศนคติ อย่างมากมายในแนวคิด ในกรอบที่เขาคิดว่าจะเป็นปัญหาหรืออุปสรรค หรือว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดีอย่างไร
ผมขออนุญาตกราบเรียนครับ ผมเองก็ได้ทรรศนะว่าไม่เห็นด้วยในการแก้ และท้ายที่สุดก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่า รัฐบาลก็ส่งมาแล้วก็รับไปในการที่จะ ดําเนินการแก้แล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาดําเนินการในการที่จะแก้ไขดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ ว่าต้องยอมรับกันว่าอาจจะเรียกว่าเหมือนเพื่อนสมาชิก ที่ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่หลายท่านด้วยกัน บอกว่าแทบจะไม่มีการแก้ไขเลย ท่านประธาน ถ้าหยิบรัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ขึ้นมา ท่านประธานก็จะเห็นเลยครับว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นมีแก้ไขอยู่ข้อความอยู่แค่ ๒-๓ ข้อความเท่านั้นเอง ในเรื่องที่แก้ก็คือในเรื่องการที่บอกว่าประเภทในวรรคห้า กฎหมายมาตรา ๑๐๙ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นะครับ ปี ๒๕๕๐ มีทั้งหมด ๖ วรรคด้วยกัน ในวรรคห้านั้นมีการแก้ไข และข้อความ ที่แก้ไขที่ใส่ลงไป ก็คือประเภท กรอบการเจรจา เท่านั้นครับ อันอื่นไม่มีเลยครับที่จะแก้ไข แต่ว่าพูดถึงเป็นลักษณะที่รัฐบาลส่งเข้าไป กับมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้น บัญญัติเอาไว้นั้น แน่นอนที่สุดแตกต่างกันมากมายมหาศาล ถ้าคิดว่าเป็นการที่ กรรมาธิการแก้ไขในบทร่างที่รัฐบาลใส่เข้าไป หรือเพื่อให้กรรมาธิการพิจารณาและ กรรมาธิการได้พิจารณาแก้ไขนั้นต้องถือว่าแก้ไขมากครับ แก้ไขเยอะครับ ที่เยอะนั้น แก้ไข มาตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในฉบับ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ดังกล่าวที่บัญญัติไว้ จะมี ข้อความที่ผมกล่าวคือ ประเภท และกรอบการเจรจาเท่านั้นเองที่เป็นข้อความที่เพิ่มเติมเข้า ไป เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้แสดงทัศนะเช่นเดียวกันว่า ท้ายที่สุดการใส่คําว่า ประเภท และกรอบการเจรจาเข้าไป จะทําให้ผลมีความแตกต่างมากมายขนาดไหนหรือไม่ จริงอยู่ครับ บางท่านอาจจะบอกว่าไม่มีความแตกต่าง บางท่านก็คิดบอกว่ามีความแตกต่าง แต่อย่างไรก็ตามแต่ครับ ท่านประธานครับ โดยความเห็นและจากการศึกษาในเรื่อง ดังกล่าวนั้น ผมเองได้มีโอกาสศึกษาในมาตรานี้ด้วย ต้องขออนุญาตกราบเรียน งานวิจัย ยังไม่เสร็จ กําลังจะเสร็จ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ท้ายที่สุด ต้องบอกว่าถ้าเราใส่คําว่า ประเภท แล้วก็ในเรื่องของกรอบการเจรจาออกไป ความจริงแล้ว เป็นกรอบการเจรจาอยู่แล้ว แต่ถ้าเราใส่ประเภทลงไป ก็คงไม่แตกต่างจากคําว่า ชนิด แต่ท้ายที่สุดเราจะแจงย่อยลงไปยิ่งมากยิ่งขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าเราจะออกกฎหมายกี่ฉบับ กฎหมายที่เราจะออกเป็นฉบับแต่ละประเภทหรือเปล่า ถ้าเราออกกฎหมายแต่ละฉบับ เป็นประเภท ๆ เราก็ต้องไปลงรายละเอียดกฎหมายอีกหลายฉบับ แต่ถ้าเรารวมกฎหมาย หลายฉบับเป็นแยกประเภทในกฎหมายเดียวกัน เป็นว่ากฎหมายด้วยเรื่องกรอบการเจรจา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดต้องเรียนท่านประธานครับว่า วิชาการนั้นเป็นเรื่องที่เราต้อง แตกแยก เพื่อการที่จะให้ได้สิ่งที่รู้ที่ดีที่สุดและก็สําคัญที่สุดและก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่จุดของมัน ก็คือว่าปัญหาที่เรานํามาแก้ไขก็คือว่า เป็นเพราะเหตุว่างานที่เข้ามาทางสภา บางเรื่องผมเอง ก็ได้มีโอกาสอภิปราย บางเรื่องไม่สําคัญเลยครับ แล้วก็เข้ามา คําว่า ไม่สําคัญ ในที่นี้ คือหมายความว่า ความสําคัญของผู้แทนราษฎร ควรจะทํางานที่มันรับภาระหรือหน้าที่ที่มี ผลกระทบหลักต่อชาติบ้านเมืองที่ยิ่งใหญ่ ถ้ามีเวลาพอ แต่เวลามันไม่พอ เอาเรื่องเล็ก ๆ เข้ามา เรื่องใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้เข้ามาพิจารณา แซงเข้ามาอยู่เรื่อย ท้ายที่สุดปัญหาก็จะเกิดต่อ ชาติบ้านเมือง ผมพูดหมายถึงอย่างนั้นครับท่านประธาน แต่ทําอย่างไรได้ บอกว่าจะทํา อย่างไร ทางรัฐบาลเขาก็เห็นด้วยครับ ผู้แทนราษฎร ท่านประธานก็เห็นด้วยว่างานสภาเรา ออกไปมันช้า มันน้อย แล้วงานสําคัญหลัก ๆ ต้องออกไป แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่ไปอย่างนั้น แต่ท้ายที่สุดก็มาแก้รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า จริง ๆ ผมเองได้แสดงทัศนะไว้ ส่วนหนึ่งก็คือว่า เป็นเรื่องของการบริหารและการใช้องค์กร การบริหารองค์กรของเรา เราบริหารดีหรือเปล่า บุคลากรที่เราใช้งานขึ้นไป หรือบุคลากรต่าง ๆ ในการกลั่นกรองงาน กลั่นกรองหรือไม่ เมื่อสักครู่มีบางคนบางท่านก็แสดงทัศนะบอกว่าข้าราชการกลัว ถ้าจะกลั่นกรองเรื่องนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้บอกว่ากลัว ท่านบอกว่า ข้าราชการเขาก็กลัว ก็ส่งเรื่องดังกล่าวมาเข้าสภาทั้งหมด ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ข้าราชการถ้าเป็นอย่างนั้นนะครับเขาไม่ได้เป็นไส้กรองที่ดีเลย ไม่ได้ทํางานที่ดี เพื่อประเทศชาติเลย เขารักษาตนเองครับ คนที่ทํางานเพื่อประเทศชาติที่แท้จริง ทหารก็ดี ตํารวจก็ดี ที่ผมยกตัวอย่าง หมอก็ตามแต่ ต้องเสี่ยงครับ อย่างหมอเขาต้องเสี่ยงกับการโดนคนที่เป็นญาติ เป็นพี่ เป็นน้อง ในการที่จะต้องบอกว่า คุณทํางานไม่ถูกต้อง ถูกฟ้องร้อง ทหารต้องเสี่ยงชีวิตครับ เพราะว่าไปรบมันต้องมีการตาย กันเกิดขึ้น แต่นั่นคือการทําหน้าที่ดีที่สุด ข้าราชการก็เช่นเดียวกันครับ การทําข้าราชการ ก็เช่นเดียวกัน เรามารับใช้ประเทศชาติ แน่นอนที่สุดบางเรื่องเราทําไปนี่ วันนี้สังคมอาจจะ บอกกับเราว่าเราเป็นคนผิด บาป ไม่ถูกต้อง แต่อีก ๕๐ ปี ๑๐๐ ปีข้างหน้า สังคม หรือวิชาการเขาจะบอกว่า คนนี้คือผู้ที่มีความรู้และทัศนคติ หรือมีมุมมองที่ก้าวไกล อย่างแท้จริง นั่นคือคนที่ชาติบ้านเมืองหรือคนรุ่นหลังจะยกย่อง นี่ครับ แต่ไม่ใช่ว่าเอาตัวรอด ถ้าเอาตัวรอดไม่ใช่ครับ กินเงินเดือนกันแล้วเอาตัวรอด ไม่ทํางาน ปล่อยงานให้คนอื่นทํา โดยลําพัง ย่างนี้ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่สิ่งที่ดีสําหรับการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนหรือดูแล ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่า งานของเราที่เป็นกันอยู่ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการกล่าวนั้นถูกต้องครับ แต่ว่าท้ายที่สุดมันไม่ใช่อยู่ที่กฎหมาย มันอยู่ที่คน เพราะฉะนั้นเราต้องจัดคนให้มันถูกกับงาน วางคนให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ บทบาทของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามแต่ การใช้คนบางครั้งมันก็มีผิดมีถูก แล้วบางคนก็อาจจะ เรียกว่าละเลยหน้าที่หรือตําแหน่งอย่างไรก็ตามแต่ แต่นั่นก็ต้องแก้ไขและปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงไป แต่สังคมเราไม่ใช่อย่างนั้นครับ บางคนทําผิดแล้วครับ ท่านประธานครับ แต่กลับมาทําหน้าที่ใหม่ได้อีก สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้องครับ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องดังกล่าวนี่ขออนุญาตกราบเรียนครับ ก็อยากจะจบแล้วครับ การไม่แก้นี่ดีแล้วครับ แต่ใส่คําว่า ประเภท แล้วก็ กรอบ ก็คงไม่ได้มี อะไรแตกต่างมากมาย แต่ว่าจะทําให้ในอนาคตอาจจะเรียกว่ามีการตีความกันมากขึ้น แล้วก็ มีความยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ก็คงต้องบอก ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ถ้าเป็นไปได้แก้กลับไปอย่างเดิมครับ ตัดคําว่า ประเภท ออกไปครับ จะดีที่สุดครับ ถ้าไม่อย่างนั้นนี่นะครับ ผมบอกได้เลยว่าในอนาคตมีปัญหาแน่ครับ ก็ขออนุญาต จบไว้แค่นี้ครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สุดท้ายนะครับ รวบรัดหน่อยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และในฐานะที่เป็นผู้แปรญัตติในมาตรานี้ ผมก็คงจะอภิปรายเฉพาะในมาตรานี้ มาตราเดียวที่จะรบกวนเวลาสภา แต่ว่าหลังจากที่ได้ฟังทางกรรมาธิการท่านได้แถลง ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้คุยกับทางคณะของกระผมรวมถึงผู้ที่สนับสนุน การแปรญัตติ ต้องเรียนนะครับว่าอะไรที่เรายอมได้อยากจะยอมนะครับ แต่ว่าดูแล้วสิ่งที่ ท่านได้ชี้แจงนั้นยังไม่สามารถยอมได้ท่านครับ เหตุผลที่ผมอยากจะชี้แจงเพิ่มเติมซึ่งไม่ซ้ํากับ ของเดิม ท่านประธานครับ ผมอยากให้ทางท่านประธานและคณะกรรมาธิการท่านได้ลอง ย้อนมองดูที่มาของมาตรา ๑๙๐ แล้วท่านจะเข้าใจครับ มาตรา ๑๙๐ แต่เดิมนี่นะครับ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ปี ๒๕๔๐ ให้อํานาจในการไปทําสัญญาเฉพาะฝ่ายรัฐบาล เช่น ไปทําเอฟทีเอ ท่านยังจําได้ไหมครับ ต่อมาได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้เฉพาะ ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจในการไปเจรจาความเมืองต่าง ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง มันไม่พอเสียแล้ว เพราะอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน จําได้ไหมครับมีใครอภิปราย ไว้บ้าง ตามหน้าสื่อ ถึงที่สุดท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ชั่วดีถี่ห่าง ท่านประธานครับ ประชาชนก็ปิดตารับมาไว้ ๑ ข้าง ไม่เป็นประชาธิปไตยเยอะแยะครับ แต่ในหลักการ มาตรา ๑๙๐ มันใช้ได้อยู่ อย่างน้อยก็หลายวรรคครับ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขอเสียง เจ้าหน้าที่หน่อยได้ไหมครับ ผมไม่ต้องตะเบ็งมาก ช่วยเพิ่มวอลลูม (Volume) หน่อยครับ ท่านประธานครับ หลักการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือการให้อํานาจจากฝ่ายบริหารซึ่งเรา เห็นว่าไม่พอแล้วมาสู่ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือรัฐสภาบวกประชาชน คือต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และจะต้องให้รัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทยให้ความเห็นชอบ หลักอยู่ตรงนี้ครับ หลักถูกต้อง แต่บังเอิญว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ของปี ๒๕๕๐ ไปเขียนซ่อนเงื่อนไว้นิดเดียวในวรรคท้ายสุดก็คือวรรคหก ก็คือ เขียนไว้ว่า ในกรณีที่มีปัญหาการตีความว่าหนังสือสัญญาตามวรรคสอง คือมีปัญหา ผมสรุป รวบรัดโดยไม่อ่านก็แล้วกัน ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสองนี้ให้ทางศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ที่ มีอํานาจในการที่จะไปวินิจฉัย ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์คืออะไรครับ เจตนารมณ์ในวรรคหก ก็คือเป็นการยักยอกหรือโอนอํานาจจากของรัฐบาลแต่เดิมซึ่งเรา มองว่าไม่พอ เพราะเปรียบเสมือนอะไรท่านประธาน ท่านประธานถ้าเคยบริหารรัฐวิสาหกิจ หรือใครเคยบริหารบริษัทจะทราบนะครับ รัฐบาลเหมือนกับกรรมการบริหารหรือบอร์ด (board) เล็ก รัฐสภาเหมือนกับกรรมการหรือบอร์ดใหญ่ ประชาชนคือผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของบริษัท แต่ว่าจากที่เราเห็นว่ากรรมการบริหารหรือบอร์ดเล็กไม่พอเสียแล้ว เรา บอกว่ามาให้บอร์ดใหญ่บวกผู้ถือหุ้น กลับมีคนเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บิดเบือนไปให้ ผู้ตรวจสอบบัญชีที่ไม่ได้รับอนุญาตด้วยซ้ําไป เพราะประชาชนไม่ได้กําหนด เป็นผู้มีอํานาจ ในการตีความ ซึ่งผมย้ําอีกครั้งว่าเท่ากับการตรากฎหมาย ดังนั้นท่านประธานครับ ถ้าหากเรา ยังคงวรรคนี้ไว้แล้วไม่เปลี่ยนแปลง ปัญหาก็ยังเกิดอยู่ร่ําไปครับ ผมแปลกใจมากว่าที่จริง การให้อํานาจมาอยู่ที่รัฐสภาและประชาชน เสียงข้างมากจะต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล ผมก็แปลกใจ ที่จริงผมอภิปรายมาตรานี้ ผมก็หวั่นว่าฝ่ายค้านจะตั้งข้อกล่าวหาเหมือนกันว่า สิริวัฒน์ สงสัยอยู่ภาคใต้ น่าจะไปเอนเอียงเข้าข้างให้เสียงข้างมากในสภา ซึ่งแน่นอนก็คือ แต่ปรากฏว่าฟังซุ่มเสียง ผมประหลาดท่านประธานครับ ยิ่งมีกรรมาธิการที่มาจากซีกรัฐบาล ลุกขึ้นมาใช้หลักการ ท่านใช้หลักการว่า ถ้าจะให้เสียงข้างมากตัดสินมันอาจจะไม่เป็นที่ยุติได้ ท่านประธานครับ ผมถามกลับว่าถ้าหากว่าไม่ให้เสียงข้างมากในรัฐสภาตัดสินและเป็นที่ยุติ เราจะให้ที่ไหนเป็นที่ยุติละครับ ก็รัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะแก้กันนี้ก็ต้องให้รัฐสภาเป็นที่ยุติ ใช่หรือเปล่าครับ แต่แน่นอนเมื่อใครมีอํานาจคนนั้นจะต้องรับผิดชอบไปด้วย และรัฐสภา ก็จะต้องถูกตรวจสอบด้วย และการใช้เสียงข้างมาก ประธานก็ไม่ได้รวบรัดให้ยกมือ อย่างเดียวนี่ครับ เราใช้เหตุผลถกกัน และต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ถ่ายทอดสดนะครับ เพราะนี่แปลว่าประชาชนเขาได้ฟังแล้วเขาสามารถตัดสิน เขาไม่ได้กินแกลบ ว่าฝ่ายใด ใช้เหตุผลกันหรือไม่ ถ้าใช้เหตุผลกันแล้วถึงที่สุดต่างมีเหตุผลที่ไม่ตรงกันทั่วโลกต้องใช้ เสียงข้างมากตัดสินครับ ใช้อํานาจไปแล้วต้องรับผิดชอบด้วย ดังนั้นหลักนี้เป็นหลักปกติครับ ท่านประธาน ผมจึงไม่เข้าใจว่ากรรมาธิการท่านได้หยิบยกเถียงหลักเสียงข้างมากได้อย่างไร ท่านประธานครับ กรรมาธิการได้แก้นิดเดียว ท่านดูนะครับ แล้วจะเป็นปัญหาต่อ วรรคท้าย หรือวรรคหก ท่านแก้ ท่านบอกว่าในกรณีที่มีปัญหาการตีความซึ่งปกติรัฐมนตรีเสนอมา นะครับ คณะรัฐมนตรี ท่านตัดคําว่า การตีความ ออกนะครับ การตีความหนังสือสัญญาตาม วรรคสอง ท่านตัดของคณะรัฐมนตรีออก เรื่องของการตีความแล้วท่านก็ให้ใช้กลับไป เหมือนกับที่มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือปี ๒๕๕๐ ก็คือเขียนไว้ว่า ในกรณีที่มี ปัญหาตามวรรคสอง ท่านประธานครับ ยิ่งทําให้เราเห็นชัดเจนว่ามันจะเป็นปัญหา เพราะอะไรครับ เพราะโดยหลักท่านจิตติพจน์และหลายท่านบอกไปแล้ว ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับที่ผมบอกถึงแม้ว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่เยอะ แต่มันได้วางหลักอํานาจหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญไว้ มีอยู่ ๒ ประการ ท่านประธานครับ ที่เขาวางหลักไว้ ก็คือในกรณี ที่มีความขัดแย้งระหว่างองค์กร เช่น ครม. หรือฝ่ายบริหารกับรัฐสภาอย่างนี้ นั่นประการหนึ่ง หรือมีการขัดกันระหว่างพระราชบัญญัติหรือกฎหรือกฎหมายใด ซึ่งเขาถือว่าศักดิ์นี่ต่ํากว่า รัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตีความครับ เป็นคนใช้อํานาจในการวินิจฉัย แต่หลัก ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านประธานครับ ไม่ได้วางหลัก หรืออนุมัติ อนุญาต ไว้แต่ประการใดว่า ถ้าหากว่ามีปัญหาตามวรรคสอง วรรคสองคืออะไรครับ วรรคสองก็คือ สัญญาใดอย่างไรครับท่านประธาน สัญญาใด เขาไม่ได้ให้ศาลรัฐธรรมนูญไปดูว่าสัญญาใด มันควรจะเข้าสภาไม่เข้าสภา เพราะเขาบอกแล้วโดยเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น อํานาจแต่เดิมของ ฝ่ายบริหารก็คือ ครม. ให้มาอยู่ที่รัฐสภาบวกประชาชน ไม่ได้ให้ไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมจึงอยากเรียนว่าคณะกรรมาธิการ ขอความกรุณาท่านอย่าดื้อครับ ถ้าท่านฟังเหตุผลในข้อนี้ผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยน ต้องให้สภานี้เป็นที่ยุติและจะเป็นคุณ ไม่ใช่เฉพาะกับฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลนี้นะครับ แต่จะเป็นคุณกับบ้านเมืองว่าจะทําให้ การทํางานไปเจรจาความระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้นชัดเจนขึ้น มีผู้รับผิดชอบที่สอดคล้อง กับหลักประชาธิปไตย ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมว่าฟังกันเต็มอิ่ม ๖ ชั่วโมงนะครับ ยอมแก้ไขใช่ไหมครับ ถ้ายอมแก้ไขก็ขึ้นตอบ
ท่านประธานครับ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นเลขานุการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมพยายามจะอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้สงวนคําแปรญัตติ เพราะว่าครั้งนี้มีถึง ๑๖ ร่างครับท่านประธาน ที่ยังเป็นปัญหาอยู่และก็เป็นจํานวนร่างเยอะที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็น มาด้วยครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตสั้น ๆ อย่างนี้นะครับว่า หลายท่านพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ การแก้ไขครั้งนี้ว่าเป็นการแก้ไขไม่มาก แต่ผมเรียนท่านว่าเป็นการแก้ไขไม่มากแต่มีนัยสําคัญ อย่างยิ่งครับ เราได้มีการเพิ่มเติมข้อความเข้าไปในการที่จะให้ออกกฎหมายลูกเพื่อในการ กําหนดประเภทแล้วก็กรอบของหนังสือสัญญาครับ หนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ มีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทแรกคือเรื่องที่เกี่ยวกับอํานาจอธิปไตยและเขตแดน เรื่องนี้เราไม่แตะ เลยครับ ยังคงใช้หลักการเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกประการ แต่ในเรื่องของอันที่ ๒ ก็คือหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ จําเป็นที่ต้องมีการแก้ไขให้มีการกําหนดประเภท และกรอบเพื่อความชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผ่านมานั้นเรามีปัญหาเหลือเกินว่า อย่างไรถือว่ากระทบกระเทือนงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ หรือเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง คราวนี้ล่ะครับ กฎหมายลูกก็จะออกมาเพื่อให้กําหนดประเภทได้ ท่านจําได้ไหมครับ เราเคย มีกฎหมายลูกที่จะพยายามเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ต้องถอนออกไป เพราะว่ากฎหมายลูกฉบับนั้นต้องการจะกําหนดประเภท และพวกเราก็บอกว่ามันเกินกรอบ รัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ วันนี้จึงต้องนํามาสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นสุดท้ายซึ่งท่านสมาชิก ๔ คนหลังได้มีการอภิปราย อย่างกว้างขวาง นั่นก็คืออํานาจในการวินิจฉัยในเรื่องที่เป็นปัญหาในการตีความ ว่าสมควรจะ เป็นอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภาแห่งนี้หรือควรจะเป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่าท่าน ส.ส. อย่างท่านสงวนท่านเป็นนักต่อสู้ประชาธิปไตยครับ ผมเข้าใจว่าครับว่า ท่าน ส.ว. สิริวัฒน์เป็นนักต่อสู้ประชาธิปไตยครับแล้วท่านก็อยากจะเห็นกลับเข้ามาพิจารณา ในสภาแห่งนี้ครับ แต่ต้องเรียนในเนื้อหาสาระว่าเวลาการพิจารณาในเรื่องของปัญหานี่ มันเป็นลักษณะเชิงการพิจารณาอรรถคดีครับ มันจําเป็นที่ต้องมีการพิจารณาในเรื่องของ ข้อมูล หลักฐาน ข้อกฎหมาย แล้วปรับใช้ ที่สําคัญครับ ต้องวางเป็นหลักด้วย นี่ล่ะครับ เมื่อต้องวางเป็นหลักในการดําเนินงาน จึงไม่สามารถที่จะนําเข้ามาใช้ในรัฐสภาแห่งนี้ โดยตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก เพราะเวลาตัดสินโดยเสียงข้างมาก ด้วยความเคารพครับ มันมีซ้าย มันมีขวา เวลาเป็นรัฐบาลก็อาจจะตัดสินอย่างครับ เวลากลับไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน มันอาจจะเห็นอย่างหนึ่งครับ มันไม่สามารถจะวางหลักได้ เหมือนลักษณะของการพิจารณา อรรถคดี แล้วผมก็เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสําคัญนะครับ เพราะว่าท่านลองนึกสิครับว่าถ้าจะ บรรจุระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา มีความยุ่งยากขนาดไหนครับ มีหลายกระบวนการครับ ต้องผ่านวิป ผ่านหลายกระบวนการเลยครับ อันนี้ล่ะครับจึงเป็น ปัญหานะครับว่าเสียงข้างมากนั้นยากครับที่จะใช้ในการวางหลักในการปรับใช้ข้อมูล ข้อกฎหมายและเป็นหลักได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงจําเป็นที่จะต้องขอความกรุณา ท่าน ส.ส. ท่าน ส.ว. ในประเด็นที่ท่านได้กล่าวไปแล้วนะครับ และเข้าใจดีครับว่าท่านเป็น นักประชาธิปไตย อยากจะเห็นเรื่องต่าง ๆ ได้ถูกตัดสินใจในสภาแห่งนี้ แต่โดยเนื้อหาสาระ ของมันนั้นทําไม่ได้จริง ๆ ครับ ก็เรียนมาเพื่อความเข้าใจครับท่านประธาน
ต้องขอประธานอภัยท่าน ส.ว. สุรชัยด้วย นะครับ ผมขออาศัยอํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๔๘ คือการประชุมในครั้งนี้ได้อภิปราย กันพอสมควรแล้วกระผมขอปิดอภิปราย มีท่านผู้ใดขัดข้องไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมนี้ปิดอภิปราย นะครับ ปิดอภิปรายแล้วนะครับ
ต่อไปผมขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมทุกท่านได้เข้าห้องประชุม ด้วยนะครับ เพื่อจะลงมติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอก ห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนลงมติ)
เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้ว ได้โปรด กรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับเพื่อจะนับองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุม เมื่อนั่งประจําที่แล้วท่านกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยหรือยังครับ มีอะไรครับท่านสนธยาครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขณะนี้ไม่ใช่ ส.ส. จะเดินเข้ามานะครับ มี ส.ว. ที่กําลัง ตามมาอีกหลายท่าน ก็ประทานกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่ารอสักครู่เดียวครับ ท่านประธานครับ
แต่ผมมองดูแล้วคงจะครบครับ เพราะเต็มห้อง ท่านสมาชิกครับที่อยู่นอกห้องประชุม ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด้วยครับ แล้วก็นั่งลงเสียบบัตรแสดงตน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหมครับ ซีกฝ่ายซ้ายผมเสียบบัตรแสดงตนกันทุกคนหรือยังครับ เมื่อเสียบบัตรแสดงตน กันเรียบร้อยแล้วก็ส่งผลมาครับ มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๘๗ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีการแก้ไข มีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือว่าเป็น กฎหมายสูงสุดที่สําคัญของประเทศ ดังนั้นการลงมติในวาระที่สองก็ถือว่ามีความสําคัญ ผมอยากให้ทางที่ประชุมแห่งนี้ได้เคารพมติ เคารพรูปแบบ วิธีการที่กําหนดไว้ตามข้อบังคับ อย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าท่านประธานดูนะครับว่าข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา หมวด ๗ ในข้อ ๑๐๑ ได้เขียนไว้ว่า การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สอง ต้องพิจารณาเรียงลําดับ มาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ ก็เท่ากับว่าวันนี้เรามีความเห็นของคณะกรรมาธิการ มีความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่เป็นผู้แปรญัตติมีอยู่หลากหลายความเห็น ถ้ามาประกอบกับ ข้อ ๕๒ ในวรรคที่สองเขียนไว้ว่า ในกรณีที่ความเห็นของที่ประชุมรัฐสภามีสองฝ่าย ให้ถือเอา จํานวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากกว่า และถ้าความเห็นของที่ประชุมรัฐสภามีความเห็นตั้งแต่ สองฝ่ายขึ้นไป ให้ถือเอาจํานวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากที่สุด ผมสังเกตการอภิปรายของเพื่อน สมาชิกเท่ากับว่าวันนี้เรามีความเห็นของท่านกรรมาธิการ มีความเห็นของเพื่อนสมาชิกเท่าที่ ฟังดูคร่าว ๆ ประมาณ ๑๖ ความเห็น เมื่อพิจารณาตามนี้แล้ว ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสามเขียนไว้ว่า สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าการลงคะแนนเสียงในวาระที่สองครั้งนี้ ท่านประธานจะต้องเอาความเห็นคณะกรรมาธิการ ความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ยังติดใจ
เอาตามข้อบังคับครับ
ถูกต้องครับท่านประธาน ผมกําลัง อธิบายครับท่านประธาน
ข้อบังคับมันเขียนไว้ชัด แล้วทุกคนก็รู้ ข้อบังคับหมดแล้ว ในข้อ ๑๐๑ ของการประชุมร่วมรัฐสภา
ท่านประธานครับ ท่านประธาน ต้องฟังผมให้ครบก่อนนะครับว่า ถ้าเพื่อนสมาชิกท่านใดความเห็นเขาไม่ติดใจเขาสามารถ ถอนออกไปได้ อาจจะเหลือความสัก ๗ ความเห็นที่ยังติดใจอยู่ ผมว่าจะต้องเอาความเห็น เหล่านี้ ๗ ความเห็นนี้มาให้เพื่อนสมาชิกลงคะแนน ว่าคะแนนเสียงในความเห็นใดมากที่สุดครับ
สภาได้เรียบเรียงไว้เรียบร้อยแล้วครับ คือประธานคนนี้รอบคอบครับ เนื่องจากในมาตรา ๓ มีการแก้ไข และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติไว้ เมื่อสมาชิกผู้สงวนคําแปรญัตติซึ่งยังติดใจในคําแปรญัตติได้อภิปรายครบถ้วน ทุกท่านแล้ว และกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงแล้ว ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๓ ดังนี้นะครับ มติที่ประชุมว่าจะให้คงร่างเดิมของคณะกรรมาธิการ หรือจะให้มีการแก้ไขตามที่ผู้สงวน คําแปรญัตติ มี ๒ ประเด็นเท่านั้นละครับ ส่วนเมื่อฝ่ายผู้แปรญัตติชนะก็ค่อยเรียงตามลําดับ ผู้แปรญัตติครับ กระผมก็จะปฏิบัติดังนี้นะครับ ผมจะถามนะครับ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบ ตามคณะกรรมาธิการที่แก้ไขนี้นะครับในมาตรา ๓ มีอะไรคุณ เลยไม่ผ่านสักที
ท่านประธานครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมเกรงว่าถ้าท่านประธานถามญัตติแบบนั้นอาจจะขัดข้อบังคับ เพราะว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานได้พูดเองว่าใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๐๑ จากนั้นปั๊บท่านประธาน ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕๒ วรรคสองด้วยนะครับ กรณีความเห็นของที่ประชุมมีตั้งแต่ ๒ ฝ่าย ขึ้นไป ให้ถือเอาจํานวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากที่สุด คราวนี้เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน คราวนี้มันแปลกครับเพราะมันมีหลายร่างครับ ผมคิดว่าท่านประธานต้องถามแบบนี้ ท่านประธานแป๊บเดียวครับ
คือจะต้องถามว่าที่ท่านเป็น กรรมาธิการ ที่ท่านไม่แก้ไขใช่ไหม ผมก็ถามว่าถ้าไม่แก้ไข แก้ไขตามที่ท่านแก้นะครับ
อย่างนี้ท่านประธานครับ
ที่แก้ในวรรคสองวรรคแล้วก็ตัด ข้อความอะไรต่าง ๆ ที่ท่านแก้ไข ถ้าที่ประชุมนี้เอาตามที่ท่านแก้ไขในร่างนี้ เสียงข้างมาก มันก็หมดเรื่อง มันไม่ต้องไปยุ่งยากอะไรมากครับ
ท่านประธานครับ มันต้องเป็น อย่างนี้ ท่านประธานควรจะถามว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับร่างของ คณะรัฐมนตรีครับ
คือผมจะทําอย่างที่ท่านพูดนั้นคงทําไม่ได้ครับ
นั่นสิครับท่านประธาน ท่านประธานฟังผมให้จบ
ผมจะเอา ๒ อย่างนี้ก่อน
เข้าใจครับ ท่านประธานฟังผม ให้จบนิดเดียวครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีปัญหาระยะยาวในการตีความครับ เราคุยกันด้วย เหตุผลนะครับ ท่านประธานน่าจะถามว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับร่างเดิมของ คณะรัฐมนตรี ท่านประธานฟังให้จบนะครับ ถ้าให้มีการเห็นด้วยกับร่างคณะรัฐมนตรี ก็จบครับ แต่ถ้าเห็นด้วยให้มีการแก้ไข ต้องนําไปสู่การโหวตร่างแก้ไขอีกครั้ง
ผมว่าพอแล้วนะครับคุณอรรถวิชช์ เพราะว่าที่ประชุมเขารู้กันหมดแล้ว คือคณะรัฐมนตรีเสนอมาสภา สภาพิจารณาเรื่องของ สภา ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลแล้วครับ เชิญนั่งลงเถอะครับ
ท่านประธานครับ เดี๋ยวจะขัด ข้อบังคับนะครับ
เชิญนั่งลงเถอะครับ ผมผิดข้อบังคับ คุณร้องผมได้ เชิญนั่งลงครับ
ครับท่านประธานครับ
เชิญนั่งลง คุณประยุทธ์มีอะไรอีกเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมเรียนยืนยันกับ ท่านประธานว่าตามที่ท่านประธานตั้งประเด็นนั้นเป็นการชอบแล้ว ในกรณีที่มีความเห็นชอบ ด้วยกับคณะกรรมาธิการ ก็แปลว่าจบเรื่อง คนที่แปรญัตติก็ตกไป แต่ในกรณีที่ไม่เห็นชอบ ด้วยกับคณะกรรมาธิการ แปลว่าท่านประธานก็ไล่กันเป็นรายบุคคลที่แปรญัตติ ท่านประธาน เดินหน้าเถอะครับ
ก็พอแล้วครับ คุณสุชาติพอแล้วครับ ไม่เอาอีกแล้ว ผมจะถามมติแล้วนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขมานี้ ในตัวร่างนี้นะครับ ในมาตรา ๑๙๐ คือมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ ถ้าท่าน เห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นตามที่ผู้แปรญัตติส่วนมากทั้งหมดโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
จํานวนผู้เข้าประชุม ๕๕๔ ท่าน เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ๓๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐๕ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้รับ ก็ผ่านแล้วนะครับ ก็หมดเรื่องไป ง่าย ๆ ครับ ไม่ต้องไป ถามเอาอีก ๑๖ ๑๗ อะไรร้อยแปดทําให้ปวดหัว เนื่องจากเรามีพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ส่วนการลงมติจะนัดพร้อมกันนะครับ ถ้าจบในเรื่อง มาตรา ๙๓-๙๘ พระราชบัญญัติเลือกตั้ง นี้นะครับ เราจะนัดรวมกันเลยลงมติในวันที่ ๑๐ หวังว่าทุกท่านคงจะช่วยกระชับในการ อภิปรายต่อไปนะครับ มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไขครับ ใช่ไหมท่านเลขาธิการ มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไขใช่ไหม ผู้สงวนคําแปรญัตติไม่ติดใจครับ มาตรา ๔
มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวน คําแปรญัตติ
ผู้สงวนคําแปรญัตติไม่ติดใจ ก็ผ่านครับ ก็ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ผ่านไปแล้วนะครับ ต่อไปเมื่อจบการพิจารณา มาตรา ๑๙๐ แล้ว
๓.๒ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... (มาตรา ๙๓-๙๘) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
คณะกรรมาธิการมานั่งให้เต็ม
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เชิญแถลงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ขอกราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาได้ทราบว่า
ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๙ และครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญ นิติบัญญัติ) ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (มาตรา ๙๓-๙๘) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และได้ตั้ง คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณา บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการเสร็จแล้ว โดยคณะกรรมาธิการได้พยายามพิจารณาให้ได้ผลตามที่สภาได้มอบหมายไว้ ในการนี้เพื่อให้ เกิดความรอบคอบและให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามที่ได้เสนอมา คณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้บุคคลมาชี้แจงแสดงความคิดเห็น ก็คือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ส่วนที่คณะกรรมาธิการได้เชิญบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจงแสดงความคิดเห็น ก็คือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้เข้าร่วมประชุมด้วย คือกรมการกงสุลของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งบรรดาผู้ที่ได้เข้าร่วมชี้แจงได้แสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์กับการประชุมของ คณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่ง และได้ดูกันอย่างรอบคอบและเสร็จสมบูรณ์
บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ดังกล่าวเสร็จแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรด นําเสนอที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อได้พิจารณาต่อไป ขอขอบคุณครับ
เชิญเลขาธิการดําเนินการครับ
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติม (มาตรา ๙๓-๙๘) ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ และมาตรา ๙๘ มีการแก้ไข มาตรา ๙๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้สงวน คําแปรญัตติ
ท่านสมาชิกผู้แปรญัตติที่เคารพ ทุกท่านนะครับ เมื่อท่านแปรญัตติมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ ขอให้ท่านผู้แปรญัตติอภิปรายรวบไปเลยครับ แต่ละท่านนะครับ เพื่อรักษา เวลา แต่ว่าตอนที่เราจะลงมติ เราก็ลงมติเรียงตามคําแปรญัตติครับ เพราะว่ามีผู้ขอสงวน คําแปรญัตติจํานวนมาก ผมก็ขอเรียนต่อที่ประชุมขอดําเนินการดังที่กระผมกราบเรียน นะครับ เบื้องต้นเชิญคุณสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ครับ เชิญครับ อยู่ในห้องหรือเปล่า คุณสาธิต ไม่อยู่ใช่ไหมครับ ไม่อยู่ก็ตกไป มาแล้ว เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากเขต ๒ จังหวัดสุรินทร์ ตัวผมเป็นกรรมาธิการที่อยู่ในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ในวันที่มีการพิจารณาที่เป็นข่าว ก็มีการโหวตกันนะครับเรื่องของเขตเลือกตั้ง ที่อยากจะมีการเปลี่ยนระหว่าง ส.ส. เขต ๓๗๕ ที่นั่ง กับ ส.ส. เขต ๔๐๐ ที่นั่ง และเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ที่นั่ง ในวันนั้นนะครับผมก็เป็นผู้หนึ่งที่โหวตแล้วก็ เป็นกรรมาธิการในเสียงข้างน้อย แต่จริง ๆ แล้วในวันนั้นที่มีการโหวตกันเกิดขึ้นนะครับ เสียงระหว่างผู้ที่โหวตให้กับระบบ ส.ส. เขต ๓๗๕ ที่นั่ง แล้วก็บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที่นั่งนะครับ กับระบบ ส.ส. เขต ๔๐๐ ที่นั่ง แล้วก็ระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ที่นั่ง มีเสียงเท่ากัน แต่ประธานก็ได้ใช้สิทธินะครับเพื่อที่จะโหวตให้ทาง ๓๗๕ ที่นั่งชนะ ดังนั้นผมและเพื่อน หลาย ๆ ท่านที่เป็นเสียงอยู่ เรียกว่าเป็นเสียงของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลก็แพ้ แล้วก็เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไป ซึ่งในวันนั้นผมก็ได้ให้เหตุผลในการที่จะโหวตว่าสนับสนุน ส.ส. ระบบ ๔๐๐ ที่นั่ง วันนั้นที่ผมได้พูดกับกรรมาธิการไว้ วันนี้ในสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นสภาของ สภาผู้แทนราษฎรและสภาของวุฒิสภานะครับ เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมก็อยากจะใช้สิทธิที่จะ ได้อภิปรายและให้เหตุผลว่าทําไมจึงสนับสนุนว่าให้เป็นระบบเขต ๔๐๐ ที่นั่ง และระบบ บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ที่นั่ง ตามเหตุผลที่ผมจะได้เสนอเพื่อที่ว่าหลาย ๆ ท่านที่ยังตัดสินใจอยู่ว่า จะโหวตให้กับเสียงของการแก้รัฐธรรมนูญออกไปในรูปแบบไหน ต้นกําเนิดของการเลือกตั้ง หลาย ๆ ท่าน ผมก็ค่อนข้างจะอ่านข่าวหรือว่าฟังกระแสสังคม มาว่าในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ การแก้เรื่องของเขตเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้อะไร จริง ๆ แล้วระบอบประชาธิปไตยมันเกิดจากการเลือกตั้งนะครับ ก็คือมาจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นในวันนี้การแก้รัฐธรรมนูญ การแก้เรื่องของเขตเลือกตั้ง การแก้จากเขตใหญ่มาเป็น เขตเล็ก แล้วก็สุดท้ายมีการเถียงกันระหว่าง ๓๗๕ ที่นั่ง กับ ๔๐๐ ที่นั่งมันแตกต่างกัน อย่างไร วันนั้นทางคณะกรรมการที่แก้รัฐธรรมนูญ โดยมีท่านอาจารย์สมบัติได้ให้เหตุผล ในการที่จะปรับเขตเลือกตั้งจากเขตใหญ่เรียงเบอร์ ๓ เบอร์ มาเป็น ๓๗๕ ที่นั่ง แล้วก็ไปเพิ่ม ระบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที่นั่ง โดยในส่วนตัวผมเอง ผมไม่เห็นด้วยที่จะไปเพิ่ม ส.ส. ในระบบ บัญชีรายชื่อ และไปลด ส.ส. ในระบบเขตเลือกตั้ง โดยที่ผมเป็น ส.ส. ที่มาจากระบบเขต เลือกตั้ง ถึงแม้ว่าจะเข้ามาเป็นสมัยแรก แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจาก การเป็น ส.ส. ในระบบเขตเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย หลาย ๆ ท่าน อาจจะมีข้อถกเถียงว่าใน ส.ส. หรือในสภาแห่งนี้มีการผูกขาดเป็น ส.ส. มา เป็นการผูกขาด อํานาจ จริง ๆ แล้วในการเลือกตั้ง ในการออกแบบให้มีการเลือกตั้ง มันทําให้ ส.ส. ที่มาจาก ระบบเขต มีการหมุนเวียนหรือมีการโรเธท (Rotate) ไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าการเลือกตั้ง ในครั้ง ๆ หนึ่ง ที่มีการเลือกตั้งกันเกิดขึ้นมันไม่มีใครที่สามารถจะผูกขาดได้ ทุก ๆ คนที่ต้อง ลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งไม่มีใครชัวร์ (Sure) สักคนที่จะได้รับเลือกเข้ามา ดังนั้นระบบ มันถูกออกแบบมาดีอยู่แล้ว ดังนั้นการไปเพิ่ม ส.ส. ให้เป็นระบบบัญชีรายชื่อ เพิ่มระบบ บัญชีรายชื่อเป็น ๑๒๕ ที่นั่ง มันทําให้จริง ๆ แล้วระบบบัญชีรายชื่อเป็นการผูกขาด โดยมากกว่า ระบบบัญชีรายชื่อ ถ้าท่านดูแล้วผู้ที่อยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ก็สามารถที่จะ การันตี (Guarantee) ได้ ๑ ที่นั่งถึง ๓๐ ที่นั่ง ได้มาเป็นผู้แทนเลย ดังนั้นมันจะเกิดการ ผูกขาดอํานาจ หลาย ๆ ท่านที่เป็น ส.ส. มาหลายสมัย มีบารมีในพรรคหรือว่าเป็นผู้ที่มีเงิน ก็สามารถที่จะเข้ามาซื้อตําแหน่งเข้ามาเป็น ส.ส. ได้ โดยไม่ต้องไปผ่านระบบการเลือกตั้ง แต่ระบบการเลือกตั้งที่มาจากระบบเขตไม่เพียงแต่ว่าผู้ที่จะมีเงินหรือคิดว่าจะมาซื้อเสียง อย่างเดียวก็มีสิทธิสอบตกได้นะครับ ในสมัยก่อนท่านจะเห็นว่าคนที่มาจากกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนมีเงินที่เป็นนักธุรกิจหิ้วกระเป๋าเงินไปลงอยู่ตามต่างจังหวัด แต่เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มี เหลือแล้วนะครับที่มาใช้ระบบแบบนี้ ฉะนั้นระบบการเลือกตั้งต้องเน้นที่มาที่เขตของตัว ส.ส. เองก็ตามนะครับ ดังนั้นเหตุผลหนึ่งผมก็จึงไม่สนับสนุนการที่จะไปลด ส.ส. เขต โดยธรรมชาติ ส.ส. เขต ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง ท่านอาจารย์สมบัติได้ให้เหตุผลว่า ส.ส. ที่มา ต้องการลด ส.ส. เขต แล้วก็ไปเพิ่ม ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะว่าต้องการทําให้ พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนที่ทําให้ระบบพรรค การเมืองแข็งแรงกลับเป็น ส.ส. ในระบบเลือกตั้งมากกว่า เนื่องจากว่าท่านยกตัวอย่าง อย่างเช่น เมื่อวันก่อนทางนายกรัฐมนตรีมีการแถลงผลงาน แถลงนโยบายที่จะใช้ในการ หาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป ในประเทศไทยเราไม่ได้มีแต่คนภาคกลางนะครับ ในวันนั้น นายกรัฐมนตรีพูดออกทีวีเป็นภาษากลาง แต่ว่า ส.ส. เขต เราถ้าเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับ เป็นเซล (Sale) ขายของ เป็นคนที่จะนํานโยบายของแต่ละพรรคการเมืองไปพูดต่อในพื้นที่ ดังนั้นเองพอนํานโยบายไปพูดก็ทําให้ระบบพรรคการเมืองมันเข้มแข็งขึ้น แต่ ส.ส. ที่มาจาก ระบบบัญชีรายชื่อไม่ค่อยที่จะมีพื้นที่ตัวเองในการลงพื้นที่ ดังนั้นการที่บอกว่าต้องการ ไปเสริมความเข้มแข็งให้กับ ส.ส. ให้กับระบบพรรคการเมืองโดยการไปเพิ่ม ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ จริง ๆ เป็นเหตุผลที่ไม่ควรสนับสนุน ดังนั้นเอง ผมจึงสนับสนุนที่จะมี ส.ส. ในระบบเขต โดยไม่ลด ส.ส. ในระบบเขตลง อีกเหตุผลหนึ่งที่ทางคณะผู้ที่แก้ ทางอาจารย์สมบัติ ให้เหตุผลว่าในการเลือกตั้งถ้าเป็นเขตเล็กมันจะเกิดการต่อสู้กันที่รุนแรง ดังนั้นจึงลดจํานวน ลงมาว่าเป็น ส.ส. เขต ๓๗๕ ที่นั่ง ดังนั้นผมก็เลยถามในกรรมาธิการว่า เหตุผลก็คือว่า ในเขตเลือกตั้งที่มันลดลงไป ๒๕ ที่นั่ง แล้วทําให้ ๒๕ ที่นั่งที่ลดในแต่ละจังหวัดลง มันทําให้เกิดการแข่งขันที่ไม่รุนแรงขึ้น แล้วทําไม ที่เหลืออีก ๓๗๕ ที่นั่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือจากในก่อนที่เป็นระบบเขตเล็กมันจะไม่มี การแข่งขันที่รุนแรงหรือครับ ดังนั้นมันเป็นตรรกะที่มันถามได้ว่าเหตุผลที่ทางอาจารย์ให้มา มันไม่สนับสนุนเหตุผลตรงนี้ที่จะมาลดนะครับ ผมเองจึงให้เหตุผลว่าอย่างไรก็ต้องเป็น ๔๐๐ ที่นั่งนะครับ เป็นระบบ ส.ส. ๔๐๐ ที่นั่ง แล้วก็เป็นระบบเขต ระบบปาร์ตี้ ลิสท์ ๑๐๐ ที่นั่ง ในการที่แก้ไขในกรรมาธิการตรงนี้นะครับ การแก้ไขจากระบบ พรรคการเมือง จากการเลือกตั้งเขตใหญ่เรียงเบอร์ที่มีพื้นที่กว้าง มันทําให้ประชาชน ขาดความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งหรือว่าขาดความเชื่อมั่นจากการเลือก ส.ส. เข้ามาทํางาน เพราะถ้าเขตใหญ่ การลงพื้นที่ การที่ ส.ส. จะเข้าไปพบปะประชาชน ในการพบปะประชาชน ของ ส.ส. ระบบเขต ก็คือการไปตามงาน ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานบวช เข้าไปแล้วก็ไป เปิดงานบ้าง มีโอกาสได้นั่งกินข้าวพูดคุยกับประชาชน ก็จะรับทราบถึงปัญหาในพื้นที่ แล้วก็นําปัญหามาพูดในสภา หรือว่านําไปเสนอให้กับพรรคการเมืองเพื่อจะทําเป็นนโยบาย ต่อไปด้วย ดังนั้นเมื่อเขตใหญ่ การไปพื้นที่ที่ไม่ทั่วถึง ขาดการติดต่อกับประชาชน ก็ทําให้ ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง ก็คือคิดว่าเลือกไปแล้วเขาไม่ได้อะไรออกมา ก็รู้สึกว่ามันก็มาตามกระบวนการที่ออกมา นโยบายต่าง ๆ ที่พอรัฐบาลทํา เขาก็ไม่คิดว่า มันมาจากระบบการเลือกตั้ง ก็ส่งผ่านมาแค่ตามระบบราชการที่ทํางานไปนะครับ ดังนั้น ก็ควรที่จะแก้ลงมาให้เป็นเขตเลือกตั้งที่เหมาะสมในการเลือกตั้ง ผมก็อยากจะขอใช้เหตุผล ตรงนี้เพื่อที่จะสนับสนุนในเหตุผลว่า ทําไมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการเลือกตั้งในระบบเขต เลือกตั้งแบบทั่วประเทศ ๔๐๐ เขต แล้วก็เป็นระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ก็ขอใช้เหตุผล ตรงนี้ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ขอจบแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
คุณไพจิตไม่ได้แปรญัตติ ขอให้ ผู้แปรญัตติได้อภิปรายก่อนครับ มีอะไรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมจะขอความกรุณา ท่านประธานได้ควบคุมการประชุมนะครับ เผอิญเป็นเรื่องสําคัญ แล้วผู้อภิปรายก็อภิปราย ด้วยเนื้อหาที่มีน้ําหนัก แต่ว่าเสียงที่สนทนาแลกเปลี่ยนอาจจะอยู่ระหว่างการชื่นชม กับผลคะแนนหรืออย่างไร ผมอยากให้ที่ประชุมให้เกียรติกับการอภิปรายและส่งถึงประชาชน ด้วยครับ ท่านประธานครับ ที่พยายามยกมือ
ให้ผมทําอย่างไรนะครับ
ก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘ ให้ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ ท่านประธานครับ
ก็คือเสียงมันวุ่นวายใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ ผมก็เกรงใจตัวเองเหมือนกันครับ เพราะแต่ละท่านก็พูดกันจ๊อกแจ๊กจอแจ อะไรกันเต็มเลยครับ ผมก็ไม่รู้จะทําอย่างไรครับ ก็ขอความกรุณาท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ คุณไพจิตได้เตือนผม ผมก็เตือนต่อนะครับ ขอให้ทุกท่านอยู่ในระเบียบวินัยด้วยจะเป็น พระคุณอย่างสูงครับ เชิญต่อไปนะครับ คุณภราดร ปริศนานันทกุล เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมถือ โอกาสตรงนี้แสดงความคิดเห็นของผมที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในชั้นกรรมาธิการ และความคิดเห็น ของผมได้เป็นเสียงข้างน้อยในชั้นกรรมาธิการ ผมถือโอกาสตรงนี้แสดงความคิดเห็น ว่าเพราะอะไรผมถึงได้แปรญัตติเอาไว้อย่างนั้น และผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ อย่างไร ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๙๓ ในเรื่องของจํานวนตัวเลขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวนตัวเลขนั้นในภาพรวมผมไม่ได้แปรญัตติครับ คือ ๕๐๐ ท่าน ผมเห็นด้วยตามร่างเดิม แต่ในการแบ่งสัดส่วนออกเป็น ๒ ส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยร่างเดิมได้แบ่ง สัดส่วน ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง ๓๗๕ ท่าน และบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ท่าน ผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ และก็แปรญัตติเอาไว้ว่าขอให้สมาชิกที่มาจากเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ ท่าน และจากบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ท่าน มีเพื่อนสมาชิกในกรรมาธิการหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยกร่างขึ้นมา นั่นก็คืออาจารย์สมบัติท่านได้เข้ามาชี้แจงเหตุผลในชั้น กรรมาธิการครับ เหตุผลของท่านอาจารย์สมบัติรวมกับเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ให้เหตุผลหลัก ๆ มา ๓-๔ ประเด็น ซึ่งผมต้องถือโอกาสตรงนี้ชี้แจง ให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ทราบว่าความแตกต่างของความคิดเห็นของผมกับกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่นั้นคืออะไร
ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด นั่นก็คือเรื่องที่มาครับ ที่มาของตัวเลข ๓๗๕ ท่าน กับ ๑๒๕ ท่าน ที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้ยืนตามร่างเดิม ที่มาของอาจารย์สมบัติผู้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านได้ให้เหตุผลเอาไว้อย่างนี้ครับว่า ท่านต้องการที่จะเห็นการเมืองเข้มแข็งมากขึ้น ท่านต้องการที่จะพัฒนาระบบการเมือง ให้เข้มแข็งมากขึ้น วันนี้ท่านบอกว่า ส.ส. เขต ส่วนใหญ่แล้วก็จะดูปัญหาแต่เฉพาะในเขต พื้นที่ของตัวเอง ทําให้ไม่มีเวลาในการที่จะไปดูนโยบายในภาพรวมของประเทศ เพราะฉะนั้น จึงให้น้ําหนักกับ ส.ส. ในระบบสัดส่วนหรือระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น ผมบอก กับท่านประธานครับว่า ผมเห็นด้วยในหลักคิดผมเห็นด้วยในแนวคิดของอาจารย์สมบัติ ที่อยากจะให้มี ส.ส. กลุ่มหนึ่งที่มองนโยบายหลัก ในภาพรวมของประเทศ หรือที่เรา เรียกกันว่า เทคโนแครต (Technocrats) เพื่อที่จะมาดูว่าปัญหาในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ระดับประเทศนี้ การวางนโยบายจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ผมเห็นด้วยกับท่าน แต่สิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยก็คือว่าจํานวนตัวเลขว่าทําไมจะต้องขยับจากจํานวน ๑๐๐ ท่านเป็น ๑๒๕ ท่าน ท่านกําลังบอกว่าท่านกําลังจะให้น้ําหนักของ ส.ส. ที่มาจากบัญชีรายชื่อมากกว่าน้ําหนักของ ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง ผมต้องบอกครับว่าสมมุติฐานของท่านผิดครับ เพื่อนสมาชิก ส่วนใหญ่ในห้องประชุมแห่งนี้ท่านเป็นสมาชิกที่มาจากเขตเลือกตั้ง ท่านอยู่คลุกคลีและก็อยู่ ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ท่านตอบคําถามแทนผมได้ครับว่า ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้ง มีความใกล้ชิดแล้วก็มีความสําคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ แต่การที่ท่าน มาตัด ส.ส. ระบบเขตลงแล้วไปให้ความสําคัญกับระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้น ผมยังไม่เห็น ความสําคัญและเหตุผลที่ท่านหยิบยก คือจะพัฒนาระบบการเมืองให้ดีขึ้น ยังไม่ใช่เหตุผล ที่สามารถที่จะฟังแล้วทําให้ผมคล้อยตามได้ ท่านพูดอยู่ตอนหนึ่งครับว่าที่มานี้มันก็เป็นที่มา ที่เป็นตรงกลางของคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านได้หารือกัน ในชั้นกรรมาธิการ บางคนในกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านบอกว่าให้คง ๔๐๐ ท่าน กับ ๑๐๐ ท่าน บางคนบอกว่าให้จํานวนเท่ากัน ๒๐๐ ท่าน กับ ๒๐๐ ท่าน บางคนบอกให้ ๒๕๐ ท่าน กับ ๒๕๐ ท่าน เพราะฉะนั้นท่านหาตัวเลขตรงกลาง หาข้อสรุป ไม่ได้ครับ ก็เลยมาสรุปเอาตัวเลขว่า ๓๗๕ ท่านก็แล้วกัน กับ ๑๒๕ ท่าน นี่คือที่มาครับ อาจารย์สมบัติได้พูดเอาไว้ในกรรมาธิการอย่างนี้ ซึ่งเหตุผลผมคิดว่ามันยังฟังไม่ได้ ท่านอ้างว่าประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศเยอรมนี ท่านยกตัวอย่าง ส.ส. ระบบบัญชี รายชื่อกับ ส.ส. เขตเลือกตั้งมีน้ําหนักเท่ากันคือ ๕๐ : ๕๐ ถูกต้องครับ นั่นคือประเทศ ที่พัฒนาแล้ว ความสําคัญของ ส.ส. ในระบบเขตทําหน้าที่เพียงฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ ในบริบทของการเมืองไทย ในบริบทของสังคมไทย วันนี้ ส.ส. ไม่ได้ทํา หน้าที่แต่เฉพาะหน้าที่นิติบัญญัติ อย่างที่ผมกราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นว่าเพื่อนสมาชิก ส.ส. หลายท่านอยู่ในเขตพื้นที่ ท่านรู้และก็เข้าใจปัญหาดี โดยเฉพาะในเขตชนบทท่านจะเห็น ชัดเจนเลยว่า ส.ส. ของเขานี่เปรียบเสมือนกับเทวดา เปรียบเสมือนกับแก้วสารพัดนึก คือนึกอะไร ไม่ออกก็ไปหา ส.ส. ก่อน นึกอะไรไม่ออกต้องไปหา ส.ส. ก่อน ถามว่าทําไมไม่ไปหา หน่วยงานราชการครับ เพราะหน่วยงานราชการเข้าถึงได้ยาก จะไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด ละครับ จะไปหาที่ไหนครับผู้ว่าราชการจังหวัด จะไปหานายอําเภอ หาไม่ได้ครับ จะไปหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนความต้องการของเขาให้เป็นไป ในความต้องการในทิศทางที่เขาต้องการ เพราะฉะนั้นความสําคัญของ ส.ส. เขต ยังมีความสําคัญเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นในเหตุผลที่ท่านหยิบยกว่าเพื่อที่จะให้คล้อยตาม กับอารยะประเทศ เป็นเหตุผลที่ใช้ไม่ได้กับประเทศนี้ อยู่บนบริบททางการเมืองและบริบท ทางสังคมที่แตกต่างกันสิ้นเชิงครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เหตุผลหลัก ทีนี้มาดูที่มาของจํานวน ส.ส. ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คนบ้าง ที่มานี้มาจากไหนครับ เราต้องย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๔๐ นี่คือที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมหยิบมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ ถามว่าทําไม ต้องเอามาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมาจากประชาชน ทั้งประเทศ ต้องไม่ลืมนะครับว่าก่อนที่จะคลอดออกมาเป็นรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีการทํา ประชาพิจารณ์ทั้งประเทศครับ เพื่อนสมาชิกในชั้นกรรมาธิการหลายท่านอาจจะให้เหตุผล แย้งว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันมากกว่าทําประชาพิจารณ์ คือทําประชามติ แต่ผมบอกว่าประชามติสู้ประชาพิจารณ์ไม่ได้หรอกครับ ประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนในทุกประเด็น ส่วนประชามติ ไม่ใช่ครับ ประชามติ เอาร่างทั้งร่าง ให้ประชาชนเขาดู โยนให้เขาดู ถามว่าจะเอาหรือไม่เอา มี ๒ ทางเลือกเท่านั้น บอกไม่ได้ว่า เอาเพราะอะไร หรือไม่เอาเพราะอะไร ที่มาจึงแตกต่างกันครับ ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน มีที่มาจากพี่น้องประชาชน ผ่านการทําประชาพิจารณ์อย่างชัดเจน พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศเห็นด้วยกับสูตรนี้เมื่อปี ๒๕๔๐ จึงออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั่นคือ เหตุผลข้อที่ ๑ คือเหตุผลที่มาของตัวเลข ๓๗๕ คน ๑๒๕ คน กับ ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน ๓๗๕ คน ๑๒๕ คน ไม่ชอบธรรม และผมไม่เห็นด้วยอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ครับ มีกรรมาธิการหลายท่านได้บอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา ผมบอกครับว่าการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ต้นเหตุไม่ได้ เกิดจากรัฐธรรมนูญครับ คําพูดของผมไม่ใช่มาจากความคิดของผมครับ ผมหยิบยกคําพูดนี้ มาจากสภาแห่งนี้ครับ หลายครั้งที่เรามีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ฝั่งซ้ายมือผม ขวามือท่านประธาน ได้ลุกขึ้นบอกครับว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล ตัวบุคคลไปบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปทําให้องค์กรอิสระต่าง ๆ นั้นบิดเบี้ยวและก็บิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ นี่คือความคิดที่ผมหยิบยกมาจากคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกฝั่งซ้ายมือของผม ท่านอภิปรายในห้องประชุมนี้หลายครั้งในประเด็นนี้ ผมหยิบยกมาให้ท่าน เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกในชั้นกรรมาธิการว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผิดพลาด แล้วเราจะเดินย้อนกลับไป ใช้รัฐธรรมนูญที่ผิดพลาด เราจะเดินถอยหลังเข้าคลองหรือ ไม่ใช่ครับ ตัวเลข ๔๐๐ คน ๑๐๐ คน ไม่ใช่เป็นความผิดพลาด ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากตัวบุคคลอย่างที่ท่านว่า นี่คือประเด็นที่ ๒
ประเด็นถัดไปครับ ท่านบอกว่า ๓๗๕ คน เขตเลือกตั้งมันจะใหญ่กว่า ๔๐๐ คน เพราะว่าจํานวนผู้แทนลดลงเขตเลือกตั้งก็จะใหญ่ขึ้น สามารถที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องการซื้อเสียงได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกี่ครั้งครับ เราผ่านวิธีการเลือกตั้ง มาแล้วกี่วิธีครับ เขตใหญ่เรียงเบอร์ ที่หลายพรรคการเมืองบอกว่ามันป้องกันการซื้อเสียงได้ แล้วเป็นอย่างไรครับ การเลือกตั้งครั้งก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็เลือกตั้งด้วยระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ แล้วเป็นอย่างไรครับ ผมถามว่าแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง เลือกตั้งได้หรือไม่ เช่นเดียวกันครับ ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราผ่านการเลือกตั้ง มาทั้งสิ้น ปี ๒๕๔๔ กับปี ๒๕๔๘ ๒ ครั้ง ถามว่าการซื้อเสียงยังคงมีอยู่หรือไม่ ก็มีอยู่ครับ เราไม่ปฏิเสธกัน เราปฏิเสธกันไม่ได้เพราะความจริงเราเห็นกันอยู่ แล้วอย่างนี้จะมาบอก ได้อย่างไรครับว่าเขตใหญ่ขึ้นทําให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากขึ้นและลดปัญหาการซื้อเสียง ผมก็บอกว่าไม่ใช่เหตุผลเหมือนกัน การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง ไม่ใช่มาดูที่เขตว่ามันใหญ่ หรือมันเล็ก การแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง เราต้องไปดูครับว่าคนที่เป็นกรรมการนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง องค์กรอิสระมีความเข้มงวดในการกวดขันกับกระบวนการ ซื้อเสียงอย่างไร ท่านหลับตานึกภาพนะครับ ย้อนกลับนึกถึง กกต. ชุดแรก ท่านยุวรัตน์ กมลเวช ผ่าน กกต. ชุดนั้นมีการเลือกตั้ง ส.ว. แบบเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทย มีการเลือกตั้งแล้ว เลือกตั้งอีก เลือกตั้งซ่อมแล้วซ่อมอีกครับ จนกว่าจะได้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ ครั้งแรกของการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ก็เช่นเดียวกันครับ เลือกตั้งแล้ว เลือกตั้งอีก จนกว่าจะได้คนที่เราเชื่อว่าไม่มีการซื้อเสียง ทําไมนักการเมืองในสมัยนั้น กลัว กกต. นักกลัว กกต. หนาครับ เพราะว่า กกต. เอาจริงอย่างไรครับ แต่วันนี้หลังจาก ชุดนั้นมา ท่านเห็นไหมครับว่า ๒ ชุดขององค์กรอิสระเป็นอย่างไรครับ ถูกต้องตามที่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้บอกว่า กกต. ซื้อได้ครับ นี่คือเหตุผล และถ้าหากว่าจะแก้ไขปัญหา การซื้อเสียง ต้องไปดูที่นี่ครับ ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุคือ กกต. ครับ ไม่ใช่มาดูที่จํานวน ส.ส. ไม่ใช่มาดูที่การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบนี้ นี่คือเหตุผลข้อที่ ๓ ของผม
เหตุผลข้อที่ ๔ ครับ กรรมาธิการหลายท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้บอกเอาไว้ครับว่าที่เห็นด้วยกับเขตที่ใหญ่ขึ้นนี้ เพราะว่าเขาไม่อยากให้อํานาจของ ส.ส. ไปซ้อนทับกับอํานาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้มีการกระจายอํานาจลงไปสู่ ท้องถิ่น ท้องถิ่น อบต. ท้องถิ่นเทศบาล ท้องถิ่น อบจ. มีการกระจายอํานาจลงไปสู่ท้องถิ่น เขาไม่อยากให้ ส.ส. ซึ่งถ้าอยู่ในเขตเล็กก็เหมือนกับเข้าไปแทรกแซงอํานาจขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผมถามท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ถ้าลงไปอยู่ในพื้นที่ท่านรู้ครับ ท้องถิ่นวันนี้ดูแลตัวเองได้หรือไม่ ท้องถิ่นดูแลตัวเองไม่ได้ครับ งบประมาณเข้าท้องถิ่นปีละ เท่าไรครับ เป็นเงินค่าจ้างประจํา เป็นเงินส่วนที่จําเป็นที่จะต้องจ่ายให้ข้าราชการ ให้ส่วนที่ เขาต้องจ่ายเท่าไร แล้วเหลือเท่าไรครับในการที่จะเอาไปใช้ทําความเจริญให้กับท้องถิ่น ผมเข้าใจว่าซื้อลูกรังสัก ๓ กระป๋องก็คงจะหมดเงินนะครับ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นไม่มีปัญญา ในการที่จะดูแลท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ท่านก็คงจะเห็นว่าท้องถิ่นหลายท้องถิ่น ได้วิ่งเข้าหา ส.ส. ในการที่จะช่วยให้ ส.ส. นี้ได้หาวิธีการเข้าถึงภาคส่วนของศูนย์อํานาจ เขามาหาพวกเราครับเพราะว่าพวกเราเข้ามาที่นี่ทุกสัปดาห์ เราเอาปัญหาของพวกเขามาพูด ที่นี่ครับ มาพูด บางครั้งท่านประธานให้พวกเราหารือก่อนที่จะมีวาระการประชุม แล้วก็ปัญหาเหล่านี้ล่ะครับ มาหารือ เพื่อที่จะให้ท่านประธานส่งต่อไปที่ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอํานาจ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า ส.ส. จะไปทับหน้าที่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ ผมก็เห็นว่า เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเหมือนกัน ในการที่จะลดจํานวน ส.ส. เหลือ ๓๗๕ คน และไปเพิ่ม ระบบสัดส่วนเป็น ๑๒๕ คน ผมมีเท่านี้ครับ เหตุผลทั้งสิ้นของผม ๔ ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมฝากกับท่านประธานในท้ายที่สุดครับว่า ในอีกไม่กี่ชั่วโมง ข้างหน้า เราจะมีการลงมติกันในวาระที่สอง ผมไม่รู้หรอกครับว่าเพื่อนสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ จะมีมติไปในทิศทางใด ความคิดเห็นของผมอาจจะเป็นเสียงข้างน้อยอีกครั้งก็ได้ ผมเคารพ ในมติของเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นหลังจากที่มีการลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว ผมเคารพครับ และในวาระที่สาม ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งชนะ ผมก็พร้อมที่จะไปสนับสนุน อย่างนั้น แต่ผมเรียนกับท่านประธานเหมือนกัน ผมอยากจะเห็นจิตวิญญาณของ นักประชาธิปไตยของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ อยากให้มีความคิดเช่นเดียวกันกับผม เราไม่รู้ครับว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ หรือฝ่ายไหนจะเป็นเสียงข้างน้อย ขอให้เสียงข้างน้อย เคารพในการตัดสินใจของเสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อผ่าน ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ๖๐๐ กว่าท่าน ซึ่งทั้งหมด ๖๐๐ กว่าท่านเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนคนไทย ก็เหมือนกับการให้พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นได้พิจารณา เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมจะทําตามมติของเสียงข้างมากและเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิก ทุกฝ่ายและทุกพรรคการเมืองให้แสดงจิตวิญญาณของการเป็นนักประชาธิปไตย ในวาระที่สามด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
คุณวินัย ภัทรประสิทธิ์ อยู่ไหมครับ ไม่อยู่ ก็ผ่านนะครับ ต่อไปท่านอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ อยู่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปรายในร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย
ผมขออนุญาต ผมผิดพลาดนิดหน่อย ขออภัยสักนิดได้ไหมครับ คือมันลัดคิวไปครับ ขออนุญาตหน่อยครับ เดี๋ยวสักครู่ ค่อยอภิปรายครับ ต่อไปท่านอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ อยู่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในคราวประชุม คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ผมได้มีการขอแก้ไขมาตรา ๙๓ ในเรื่องของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น ส.ส. เขตเลือกตั้งและในจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นแบบบัญชีรายชื่อ โดยขอแก้ไขจาก ร่างเดิมจาก ๓๗๕ คนของ ส.ส. เขตเลือกตั้ง เป็น ๔๐๐ คน และได้แก้ไขจํานวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน เป็น ๑๐๐ คน โดยที่ในที่ประชุมในวันนั้นก็ได้มีการลงมติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้พ่ายแพ้คะแนนเพียง ๑ คะแนนเท่านั้นเอง ซึ่งผมถือว่าเป็นคะแนนที่ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด ดังนั้นผมจึงสงวนความเห็น เพื่อที่ต้องการชี้แจงเหตุผลในการประชุมวาระที่สองซึ่งเป็นการประชุมทั้งรัฐสภา เพื่อที่ อยากจะให้ข้อคิดเห็นแล้วก็อยากจะให้ทราบถึงเหตุผลที่ฝ่ายเสียงข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ได้เชิญนักวิชาการผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ คือ ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัด ถ้าจําไม่ผิดจังหวัดอ่างทอง ได้ชี้แจงว่าในคราวประชุม คณะกรรมาธิการนั้นดอกเตอร์สมบัติได้ชี้แจงว่าเหตุผลที่ให้มีการใช้ ส.ส. เขตเลือกตั้งจํานวน ๓๗๕ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คนนั้น ประการที่ ๑ เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ประการที่ ๒ เพื่อที่ต้องการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้มีความเจริญก้าวหน้า มากขึ้น โดยเน้นให้ความสําคัญกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยอ้าง ประเทศ ทั้งเยอรมัน ทั้งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมขอค้านว่าอันที่จริงแล้วในโลกนี้ประเทศที่มีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ประเทศที่ใช้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้นมีไม่กี่ประเทศ ส่วนใหญ่ประเทศที่เป็น ต้นตํารับของประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ หรือประเทศอเมริกานั้น เขายังให้ความสําคัญกับ ส.ส. เขตเลือกตั้ง แล้วก็เป็น ส.ส. ที่อยู่ในเขตเลือกตั้งที่เขตเล็ก ๆ เป็นเขตที่ ส.ส. สามารถที่จะเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้ดีกว่าที่จะใช้สื่อทางด้านประชาสัมพันธ์ อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศข้าง ๆ บ้านเรา โดยเฉพาะทางใต้เรานั้นนะครับ ประเทศมาเลเซียนั้นมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ๕๐ ปี ของเขามีความก้าวหน้า กว่าเรามาก เขาก็ยังมี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง เขตของเขาเล็ก ๆ เล็กกว่าเขต ๔๐๐ เขต ของเราด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นเหตุผลทางฝ่ายผู้ที่มาชี้แจงในวันนั้น ที่ได้ชี้แจงว่าเขตเล็ก ซื้อเสียงง่าย แล้วก็ให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คนนั้น เป็นการเพิ่มให้กับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเพื่อต้องการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมก็เห็นว่ามันไม่ แตกต่างกัน ๔๐๐ คน กับ ๓๗๕ คน ๑๐๐ คน กับ ๑๒๕ คน มันไม่แตกต่างกันเลย แต่ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนตัวเลข ถ้า ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน ให้มี ส.ส. เขต ๒๕๐ คน หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๒๕๐ คน ผมก็ยังเห็นว่ามีเหตุผลดีกว่าที่จะบอกว่าเป็นการเพิ่ม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๒๕๐ คน เพื่อที่ทําหน้าที่ในการทํางานในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาพรวมของประเทศ หรือ ๒๕๐ คน ซึ่งแบ่งเขตเลือกตั้ง อาจจะเป็นเขตใหญ่ มีเหตุผลมากกว่าที่จะบอกว่าการซื้อสิทธิขายเสียง จะมีการ ซื้อสิทธิ์ขายเสียงยาก เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมไม่อยากจะให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เหตุผลไม่ค่อยจะมีน้ําหนัก เท่าที่ควร ผมเองถ้าบอกว่าระหว่างการเลือกตั้งเขตใหญ่ เขตเล็ก โดยเฉพาะผมเป็น ส.ส. มา หลายสมัย หลายสิบปี โดยส่วนตัวของผม ผมอยากจะได้ ส.ส. เขตเลือกตั้งที่เป็นเขตใหญ่ เพราะเขตใหญ่นั้นเป็นเขตที่ได้เปรียบสําหรับคนที่เป็นนักการเมืองเก่า ๆ เพราะเขตใหญ่นั้น นักการเมืองใหม่ ๆ จะเข้าถึงชาวบ้านแต่ละพื้นที่นั้น เวลาการเลือกตั้งซึ่งมีแค่ ๔๕ วัน แน่นอนครับจะไม่สามารถเข้าไปหาเสียงได้ทุกแห่ง ทุกคน แต่คนที่เป็นนักการเมืองเก่า ๆ นั้น เพียงแต่ชื่อเขาก็รู้จักแล้วนะครับ ก็เคยคบค้าสมาคม เคยไปมาหาสู่ แน่นอนเขตใหญ่นั้น ผมเองอยากจะใช้เขตใหญ่มากกว่า ถ้าเพื่อตัวเอง แต่ที่ผมอยากจะให้เป็นเขตเล็ก ผมอยากจะให้เป็นโอกาสของนักการเมืองใหม่ ๆ นักการเมืองใหม่ ๆ ที่มีความรู้ดี ๆ ที่อยากจะเข้าสู่ ระบบรัฐสภา ซึ่งคนเหล่านี้ทุกจังหวัดมีมากมาย ถ้าหากว่าเราให้มีการเลือกตั้งในเขตใหญ่ คนเหล่านี้โอกาสที่จะเข้าสู่สภานั้นจะน้อย มันจะได้กับคนที่เป็น ส.ส. เก่า ๆ แต่ถ้าหากว่าเขตเลือกตั้งเล็กลง ผมเชื่อเลยครับว่าคนเหล่านี้สามารถที่จะเข้าไปสู่สภาได้ ไม่ต้องดูไปไกลนะครับ ผมดูตัวอย่างผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. มา ผมได้ผ่านการเลือกตั้ง ตั้งแต่เขตทั้งจังหวัด ครึ่งจังหวัด ๑ ใน ๔ ของจังหวัด ทั่วประเทศแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อปี ๒๕๔๘ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ แบบสัดส่วน ๑ ใน ๘ ของประเทศ ก็ได้ผ่านกันทุกระบบ แต่สรุปแล้วนะครับว่าการเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็น ส.ส. ซึ่งลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นการลงพื้นที่ที่รู้สึกว่ามีความรู้สึกภาคภูมิใจ มากที่สุด เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เราก็เอาสื่อความเข้าใจทางด้านการเมือง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามแต่ในบ้านเมืองของเราหรือในโลก เราสามารถเข้าถึงชาวบ้าน ได้ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งประชาชนนะครับท่านประธาน จากการเคยวิจัยว่าประชาชนที่อยู่ตาม บ้านนอกนั้นโอกาสที่เขาอยากจะได้ฟังสื่อ อ่านหนังสือพิมพ์มีไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ถ้าเรามี ส.ส. เขตซึ่งอยู่ในเขตเล็ก ๆ ส.ส. เหล่านั้นจะนําสื่อต่าง ๆ ความรู้ต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ในโลก สามารถที่จะเอาไปให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนได้ เป็นการเข้าถึง ตัวหมู่บ้านและตําบล เพราะฉะนั้นผมเองถึงอยากจะให้ข้อคิดเห็นกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ว่า ๔๐๐ เขต กับ ๓๗๕ คนนั้น การแก้ให้มาเป็นลด ๒๕ ที่นั่งในเขตเลือกตั้งจาก ๔๐๐ เขตนั้น มันเป็นการสร้างปัญหาหนึ่ง ทําให้ ส.ส. ด้วยกันพื้นที่ทับซ้อน อันนี้แน่นอน ครับ แต่คนที่อยู่ภาคเดียวกันเมื่อมีการแบ่งลักษณะอย่างนี้ ลดเขตเลือกตั้ง ๑ เขต หรือลด ส.ส. ๑ คน ทําให้เขาไม่สามารถจะอยู่ภาคเดียวกันได้ อาจจะลงพื้นที่เดียวกันก็อาจอยู่ คนละพรรค สิ่งที่สําคัญที่สุดนะครับท่านประธาน คือพี่น้องประชาชน ที่จังหวัดนราธิวาส ของผมมี ส.ส. ๕ คน ๔๐๐ เขตได้ ส.ส. ๕ คน พอมาเป็น ๓๗๕ คน เขตลด ลด ส.ส. ๑ คน จาก ๕ คนเหลือ ๔ คน จาก ๕ คนเหลือ ๔ คนนี้ ไม่ใช่มีเฉพาะมีจังหวัดของผมจังหวัดเดียว มีทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราช มีทั้งอีกหลายจังหวัด มีประมาณ ๒๔ จังหวัด ซึ่งเขาต้องขาด ส.ส. ซึ่งเขาเคยมี เคยใช้ เขาก็ขาดไป ผมถึงว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาให้กับ ประชาชนมากกว่าที่จะทําให้ประชาชนมีความอุ่นใจ ผมเห็นว่าที่จริงแล้วไม่น่าที่จะแก้ไข ด้วยซ้ําไป ถ้าแก้ไขอย่างนี้นะครับไม่น่าจะแก้ไขด้วยซ้ําไป แต่เมื่อเข้าสู่ระบบการประชุม สภาผู้แทนราษฎรวาระที่หนึ่ง วาระที่สองแล้วนะครับ มันก็ต้องไปสู่วาระที่สาม ผมเองก็อยากจะยืนยันว่าถึงแม้ว่าผมยังจะยืนยันว่าผมเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญของผม ไม่เห็นด้วยกับร่างที่ให้แก้ให้มี ส.ส. เขต ๓๗๕ คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ผ่านวาระที่สอง วาระที่สามเป็นวาระชี้ขาด ซึ่งวาระนั้น แน่นอนครับถ้าหากว่าในวาระที่สองนั้น ไปลงมติเป็นไปในทิศทางใด ผมในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็จะต้องยอมรับในมติดังกล่าว ในวาระที่สามนะครับ ขอเรียนชี้แจงท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปท่านกฤช อาทิตย์แก้ว เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานครับ ผมเป็นวุฒิสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภา จริง ๆ แล้วผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ ๔๐๐ บวก ๑๐๐ หรือ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ กราบเรียนว่าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ เพราะว่าผมไม่ได้ สังกัดพรรคการเมือง แต่สิ่งที่ผมกําลังจะกราบเรียนในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กําลังจะเรียนท่านประธานว่าทําไมผมคิดว่า ๔๐๐ กับ ๑๐๐ สมควรที่จะได้รับการพิจารณา มากกว่า ๓๗๕ กับ ๑๒๕ ประการแรก ขออนุญาต จริง ๆ แล้วผมชื่นชมเมื่อกี้นี้ ที่ท่าน ส.ส. ภราดรพูดในเรื่องของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ขออนุญาตพูดซ้ําเพราะว่าคิดจะพูดอยู่เช่นเดียวกัน ๔๐๐ บวก ๑๐๐ มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมชื่นชมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับเสื้อแดงนะครับ ผมมีโอกาสได้รับฟังเมื่อครั้งที่มีการทําประชามติของรัฐบาลขิงแก่ ที่ออกไปทําประชามติและ บอกว่าพี่น้องประชาชนชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นส่วนใหญ่ ได้พูดคุยกับบรรดา ท่านนายอําเภอทั้งหลายในจังหวัดผมจังหวัดกําแพงเพชรหลายท่าน ท่านบอกว่าถูกบังคับ ท่านประธานครับ ถูกบังคับให้ทําคะแนนให้ได้ ถ้าไม่ได้จะถูกย้าย ถามว่าทําไมผมทราบ ผมเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาบุคคลเหล่านั้นหลายคน ไม่ทราบว่าที่ผมพูดไปนี้บรรดานายอําเภอ ในพื้นที่จังหวัดกําแพงเพชรจะโดนเล่นงานบ้างหรือเปล่า แต่กราบเรียนว่าย้ายไปหมดแล้วนะครับ พวกที่ฟ้องผม ท่านประธานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีความใกล้ชิดกับประชาชน ผมคิดว่าการแบ่งเขตให้มันใหญ่ขึ้นเป็นปัญหา ปัญหาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ใกล้ชิด ประชาชน จะต้องมีจํานวนลดลง โดยเฉพาะจังหวัดกําแพงเพชรบ้านผมลดลง ๑ คน และผม เชื่อนะครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดผมนี้ ที่จะต้องมาแข่งกันจาก ๕ คน เหลือ ๔ คน ท่านไม่ชอบหรอกครับ แต่บังเอิญหลายท่านสังกัดพรรคแกนนําครับ เรียกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ท่านก็เลยต้องโหวตให้ครับ แต่ถามจริง ๆ ว่าท่านอยากจะโหวตอย่างนั้นไหม ผมว่าไม่ครับ เพราะท่านหายไปที่นั่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นครับท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่การที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียนี้ผมก็ต้อง กลับไปถามพี่น้องประชาชน ห้วงระยะเวลาขึ้นปีใหม่ ผมบังเอิญได้มีโอกาสกลับไปที่บ้าน แล้วในการที่ผมกลับไปที่บ้าน ผมก็จะต้องหาอะไรกลับมาเพื่อมาประชุมกรรมาธิการ แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผมได้เป็นอยู่ด้วย ก็ปรากฏว่าพี่น้องประชาชนผมส่วนใหญ่ที่ผมได้ไปสัมผัส อย่าเรียกว่าส่วนใหญ่ครับ ท่านประธานครับ ทุกคนครับ นับตั้งแต่กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมได้มี โอกาสไปร่วมประชุมกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมก็เอาเรื่องนี้ไปสอบถาม ไปสอบถามกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนะครับ แล้วผมก็ให้เหตุให้ผลทั้ง ๒ ฝ่าย ๓๗๕ ๑๒๕ ดีอย่างไร ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ดีอย่างไร ผลปรากฏครับ ท่านประธานครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ผมไปพบที่เรียกว่า กํานัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เขาเอา ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ถามว่าทําไมเอา ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ง่าย ๆ ครับ เหตุผลง่าย ๆ ครับท่านประธาน เขาบอกว่าเขาเคยเชียร์ (Cheer) ผู้แทนคนนี้ แล้วเขาเคยไป ลงเลือกตั้งในเขตนี้ วันร้ายคืนร้ายรัฐบาลก็จะเปลี่ยนเขตให้เขาแล้ว แล้วก็จะเปลี่ยนผู้แทน ให้เขาเลือกคนใหม่ เขาไม่รู้ว่าเขาจะไปอยู่เขตไหน แล้วใครจะมาสมัคร ท่านประธาน เห็นปัญหาไหมครับ แล้วคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยนี่จะต้องไปลงสมัคร ผู้แทนที่จะต้อง ถูกย้ายพื้นที่จะต้องไปลงสมัครและไม่รู้จักกัน และกองเชียร์ก็ไม่มี คนที่เคยช่วยเหลือกันมา ในการเลือกตั้ง ในเรื่องจริงนี่ครับ เขาก็อยากจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไป ท่านประธานครับ แต่ว่ารัฐบาลจะไปแบ่งแยกเสียแล้ว แบ่งเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนใหม่แล้วได้อะไรขึ้นมา ถามว่า ประชาชนได้อะไรขึ้นมา มีแต่ความยุ่งยาก ปัญหาการแบ่งแยกอีกครับ พอแบ่งแยกออกเป็น ๔ เขต อย่างบ้านผมจาก ๕ เขต เป็น ๔ เขต แล้วถามว่าจะแบ่งอย่างไร แล้วเชื่อมั่น ได้อย่างไรว่า กกต. แบ่งแล้วมันถูกใจผู้แทนราษฎร หรือว่าเอาถูกใจรัฐบาลอย่างเดียว นั่นคือ ปัญหาครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกําลังจะเรียนกับท่านประธานต่อไปก็คือว่า จังหวัดกําแพงเพชร ณ วันนี้ ผมมี ส.ส. ๕ บวก ๑ คือหมายความว่าจาก ๕ คน จากพื้นที่ แล้วก็ ๑ คนมาจาก ตอนนั้น คงไม่ใช่บัญชีรายชื่อแล้วครับ เขาเรียกสัดส่วน ก็มี ๖ คน ณ วันต่อไปผมไม่แน่ใจถ้า ๓๗๕ คน ๑๒๕ คน ส.ส. ผมอาจจะเหลือแค่ ๔ คนเท่านั้น ปัญหาเกิดขึ้นกับ ส.ว. สิครับ ท่านประธาน พอ ส.ส. ที่กว้าง เขาก็ไปไม่ทั่วถึง พอไปไม่ทั่วถึง ผมเป็น ส.ว. ส.ว. นี่มันคลุม ทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นใครมาหาผมก็ได้ งานผมก็เยอะขึ้นนะครับท่านประธาน ถ้ามี ส.ส. น้อย งาน ส.ว. เยอะขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาครับท่านทั้งหลาย ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน บัญชีรายชื่อมี ๑๐๐ คน ผมว่ามากมายก่ายกองแล้ว แล้วไม่มี ใครดูครับในบัญชีรายชื่อ ประชาชนไม่ดูหรอกครับว่ามีนาย ก นาย ข นาย ค ใครบ้าง บุคคลสําคัญแค่ไหน อย่างไร ราษฎรบ้านผมไม่รู้จักหรอกครับ เขาจะรู้จัก ส.ส. ที่ลงสมัคร เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นต่อให้ท่านเอาเทวดามาเขียนเขาก็ไม่จําหรอกครับ อย่างเก่ง นี่นะครับเขาก็จําได้คนข้างหน้าคนเดียวที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนคนอื่น ๆ ไม่มีใครจํา หรอกครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญราษฎรเขาอยากจะมีสิทธิ มีเสียงที่จะเลือกผู้แทนของเขา แล้วถ้ายิ่งมีมากเท่าไรยิ่งดี มีหลายท่านบอกว่า ส.ส. มีเขตเล็กนะครับ ถ้ามีเขตเล็กก็จะ เหมือนกับ ส.จ. ปัดโธ่ พูดมาได้ งานคนละอย่างกันครับ ท่านประธาน งาน ส.จ. เขาทําแค่จังหวัด สภาจังหวัด ส่วนงาน ส.ส. เขาทําระดับชาติ ไปบอกว่าถ้าเขตเล็กจะเหมือน ส.จ. มันไม่ใช่ หรอกครับ มันคนละเรื่องเลย เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนที่ประชุมนะครับ อยากจะ กราบเรียนทุกท่านครับ มันไม่มีเหตุผลครับ ไม่มีเหตุผลใด ๆ เลย ที่จะบอกว่า คน ๑๒๕ คน ที่จะมาเป็นปาร์ตี้ ลิสท์ หรือบัญชีรายชื่อ จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง ผมสงสารคนออกความเห็นจริง ๆ ครับท่านประธาน สุดท้ายนะครับท่านประธาน ยืนยันครับว่าผมได้ไปพบพี่น้องประชาชนที่จังหวัดกําแพงเพชร และพี่น้องประชาชนผม ต้องการ ๔๐๐ บวก ๑๐๐ เท่านั้น ขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญคุณเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ อยู่ไหมครับ ท่านเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์
(นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)
ไม่อยู่นะครับ ต่อไป คุณเทวฤทธิ์ นิกรเทศ อยู่ไหมครับ อยู่ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากกลุ่มจังหวัดที่ ๓ จังหวัดหนองคาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต นะครับว่า ในกรรมาธิการนั้นผมก็ถือว่าเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็ได้มีการพูดจาเหตุผล ในคณะกรรมาธิการมากมายพอสมควร ใช้เวลาถึง ๒ ครั้งในการประชุม ก็เป็นอย่างที่พวกเรา ทราบครับว่า การลงมติก็ออกมาอย่างฉิวเฉียดนะครับ ก็คงจะไม่พูดถึงอีกแล้ว กระผมนั้น สนับสนุนที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ ท่าน โดยเป็นในระบบเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ ท่าน และในระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ท่าน เหตุผลที่ต้องมากราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน เพื่ออยากจะให้ความเห็นชอบในสิ่งที่ผม ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ณ ตรงนี้ สิ่งแรกแน่นอนครับว่า จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเป็นไปตามร่างของรัฐบาลนั้น หรือร่างของกรรมาธิการนั้น พี่น้องประชาชนนะครับ เห็นตัวเลขอาจจะลดลงแค่ ๒๕ คน จํานวนสัดส่วนต่อประชากรอาจจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่สิ่งที่สําคัญก็คือ ๒๕ จังหวัดนะครับ ๒๕ จังหวัดที่เขาเคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยกตัวอย่างเช่น เขตละ ๓ คน เขาจะลดเหลือ ๒ คน เขตละ ๒ คน อาจจะลดเหลือ ๑ คนก็ได้ ตรงนี้ครับเป็นประเด็นที่ว่า ๒๕ จังหวัดพี่น้องประชาชนเสียโอกาสไป ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า จํานวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ผมเป็นมาตั้งแต่ ตอนปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ผมเห็นว่าเหมาะสมนะครับ ตัวเลขนี้เหมาะสมมาก ไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้ เกิดปัญหาใด ๆ เลย ทําให้พี่น้องประชาชนนี่ครับสามารถที่จะเข้าถึง ส.ส. ได้อย่าง สะดวกสบาย ง่าย มีพื้นที่ชัดเจนในการที่จะดูแลพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นสัดส่วนตัวเลข ที่เหมาะสม เราเปลี่ยนมาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นที่ทราบดีครับว่าปัจจุบันนี้พี่น้อง ประชาชนว้าเหว่ เคว้งคว้าง ไม่ทราบว่าจะไปหาใคร ไปหาใคร บางทีไปหาก็ไม่เจอ เพราะว่า พื้นที่ใหญ่ขาดความรับผิดชอบที่ชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ก็ตามนะครับ นี่คือเหตุผลแรก ประการแรกนะครับว่า ผมเสียดายแทนพี่น้องประชาชน ๒๕ จังหวัดที่จะลดจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลง
ประเด็นที่สอง ในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อ ที่ว่า ๑๒๕ คน กับ ๑๐๐ คนนั้น จํานวน ๑๐๐ คนนี่ผมว่ามากเกินไปเสียด้วยซ้ํา แต่เมื่อเราคิดคํานวณแล้วว่ามันเป็นสัดส่วน ที่เหมาะสม ๑ : ๔ ผมคิดว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน ผมก็ระบบบัญชีรายชื่อ ผมก็เคยเป็นทั้ง ๒ ระบบ ผมทราบว่าการทํางานทั้ง ๒ ระบบนี่ แตกต่างกัน แต่สุดท้ายแม้ว่าผมขึ้นมาใน ส.ส. ระบบสัดส่วน พี่น้องประชาชนก็ยังจะผูกพัน กับ ส.ส. ในระบบเขตเหมือนเดิม ก็ยังจะมาหาผมเหมือนเดิม ก็คิดว่าอย่างไรก็คือ ถ้าว่า หาตัวเจอง่าย ๆ นะครับ แต่ถ้าบางท่าน นี่ไม่ได้พาดพิงถึงใครนะครับ ก็คืออาจจะหาตัว ไม่เจอนะครับไม่รู้อยู่ที่ไหน นี่คือ ส.ส. ระบบสัดส่วน ซึ่งผมคิดว่าจํานวน ๑๐๐ ท่านก็น่าจะ เหมาะสมเพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะมีเหตุผลที่ว่าทําให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ผมว่า เข้มแข็งแน่นอนอยู่แล้วครับ ถ้าว่าไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทยเราไม่รู้ ไปถึงไหนแล้วความเข้มแข็งของระบบการเมือง นี่ก็คือ ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปทางท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน แล้วก็ขอยืนยันครับว่าตัวกระผมนั้น สนับสนุนอยู่ที่ ๔๐๐ ท่านในระบบเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ท่าน ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ เชิญครับ ต้องประทานอภัยครั้งแรก
ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมได้พูด ๒ ครั้ง ก็ดีใจนะครับ ผมเคยเป็น ผู้อํานวยการโรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ เคยดูแลท่าน ท่านเลยเมตตาผมให้ผมพูด ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ผมดีใจมากที่มีวันนี้นะครับ มีการเอาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เข้ามาในที่ประชุมรัฐสภานี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี และทําให้เห็นว่าถ้ารัฐธรรมนูญของเรามีจุดบกพร่องอย่างไรก็มีการแก้ไขได้ ก็ดีกว่าไปฉีก นะครับ ฉีกแล้วก็ลําบากนะครับ ผมเองก็ประสบ ถูกฉีกไปครั้งหนึ่งก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยดี นะครับ วันนี้ก็เลยดีใจนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนนะครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญนี่นะครับว่า มันจะแก้เพื่ออะไร แล้วก็มีอะไรดีขึ้นบ้าง มีอะไรดีกับประชาชน หรือมันมีอะไรดีกับระบบ การเมืองของเราอย่างไร บังเอิญผมเป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับร่างของรัฐบาล ที่เสนอเข้ามา ทั้งหมดที่จะกล่าวนี้ก็คงจะเป็นมุมมองจากสมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็ขออนุญาตที่จะ ไม่ใช้เวลามากนักนะครับ ประเด็นที่จะพูดนะครับ ผมว่าการที่จะแก้ไขมีกระทบกับส่วน ใดบ้าง ผมเห็นว่าในทางมุมมองของสมาชิกวุฒิสภา ข้อแรกกระทบกับสมาชิกวุฒิสภา อันที่ ๒ กระทบกับประชาชนด้วย ในเรื่องจํานวนนี้ ในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ผมก็ เห็นด้วยว่าจํานวน ๔๐๐ คน และก็มีสัดส่วน ๘๐ คน เนื่องจาก ๔๐๐ คนนั้นเป็นเขตใหญ่ ผมมีความเห็นว่าการแก้ไขเขตเล็กอาจจะมีประโยชน์กว่า ผมจะค่อย ๆ พูดทีละประเด็น นะครับ ในส่วนของจํานวนและกระทบที่เขตนะครับ เรื่องเขตเล็ก เขตใหญ่ ผมขออนุญาต ไปที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ เราจะเห็นว่าเรามี ส.ส. ๔๐๐ คน เป็นเขตเล็กนะครับ และก็มี ส.ส. สัดส่วน ๑๐๐ คน เฉพาะสัดส่วนนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยใช้นะครับ มีระบบ ส.ส. ระบบสัดส่วนขึ้น ซึ่งก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อจะทําให้พรรคการเมืองแข็งแรง การที่ พรรคการเมืองจะแข็งแรงได้ใครที่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ พรรคไหนไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์จะต้อง ถูกตัดออก สัดส่วนของตัวเองก็จะหายไป ก็จะไปเพิ่มให้กับพรรคที่ได้คะแนนมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อมีการให้พรรคแข็งแรงก็ต้องมี ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วย และก็เป็นเขต ทั้งประเทศนะครับ แล้วก็สัดส่วนนี้เป็นรัฐมนตรีได้ ส.ส. ๔๐๐ คนในเขตเล็กเป็นไม่ได้ สําหรับ สมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี ๒๐๐ คน ก็มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ก็ด้วย เจตนานะครับ ที่มี ส.ว. ก็ให้เป็นพี่เลี้ยงของสภาล่าง แล้วก็ ส.ว. นี้ก็มาจากจังหวัดต่าง ๆ ด้วยเงื่อนไขที่ว่าก็จะต้องมีอายุมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอายุ ๒๕ ปีก็สมัคร ได้แล้ว แต่ถ้า ส.ว. นี้ก็ต้อง ๔๐ ปี ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่กว้างขวาง เป็นที่รู้จักใน จังหวัดนั้น ๆ นะครับ เป็นที่ประจักษ์ เขาก็จะเลือก อันนี้ก็จะได้จากทั่วประเทศมาเป็น ส.ว. มาเป็นพี่เลี้ยง อันนี้ตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้นะครับ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส.ส. ๕๐๐ คน ส.ว. ๒๐๐ คน ถ้าเทียบสัดส่วนแล้วก็ ๒.๕ ต่อ ๑ สําหรับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ส.ส. ก็เป็น ๔๐๐ คนนะครับ แล้วก็แบ่งเป็นเขตใหญ่ขึ้น เหตุผลของเขตใหญ่ก็คือ กลัวซื้อเสียง สําหรับ ส.ส. ระบบสัดส่วนถูกลดเหลืออยู่ ๘๐ ก็มีเหตุผลนะครับ ที่เราก็ทราบ กันอยู่ว่านายทุนก็มาอยู่ ตรงนี้ เป็นนายทุนแล้วก็ได้เป็นรัฐมนตรี ก็เป็นพวกที่ไม่อยาก ออกไปหาเสียง แต่เราดูจากบัญชีรายชื่อแล้ว รายชื่อทั้งหมดส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใน กรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๐ ก็เปลี่ยนนะครับ ลดจํานวนลง แล้วก็ให้แบ่งเป็น ภาคนะครับ ให้แบ่งเป็น ๘ กลุ่มตามภาค ต่าง ๆ ก็ถูกลดนะครับ ส.ส. ระบบสัดส่วนก็ถูกลด การที่ ส.ส. ระบบสัดส่วนถูกลดลงไป ไม่ได้พูดถึงว่า ทําให้ระบบพรรคการเมืองดีขึ้น ทําไม ไม่พูดถึงไม่ทราบ ก็ลดลงไป เรื่องเขตใหญ่ซื้อเสียงนี่เดี๋ยวผมอธิบายอีกทีหนึ่ง สําหรับ ส.ว. ก็ถูกลดด้วย ก็เป็นเหลือ ๑๕๐ คน ก็คือจากจังหวัด ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน จากการสรรหาอีก ๗๔ คนก็ถูกลดลง การที่ถูกลดลงนี้ และก็เปลี่ยนเป็นมีสรรหาด้วย เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาแล้ว ถูกฝ่ายบริหารครอบงํา เพราะฉะนั้นลดลง และเนื่องจากการที่แอททิจูด (Attitude) ความคิดที่ว่าการเลือกตั้งเข้ามานี้อาจจะไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นก็มีสรรหาเข้ามาด้วย สําหรับ ในปี ๒๕๕๐ นี้ ส .ส .เป็นรัฐมนตรีได้ ส .ส . ระบบสัดส่วนก็เป็นรัฐมนตรีได้ ผมขอเรียนว่าการทํางานของ ส .ว .ไม่มีอะไรมาก เราก็ช่วย กลั่นกรองกฎหมาย ช่วยถ่วงดุล ช่วยทําให้กฎหมายที่จะออกไปให้มันดีขึ้น แต่การแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขคราวนี้ก็ไม่ทราบว่ามันไม่ครอบคลุม หรือไม่ได้มองรอบด้านทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าอย่างไรก็ตาม ส.ว .ก็ถูกกระทบ เพราะที่แก้ไขนี้ ไม่ว่าจะเป็น ๓๗๕ คนต่อ ๑๒๕ คน ๔๐๐ คนต่อ ๑๒๕ คน ก็คือเป็น ๕๐๐ คน ๕๒๕ คน หรือ ๕๐๐ คนอะไรก็ตาม เป็นการเพิ่ม ส .ส .ทั้งสิ้นนะครับ โดยที่ ส .ว .อยู่เท่าเดิม เพราะฉะนั้นสัดส่วนก็จะเป็น ๔ : ๑ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าสัดส่วนที่ ส .ว .อยู่กับที่ เพราะฉะนั้น ส .ว .ก็เหมือนกับ น้อยลง ๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมาพูดกันใหม่ว่า ส .ว .จะทํางานอย่างไร ต้องการจะมี ส .ว .หรือไม่ อันนี้ต้องโยง พูดถึงด้วย แต่ในความเป็นจริงในการที่จะเสนอเขามาไม่ได้สนใจหรือไม่ได้อะไรกัน เพราะฉะนั้นผมว่าการลดหรือเพิ่มจํานวนนี่อาจจะต้องคุยกัน โดยเฉพาะการเพิ่มจํานวน เรื่อย ๆ แต่ไม่เพิ่ม ส .ว .นี้ ทําให้กระทบต่อการทํางานของ ส .ว .เพราะฉะนั้นอันนี้จะคุยกัน เมื่อไรที่ไม่มีความจําเป็นที่ไม่ต้องมี ส .ว .เราก็เลิก ถ้าประเทศเราถึงตอนนั้น ซึ่งหลาย ๆ ประเทศก็ไม่มีสมาชิกวุฒิสภา ไม่มี ส .ว .ไม่มีสภาสูง ก็ยกเลิกได้ แต่การที่จะมาแก้ไขโดยที่ ไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย ผมว่าอย่างนี้ในมุมมองของ ส.ว .เอง ก็ต้องมองว่าอย่างนี้ก็ลดความสําคัญ และอะไรต่ออะไรลงไป ผมจึงเห็นว่ายังควรจะคงไว้ว่า ๔๐๐ คนและสัดส่วนก็ ๘๐ คน ข้อดีของ ๘๐ คน จะเห็นว่าผมดูจากสถิติย้อนหลังแล้วก็ปรากฏว่า สัดส่วนอันนี้ถ้าไม่ได้ เกี่ยวกับพรรคการเองแล้ว ทุกพรรคมีโอกาสนะครับ ถ้าต้องการให้พรรคการเมืองเจริญ จะต้องมี ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจะพรีเคด (Precede) ประเทศก็ว่าไป แต่พอเป็นภาคนี่จะเห็นว่า ทุกพรรคได้ ได้มากได้น้อยทุกคนทุกพรรคได้อยู่ ซึ่งอันนี้ท่านลองไปดูข้อมูลย้อนหลังได้ นะครับ ผมก็ดูมาหมดแล้ว ส่วนเขตเล็กหรือเขตใหญ่ผมว่ามีผลต่อประชาชนแน่ ๆ เขตเล็กนี้ดีแน่ แต่ไม่ใช่เขตเล็กแบบบวม ๆ นะครับคือ ๓๗๕ นี่มันเล็กแบบบวม ๆ นะผมว่า คือจริง ๆ แล้วประชาชนเขาทราบ ส .ส .ของตัวเอง หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายแล้ว เขารู้จัก เขาคุ้นเคย แก้ปัญหาให้เขาได้ เขาสามารถพบปะได้ อะไรได้ อันนี้เขารู้จักดีหมด แต่พอมา เปลี่ยนเป็นเขตใหญ่ ผมก็เรียนว่า ที่จะแค่ซื้อเสียงนั้น ไม่จริงหรอกครับ เขตใหญ่ก็คือ เอาเขตเล็ก ๆ ๓ เขตมารวมกันนะครับ เพราะฉะนั้นแน่นอน ส .ส .เขาจะมีพื้นที่ประจํา ของเขา เขาก็ต้องดูแลพื้นที่ประจําของเขา เพราะว่าพื้นที่ประจําของเขาก็ยังมีคู่แข่งอยู่ เขาไม่ทิ้งหรอกครับ เขาก็อยู่ของเขา เพราะฉะนั้นเลือกตั้งเมื่อไร อีก ๒ เขตเล็ก ๆ เขาก็ซื้อเสียงลูกเดียว ไม่มีใครไม่ซื้อ ผมยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์นะครับ ซื้อเสียงทั้งนั้น แม้ว่า ญาติจะอยู่อีกเขตเหนึ่ง ก็ต้องซื้อเสียงญาติด้วย ไม่มีใครครับ ซื้อเสียงทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผมว่าเขตเล็กดีแล้ว ๔๐๐ คน จากที่เคยเป็น ๓ เขตเล็กไปเป็นเขตใหญ่ ขอให้กลับไป เป็นเขตเล็ก อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมว่าการเพิ่มหรือการลดจํานวน เป็นการสร้างปัญหา ระหว่างที่เราแบ่งเขตเล็ก ก็ยังมีหลาย ๆ เขตมีปัญหา จะเห็นว่า บางอําเภอมี ๕-๖ อําเภอ ๒ ตําบลจะต้องไปอยู่อีกเขตหนึ่ง ๓ ตําบลต้องไปอยู่อีกเขตหนึ่ง มองดูสิครับอันนี้ก็คือเป็นลูกเมียน้อยนะครับ ส.ส. เขาก็ดู มีแฝงมาอีก ๒ ตําบลเขาก็ดูบ้าง ไม่ดูบ้างนะครับ ซึ่งอันนี้ถ้าเราไปลดไปเพิ่มอีกนี้เขาจะต้องไปแบ่งกันอีก ผมว่าวุ่นวายชาวบ้านเขาเปล่า ๆ ประชาชนก็จะเสียหายเปล่า ๆ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าควรจะคงไว้นะครับ ๔๐๐ คน แล้วก็เป็นเขต ผมเห็นด้วยเป็นเขตเล็กนะครับ แล้วผมก็ไม่อยากให้เปลี่ยนสัดส่วนของ จํานวน ส.ส. ต่อ ส.ว. มันเปลี่ยนแปลงไป ถ้าท่านคิดว่า ส.ว. ควรจะอยู่แค่ไหนก็ควรจะคุยกัน แต่อันนี้มันไม่ได้คุยกันนะครับ เพิ่มไปโดยที่จาก ๑ : ๓ เป็น ๑ : ๒ กว่า เป็น ๑ : ๓ เป็น ๑ : ๔ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้า ส.ว. เหลือสัก ๒๐ คนอย่างนี้อย่าไปถ่วงอะไรนะ ก็คงไม่ต้องถ่วง หรือเหลือร้อยคนก็ไม่ต้องถ่วงอะไรอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นควรจะตกลงกัน เพราะฉะนั้นผมถึงไม่เห็นด้วย ประกอบกับที่ผมเห็นว่าการเพิ่มการลดจํานวนนี้ก็กระเทือน ต่อประชาชนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะคงความเห็นไว้ว่าควรจะมี ๔๐๐ คน แล้วก็เขตเล็กนะครับ แล้วจํานวนก็ไม่ควรจะเพิ่ม ก็ควรจะเป็น ๔๘๐ คนนะครับ ซึ่งก็จะเป็นเหมือนเดิมที่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่รัฐมนตรีจะนําเข้านะครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ต่อไป ท่านสิงห์ชัย ทุ่งทอง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ พี่และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมอยากจะบอกผ่านท่านประธานไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทุกท่าน สําหรับการอภิปรายในวันนี้ผมเชื่อว่าประชาชนอาจจะไม่ได้สนใจมากนัก สําหรับส่วนตัวผมนั้นในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สําหรับล่าสุดที่นําเสนอร่างมา ๕ มาตราแล้วก็ผ่านมา ๒ มาตรา ผมอภิปรายครั้งแรกแล้วว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แต่ผมเห็นด้วยที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ในเมื่อวันเวลาผ่านไป ผมต้องการให้ประเทศนี้มีการขับเคลื่อน ต้องมีผู้บริหาร ผมยกให้ผ่านทั้ง ๕ มาตรา แล้วผมก็ได้รับความไว้วางใจจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภาให้ไปเป็นกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เดิมทีคิดว่าคงจะไม่มีประเด็นอะไรน่าสนใจ แต่มาติดใจเอาในกรณี มาตรา ๙๓ เรื่องของเขตเดียวเบอร์เดียว ตามจํานวน ส.ส. ที่มาจากเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ มีการเปลี่ยนแปลง ก่อนอื่นผมจะบอกถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก่อน ท่านครับ บางครั้งผมก็คือคนหนึ่งที่อยู่ในองคาพยพรัฐสภาแห่งนี้ ก็อยากจะพูดอยากจะบอกอะไรที่มัน ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ถ้ารัฐสภาแห่งนี้จะดีก็ดีทั้งหมด ถ้าจะชั่วก็รวมถึงตัวผมด้วย ก็แล้วกัน เพราะว่าผมก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีบุคคลที่จะเกี่ยวข้องนี้นะครับ แบ่งออกได้ประมาณสัก ๔-๕ กลุ่ม ๑. รัฐบาลและพรรคร่วม ๒. ฝ่ายค้าน ๓. ประชาชน ๔. ผมโดยตรง ถามว่าประชาชนทั้งประเทศเกี่ยวกับการที่เรา มาหมกมุ่นเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ประมาณ ๒-๓ เดือน เดือนหนึ่งที่ผ่านมาหรือ แม้แต่ผมอยู่ในกรรมาธิการ ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรบ้าง ยังไม่มีคําตอบ ผมก็จะไม่ตอบ ผมเชื่อว่าถ้าประชาชนคนไทยทุกคนฟังแล้วติดตามก็จะทราบเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการ แก้ปัญหาทางการเมืองเท่านั้นเองนะครับ ผมขอละไว้เท่านี้เดี๋ยวจะยืดเยื้อประธานจะตัดผม ผมเอาประเด็นในสิ่งที่ผมสนใจ คือการลด ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง จาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็น ๑๒๕ คน ก็ โอ.เค. ๕๐๐ คนเหมือนเดิมนะครับ แต่ที่ผมติดใจก็คือว่า เพราะเหตุใดท่านถึงไปตัด ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งเหลือ ๓๗๕ คน จริง ๆ ๑๒๕ คน มิได้มีผลได้ผลเสียอะไรหรอกถ้ามองกันเผิน ๆ นะครับ ไม่มีอะไร เพราะว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างที่ผมเรียนในเบื้องต้นว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหา ทางการเมืองเท่านั้นเอง แต่เมื่อมีประเด็นแล้วมันทําให้ผมคิดได้ และอยากจะบอกพ่อแม่ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านด้วยว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีคุณค่าหรืออย่างไร ผมจะเท้าความนิดหนึ่ง ผมนี่นะครับ จริง ๆ แล้วด้วยสถานะ ด้วยอาชีพที่ผ่านมาดูเหมือนว่าไม่ใช่คนรากหญ้า แต่ไม่ใช่ ผมนี่รากหญ้าโดยแท้ พ่อแม่ชาวนา เกิดในจังหวัดที่เป็นชนบท ตระกูลทํานา ไม่อย่างนั้นไม่ได้นามสกุล ทุ่งทอง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เล็กจนโตสิ่งที่สัมผัสก็คือชาวบ้าน ประชาชน ความทุกข์ร้อน เห็นมา อาชีพอาจจะไม่ใช่ รากหญ้า แต่ความคิดและจิตวิญญาณคือรากหญ้า เพราะฉะนั้นพอมีประเด็นในแง่ที่ว่า ตัด ส.ส. ที่มาจากประชาชนโดยตรงจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน ก็เลยอยากจะบอก ฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านว่า ทําไมหรือครับเสียงของพวกท่านมันไม่มี ความหมายหรืออย่างไร ท่านเป็นคนเลือก ส.ส. ส.ส. คือตัวแทนของท่าน จะดีชั่วถี่ห่าง อย่าตัดสินนะครับ ผมจะเข้าประเด็นเลย ทําไมผมถึงไม่เห็นด้วย อย่าลืมนะครับว่าประชาชน ระดับรากหญ้านั้นกว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายอะไรต่าง ๆ จากหน่วยข้างบน จากข้างบนครับ นโยบายต่าง ๆ พอส่งลงไปนักวิชาการผู้มีความรู้ทั้งหลาย อย่างโน้นดี อย่างนี้ดี ๆ คิดแทนเขาหมด กว่าประชาชนระดับรากหญ้าจะได้สัมผัสจาก ๑ ถึง ๑๐ โน่นครับ ไปอยู่อันดับที่ ๑๐ กว่าจะถึงชาวบ้าน แต่ท่านรู้ไหมครับ ไดเร็ค เซลล์ (Direct sale) ที่ประชาชนจะได้โดยตรงแล้วคือใครรู้ไหมครับ ส.ส. นี่ล่ะครับ ท่านประธานทราบดี ท่านประธานนี่คือรุ่นคุณลุงผมเลยครับ คลุกคลีมากับประชาชน ท่านประธานจะทราบดีว่า ส.ส. นี่คือไดเร็ค เซลล์ ผมใช้คําว่าไดเร็ค เซลล์ ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า คือหมายความว่า ประชาชนท่านจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจาก ส.ส. มีความทุกข์ความร้อนอะไรต่าง ๆ หันหน้าไม่หาใคร จะไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ท้องถิ่นไม่ใช่ครับ ประชาชน ในชนบทนั้นมอง ส.ส. เปรียบเสมือนเทวดา เปรียบเสมือนผู้รับใช้ ผมมองแค่ประเด็นนี้ อย่างเดียว เพราะเหตุใดท่านถึงไปตัดคนที่มาดูแลเขา นี่เป็นช่องทางที่เขาสามารถได้รับ การเลี้ยงดูแลช่วยเหลือ ใกล้ที่สุด เร็วที่สุดและง่ายที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นทําไมล่ะครับ นักวิชาการต่างให้เหตุผล ผมยอมรับ ผมก็เป็นนักวิชาการ ผมสอนมหาวิทยาลัยมา ๒๐ ปี นักวิชาการมิใช่เทวดา นักวิชาการไม่ใช่เป็นคนที่มีเหตุผลแล้วถูกต้องทั้งหมด ไม่ใช่ สิ่งที่จะ ชี้ผิดชี้ถูก ความดีความชอบอยู่ที่จิตสํานึกและคุณเจริญเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมแบบใด นักวิชาการเพียงแต่เรียนทฤษฎี แล้วนําทฤษฎีนั้นมาประกอบในการเขียนข้อความใด ความหนึ่ง ตามเหตุและผลที่สาธารณชนทั่วไปได้เรียนรู้ว่าผมยกตัวอย่าง ผมจะพูดยาว สักนิดหนึ่ง ผมเป็นสถาปนิกนะครับ มีคนออกแบบอาคารขึ้นมาแท่งหนึ่งสี่เหลี่ยมสูงประมาณ สัก ๑๐๐ เมตร นักวิชาการในฐานะสถาปนิก ๒ คนมองตึกหลังเดียวกันดีก็ได้ เลวก็ได้ ตึกแท่งสี่เหลี่ยมผมจะมองว่ามีแต่ความแข็งกระด้างไม่สวย มีแต่ความแข็งกระด้าง ไม่มี ความอ่อนช้อย แต่อีกคนหนึ่งบอกว่า แท่งสี่เหลี่ยมนี่มันบ่งบอกถึงความมั่นคง ยั่งยืน แข็งแรง มองได้หมด เพราะฉะนั้นนักวิชาการคือผู้ที่ให้เหตุผลในสิ่งที่จะทํานั้น ๆ ให้คนยอมรับ เท่านั้นเอง แต่ผมมองว่านักวิชาการมิใช่เทวดา ถึงวันนี้อย่าลืมนะครับ ประเทศเราพัฒนา ระบอบประชาธิปไตยมากี่ปีแล้ว ๖๐-๗๐ ปีแล้ว เป็นอย่างไรครับ คนเรียนมากขึ้นมีความรู้ มากขึ้น แล้วประเทศชาติตอนนี้เป็นอย่างไรครับ ต้องยอมรับไหมครับ เจริญเหมือนกัน แต่เจริญเพียงแค่วัตถุ จิตใจต่ําต้อยลงไป เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนอย่างไรครับ ว่าการตัด ส.ส. ออกไปโดยการขยายเขตคือทําให้มันเนียน ขยายเขตประชาชนเพิ่มขึ้น ผมอยากเรียนถามว่าสิ่งสําคัญที่สุด ท่านมองประชาชนไม่มีความเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียม เพราะว่าอะไร ท่านไปเพิ่มในส่วนของ ส.ส. ที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ (Party list) ไปเพิ่มตรงนั้น แล้วบอกว่าส่วนนี้จะมาสนับสนุนให้ระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น นั่นเป็นเพียง คําพูดนักวิชาการให้มันดูดี ผมจะไม่ชี้ผิดชี้ถูกตรงประเด็นนี้ แต่ผมจะชี้ให้เห็น ประชาชน ได้เห็นว่าในกรณีที่สมมุติว่าท่านมีลูก ๑๐ คนกับลูก ๕ คน ผมถามว่าพ่อแม่ดูแลใครได้ทั่วถึง กว่ากัน ฉันใดก็ฉันนั้นครับ ประชาชนเขาเลือก ส.ส. มา เขตเล็กลงมาหน่อย ซึ่งของเดิมก็ดี อยู่แล้ว ๔๐๐ คน คิดตามตรรกะในเมื่อปัจจุบันประชาชนเพิ่มขึ้นทําไมไม่เพิ่ม ส.ส. เพื่อเขา จะได้ดูแลประชาชนได้โดยตรง บางคนบอกว่า ส.ส. ไม่มีหน้าที่ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็พูด กันไป รายละเอียดประเด็นแบบนี้ ท่าน ส.ส. ภราดร ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน พูดได้ดีที่สุด ผมฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยครับว่า หากนักการเมืองคนใดถูกตัดทอน ลงคะแนนเสียงในการโหวตครั้งนี้ ตัดทอนผู้ที่จะมาดูแลท่านโดยตรง ครั้งหน้าท่านอย่าเลือก เราไม่ได้ไปมองทฤษฎีอะไรที่พูดกันมานะครับ ก็เพราะอ้างประเทศโน้นประเทศนี้ ผมถามว่า นี่ประเทศไทย ก็อ้างประเทศโน้นประเทศนี้ ยกตัวอย่าง อเมริกา เยอรมัน เป็นอย่างไรครับ ประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะครับ เจริญรุดหน้าไหมครับ เจริญสุด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนว่า ท่านทั้งหลายครับคิดอะไรก็แล้วแต่ ท่านอาจจะไม่ได้ สนใจประเด็นนี้ ท่านอาจจะสนใจเพียงแค่ประเด็นนักการเมือง รวมทั้งผมด้วย ให้ได้ ประโยชน์กันเท่านั้น แต่ถ้าท่านนึกถึงประชาชนบ้าง ที่ผ่านมาท่านใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ เป็นข้ออ้างตลอด แต่สิ่งที่ผมกําลังชี้ให้เห็นชัด ๆ นะครับ ส.ส. ดูแล เมื่อก่อน สมมุติ ๑๐๐,๐๐๐ คน ตอนนี้เพิ่มมา ๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วผมถามว่าใครได้ประโยชน์ ก็ประชาชน ส.ส. คือตัวกลางที่จะดูแลประชาชนจากการปกครองส่วนท้องถิ่นมายังรัฐหรือฝ่ายบริหาร ใครบอกว่าการซื้อเสียงจะมากเพิ่มขึ้น ซื้อเสียงมันคนละประเด็นกับเรื่องเขต ซื้อเสียง กฎหมายบ้านเมืองมี กกต. มี บางคนบอกผู้มีอิทธิพล แล้วกฎหมายมีนี่ครับ ผู้บัญชาการทําไม ไม่จัดการล่ะครับผู้มีอิทธิพล มันเกี่ยวอะไรหรือครับ เพราะฉะนั้นในฐานะที่ผม อย่างที่บอก ครับ ด้วยสถานะเหมือนไม่ใช่รากหญ้า แต่ความคิด จิตวิญญาณเกิดและโตมาจากรากหญ้า ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ที่เขาบอกว่า วาจาส่อภาษากิริยาส่อสกุล ถ้าพูดในแง่ไม่ดี แต่ผมชัดเจนที่สุด คําพูดผมทุกคําความคิดเห็นทุกความคิด ผมจะพยายามไม่พูด ในรายละเอียดเทคนิค พูดไปมันเวียนหัวพูดไปประชาชนไม่รู้ ถ้าผมจะพูดอะไรตรงไปตรงมา และชัดเจน เอาประเด็นที่ได้ประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ในเรื่องเทคนิคพูดกันไปครับ อย่างที่บอก คดีความหนึ่งทนาย ๒๐ คน ตีความหมายยังไม่เหมือนกันเลย ก็พูดกันไป แต่สิ่งสําคัญที่สุดพ่อแม่พี่น้องประชาชนทราบไหมครับ หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ๓๗๕ คน นั่น แสดงว่า ๓๗๕ คน ส.ส. จะมาเลือกตั้งนั่นแสดงว่าท่านจะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จาก ส.ส. ของท่าน ขอท่านคิดเพียงเท่านี้อย่ามาพูดเหตุผลอย่างโน้นอย่างนี้ พูดไปก็ยาว ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านจิตรวรรณ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อแผ่นดิน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการเลือกตั้ง ในเขตใหญ่ ผู้แทนราษฎร ๓ คน เขตเรียงเบอร์ แต่ในเมื่อปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ทุก ๆ ฝ่าย อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็คือมีเขตการเลือกตั้งเขตเล็กผู้แทนราษฎร ๑ คน แก้ไขรัฐธรรมนูญในการแบ่งเขตเลือกตั้ง จากอดีตที่ผ่านมาในการขีด ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นปัญหาบ้าง ในการแบ่งเขต เดิมนะคะ ขออนุญาตพูดเรื่องเดิมสักนิดหนึ่งนะคะ เป็นข้อสังเกตจากการแบ่งเขต เช่น ในเขตพื้นที่ของดิฉัน เขต ๒ เขตใหญ่ ประกอบไปด้วย อําเภอเสิงสาง อําเภอครบุรี อําเภอวังน้ําเขียว อําเภอปักธงชัย และอําเภอปากช่อง ฟังดี ๆ นะคะ ท่านประธาน เพราะว่ามีเขตหลักตาม ส.ส. เขตเล็กก็คือเขตหลักอําเภอเสิงสาง อําเภอครบุรี พอมาเป็นปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญก็ขีดแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เป็นเขตดังนี้นะคะ มีอําเภอเสิงสาง อําเภอครบุรี แล้วก็มีเขตเดิม อําเภอจักราช อําเภอโชคชัย อําเภอหนองบุญมาก อําเภอเฉลิมพระเกียรติ อําเภอห้วยแถลง มันก็ทําให้ประชาชนสับสนในการแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตใหญ่ ก็มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ทราบว่าตรงนี้ใครได้ประโยชน์ใครเสียประโยชน์ อันนี้การ แบ่งเขตจากที่ผ่านมา ก็คือเขตใหญ่ ทีนี้ในข้อกังวลต่าง ๆ ที่ทางพี่น้องประชาชนฝากผ่าน ผู้แทนราษฎรที่อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่พี่น้องมากที่สุด ฝากดิฉันมา ดิฉันเพิ่งได้รับข้อความ มีสิ่งหนึ่งอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ พรรคไทยรักไทยได้ ๒๐๐ ที่นั่ง สัดส่วน ๔๘ ที่นั่ง รวมเป็น ๒๔๘ ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๙๗ ที่นั่ง สัดส่วนได้ ๓๑ ที่นั่ง เป็น ๑๒๘ ที่นั่ง พรรคชาติไทยได้ ๓๕ ที่นั่ง สัดส่วน ๖ ที่นั่ง เป็น ๔๑ ที่นั่ง ความหวังใหม่ ๒๘ ที่นั่ง สัดส่วน ๘ ที่นั่ง เป็น ๓๖ ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนา เขต ๒๒ ที่นั่ง สัดส่วน ๗ ที่นั่ง รวมเป็น ๒๙ ที่นั่ง พอมาปี ๒๕๔๘ นะคะท่านประธาน พรรคไทยรักไทยได้ ๓๑๐ ที่นั่ง สัดส่วน ๖๗ ที่นั่ง รวมเป็น ๓๗๗ ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. เขต ๗๐ ที่นั่ง สัดส่วน ๒๖ ที่นั่ง รวมเป็น ๑๓๒ ที่นั่ง ส่วนพรรคชาติไทย ๑๘ ที่นั่ง สัดส่วน ๗ ที่นั่ง อันนี้ก็เป็นตัวเลขหนึ่งที่จะเห็นว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีความเข้มแข็งขึ้น พรรคการเมืองขนาดเล็กระบบสัดส่วนนี้ผู้แทนราษฎรก็จะหายไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันก็จะ ไม่ขอพูดในส่วนนี้เพราะพี่น้องประชาชนฝากมาในเรื่องของปากท้อง ในเรื่องของการที่ ผู้แทนราษฎรระบบเขตจะดูแลพ่อแม่พี่น้องอย่างใกล้ชิด ดิฉันเป็นผู้แทนราษฎรในระบบ เขตใหญ่ ถามว่าเป็นปัญหาอุปสรรคในการทํางานต่อพ่อแม่พี่น้องหรือไม่ เรียนว่าเป็นมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่จะต้องไปเยี่ยม ตลอดจนระยะเวลาในการทํางานส่วนหนึ่งจะต้องทํา หน้าที่อยู่ทางสภาด้วย ดิฉันอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะคะว่าในการคิดสัดส่วน ๑๒๕ คน กับเขต ๓๗๕ คน หรือ ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าเป็นเขตอําเภอ เสิงสาง อําเภอครบุรี เห็นด้วยว่าเขตเล็ก เพราะว่าตัวผู้แทนราษฎรจะมีความใกล้ชิดดูแลเข้าถึง ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องมากที่สุด ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น ในกรณีที่เขาเดือดร้อน ในเรื่องของภัยพิบัติเพลี้ยแป้ง ก็จะเห็นว่าผู้แทนราษฎรที่อยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุดก็คือ ส.ส. ที่บ้านอยู่ใกล้ ๆ เขา เช่น ส.ส. จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ก็จะฝากปัญหามาให้ผู้แทนราษฎร ติดตามให้ว่ามีปัญหาเดือดร้อนอยากจะได้รับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาล อันนี้ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณนะคะ ภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรัฐมนตรีธีระ วงศ์สมุทร ที่ปีนี้ในเรื่องของเงินชดเชยภัยเพลี้ยแป้งได้ดูแลให้ อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนปีที่ผ่านมา แล้วก็ขอชื่นชมนะคะท่านประธานกรรมาธิการ ท่านนราพัฒน์ แก้วทอง ที่ได้เห็นความสําคัญ ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องในเรื่องของ การปลูกข้าว ในเรื่องของการปลูกมันสําปะหลังก็เอาเข้าในกรรมาธิการ แต่ถ้าหากว่า มีตําแหน่งว่าง ท่านนราพัฒน์ แก้วทอง ก็เป็นคนมีคุณภาพนะคะ ถ้าหากว่ามีรัฐมนตรีอีกสัก เก้าอี้หนึ่งก็ขอฝากท่านด้วยในส่วนนี้ เพราะว่าท่านเป็นคนขยันขันแข็งนะคะ
และอีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนในเขตพื้นที่ก็จะบอกปัญหา ไม่เฉพาะในเรื่อง ของปากท้อง เช่น ในเขตพื้นที่ของดิฉัน ตําบลตะแบกบานประสบปัญหาสะพานหัก จากการ ที่พรรครัฐบาลมีพรรคร่วมเยอะ ๆ ไม่ทราบว่าการทํางานนี่รัฐมนตรีประจําพรรคหรือไม่ รัฐมนตรีประจําจังหวัดหรือไม่ ทําให้ดิฉันรับเรื่องร้องทุกข์จากพ่อแม่พี่น้องตําบลตะแบกบาน สะพานหัก เป็นถนนเส้นหลักที่จะต้องเชื่อมไปอําเภอปะคํา อําเภอโชคชัย ปรากฏว่าไม่ได้รับ ความสนใจและดูแลเท่าที่ควร ดิฉันเห็นว่าในการทํางานต่าง ๆ ไม่ควรที่จะเลือกนะคะวาอยู่ จังหวัดไหน ส่วนไหนของประเทศไทย ดิฉันคิดว่าผู้แทนราษฎรมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดูแลปัญหาของพ่อแม่พี่น้องให้ตรงกับความต้องการ มันก็เป็นเหตุนะคะว่าให้การ อภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ตัวดิฉันไม่ได้ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ เพราะว่า พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของดิฉันฝากมาอยู่ตลอดเวลานะคะว่า ส.ส. จิตรวรรณ สะพานหักน่ะถึงไหนแล้ว แต่ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณนะคะว่าขณะนี้สะพานได้ทํา เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ขอชื่นชมที่ท่านยังมีเมตตา เพิ่มถนนมาให้อีก ๒-๓ เส้น การก่อสร้าง มีมาตรฐาน พี่น้องประชาชนชาวอําเภอเสิงสาง ชาวอําเภอครบุรี ฝาก ส.ส. จิตรวรรณ ให้กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ มาในส่วนนี้ ที่ท่านชดเชยเพิ่มเติมให้ค่ะ
และมาอีกเรื่องหนึ่งนะคะว่าในการสัญจรไปมาของผู้แทนราษฎรถ้าเขตโตขึ้น ถามว่าเป็นปัญหาหรือไม่ ก็เป็นปัญหาเหมือนกันค่ะ ดิฉันก็อยากจะชี้แจงอย่างนี้นะคะว่า ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการคมนาคมก็มีปัญหา ในการสัญจรไปมาของผู้แทนราษฎร แต่ถามว่า ตัวดิฉันเองก็ได้ไปร่วมงานประเพณี ซึ่งผู้แทนราษฎรเขตก็คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่าจะต้อง ไปร่วมงาน นโยบายของพรรคการเมืองตลอดจน ส.ส. สัดส่วนที่จะต้องคิดให้กับพี่น้อง ประชาชนก็จําเป็นที่จะต้องถูกใจและตรงใจ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมานะคะของการเกิด อุทกภัยที่อําเภอปักธงชัย ในครั้งนี้ไม่ได้เลือกนะคะว่าในการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น จากท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร หรือท่านรัฐมนตรีอิสสระ สมชัย หรือท่าน ส.ส. สมชาย เพศประเสริฐ หรือท่าน ส.ส. ประนอม โพธิ์คํา ที่อยู่ในเขต ๒ ก็ระดมกันช่วยพ่อแม่พี่น้อง แต่ท่านประธานคะ บางสิ่งบางอย่างที่พูดว่างานเล็ก ๆ ควรจะให้ท้องถิ่นทํา จะได้ดูแล อย่างใกล้ชิด จะต้องรู้ถึงปัญหาว่าพ่อแม่พี่น้องเดือดร้อนอยากจะได้อะไร เข้าไปช่วย พ่อแม่พี่น้องก็ฝากกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง แต่ท่านคะบางครั้งให้เยอะเกินจนล้น ถามล้นอย่างไรคะ เขาไม่มีไฟ ไม่มีน้ําจากการเกิดอุทกภัย สิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุด คนที่อยู่ในพื้นที่ คือ ข้าวกล่อง ข้างเหนียวหมู ไม่บูดด้วย ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นที่ไหนนะคะ แล้วก็ น้ําดื่มมีความจําเป็น เพราะฉะนั้นงานเล็ก ๆ ก็ควรจะแบ่งให้ท้องถิ่นทํา เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อที่จะแบ่งเบาภาระจากส่วนกลาง ดิฉันก็ขอชื่นชมผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ที่จะกระจายอํานาจ กระจายคน กระจายเงิน ให้กับท้องถิ่น เพื่อที่จะลดภาระจากส่วนกลาง แต่พอมาถึงวันนี้ ที่หลาย ๆ ท่านเปรียบเทียบว่า เขตเล็ก เหมือนกับเขต ส.จ. ดิฉันตอบเลยนะคะว่าไม่จริง เพราะว่า ส.จ. มี ๓ คน ส.ส. มี ๑ คน แต่ก็อยากจะเรียนอย่างนี้นะคะว่า ในการกระจายอํานาจให้กับท้องถิ่น เดี๋ยวนี้เงินก็น้อยลง งานก็เพิ่มขึ้น มันเสมือนหนึ่งว่าไม่กระจายอย่างแท้จริง ดิฉันก็อยากจะฝากถึงผู้บริหาร ประเทศให้เข้าใจในการคิดจะทํางานให้กับประชาชน พี่น้องประชาชนอยากเห็นภาพ ไม่ว่าจะออกนโยบายให้โดนใจ เดี๋ยวนี้เกิดคําถามใหม่ เป้าหมายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ถามว่าจะออกให้จังหวัดนครราชสีมาได้กี่ตําบล ได้กี่หมู่บ้าน อยู่ตรงไหน เดี๋ยวนี้เขาถามอย่างนี้คะท่านประธาน แล้วก็ถามอีกว่าถนนอยู่ตรงไหน เป้าหมายไม่ใช่มีเฉพาะนโยบายอย่างเดียว แล้วก็เอกสารสิทธิ์ที่ดินเหมือนกัน จะออกให้ได้ อย่างแท้จริงเมื่อไร ปีไหน ขอความชัดเจน อย่างนี้ถึงจะโดนใจ แต่ถามว่าเดี๋ยวนี้โพล หลาย ๆ โพลออกมาก็ยังไม่ถูกใจประชาชนสักเท่าไรในการทํางาน อันนี้จากดิฉันลงพื้นที่ หาพี่น้องประชาชนก็ฝากมาถึงรัฐบาล ทั้งนี้ทั้งนั้นนะคะท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็น ๔๐๐ คน ไม่ว่าจะเป็น ๑๐๐ คน ไม่ว่าจะเป็น๓๗๕ คน หรือ ๑๒๕ คน อันนี้ฝากจากพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ เขาฝากผ่านผู้แทนราษฎรมาว่า คนที่คิดไม่ได้เป็นผู้แทน คนที่เป็นผู้แทน ไม่ได้คิด แล้วคนที่เป็นประชาชน ก็ไม่มีสิทธิคิดด้วย ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญท่านสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ อยู่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ เรามีความเชื่อกันว่า ถ้าหากว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยก็จะอุดมสมบูรณ์ ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้า ประเทศไทยจะมีแต่ความสุข สงบร่มเย็น แต่วันนี้เวลาผ่านมา ๗๐ กว่าปีแล้ว ได้พิสูจน์ แล้วว่าการมีรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้เป็นยารักษาโรคได้ทุกชนิด รัฐธรรมนูญหลายฉบับถูกฉีก เพราะว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวปัญหาที่ทําให้เกิดปัญหาบ้านเมือง มีการปฏิวัติ ถ้าสําเร็จก็เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้รับตําแหน่งใหญ่โต อาจจะเป็นถึง นายกรัฐมนตรี แต่ถ้าแพ้ก็เป็นกบฏ วันนี้เรามาพูดถึงรัฐธรรมนูญในลักษณะที่พวกเราต้องการ แก้ไข ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมันเหมือนกับของศักดิ์สิทธิ์ ในสมัยที่ ฯพณฯ ท่านสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็มีแนวคิดจะแก้รัฐธรรมนูญ พอท่านคิดจะแก้ท่านก็เริ่มให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลยื่นขอแก้ในบางประเด็น ก็เกิด เหตุการณ์บ้านเมือง เริ่มจากการชุมชนของคนเสื้อเหลือง แล้วก็บานปลายใหญ่โตจนกระทั่งถึงวันนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้น แตะต้องได้ แก้ได้ เพราะฉะนั้นในความคิดวันนี้ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ ในประเด็นของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบเขต หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบบัญชีรายชื่อ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าทุกคนคิดถึงตนเอง คนเป็น ส.ส. ก็คิดถึงว่าในสมัยหน้าจะทําอย่างไร จะมีโอกาสสอบได้ไหม เขตเลือกตั้งจะเป็น แบบไหน คนเป็นวุฒิสมาชิกก็มีความห่วงใยนะครับ หรือบางคนที่ผมได้ฟังมาก็บอกว่า ภาระ ของตัวเองอาจจะเพิ่มขึ้น ก็อยากมีการสนับสนุนให้มี ส.ส. เขตมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับว่า วันนี้เรานําข้อคิดของคนภายนอกมาพิจารณา ความจริงแล้วคนที่คิด คณะที่คิดนี่ก็ไม่ใช่บุคคลธรรมดานะครับ อย่างดอกเตอร์สมบัติ ท่านก็มีประวัติตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต นักศึกษา เป็นถึงเลขาธิการศูนย์นิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย มีประวัติทางการเมือง เพราะฉะนั้นก็คงมีความคิดในการที่มองเห็น ประเทศชาติของเรามันไปแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปแบบลําบาก ไปจนกระทั่งเกือบไม่เห็นสภาพ ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในประเทศไทยวันนี้ เพราะฉะนั้นแนวคิดก็ออกมาในระบบว่า ถ้าหากมี ส.ส. บัญชีรายชื่อมากขึ้น อาจจะมีคนดี อาจจะมีคนมีความสามารถ อาจจะมีคน อะไรก็แล้วแต่เข้ามาเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าคิดแบบนี้น่าจะเสนอให้มากกว่านี้เลยนะครับ เสนอให้ ส.ส. ยกตัวอย่างบางประเทศ อย่างที่ท่านดอกเตอร์สมบัติชอบยกตัวอย่างคือ ประเทศเยอรมันว่ามีกันในอัตราส่วนที่มาก ความจริงถ้าเสนอก็เสนอในแนวนี้เลย พอดีเสนอมาเพียง ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน ก็คือ เอาอัตราของ ส.ส. ทั้งหมดมาเกลี่ยใหม่ ปรับใหม่ จึงเป็นจังหวะที่ทางรัฐบาลก็อยากจะลอง แก้รัฐธรรมนูญดูนะครับ ก็เลยเสนอให้ทางสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณา เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผลของการพิจารณามันจะออกมาในรูปแบบอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเป็นความคิดของการที่อยากจะแก้ไขในสิ่งที่เป็นของสูง ในสิ่งที่คิดว่าในเมื่อข้อนี้แก้ได้ ข้ออื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาก็น่าจะแก้ได้ มีประเด็นอีกหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน หลายคนบอกว่ามันไม่เป็นธรรม หลายคนบอกว่ามันไม่สมควร ที่จะมีประเด็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็มีคณะกรรมการหลายชุดนะครับในการพิจารณา รัฐธรรมนูญ จนกระทั่งถึงคณะกรรมการชุดของดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ในฐานะของคนแปรญัตติได้พูดถึง ๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นของ ส.ส. เขต รับฟังเหตุผลของทุกคนนะครับว่า ๔๐๐ คน กับ ๓๗๕ คนจะไปอย่างไร ผมก็กราบเรียนว่าถ้าพูดถึงส่วนตัวในแนวคิดของคน เป็น ส.ส. โดยใช้เอกสิทธิ ส.ส. ทุกคนก็อยากที่จะนําเสนอถึงปัญหาประชาชน แต่วันนี้ ในระบบพรรค ในระบบของพรรคร่วมรัฐบาล ในระบบของการทํางานเป็นทีม เรามีความจํา เป็นในเมื่อรัฐบาลบอกว่า รัฐบาลก็ไม่ได้คิดเอง รัฐบาลก็ฟังนะครับ ฟังจากนักวิชาการที่ รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น แล้วก็มีความจําเป็นที่จะต้องรับฟังเพราะตั้งเขาไปแล้วนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็ คงจะต้องพิสูจน์กันนะครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่าความคิดเห็นของ ส.ส. นั้นมาจากใจ มาจากสิ่งที่เห็นถึงปัญหาของพี่น้องประชาชน อันนี้ก็สมควรที่จะรับฟัง แต่ในขณะเดียวกัน ส.ส. สัดส่วน ๑๒๕ คนนั้น ผมก็คิดว่าเป็นความคิดใหม่ที่ดีนะครับ แต่ความคิดใหม่นี่แทนที่ จะเพิ่มไปเลย เพิ่มจํานวน ส.ส. ไป ก็ไปออกแนวคิดในทํานองว่าไปลด ส.ส. เขต ทําให้เกิดผล กระทบทางการเมือง ทําให้ทุกวันนี้เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านนะครับบอกว่า ในสภานี่เวลาคุยแต่ละที มาคุยกันเรื่องส่วนตัวของตัวเอง ความจริงถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศไทย แล้วก็คิดถึงปัญหาว่าวันนี้พี่น้องประชาชนนั้นแตกแยก กันมากแล้วนะครับ ถ้าหากจะเสนอนี่เสนอไปเลย เสนอไปให้มันเยอะ ๆ เลยนะครับ เพื่อให้เป็นแนวใหม่ เพื่อให้เป็นแนวใหม่ของประเทศไทย เหมือนกับครั้งหนึ่งเราไม่เคยมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ วันนี้เราก็มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเราก็พิสูจน์ว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อมีคุณภาพหลายท่าน เป็นส่วนใหญ่ก็ยังว่าได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นเป็นอย่างนี้แล้วเราก็เพิ่มเลย ต้องใจกล้า ใจถึง เพิ่มไปเลย แต่ก็เสียดายที่ทางรัฐบาลก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น รัฐบาลก็คงไม่อยากคิด ผมอยากเรียนว่าครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่แปลก ๆ คือเราจะเห็นว่าการเสนอกฎหมายโดยรัฐบาล ไม่ได้เสนอจากแนวคิดของรัฐบาล แต่ว่าแนวคิดจากบุคคลภายนอก ซึ่งรัฐบาลบอกว่า ต้องรับฟัง เราจึงไม่เห็นสมาชิกของทางรัฐบาลแสดงความคิดเห็นหรือมีแนวคิดอย่างไร ผมก็ อยากกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากสําหรับการแก้รัฐธรรมนูญ สําหรับการแก้กฎหมาย หลักของประเทศชาตินะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอแปรญัตติก็คือ เรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งนะครับ โดยผมขอเพิ่มว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นควรพิจารณาจากเขตเดิมก่อน สิ่งเหล่านี้ก็คือแนวคิด ที่ฟังมาบ่อย ๆ ว่า กกต. เวลาแบ่งเขตรับฟังจากทุกฝ่าย แต่ว่าเวลาแบ่งทีไรรับฟังจาก พรรครัฐบาลทุกทีเลย เพราะฉะนั้นคนที่เป็นฝ่ายค้านนะครับ ผมฟังจากฝ่ายค้านหลายคน หรือว่าสมัยหนึ่งผมก็เคยเป็นฝ่ายค้านเราก็เห็นว่าเขตมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนไป ตามความรู้สึก เปลี่ยนไปตามความต้องการ เปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ของพรรคที่มีส่วน เพราะฉะนั้นวันนี้ กกต. ผมได้ฟังผู้อภิปรายท่านหนึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดสุรินทร์ พูดถึง กกต. แล้วผมก็มีความรู้สึกภูมิใจที่เขากล้าพูดความจริง เพราะว่า กกต. วันนี้แปลกมาก กกต. วันนี้ ไม่เหมือนกับ กกต. สมัยก่อน กกต. สมัยนี้เขาซื้อเสียงกันเสียงละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่รู้เรื่องเลย ไม่เหมือนกับสมัยเก่า พอสงสัยนิดหนึ่งก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทําให้คน เกิดความกลัว เพราะฉะนั้นการแบ่งเขตนี้ถ้าหากว่าเราแบ่งเขตโดยที่เรายึดหลักเพียงบอกว่า ให้เขตติดต่อกันก็เป็นโอกาสเลยนะครับ เป็นโอกาสของคนที่มีอํานาจเหนือ กกต. ของคน ที่มีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถที่จะแทรกแซงองค์กรอิสระได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สมัครใจ นะครับ ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าหากว่าองค์กรอิสระนั้นสามารถถูกชักจูงหรือสามารถ ถูกซื้อ ถูกอะไรก็แล้วแต่ ทําให้เป็นไปในทิศทางของคนที่เขาว่าได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านว่าแนวคิดของผมนั้น ๓ ประเด็น คือประเด็น ส.ส. จาก ๓๗๕ คน เป็น ๔๐๐ คน จาก ๑๒๕ คน ลดเหลือ ๑๐๐ คนนะครับ แล้วก็จากประเด็นของการให้ กกต. นั้นใช้หลัก ในการแบ่งเขตนอกจากติดต่อกันได้แล้วให้ดูเขตเดิมด้วย ก็ขอให้ทางคณะกรรมาธิการ ได้โปรดพิจารณาด้วย ถ้าสิ่งที่ผมนําเสนอไปเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลท่านก็ลองทบทวนดูสักครั้ง โดยเฉพาะประเด็นของ กกต. ประเด็นของการแบ่งเขตเลือกตั้ง ขอบพระคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจาก มีผู้อภิปรายเยอะ ถ้าเผื่อประเด็นซ้ํา ๆ ท่านกรุณากระชับ ๆ ด้วยนะครับ ต่อไปเชิญท่านวรศุลี อยู่ไหมครับท่านวรศุลี ไม่อยู่นะครับ ขอเชิญท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากําลังอภิปรายกันเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้สงวน คําแปรญัตติซึ่งมีความเห็นต่างกับทางที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ลงมติกัน เพราะฉะนั้นขออนุญาตใช้เวทีสภาแห่งนี้อภิปรายสนับสนุนญัตติที่กระผมสงวน คําแปรญัตติไว้เพื่อที่จะให้เพื่อนสมาชิกได้ตัดสินใจในการโหวตต่อไป ท่านประธานครับ ร่างเดิมของทางกรรมาธิการนั้นมีการแก้จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมี ส.ส. อยู่ ๔๘๐ คน แก้เป็น ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน เพิ่มมาทั้งหมด ๒๐ คน ในประเด็นเพิ่มจํานวน ส.ส. นี้ผมเห็นด้วย ไม่ได้มี ความเห็นแย้ง แต่มีความเห็นต่างในจํานวน ส.ส. ที่แบ่งเป็น ๒ รูปแบบด้วยกัน คณะกรรมาธิการเสียงข้าง มากได้ลดจํานวน ส.ส. เขต จาก ๔๐๐ เขตเลือกตั้งลงเหลือ ๓๗๕ เท่ากับว่าเราจะเสียสมาชิก ในระบบเขตเลือกตั้งลงไป ๒๕ คน และเอา ๒๕ คนนี้ไปเพิ่มในสัดส่วนของ ส.ส. ระบบ สัดส่วนแทน ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก พี่น้องประชาชนที่รับฟัง หรือว่าดูทีวีอยู่ ทางบ้านวันนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายถึงความแตกต่างในการแก้ไขในรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ระหว่างร่างของ ครม. กับร่างที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ฐานความคิดเดิม ส.ส. เขต ๔๐๐ เขตนี่มาจากไหน ผมนําเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีฐานความคิดใกล้เคียงกัน นั่นก็คือเราดูหลักจากประชากร ถ้าดูจากข้อมูลสถิติ ในปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราผ่านรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้น ประเทศไทยมีประชากร อยู่ ๖๐,๘๑๖,๒๒๗ คน หารด้วย ส.ส. ทั้งหมด ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง ก็เท่ากับว่า ส.ส. ๑ คน ดูแลพี่น้องประชาชน ๑๕๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ แม้ว่าการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เราจะใช้ครั้งแรกเมื่อการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ตัวเลขจํานวน ส.ส. ต่อประชากรก็คือ ๑๕๕,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ แต่พอการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ก็ยังยืนยันตัวเลข ของ ส.ส. เขต อยู่ ๔๐๐ คนด้วยกัน แต่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากปี ๒๕๔๐ มาเป็น ปี ๒๕๕๐ นั่นก็คือการแบ่ง ส.ส. สัดส่วนออกเป็นเขตเล็ก ๘ เขต ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้วแล้วเสนอเข้ามาก็มีการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ด้วย นอกจากจะเปลี่ยนแปลงตัวเลข ส.ส. เขตจาก ๔๐๐ เขต เป็น ๓๗๕ เขตหายไป ๒๕ คนแล้ว ก็ไปเพิ่ม ส.ส. อยู่ที่ ส.ส. ระบบสัดส่วนจาก ๘๐ คน เพิ่มอีก ๔๕ คนไปอยู่ ส.ส. แบบสัดส่วนผมเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการและร่างของ ครม. โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ เหตุผลที่ ๑ จํานวนประชากรต่อ ส.ส. ซึ่งร่างเดิม ในปี ๒๕๔๐ นั้นฐานอยู่ที่ ๑๕๐,๐๐๐ คะแนน หรือว่าประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ส. ๑ คน มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเวลา ๗-๘ ปีด้วยกัน และมีการพิสูจน์แล้วว่า พี่น้องประชาชนมีความสุข พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึง ส.ส. เขตละคน คนละเขตได้ อย่างทั่วถึง และในทางกลับกันประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ส. ๑ คนนั้นก็พอดีกับที่ พี่น้อง ส.ส. จะได้พื้นที่ที่ไม่มีขนาดใหญ่มาก สามารถที่จะบริการพี่น้องประชาชนได้อย่าง ทั่วถึงต้องเรียนท่านประธานว่าในการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ผ่านมา๑๕๐,๐๐๐ เขต ก็จะมี ประชากรประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ หมู่บ้านต่อ ส.ส. ๑ คนท่านประธานลองคิดดูว่าถ้าหากว่า เราเอาตามร่างของคณะรัฐมนตรีหรือร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้โหวตกันมานั้น ก็จะต้องมีประชากรถึง ๑๗๙,๗๙๔ คนต่อ ส.ส. ๑ คน นี่คือหารด้วย ๓๗๕ ตามร่าง ของคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าหารด้วย ๔๐๐ จะมีประชากร ๑๖๔,๗๙๔ คนต่อ ส.ส. ๑ คน ต่างกันเท่าไร ๑๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกหลายคนอาจจะคิดว่าตัวเลข ๑๐,๐๐๐ คนนี้ไม่สําคัญ แต่สําหรับตัวผมแล้วผมถือว่าตัวเลขสําคัญมาก ๑๐,๐๐๐ คน ถ้าเทียบเป็นตําบลก็คือประมาณ ๕ ตําบล ท่านประธานครับที่พี่น้องประชาชนจะต้อง มารวมกันและ ส.ส. จะต้องดูแลเพิ่มขึ้น ในตัว ส.ส. เองของพวกผมนี่เหมือนกับนักกีฬา ท่านประธานครับ ผมพร้อมทุกรูปแบบ แต่ผมเป็นห่วงผลกระทบเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้ว ในอนาคตต่อไปการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ง่ายท่านประธานครับ ไม่รู้ว่า อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีจะได้แก้กันหรือเปล่า เมื่อท่านตัด ส.ส. เขตออกไป ๒๕ คนมีผลกระทบทันทีกับพี่น้องประชาชนอีก ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร ที่จะต้องเดือดร้อนกันไป ที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากว่า ทางคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกในห้องนี้เห็นด้วยกับผมและยืนยันที่จะให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน เราก็สามารถที่จะเข้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเราเคยมีเขตเลือกตั้งที่เคยใช้กันอยู่แล้ว มีการใช้การเลือกตั้งมาหลายครั้งด้วยกัน และการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ประสบความสําเร็จ ไม่ได้มีความเดือดร้อน ไม่ได้มีความ แก่งแย่งชิงดีกัน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็น ๓๗๕ เขต ส.ส. หายไป ๒๕ คน ท่านประธานครับผมไม่ทราบว่าช่วงการเลือกตั้งจะวุ่นวายแค่ไหน ประเทศชาติบ้านเมือง ขณะนี้ต้องการความสามัคคี อยากจะให้รัฐบาลทั้งท่านนายกรัฐมนตรีผู้เสนอเข้ามา แล้วก็ ทางคณะกรรมาธิการมองไปข้างหน้าไกล ๆ ให้กับลูกหลานของคนไทยด้วยกันว่า ถ้าเราจะ เปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเรื่องสําคัญ ขอให้มองที่ประชาชนเป็นหลัก บางคนเสนอมา ถึงแม้ว่า อยากจะให้มี ส.ส. มากกว่านี้ผมก็ไม่เห็นด้วย ส.ส. ๕๐๐ คนกําลังพอดีกับงบประมาณที่เรา จะได้ใช้ กับงานที่เราจะทําในสภา นี่คือเหตุผลซึ่งกระผมคิดว่าทางเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ ในซีกฝ่ายรัฐบาลและทางสมาชิกวุฒิสภาที่ยังไม่ได้ตัดสินใจนะครับ ช่วยกรุณาเอาแนวคิด ของผมตรงนี้ไปประกอบการตัดสินใจด้วย
ในเรื่องของการเพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบสัดส่วนจาก ๘๐ คน ไปเป็น ๑๒๕ คนนั้น กระผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ เป็นตัวเลขที่ไม่มี ฐานอ้างอิงใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ของเดิมที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน ๑๐๐ คนนั้น มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ ส.ส. ๕๐๐ คนในสภา ๔๐๐ คน มาจาก เขตเลือกตั้ง สะท้อนปัญหาจากพี่น้องประชาชนมาสู่สภาแห่งนี้ ส.ส. เขตอีก ๑๐๐ คน ก็เป็นการสะท้อนที่พี่น้องประชาชนเวลาไปเลือก ส.ส. ระบบเขตเหมือนกับเลือกพรรค การเมืองครับ ถ้าพรรคเพื่อไทย นโยบายถูกใจประชาชน พรรคเพื่อไทยอาจจะได้ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อมา ๖๐ คน ก็เท่ากับว่ามันเป็นตัวเลขบอกชัดเจนเลยว่าพี่น้องประชาชน ได้เลือกพรรคเพื่อไทยแล้ว ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ก็สามารถที่จะต่อไปได้อีกว่า แสดงว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นถูกใจพี่น้องประชาชนจึงได้รับเสียงข้างมากในสภา แห่งนี้ แต่ถ้าท่านประธานเอาตัวเลข ๑๒๕ คนมันคูณกันยาก ท่านประธานครับ ถ้าเอาตาม คณะรัฐมนตรีหรือเอาตามเสียงข้างมากไป ๑๒๕ คน มันดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ถ้า ส.ส. ระบบสัดส่วน ๑๐๐ คน ชัดเจนครับท่านประธานครับ ถ้าพวกผมเสียงข้างมากผมอาจจะ ได้ ๔๕ ที่นั่งพรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้ ๓๕ ที่นั่ง ก็แสดงว่าพวกผมมีความนิยมมากกว่า ในสัดส่วนของการเลือกตั้ง เป็นการสะท้อนเสียงของพี่น้องประชาชนด้วยท่านประธานครับ
สุดท้ายผมก็คงจะต้องขอฝากว่า ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจลงมติในครั้งนี้ อาจจะอีกนานนะครับที่ท่านจะมีโอกาสได้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยประชาชน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีอุบัติเหตุอย่างอื่นอย่างใดไปเสียก่อน ก็ขอกราบวิงวอน ก่อนท่านลงมติช่วยกรุณาคิดถึงประชาชนด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้เสนอคําแปรญัตติและได้สงวนความเห็นในคําแปรญัตติเอาไว้กับท่านประธาน กรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ในมาตรา ๙๓ เอาไว้ ท่านประธานครับในการพิจารณาในวาระนี้เป็นการพิจารณาเรียงรายตามมาตรา หลังจากที่กรรมาธิการได้รับมอบหมายจากรัฐสภาแห่งนี้ และได้ไปทําหน้าที่พิจารณาและ เสนอร่างของกรรมาธิการกลับคืนมาให้กับสภาแห่งนี้เพื่อพิจารณา ว่าจะเห็นชอบกับ กรรมาธิการหรือไม่ กระผมได้ตรวจสอบในร่างกรรมาธิการที่ได้เสนอต่อรัฐสภาตั้งแต่มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ท่านประธานครับ กรรมาธิการหลังจากพิจารณาแล้วมีการแก้ไขอยู่ในมาตรา ๙๓ วรรคท้าย โดยเติมคําว่า เลือกตั้งทั่วไป เท่านั้นเองนะครับ ใน มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ นะครับ มีเติมที่เป็นการแก้ไขของกรรมาธิการอยู่ จุดเดียว คือคําว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทําให้การเลือกตั้ง ซึ่งร่างเดิมไม่มีคําว่า ทั่วไป นะครับ เลือกตั้งครั้งใดมีจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ถึง ๕๐๐ คน แต่กรรมาธิการ ไปเน้นย้ําว่าต้องเป็น การเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมหรือเลือกตั้ง ทดแทน นี่คือร่างของกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานในขณะนี้ ก็คือ หน้าที่ของสมาชิกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาตามข้อบังคับตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ข้อบังคับที่เขาเขียนรองรับในข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาก็ไม่สามารถทําเป็นอย่างอื่นได้ท่านประธานก็พิจารณาไปตามร่างของ กรรมาธิการว่าจะเห็นชอบกับกรรมาธิการเสนอร่างนี้มาหรือไม่ในแต่ละมาตรา ก็ไปลงคะแนน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๑ โดยใช้เสียงข้างมาก แต่ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่เขาไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากได้สงวนความเห็นไว้ ซึ่งผมได้ฟังอภิปรายไป มีสมาชิกส่วนหนึ่งที่ได้เสนอคําแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ โดยเฉพาะประเด็นในการที่เป็นที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๙๓ คือเรื่องของ จํานวนนะครับ จํานวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาตรา ๙๓ กําหนดจํานวนเอาไว้ ในร่างเดิมก็เป็นทั้งหมด ๕๐๐ คน ร่างที่รัฐสภารับหลักการไปก็คือ ๓๗๕ คน มาจากการแบ่ง เขตเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ๑๒๕ คนมาจากระบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้เขต ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งรวม และคํานวณตามอัตราสัดส่วนของพรรคการเมืองที่ได้รับ คะแนนไป จํานวน ๑๒๕ ท่านทั้งหมด ไม่มีการกําหนดสัดส่วนร้อยละของขั้นต่ําเอาไว้ นั่นหมายความว่า คะแนนที่ได้ไม่ว่าจะพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก ๑๒๕ คน เฉลี่ยฐานประชากร ที่มีอยู่ในรอบสิ้นปี ก่อนปีเลือกตั้งก็ทําเป็นคะแนนได้ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คะแนนนะครับ ขึ้นกับจํานวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๓๐ ล้านคะแนน โดยประมาณ ๓๐ ล้านคะแนน ๑๒๕ คนก็ตกอยู่ประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ คะแนนกว่านะครับ นั่นหมายความว่าสัดส่วน ถ้าพรรคการเมืองได้คะแนน ๒๐๐,๐๐๐ ก็มีโอกาสได้ผู้แทนระบบสัดส่วน ๑ คน ถ้าถึงนะครับ ถ้าคะแนนถึงมีโอกาสได้อีก ๑ คน ถ้าไม่ถึงก็ไปคํานวณสัดส่วนเป็นร้อยละที่ดูเศษ นั่นหมายความว่าการที่กรรมาธิการได้เสนอ ร่างนี้เข้ามาก็เพื่อให้โอกาสกับพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วยให้มีที่นั่งในสภาแห่งนี้ ถามว่า จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ตรงนี้ต้องอาศัยงานทางด้านวิชาการมารองรับ มันมีทั้งบวกและลบ แต่ประเด็นที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ท่านประธานครับ คือจํานวน ๕๐๐ คน ไม่ได้แตกต่างจากร่างของกรรมาธิการ แต่สัดส่วนที่มาของจากเขตเลือกตั้ง ผมใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้ง มาจาก ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นสัดส่วนของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อก็จะต้องเหลือ ๑๐๐ คน ก็คงที่ไว้ ๕๐๐ คน ที่มาที่ไปของ ๑๐๐ ต่อ ๔๐๐ ท่านประธานครับ สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป ส่วนหนึ่งเหตุผลของกระผมเองก็คล้ายนั้น เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการทํา ประชาพิจารณ์ มีการสอบถามความเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างหลากหลาย ก็มี สสร. ที่เข้าไปนั่งตรวจสอบ นั่งคิดถึงที่มาที่ไป จริงอยู่ครับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขากําหนดอัตรา ขั้นต่ําเอาไว้ ต้องได้ร้อยละไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ถึงจะมีคะแนนในระบบสัดส่วน คือมีฐานคิดว่าจะให้ พรรคการเมืองเข้มแข็งไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๕ ก็ไม่มีที่นั่ง อันนี้ก็เปิดโอกาสไป ที่แตกต่างก็คือ ตรงนี้กับเรื่องของวิธีการนับคะแนนนะครับ แล้วก็จํานวนของ ส.ส. ที่มาจากระบบบัญชี รายชื่อ กับมาจากเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มันไม่มีข้อพิสูจน์ใด ๆ เลยที่บอกว่า ๓๗๕ คนนะครับจะดีกว่า ๔๐๐ คนขณะที่ ๔๐๐ คน ผ่านการดําเนินการมามีกระบวนการดําเนินการหรือการบริหารจัดการมา นั่นหมายความว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนคุ้นชิน ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ที่ต้องใช้คําว่า คุ้นชิน กับระบบนี้มันก็เอื้ออํานวยกับการบริหารจัดการที่ง่ายและสะดวก พี่น้องประชาชนก็ค่อนข้าง จะคุ้นชินและที่สําคัญครับการเปิดเขตเล็กอย่างนี้โอกาสของผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนเป็นไปได้ทุกผู้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนเก่าหรือคนใหม่ ถ้าสามารถทําคุณงามความดี เอาชนะใจพี่น้องเขตเลือกตั้งได้ แล้วก็ถือว่าเป็นมาตรการหรือวิธีการที่ค่อนข้างจะสากลคือ ๑ สิทธิต่อ ๑ เสียง ขณะที่ขณะนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เอง เปลี่ยนจากปี ๒๕๔๐ มา ๑ สิทธิ มีมากกว่า ๑ เสียง บางจังหวัด ๑ เสียง เช่น จังหวัดหนึ่งมีผู้แทนราษฎรคนเดียว ประเทศไทย เรามีอยู่หลายจังหวัดที่มีผู้แทนราษฎรคนเดียว เขาก็กาได้แค่ ๑ เสียง หลายจังหวัดครับ มีเสียงมากที่สุด กาได้ถึง ๓ คนอย่างจังหวัดน่านบ้านผม ๔๘๐,๐๐๐ กว่าคนเป็น ๑ เขต เลือกตั้งสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎรได้ ๓ คน ก็สูงสุดก็คือ ๓ คน บางจังหวัด ได้ ๒ คน บางจังหวัดได้ ๑ คนนั่นคือสิทธิที่ไม่เท่ากัน ท่านประธานครับผมกราบเรียน ท่านประธานว่ามันไม่มีข้อพิสูจน์ใด ๆ ที่บอกว่า ๓๗๕ คน โดยเฉพาะเป็นข้ออ้างของ ท่านกรรมาธิการที่พยายามที่จะนําเอาเหตุผลของนักวิชาการมาบอกกล่าวต่อสภาแห่งนี้ ผมต้องใช้คําว่า กรรมาธิการนะครับ เพราะท่านเป็นผู้เสนอรายงานต่อเราถึงแม้ผมจะ ไปอ่านบทความถึงแม้ผมจะไปดูรายงานของบรรดานักวิชาการต่าง ๆ แต่ผมไม่อ้างครับ เพราะเขาไม่ได้เสนอต่อรัฐสภา ผมต้องอ้างกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการบอกว่าเหตุผล ที่ยังคง ๓๗๕ คนเหมือนร่างที่รับไปจากรัฐสภานั้นเพราะมีเหตุผลตามที่บรรดานักวิชาการ ที่เป็นผู้ยกร่างได้อ้างให้กับกรรมาธิการ กรรมาธิการก็เชื่อได้สนิทใจว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะประเด็นที่ขยายเขตเล็กเพื่อคงสิทธิคงเสียงให้มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน แต่ฐานใหญ่ขึ้น ผมถามท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ฐานใหญ่ขึ้นใหญ่เท่ากัน คํานวณสัดส่วนแล้ว เพิ่มไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ คน ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน เขต ๓ เขต ๗ เขต ๕ จะมีฐานประชากร อยู่ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ คน โดยประมาณครับ เขตผมเดิมสมัยผมลงเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๘ ฐานประชากรในเขตเลือกตั้งผม ๖ อําเภอ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าคนใกล้เคียง ๑๗๐,๐๐๐ คน ถามว่ามีนัยสําคัญในการที่บอกว่าสามารถป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ได้หรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับต่อให้เป็น ๓๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเขาจะซื้อ ก็ซื้อได้เขตเลือกตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ คนก็ซื้อได้ มันไม่ใช่เรื่องสําคัญเพิ่มขึ้นแค่ ๑๐,๐๐๐ คน หรือ ๒๐,๐๐๐ คนจะเป็นตัวแปรว่าทําให้ไม่สามารถซื้อเสียงได้เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าไม่น่า จะเสนอออกจากปากคําว่า นักวิชาการ หรือความคิดเห็นของนักวิชาการที่อุตส่าห์ กินเงินเดือนของประเทศนี้เมืองนี้มีศักดิ์มีศรีเป็นถึงดอกเตอร์อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ไม่น่า จะมานําเสนออย่างนั้นเลย ผมต้องพูดตรง ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้าเป็นเหตุผลอื่น ผมอาจจะยอมรับ เช่น เป็นเพราะว่ามีความจําเป็นที่จะต้องบริหารประเทศนี้ บ้านนี้เมืองนี้ ตามแนวนี้ ถ้าไม่ทําตามแนวนี้บริหารไม่ได้ นี่ยอมรับครับเราไม่ว่ากันครับ เพราะทิศทาง เป็นอย่างนั้นก็เอาอย่างนั้น อยากได้ ๓๗๕ คน ทั้ง ๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลเองเท่าที่ผมฟัง ในการอภิปรายวันนี้ออกมาที่ ๔๐๐ : ๑๐๐ เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วย ๔๐๐ : ๑๐๐ แต่ผมก็แปลกใจว่าทําไมต้องออก ๓๗๕ : ๑๒๕ ผมก็จะดูเหมือนกันว่าคะแนนที่ออกมา เป็นอย่างไร ถ้าสมมุติสมาชิกส่วนใหญ่สงวนความเห็นเอาไว้ สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ ๔๐๐ : ๑๐๐ แต่เวลาโหวตมา ๓๗๕ คน ผมว่ามันน่าจะมีอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา ผมไม่ กล่าวหาท่านนะครับ มันน่าจะไม่ตรงไปตรงมา แต่ถ้าเสียงมันปะปนกันไป ตามความเห็นของ สมาชิกที่แสดงออกมานี้ผมว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมไม่ได้กล่าวหา ท่านสมาชิกนะครับ แต่อยากดูคะแนนเหมือนกัน แต่โดยส่วนตัวผมเอง ถ้าจําเป็นจะต้องแก้ จริง ๆ ผมไม่อยากแก้หรอกครับ เพราะไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย แก้เพียงมาตรา ๒ มาตรา ผมนําเรียนแล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าถ้าแก้มาตรา ๒ มาตรา เราเองขอปฏิเสธที่จะร่วมดําเนินการ โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมาธิการ นั่นคือ มีเจตนารมณ์ ถึงแม้จะกลับไปแก้เป็น ๔๐๐ : ๑๐๐ เหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นะครับ แต่ว่าแก้ ๒ มาตรา ๓ มาตรา มันไม่ได้ประโยชน์อะไร ผมก็จะกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเป็นการแก้เพื่อความอยู่รอดของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีที่จะบริหาร ประเทศชาติบ้านเมืองตรงนี้ ผมก็ค่อนข้างจะมีความน้อยเนื้อต่ําใจกับระบบรัฐสภาไทย พอสมควร ว่าเราเองจําเป็นจะต้องเป็นฝ่ายที่ตรากฎหมายให้กับฝ่ายบริหารหรือตรากฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดนะครับ ให้กับประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไปตามสิ่งที่ไม่อยากจะดําเนินการ เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า สิ่งที่กรรมาธิการทํามา ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าสมมุติผ่าน ๓๗๕ เสียงในวาระที่สอง เพราะใช้แค่ เสียงข้างมากครับ มีเพื่อนสมาชิกผมติดใจหลายคนนะครับว่าทําไมเขาไม่มีสิทธิเลือกที่จะ โหวตในประเด็นที่มีข้อแตกต่างกันมากมาย ทําไมเมื่อเห็นด้วยกับกรรมาธิการแล้วจบ หรือไม่ เห็นด้วยกับกรรมาธิการก็จะต้องมาดูร่างของสมาชิกที่แปรญัตติหรือสงวนความเห็นเอาไว้ ร่างที่ตกไปนี้กลับมาโหวตอีกไม่ได้หรือไม่ มีติดใจหลายคนครับ แต่นี่คือข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ พอเราให้กรรมาธิการไปทํางาน เมื่อกรรมาธิการมาเสนอ เราแล้ว เราต้องดูว่าเราจะเอาตามกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเราปฏิเสธกรรมาธิการเรามีสิทธิ ที่จะใช้คําแปรญัตติหรือคําสงวนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขึ้นมาพิจารณาว่า จะเอาตรงไหนอย่างไร ก็มาให้เสียงกัน ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ให้เสียงให้คะแนน ร่างใดประเด็นใด เป็นเสียงข้างมากสุดก็ยอมรับในวาระที่สอง เพราะถือเสียงข้างมาก ไม่จําเป็นต้องเกินกึ่งครับ ท่านประธานครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะสะท้อนท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ ผมเอง ก็ได้แปรญัตติตรงนี้ไว้เพื่อที่จะบอกกล่าวท่านประธานเหมือนกันว่าถึงแม้ว่าผ่าน ๓๗๕ กึ่งหนึ่ง ๑๒๕ ผ่านวาระสามอีก ๑๕ วัน ท่านประธานนัดวันที่ ๑๐ น่าจะเป็นวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์นะครับ คล้ายกับร่างมาตรา ๑๙๐ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกังวลใจก็คือว่ากรรมาธิการ ๔๕ ท่าน ที่รัฐสภาแห่งนี้ตั้งไป ผมก็เกรงว่าเมื่อมีการตรวจสอบ ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญจะเป็น กรรมาธิการที่สามารถทําหน้าที่ได้หรือไม่ด้วย น่าเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ทําไมผมบอก น่าเป็นห่วงท่านประธานครับ เพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเอง เขียนไว้ชัดครับเรื่องของ การตั้งกรรมาธิการรัฐสภา ข้อบังคับเองเขียนไว้ชัดว่าการตั้งคณะกรรมการรัฐสภาเข้าไป พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี่ต้องคํานึงถึงสัดส่วนของสองสภา หมายถึง วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรในอัตราที่ใกล้เคียงของสัดส่วนตัวเอง ๔๕ คน มีสมาชิก วุฒิสภามาเป็นกรรมาธิการแค่ ๑๑ คนครับ อีก ๔ คนหายไปไหน สัดส่วนขณะนี้ ๑ : ๓ โดยประมาณ ๑๕๐ คนของเราเท่าที่มีอยู่ขณะนั้น ๔๗๐ คน จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เท่าที่มีอยู่ขณะที่ตั้งกรรมาธิการ ๔๗๐ คน เพราะฉะนั้น ๑ : ๓ ๑ : ๓ ส.ว. ก็ควรได้ ๑๕ คน เป็นอย่างน้อย ๑๕ คน แต่ว่าให้สิทธิ ส.ว. ไปเป็นกรรมาธิการแค่ ๑๑ คน ผมก็มาตรวจสอบรายชื่อครับ ๔๕ คน ปรากฏว่าเป็นพรรคเสียงข้างมาก พรรคแกนนําในการ จัดตั้งรัฐบาล ๑๘ ท่านจาก ๓๔ ท่าน นอกนั้นก็คละปะปนไป แต่ผมถามว่าตอนที่ตั้ง กรรมาธิการท่านบอกว่า ยังคํานึงถึงสัดส่วนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองอยู่ สัดส่วนของ พรรคเพื่อไทยหายไปไหนครับ ถึงแม้ไม่มีตัว ท่านต้องคงสัดส่วนเขาไว้ เพราะท่านบอกว่า ก็ตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ส่งก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย แต่สัดส่วน ๔๕ คนต้องเหลืออยู่ ครับ ๔๕ คนครับ เอา ๓๐ คนนะครับพรรคเพื่อไทยอย่างน้อย ๑๑ คนครับ หมายเลขตั้งแต่ ๒๙ ไปนะครับ ไล่ขึ้นไป ๑๑ ท่านต้องเป็นสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ไม่มีชื่อไม่เป็นไรครับ แต่ต้อง มีหมายเลขเอาไว้ นี่ผมกําลังตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ผ่าน ๓๗๕ คนไปแล้ว ในชั้นของ ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องมาดูความชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญด้วยว่าเป็นไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการตรากฎหมายหรือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
๑๐๐ ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ ถ้าท่าน เห็นว่า ๔๐๐ : ๑๐๐ มันมีโอกาสเราก็ร่วมกันโหวตที่ ๔๐๐ : ๑๐๐ เพื่ออะไรครับ เพื่อไป ยืนในวาระสามครับ แต่ถ้า ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คนผ่านวาระสาม ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านล่องลอย อีก ๑๕ วันมาลงคะแนนในวาระที่สามก็จะได้รับเสียงข้างมาก ถึงแม้บางท่าน อาจจะหน้าชื่นอกตรม แต่ก็ต้องยอมรับไป ก็ต้องให้คะแนนไป ๓๑๑ เสียง ต้อง ๓๑๑ เสียง ถ้านับสมาชิกที่มาเพิ่มใหม่นะครับอาจจะต้องมากกว่า ๓๑๑ เสียงด้วย อาจจะต้องเป็น ๓๑๓ เสียงนะครับ เพราะว่าเรามีสมาชิกมาเพิ่มอีก จาก ๔๗๐ คนเป็น ๔๗๓ คนขณะนี้ ในฝ่ายของผู้แทนราษฎรด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเองกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า ๑๐๐ คนกับ ๔๐๐ คนน่าจะเป็นตัวเลขที่มีความเหมาะสมมากกว่า ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน ถึงแม้ท่านบอกว่าถ้าได้ ๑๒๕ คนแล้วอาจจะต้องสรรหาวิชาชีพ เข้ามาเป็นระบบสัดส่วนให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอเข้ามา อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ดีครับ แต่ถามว่า ๑๐๐ คนทําไม่ได้หรือ ก็ทําได้ถ้าท่านอยากจะพัฒนาตรงนั้นจริง คําว่า ผู้แทนราษฎรท่านประธานครับ เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย การเข้าถึงพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ จริงอยู่ครับต้องมีการคละปะปน มีความหลากหลายในด้านวิชาชีพ ในบทบาท การทําหน้าที่ อันนั้นผมไม่เถียงเลยในการที่จะพัฒนาประเทศ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าผู้แทนราษฎรไม่สะท้อนคําว่าเป็นผู้แทนราษฎรแล้วยากครับที่บ้านนี้เมืองนี้จะพัฒนา เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เราก็จะถูกตราหน้าว่าเราซื้อเสียงมาตลอด เราก็จะบอกว่า เป็นนักเลือกตั้งเข้ามาแสวงหาประโยชน์ มาใช้อํานาจหน้าที่ บางคนเขาว่าเราเป็นโจรด้วย ท่านประธานครับ โจรเสื้อนอก เจ็บมาก เป็นโจรเสื้อนอก ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมยังยืนยันที่จะให้เหตุผลท่านประธานว่า ๔๐๐ กับ ๑๐๐ น่าจะมีความเหมาะสมที่สุด ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ได้โปรดกรุณา เรามีทางออก ในวาระสองนี้ ถ้า ๔๐๐ กับ ๑๐๐ วาระที่สามเรามีเรื่องพูดกันได้อีกมากครับ ส่วนวาระสาม จะออกอย่างไรก็ไปว่ากันอีกที กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญท่านจิตติพจน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ปกติแล้วนะครับการเลือกตั้งหรือการแข่งขันใด ๆ ก็แล้วแต่ กติกาอันหนึ่งที่จะทําให้ไม่ว่าผู้ที่แข่งขันแพ้หรือแข่งขันชนะก็แล้วแต่จะยอมรับกัน ได้ก็เมื่อมีกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม ถ้าหากว่ามีกติกาการแข่งขันที่ทําให้บุคคลส่วนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งได้เปรียบ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเสียเปรียบ การแข่งขันอันนั้น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ยากยิ่งที่จะ ทําให้เกิดการยอมรับกันได้ ดังนั้นผมจึงใคร่ขอให้ท่านสมาชิก รวมทั้งท่านประธาน คณะกรรมาธิการ รวมทั้งคณะกรรมาธิการด้วย ได้โปรดฟังความเห็นข้อเสนอของกระผม ท่านประธานครับ มีการพูดกันกว้างขวางครับว่าการตั้งตัวเลข ๓๗๕ คน เป็นการตั้งตัวเลข ที่ทําให้พรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบ โดย ส.ส. ที่มาจากจังหวัดภาคอีสานจะมีจํานวน ส.ส. ลดลงถึง ๙ คน จังหวัดทางเหนือลดลง ๗ คน ผมใคร่ขอคํายืนยันจากท่านประธาน กรรมาธิการ ฝากผ่านท่านประธานไปนะครับว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ เนื่องจากผมเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการก็คงจะได้พิจารณาโดยรอบครอบ เนื่องจาก ข้อกล่าวหาดังกล่าวปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือและทราบกันเป็นการทั่วไป ในกรรมาธิการ ก็คงจะได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจริงหรือไม่ ที่มี ส.ส. ในจังหวัดทางภาคอีสานต้องลดลงถึง ๙ คน ทางเหนือลดลง ๗ คน ในขณะที่มี พรรคการเมืองได้ประโยชน์ลดไปแค่ ๔ คนเท่านั้น ก็เป็นแต้มต่ออันหนึ่งนะครับ ซึ่งถ้าหากว่า พูดด้วยความเคารพครับ การเอาชนะที่ทางกติกาที่เป็นธรรมเท่านั้นจึงจะเป็นการชนะที่ทําให้ เกิดการยอมรับโดยทั่วไป ผมขออนุญาตยกตัวอย่างในภาคอีสาน จังหวัดที่ท่านประธาน กรรมาธิการอยู่ด้วย คือจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนั้นไม่ได้ลดนะครับ ซึ่งผมก็ยินดีด้วย นะครับ แต่ว่าจังหวัดอื่น อย่างเช่นจังหวัดที่กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ส.ส. ลดไป ๑ คน ซึ่งด้วยความเคารพจริง ๆ ผมก็หาตรรกะที่จะมาอธิบายไม่ได้ คือผมก็พยายาม ตามท่านประธานกรรมาธิการนะครับว่า สาเหตุที่ลดจํานวนลง ๒๕ ที่ เพราะจะทําให้ เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น ทําให้ซื้อเสียงยากขึ้น ผมก็พยายามจะตามตรรกะที่ท่านได้ว่า ว่าถ้าเขตใหญ่ขึ้นก็คงจะหาเสียงยากขึ้น จะซื้อเสียงก็ใช้เงินเยอะขึ้น ซึ่งผมยังไม่ได้ยอมรับ หรือว่าเห็นด้วยกับท่านนะครับว่า ปัจจุบันนี้การเลือกตั้งสามารถใช้การซื้อเสียงได้หรือไม่ ซึ่งโดยส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเชื่อครับว่า เพราะปัจจุบันนี้ประชาชนไม่ว่าจะภูมิภาคใดก็ตาม มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูง การที่จะมุ่งหวังว่าจะใช้กระบวนการแบบเดิม ๆ หรือกระบวนการซื้อเสียงนั้น ปัจจุบันนี้ไม่ได้ผลแล้วครับ ผมขออนุญาตให้ความเห็นครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามคิดตามที่ท่านว่านะครับว่าเขตใหญ่ซื้อยากขึ้น แต่ถามว่า จาก ๔๐๐ คนลดลงเหลือ ๓๗๕ คนหรือเทียบเป็นจํานวนประชากร เป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ จาก ๙๖ คน กลายเป็น ๑๐๐ คน หรือจาก ๑๐๐ คนเป็น ๑๐๖ คน หรือ ๑๐๗ คน จํานวนเพียงเล็กน้อยเท่านี้จะทําให้การซื้อเสียงยากขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อมีความแตกต่าง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีนัยสําคัญแต่ประการใด ถ้าหากว่าลดจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๒๐๐ คน ก็ยังพอฟังได้ แต่ถ้าหากว่าลดจาก ๔๐๐ คนเหลือ ๓๗๕ คน จํานวนที่ลดลง ไปคิดเป็น ๖ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยตรรกะก็ไม่สามารถที่จะรับได้ครับ ผมคิดว่า คนที่ใช้เหตุและใช้ผล ประชาชนทางบ้านก็คงทราบครับว่า ตรรกะอันนี้เป็นตรรกะที่ ไม่สามารถยอมรับกันได้ ๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีผลอะไรเลยครับ แต่ผลน่าจะเป็นผลเรื่อง ความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากกว่า ซึ่งผมไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นนะครับ เราควรที่จะทํากติกาที่เป็นสากลและ สามารถที่จะใช้กันได้เป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ควรจะทํากติกาใด ๆ ที่จะมีผลเฉพาะเรื่อง ชั่วคราว และในอนาคตก็มาปรับปรุงแก้ไขกันอีกเพื่อที่จะคงความได้เปรียบไว้ เป็นสิ่งซึ่งผม ด้วยความเคารพครับ ไม่อยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรที่จะ มีการมาฉีก หรือมีการมาแก้ไขตามอําเภอใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําใด ๆ ก็ตาม ควรจะ ประกอบไปด้วยหลักเหตุและผลที่สมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง ถ้าหากว่าทําการแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยอาศัยเหตุผลที่ชั่วครั้งชั่วคราวหรือความได้เปรียบเพียงเล็กน้อย ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นครับ อยากให้ท่านได้พิจารณาให้รอบคอบนะครับ ประโยชน์ ที่ได้ไม่มีครับ แต่ปัญหาจะเยอะเลยครับท่าน สมมุตินะครับ บางจังหวัดเคยมี ส.ส. อยู่ ๖ คน ถูกลดลงเหลือ ๕ คนนี่นะครับ การแบ่งเขตจะแบ่งเขตอย่างไรครับ จะมีบางตําบลหรือไม่ ที่จะต้องแบ่งตําบลนั้นเป็น ๒ ส่วน หรือหมู่บ้านบางหมู่บ้านที่ใหญ่จริง ๆ นี่นะครับ จะเกิด เหตุการณ์ไหมครับท่านประธาน จะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนหรือ ๓ ส่วน การเลือกตั้ง เกิดการลักลั่นกันเหมือนอย่างที่พบเห็นตอนที่แบ่งเป็น ๘ เขต เขตจังหวัด ๘ เขต เขตละ ๑๐ คน ส.ส. ระบบสัดส่วนนี่นะครับ ก็มีการแบ่ง จังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานไปอยู่ทางเหนือ บ้าง หรือไปภาคตะวันออกบ้าง ซึ่งไม่สามารถหาตรรกะอะไรมาสนับสนุนได้เลยครับ เรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อมีการเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ ๖ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ ผมเชื่อเลยครับว่า จะต้องมีบางตําบล จะต้องมีบางหมู่บ้านที่เกิดปัญหาที่ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรครับว่า ทําไมตําบลนั้นหรือหมู่บ้านนั้นจะต้องไปอยู่เขตหนึ่งของ ส.ส. อีกคนหนึ่ง ขณะที่ อีกหมู่บ้านหนึ่งต้องไปอยู่อีกเขตหนึ่ง เราจะทําให้เขตใหญ่ขึ้นเพียง ๖ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับ เพื่อที่จะให้เกิดเหตุการณ์ที่จะต้องแบ่งเขตกันใหม่ที่มีปัญหาต้องปวดหัวกันไปทั่วทั้งประเทศ อีกหรือครับ ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวนี้นะครับ น่าที่จะได้รับการทบทวนและพิจารณา อย่างรอบคอบ หลายเรื่องนี่นะครับ เป็นสิ่งที่ไม่บังควรเกิดขึ้นนะครับ เพราะว่า อย่างคราวที่แล้วนี่นะครับ ๘ เขต ๘ จังหวัดก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกอึดอัดใจกันมาเยอะแล้ว ถ้าหากว่าท่านประธานกรรมาธิการจะได้ทบทวนใหม่นะครับ ๖ เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้มีประโยชน์อะไรครับ แต่กลับจะมีโทษอีกมากมาย ขอให้ท่านได้โปรด พิจารณาทบทวนนะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านจิตต์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคงจําได้นะครับว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็มีประชาชน จํานวน ๑๕๐,๐๐๐ รายชื่อยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมก็ ๑ ใน ๓๐ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ แล้วก็ขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ได้เสนอร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมสู่สภาในวันนี้ ในมาตรา ๙๓ ซึ่งผมได้ยื่นขอแปรญัตติ ขอแก้ไขเพิ่มเติมไว้นั้น ก็คือในส่วนของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะรัฐมนตรี หรือว่าคณะกรรมาธิการได้ระบุจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๔๐๐ คน เป็น ๓๗๕ คน ส.ส. เขตนะครับ ส่วน ส.ส. แบบสัดส่วน ก็มีการยกเลิกจาก ๘๐ คน มาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ จํานวน ๑๒๕ คน จากเจตนารมณ์ดังกล่าวแล้วก็พิจารณาว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เสนอญัตติ ๓๗๕ คน บวก ๑๒๕ คน ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เสนอญัตติ ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คนก็ตาม ก็เท่ากับ ๕๐๐ พอดีเหมือนกัน แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือจากเขตใหญ่มาเป็นเขตเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นการ เลือกตั้งแบบสากลทั่วโลกใช้กันอยู่ ดังนั้นการเลือกตั้งจากเขตใหญ่ คือการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการเลือกตั้ง ๓ ส่วนด้วยกัน ก็คือบางจังหวัดมีเขตเดียวก็เลือกตั้ง ได้คนเดียวบางจังหวัดมีเขตเดียวก็เลือกตั้ง ส.ส. ได้ ๒ คน บางจังหวัดใหญ่หน่อยก็แบ่งเป็น ๓ คน เพราะฉะนั้นยกตัวอย่าง อย่างจังหวัดมุกดาหารมี ส.ส. ได้ ๒ คน ก็ถือว่าจังหวัด มุกดาหาร เป็นเขตเลือกตั้ง ๑ เขต มี ส.ส. ได้ ๒ คน ก็ถือว่าเป็นเขตใหญ่ เพราะฉะนั้น จากการที่ทางรัฐบาลได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาในคราวนี้โดยการลดจํานวน ส.ส. ลงนั้น ก็ถือว่ารัฐบาลคงจะได้ศึกษาข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ซึ่งก็เห็นว่าแม้ว่า ๔๐๐ คนนี้จะมีพื้นที่แคบลง แต่มีจํานวน ส.ส. มากขึ้นก็คือ ๔๐๐ คน ส่วนการลดจํานวนลง ๓๗๕ คน ก็ถือว่ามีพื้นที่มากขึ้น แต่จํานวน ส.ส. เขตลดจํานวนลง ผมเชื่อว่าการแบ่งเขตทั้ง ๒ อย่างนี้ประชาชนน่าจะไม่สับสน แต่ก็จะทําให้บุคคลที่ มีความประสงค์ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต คนก็จะมากขึ้น แต่จํานวน ส.ส. ที่ได้มานี้ก็น้อยลงหรือลดลง ก็จะทําให้เกิดการแข่งขันสูงมาก ส่วนในเรื่อง การที่สมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่าน รวมทั้งนักวิชาการหลาย ๆ คนตามที่ผมได้ไปศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมในส่วนต่าง ๆ จากการสัมมนาอบรมบ้าง ถือว่าคนไทยยอมรับแล้วว่า ประเทศไทยนี่จากการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการซื้อเสียง จะมีการขายสิทธิกัน ผมว่าคํา ๆ นี้ เลือกพูดได้ไหมครับ ทุกคนเลิกพูดได้แล้วเป็นการดูถูกดูแคลนประเทศชาติของตัวเอง เป็นการดูถูกดูแคลนประชาชนของตัวเองทั่วโลกเขาฟังดูแล้วเขารู้สึกเกิดความสับสน จากการศึกษาดูงานในต่างประเทศเขาถามว่าประเทศของท่านในการเลือกตั้ง ส.ส. ก็ดี ส.ว. ก็ดี หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดี มีการซื้อเสียง มีการแจกของอะไรหรือไม่ เขาบอกว่าแถวบ้าน ไอ (I) ไม่มี บ้านยู (You) มีด้วยหรือ เขาถาม เพราะฉะนั้นผมว่าหยุดพูดได้แล้วนะครับ สมาชิกรัฐสภา ผมขอวิงวอนทั้ง ส.ส. ทั้ง ส.ว. ในสภานี้ ๖๐๐ กว่าคนนี้ ต่อไปขอร้อง เลิกพูด ว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง วอนนักวิชาการในประเทศไทย ไม่ว่าจะจบดอกเตอร์จากไหนมา ก็ตาม จากนอกจากในมาก็ตาม ยกเลิกนะครับ เลิกพูดคําว่า การเลือกตั้งมีการซื้อสิทธิ ขายเสียงในประเทศไทย เป็นการทําลายภาพลักษณ์ของประเทศชาติของตัวเอง เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นการเยียวยา พี่น้องประชาชนทั้ง ๖๕ หรือ ๖๗ ล้านคน เป็นการเยียวยานักการเมืองที่อัดอั้นตันใจ จากการที่นักปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ทําการปฏิรูปเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ซึ่งทําให้หลายฝ่ายอึดอัดใจ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ถูกยกเลิก โดยกะทันหัน ไม่มีการประชุมของรัฐสภาในการแก้ไขและยกเลิกแต่อย่างใด ดังนั้นผมก็คิดว่า ตามที่ผมแปรญัตติไว้ ๔๐๐ บวก ๑๐๐ นี้ ความคิดของผมก็เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ แต่เนื่องจากว่าข้อดีก็มีอยู่ ข้อดีก็คือประชาชนในประเทศ ไทยของเรา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๔๕ ล้านคน ก็สามารถที่จะเลือกบุคคลที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองชอบ เลือกบุคคลที่ตัวเองสามารถที่จะพึ่งพาอาศัยได้ในเขตพื้นที่ของตนนะครับ อันนี้ก็เห็นว่า ๔๐๐ เขตก็ถือว่าพอสมควรตามฐานะหรือว่าตามเขตพื้นที่ของประเทศไทย จากจํานวน ประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวน ๑ คน ส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อ เมื่อเปรียบเทียบปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ จะเห็นว่าปี ๒๕๔๐ นี่มีการเลือกพรรคการเมือง คือประชาชนชอบพรรคไหนเขาก็จะใช้สิทธิเลือกพรรคนั้น ซึ่งถือว่าเป็นเบอร์พรรค จํานวน ๑๐๐ คน แต่ว่าในปี ๒๕๕๐ นี่ก็มาแบ่งเป็นแบบสัดส่วน ก็คือแบ่งเป็น ๘ เขต เขตละ ๑๐ คน เพราะฉะนั้นประชาชนก็เกิดความสับสนเช่นเดียวกันนะครับ และก็จากการที่สอบถาม ประชาชนในพื้นที่บอกว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อหรือ ส.ส. ระบบสัดส่วนนี่พี่น้องประชาชน เคยรู้จักไหม ใน ๑๑ จังหวัดตอนเหนือของภาคอีสานนี่ บอกว่า ส.ส. ระบบสัดส่วนน้อยคน ที่จะรู้จักจากพรรคเพื่อไทย ๗ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน แล้วก็พรรคเพื่อแผ่นดิน ๑ คน ที่เป็นจังหวัดบางคนก็รู้จักบางคนก็ไม่รู้จัก แต่ว่าก็เป็นส่วนดีที่ว่าพรรคการเมืองจะได้เข้มแข็ง ที่มี ส.ส. ระบบสัดส่วนหรือว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ในส่วนข้อดีของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙๓ ในวันนี้ ๓๗๕ คน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นเดียวกันนะครับ ผมเห็นอย่างนี้ครับ ที่ว่าเป็นเรื่องดีก็คือประชาชนในพื้นที่มีจํานวนประชากรมากกว่าเดิม ก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ คน อาจจะเป็น ๑๘๐,๐๐๐ คน ส.ส. ก็จะมีพื้นที่ออกไปพบปะเยี่ยมเยียน พี่น้องประชาชนได้มากกว่าเดิม อันนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์เช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งถือว่า เป็นเขตเล็ก แต่ว่าสําหรับบัญชีรายชื่อนี่มันก็ดีกว่ามาตรา ๙๓ ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เดิม สาเหตุที่ว่าดีก็คือหมายความว่า ในการเลือกตั้งเป็นเขต ๑๐ คนต่อ ๑ เขต กับการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่พี่น้องประชาชนชอบพรรคใดนี่ เขาก็จะได้ใช้สิทธิหรือว่ามี ส.ส. ในจํานวน พรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งนี่ ๑๒๕ คน ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองที่จะ ได้รับเลือกตั้งและก็ไม่มีจํานวน ๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนในอดีตในปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้น ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ในวันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ทั้ง ๒ ความคิดก็คือทั้ง ๔๐๐ บวก ๑๐๐ คน และทั้ง ๓๗๕ บวก ๑๒๕ คนด้วย เพราะฉะนั้นจากการที่หลาย ๆ ท่านได้ให้ ความคิดเห็นต่าง ๆ นานาขึ้นมานี่เขตเล็กเขตใหญ่ ผมว่าเขตเล็กหรือเขตใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถจะทําได้ การเลือกตั้งนี่ตั้งแต่ ๒๔๗๖ เป็นต้นมา ประชาชนทําได้ทั้งหมดเลยนะครับ ไม่มีข้อโต้แย้งหรือข้อโต้เถียงใด ๆ มีการเลือกตั้งเมื่อไร ประชาชนพร้อมที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ขออย่างเดียวว่าอย่าดูถูกพี่น้องประชาชนว่า ขายสิทธิ อย่าดูถูกพี่น้องประชาชนคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นผู้ซื้อสิทธิ ซึ่งจะเป็น การทําลายชื่อเสียงของประเทศชาติ ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย นี่ล่ะครับการที่พวกเรา ทั้งหลายคนไทยทั้งหลายดูถูกดูแคลนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดูถูกดูแคลนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงทําให้การเมืองอ่อนแอ ในเมื่อการเมืองอ่อนแอแล้วนี่ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย ของประเทศ ตํารวจ ทหาร คนที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาจําเป็น ที่จะต้องเข้าไประงับเหตุในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยที่มีการปฏิวัติ ที่มีการปฏิรูป เห็นด้วย ทําไมถึงเห็นด้วย เห็นด้วยเพราะว่านักการเมืองอ่อนแอ ดูถูกดูแคลน ซึ่งกันและกัน ต่อไปนี้หลังจากที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ แล้วนี่การเมืองตามที่คณะกรรมการยกร่างยืนยันว่าการที่แก้ไขจํานวนจาก ๔๐๐ คนลงมาเหลือ ๓๗๕ คน และการแก้ไขจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๘๐ คน มาเป็น ๑๒๕ คนจะทําให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง อันนี้ผมก็อยากจะคอยดูเหมือนกันนะครับว่าจะเข้มแข็งจริงหรือไม่ หลังจากเลือกตั้ง คราวหน้าผมก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แล้วก็ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทุกคน ให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าได้มีการเดินประท้วง อย่าได้มีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ ต่าง ๆ หรือว่าล้มล้างรัฐบาลอีกต่อไป การที่รัฐบาลได้รับเลือกตั้งมาแล้วก็ควรจะให้เขาได้ ทํางานอยู่จนครบทั้ง ๔ ปี พอหมดวาระแล้วก็ว่ากันใหม่นะครับ วันนี้ประเทศไทยของเราก็จะ ได้เจริญก้าวหน้า มีชื่อมีเสียง ลบภาพลักษณ์การซื้อเสียง ลบภาพลักษณ์การขายสิทธิ ของพี่น้องประชาชนต่อไปนะครับ อันนี้ผมก็วิงวอนเป็นอย่างยิ่งว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นนะครับในสภาก็ดี นอกสภาก็ดี ก็ขอให้ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านเฝ้าดูการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในคราวนี้จงเป็นไป ด้วยความเรียบร้อยนะครับ เพื่อเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ในการลงมติเช่นเดียวกันนะครับ ก็อย่าได้มีการถกเถียงหรือว่าขัดแย้งกันมากเกินไป ในภาพลักษณ์ที่พี่น้องประชาชนดู ในคราวนี้หรือว่าชาวโลกเขาดู เขามองว่าประเทศไทยขาดความรัก ขาดความสามัคคี ซึ่งกันและกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างต่อมามันสร้างความแตกแยกนะครับ เพราะฉะนั้น ความคิดเห็นที่แตกต่างในวันนี้ ที่ต่างคนต่างอภิปราย ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ก็ขอให้จบในวาระ ๒ หรือวาระ ๓ นะครับ อย่าให้มีประเด็นอีกต่อไป ผมอยากจะเห็น การเมืองของประเทศไทยนิ่ง เศรษฐกิจ สังคมก็จะดี ประเทศอื่นเขาก็จะยอมรับ ว่าประเทศไทยไม่มีโอกาสที่จะทําการปฏิวัติรัฐประหารหรือว่าทําการปฏิรูปอีกต่อไปนะครับ ก็อยากจะเห็นจริง ๆ ว่าประเทศไทยเข้าสู่ความสงบ การเมืองในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเขาบอกว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ในปัจจุบันนี้ประชาชน ชาวต่างประเทศหรือว่าคนไทยส่วนหนึ่งในประเทศเขาบอกว่าเป็นประชาธิปไตย ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเปรียบเทียบกับเงินบาทก็เท่ากับ ๓ สลึง เพราะฉะนั้น ๓ สลึงไม่เต็มบาท สักที ก็มีปัญหา เกิดความขัดแย้งกันอยู่ตลอดอย่างนี้ล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วย นะครับกับคณะกรรมาธิการที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากเขตใหญ่เป็นเขตเล็ก แม้ว่าจะ ๓๗๕ คน เป็น ส.ส. เขตก็ตาม ๑๒๕ คน เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อทั่วประเทศก็ตาม ปัจจุบันนี้ ประชาชนเลือกคนก็คือเลือก ส.ส. เขต ประชาชนเลือกพรรค ก็คือเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ นะครับ อันนี้ก็ขอให้ทุกฝ่ายได้มีความรักความสามัคคีกันแล้วก็ร่วมกันลงมติอย่าให้มีปัญหา เกิดขึ้นสภานะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ นะครับ อยู่ไหมครับ ไม่อยู่นะครับ ต่อไปท่านนฤมลครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉัน ก็นั่งฟังมาตั้งแต่เช้าก็ดีใจนะคะที่มีเพื่อนสมาชิกจํานวนมากทีเดียวที่มีความเห็นเหมือนกับ ดิฉัน แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เราไม่เห็นด้วยค่ะกับการที่จะมีการแบ่ง เขตเลือกตั้งให้มีจํานวน ส.ส. เขตลงไปที่ ๓๗๕ คน แล้วก็ที่อยู่ในบัญชีเลือกตั้งอีก ๑๒๕ คน เพราะเรามีความเชื่อจากการศึกษา จากการค้นคว้าและจากการที่ได้พยายามจะสอบถาม จากผู้คนในหลาย ๆ หลากวงการ เราไม่เห็นความเป็นเหตุเป็นผลในกระบวนการอธิบาย ที่บอกว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยให้มีการขยายเขตเพิ่มขึ้นอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วจะ สามารถแก้ปัญหาของการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตได้ เพื่อนสมาชิกบางท่านบอกไม่อยากให้พูด เรื่องของการซื้อเสียง ดิฉันก็ถนอมน้ําใจนะคะ จะบอกว่า การเลือกตั้งที่ไม่สุจริต มันไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควรค่ะ ถามว่าการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตนั้นมันจะเกิดขึ้นได้ จากเหตุผล หรือจะมีองค์ประกอบอะไรที่จะทําให้การเลือกตั้งนั้นสุจริตหรือไม่สุจริต ดิฉันคิดว่าประชาชนคนเลือกนั้นคือส่วนหนึ่งที่สําคัญ ถ้าคนเลือกมีจิตสํานึกที่ดี รับผิดชอบ ที่จะเลือกโดยสุจริตโดยความเชื่อมั่นก็จะไม่รับสินบาทคาดสินบนจากผู้คน จริง ๆ แล้ว ดิฉันเชื่อว่าผู้คนที่เขาไป ลงสมัครรับเลือกตั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครอยากเสียเงินหรอกค่ะ ที่เขากลัวการเลือกตั้งกันมากก็เพราะเขากลัวว่าจะต้องไปเสียเงินกันเยอะ ๆ นี่ค่ะ แต่ทําอย่างไรคะ นั่นละค่ะที่จะบอกว่าให้สํานึกของคนเข้มแข็ง และให้องค์กรตาม รัฐธรรมนูญซึ่งเราได้พยายามสร้างกันขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ จนถึงวันนี้ ให้ทํางานเข้มแข็ง กกต. นั่นแหละค่ะที่จะต้องมีการพัฒนาคุณภาพขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เป็น เครื่องมือในการกํากับการเลือกตั้งให้เป็นการเลือกตั้งที่มีคุณภาพ ให้เป็นการเลือกตั้ง ที่มีความสุจริตมากที่สุด ดิฉันคิดว่าการแบ่งเขตให้มีพื้นที่กว้างขึ้นอีกสักหน่อยหนึ่ง อย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกแล้วว่ามีจํานวนประชาชนเพิ่มอีก ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน ไม่ได้ช่วย หรอกค่ะ ถ้าสํานึกของคนส่วนใหญ่ในที่นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง และถ้าการทํางาน ของ กกต. ยังมีคุณภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และคิดว่าอันนี้คือเหตุผลข้อแรก
ข้อ ๒ ที่บอกว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจํานวน ส.ส. เขตแล้วจะทําให้ ระบบการเมืองเข้มแข็งขึ้น ดิฉันก็ไม่ได้เชื่อโดยสุจริตใจแท้จริงทั้งหมดเลยนะคะ จริงอยู่ ระบบพรรคการเมือง ระบบของการเลือกตั้งที่เป็นแบบผสม คือมีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และมีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อนั้น อาจจะช่วยส่งเสริมพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ได้คนที่มีคุณความรู้ มีประสบการณ์ มีความสามารถมาอยู่ในบัญชีรายชื่อ แต่ก็ไม่ได้แปลว่า มันจะพัฒนาระบบการเมืองได้
ท่านพีระเดชมีอะไรครับ ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประทานโทษ ท่าน ส.ว. นฤมลนะครับที่ท่านกําลังอภิปราย ผมเห็นว่าวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในเรื่องการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระที่ค่อนข้างสําคัญ และมีความสําคัญ เป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศชาติในวันต่อไปข้างหน้า จากที่ผมสํารวจดูด้วยสายตา ผมก็เกรงว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกวุฒิสภาจะไม่ได้มาฟังการอภิปราย ในเรื่องที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เท่าที่ควร ผมขออนุญาตท่านประธานรัฐสภา ขอเสนอ ให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม ขอผู้รับรองด้วยครับ
ให้ตรวจสอบองค์ประชุม นะครับ ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านจะให้ตรวจสอบนะครับ เชิญท่านครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด พิษณุโลก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าโดยส่วนตัวไม่ได้ขัดแย้งอะไรนะครับ แต่ข้อบังคับบอกว่าในระหว่างที่ประท้วง เสนอญัตติไม่ได้ ดังนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เพื่อนที่ขึ้นเสนอญัตตินี่เขามีการประท้วงขึ้นมาก่อน ต้องให้เขาเสร็จสิ้นการประท้วงไปแล้ว ค่อยยกมือ ค่อยเสนอญัตติอีกทีหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ท่านพีระเดช ตกลง ไม่ประท้วงนะครับ ถูกไหมครับ
ขออนุญาตครับท่านประธาน
เชิญท่านพีระเดชครับ ว่าอย่างไรครับเมื่อสักครู่นี้
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ประท้วงครับ เพียงแต่ผมค่อนข้างเป็นห่วงในเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวาระที่ผมคิดว่าค่อนข้างสําคัญ ก็เลยอยากให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม ไม่ใช่เป็นการประท้วงครับท่านประธาน
ไม่ใช่ เมื่อสักครู่นี้ท่านยกมือ เพื่อประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นผมวินิจฉัยแล้วว่าไม่ได้เป็นการประท้วงนะครับ ท่านนั่งลงได้นะครับ
(นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านว่ามาเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกนะครับ เพราะว่าการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง ขณะที่องค์ประชุม ผมดูด้วยสายตาก็ไม่ครบนะครับท่านประธาน ผมขอเสนอ ให้ท่านประธานได้ตรวจสอบองค์ประชุม ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ
ขอบคุณครับ
ท่านจะให้นับองค์ประชุม จริง ๆ ท่านสุรพงษ์ก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม กรุณาเข้ามาในห้องประชุมด้วยครับ เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ
ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านที่อยู่นอกห้องประชุม อยู่ที่ไหนก็ตาม ได้ยินเสียงนี้แล้ว โปรดกรุณาเข้าห้องประชุม เพื่อนับองค์ประชุม
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพนะครับ ขณะนี้มีผู้เสนอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม ฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม โปรดเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ แล้วก็โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ เมื่อเข้าใน ห้องประชุมแล้วนะครับ เพื่อจะได้ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกรัฐสภา ที่อยู่นอกห้องประชุม กรุณาเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วโปรดเสียบ บัตรแสดงตนด้วย ผมขออนุญาตพักการประชุม ๕ นาทีครับ ผมก็จะปฏิบัติตามเสียงโห่ ของท่านเพื่อให้ท่านพอใจ ไม่ต้องพักหรอกครับ เชิญเข้านั่งประจําที่เพื่อเสียบบัตรแสดงตน ครับ ก็เชิญประท้วงได้ครับ เชิญนั่งประจําที่ก่อนทุกท่านครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ ประท้วงอะไรก็ประท้วงมา ผมก็ฟังอยู่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ท่านประธานน่าจะควบคุมการประชุมได้ดีกว่านี้ ถ้าท่านจะให้รอเวลา เรารอได้ไม่เป็นอะไร แต่ต้องล้างใหม่ แล้วก็รอเวลา ๕ นาที ๑๐ นาทีไม่เป็นอะไร ท่านให้มันถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ
ถ้าท่านว่าอย่างนั้นก็ทําให้ถูกต้อง ช่วยล้างบัตรใหม่ครับ พอใจไหมครับ ให้ล้างบัตรใหม่ ล้าง แล้วก็ถอนบัตรออกแล้วก็ เสียบใหม่ครับ
ท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานนิดหนึ่งว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ปกครองประเทศของเรา ขอให้ท่านจริงจังกับเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ
ก็พยายามให้อภิปรายเต็มที่อยู่แล้วครับ ไม่ได้ไปปิดบังซ่อนเร้นตรงไหนครับ รัฐสภาก็มีการถ่ายทอด พี่น้องประชาชนประเทศไทย ทุกคนที่มีทีวีดูก็เห็นกันทุกคนว่าอะไรมันเป็นอะไรครับ
เสียบบัตรแสดงตนกันเรียบร้อยแล้ว นะครับ เสียบใหม่เมื่อกี้นี้นะครับ เรียบร้อยหรือยัง ยังมีคนเข้ามา กําลังมีคนวิ่งเข้ามา
(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ มีอะไรครับ
ท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อกี้ท่านประธานบอกว่าพัก ๕ นาที ก็มี ส.ส. ส.ว. ออกไปข้างนอก ท่านจะให้กดบัตร กรุณากดออดตามเข้ามาใหม่ค่ะ เพราะคิดว่าท่านพัก ๕ นาที ท่านเปลี่ยน กะทันหันคนก็ปรับตามท่านไม่ทัน เข้าห้องน้ํา จะได้ตามเข้ามาทัน
เดี๋ยวนี้มีแต่รุ่นกระเตาะทั้งนั้นครับ วิ่งเข้ามาเต็มที่แล้วนะครับ
ท่านกดอีกทีกันพลาดค่ะ ขาด ๑ คนเอง
เอา ผมจะตามใจสักนิดหน่อย อ้าว กด
ขอบคุณค่ะ
ก็เข้ามาหมดแล้วนะครับ เสียบบัตร แสดงตน เสียบบัตรแสดงตนให้เรียบร้อยนะครับ ท่าน ส.ว. เพิ่งมาใหม่ เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยแล้วนะครับ เรียบร้อยแล้ว ก็งดการแสดงตนแค่นี้ครับ ถ้าครบก็ประชุมต่อ ถ้าไม่ครบก็ปิดประชุมก็มีแค่นั้นเองครับ โปรดส่งผล มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๑ ท่าน ครบองค์ประชุม
ขอดําเนินการประชุมต่อครับ เชิญท่านนิรมลต่อเลยครับ
นฤมลค่ะ ท่านประธาน ขออภัยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ น้องพีระเดชแรงนะคะ เล่นแรงทีเดียวเลยค่ะ ก็ดีค่ะ ที่มีเพื่อนสมาชิกอยู่ในห้องเยอะ ๆ อบอุ่นดีค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตต่อเลยนะคะ เพราะว่า ก็นั่งฟังมาทั้งวันแล้ว ความเห็นก็คือว่าได้ขอแปรญัตติสงวนไว้ว่า ไม่ต้องการที่จะสนับสนุน ร่างของรัฐบาลคือ ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คนนะคะ ดิฉันเห็นว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผล ที่จะบอกว่าถ้าแบ่งเขตแบบนี้แล้วการทุจริตในการเลือกตั้งจะลดน้อยลง ดิฉันไม่เชื่อว่า แบ่งเขตแบบนี้แล้วระบบการเมืองจะแข็งแรงขึ้น ระบบของพรรคการเมืองบางพรรคการเมือง แข็งแรงขึ้นนั่นชัดเจน แต่ระบบของการเมืองทั้งระบบนั้นดิฉันไม่มั่นใจค่ะ เพราะข้อมูล ทางวิชาการก็ยังไม่มีอะไรที่ยืนยันอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นดิฉันจึงได้ไม่เห็นด้วยกับร่างของ กรรมาธิการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๓ นี้นะคะ
ในส่วนที่ดิฉันเสนอไว้ก็คืออยากเห็นว่าเรากลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะว่า ๑. ประชาชนนั้นจะไม่ถูกตัดสิทธิออกไป จากที่มีการเสนอให้ใช้เขต ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คน ประชาชน ๒๔ จังหวัด ๒๔ จังหวัดจะขาดสิทธิในการที่จะลงคะแนนเสียง เลือกตัวแทนหรือผู้แทนของเขา ดิฉันเรียนถามท่านประธานและเพื่อนสมาชิกค่ะ ได้โปรด รับฟังความเห็นว่าประชาชนเหล่านั้นทําความผิดอะไร ทําไมพวกเราถึงจะไปร่างกฎหมาย ซึ่งจะไปตัดสิทธิในการที่จะแสดงความเห็น ท่านเชื่อไหมคะดิฉันเชื่อโดยสนิทใจว่าเสียงโหวต หรือว่าการลงคะแนนเสียงของประชาชนนั้นมันเป็นโหวตซึ่งมีชีวิต มันมีชีวิตมากกว่า การโหวตของสมาชิกรัฐสภาของเราเสียอีกค่ะ ที่พูดอย่างนี้เพราะการโหวตของประชาชน ส่วนใหญ่แล้ว โหวตด้วยความเชื่อ โหวตด้วยความรัก โหวตด้วยความหวัง ในตัวคนที่เป็น ตัวแทนของเขา แต่ผู้คนที่อยู่ในสภาของเราแห่งนี้จะมีสักกี่คนที่โหวตด้วยความเชื่อ โหวตด้วยความรัก และโหวตด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง มากเหลือเกินค่ะ ที่โหวต เพราะว่าพรรคบอกให้โหวต เพราะเป็นมติของพรรค ซึ่งมันก็เป็นระบบของเรา คําถาม ของดิฉันก็คือว่า ประชาชนเหล่านั้นทําไมต้องถูกตัดสิทธิด้วย ไม่นับถึงความวุ่นวายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการจะต้องจัดเขตเลือกตั้งใหม่ ดิฉันจึงเห็นว่าไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดเขตเลือกตั้งแบบนั้น บางจังหวัดค่ะ ท่านประธานคะ มี ส.ส. อยู่ ๒ คน อาทิ เช่น จังหวัดนครนายก จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วก็จังหวัดทางภาคใต้อีกจังหวัดหนึ่ง เขาจะเหลือ ส.ส. เพียงคนเดียว ดิฉันถามว่าวันนี้ สภาพของการพัฒนาประชาชนในต่างจังหวัดของเรานั้นมันดีพอแล้วหรือคะ การทํางานของ ผู้แทนเองนั้นก็ยังไม่ใช่ว่าสมบูรณ์เต็มที่ ทุกวันนี้เลือกตั้งเข้ามาแล้วสามารถเดินกลับไปพบ พี่น้องในทุกหมู่บ้านได้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ค่ะ ตัวดิฉันเองเป็น ส.ว. ไม่มีพรรค เป็นมา ๓ ปี เดินทางไปพบพี่น้องของเราครบ ๒๐๐ หมู่บ้าน จาก ๙๐๐ หมู่บ้านก็นับว่าเก่งแล้ว ถือว่า ขยันแล้วค่ะ ถือว่าดีแล้ว มันไม่ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าไปตัดสิทธิของเขาเลยค่ะ ให้เขามี ผู้แทนของเขาในจํานวนที่เขาควรจะมี มันไม่ได้ช่วยหรอกค่ะให้ระบบการเมืองเข้มแข็ง หรือประชาชนเข้มแข็งขึ้นมาได้เลย นั่นคือเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันเสนอให้ใช้ ๔๐๐ : ๑๐๐
เหตุผลที่ ๒ ก็คือ กรรมการซึ่งเป็นผู้ที่เสนอแนวความคิดที่จะให้มีการแบ่งเขต เลือก ๓๗๕ : ๑๒๕ นั้น ก็เป็นเพียงกลุ่มคนไม่กี่คน ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อปี ๒๕๔๐ นั้น เรามี สสร. เรามีผู้คนซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้ามาจากจังหวัดทั่วประเทศ กลั่นกรองมาอย่างดี ทุ่มเทใช้เวลาทํางานอย่างทุ่มเทมาเป็นเวลานับปี จึงเกิดออกมาเป็นแนวคิดอันนั้น และวันนี้ ท่านบอกเอาคนไม่กี่คนเท่านั้น ดิฉันไม่ได้ว่านะคะว่าจะเป็นคนของใคร เป็นคนของใครใครก็รู้ เพียงแต่ว่าดิฉันอยากเห็นความเป็นธรรมในกติกาให้มากขึ้น การรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบนั้น การรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแข่งขัน มันไม่ได้สร้างความสงบได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าจะเริ่มแข่งขันกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะเริ่มต่อสู้กันอีกครั้งหนึ่ง ก็ขอให้กติกานั้น เป็นกติกาซึ่งค่อนข้างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับ ประชาชนส่วนใหญ่นั้นเข้าใจในระบบ ของการเลือกตั้งเขต ๔๐๐ กับ ๑๐๐ แล้วพอสมควร รัฐบาลที่ผ่านมาได้เสียเงินได้เสีย ทรัพยากร ทั้งบุคลากรแล้วก็งบประมาณจํานวนมากทําความเข้าใจกับประชาชน จนประชาชนเกิดความเข้าใจ ดิฉันไม่อยากใช้ถึงขนาดคําว่า คุ้นเคย เพราะมันก็แค่ไม่กี่ครั้ง ดิฉันบอกว่า ประชาชนเกิดความเข้าใจ และวันนี้เราบอกว่าเราจะใช้ ๓๗๕ เราจะใช้ ๑๒๕ เราจะต้องใช้อีกเท่าไรที่จะทําให้ประชาชนเข้าใจ ถามว่าประโยชน์มันได้อะไรขึ้นมามากมาย ถ้าพิสูจน์ยังไม่ได้ชัดเจนว่ามันสามารถทําให้การเลือกตั้งนั้นมันสะอาด ปราศจากการทุจริตได้ มันไม่ได้พัฒนาระบบพรรคการเมือง อันที่จริงแล้วระบบการเมืองหรือระบบพรรคการเมือง ถ้าจะต้องแก้กันจริง ๆ แล้ว มันไม่ต้องแก้ตรงนี้หรอกค่ะ ท่านไปแก้มาตรา ๒๓๗ นั่นค่ะ อย่ายุบพรรคเขาง่าย ๆ คนทําผิดก็ว่ากันไปฝ่ายบริหาร แต่อย่าไปยุบพรรคของเขาง่าย ๆ ระบบพรรคการเมืองมันก็จะเข้มแข็งขึ้นไปเอง อันนี้เป็นความเห็นของดิฉัน เพราะฉะนั้น ดิฉันก็ขอบอกว่าสําหรับมาตรา ๙๓ นั้น ดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง จึงขอให้เพื่อนสมาชิก ช่วยกันแสดงความรู้สึกออกมาในการให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบมาตรา ๙๔ เรื่องของเขตเลือกตั้ง ดิฉันเห็นว่าเขตเลือกตั้งเล็กนั้นเป็นประโยชน์หลายประเด็นทีเดียว ในเชิงของการตรวจสอบนั้น จากการเป็นสมาชิกรัฐสภา เราเห็นว่าการเดินทางไปทั้งจังหวัด เพื่อที่จะไปถามไปสอบไปดูประชาชนความเป็นอยู่ของเขาเป็นอย่างไร การบริหารราชการ เป็นอย่างไรทําได้ยากมากค่ะ อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ที่ดิฉันได้เรียนว่า ๓ ปีไปถึง ๒๐๐ หมู่บ้าน ก็เก่งแล้ว เมื่อเดือนเศษที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสขึ้นไปที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ดิฉันก็เพิ่งจะทราบ เหมือนกันว่าสถานีตรวจวัดอากาศไม่ได้อยู่ในเขตที่มันควรจะต้องได้รับการติดตั้งเอาไว้ ไปติดตั้งไว้ที่อําเภอเมือง แทนที่จะไปติดตั้งไว้ที่อําเภอบ้านโคกกับอําเภอน้ําปาด ซึ่งเป็นภูเขาสูง และอุณหภูมิต่ํากว่า ๑๕ องศาทุกวัน ปัจจุบันก็ยังอุณหภูมิต่ํากว่า ๑๕ องศา เป็นเขตภัยพิบัติ ได้สบาย แต่ประชาชนตรงนั้นไม่เคยได้มีโอกาสที่จะได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ โดยง่ายเลย เพราะว่าไม่มีเครื่องตรวจวัดอากาศที่จะมาคอยรายงานว่าอุณหภูมิ ๑๕ องศา ๓ วันต่อเนื่อง มันเป็นการยากจริง ๆ ค่ะ ในการที่จะลงไปดูไปตรวจไปสอบการทํางาน การบริหารราชการแผ่นดิน การมีผู้แทนของเขาอยู่ในเขตเลือกตั้งเล็ก ๆ นี้ ประชาชนก็ ตรวจสอบง่ายว่ามาก็เห็น มาก็ได้ยินนะคะ ไม่มาก็รู้ และเมื่อคนที่ไม่มีทุนทรัพย์ก็ยังมีโอกาส ในการที่จะลงแข่งขันในเขตเลือกตั้งเล็ก ๆ ถ้าพูดถึงเรื่องของการเงิน คนที่มีความพร้อมในเรื่องของความดี เป็นคนมีความสามารถ ก็แข่งขันสู้ได้ในเขตพื้นที่เลือกตั้งเขตเล็ก ๆ เพราะไม่ต้องแข่งกับกระแสเงินมาก ๆ ในการ ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการหาเสียง รณรงค์หาเสียง คนจน ๆ ค่ะท่านประธานคะ โอกาสจะ เลือกตั้งเข้ามาในเขตรวมใหญ่ ๆ นี่มันยากค่ะ เพราะว่าคนเลือกตั้งจะรู้ค่ะว่ามันมีค่าใช้จ่าย มากมายเหลือเกิน ค่ารถแห่ ค่าหัวคะแนน ค่าสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ นานานั้นมันเป็นปัจจัยที่ทําให้ คนดีแต่ไม่ดังและไม่ร่ํารวย ขาดโอกาสในการเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ดิฉัน เรียนค่ะว่าเขตเล็กเราตรวจสอบกันง่าย บางคนบอกว่าเขตเล็กนั้นแหล่ะซื้อเสียงง่าย ก็อย่างไรล่ะคะ กกต. ของท่าน กกต. ของเราอย่างไรคะที่ต้องทําหน้าที่แข็งแรง เพื่อที่จะให้ การเลือกตั้งนั้นปราศจากการทุจริต ดิฉันยังหวังใจค่ะว่าการเลือกตั้งเขตเล็กประชาชนจะได้ ประโยชน์ แล้วก็คงจะมีการสนับสนุนในส่วนนี้นะคะ สําหรับบัญชี ๑๐๐ คนใน ๑ พรรค มาตรา ๙๖ ก็คงไม่มีอะไร มันจะต้องสอดคล้องกับมาตรา ๙๓ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็ขออนุญาตอภิปรายเพียงเท่านี้เพื่อสนับสนุนการแปรญัตติของดิฉัน แล้วก็อยากจะขอเรียน เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะคะ ได้โปรดค่ะ ให้ความสนใจกับการแก้ไขในครั้งนี้ด้วยเถอะค่ะ แม้ว่ามันจะไม่ใช่การแก้ไขซึ่งอาจจะตรงกับความต้องการหรือความเป็นจริง แต่เราก็มีโอกาส ได้แก้ไขในครั้งนี้แล้ว ก็ให้เวลาแล้วก็พิจารณากันอย่างรอบคอบด้วยนะคะ เพราะสิ่งที่เรา จะตัดสินตรงนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่จะใช้ในการเลือกตั้งหรือการแข่งขันครั้งหน้า ดิฉัน อยากเห็นความเป็นธรรมเริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ ขอบพระคุณค่ะ สวัสดีค่ะ
ต่อไปเชิญท่านนิยม วรปัญญา นะครับ ท่านไม่อยู่นะครับ เชิญท่านพีรพันธุ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งหลัก ๆ ก็คือจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดผมก็อยากจะเรียนขอข้อมูล หรือขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปก่อนแล้วว่า ระบบ ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คน และมีสมาชิกจํานวนมากขอแปรญัตติเป็น ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน หรือบางท่าน อาจจะเป็น ๓๕๐ คน หรือบวกอย่างอื่นก็มีนะครับ เป็นหลาย ๆ สูตรอยู่ แต่ว่าสูตรที่น่าสนใจ มากที่สุดก็คือ ๓๗๕ คนจากเขตบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาล หลายพรรค ขอแปรเป็น ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน และล่าสุดวันที่ผมไปขอแปรญัตตินะครับ ก็มีโผล่มาอีก ๑ ราย เป็น ๔๐๐ คน บวก ๑๒๕ คน ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสําคัญมาก ในวันที่มีการลงมติกัน จากรายงานข่าวว่าคณะกรรมาธิการประชุมกันเครียด ๓ ชั่วโมง ยังหาข้อยุติไม่ได้ จึงต้องมี การลงมติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการทั้งหมด ๔๕ คน วันนั้นน่าจะขาดประชุมประมาณ ๑๐ ท่าน อาจจะมี ส.ว. ๑๑ ท่าน ส.ส. ๓๔ ท่าน ในนี้จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ๑๙ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน ๔ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๓ คน และ พรรคอื่น ๆ ผลการลงมติปรากฏว่าเป็น ๑๗ ต่อ ๑๗ ท่านประธานครับ น่าตื่นเต้นครับ ๑๗ : ๑๗ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ มันเสมอกัน สุดท้ายก็ต้องมีเสียงชี้ขาดจากประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ก่อนนั้นก็มี รายงานข่าวจากการประชุมบอกว่า ผู้แทนจากพรรคชาติไทยพัฒนาก็ขอร้องให้ท่านประธาน งดออกเสียง วันนั้นถ้าท่านประธานไม่บวกอีก ๑ เข้าไปฝั่ง ๓๗๕ เสียง มันเป็น ๑๗ : ๑๗ ผมก็เดาไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญจริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่คนทั้งประเทศกําลังให้ความสนใจ จะออกมาบอกว่าวันนี้รอยังไม่ลงมติได้ไหม รอให้อีก ๑๐ ท่านที่ขาดประชุมยืนยันว่าจะมาหรือไม่มา ถ้ามากันครบ ๔๕ คน ผมก็ไม่แน่ใจ เหมือนกันว่ามติจะออกเป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ หรือ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ นี่คือความสําคัญ ของเรื่อง และผมเองก็อยากจะแลกเปลี่ยนกับคณะกรรมาธิการ เพราะเหตุนี้ครับที่ผมพยายาม จะเข้าไปและผมขอแปรญัตติไว้ เมื่อมติมันออกมาอย่างนี้ หลายคนก็ถามผมบอกว่า ลองตรวจสอบดูสิ ท่านประธานคณะกรรมาธิการลงมติ ๒ ครั้งหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่า ท่านยืนยันว่าท่านลงครั้งเดียว เพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งเพื่อจะชี้ขาดให้เป็น ๑๘ : ๑๗ แต่นี่ครับ ระหว่าง ๑๘ : ๑๗ ก็คือ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ กับ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ มันก้ํากึ่งกันมากจริง ๆ นี่คือความสําคัญของเรื่องแรกที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบกันจริง ๆ ครับท่านประธาน หลังจากนั้นผมก็มาดูว่าที่มาของ ๓๗๕ มันมาจากไหน ก็ปรากฏว่าเป็นผลงานของการศึกษา ของคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีท่านอธิการบดีของนิด้า (NIDA) ท่านเป็นประธาน อาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ท่านก็ศึกษามา บังเอิญผมไปอ่านเอกสารที่มีการเปิด คณะนิติศาสตร์ที่นิด้าท่านประธานครับ แต่ก่อนนิด้าไม่มีแนวโน้มว่าจะเปิดคณะนิติศาสตร์ ที่นั่นเลย เพิ่งจะเปิดมา แล้วก็ท่านอธิการบดีของนิด้าก็ได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นไว้ รวมทั้งท่านที่จะเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ของนิด้าท่านแรกด้วย ก็ได้แสดงความคิดเห็นที่จะ มีการปฏิรูประบบรัฐสภาของไทยให้เป็นระบบคล้าย ๆ กับเป็นกึ่งรัฐสภา กึ่งประธานาธิบดี เท่านั้น ก็คือให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งบัญชีรายชื่อของพรรคที่ได้คะแนนเสียง มากที่สุด ไม่มีการยุบสภา ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ไม่มีครับ สภาก็อยู่ครบ ๔ ปี รัฐบาลก็อยู่ ครบ ๔ ปี เขาอ้างว่าเพื่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ผมก็เลยพยายามจะทําความเข้าใจว่า ท่านเหล่านี้ เอาความคิดเหล่านี้มาจากไหน บ้างก็ไปอ้างฝรั่งเศสบ้าง อ้างประเทศโน้น ประเทศนี้ แต่ว่าทั้งหมดนี้อ้างก็อ้างไปเถอะครับ แต่ว่าถ้ามีการศึกษากันจริง ๆ ผมก็ยังให้ ความสนใจว่าของประเทศไทยมันควรจะแก้ไขกันอย่างไร จะเป็นไปตามข้อเสนอนี้หรือไม่ เบื้องแรกที่อยากจะถามกรรมาธิการจริง ๆ ๓๗๕ เสียง กับ ๑๒๕ เสียง ท่านประธานครับ ท่านเห็นด้วยกับตัวเลขนี้หรือครับมันมีที่มาอย่างไร หลายคนถามนะครับ ผมก็ไปดูข้อมูลเดิม เมื่อรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่เรามีบัญชีเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน คราวนั้นมีความพยายามที่จะอธิบายบอกว่าจําเป็นต้องเอาระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาเพื่อ แก้ไขปัญหาการทุจริตของการเลือกตั้ง ผมก็ไปศึกษาเอกสารหลายอันที่มีการเสนอ โดยประธานรัฐสภาในขณะนั้น ดอกเตอร์อุกฤษ มงคลนาวิน นะครับ ท่านเสนออย่างนั้น จริง ๆ แต่ผมก็ไปพลิกดูตําราเรื่องทั้งหมด ผมก็เรียนว่าระบบเลือกตั้งที่เขาคิด ๆ กันขึ้นมานี้ ไม่มีประเทศไหนคิดระบบขึ้นมาเพื่อบอกว่าเพื่อป้องกันการทุจริตของการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการซื้อเสียง ไม่มีครับ มีแต่คิดระบบเลือกตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อจะให้คะแนน มันมีความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะถ้าเอาระบบเสียงข้างมากอย่างเดียว ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า เดอะ เฟิร์ส พาร์ท เดอะ โพสต์ (The First part the post) ก็คือเอาคนที่ ๑ เป็นผู้รับเลือกเป็น ส.ส. โดยคนที่เป็นที่ ๑ นั้นอาจจะไม่ได้เสียงข้างมาก อาจจะได้เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้รับเลือก ทําให้คะแนนที่เหลือ มันไม่ได้ถูกนํามาคิดเลย จึงได้มีการคิดระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเกิดขึ้น และหลายประเทศ ก็เลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน ผมก็จําได้ตอนนั้นหลายท่านเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นครึ่งต่อครึ่งแบบประเทศเยอรมันไหม หรือ ๓ ต่อ ๒ แบบประเทศญี่ปุ่นไหม สุดท้ายก็ตัดมาเป็น ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน ตัวเลขนี้ มันลอยมาจากไหน ผมเข้าใจว่าตอนนั้นพวกผมที่อยู่ในสภา หลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๑๑ รัฐสภาต้องอนุมัติอย่างเดียวแก้ไขอะไรไม่ได้ ตอนนั้นมี ส.ส. อยู่ ๓๖๓ คน ถ้าท่านแก้เป็นครึ่งต่อครึ่ง ก็เป็นว่า ส.ส. อยู่ในสภาจะหายไปกว่าครึ่งก็คงจะด้วยความวิตกว่า สภาตอนนั้นจะไม่อนุมัติรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็มีการออมชอมกัน ถ้าอย่างนั้นเพิ่มเป็น ๔๐๐ คน ก็แล้วกัน เมื่อตั้งตัวเลขไว้สูงสุดว่ามี ส.ส. อยู่ ๕๐๐ คน ก็เป็นที่มาของบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ตอนนั้นผมก็อยู่ในสภาด้วย พอเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขต เขตละ ๑ คน พวกผมที่อยู่ในสภา ได้กําไรเพิ่มขึ้น ทุกคนก็แฮปปี้ (Happy) ครับ อย่างน้อยก็คงจะไปหาเขตเลือกตั้งได้ ก็เกิดการวิ่งเต้นจากเขตเลือกตั้งกัน เพราะจาก ๓๖๓ คน เป็น ๔๐๐ เขต นี่คือที่มาของเรื่อง อย่างนี้ พอมาปี ๒๕๕๐ ท่านแก้อย่างไรครับ ก็แก้ว่าถ้าอย่างนั้นก็เอาก็ ๕๐๐ คนเหมือนเดิม ตกลงมี ส.ส. เขตอยู่ ๔๐๐ คน ส่วนบัญชีรายชื่อได้ ๑๐๐ คน มันก็ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ครั้นจะไม่แก้เลย เดี๋ยวก็เหมือนกับปี ๒๕๔๐ อีกแล้วที่มีการกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น มันไม่ดี ไม่เหมาะ ก็เลยแก้บัญชีรายชื่อจาก ๑๐๐ คน เหลือ ๘๐ คนเสียท่านประธานครับ แล้วก็ไปแบ่งจากทั้งประเทศเป็นเขตให้เป็นอีก ๘ เขตเลือกตั้ง เขตละ ๑๐ คน เป็นที่มาของ ๘๐ คน แล้วก็แบบบัญชีรายชื่อ นี่คือที่มาของมัน มาคราวนี้จะเป็น ๓๗๕ คน บวก ๑๒๕ คน ผมก็ถามว่ามาจากไหน เมื่อสักครู่ที่ฟังท่านที่เป็นกรรมาธิการอธิบายว่าได้ถามคณะผู้เสนอ แนวคิดนี้ ก็คืออาจารย์ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ และคณะกรรมการนะครับ ผมก็ได้ไป ศึกษาดูเหมือนกันมีคําอธิบายบอกว่าเรื่องที่มาจํานวนนี้ ก็มาจากแนวคิดบอกว่าเพื่อจะ พัฒนาสถาบันการเมืองให้พรรคการเมือง มีความเข้มแข็งขึ้น ให้ ส.ส. เขตไปดูประชาชน ส่วนบัญชีรายชื่อให้มาดูนโยบายของประเทศ ในตําราไม่มีคําอธิบายอย่างนี้เลยนะครับ ท่านไปยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ก็ยกแบบไม่ครบ แบบถูก ๆ ผิด ๆ ประเทศเยอรมัน ท่านประธานครับท่านก็รู้ หลังจากเลือกตั้ง สงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคนาซี (Nazi) มีบทบาทมาก ระบบเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมัน จึงเกิดขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียง ข้างมากเกินไปจนมีเกิดพรรคนาซีขึ้นมาใหม่ เขาจึงคิดระบบเลือกตั้งแบบนี้ขึ้นมา แล้วก็มี เนื่องจากประเทศเยอรมันเป็นแบบสหพันธ์เขาก็เลยไม่คิดเลือกตั้งแบบเขต เขตละ ๑ คน กับบัญชีรายชื่อ ซึ่งยึดเขตของรัฐเดิมเป็นแต่ละเขตไม่เหมือนกับของเรา แถมท่านประธานครับ ในการสมัครรับเลือกตั้งนั้นจะลงแบบบัญชีรายชื่อก็ได้ อยู่เขตก็ได้ หรืออยู่ทั้ง ๒ แบบก็ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมัน ท่านสมัครที่เขตเลือกตั้งของท่านด้วย ปรากฏว่าท่านตกในเขตเลือกตั้ง แต่ว่าท่านเองยังเป็น ส.ส. อยู่ เพราะบังเอิญท่านอยู่บัญชีรายชื่อ นี่คือระบบของประเทศเยอรมันที่เขาคิดกันขึ้นมาก็เพื่อป้องกันระบบพรรคไม่ให้เกิดพรรค แบบพรรคนาซีเกิดขึ้น ประเทศเยอรมัน และมันเป็นที่มาของระบบเลือกตั้งแบบของ ประเทศเยอรมัน ผมย้อนเป็นของประเทศญี่ปุ่น ก็มี ส.ส. เขต ๓๐๐ คน ระบบบัญชีรายชื่อ ประมาณเกือบ ๒๐๐ คน หรือ ๑๘๐ คน คิดอันนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อป้องกัน การผูกขาดของพรรคแอลดีพี (LDP) ซึ่งปกครองประเทศมาอยู่ตลอดพรรคเดียว ตั้งแต่เรามี สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา มีการทุจริตเยอะ แต่ว่าเมื่อเลือกตั้งพรรคนี้ก็ยังชนะอยู่ ก็เพราะระบบเลือกตั้งมันเลือกไปอย่างนั้น ประเทศญี่ปุ่นก็เลยนําระบบนี้เข้ามาเพื่อป้องกัน การผูกขาดของพรรค ส่วนของเราที่มีผู้เสนอแล้วบอกว่าคิด ส.ส. เขต ๓๗๕ คน กับบัญชี รายชื่อ ๑๒๕ คน อ้างว่า เพื่อเป็นไปตามมาตรฐาน ก็คือให้มี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๑ : ๓ หรือ ๑ ต่อ ๕ หรือ ๑ ต่อ ๔ ผมบอกเหตุผลจริง ๆ อันนี้มันไม่มีหรอกในตอนคิด ไม่มี ท่านมาอ้างเอาเองภายหลัง แต่จริง ๆ มันคืออะไรล่ะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่มันจริง ๆ ถ้าไปดูตามเหตุผลว่าเรื่องระบบของ การเลือกตั้ง แน่นอนระบบเลือกตั้งมันเป็นเรื่องของประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน แต่ถ้าระบบไหนมันเป็นเทคนิคของการหารัฐบาล ของการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าท่านอยากได้ รัฐบาลผสมก็ใช้ระบบสัดส่วน ถ้าท่านอยากได้รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีโอกาสเป็นรัฐบาล พรรคเดียวได้ก็ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนที่อังกฤษที่มันเกิดขึ้น เมื่อเลือกตั้งกันบ่อย ๆนก็พัฒนาไปนี่คือระบบที่มันเป็นอยู่ ส่วนของเรานี่นะครับ เอาระบบ ขึ้นมาผสมกันอย่างนี้อ้างว่าเพื่อจะป้องกันการซื้อเสียงซึ่งผมบอกมันไม่มี ประเทศนิวซีแลนด์ เขาก็คิดระบบสัดส่วนผสมเหมือนกัน ก็เพื่อให้คนส่วนน้อยได้มีโอกาสมีที่นั่งในสภาได้ ของประเทศไทยผมยังคิดเลยว่าถ้าเราเอาเป็นแบบเขตเลือกตั้งเขตละคนทั้งหมดทั้งประเทศ ยกเว้น ๓ จังหวัดภาคใต้ยังใช้ระบบสัดส่วนก็เพื่อให้พี่น้องชาวมุสลิมที่นั่นได้มีโอกาสเข้ามานั่ง ในสภาของเขาได้ นี่ก็เป็นระบบที่เราคิดกันที่มันอาจจะน่าเหมาะสมสําหรับประเทศไทย ดังนั้นผมก็พยายามจะทําความเข้าใจว่าตัวเลขที่ท่านเอามาเอามาจากไหน อย่าลืมนะครับ ท่านประธานเปลี่ยนระบบเลือกตั้งยังต้องย้อนไปดูระบบวิธีคิดคะแนนด้วย ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทําไมเราคิดคะแนนขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเคยถามกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็บอกว่าเอามาจากเยอรมันแล้วถามต่อว่าแล้วรู้ไหมทําไมเยอรมันเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาคิดคะแนนขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์พรรคไหนไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ให้มีคะแนนบัญชีรายชื่อ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้มีพรรคเล็กจํานวนมากเกิดขึ้น ของเรานะครับพอเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ เอา ๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนกันพอมาคิดคะแนนบัญชีรายชื่อแล้วปรากฏว่าพรรคเล็ก ๆ นี่เสียเปรียบมาก รวมพรรคเล็ก ๆ หลายพรรครวมกันแล้วคิดเป็นคะแนนได้ถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ส.ส. ๑๓ คน เราเห็นว่าระบบอย่างนี้มันไม่เป็นธรรม พอมาปี ๒๕๕๐ บอกขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่เอานะครับ เอาคิดคะแนนมาหารกันหมดแล้วก็บอกว่ามันเป็นธรรมดี เพราะทุกคะแนนจะถูกนํามาคิดเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ เอาละครับไม่เป็นไรผมก็เข้าใจได้ว่า มันเป็นอย่างนั้นนะครับ แต่พอมาคราวนี้ท่านมาเพิ่มหรือท่านมาลด ส.ส. เขต จาก ๔๐๐ เหลือ ๓๗๕ ถามว่าทําไมถึงลด ท่านก็มองว่า เพราะว่าในแต่ละพื้นที่มีท้องถิ่นอยู่แล้ว มี อบจ. อยู่แล้ว มี อบต. อยู่แล้ว ส.ส. ไม่จําเป็นต้องมาดูแลถึงขนาดนั้น ผมก็บอกว่าพูดมันพูดได้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างนั้น ทุกวันนี้เหมือนที่หลายท่านได้พูด ไปแล้วว่า ส.ส. นั้น ยังเป็นคนประชาชนหวังจะพึ่งพาอยู่เสมอ ผมเคยบอกพี่น้องผมที่จังหวัดยโสธร บอกคุณมีนายก อบจ. อยู่มีนายก อบต. อยู่ ทําไมไม่เชิญท่านเหล่านั้นไปเป็นประธานงานให้ ไม่หรอกครับ เขารู้สึกว่าถ้าเชิญ ส.ส. ไปเขาจะได้รับเกียรติมากกว่า นี่คือความผูกพัน และเมื่อท่านไปลดลงอย่างนี้นะครับ ความคุ้นเคยที่เขามีอยู่มันก็จะหายไป เมื่อลดลงไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาคืออะไรครับ สมมุติเอา ๑๗๕ คน ภาคที่กระเทือนมากที่สุดคือภาคอีสาน กับภาคเหนือหายไป ๑๘ คนครับ ถ้าผมจําตัวเลขไม่ผิด ก็คือจะมีการแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่จังหวัดตากของท่านประธานลดบ้างหรือเปล่าครับ หรือเพิ่ม ถ้ามีการลด ไปแบ่งเขตกันใหม่ จะแบ่งเขตอย่างไรอันนี้วิ่งกันอีกแล้ว ผมเองขณะนี้ก็ถามที่ กกต. จังหวัด คุณเตรียมแบ่งเขตอย่างไร ประชาชนก็ถามเหมือนกัน จะแบ่งเขตอย่างไร นี่คือจะเป็นที่มา ของการเอาเปรียบกันอีกแล้ว จะมีการแบ่งเขตกันใหม่เพราะจํานวน ส.ส. มันลดลง ต่อไปครับ ไปเพิ่มบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คนที่มีอยู่เป็น ๑๒๕ คน เพื่ออะไรครับ อ้างว่า เพื่อให้มี ส.ส. ที่จะดูแลนโยบายของประเทศ ไม่จําเป็นต้องไปดูแลพื้นที่ของประชาชนให้มีมากขึ้น ก็คือ อย่างน้อยถ้าเทียบดูแล้วนะครับ จาก ๘๐ คนลดเสีย ๒๕ คนทางโน้น เท่ากับว่าบัญชีรายชื่อ จะเพิ่มมาอีกถึง ๔๕ คน แล้วคิดคะแนนอย่างไรครับท่านประธานครับ เมื่อท่านเพิ่มสัดส่วนขึ้นมา คณะกรรมาธิการก็ดี ผู้เสนอแบบนี้ก็ดี ไม่ได้คิดตามไปด้วยว่า แล้วจะคิดคะแนนอย่างไร เพราะมันเพิ่มขึ้นมาอีกมาก ตั้ง ๔๕ คน จาก ๘๐ คนนะครับ ทําไมไม่ลองไปคิดดูคะแนนขั้นต่ําบ้าง ไม่ได้คิดครับ ถ้า ๕ เปอร์เซ็นต์มันสูงไป ทําไมไม่เอาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เพื่ออะไรครับ เพื่อป้องกันไม่ให้มี พรรคเล็ก ๆ เกิดขึ้นมากผมเดาได้เลยครับจาก ๑๒๕ คน ระบบบัญชีรายชื่อ ผมบอก พรรคพวกหลายคนแล้วไปตั้งพรรคใหม่กันเถอะ พรรคครูก้าวหน้า เกษตรกรก้าวหน้า แล้วท่านคํานวณดูก็ได้ ๑๒๕ คน จะต้องมีคะแนนขั้นต่ํา ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ประมาณเท่าไร ผมคิดว่าประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ คนก็จะได้ ส.ส. ไป ๑ คนแล้ว จากระบบแบบนี้ครับ มีระบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน และท่านไม่คิดเรื่องวิธีคิด คะแนนเลยเอาเหมือนเดิม ผลการเลือกตั้งแบบนี้ผมเชื่อว่าจะมีพรรคเล็กไม่น้อยกว่า ๑๐ พรรคที่จะได้รับคะแนน ระบบบัญชีรายชื่อ พอถึงวันนั้นก็จะมีพวกมีบารมีทั้งหลายจะเรียกพรรคเล็ก ๆ เหล่านี้ มาเคาะหรือมาให้ผลประโยชน์ เสนอผลประโยชน์ แล้วก็บอกว่าถึงแม้พรรคเพื่อไทยได้ ท่านอย่ามารวมกับเขาเพื่อตั้งรัฐบาลนะ ไปรวมกับอีกฝั่งหนึ่ง มันจะเกิดอย่างนั้น ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าระบบวิธีคิดคะแนนมันจะนําไปสู่จุดนี้ แล้วทําไมพวกท่านไม่ได้สนใจ ที่จะฟังเรื่องเหล่านี้เลย ไม่มี ผมคิดว่านี่คือความไม่รอบคอบ ไม่คิดให้มันรอบด้าน ว่าถ้าเปลี่ยนจาก ๓๗๕ คน อ้างเพียงว่าให้เขตเลือกตั้งมันใหญ่ขึ้น ให้ ส.ส. ยังมีเขตละคน ยังมีเขตอยู่ แต่เขตมันใหญ่ขึ้น แล้วก็เพิ่มสัดส่วนเกิดขึ้นเพื่อให้มีคนที่มาดูแลนโยบายของชาติ มากขึ้น แต่ผลการคิดคะแนนมันจะนําไปสู่จุดนี้ และมันจะนําไปสู่การตั้งรัฐบาล มีหลายพรรคเกิดมากขึ้น ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะตามมาครับ ท่านประธาน นี่ผมเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ได้แน่นอนนะครับ ผมไปดูเหตุผลจริง ๆ พยายามที่จะไปดู จากหลาย ๆ ฉบับ มีผู้แสดงความคิดเห็นในเอกสารที่เขามีการวิเคราะห์กันในหลายเรื่อง นะครับ ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จริง ๆ อยากจะแก้ไหม คํานวณแบบนี้ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ จําได้ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ในที่นี้บอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แบ่งเขต เรียงเบอร์อย่างนี้เป็นความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกับนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ทําหนังสือไปถึงคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญขอเป็นเขตอย่างนี้ได้ไหม ไม่เอาเขตละคน แล้ว เป็นเขตอย่างนี้แหละ เพราะเชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะเปิดโอกาสให้ พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาส ที่จะได้คะแนนมากขึ้น แล้วก็มีโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลแข่งกับ พรรคพลังประชาชนได้ในขณะนั้นหรือพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น และผลออกมามันก็เป็น อย่างนั้นจริง ๆ ครับ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วผมก็คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ จากที่ดูเอกสาร หรือแม้กับคําพูดความคิดเห็นของผู้นําของพรรคบางท่าน เขาก็บอกว่า ที่มีการแก้ก็เพราะว่า ตอนที่พรรคเล็ก ๆ หรือพวกผมบางส่วนออกไปจากพรรคพลังประชาชนไปร่วมกันจัดตั้ง รัฐบาลมีการสัญญากันบอกว่าจะขอแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เพราะพรรคเล็กสู้แบบเขตใหญ่ ไม่ไหว ขอเป็นเขตละ ๑ คน เรื่องก็มีอยู่แค่นี้ล่ะครับ ตั้งแก้เรื่องนี้เพื่อจะเอาใจกับพรรค เพราะได้สัญญากันไว้แล้ว เหตุผลก็มีอยู่เท่านี้ แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็คงคิดกันต่อไป ถามว่าจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบไหนจึงจะได้เปรียบมากที่สุด สูตรนี้ครับ สูตร ๓๗๕ บวก ๑๒๕ นี่ครับ ไปลด ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือ ภาคอีสานเป็นหลัก ไปเพิ่มสัดส่วนขึ้นมาอีก และคิดคะแนนแบบนี้ก็คือชิงความได้เปรียบ โดยหวังว่าหลังการเลือกตั้งคราวหน้า ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะชนะมาเป็นที่ ๑ แต่ไม่ได้เสียงข้างมาก เพราะระบบการเลือกตั้งแบบนี้ มันจะนําไปสู่จุดนั้น หลายฉบับเขาจึงวิเคราะห์บอกว่าการเลือกตั้งสูตร ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ก็เพื่อประชาธิปัตย์มีแต่เจี๊ยะ ไม่มีเจ๊า หรือไม่บางฉบับก็บอกว่าแก้ไปเพื่อจะเอาเปรียบ ทั้งขึ้นทั้งล่อง เมื่อกี้มีคนมากระซิบบอกผม คือพวกเราระหว่างการพิจารณากันนี่หลายคนก็บอกว่า ตกลง ๔๐๐ คนกับ ๑๐๐ คน กับ ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน จะเอาอย่างไรกันแน่ วันสองวัน ก่อนมานี่ผมก็ดีใจนะครับที่ทางพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันขันแข็งบอกอย่างไรก็ ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ๔๐๐ กับบวก ๑๐๐ เมื่อกี้นี้มีคนมากระซิบข้าง ๆ ผมบอกว่ากําลังคุยกันอยู่ดูเหมือนสูตร ของรัฐบาล ๓๗๕ กําลังมาแรง ถามว่าทําไมครับ เหตุผลมันคืออะไร ก็ไหนลุกขึ้นมาพูดกัน อย่างชัดเจนว่าการแก้อย่างนี้ ๓๗๕ บวก ๑๒๕ เหตุผลทางวิชาการมันก็อธิบายแทบจะไม่ได้ แต่ว่าเหตุผลในทางเทคนิคคงเป็นอย่างที่ผมพูดนี่แหละเป็นวิธีเดียว ที่จะช่วงชิงกันได้เปรียบ กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งในคราวหน้า แล้วก็คิดว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็จะทําให้ พวกท่านได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกในคราวหน้า เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ กันแบบนี้นะครับ ถามว่าใครได้ประโยชน์ ผมจําคําพูดของท่านนายกรัฐมนตรีได้ ในการอภิปรายทั่วไปหลังจากเหตุการณ์วิกฤติจากการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ท่านก็พูดว่า ถ้าคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นทางออกของประเทศก็ให้พวกเราไปช่วย คิดกันมาแล้วท่านก็จะเห็นด้วย ก็มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อการปฏิรูป การเมืองที่มีท่านดิเรก ถึงฝั่ง พวกเราก็ไปช่วยกันคิดแล้วก็เสนอให้มีการแก้ไขถึง ๖ ข้อ บอกแก้แค่นี้ก่อน แล้วก็เมื่อมีสภามาใหม่แล้วก็ให้สภาใหม่นั้นไปแก้ทั้งฉบับเกิดขึ้น เสร็จแล้ว ผมก็นึกว่ามันจะเดินหน้าไปตามนี้ ไม่หรอกครับ ก็มีการยื้อกันไปยื้อกันมาว่าเดี๋ยวจะทํา ประชามติอะไรต่ออะไรบ้าง สุดท้ายท่านก็ไปตั้งคณะกรรมการอย่างนี้ขึ้นมา แล้วบอกว่า เอาแค่ ๒ ข้อนี้คือแก้เพียงระบบเลือกตั้งกับมาตรา ๑๙๐ ผมก็ถามว่า แล้วไหนบอกว่า จะแก้เพื่อความปรองดอง ไหนล่ะจะแก้เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เปลี่ยนแค่ ระบบเลือกตั้งจาก ๔๐๐ คนกับ ๘๐ คน มาเป็น ๓๗๕ บวก ๑๒๕ มันทําให้ประชาธิปไตย มันดีขึ้นตรงนี้ ไม่มีหรอกครับ มีเพียงแต่ทําให้พรรคการเมืองได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่านั้น คิดคะแนนแบบนี้ก็เพื่ออะไร ก็เพื่อลดความโอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นรัฐบาลครั้งหน้า ลดลงเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า การแก้ไขอย่างนี้ประชาชน แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขแบบนี้ ที่ผมขอแปรญัตติไว้ให้เป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นี่ก็หวังว่าจะกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไปสู่ในตอนนั้นซึ่งเป็นระบบ ที่ประชาชนเองก็คุ้นเคยกันอยู่แล้วรู้อยู่แล้วว่าควรจะเลือกตั้งกันอย่างไร ถ้าปล่อยให้มี การเลือกตั้งกันอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการยึดอํานาจ ผมต้องเชื่อว่าที่สุดประชาชน ก็สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่าควรจะเลือกตั้งกันอย่างไรท่านประธานครับ ประเทศของเรา มันผ่านอะไรมาหลายครั้งมาก เรามีปฏิวัติรัฐประหารถึง ๑๔ ครั้ง รัฐธรรมนูญก็ ๑๘ ฉบับ แล้วความไม่มั่นคงของทางการเมืองความไม่ต่อเนื่องของรัฐสภาเป็นผลที่ทําให้พรรคการเมือง มันมีปัญหาอย่างนี้ แต่ถ้าทหารไม่มายึดอํานาจ ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อให้การเมือง แก้ไขด้วยการเมือง ให้มีการเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าที่สุดแล้วพรรคเมืองก็จะมี ความเข้มแข็ง แต่ผมขอย้ําอีกทีว่าระบบเลือกตั้งมันไม่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของ พรรคการเมือง เพียงแต่ว่าเขาคิดสูตรไหนเท่านั้นเองจึงจะได้รัฐบาลที่เป็นรัฐบาล ถ้าเป็น ระบบเสียงข้างมาก เขตเดียวคนเดียวจะนําไปสู่การมีรัฐบาลพรรคเดียวได้มากขึ้น แต่ถ้าเป็น ระบบผสมมันก็จะเป็นรัฐบาลผสมอย่างนี้ก็เท่านั้นสูตรในการคิดนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อดู จากเหตุผลทั้งหมดแล้ว ผมก็ไม่เห็นว่า ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน มันจะดีขึ้นตรงไหน ผมจึง ไม่เห็นด้วย ขอย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มี ความเหมาะสม มีรัฐบาลที่เข้มแข็งสามารถที่จะบริหารประเทศต่อไปได้ ผมจึงขอแปรญัตติ เป็นแก้เป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ครับท่านประธาน
เชิญท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ผมเป็นผู้เสนอขอแปรญัตติ แล้วหลายประการ ผมเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วก็มีความคิดเหมือนกับ ผมในเรื่องหลายเรื่อง ก็คือว่าผมเองนั้นขอแปรญัตติในเรื่องของการให้เป็นเขตแบบเดิม แล้วก็ ๔๐๐ คนบวก ๑๐๐ คน เหตุผล ทําไมเป็นเขตแบบเดิม ไม่เขตเดียวเบอร์เดียว กราบเรียนท่านประธานว่าที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับการทําหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น มันไม่สอดคล้องกัน ท่านต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ณ วันนี้หลายคน พูดกันว่าในเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเดียวเบอร์เดียว เรื่องซื้อเสียงหรือไม่ซื้อเสียงอะไรก็ตาม ผมกราบเรียนว่ามันเป็นการบีบบังคับประชาชน เกินไป และบางคนบางท่าน ส.ส. บางท่านก็ทํางานได้เฉพาะเขตพื้นที่ของตัวเองจะทํางาน ในภาพรวมของจังหวัดนั้นไม่ได้เลย เพราะว่าจะกลายเป็นการข้ามเขต ในความรู้สึกของผมนั้น ผมเห็นว่าเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นทํางานเล็กเกินไป ทั้ง ๆ ที่อํานาจหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือผู้แทนปวงชนชาวไทย อันนั้นก็ยังเป็นเรื่องไม่สําคัญ แต่ในกรณี ของ ๔๐๐ คนบวก ๑๐๐ คน หรือ ๓๗๕ คนกับ ๑๒๕ คน ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้ฟังจากสื่อมวลชนจากพี่น้อง จากหลาย ๆ ท่านพูด และก็ในปัจจุบันนี้แม้แต่ การปกครองท้องถิ่นก็ตาม ประเทศไทยเราจะอ้างคําว่า เยอรมัน ตลอด ผมกราบเรียนว่า เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้ว ผมก็จะเสริมสักนิดหนึ่งว่าประเทศเยอรมันนั้นรวมด้วย การกลัวนาซี กลัวพรรคนาซี ของเขา ๑ ต่อ ๑ นั้น ส.ว. เขาไม่มีวาระการดํารงตําแหน่งด้วย และสิ่งที่สําคัญพรรคการเมืองเขาใช้ระบบตั้งแต่ท้องถิ่นขึ้นมาเป็นตัวคานอํานาจ พรรคการเมือง ผมเรียนว่าอํานาจของพรรคการเมืองวันนี้ยังไม่ดีอีกหรือ ณ วันนี้ ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับ ๑๒๕ คน แต่ก็ด้วย พรรคการเมืองเช่นกัน บางคนวันนี้ลงมตินั้นกําลังเดินเข้าสู่ตะแลงแกงเลยก็ว่าได้ ตัวเองอาจจะต้องหายไปจากหน่วยเลือกตั้ง ยังต้องทําเลยครับ และอย่างนี้ยังไม่เข้มแข็งหรือ ผมเรียนว่าทําไมผมถึงไม่เห็นด้วย เพราะกรณี ๑๒๕ ท่านซึ่งมาจากระบบบัญชีรายชื่อนั้น มันเท่ากับ ๑ ใน ๔ แต่ถ้าเราไปรวม ๒ สภา ๖๕๐ ก็จะมี สรรหาอีก ๗๔ ท่าน กราบเรียนว่า เวลาลงมติในวันข้างหน้าผลประโยชน์ของประชาชนกับผลประโยชน์ของนายทุนหรือจะเป็น ผลประโยชน์ที่ต่างกันในระหว่างของพรรคการเมืองกับผู้แทนราษฎรในเขตในพื้นที่ มันจะเกิดปัญหาทันที ตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขที่มีปัญหา ถ้าไปรวม ๒ สภาก็เท่ากับ ๑ ใน ๓ ๑ กว่า ๆ นะครับ เรียนว่านี่คือปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ บอกก็คือว่าที่ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากแม้แต่ในการลงมติคราวนี้ ผมเองก็ให้เกียรติกับผู้ที่ มีเสียงข้างมาก ผมเองก็ของดออกเสียงในวาระ ๒ เพราะว่าอะไรครับท่าน เพราะว่าวันนี้ เราต้องยอมรับความจริงอยู่ว่าเราเป็นผู้เล่น วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเอง ถ้าถามว่า ผมยอมรับไหม ผมก็บอกว่าผมอาจจะไม่ชอบแต่ผมต้องยอมรับ เพราะถ้าผมไม่ยอมรับ ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผมคงไม่มาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ในเมื่อเราไม่ชอบกติกาเขาก็อย่าลงมา ผมถือว่าผมก็ต้องลงมา แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้นเราคือนักกีฬา วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาต้องแก้มากมายในหลายประเด็น ในหลายเรื่อง แต่เราในฐานะนักมวย เรากลับไปแก้กติกา แต่เราไม่แก้หน้าที่ของเรา มีหลายประเด็นในการทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเกิดปัญหา หลายประการ ทุกท่านทราบกันอยู่ในหัวใจดี แต่เราไม่แก้ เราไปจงใจแก้กติกาที่เราจะต้องเป็นนักมวย แล้วไปแก้กติกา เราเคยถามพี่น้องประชาชนบ้างไหม ผู้ที่จะใช้นักมวยดูนักมวย เรากลับไป ถามเขาไหม แล้วถ้าเกิดวันข้างหน้านักมวยคนใดคนหนึ่งก็อยากจะต่อยในกติกาใหม่ ก็แก้กติกาอย่างนั้นหรือ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าการแก้ครั้งนี้จะได้ประโยชน์จากผู้ใดนั้น ผมเชื่อว่าหลายท่าน ก็ทราบกันดีอยู่ ก็ไม่ว่ากัน ในเมื่อสามารถทําได้ แต่กฎกติกามารยาทในฐานะนักมวยท่านแก้ กติกาเพื่อตัวเอง แต่ไม่แก้เรื่องหน้าที่ที่มีปัญหาอยู่ ที่มีปัญหาอยู่ ในทางการปฏิบัติ แล้ววันข้างหน้าตัวเลข ๑๒๕ คนกับ ๓๗๕ คน จะเกิดปัญหา ผมขออนุญาตใช้คําว่า จะเป็น ประชาธิปไตยฉบับนายทุน เพราะถึงเวลาปุ๊บ คนที่พรรคกําหนดจะมีเสียงมากกว่า ผู้แทนเขต จะมีปัญหา ถ้าเกิดมีการจะต้องตัดสินใจในเรื่องของผลประโยชน์ ผู้แทนราษฎรเรานะครับ ในสภาในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ครบครับ แต่จากบัญชีรายชื่อนั้นมาครบตั้งแต่ครั้งแรก ผู้แทนราษฎรจะต้องโดนเรื่องใบเหลือง ไหนจะต้องโดนเรื่องใบแดง มีการเลือกตั้งใหม่ ช่วงเปิดสภาใหม่ ๆ นั้นก็มีปัญหาแล้ว ในรัฐธรรมนูญก็เคยมีปัญหากันมาแล้วเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าวันนี้ผมถือว่าเรากําลังเดินเข้าสู่เส้นทางที่ผิด ผมไม่อยากเห็นการแก้ รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของใคร แต่ผมอยากเห็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อบ้านเมืองนี้ และที่สําคัญตัวเลขเป็นเรื่องมีปัญหาครับ ไม่ใช่ไม่มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน วันหนึ่ง ถ้าเกิดมีผลกระทบในเรื่องของตัวเลข ถือว่า ๑๒๕ คนมาจากคณาธิปไตยเหมือนกัน เพราะแต่งตั้งโดยบุคคล วันนี้ต้องยอมรับสิ่งที่เราจะต้องทําความเข้าใจกับพี่น้องกับประชาชน พี่น้องประชาชนยังไม่เข้าใจว่าระบบบัญชีรายชื่อคืออะไร ทําให้พรรคเข้มแข็งตรงไหน จริง ๆ แล้วระบบบัญชีรายชื่อนั้นมาจากการขาดแคลนสาขาวิชาก็ได้ ถ้าจะพูดกันทาง เชิงวิชาการ ก็คือผู้แทนราษฎรอาจจะไม่มีความสามารถหรือว่าไม่มีคนที่มีความรู้ ความสามารถในเรื่องการต่างประเทศ ในเรื่องการคลัง ลงมาสมัครผู้แทนราษฎร ก็มีระบบ บัญชีรายชื่อ และขออนุญาตยกตัวอย่างที่พูดกันถึงญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนั้น แอลพีดีนั้นเป็นพรรคเดียว เขาจึงมีการคานอํานาจระหว่างผู้แทนเขตกับผู้แทนบัญชีรายชื่อ เช่นเดียวกับเยอรมัน เหมือนกันนะครับ เยอรมันนั้น อย่างที่สมาชิกเมื่อสักครู่นั้นท่านได้พูดไว้แล้ว แล้วผมก็ได้ พูดไว้แล้ว มันเป็นเรื่องของแต่ละประเทศ เราอย่าไปหยิบอะไรออกมาแล้วทําให้พี่น้อง ประชาชนสับสน เราต้องมีประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เรา อย่างที่เรากําลังเจออยู่ นี่ครับ แล้วก็หลายคน วันนี้ผมเองก็ต้องเสียใจกับ ๒๕ คนที่จะหายไป ก็เป็นวิถีทาง ทางการเมือง ผมกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ครับว่าวันนี้เราไม่กลับไปถามพี่น้องประชาชนบ้างหรือ ผู้ที่จะใช้ ผู้ที่จะดู ผู้ที่จะมีผลกระทบกับจํานวนต่าง ๆ ในตัวเลขของสภาผู้แทนราษฎร ในวันข้างหน้าที่จะมีเรื่องของการออกกฎหมาย ท่านอย่าไปคิดว่าไม่กระทบกับประชาชน กระทบโดยตรงครับ เพราะตัวเลขจะมีปัญหาในเรื่องของการออกกฎหมาย ในเรื่องของ ผลประโยชน์ของกลุ่มทุน หรือพี่น้องในเขตพื้นที่ ผมกราบเรียนว่าวันนี้ผมเองก็ขออนุญาต งดออกเสียง แล้วก็เคารพในมติของผู้ที่เห็นด้วย ในวาระสามผมก็คงต้องดูจากการผ่าน วาระ สองก็ขอกราบเรียนท่านประธานแต่เพียงเท่านี้ครับ
เชิญท่านสมเกียรติครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีคนกล่าวว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครที่แก้ไขได้ ผู้ที่ดํารงตําแหน่งนั้นก็จะสามารถอยู่ได้ต่อเนื่อง และยาวนาน เพราะฉะนั้นผมขอฝากกําลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จริงใจและ พยายามแก้ไขให้ได้ เพื่อท่านจะได้อยู่ต่อไปนะครับ ทีนี้ลองมาดูนะครับว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครอง ประเทศ ตามทฤษฎีสัญญาประชาคม หรือโซเชียล คอนแทรค (Social Contract) ได้กล่าว ไว้ว่า รัฐธรรมนูญ คือ กติกาในการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่ได้ตกลงกัน เพราะฉะนั้น การร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม หรือการเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ตามนั้น จะต้องกระทําเพื่อให้องคาพยพในสังคมใช้ประโยชน์ ไม่ว่าเรื่องการจัดการเรื่องต่าง ๆ แต่ว่า ถ้าใครก็ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อกลุ่ม เพื่อตน เพื่อพรรค หรือเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเองแล้ว สิ่งนั้นไม่เป็นมงคล และสิ่งนั้นก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมประเทศชาติ ผมจะขอ กราบเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้แก้ไข แก้เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานายกรัฐมนตรี ทักษิณ กลัว ไม่ให้นายกรัฐมนตรีทักษิณจะมีอํานาจมากขึ้นหรือหวนกลับเข้ามา นี่คือ เจตนารมณ์ พอบิดเบือนไปแล้ว แล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับ เกิดการเบี่ยงเบนทางสังคมเรา มีการต่อสู้กันตลอดเวลา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อสู้แก่งแย่งกัน ทุกคนมีความรู้สึก ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ยุติธรรม องค์กรต่าง ๆ ก็เข้ามาทํางานอย่างที่เราเห็นนี่ครับ ไม่มีการ เช็ค แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ตามระบบที่เขาควรจะเป็นมีการถ่วงดุลกันที่มี อํานาจสูงสุด ทั้งหมดนี่นะครับกลไกต่าง ๆ สถาบันในสังคมนี่รวนเรไปหมด ถามว่าผมชอบ ไหมครับ ผมอยากจะแก้ทั้งหมดเลยด้วยซ้ําไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่อย่างที่ท่านชาดาพูด เราเป็นนักกีฬา นักบอล เมื่อกีฬามาอย่างนี้ เราก็เล่นตามกติกาอย่างนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมขอกราบเรียนว่าพอเรามาใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เข้าในกติกานี้แล้ว ท่านทราบไหมครับ ว่าตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย พอมีดําริว่าจะแก้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อะเจนด้า (Agenda) ของประเทศและเป็นความโหดร้ายเป็นความ ไม่ดีถึงกับมาประท้วงกันว่าทําเพื่อตัวเอง จนกระทั่งรัฐบาลล้มไปเพราะประเด็นนี้ครับ แต่หลังเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็มีการเสนอ แก้อีก พอเสนอแก้ก็ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ชุดท่าน ส.ว. ผม ที่รักที่ได้เป็นประธานนี่นะครับได้ต่อสู้ พอท่าน ส.ว. สรุป ๖ ประเด็น ผมว่า เสนอเลยครับเพื่อจะแก้ไข ๖ ประเด็นตาม หวังว่าบ้านเมืองมันจะคลายปัญหา แม้เรา แก้ทั้งหมดไม่ได้ก็แก้ประเด็น ก็มีการโจมตีว่าทําเพื่อส่วนตัว มีกลุ่มเฟช บุ๊ค (Face book) คุณหมออะไรนะครับไปแจ้ง ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช. ก็รับลูกเสียด้วยว่าเป็นประโยชน์ทับซ้อน ผมถามคุณหมอ ณ วันนี้ เฟช บุ๊คไปไหน ท่านไปไหน มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่ นั่นก็แสดงว่าปัจจุบันนี้ปัญหาของสภาที่เรากําลังสรุปในการพูดโต้เถียงกันนี่ จริง ๆ เราไม่มีอํานาจหรอกมีคนเขียนกติกาวางเกณฑ์ วางประเด็น วางกลไกเพื่อให้ เราเดินไปตามระบบที่ควรจะเป็นหรืออยากให้เป็น แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าผมรู้ แต่ผมก็อยากจะอยู่กับเขานั่นแหละ เมื่อเขาเดินไปเราก็เดินตามอย่างนั้น แต่เรื่องอย่างนี้ ผมขอกราบเรียนท่านว่า แล้วเรามาดูรายละเอียดในการแก้ไขตรงนี้ จริง ๆ ผมละอายใจ ไม่อยากจะพูดเลย เพราะว่าอะไร เรามาพูดถึงเรื่องเขตการเลือกตั้งของตนเอง ๔๐๐ คน ๘๐๐ คน ๘๐ คน สิ่งเหล่านี้ประชาชนฟังผมยังไม่เห็นมันจะได้ประโยชน์อะไร แม้สมาชิก ผมเชื่อว่าถ้ายุบสภาวันพรุ่งนี้ แล้วลงไปรูปแบบไหนเขาก็ยอมสู้ขอให้การต่อสู้ในเวทีของ ประชาชนมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม กลไกต่าง ๆ ไม่ว่า กกต. ไม่ว่า ป.ป.ช. ไม่ว่ากลไกต่าง ๆ เรามาดูสิว่าประชาชนให้ความเป็นธรรมอย่างไร ผมเชื่อครับสังคมจะเดินไป ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมขอกราบเรียนครับว่า เมื่อเสนอมาให้เราเลือกผมก็จะยินดีที่จะเป็นเด็กดี เลือกตามกรอบนี้ ผมได้แปรญัตติไว้ว่า จากที่กรรมาธิการวิสามัญยืนยันว่า แบ่งเขตนี่นะครับ ๓๗๕ คนกับปาร์ตี้ ลิสต์ ๑๒๕ คนนี่นะครับ ๑๒๕ คนนี่ผมขอแปรญัตติมาเป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ถามว่าเหตุผลเพราะอะไร เพราะว่าตอนร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่นะครับ กว่าจะกลั่นกรองนะครับ ได้นําพาประเด็นปัญหาต่าง ๆ ไปทั่วประเทศแล้วก็ตอนนั้นเรามี ความรู้สึกว่าถ้าเลือกตั้งไป เราได้ ส.ส. ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ส. ก็จะรับรู้แต่เรื่องในพื้นที่แต่ไม่รู้ ปัญหาวิสัยทัศน์ เพราะการแสดงความคิดเห็นในทางกฎหมายหรือว่านโยบายประเทศนั้น น่าจะได้นักวิชาการ น่าจะได้บุคคลต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงและมีองค์ความรู้มาทํางานในสภาด้วย จึงเพิ่มเติม ๑๐๐ คนนี้ขึ้นมา เราก็จะได้อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน แล้วได้ใครต่าง ๆ ตอนนั้นใหม่ ๆ มามากมาย ท่านจะเห็น ได้ว่าพอมีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ใหม่ ๆ พรรคต่าง ๆ แม้กระทั่งพรรคชาติไทยก็จะเสนอ บุคคลดี ๆ ต่าง ๆ มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ๑ ๒ ๓ ให้เห็นอิมเมจ (Image) เลยครับว่า เป็นคนที่มีคุณวุฒิ แต่พอเดินไปๆแล้วท่านทราบไหมครับว่าปาร์ตี้ ลิสต์ ๑๐๐ คนนี้เกิดขึ้น จากอะไร เกิดขึ้นจากการแก้ไขการทับซ้อนของเขตพื้นที่ แล้วก็ดันขึ้นมาเป็นปาร์ตี้ ลิสต์ ก็แสดงว่าปาร์ตี้ ลิสต์นี้ก็เป็นหน่วยรองรับความขัดแย้งของ ส.ส. เขต แล้วก็ดันขึ้นมา ปาร์ตี้ ลิสต์ ก็ไม่ได้คนที่เป็นเทคโนแครตเหมือนเดิมแล้วบางครั้งก็เอานายทุนมาอยู่ในลิสต์ (List) ของต้น ๆ นี่คือการแก้ไขทางการเมืองของพรรคการเมือง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้อง ดําเนินการ ปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับท่านครับเราอย่าไปคิดว่าเป็นความผิดของกฎหมาย แต่เป็นความผิดของบุคคล ถ้าบุคคลมีความเห็นแก่ตัว มีความเห็นประโยชน์ของพรรค ของกลุ่มแล้ว ไม่ว่ากฎหมายดีอย่างไรก็ตาม เขาก็บิดเบือนเจตนารมณ์ไปได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมก็ยังยืนยันว่า ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นี้จะมีความสําคัญที่จะสามารถทําให้งานนี้สําเร็จลงได้ แล้วก็เป็นสัดส่วนที่พอดีแล้วล่ะ ที่จะเอานักวิชาการหรือคนที่มีความรู้มาตรง ๑๐๐ แล้วก็ ๔๐๐ นี้ ประชาชนที่จะดูแลพื้นที่ของ ส.ส. หรือ ส.ส. สนองตอบงานของประชาชน ก็พอเหมาะพอสม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมเชื่อว่าอยากให้สมาชิกนะครับ ใครก็ตามที่คิด แล้วกําลังไตร่ตรอง สมาชิกวุฒิสภาตอนนี้ท่านเป็นผู้ที่มีความหวังมากสําหรับการแก้ไขครั้งนี้ เพราะท่านไม่มีวิป (Whip) ท่านสามารถจะตัดสินใจด้วยดุลยพินิจของตนเองได้ การตัดสินใจ ของสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นการตัดสินใจที่สําคัญครั้งนี้ในการกําหนดของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนนะครับว่า ท่านใช้ดุลยพินิจให้ดีว่าการแก้ไขครั้งนี้ ใครก็ตาม ถ้าแก้ไขแล้วเป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่ต้องคํานึงถึงว่าใครจะมาขออย่างไร ถ้าท่านใช้ดุลยพินิจ ของท่านที่ถูกต้อง แม้วุฒิสภาด้วยการสรรหาท่านจะหมดอีกไม่กี่วัน ผมเชื่อว่าท่านก็จะจํา ความรู้สึกของตัวเองว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านได้ร่วมนั้น ท่านได้ แก้ตามเจตนารมณ์ความรู้สึกที่ถูกต้องของท่านเอง แต่ไม่ได้เกิดจากสิ่งเร้าหรือว่า การคอนวินซ์ (Convince) จากบุคคลต่าง ๆ หรืออํานาจนอกสภา หรืออํานาจในสภาต่าง ๆ ผมขอให้ท่านนะครับว่าการลงคะแนนเสียงครั้งนี้มันก่ํากึ่งกันมาก ถ้าได้สมาชิกวุฒิสภา ประมาณ ๑๕๐ คน สัก ๑๐๐ คน เทไปทางไหน ข้อเท็จจริงของสังคมก็จะเดินไปทางนั้น ผมขอฝากความหวังไว้ให้กับสมาชิกวุฒิสภา ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิลาศครับ ท่านวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อยู่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นผ่านไปก่อน ท่านนัจมุดดีน อูมา อยู่ไหม ผ่านนะครับ ต่อไปเชิญท่านสุรเดชครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายเป็นจํานวนมาก แล้ววันนี้ก็มีเหตุผลรองรับหลายเรื่อง โดยเฉพาะข้อที่มาพิจารณากันคือเรื่องจํานวนตัวเลข คือเรื่องที่ว่าจํานวนตัวเลขนั้นเป็นอย่างไร แต่หลักการในการแก้ไขครั้งนี้ในที่นี้ผมแปรญัตติไว้ ๓ มาตรา คือมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ และมาตรา ๙๖ แต่คงจะพูดภาพรวมไปเลยนะครับว่า ขออภิปรายมีเหตุมีผลในการที่จะชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกได้รับฟัง และกับพี่น้องประชาชน ได้รับฟังว่าเหตุผลอย่างไรถึงจะต้องให้การสนับสนุนตามกรรมาธิการหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นแรกที่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันดับแรกคือการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เป็นการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว อันนี้เห็นด้วย หรือเขา เรียกว่า ถ้าแบบพี่น้องเข้าใจง่าย ๆ คือพวงใหญ่เป็นพวงเล็ก เนื่องจากว่าการเลือกตั้งถ้าเกิดว่า เขตใหญ่ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี มี ส.ส. ๓ ท่าน ก็มีอยู่ ๗ อําเภอ ๕๐ ตําบล ๕๐๐ หมู่บ้าน การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งท่านใดจะไปดูแล ทั้งจังหวัด ก็ทําให้ไม่สามารถที่จะทั่วถึงได้ และแม้กระทั่งว่าการที่จะดูแลในพื้นที่นั้นถ้าเกิดว่า มีการแบ่งงานกันทําหรือแบ่งพื้นที่ที่ชัดเจนก็เป็นสิ่งที่ดี เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะได้รู้ว่า ในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใครเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าเกิดมีผลงานก็จะได้ เลือก ส.ส. ท่านนั้นต่อไป ถ้าเกิดไม่มีผลงานจะได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง คนอื่นต่อไป เป็นผลงานที่ชัดเจน เปรียบเสมือนหนึ่งในบริษัท ๆ หนึ่ง ถ้ามีผู้บริหารมากกว่า ๑ คนขึ้นไปจะมีการเกี่ยงความรับผิดชอบกัน ดังนั้นเองถ้าเกิดในพื้นที่นั้น ๆ อย่างทางสมาชิก วุฒิสภาจังหวัดละ ๑ คนเขามีปัญหาอะไร ตัว ส.ว. เองนั้นจะทํางานทางด้านนิติบัญญัติ เต็มตัว แต่หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนอกเหนือจากทําหน้าที่พิจารณากฎหมายแล้ว หน้าที่ที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งที่เพื่อน ส.ส. ที่ต้องดูแลคือความทุกข์สุข พี่น้องประชาชนที่จะ รับฟังความเดือดร้อน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดมาแล้วว่ามีความจําเป็นอย่างไร ที่ต้องดูแล ดังนั้นเองถ้าเกิดว่าในการที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขโดยจาก เขตใหญ่เป็นเขตเล็ก อาจจะจังหวัดอื่น อาจจะมี ส.ส. อยู่ ๔ คน ๑๐ คน หรือ ๑๖ คน ก็แล้วแต่ แต่จังหวัดปราจีนบุรีมี ๓ คน ถ้าเกิดมีแบ่งเขตชัดเจนก็สามารถทําให้แบ่งพื้นที่ความ รับผิดชอบชัดเจน และพี่น้องประชาชนก็จะได้พึ่งพาอาศัยได้ ถ้าพึ่งพาอาศัยไม่ได้ โอกาสหน้า ก็ไม่ต้องเลือกกัน จะได้หาคนอื่นต่อไป
และอันที่ ๒ ที่ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องเขตการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่ามี ๘ กลุ่มจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรีเป็นกลุ่ม จังหวัดหนึ่งซึ่งรวมกับโคราช ซึ่งการปฏิสัมพันธ์หรือการไปมาหาสู่ จังหวัดปราจีนบุรี อยู่เขตภาคตะวันออกนะครับ แต่ต้องอยู่ในกลุ่มจังหวัดเดียวกับจังหวัดนครราชสีมา ดังนั้นเองความชัดเจนของกลุ่มจังหวัดก็ไม่ชัดเจน ก็เป็นนิมิตหมายดีนะครับที่ว่าจะมี การแบ่งกลุ่มจังหวัดโดยจัดแบ่งกลุ่มจังหวัด กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะแก้ไข เป็นเขตประเทศคือบัญชีรายชื่อ เอาประเทศเป็นเขตประเทศก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การที่ว่า การแบ่งเขตจากจํานวน ส.ส. จาก ๔๐๐ คน ที่จะแก้ไขเป็น ๓๗๕ คนก็ดี หรือการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นความเห็นจากอะไร ท่านประธานครับ ผมเองเป็นสมาชิกวุฒิสภา เรื่องนี้ผมไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องจํานวนตัวเลข จะเป็นการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขต ซึ่งมี ๔๐๐ คน เป็น ๓๗๕ คนก็ดี หรือระบบบัญชีรายชื่อ จาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คนก็ดี ผมเองก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็เป็นได้สมัยเดียว ก็เป็น นักการเมืองแล้ว แต่ว่าอยากจะพูดด้วยเหตุด้วยผลว่าเป็นมาอย่างไร แต่ถ้าเกิดว่าดูจาก ตัวเลข ถ้าดูตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อนั้น มี ๑๐๐ คน แล้วก็การเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้งมี ๔๐๐ คน หรือถ้าเทียบเป็นสัดส่วนคือ ๑ : ๔ แต่ถ้าเกิดว่าพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเลือกตั้งแบบบัญชี รายชื่อมี ๘๐ คน การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมี ๔๐๐ คน ถ้าเป็นสัดส่วนระหว่างบัญชี รายชื่อกับเลือกตั้งนั้นคือ ๑ : ๕ แต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าให้เลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน และแบบแบ่งเขต ๓๗๕ คน ถ้าคิดสัดส่วนง่าย ๆ คือ ๑ : ๓ ๑ : ๓ มาจากไหน ก็มาจากว่าเอาหลักคิดอะไรมาคิด ตัวเลขนี้เป็นไปตามข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปทางการเมืองและการศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เป็นประธานในครั้งนี้ ซึ่งตั้งคณะกรรมการ โดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แต่งตั้งท่านอาจารย์สมบัติมาเป็นกรรมการพิจารณาในครั้งนี้ แต่ท่านครับ คณะกรรมการนี้ตั้งมาไม่กี่วันก็มีตัวเลข ๓๗๕ คน กับบวก ๑๒๕ คน ซึ่งตัวเลข ๔๐๐ คน เรามีตั้งแต่การประชามติ ตั้งแต่การมีส่วนร่วม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ถึงปี ๒๕๕๐ ก็ดีนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ต่างคนเห็นแย้งไม่เหมือนกัน แต่จํานวน ตัวเลข ๔๐๐ คนเหมือนกัน ดังนั้นเองผมไม่ทราบว่าตัวเลข ๓๗๕ คน เอามาได้อย่างไร มีผล อะไรรองรับ ก็เป็นที่ข้อสังเกตว่าเอาตัวเลขมาจากไหน ก็เป็นข้อสังเกต แต่ถ้าเกิดมาดูถึง ข้อเท็จจริง อันนี้คือหลักคิดก่อนว่ามาอย่างไร แต่ถ้าเกิดมาดูว่าถ้ามาพิจารณาเป็น รายละเอียดแล้ว ท่านประธานครับ การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจาก ๓๗๕ คน จากเดิม ๔๐๐ คนนั้น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ถ้ามาพิจารณาว่าเฉพาะ ๔๐๐ คนเดิมนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดีนะครับ มี ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง ถ้าเกิดไม่มีการเปลี่ยนแปลง เดิมที ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งแต่ละครั้งต้องดูตัวเลขประชากร มีประชากรจํานวน จังหวัดที่เพิ่มและลด บางจังหวัดจาก ๒ เป็น ๓ บางจังหวัดจาก ๓ เป็น ๒ แค่ตัวเลข ๔๐๐ เขตเดิมก็ปวดหัวแล้วนะครับ เพราะว่าประชากรมีการเคลื่อนย้าย มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอันมาก แค่นี้จังหวัดต่าง ๆ ก็เปลี่ยนจํานวน ส.ส. ทีหนึ่งต้องแบ่งเขตการเลือกตั้งทีหนึ่ง ก็ทําให้เกิดความสับสนอยู่แล้วนะครับ ยิ่งถ้าเรามาบอกว่าให้ลดถึง ๒๕ คน อีก ๒๕ เขตเลือกตั้ง ๒๓ จังหวัดจะทําให้มีความสับสนขนาดไหน ท่านประธานครับ ผมอยู่ จังหวัดปราจีนบุรีถ้าตัวเลข ๓๗๕ คน จังหวัดปราจีนบุรีไม่กระทบ แต่ถ้าเกิดมองจังหวัด ข้างเคียงผมนะครับ คือจังหวัดนครนายก ซึ่งหลายคนรู้ว่าจังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่มี การแข่งขันค่อนข้างจะรุนแรงนะครับ ก่อนหน้านี้มีการเลือกตั้งถึง ๔ ครั้ง มี ส.ส. อยู่ ๒ คน ถ้าเกิดว่าถ้าใช้ตัวเลข ๓๗๕ คน จะเหลือแค่ ๑ คน จะทําให้เกิดอะไรขึ้นครับ มีการแข่งขันสูง มีความแตกแยกค่อนข้างจะสูง ไม่ทราบว่าลด แบ่งเขตแล้วจะได้อะไร หรือลดแล้วจะได้อะไร ว่าจํานวนที่หายลง เพราะว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าถึงแม้เรามี อบต. เทศบาล อบจ. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็ช่วยในระดับท้องถิ่นได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ เราเป็นปัญหาการบริหาร เราไม่ได้เป็นสาธารณรัฐนะครับ ปัญหาต่าง ๆ ในส่วนกลาง ดังนั้นเองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้ ก็สามารถ ที่จะแก้ปัญหา หรือสนองตอบ หรือผลักดันอะไรต่าง ๆ ได้ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับกรมต่าง ๆ ดังนั้นเองก็เป็นห่วงว่าถ้าลดลงไปแล้วใครได้อะไร มีผลกระทบอะไร ผมมองว่าลดไปไม่มีผลอะไรเลยนะครับ เพราะว่าจํานวนลดไป ๒๕ คน ดูมันไม่มากนะครับ แต่ความขัดแย้งที่มีมากเพิ่มถึง ๒๕ เขต ๒๓ จังหวัดนั้นอะไรจะเกิดขึ้นนะครับ ซึ่งผมเอง ก็มีจังหวัดข้างเคียงที่มีบทเรียนนะครับ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งผมก็ไม่ทราบนะครับ แต่ถ้า มามองถึงการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ๘๐ คนที่เป็น กลุ่มจังหวัด ผมก็อภิปรายมาแล้วว่าไม่ควร ควรเอาเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ ก็เห็นด้วยแต่ว่า ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน ถามว่ามันจะสะท้อนอะไรหรือช่วยเหลืออะไรได้ ในเมื่อเดิมทีผมเองก็อภิปรายว่า ควรจะเป็นบัญชีรายชื่อเป็น ๑๐๐ คนก็น่าจะพอดี ให้เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วเป็นตัวเลขที่คิดสัดส่วนได้ ถ้าพรรคการเมืองนี้ ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็เอาไป ๒๐ ที่นั่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ๓๐ ที่นั่ง อันนี้จะคิดง่ายกว่า แล้วก็ เป็นธรรมกว่า แล้วเป็นสัดส่วนที่มีความเหมาะสมในอัตราส่วนที่ ๑ ต่อ ๔ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่อาจจะมีข้อบกพร่องบ้าง แต่เรื่องของจํานวน ระหว่าง การแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ และการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ผมในส่วนตัว ผมเห็นด้วย แม้กระทั่งผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ในส่วน บางอย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีข้อดีนะครับ อย่างเช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งหรือจํานวน สมาชิกผู้แทนราษฎรในที่นี้นะครับ
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ อย่างที่บอกว่า การเลือกตั้งที่บอกว่าเพิ่มจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๐ คน ประชาชนได้มีส่วนเลือกหรือเปล่า อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน บอกว่าเลือกพรรคเขาจําได้แค่หัวหน้าพรรค อย่างมากไม่เกิน ๕ ลําดับแรกนะครับ ประชาชนเลือกพรรค แต่คนที่จัดลําดับบัญชีรายชื่อนั้น ใน ๑๐๐ คนนั้น หรือถ้าเป็น ๑๒๕ คนนั้นใครเป็นคนจัด กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้จัด พี่น้องประชาชนไม่มีโอกาสเลือก พี่น้องประชาชนมีโอกาสได้เลือกไหมว่าคนนี้ไม่เหมาะสม ขอเลื่อนลําดับขอเปลี่ยนจากลําดับ ที่ ๕ เป็นที่ลําดับที่ ๕๐ ได้ไหม ไม่ได้ครับ อยู่ที่พรรคจัดไปให้ ดังนั้นเอง ถ้าเราเป็นการยัดเยียดหรือเปล่าที่จะให้จํานวนผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อเพิ่มจาก ๘๐ คน ไปถึง ๑๒๕ คน และอีกอย่างหนึ่ง การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากระบบสัดส่วน ผมยอมรับว่า ส่วนใหญ่ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถถึงได้อยู่ในบัญชีรายชื่อ แต่การยึดโยงกับ พี่น้องประชาชน การเคารพหรือการรับฟังปัญหาของประชาชน การรับฟังของประชาชน จะน้อยลงไป เพราะบัญชีรายชื่อนั้นต้องไปรับฟังหรือให้ความสําพันธ์กับผู้บริหารพรรค มากกว่านะครับ ซึ่งจะอยู่ลําดับในต้น ๆ หรือเปล่า ถ้าเกิดใครเป็นที่น่าไว้วางใจก็สามารถที่จะ อยู่ลําดับต้น ๆ ได้ ถ้าเกิดไม่เป็นที่ไว้วางใจหลุดท้าย ๆ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ อย่างบางพรรค อาจจะได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยู่อันดับที่ ๕๐-๖๐ ก็เป็นไปได้ ดังนั้นเอง การจัดลําดับความสําคัญที่จะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับ การบริหารพรรค ไม่ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนนั้น เวลาเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตแล้วส่วนใหญ่เขาจะเลือกระบบบัญชีรายชื่อพรรคเดียวกัน อย่างนั้นเองเป็นของแถม ซึ่งพี่น้องประชาชนให้ความสําคัญหรือศรัทธาในพรรคนั้น ๆ แต่ลําดับ ผมว่า ๑๐๐ คนก็มีความเหมาะสมเพียงพออยู่แล้ว ไม่เห็นว่าจะมากจนเกินไป ถ้ามากอย่างนั้นผมว่าก็เปลี่ยนสัดส่วนใหม่ดีไหมครับ เอา ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สักครึ่งหนึ่ง ระบบสัดส่วนสักครึ่งหนึ่งไปเลย ๒๕๐ ต่อ ๒๕๐ ให้มันชัดเจนไปเลยถ้าอย่างนี้ ดังนั้นเองในเมื่อพี่น้องประชาชนยังคาดหวังกับ ส.ส. แบบเบ่งเขตเลือกตั้งอยู่ ในสัดส่วนที่ผม อภิปรายในจํานวน ส.ส. ที่มีการเลือกตั้งโดยตรงนะครับ แบ่งเขตเลือกตั้งโดยตรง ๔๐๐ คน แล้วก็บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนก็มีความเหมาะสมอยู่แล้วนะครับ ส่วนผมเองก็ตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหา การแก้ไขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คนก็ดี หรือ ระบบสัดส่วนจาก ๘๐ คนเป็น ๑๒๕ คนก็ดี ไม่ทราบว่ามันจะสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ได้หรือเปล่า ท่านประธานครับ วันนี้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอ ๒ ฉบับ ซึ่งฉบับที่แล้วคือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งคณะกรรมการ โดยที่ท่านอาจารย์สมบัติเป็นผู้เสนอ ก่อนหน้านี้ท่านเสนอ ก็เสนอตามมาตรา ๑๙๐ ท่านเปลี่ยนแปลงจากมาตรา ๑๙๐ เป็นจํานวนมาก แต่กรรมาธิการเราและรัฐสภาของเราซึ่งรับรองไปเมื่อกลางวันนี้ก็รับรอง ในหลักการเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปัจจุบันนั้น เพียงเพิ่มข้อความแค่ ๒ จุด ในวรรคที่ห้าเท่านั้น ดังนั้นเองตามมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นั้นเราไปแก้ไขจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ทราบว่ามันจะช่วยเหลืออะไรได้ จะสามารถทําให้ประเทศชาติ มีความสงบหรือไม่ มีการปรองดองหรือไม่ ก็ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ได้ พึงแต่ที่จะมี ความแตกแยกในพื้นที่เท่านั้น อย่างที่กราบเรียนไว้ว่าจังหวัดข้างเคียงผมจะกลายเป็น ลุกเป็นไฟ ถ้าเกิดจากว่า ๒ เขต เหลือเขตเดียว แล้วก็อีกหลายจังหวัดคงจะเป็นลักษณะ เดียวกัน จะทําให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นเองผมก็ไม่แน่ใจว่าเราแก้ไปเพื่ออะไร และได้อะไรนะครับ อยากให้พวกเรานั้นช่วยฉุกคิดเถอะครับว่าสิ่งที่ทําในวันนี้เราพิจารณา วันนี้มันได้อะไรกับสังคมบ้าง แล้วก็ข้อสังเกต
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เป็นการชิงความได้เปรียบหรือเปล่า ในการที่จะ พิจารณากฎหมายนั้น ในเมื่อมีกติกาแล้ว ถ้าเราเปลี่ยนกติกาบ่อย ๆ ลองใครมีอํานาจ เปลี่ยนแปลงชิงความได้เปรียบ ไม่มีความเป็นธรรมแล้วการยอมรับก็ไม่มี ดังนั้นเองอยากจะ ให้เราเป็นนักกีฬานะครับ กติกาอย่างไรก็ว่าตามนั้น จะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่ความสามารถหรือ ผลงานของเราเป็นที่ประจักษ์นะครับ อย่าชิงความได้เปรียบที่มีอยู่มาชิงไหวชิงพริบกันเลย แล้วก็ข้อเสนอผมนะครับ เราน่าจะเอาเวลาของเรานั้นในรัฐสภาแห่งนี้มาพิจารณากฎหมาย รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เป็นสาระสําคัญ อย่าเอาความได้เปรียบนั้นให้กับ ผู้อื่นหรือชิงบนความขัดแย้งซึ่งทําให้เกิดความขัดแย้งกับบ้านเมืองต่อไปนะครับ ขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ขอบคุณครับ
ท่านเจริญ ภักดีวานิช ผมว่าถ้ากรุณา รวบรัดหน่อยก็ดีครับ พวกเราเหลือมากเหลือเกินครับ
ท่านประธานครับ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ของกระผมคงจะ รวบรัดเพื่อประหยัดเวลารัฐสภาท่านประธานครับ แต่มีประเด็นที่อยากจะให้ทางกรรมาธิการ ตอบ เนื่องจากกระผมเองในการพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ทุกร่างกระผม ลงมติรับทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อกรรมาธิการได้ตอบผม ผมก็อาจจะทบทวนการลงมติได้ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญครับ ประการแรกก่อนครับ ท่านประธานครับ ผมย้อนให้ท่านประธานเห็นว่าคณะที่ศึกษา โดยเฉพาะผู้ร่างนะครับ ชุดอาจารย์สมบัติได้ชี้แจงต่อกรรมาธิการบอกว่าที่ต้องการ แก้ให้สัดส่วนระบบบัญชีรายชื่อนั้นมีมากถึง ๑๒๕ คนนั้นเพื่อต้องการให้พรรคการเมือง เข้มแข็ง กระผมมีตัวเลขให้ท่านประธานดู ประเทศต่าง ๆ ที่เขาเลือกตั้ง แล้วพรรคการเมือง ต่าง ๆ เข้มแข็งอยู่ได้ขณะนี้ ฝรั่งเศส ๕๗๗ : ๐ ก็คือหมายความว่าประชาชนเลือก ๕๗๗ คน ไม่มีระบบบัญชีรายชื่อ นอร์เวย์ ๑๕๐ : ๑๙ ๑๕๐ คน คือประชาชนเลือก ออสเตรเลีย ๑๕๐ คน ไม่มีระบบบัญชีรายชื่อ เยอรมัน ๕๐ : ๕๐ ซึ่งใน ๕๙๘ อย่างต่ํานั้นแบ่ง ๕๐ : ๕๐ อังกฤษ ๖๕๙ คน ไม่มีระบบบัญชีรายชื่อ ญี่ปุ่น ๓๐๐ : ๒๐๐ แคนาดา ๔๓๕ ต่อไม่มีระบบ บัญชีรายชื่อ ประเทศที่ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานดูที่เขามาอ้างว่าคณะกรรมาธิการ บอกว่าต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ว่าฝรั่งเศสหรืออเมริกา เยอรมันหรือออสเตรเลีย นอร์เวย์ กระผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานทราบเพื่อต้องการให้เห็นว่าการที่มีระบบบัญชี รายชื่อเพิ่มขึ้นมากนั้นที่จะบอกว่าระบบการเมืองเข้มแข็งอาจจะไม่จริงก็ได้
ประการที่ ๒ ระบบบัญชีรายชื่อฝากท่านกรรมาธิการ เผื่อตั้งข้อสังเกตก็ได้ ๑๐๐ กว่าคนที่เราเพิ่มไปนั้นถ้ามีคนพิการ มีชาวนา มีชาวสวน หรือชาวเขา หรือชนเผ่า ที่มีอยู่หลายล้านคนในประเทศไทยเหมือนกันได้มานั่งในสภานี้ แต่ผมเห็นว่าในการเลือกตั้ง ที่มีระบบบัญชีรายชื่อคนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยโอกาสที่จะอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ ค่อนข้างเกือบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านประธานดูข่าวต่างประเทศไม่ว่าของจีนหรือของ ประเทศอื่นก็มีชนเผ่าเยอะ ในสภาของเขาจะมีคนเหล่านี้ขึ้น ระบบบัญชีรายชื่อของ ประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่ก็คือนักวิชาการ ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ หรือไม่ก็นายทุนคนที่ร่ํารวย และโอกาสที่จะไต่เต้าเป็นรัฐมนตรีได้ง่าย โอกาสที่คนพิการ โอกาสที่คนกลุ่มน้อยที่กระผม กราบเรียนเป็นบัญชีรายชื่อ ถ้าเผื่อกรรมาธิการจะตั้งข้อสังเกตก็จะเป็นประโยชน์ในการที่จะ ให้ระบบบัญชีรายชื่อมีตัวแทนสาขาอาชีพเข้ามานั่งในสภาแห่งนี้
ประเด็นที่ ๓ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน ในการเพิ่มระบบบัญชีรายชื่อ ขึ้นมาจํานวนมากจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คนนั้น เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็บอกว่า อย่างน้อย ๒๕ เขตพื้นที่ต้องเสียโอกาสในการที่จะได้รับเลือก ส.ส. ในการที่เขาจะใช้สิทธิ ในการเลือก ส.ส. เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าเราร่างตัดสิทธิประชาชน จริงอยู่เขาสามารถที่จะไป รวมกลุ่มรวมกับเขตอื่นได้ แต่อย่างไรก็ตามครับผมลองถามดูหลายจังหวัดที่เขาเสียโอกาสไป ทุกคนไม่เห็นด้วย ก็อยากจะฝากเผื่อท่าน ผมจะถามท่านกรรมาธิการ ๒-๓ ข้อต่อไปนี้ ขอความกรุณาท่านประธานซึ่งโดยส่วนตัวเคารพนับถือกันมาก ถ้าเผื่อท่านจะได้ตอบ และผมจะได้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ เพราะทุกร่างผมรับได้ทั้งนั้น
ประการแรกผู้ที่ร่างได้มาชี้แจงต่อกรรมาธิการใช้หลักเกณฑ์อะไรในการคิด ถ้าเผื่อท่านตอบหลักเกณฑ์อะไรที่ ๓๗๕ นั่นก็คือ ส.ส. เขตและบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ มีหลักเกณฑ์อะไรที่คณะผู้ที่ร่างชี้แจงต่อกรรมาธิการ
ประการที่ ๒ เขารับรอง มีการวิเคราะห์ มีการศึกษา มีการวิจัยไหมว่า ถ้าระบบนี้ขึ้นมาเขตใหญ่ขึ้น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อมากขึ้นการซื้อเสียงจะน้อยลง ผมติดตามเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับผมพยายามอ่านทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ผู้ร่างหลายคน ไม่ใช่ทุกคน โดยเฉพาะนักวิชาการ นักกฎหมายจะรังเกียจ นักเลือกตั้ง แล้วก็ดูถูกประชาชนอยู่มาตลอด หาว่าประชาชนไม่ได้รับการศึกษา เป็นคนโง่ ขอโทษนะครับท่านประธาน เป็นคนที่สามารถซื้อได้ ณ วันนี้ประชาชนถูกผ่านการทดสอบ ในการเลือกตั้งหลายครั้ง บทเรียนที่เขาเจ็บปวดมาก ๆ ก็คือ จากความแตกแยก ผมคิดว่า ขณะนี้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าจะเลือกพรรคไหน จะเลือกใคร เพราะฉะนั้นการที่เราจะพูด หรือเอาเหตุผลในการซื้อเสียง ผมคิดว่าลดการซื้อเสียงคงไม่เป็นเหตุผลที่มีน้ําหนักเพียงพอ
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าถ้าเผื่อเสียดายท่านกรรมาธิการได้สอบถามประชาชน ทั้ง ๒๕ เขต มีแบบสอบถามความรู้สึกประชาชน อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่านั่นคือความ ต้องการประชาชนจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ นั่นคือสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าสมาชิกรัฐสภา ผมเคยกราบเรียนท่านประธาน ในการอภิปราย ตอนที่คณะกรรมการสมานฉันท์ที่กระผมเป็นกรรมการอยู่ด้วย บอกว่าสภาแห่งนี้จะต้องใช้ ความกล้าหาญในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าพอเราจะแก้เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ก็ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมก็จะมีกระแสต้าน ณ วันนี้เป็นโอกาสก็เสียดายเราแก้ใน ๒ มาตรา ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะถือโอกาสในการแก้ เพราะฉะนั้นกระผมก็กราบเรียน ท่านประธาน ถ้าเราไปแก้มาตรา ๓๐๙ เราแก้มาตรา ๒๒๙ เพื่อให้ทุกคนยอมรับได้ ผมคิดว่า จะเกิดความสมานฉันท์ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานบอกว่าขอให้ รวบรัด กระผมก็จะขอรวบรัดเพราะว่าขณะนี้เราพูดกันมาทั้งวัน ขณะนี้ทุกคนตัดสินใจได้ สําหรับกระผมเองก็อยากจะฝากท่านประธานกรรมาธิการ ถ้าเผื่อท่านจะกรุณาช่วยตอบ ใน ๓-๔ เรื่องที่ผมกราบเรียน ผมก็จะได้เป็นข้อมูลในการเทใจถึงแม้ผมสงวนคําแปรญัตติ แต่ผมรับได้ทั้งทุกร่างเพราะผมรับตั้งแต่วาระที่หนึ่ง ส่วนตัวผมชอบของฉบับประชาชน โหวตตกไปแล้ว มีอยู่ ๒-๓ ร่าง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อท่านตอบคําถามผมได้ ๓-๔ ข้อ ผมจะได้ เอาไว้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ กราบขอบคุณมากท่านประธานครับ
ต่อไปท่าน พลตํารวจโท พิชัย สมุทรสัจบูลย์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างยิ่ง ผม พลตํารวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้าป่านนี้มาผมเห็นใจ ท่านประธานอย่างยิ่ง ก็ได้ฟังเหตุผลต่าง ๆ ก็อาจจะคล้าย ๆ กัน และท่านประธานครับ ผมก็ เคยมีประสบการณ์ในการเลือกตั้งมาเหมือนกัน สมัยหนึ่งผมเคยลงสมาชิกวุฒิสภา ๒ ครั้ง นะครับ ครั้งแรกก็คงได้พร้อมกับท่านประธานนะครับ ก็พอมีประสบการณ์อยู่บ้างเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง เคยมีท่านผู้รู้ท่านแนะนําไว้ว่าธรรมชาติของมนุษย์จะคิดอยู่ ๓ ประการอยู่เสมอ หรือปุถุชนธรรมดา คือถ้าได้ประโยชน์ก็จะเห็นด้วย แต่ถ้าเสียประโยชน์ก็จะไม่เห็นด้วย ถ้าไม่ได้ไม่เสียก็จะเฉย ๆ ก็ตรงไปตรงมา เช่นพวกผมเป็นต้นนะครับ ในสมาชิกวุฒิสภานี้เรา ไม่ได้อยู่ในอาณัติของใครแล้วก็ไม่มีส่วนได้เสีย ก็จะแสดงความคิดตรงไปตรงมาว่าการที่ได้ เสนอขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นะครับ ผมก็ได้เสนอคําแปรญัตติไว้ด้วย ในความเห็น ที่แตกต่างกันหลายท่านก็เลยมีหลายสูตร แต่ผมคิดว่าการแก้ไขครั้งนี้ผมยืนยันว่าน่าจะใช้ ส.ส. เขต สัก ๔๐๐ คน แล้วก็บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน รวมเป็น ๕๐๐ คน เหตุผลก็คือ สิ่งเหล่านี้ประชาชนเคยชินในการเลือกตั้งมาแล้ว ประชาชนเคยออกแบบมาแล้วนะครับว่า การเลือกในจํานวน ๔๐๐ คน กับ ๑๐๐ คน ประชาชนเคยชิน แต่ขณะนี้ที่เสนอ การแก้ไขใหม่ครั้งนี้ เป็นการออกแบบโดยฝ่ายนักการเมืองหรือรัฐบาลเสนอขึ้นมานะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ แล้วมีการไปลด ส.ส. อย่างที่จังหวัดอุดรธานีลดไป ๑ คน ธรรมดาขณะนี้ก็จะ ทะเลาะกันจะแย่อยู่แล้วนะครับว่าจะเลือกใครมาลงเลือกตั้ง แต่ขณะนี้ได้ลดไปอีก ผมคิดว่า ที่จะเกิดการปรองดองและเกิดความสามัคคีมันก็ยิ่งจะแตกแยกกันหนักขึ้นไปอีก ขณะนี้ ก็ยอมรับว่าบ้านเมืองของเราก็ค่อนข้างจะมีความแตกแยกในด้านการเมืองกันสูง ผมคิดว่า ถ้าเราไปเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ไปออกแบบให้พี่น้องประชาชนซึ่งเขาชินอยู่แล้ว มันก็จะทําให้ เกิดการแตกแยกกันมากขึ้นนะครับ และอีกอย่างหนึ่งก็คิดว่าไม่เป็นการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญเรามีการแก้ไขกันมาจนถึง ๑๘ ฉบับแล้ว เราแก้ไขกันง่ายเกินไป แล้วประชาชนก็สับสนกับเรื่องนี้ ฉะนั้นคิดว่าในการแก้ไขครั้งนี้ถ้าเราฝึกให้ประชาชนเขาเคยชิน แล้วก็มีความเป็นมาตรฐาน ในการที่จะใช้กติกาของเราที่ประชาชนเขายอมรับและรับทราบมาแล้ว ผมคิดว่าก็จะเป็น ประโยชน์เป็นอย่างยิ่งนะครับ ในการแก้ไขในครั้งนี้ผมอยากจะมองว่าอยากให้เกิด ความสามัคคีและความปรองดองเป็นหลัก และสิ่งที่ท่านทั้งหลายมักจะพูดกันถึงว่า การซื้อสิทธิขายเสียง ผมก็ต้องยอมรับว่าใครก็ตามที่ไปลงเลือกตั้ง ท่านก็ต้องใช้ทุนใช้สตางค์ แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์มานั้นก็เป็นการโปรโมท (Promote) ตัวเองมากกว่านะครับ แต่การที่จะไปซื้อสิทธิขายเสียงที่ท่านไปบอกกันขณะนี้ ผมเองก็เรียนไปตรง ๆ ว่าสมัยที่ผม ไปลงเลือกตั้ง ผมก็ไม่เห็นได้ใช้สตางค์ไปซื้อสิทธิซื้อเสียงอะไร แต่ถามว่าต้องใช้สตางค์ หรือเปล่า ก็ต้องใช้นะครับ เพราะว่าในการที่เราไปลงเลือกตั้ง ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนนั้น มันก็จําเป็นต้องใช้สตางค์ เพราะฉะนั้นการที่ท่านพูดกันต่าง ๆ นานาว่าจะเป็นการป้องกัน เรื่องซื้อสิทธิขายเสียงได้อะไรต่าง ๆ ผมเชื่อว่ามันคงไม่ได้หรอกครับ ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ต้องใช้ทุนอยู่ดี และในการที่จะเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อถ้ามีจํานวนมาก ตรงนี้ล่ะครับ เป็นการที่เปิดโอกาสให้นายทุนต้องไปลงเยอะ และก็อยากจะฝากท่านประธานไปด้วย ชาวบ้านเขาบอกว่าอย่างนี้นะครับ เขาบอกนักการเมืองเราพอได้รับการเลือกตั้งไปมีอํานาจ ไปมีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองแล้ว ท่านมีโอกาสได้เงินได้ทองเข้ามา พอถึงเวลา ประชาชนท่านไปเลือกตั้ง เขาก็จะมีโอกาสทอนคืนท่านบ้าง เขาจะต้องพยายามที่จะ เรียกร้องหรือพยายามที่จะทําอะไรต่าง ๆ ที่ว่าจะได้เงินจากนักการเมืองบ้าง ภาษาอีสาน เขาบอกว่าจะกินให้แซ่บเลย เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่ว่าท่านจะไปลงเลือกตั้ง และท่าน ก็ไม่เคยทําคุณงามความดีอะไรเลย แล้วก็อยู่ ๆ ท่านจะเอาสตางค์ไปซื้อสิทธิขายเสียงเขา อย่างเดียวนั้น ผมคิดว่าท่านผิดหวังแน่นอนในเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ผมก็ไม่อยากใช้เวลาท่านนานนัก เพราะว่าท่านประธานก็ได้รับฟังเหตุผลต่าง ๆ มานาน อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมขอแปรญัตติในครั้งนี้ก็คือขอสนับสนุน ๔๐๐ คน บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนครับ
ท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอถือโอกาส มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เราอาจจะคิดว่าเป็นปัญหา แต่บางท่านบอกว่า เป็นฉบับมาตรฐาน อันนี้ก็เป็นเรื่องของการแสดงออกของแต่ละกลุ่มแต่ละคน แต่ที่แน่ ๆ ท่านประธานครับ ในเมื่อมีการนําเสนอร่างฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมก็ขอสงวน คําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง วรรคห้า ของมาตรา ๙๓ และก็ขอแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา ๙๔ ของมาตรา ๓ ในวรรคสองและวรรคสี่ดังนี้นะครับ โดยจะขอรวบรัดตัดความ ให้กะทัดรัดเพื่อที่จะประหยัดเวลาและก็เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกอีกหลายท่าน ซึ่งกําลังรออยู่ในขณะนี้นะครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๙๓ นั้น ร่างเดิมบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทแบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๗๕ คน แล้วก็แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปรับเปลี่ยนแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าการลดเขตพื้นที่ การลดเขตการเลือกตั้งจากเขตใหญ่มาเป็นเขตเล็ก แล้วลดจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก คน มาเหลือเพียง ๓๗๕ คน กระผมยอมรับว่าค่าใช้จ่ายในการดําเนินการเลือกตั้ง อาจจะลดลงไปบางส่วน อันนี้เป็นที่ยอมรับนะครับว่าต้องลดลงแน่ ในขณะเดียวกันนั้น ในขณะที่งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดําเนินการเลือกตั้งลดลงนะครับ แต่ไปเพิ่มสมาชิก ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง นั่นก็คือแบบบัญชีรายชื่อถึง ๑๒๕ คน ถามว่าตัวเลขตรงนี้ผมอยากจะถามอย่างนี้ก่อนว่าการปรับเปลี่ยนตัวเลขอย่างนี้นะครับ ผมถามว่า ข้อที่ ๑ ประชาชนคนตาดํา ๆ ได้อะไรจากการปรับเปลี่ยนตัวเลขตรงนี้ ข้อที่ ๒ ถามว่านักการเมืองได้ประโยชน์จากการแก้ไขปรับเปลี่ยนตัวเลขนี้อย่างไร ข้อที่ ๓ พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยได้ประโยชน์จากการแก้ไขปรับเปลี่ยนตัวเลข ตรงนี้อย่างไร และสุดท้ายถามว่านายทุนผู้ใฝ่ตําแหน่งทางการเมืองได้ประโยชน์อะไร นี่ก็เป็น ๑ คําถามที่อยากจะเรียนถาม
ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกและมีความเห็นว่าจํานวน ๓๗๕ คน เป็นการลดงบประมาณก็จริง แต่เป็นการลดความรู้สึกที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ของประชาชนด้วย ซึ่งประชาชนเคยใช้สิทธิในการเลือกตั้งรายคน รายเบอร์ถึง ๔๐๐ คน แต่มาบัดนี้ถูกตัดทอนให้เหลือ ๓๗๕ คน ซึ่งดูแล้วก็เสมือนหนึ่งว่าไปช่วงชิงสิทธิของ พี่น้องประชาชน แต่ในขณะเดียวกันนั้นไปเพิ่มสิทธิให้กับนายทุนหรือนักวิชาการเข้ามาร่วม ในกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ผมเองไม่ได้ตําหนิติติง ไม่ได้รังเกียจสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มาโดยแบบบัญชีรายชื่อ ไม่ได้รังเกียจ เพราะท่านเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และถ้าเป็นอย่างนี้ จริง ๆ ก็ถือว่า เป็นความโชคดีของประเทศไทยและประชาชนคนไทยทุกท่านทุกคน แต่ท่านประธานครับ ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือว่าถ้าสมมุติว่านายทุนผู้หวังประโยชน์จากการแก้กฎหมายฉบับนี้ ได้เข้ามา แล้วนายทุนคนนั้นเข้ามาเพื่อซื้อพรรคการเมือง เพื่อซื้อตําแหน่ง เพื่อซื้อเกียรติ ศักดิ์ศรีเพื่อวงศ์ตระกูล ถ้าเป็นอย่างนี้นะครับท่านลองนึกภาพดูว่าสังคมไทย ในอนาคตจะ เป็นอย่างไร ที่แน่ ๆ พอสรุปได้ง่าย ๆ ก็คือว่ากิจกรรมการคืนทุนจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต เพราะลงทุนไปมาก อันนี้ไม่ได้ตําหนิเฉพาะผู้ที่ดี แต่ว่าอาจจะมีบ้างก็เลยขอทํานายว่า ในอนาคตกิจกรรมการคืนทุนจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนะครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าผมเห็นด้วยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวน ๔๐๐ คน แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ คนเห็นด้วยอย่างนี้ ด้วยเหตุผลสั้น ๆ ๒ ข้อ ข้อที่ ๑ การให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวน ๔ คนเหมือนเดิมนั้น ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติกับประชาชนคนเดินดิน ข้อที่ ๒ การให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาแบบบัญชีเลือกตั้ง จํานวน ๑๐๐ คน ก็ถือว่าเป็นการให้เกียรติของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมดนี้คือความสมดุลตัวเลขแบบไม่มีเศษนะครับ ขอขอบคุณมากครับ
เชิญท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้นั่งฟังการอภิปรายมาโดยตลอดเพื่อที่จะรับฟังเหตุผล ของเพื่อนสมาชิกต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญที่สุด กระผมเองนั้นได้มองภาพของการแก้ไขในครั้งนี้ด้วยความตั้งใจที่จะให้มันเป็นกลางที่สุด ผมเห็นใจทั้งกรรมาธิการและเห็นใจทั้งท่านสมาชิกผู้แปรญัตติ ผมเองก็ได้แปรญัตติด้วย เช่นเดียวกัน ข้อดีของการแก้ไขในครั้งนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงเขตการเลือกตั้งจากเดิม ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาเป็นเขตการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ซึ่งถือว่าเป็นการถูกต้องที่สุด
ประการที่ ๒ ก็คือได้มีการเลือกตั้ง แก้ไขให้มีการเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแทนแบบสัดส่วน ซึ่งใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ในมาตรา ๙๓ นั้นได้กําหนดไว้ได้มีการแก้ไขจํานวนที่แตกต่างกันก็คือว่า ทางกรรมาธิการนั้น กําหนดไว้ ๓๗๕ คน สําหรับเขตเลือกตั้ง และ ส.ส. จากบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ตรงนี้เอง เป็นความแตกต่างซึ่งสภาได้ดําเนินการอภิปรายตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ ผมเองนั้นได้แปรญัตติว่า จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขตเลือกตั้งนั้นควรจะเป็น ๔๐๐ คน และมาจากบัญชี รายชื่อ ๑๐๐ คน กระผมมีเหตุผลครับก็คือว่าประการแรกการลดจํานวนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจากเขตเลือกตั้งให้เหลือเพียง ๓๗๕ คนนั้น ผมคิดว่าทําให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ส. กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่นั้นต้องห่างออกไป เนื่องจากเขตพื้นที่จะต้องใหญ่ขึ้นกว้างขึ้น แล้วก็พบกับผู้คนจํานวนมากขึ้น ส.ส. เองนั้นคงไม่สามารถที่จะทํางานในหน้าที่ในการที่จะ ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะรวบรวมความคิดเห็นความต้องการต่าง ๆ มาเสนอ ต่อรัฐบาลนั้นสามารถที่จะกระทําได้ยากขึ้น ในขณะเดียวกันจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นการต่อยอดของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดนั้น การที่กําหนดไว้ถึง ๑๒๕ คนนั้นคิดว่าน่าจะมากเกินไป ซึ่งเมื่อเทียบไปแล้วเป็นจํานวนถึง ๑ ใน ๓ ของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ด้วยเหตุผลดังที่เรียนแล้วนะครับ จึงมีความไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ จํานวน ส.ส. ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เขตเดียวเบอร์เดียว แล้วก็จํานวน ๔๐๐ คน ที่ได้แปรญัตตินั้น เป็นจํานวนเดียวกับที่ใช้ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งพี่น้องประชาชนได้คุ้นเคยกับการเลือกตั้งแบบนี้ในการเลือกตั้งทั่วไปถึง ๒ ครั้งด้วยกัน แล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้กําหนดเปลี่ยนแปลงเขตการเลือกตั้ง เสียใหม่ เปลี่ยนแปลงจํานวนเสียใหม่ แล้วในขณะนี้เราก็กําลังเปลี่ยนแปลง อีกครั้งหนึ่งจํานวน ส.ส. เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะเกิดความสับสน ถ้าหากว่าเราย้อนกลับ ไปใช้แบบเดิม คือจํานวนเขต ส.ส. จํานวนเขต ๔๐๐ คน แล้วก็จํานวน ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อจํานวน ๑๐๐ คน เช่นเดิม ก็คิดว่าจะทําให้ราษฎรนั้นสามารถที่จะใช้สิทธิได้ เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาแล้ว ซึ่งมีความคุ้นเคยแล้ว ผมคงจะต้องขอรับฟังความคิดเห็นรับฟัง คําตอบของกรรมาธิการถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เพื่อที่จะประกอบการตัดสินใจ ผมเองนั้นรับได้ในตัวเลขทั้งหมด แต่ขอให้มีเหตุมีผลที่สามารถที่จะอธิบายได้ แล้วก็เชื่อสนิท ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทําให้บังเกิดผลดีต่อการเมืองของบ้านเรา ผมพร้อมที่จะทํา ผมพร้อมที่จะลงมือ เพราะผมพร้อมที่จะลงคะแนนให้ท่าน แต่ถ้าหากว่าท่านไม่สามารถ อธิบายได้ ก็เสียใจครับที่ไม่สามารถที่จะสนับสนุนท่านได้ ผมขอนําเรียนเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวรวิทย์ บารู ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ บารู วุฒิสมาชิกจังหวัดปัตตานีในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ได้แปรญัตติมาตรา ๙๓ โดยที่สมาชิกที่ขอแปรญัตติก็คือ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นั้นนะครับ จริง ๆ แล้วจํานวนรวมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งร่างของคณะกรรมาธิการ และที่กระผมขอแปรญัตตินั้นมีจํานวนเท่ากันคือ ๕๐๐ คน แต่สิ่งที่ต่างกันอยู่ที่จํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ร่างของกรรมาธิการนั้น ส.ส. แบ่งเขตจํานวน ๓๗๕ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จํานวน ๑๒๕ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่กระผมขอแปรญัตตินั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๔๐๐ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และ ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อ ๑๐๐ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จํานวน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ถ้าเรา ดูจํานวนที่เพิ่มขึ้นและลดลงของทั้ง ๒ อย่าง คือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กับ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ต่างกันอยู่เพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ หากเราพิจารณา จํานวนเปอร์เซ็นต์ แต่จํานวนเปอร์เซ็นต์นั้นมีนัยอย่างสําคัญนะครับ ท่านประธานครับ กล่าวคือ ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ลดลงของ ส.ส. แบบเขตนั้นก็คิดเป็น ๒๕ คน และที่เพิ่มขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อก็ ๒๕ คน เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ประเด็นก็คือท่านไปลดจํานวน ส.ส. ที่ถูกเลือกตั้งมาโดยตรง และไปเพิ่มจํานวน ส.ส. ที่เป็น แบบบัญชีรายชื่อซึ่งได้มาโดยการถูกเลือกตั้งแบบโดยทางอ้อม ผมคิดว่าการลดจํานวน ตัวแทนของภาคประชาชนที่เขาเลือกตั้งโดยตรงนั้น และไปเพิ่มในส่วนที่เป็นตัวแทน ที่ถูกเลือกตั้งมาโดยทางอ้อม แม้จะไม่ผิดโดยในกระบวนการของประชาธิปไตยก็ตาม แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่ามันไม่ใช่เป็นวิธีการหรือหลักการที่ถูกต้องที่ดีที่สุด ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ มีหลายคน มีคนบางกลุ่มมักจะพูดอยู่เสมอว่า มีคนดีอีกจํานวนมากที่ไม่สามารถจะสู้กับนักการเมืองอาชีพได้ แต่ต้องการที่จะมาช่วย ในทางการเมือง ผมก็แปลกใจนะครับว่า ในสาขาใด ๆ วิชาชีพใด ๆ ก็ตาม ถ้าพร้อมที่จะลงตรงนั้นนะครับ หรือในทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน ผมว่าในทุกประเทศเขาจะต้องผ่านการเลือกตั้งพร้อมที่จะ มาช่วยชาติบ้านเมือง แต่มีในประเทศไทยที่ไม่ยอมที่จะสู้ในกระบวนการของการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยไม่เพียงแค่ ๕ วินาที ตอนที่เดินเข้ากาบัตรในคูหาเลือกตั้ง และผมก็เชื่อว่า มันไม่ใช่เกิดจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อมหรือจากกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คนเลือกเข้ามา ถ้ายังเป็นเช่นนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่ากระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยนั้น ก็คงยากลําบากที่จะไปสู่ความก้าวหน้าได้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลนี้ผมเข้าใจว่าร่างที่ คณะกรรมาธิการเสนอนั้น ผมอยากจะทราบว่ามีเหตุใดที่ไปลดในส่วนที่เป็นการเลือกตั้ง จากประชาชนโดยตรง และไปเพิ่มจํานวนที่เป็นการเลือกตั้ง แม้จะเป็นการเลือกตั้งก็ตามแต่ เป็นการเลือกตั้งโดยทางอ้อม เป็นการตัดสิทธิของประชาชนโดยตรง ในส่วนนี้คือส่วนที่ผม อาจจะรับไม่ได้ ผมต้องการทราบเหตุผลที่ตรงนี้นะครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าใน ๓๗๕ คนนั้น แล้วก็ใน ๑๒๕ คนนั้นแม้จะ เท่ากันในจํานวนสมาชิก แต่มีนัยที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นนั้นเพิ่มขึ้น โดยทางอ้อม ด้วยเหตุนี้ผมอยากจะเรียนสั้น ๆ ต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ช่วยตอบคําถามตรงนี้ด้วยครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านประวัติ ทองสมบูรณ์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยแก้ไขในมาตรา ๙๓ ของมาตรา ๓ ตั้งแต่มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๗ จากที่กระผมได้แปรญัตติในครั้งนี้เกี่ยวกับจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในจํานวน ๕๐๐ คนผมก็เห็นด้วย แต่เมื่อมีการแก้ไขนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วในวาระแรกของร่างของประชาชนก็ดี หรือของรัฐบาลที่เสนอเข้ามา สู่การพิจารณาของรัฐสภาผมก็ผ่านด้วยความเห็นชอบ แต่จริง ๆ แล้วนะครับ ด้วยจํานวน ตัวเลขของสมาชิกในเขตเลือกตั้งที่ลดลงไปจาก ๔๐๐ คนเหลือ ๓๗๕ คน และมาเพิ่ม ในระบบสัดส่วน ระบบบัญชีรายชื่อ ระบบปาร์ตี้ ลิสต์ (Party List) เป็น ๑๒๕ ซึ่งในจํานวน ตัวเลขตรงนี้ผมเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะว่าในการไปลดจํานวน ส.ส. เขตเลือกตั้ง มันจะเกิดปัญหา ซึ่งโดยเจตนารมณ์ที่จะให้ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาก็เพราะอยากให้ มีความสมานฉันท์ เกิดความสมัครสมานสามัคคี แต่เมื่อมีการลดจํานวน ส.ส. ลงไป ซึ่งมันก็คงจะเกิดปัญหาในเขตเลือกตั้งที่มีการลดจํานวนลงไป หลายจังหวัดอย่างที่ ท่านสมาชิกได้นําเรียนต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งผมอยู่ในจังหวัดมหาสารคามก็คงเป็นจังหวัดหนึ่ง ที่มีการลดจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมา ซึ่งมีจํานวน ๖ คนด้วยกัน ซึ่งจริง ๆ ในจํานวน ๖ คนนี้มีมายาวนานแล้วครับ ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ก็มีจํานวน ส.ส. มา ๖ คน ซึ่งแม้จะมีการแบ่งเขตเลือกตั้งมาเป็นเขตเล็ก เขตเดียว คนเดียว ซึ่งแต่ก่อนนั้นผมลงในเขตเลือกตั้งใหญ่มาตลอด จังหวัดมหาสารคามแบ่งเป็น ๒ เขตเลือกตั้ง เขตละ ๓ คน ซึ่งผมก็ผ่านการทํางานทางการเมืองมา เห็นปัญหา เห็นอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ต้องยอมรับว่าในเขตใหญ่การดูแลพี่น้องประชาชนก็ค่อนข้างจะลําบาก จนมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้มีเขตเลือกตั้งเล็กลงไป เขตเดียว คนเดียว ๔๐๐ คน ๔๐๐ เขต แล้วก็มีระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ซึ่งผมก็ได้เฝ้าติดตามของการทํางานเมื่อมีเขตเล็กลงไปนะครับ การทํางานของผู้แทนราษฎร ต้องยอมรับครับว่าเมื่อเขตพื้นที่มันแคบเข้า การใกล้ชิดการทํางานกับประชาชนมันก็คง จะต้องดีกว่าในเขตใหญ่ ประชาชนสามารถที่จะติดตาม ตรวจสอบดูการทํางานของ ส.ส. ของเขาได้ ถ้าหากว่าไม่ดีสมัยหน้าก็ไม่ต้องเลือก เพราะว่ามันเป็นการท้าทายพอสมควร นะครับว่าในเขตเลือกตั้งที่เล็กลงไป แล้วให้ประชาชนที่เขาจะต้องได้ตรวจสอบมันก็ย่อม ดีกว่า เพราะว่าจากเขตใหญ่ที่มี ๓ คน ส่วนใหญ่มันก็มีพื้นที่ที่ยืนกันอยู่แล้วในแต่ละอําเภอ นะครับ การทํางานก็ค่อนข้างจะเกิดความขัดแย้ง แต่พอเขตเล็กลงไปก็ทํางานกันไป มันก็เป็นการพิสูจน์ฝีมือ พิสูจน์ผลงานให้ประชาชนเป็นที่ประจักษ์ แต่ขณะเดียวกันเมื่อมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับมาเป็นเขตเลือกตั้งใหญ่อีก ลดจํานวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลงมาเหลือ ๘๐ คน ส่วนเขตเลือกตั้งก็เหลือ ๔๐๐ คน ๔๐๐ เขตเหมือนเดิม ผมก็คิดว่า การทํางานก็ไปได้ด้วยดี แต่ขณะเดียวกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้มี การเปลี่ยนแปลง ได้ลดจํานวน ส.ส. เขตลงมาเหลือ ๓๗๕ คน แล้วก็ไปเพิ่มบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คน ขึ้นไปเป็น ๑๒๕ คน จากเหตุผล ที่ผมได้ติดตามได้ฟังทางท่านคณะกรรมาธิการก็ดี หรือจากนักวิชาการ หรือจากผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ว่าจะได้คนที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาช่วยกันทํางาน ส่วน ส.ส. เขตนั้นก็คงจะอยู่ในพื้นที่ ให้ลดจํานวนตรงนั้น ลงไป มาเพิ่มใน ส.ส. บัญชีรายชื่อขึ้นมา เพื่อที่จะได้มาทํางานในบทบาทหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ คือด้วยเหตุผลผมก็ยอมรับฟังได้ แต่ ณ วันนี้ ส.ส. ในเขตเลือกตั้งที่ลงไปก็มีความรู้ความสามารถไม่แพ้แตกต่างกัน จากที่ดูประวัติ ก็จบปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นดอกเตอร์ก็มี ความรู้ความสามารถก็มี ก็ไม่ได้แพ้กัน
อีกอย่างหนึ่ง คือประชาชนก็สามารถที่จะเข้าถึงสัมผัสได้โดยตรง แต่จาก ส.ส. บัญชีรายชื่อก็คงจะมีบ้างนะครับ บางท่านที่มาอยู่ฝ่ายบริหารเป็นรัฐมนตรี ก็สามารถที่จะลงพื้นที่ทํางานตอบสนองแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ ในส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าในจํานวนที่มันมากขึ้นมาถึง ๑๒๕ คน ผมคิดว่ามันมากเกินควร นะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในคณะรัฐมนตรีก็คงไม่เกิน ๓๖ ท่านด้วยกันใน ครม. ก็สามารถ ที่จะทํางานได้ ในส่วนที่เหลือซึ่งยังอยู่ในปริมาณจํานวน ๑๐๐ คน อีก ๗๐ กว่าคนก็คงจะ สามารถมากําหนดนโยบาย มาทํางานให้กับพรรคได้ มาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ บ้านเมืองได้เหมือนกัน ในส่วนของ ส.ส. เขตเลือกตั้งนะครับ เขาก็รับรู้ปัญหาในพื้นที่ ในความเดือดร้อน ปัญหาความยากจน ปัญหาแหล่งน้ํา น้ําท่วม ภัยแล้งอะไรต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นเขาก็นํามาสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลอยู่ตลอด อย่างที่มีการประชุม นอกจาก การพูดคุยก่อนเวลาในตอนช่วงเช้า มีการยื่นกระทู้ถาม ยื่นญัตติ ถามปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่จะให้รัฐบาลแก้ไข ส่วนใหญ่ก็เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งที่ได้นําปัญหาแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดที่เขาไปประสบที่เขาเห็นในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีเหตุผลอะไรที่ทางท่านกรรมาธิการจะคงไว้ตามร่างของรัฐบาลให้เหลือ ๓๗๕ คน แล้วก็มาบวกบัญชีรายชื่อขึ้นมาอีกเป็น ๑๒๕ คน อย่างไรก็ตามผมก็ยังเชื่อมั่นว่า ใน ส.ส. เขตเลือกตั้งน่าจะคงไว้ ๔๐๐ คน แล้วบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน แต่อย่างไรก็ตามครับถ้าหากว่าทางท่านกรรมาธิการมีเหตุผลที่ยอมรับฟังได้ด้วยเหตุด้วยผล ผมก็ยอมรับฟัง แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังยืนยันในจุดยืนของผมว่า ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ขอบคุณครับ
ต่อไป ท่านนิคม ไวยรัชพานิช เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับความจริงผมไม่จําเป็นที่จะต้องออกมา ขอแปรญัตติหรอกครับ แต่ได้เห็นร่างของ ครม. ที่เข้าสู่สภาแล้ว รับไม่ได้กับร่างที่เสนอ โดยสัดส่วนของจํานวน ส.ส. เขตพื้นที่และ ส.ส. สัดส่วน ผมนั้นรับในร่างในหลักการ และเหตุผลก็คือการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้มีปาร์ตี้ ลีสต์ ที่ตัดคําว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ออกไป ก็หมายความว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้ประสงค์ที่จะให้พรรคการเมืองขนาดเล็กได้มีสิทธิในปาร์ตี้ ลิสต์ แล้วก็ ประสงค์ที่จะให้ประชาชนที่มี ส.ส. หรือผู้แทนนั้นในพื้นที่เขตที่มีความเหมาะสม โดยคํานึงถึง พื้นที่ที่มีขนาดที่พอเหมาะ แต่ท่านประธานครับ ในสัดส่วนของจํานวน ส.ส. ในระบบ เขตเลือกตั้งนั้นในระดับของ ๓๗๕ ผมรับไม่ได้ครับ เหตุที่รับไม่ได้นั้นประชาชนรับรู้เรื่องของ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขต เราจะเห็นว่าในการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๐ เราใช้เขตเลือกตั้งที่มีประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ส. ๑ คน เราทําเช่นนี้ มาหลายยุคหลายสมัย แม้กระทั่งการแบ่งเขตเลือกตั้งที่แบ่งเขตแบบเรียงเบอร์เราก็ทํามาแล้ว เขตเลือกตั้งที่ วัน แมน วัน โหวต เราก็ทํามาแล้ว แต่เมื่อที่ประชุมหรือเมื่อพรรคที่เสนอ เข้ามานั้นต้องการที่จะให้เป็น ส.ส. ที่มีจากเขตเล็กลง ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าจํานวนนั้น ไม่เห็นชอบเลย เพราะว่าการที่ท่านไปลดจํานวน ส.ส. ลง ๒๕ คน ใน ๒๕ เขตเลือกตั้งเป็น การรอนสิทธิประชาชนครับ เพราะประชาชนนั้นในหลายจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเหนือและภาคอีสานท่านลดเขาไปถึง ๑๙ คน ท่านลดในภาคใต้ ๔ กรุงเทพมหานคร อีก ๒ แล้วท่านเชื่อไหมครับว่าการลดเช่นนี้ส่งผลต่อการได้เสียของจํานวน ส.ส. ถ้าท่าน นึกย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ หรือปี ๒๕๔๘ ก็ดี มีพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นที่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบปาร์ตี้ ลีสต์ นั้น จะได้มาอยู่อันดับที่ประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในยุคนั้นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก เข้ามาสภาท่านก็เรียกร้องบอกว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภา เพราะว่าสามารถคุมเสียง ส่วนใหญ่หรือไปรวมกับพรรคผสมอีกจํานวน ๑ พรรค หรือ ๒ พรรคก็สามารถที่จะบริหาร ประเทศได้ แต่วันนี้เหตุการณ์อย่างนั้นกลับย้อนรอย ท่านกลับเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มาปรับปรุงแก้ไขโดยการได้เสียในจํานวนสัดส่วนของ ส.ส. ในเขตพื้นที่กับ ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ จาก ๔๐๐ : ๑๐๐ กลายเป็น ๓๗๕ : ๑๒๕ เดี๋ยวผมจะเรียนให้ท่านทราบว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างไร ท่านเชื่อไหมครับท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้มีความพยายาม ที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในการได้เปรียบ ในการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ต้องการ ที่จะให้พรรคการเมืองนั้นได้มีการกระจาย ได้มี ส.ส. หลาย ๆ พรรคเข้ามาสู่รัฐสภา จาก ๔๐๐ : ๑๐๐ เราลดลงมาเป็น ๔๐๐ : ๘๐ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะอะไรครับ ก็ยังมีพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงในปาร์ตี้ ลิสต์นั้นเข้ามาถึง ๓๔ คน พรรคที่รองลงมา ก็ได้ ๓๓ คน ก็หมายความว่ายังไม่มีการที่ชนะกันเด็ดขาด ไม่เหมือนกับปี ๒๕๔๘ ซึ่งมีการชนะกันอย่างเด็ดขาด ก็คือ ๖๗ : ๒๖ แต่วันนี้ท่านกลับเอา ปาร์ตี้ ลิสต์ มา ๑๒๕ คน แล้วไปลดในเขตพื้นที่จาก ๔๐๐ คนเหลือ ๓๗๕ คน หายไป ๒๕ คน แล้วมาเพิ่มในปาร์ตี้ ลิสต์ อีก ๒๕ คน ท่านเชื่อไหมครับว่าจากตัวเลข ปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๖ นั้น พรรคที่ได้คะแนนเสียงที่ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าอยู่ประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าสมมุติว่าเอาแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พรรคที่จะมาที่ ๑ ย่อมเป็น พรรคที่ประชาชนรู้จัก ย่อมเป็นพรรคที่เก่าแก่ เพราะประวัติศาสตร์ว่าอย่างนั้น จากสถิติ เป็นอย่างนั้น ก็หมายความว่า ๑๒๕ คนนั้นเขาจะได้เข้ามาเป็นอย่างต่ํานะครับ ๖๕ เสียง ๖๕ เสียง ท่านประธานครับ เสียไปในภาคใต้แค่ ๓ เสียง ถึงแม้จะ ๔ เสียง แต่เนื่องจากว่า ในอีกจังหวัดหนึ่งนั้นไม่ใช่ฐานเสียง อาจจะเสียในกรุงเทพมหานครอีก ๒ เสียง อาจจะ เสียทางภาคอื่นบ้าง แต่ว่าสิ่งที่ได้มานั้นคุ้ม ก็หมายความว่าในการเลือกตั้งถ้ากฎหมายฉบับนี้ ได้มีการแก้ไขแล้วผ่านนั้น กระผมเชื่อว่าพรรคที่มาที่หนึ่งนั้น เมื่อรวมกับ ส.ส. เขต รวมกับ ปาร์ตี้ ลิสต์ แล้ว จะได้มากถึง ๒๐๐ เสียง ๒๐๐ เสียง บวกลบไม่เท่าไรนะครับ ท่านเห็นหรือยังครับว่าการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างนี้จึงเป็นที่มาของสูตร ๓๗๕ : ๑๒๕ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมจําเป็นนะครับที่จะต้องขอแปรญัตติ ถึงแม้ความจริงแล้ว จังหวัดผมนั้นจะไม่กระทบกระเทือน จังหวัดฉะเชิงเทรานั้นก็ยังมี ส.ส. ในพื้นที่อีก ๔ คน แต่จะมีปาร์ตี้ ลิสต์ กี่คนนั้นขึ้นอยู่กับในการที่จะกําหนดหรือมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าไป อยู่ในพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ด้วยเหตุนี้ล่ะครับการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างนี้ ซึ่งในสมัยหนึ่ง เราบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เอาเปรียบที่ทําให้เกิดพรรคเมืองที่เข้มแข็ง เราก็พยายามทําพรรคการเมืองให้มันอ่อนแอลงโดยใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เวลานี้ เราบอกว่าเราต้องการส่งเสริมพรรคการเมืองให้เข้มแข็งมันก็เลยวนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ แล้วเมื่อไรจะพัฒนาประชาธิปไตยเสียทีหนึ่ง ผมยิ่งได้ฟังกรรมาธิการบางท่านพูดบอก ต้องการที่จะพัฒนาการเมืองให้เข้มแข็งโดยการลดความสําคัญของเขตพื้นที่ของ ส.ส. มาจากพื้นที่ แล้วไปเพิ่มปาร์ตี้ ลิสต์ ก็หมายความว่า ส.ส. ที่มาจากเขตพื้นที่นั้นจะให้ ความสําคัญน้อยกว่า ส.ส. ที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ ความจริงแล้วหลักการเช่นนี้เป็นการที่ ไปรอนสิทธิของประชาชนที่พึงจะได้ ในหลาย ๆ ท่านที่ขึ้นมาอภิปรายนั้น จังหวัดของเขา ส.ส. หายไป ๑ คน แล้วกลับไปเขาจะตอบประชาชนอย่างไร ยังดีนะครับที่จังหวัด ท่านประธานนั้น ส.ส. ไม่ได้หายนะครับ แต่ถ้าลดไปสัก ๑ ท่านคงไม่คงกังวลนะครับ เพราะว่าท่านก็ขึ้นไปสู่ ปาร์ตี้ ลิสต์ ได้ แต่ว่าจังหวัดที่ผู้แทนเขาหายไป ๑ คนนั้น มีผลกระทบอย่างมาก และคนที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ นั้นท่านประธานก็คงรู้ คงทราบ ถึงแม้จะเป็นการเลือกตั้งจากเขตพื้นที่ทั้งประเทศ แต่พื้นที่สนามหรือพื้นที่ ที่มีความผูกพันกับประชาชนนั้นย่อมน้อยกว่า ส.ส. ที่มาจากเขตพื้นที่ กระบวนการรับรู้ ปัญหา กระบวนการในการแก้ปัญหานั้น ท่านประธานครับ คนที่มาจากพื้นที่เท่านั้นครับ ที่ประชาชนนั้นเขาอยากจะพบ เขาอยากจะพึ่ง เขาอยากจะขอความช่วยเหลือ เสียดายนะครับที่ประชาชนนั้นความจริงเขาก็ควรจะมีสิทธิที่ออกมาเรียกร้อง ออกมา ขอความชอบธรรมในการที่เขาจะมีสิทธิในการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ส. ๑ คนนั้นเราใช้ตัวเลขนี้มายาวนานมาก แต่เวลานี้ท่านกําลัง เอาจํานวน ส.ส. ๕๐๐ คน ซึ่งต่อไปเราอาจจะเรียกว่าสภา ๕๐๐ คนก็ได้ครับ สภา ๕๐๐ คน จาก ๓๗๕ คนนั้น ท่านเอาไปหารประชากรสิครับ ๑๗๐,๐๐๐ คนนะครับ เขาจะต้อง ไปหาคนอีก ๒๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นต่อไปในการแบ่งเขตเลือกตั้ง แน่นอนครับย่อมมี ส่วนได้ส่วนเสีย การไปแบ่งพื้นที่ใหม่โดยการเอาประชากรอีก ๒๐,๐๐๐ คนมานั้น ย่อมต้องไปตัดพื้นที่ บางอําเภอ ย่อมต้องไปตัดพื้นที่ในบางตําบล แล้วพื้นที่เหล่านั้นถ้า กกต. แบ่งพื้นที่อย่างเป็นธรรมเราจะไม่ว่าครับ แต่บางทีนั้น ความเป็นธรรมนั้นไม่มี เพราะว่าการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมืองไปตัดพื้นที่ในเขต ในฐานเสียงเขาอีกคนหนึ่งเอามาออกมาเสีย เพื่อทําให้ความเข้มแข็งนั้นอ่อนแอลง แล้วอย่างนี้มันจะเป็นธรรมได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมยินดีที่จะสนับสนุนความคิด ในการที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นมาแล้ว ถึงแม้ตั้งแต่สมัยแรกที่เข้ามานั้น มีการเสนอที่จะตั้ง สสร. ๓ แต่พอคิดแค่นี้พูดแค่นี้ทุกภาคทุกคนมุ่งมาเล่นที่ผม แต่วันนี้ ท่านแก้ผมยินดีครับและยินดีที่จะสนับสนุน แต่สนับสนุนในหลักการที่มีความเป็นธรรม มีความเสมอภาคและขึ้นอยู่บนพื้นฐานของประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ท่านไม่ทราบหัวใจของคนที่มาจากการเลือกตั้งหรอกครับ พวกเรานั้นอยู่ในพื้นที่ พวกเรานั้น มาจากฐานเสียงประชาชน เพราะฉะนั้นเวลาจะทําอะไรก็แล้วแต่ท่านอย่าได้พูดอย่างเดียวว่า เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง หรือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา แต่โดยแท้ ๆ แล้ว ท่านไม่ได้ทําอย่างนั้นหรอกครับ ท่านหวังประโยชน์ของการชิงจํานวน ส.ส. หรือ การชิงประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประชาชน วันนี้ผมจําเป็นเหลือเกินครับ ถึงแม้จะมีฐานะอีกฐานะหนึ่งเป็นรองประธานวุฒิสภาวันนี้ แต่ผมขออนุญาตวันนี้ขอพูด ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากเขตเลือกตั้ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในการจะลงมติ ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณที่มีความถูกต้องมีความเป็นธรรม เพื่อจะลงไว้ซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยที่มีความถูกต้องที่มาจากพื้นฐานของประชาชน ท่านอย่าได้คํานึงถึงการได้เสีย ท่านอย่าได้คํานึงถึงว่าสมัยหน้าท่านต้องกลับมาเป็นรัฐบาลอีก ผมอยากให้ท่านคํานึงถึง ประเทศชาติ เป็นหลักครับ แล้วเช่นนี้เราจะปรองดองครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป ท่านสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสาคร วันนี้ผมรู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสมาอภิปรายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากตัวผมเองก็มีความตั้งใจที่จะมาขอแก้รัฐธรรมนูญนานแล้ว แต่ก็ไม่มีจังหวะ วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ผมได้มีโอกาสมาร่วมอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผมตั้งใจไว้ ผมเองก็ได้แปรญัตติในมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ และมาตรา ๙๖ ผมขออภิปราย รวมกันเลย นะครับเพื่อความประหยัดเวลาในการที่สมาชิกท่านอื่นจะได้อภิปรายต่อไป ผมขอสนับสนุนการแก้ไขในส่วนของ ส.ส. ๕๐๐ คน แต่แบ่งเป็นแบบเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ที่จริงแล้วเหตุใดผมจึงสนับสนุน ความจริงจํานวน ส.ส. ๕๐๐ คนนี้เราได้ใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๔๐ เราก็ใช้มาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีแล้ว แล้วก็มามีการแก้ไขเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ได้มีการลดจํานวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เหลือ ๘๐ คน แต่ขณะนี้ได้เพิ่ม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อถึง ๑๒๕ คน ซึ่งดูแล้วมีพรรคเพิ่มขึ้น เพียง ๒๕ คน จากรัฐธรรมนูญเดิม แต่ถ้าพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วเราเพิ่มขึ้นถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ส.ส. แบบแบ่งเขตนี่นะครับ ผมเองในฐานะที่อยู่ ในพื้นที่ตั้งแต่ระดับการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งมีโอกาสได้มาเลือกตั้งการเมืองระดับชาติ ถึง ๒ สมัย ในปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๑ จึงทราบดีว่าประชาชนต้องการใกล้ชิดกับ ส.ส. แบบแบ่งเขต เนื่องจากมีปัญหาอะไร เขาก็จะมาพึ่ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ผมเองในฐานะเป็นสมาชิกวุฒิสภา บางครั้งก็ได้รับการขอร้องบางเรื่อง จึงมีความจําเป็นว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สําคัญ ถ้าเราเอง คํานึงถึงประชาชน เราต้องไม่ดูถูกประชาชน โดยการไปลดจํานวนผู้แทนของเขาเหลือ ๓๗๕ คน ซึ่งผมเองคิดว่าลดไปนี้จะทําให้การแบ่งเขตลดลงจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน ก็จะทําให้มีปัญหา ทําให้แต่ละเขตต้องแก่งแย่งกัน ซึ่งจะหาความปรองดองก็ยากนะครับ ผมเองก็อยากจะให้ทุกท่านที่มาจากการเลือกตั้งในวันนี้ ให้คํานึงถึงประชาชนเป็นหลัก นะครับ ๔๐๐ เขต ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม ดังนั้นผมเองก็คงจะขอสนับสนุน ส.ส. เขต ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านดิเรก ถึงฝั่ง ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ยื่นแปรญัตติในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และการยื่นแปรญัตติ ในครั้งนี้ ผมเองจะขออภิปรายในประเด็นต่าง ๆ เพียง ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ก่อนอื่นผมต้องขอติติงคณะกรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ทําไมถึงขอติติงครับ เหตุผลเนื่องจากว่าในขณะที่บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ได้ยื่น แปรญัตตินั้น ยังไม่ทันที่คณะผู้แปรญัตติจะมาชี้แจงปัญหาต่าง ๆ ที่เขานําเสนอแล้วก็มีข้อสงสัย คณะกรรมาธิการก็ชิงเร่งรัดลงมติ เลือกวิธีทางหนึ่งวิธีทางใดออกไปแล้ว และเมื่อลงมติไปแล้ว เพิ่งจะมีหนังสือเชิญให้พวกเรา ไปแปรญัตติ เมื่อท่านลงมติไปเรียบร้อยแล้ว ท่านมาเชิญผม ไปแปรญัตติมันจะได้ประโยชน์อะไร เพราะการแปรญัตตินั้นมันเป็นสิ่งที่เราจะต้องนําข้อดี ข้อไม่ดีไปพูดคุยกัน เมื่อทุกคนแปรญัตติเสร็จเรียบร้อยแล้วในทางปฏิบัติ ท่านจึงนําสิ่งเหล่านี้ มาวินิจฉัยและก็จะเป็นมติ ลงมติเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น มันควรจะทําทีหลัง เมื่อทุกคนได้แปรญัตติกันไปแล้ว หรือท่านอาจจะคิดว่าผู้ที่แปรญัตตินั้น อาจจะแปรในเรื่องที่ซ้ํา ๆ กัน ก็เลยถือโอกาสตัดบท ลงมติกันไปเสียก่อน ผมกราบเรียน ท่านทั้งหลายอย่างนี้ว่า ผมเองนั้นได้รับหนังสือเย็นวันนี้ พรุ่งนี้ให้มาแปรญัตติ ไม่รู้ส่งหนังสือ เมื่อไร ทําไมผมถึงได้รับช้าเหลือเกิน เราก็ไม่มีเวลาเตรียมตัวที่จะแบ่งเวลามาชี้แจงได้ จึงได้ ขอสงวนคําแปรญัตติเอาไว้อภิปรายในสภานะครับ ท่านกลัวว่าจะซ้ํากัน ผมกราบเรียนว่า ประเด็นของผมนั้น เราไม่อภิปรายให้ซ้ํากับทุก ๆ ท่าน เพราะว่าหลายท่านก็ได้อภิปราย เจาะลึกปัญหาต่าง ๆ ไปมากมายพอสมควร สิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นอยู่ในประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าท่านประธานคงจําได้ว่าในขณะที่บ้านเมืองเราเกิดวิกฤติ ของบ้านเมืองนั้น รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานวุฒิสภา ได้ปรึกษาหารือกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง แล้วก็ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาที่เรา เรียกว่า คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีผมเป็นประธานคณะกรรมการ และมีสมาชิกที่มาจากหลาย ๆ ฝ่ายนะครับ มาจากหลาย ๆ ฝ่าย มาจากคู่ขัดแย้ง มาจากคู่กรณี คณะกรรมการของเราทํางาน แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือหาทางวิธีที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้ได้ ส่วนที่ ๒ เราก็หาวิธีที่จะปฏิรูปการเมืองหรือปฏิรูปประเทศของเราให้มันเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง และในส่วนที่ ๓ นั้นก็คือเรื่องของการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่สุดคณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ ถกเถียงกัน ถกแถลงกันทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างละเอียด เราก็เสนอ มา ๖ ประเด็น มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นั้น และมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็น ๒ ใน ๖ ประเด็น ที่พวกเราได้ถกเถียงกัน เรามาดูมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งผมจะพูดรวมทีเดียวว่า ประเด็นเขตเดียวเบอร์เดียว เขตเล็กเบอร์เดียวที่เราได้พิจารณากันอยู่นี้เราก็มีแนวทาง ของเราออกมาชัดเจนว่าเราต้องการเห็นการแบ่งเขตเลือกตั้งก็คือเขตเดียวเบอร์เดียว ที่เรียกกันง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่าเขตเล็กนะครับ โดยอาศัยหลักของความเป็นสากลเข้ามา เกี่ยวข้อง และในที่สุดเราก็เสนอมาว่ามันต้องมี ส.ส. ๔๐๐ คนจากเขตเลือกตั้ง และ ๑๐๐ คน จากสัดส่วนหรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ ลิสต์ เป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ เป็นแนวทางที่ คณะกรรมการสมานฉันท์เราได้เสนอมา ถามว่าเราคิดกันอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบาย รายละเอียด แต่บอกให้ท่านได้ว่าจาก ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นั้นทุกคนคิดจากฐานหลายฐาน คิดจากปัญหาหลายปัญหาเอามาถกกันจนกระทั่งได้ข้อยุติ นั่นหมายถึงว่าคู่กรณีทุกฝ่าย มีความเห็นพ้องต้องกันว่าในการที่เราจะแก้รัฐธรรมนูญนั้นแนวทางที่มันจะออกไปกลาง ๆ ที่ไม่ให้เกิดการขัดแย้งอีกก็คือสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญนั้นคือปัญหา ในหลาย ๆ ปัญหาที่สําคัญที่สุดที่ทําให้เกิดการขัดแย้ง เกิดการแตกแยกของคนไทย ในประเทศมาจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นทางออกที่คณะกรรมการสมานฉันท์นั้นเราไม่ได้ ออกไปข้างหนึ่งข้างใด ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาเราเข้าใจความเป็นกลาง เราเข้าใจ ความเป็นธรรม เราเข้าใจความโปร่งใสพอ เราไม่เคยคิดว่ายึดติดกับพรรคการเมือง พรรคการเมืองใด และสิ่งต่าง ๆ ที่เราทํากันมาด้วยคิดว่าเราต้องแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของชาติบ้านเมืองให้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อข้อยุติสรุปมาอย่างนี้นะครับ ในท้ายที่สุด ผมได้นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีว่านี่คือแนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ได้เสนอมา ใน ๓ กรอบ และกรอบรัฐธรรมนูญก็คือ ๖ ประเด็นนี้ ในวันนําเสนอผมได้กราบเรียนกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าท่านจะต้องรีบตั้งคณะทํางานเอาแนวทางทั้ง ๓ แนวทางนี้ไปศึกษา และรีบพิจารณานําไปสู่การแก้ไขเสีย นั่นหมายถึงว่านําไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของคนในสังคมและคนในประเทศไทย ผมจําได้ชัดเจนว่าผมอภิปรายในห้องนี้ว่าถ้าท่าน ไม่รีบแก้ไข สิ่งที่พวกเราไม่อยากเห็นก็จะได้เห็น แล้วเราก็ได้เห็นจริง ๆ ก็คือเกิดการ นองเลือด มีคนตายไปตั้ง ๙๑ คนนะครับ การล่าช้า การดึงเกม หรืออะไรก็แล้วแต่ทําให้ ปัญหามันลุกลามใหญ่โตขึ้นมา นั่นคือปัญหา เวลานี้เมื่อมีผู้เสียชีวิตไปเป็นจํานวนมากแล้ว ต่อมาท่านก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาเอาแนวทางนี้ไปศึกษา แล้วก็ตั้งคณะทํางานเพื่อจะได้ ดําเนินการตามแนวทางที่เรากําหนดเอาไว้ให้ ที่คณะกรรมการกําหนดเอาไว้ให้นะครับ ท่านอาจารย์สมบัติซึ่งก็เป็นคณะกรรมการของผมเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์อยู่ ท่านก็ได้มาเป็นหัวหน้าทีมในการศึกษาร่างของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านก็ศึกษาท่านก็เอาแนวนี้เสนอขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นการถูกต้องแล้ว เพราะว่าในที่ประชุมนั้น เขาต้องการให้เป็นเขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว แต่ที่มันเพี้ยนไปก็คือว่าของเราเสนอไว้ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ทีมงานของนักวิชาการซึ่งมีท่านอาจารย์สมบัติเป็นประธาน ก็คือประธาน แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็ออกมาเป็น ๑๒๕ คน ซึ่งสมาชิกช่วยกันออกมาต่อต้านช่วยกัน อะไรต่าง ๆ และอธิบายเหตุผลมาเยอะแล้วผมจะไม่พูด แต่การที่เสนอแนวนี้ออกมาสิ่งที่จะ ตามมาก็คือจะเกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาจากเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ๑ ประเด็น เกิดปัญหาความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ๑ ประเด็น นั่นหมายความว่าโอกาส ที่เราจะทําให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ระหว่าง ส.ส. ทุกฝ่ายทุกพรรคนั้นมันยิ่งห่าง ไปอีก แทนที่จะเกิดความปรองดองสมานฉันท์หาทางแก้ปัญหาไปด้วยกันทั้งทีม ทั้งพรรค ทุกพรรคร่วมกันนี่นะครับมันก็กลายเป็นประเด็นขัดแย้งขึ้นมาอีก ๑ ประเด็น พอเปิดตัวว่า ๓๗๕ กับ ๑๒๕ พอเปิดตัวก็ขัดแย้งแล้ว เสียงต่อต้านหนาหู เสียงต่อต้านรุนแรง ผมเอง เป็นผู้หนึ่งที่ยื่นแปรญัตติด้วย เพราะว่าเราไม่สามารถเลิกหลักการของความเป็น คณะกรรมการสมานฉันท์ได้ สิ่งที่เราต้องการคือเราต้องการเห็นบ้านเมืองเกิดความ สมานฉันท์ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการก็คือว่า การแปรญัตติ ของผมนั้นผมต้องการไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการว่าอย่าทําเลยครับ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ นี้ เพราะมันจะเพิ่มประเด็นขัดแย้งและมันจะยากที่ทําให้คนไทยปรองดองสมานฉันท์กันได้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นปีสองปีที่ผ่านมานั้น มันไม่เหมือนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๓๐ หรือปี ๒๕๓๕ เพราะใน พ.ศ. นั้นมันไม่ใช่ความขัดแย้งของคนทั้งประเทศและความขัดแย้งของคน ในประเทศลักษณะนี้ แต่มันเป็นความต้องการอุดมการณ์ของนักศึกษาที่ต้องการเห็นรูปแบบ ของบ้านเมืองเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง นักศึกษาเหล่านั้นเมื่อเกิดปฏิวัติ รัฐประหารเขาก็จบไป เขาก็สงบไป แต่ความขัดแย้งในคราวนี้ท่านพิจารณาให้ดีนะครับว่า ลึก ๆ มันทําให้คนไทยเกิดอะไรขึ้นมา คนไทยเกิดความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้เราต้องแก้ก่อน ไม่ใช่ไปเพิ่ม ประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาอีก ผมจะไปชี้แจงในกรรมาธิการอย่างนี้ว่าอย่าทําเลย ถ้าทํา โอกาสที่ท่านจะให้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านนั้นไปด้วยกันนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ในเมื่อชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบกันอยู่ลักษณะอย่างนี้โอกาส ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าที่ผมจะไปชี้แจงนั้นมันไม่ซ้ํากับใคร ผมจะไปเน้น ว่าท่านกําลังจะสร้างปัญหาขึ้นมาอีกขอให้ยุติเสีย นี่คือสิ่งที่ผมจะกราบเรียนให้ท่านประธาน รัฐสภาได้ทราบ
ประเด็นที่ ๓ ในประเด็นที่ ๓ นั้นผมกราบเรียนฝากนายกรัฐมนตรี ว่าปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คนที่จะแก้ไขก็คือท่านนายกรัฐมนตรี นั่นเอง ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารประเทศนั้นเป็นบุคคลสําคัญที่จะ เปิดเกมแห่งการปรองดองสมานฉันท์ ถ้าไม่ยึดติดกับสิ่งที่ท่านอาจจะอึดอัดใจก็คือบุคคล รอบข้างของท่านทั้งหลาย ท่านก็ต้องนึกถึงชาติบ้านเมืองว่า ถ้าเราปล่อยให้ชาติบ้านเมือง จมดิ่งหรือเกิดความแตกแยกกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ผมก็พูดไว้แล้วในวันอภิปราย ที่ส่งมอบ แล้วก็เขาเปิดอภิปรายซักฟอกทั้งหลายทั้งปวงว่า เราจะเสียใจ และเราจะไม่เคยเห็นความแตกแยกที่มันเกิดความรุนแรงในชาติไทย เพราะนี่ คือจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ผมย้ํามาตลอด ฝากมาตลอดว่าความแตกแยกที่เกิดปัญหา นี่คือจุดเริ่มต้น เมื่อมันมีจุดเริ่มต้นอย่างนี้แล้ว ถ้าเราไม่รีบแก้มันจะบานปลายไปอย่างที่เรา คิดไม่ถึง และคนไทยทุกคนก็จะต้องเสียใจ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากท่านนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าพระทะเลาะกันคนแก้คือสมภาร เพราะเราดูแลวัด ปกครองวัด เราจะให้สมภารวัดอื่น มาแก้ไขไม่ได้ ถ้าเมื่อไรผู้บริหารเปิดทางที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหาแล้ว ซึ่งผมอภิปรายไว้ ให้ชัดเจนแล้วว่าความคิดเก่า ๆ ต้องเลิกแล้วความคิดใหม่ต้องเกิด ก็คือเอาประเทศชาติ เป็นหลัก เราถอยหลังคุยกันแก้ปัญหากันมันก็จะเดินไปได้ เราก็จะดํารงไว้ซึ่งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเมื่อไร เรายังต้องการเอาชนะคะคานหรือชิงความได้เปรียบกันอยู่เหมือนกับที่ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ ขณะนี้มันมีแต่จะซ้ําเติมเสริมไฟลงไปในกองไฟกองเพลิงมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงฝากติง และฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาความแตกแยกก่อน ผมอยากจะ เถียงคณะกรรมการชุดนั้นเหลือเกิน ในขณะที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าการเลือก ส.ส. ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คนนั้น คือการพัฒนาประชาธิปไตย ผมฟังแล้วผมก็ นักวิชาการเหล่านั้น คิดได้อย่างไรว่านี่คือการพัฒนาประชาธิปไตย ท่านได้ขยายความต่อไปว่า การเพิ่ม ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ อีก ๒๕ คนนั้น เท่ากับเพิ่มศักยภาพให้กับ ส.ส. เพราะว่า ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ นั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยหนีห้องประชุม ท่านใช้คําพูดอย่างนี้ว่านี่คือการพัฒนาประชาธิปไตย การหนีห้องประชุมนั้นท่านไปตรวจสอบดูสิครับว่า ไม่ว่าปาร์ตี้ ลิสต์ หรือ ส.ส. เขตหรอกครับ คล้ายกันหมด เหมือนกันนะครับ บางทีปาร์ตี้ ลิสต์ นี้ยิ่งกว่าด้วยซ้ําไป เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าเอามาจากนักลงทุนหรือนายทุนเขาไม่มานั่งฟังเราคุยกันอย่างนี้หรอกครับ เขาทนฟังที่เราไปนั่งถกนั่งเถียงกันในสภาไม่ได้ ความจริงสภาเขามีเอาไว้ให้เถียงกันนั้น มันถูกต้องแล้ว แต่เขาทําธุรกิจทําอะไรเยอะแยะ เขาบอกเขาไม่มีเวลาที่จะมานั่งฟัง แล้วที่ พูดว่า การเพิ่มปาร์ตี้ ลิสต์ นั้นพัฒนาประชาธิปไตย เอาส่วนไหนมาคิด ผมจะยังไม่พูดต่อไป อีกว่าที่ท่านคิดเอาประเทศนั้นประเทศนี้มา ที่ท่านพูดทุกประเทศ ส.ส. ในสภา ส.ว. ในสภานี้ เขารู้กันหมด ว่าประเทศไหนมีอย่างไร ความรู้เหล่านี้มันมีกันอยู่ในตัวของทุกคน แต่สิ่งที่ ท่านไม่ได้พูดก็คือว่าแนวทางที่จะทําให้คนมันปรองดองกันนั้นมันคืออะไร เพราะฉะนั้น การเสนอ ๓๗๕ คน และ ๑๒๕ คนนั้น ผมย้ําว่ามันเพิ่มประเด็นขัดแย้งของคนในประเทศไทย ในประเทศชาติให้มากขึ้นมาอีก ไม่ควรทําอย่างยิ่ง ผมฝากกราบเรียนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านว่า ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณให้ดี เรารักชาติไทยด้วยกันทุกคน เรารัก องค์พระมหากษัตริย์ด้วยกันทุกคน ถ้าเรารักพวก รักตัวมากกว่า ๒ สิ่งนี้ ต่อไปในอนาคต ประเทศไทยเราก็คงจะย่ําแย่ ท่านประธานที่เคารพ ๓ ประเด็น ที่ผมได้กราบเรียนนั้น เราพูดด้วยหัวใจ พูดด้วยคนที่เป็นกลาง พูดด้วยคนที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข พูดด้วย จิตวิญญาณที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีเหลี่ยมคูใดอยู่ในตัวเลย ผมฝากท่านประธานด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป คุณสถาพร มณีรัตน์ คือผมจะ ขอให้ผู้ที่แปรญัตติได้พูดให้ครบก่อนนะครับ แล้วก็ช่วยรวบรัดเวลาหน่อยนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ ได้ร่วมกันถกเถียงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายสูงสุด ใช้ปกครองประเทศ ใช้ปกครองพี่น้องเรา ๖๓ ล้านคน ท่านประธานครับ จากการติดตามอย่างใกล้ชิด และการแสวงหาข้อมูลมันมีที่มาค่อนข้างพิลึกพิลั่นครับท่าน บางครั้งการเสนอการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นบางห้วงเวลาเสมือนหนึ่งว่าเป็นเรื่องใหญ่โต จะต้องใช้การวิพากษ์วิจารณ์ รับฟังความคิดเห็น ต้องทําประชามติ ใครเตะไม่ได้ครับ จะมีบางกลุ่มบางพวก เอาเป็นเอาตายเลยครับ แตะไม่ได้ครับ แต่พอคณะกรรมการชุดนี้ได้นําเสนอโดย ดอกเตอร์ สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ปรากฏว่าเราได้ท้วงติงถามว่ามีการระดม ความคิดเห็นถามพี่น้องประชาชนหรือไม่ มันพิลึกครับ ท่านบอกว่าท่านเสนอความคิดเห็น ผ่านทางโทรศัพท์ กฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ ไปรับฟังความคิดเห็นผ่านทางโทรศัพท์ แค่นี้ก็ทําให้เราเอะใจแล้วว่ามันจะต้องมีหวยล็อกและต้องมีใบสั่ง ในบรรยากาศของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เมื่อท่านศึกษาเสร็จเสนอท่านายกรัฐมนตรีก็กระเหี้ยนกระหือรือกันเหลือเกิน นําเข้าสู่รัฐสภาและตั้งกรรมาธิการ ซึ่งกรรมาธิการก็มีปัญหาเรื่องสัดส่วนแล้วกรรมาธิการ เราก็พิลึกพิลั่นอีกครับท่านประธาน ไม่เคยพบเคยเห็น เสียงสูสีทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าโดยธรรมชาติ ไม่มีอะไรแฝงเร้นต้องเลื่อนวาระการพิจารณาออกไปก่อน มันเสมอนี่ครับ ๑๗ : ๑๗ แล้วก็ทราบจากรายชื่อกรรมาธิการหลายคนก็ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ขาดประมาณ ๑๐ คน ไม่รู้มีแรงบันดาลใจอะไรถึงต้องทําให้ท่านประธานของผม ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องกระโดดเลือกข้างครับ ซึ่งผมเชื่อว่าโดยวิสัยท่านผู้มีประสบการณ์ผ่านการบริหารบ้านเมืองมาแล้ว
มีประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ผมอยากให้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดครับ อยากให้ท่านพูดประเด็นที่ท่านสงวนไว้ ไม่อยากให้พูดนอกประเด็น เพราะผมกราบเรียนเรื่องที่เรากําลังพิจารณาวันนี้ก็คือจํานวน ส.ส. ว่าท่านต้องการเท่าไร เพราะเหตุอันใด ถ้าพูดเรื่องนอกผมเกรงว่าจะเสียเวลาของ สภาแห่งนี้ท่านประธานครับ ขอให้ท่านโปรดวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยครับ ก็ดูเหมือนผู้อภิปราย กําลังจะเข้าเนื้อ ๕๒๕ นั่นใช่ครับ เอาในกรอบที่ท่านแปรก็แล้วกันนะครับ
ท่านประธานครับ ขอบคุณผู้ที่ประท้วงครับ มันต้องมีที่ไปที่มา อยู่บอกว่า ๔๐๐ บวก ๑๒๕ ของผม ลุกขึ้นมาบอกว่าจะเอาอย่างนี้ไม่ได้ครับ มันต้องสดับตรับฟังเหตุผลและที่ไปที่มาก่อน ขอให้อดทนครับ อย่างไรพวกท่านล็อกอยู่แล้ว ๓๗๕ คน ผมรู้
ไม่มีใครล็อกใครหรอกครับ เราเอาเสียงสภาเป็นหลักครับ อภิปรายเถอะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ หลังจากที่ท่านประธานโดดมาอยู่เสียงข้างมาก ชนะไป ๑ เสียง โดยไม่อีนังขังขอบ กับคนที่แปรญัตติ มันต้องรับฟังก่อนครับ ผมได้ทําเรื่องแปรญัตติเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ส่งไปให้ทางคณะกรรมาธิการ ผมก็หวังไว้ว่าเหตุผลของกระผมที่จะได้ไปอธิบายความให้ คณะกรรมาธิการอย่างน้อยจะต้องรับฟังความคิดเห็นหรือถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็ต้องให้เกียรติกัน บ้างครับ การเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยถึงขั้นแปรญัตติในกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ปรากฏว่าท่านได้ลงมติก่อนครับ แล้วเรียกพวกกระผมผู้แปรญัตติ ผมก็อยากจะฟัง ความคิดเห็นของท่านประธานกรรมาธิการเหมือนกันว่าท่านมีเหตุผลอะไรที่ลงมติแล้ว เรียกผู้แปรญัตติ แล้ววันนั้นพอผมได้รับทางโทรศัพท์นะครับ เอกสารได้รับทางโทรศัพท์ ว่าจะเชิญผู้ที่แปรญัตติมาแสดงความคิดเห็นต่อกรรมาธิการ ผมก็มาครับ ก็มารอครับ กว่าจะเปิดประชุมได้ก็ชั่วโมงกว่า ๆ มารออยู่ข้างนอกก็พูดคุยกันครับ แต่ก็ปรากฏว่า ยังไม่ตกผลึก มันจะ ๕ โมงแล้วครับ ๔ โมงกว่าจะ ๕ โมงแล้ว การเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีนัดก็ต้องรีบครับ ผมก็ต้องสงวน อย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านก็เป็น ประธานกรรมาธิการวิสามัญมาเยอะ ผมถามว่าโดยสํานึกแล้วมันถูกไหมครับ โดยสํานึก นะครับ เอาล่ะ ท่านบอกว่าเสียงข้างมากและท่านมีเอกสิทธิ์ที่จะโหวต แต่โดยสํานึกมันถูก มันควรไหมครับ ที่เรียกผู้แปรญัตติไปหลังจากที่ท่านเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้อง ได้รับฟังอธิบายความต่อท่านประธานกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมเองได้แปรญัตติ สงวนความเห็น ๔๐๐ บวก ๑๒๕ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันบอกว่าเป็นการเพิ่มจํานวน ส.ส. ไม่เหมาะไม่สม มีมากเกินไป ผมรับฟังครับ ด้วยความอดทนว่าวันนี้แหละจะได้อธิบายความ ว่าทําไมผมมีเหตุผลอย่างไรถึงแปรญัตติ ๔๐๐ บวก ๑๒๕ ของระบบสัดส่วน มาตรา ๙๔ ถึง มาตรา ๙๘ ท่านประธานครับ พวกเรานั้นมาจากการเลือกตั้ง พวกเรานั้นยืนยันชัดเจนว่า เมื่อกติกาเป็นอย่างไรเราก็ต้องสู้ครับ พวกเราไม่เกี่ยงหรอกครับ เพราะเราเป็นนักการเมือง ที่เสนอตัวให้กับพี่น้องประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่พี่น้องประชาชนมีความเห็น เขาต้องการระบบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ๔๐๐ คนครับ ทั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านก็เสนอแนวนี้ พระปกเกล้า โพล ทุกสํานัก สื่อมวลชนที่สํารวจตรวจสอบความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเขาต้องการ ส.ส. ที่มาจากพื้นที่ ๔๐๐ คน ท่านประธานครับ การที่ท่านลดสัดส่วน ๒๕ คนนั้น ผมไม่เชื่อว่า ไม่มีนัยทางการเมือง ผมไม่เชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ว่าท่านกําลังจะเอาเปรียบ พรรคการเมืองเพื่อที่จะต่อยอดในการเป็นรัฐบาลสมัยที่ ๒ โดยใช้กลไกในการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญใช้แก้กติกา ผมต้องกล่าวหาครับ การกล่าวหาของกระผมนั้นไม่ใช่ไม่มีน้ําหนัก มีน้ําหนักครับ เพราะสื่อมวลชน บทความ นักวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ผ่านนักข่าว หลายสํานักครับ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสูตรนี้เป็นการนําเอาความได้เปรียบ เสียเปรียบมาเป็นตัวตั้ง ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากครับว่าการเลือกตั้งครั้งหน้านั้น ถ้าใช้กติกาอย่างนี้จะต้องมีพรรคการเมือง บางพรรคได้เปรียบและมีพรรคการเมืองบางพรรคเสียเปรียบ ท่านประธานที่ผมได้อธิบาย ความอย่างนี้ผมจําเป็นต้องยกตัวอย่างเข้าเสริมครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชน เพื่อให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดอยู่เดี๋ยวนี้ได้เห็นในวิธีคิด ในการได้เปรียบเสียเปรียบ ส.ส. ๑ คนต่อประชาชน ๑.๕ แสนคน เราได้ใช้มาแล้วก็ปกติสุข ทุกอย่างครับ ๔๐๐ คน ผมถามว่าการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใกล้ชิดกับพี่น้อง ประชาชนนั้นมันผิดตรงไหน การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นเชิงสัญลักษณ์ ที่นําเอางบประมาณในการกระจายไปในพื้นที่เหมาะสม การแปรญัตติงบประมาณ การคานอํานาจระหว่างหน่วยราชการประจําในพื้นที่นั้น ผู้แทนราษฎรทําได้ดีเหลือเกินครับ สมแล้วกับคําว่าเป็นผู้แทนราษฎร พอท่านลดสัดส่วนจาก ๔๐๐ เหลือ ๓๗๕ ก็ปรากฏว่าภาคที่มีผลกระทบก็คือภาคอีสานกับภาคเหนือครับ ภาคเหนือของกระผม โดยเฉพาะจังหวัดลําพูนลดลงไป ๑ คน จังหวัดเชียงใหม่ ๑ คน จังหวัดลําปาง ๑ คน จังหวัดกําแพงเพชร ๑ คน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๑ คน จังหวัดนครสวรรค์ ๑ คน ท่านได้ไปถามที่มีผลกระทบหรือยังครับ ถามพี่น้องประชาชนในจังหวัดที่คาดว่า จะมีผลกระทบหรือยัง หรือจังหวัดของท่านประธานไม่โดนลดมีความสุขเหลือเกิน อย่างนั้นหรือครับ ถ้าเป็นการแก้กฎหมายที่มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน เป็นการรอนสิทธิ อันพึงมีพึงได้ของพี่น้องประชาชน ต้องถามครับ หรือไม่ก็ประชามติครับ เพราะฉะนั้น การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นถือว่าเป็นเชิงพิธีกรรมเท่านั้นล่ะครับ ใช้สภาแห่งนี้ มาทําพิธีกรรม เมื่อยกมือเสร็จก็จบครับ ไม่มีความผูกพัน ไม่มีการอ้างว่าจะต้องพัฒนา อย่างโน้นอย่างนี้ นี่คือเรื่องใหญ่ครับท่านประธาน และต่อไปมันจะเป็นแบบอย่าง ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทํากันง่าย ๆ อย่างนี้อีกหน่อยก็จะมีคนแก้ มันง่ายเหลือเกินครับ เพราะฉะนั้นการลดจํานวนเขต ส.ส. มันเป็นการรอนสิทธิของพี่น้องประชาชน แล้วก็มีระบบบัญชีรายชื่อ ผมค่อนข้างเห็นด้วยว่าการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก ระบบบัญชีรายชื่อ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้ประสบความสําเร็จในวิชาชีพต่าง ๆ ก็มาอยู่ ในบัญชีรายชื่อ ผมเห็นว่า ๑๒๕ คนนี้ มันก็เหมาะสม ผมก็แปรญัตติมาครับ ไม่ได้ ไปรับลูกใคร ที่ไหน อย่างไรหรอกครับ นี่เป็นความคิดว่า ๑๒๕ แล้วแก้เข้าไปข้างในด้วยว่า ควรจะมีตัวแทนของผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ ชาวนา มาอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพื่อจะได้ มีความหลากหลายเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง และมีนักธุรกิจ ที่ประสบความสําเร็จ แต่เมื่อดูไปดูมาแล้ว บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ในอนาคตถ้าเรา แก้กันอย่างนี้ ในที่สุดก็เสร็จนายทุนขุนศึก มีการลงขันแน่ครับ ผมต้องการที่จะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องลงพื้นที่ ไม่ต้องไหว้ชาวบ้าน ผมก็เอาเงินมากองให้กับพรรค ท่านคอยดูนะครับ เรียบร้อยกลุ่มทุนอีกแล้วครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องยอมรับครับ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้เป็นเรื่องของการสมประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลโดยแท้ครับ ไม่ได้เอาประเด็นปัญหาพี่น้องประชาชนมาเป็นตัวตั้ง ไข่จะขายเป็นกิโลกรัม พริกหนุ่ม ทางลําพูนขายไม่ออกพี่น้องประชาชนเดือดร้อน น้ํามันพืชขึ้นขวดละ ๙ บาท เข้าคิวซื้อ แล้วเขียนติดประกาศในห้างเลยครับครอบครัวละ ๑ ขวดเท่านั้นล่ะ ไม่มีขายด้วย วิถีชีวิตของ พี่น้องประชาชนมีผลกระทบหมด แต่เรากําลังเอากฎหมายรัฐธรรมนูญมาทํากันอย่างนี้ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ ผมอยากฟังคําชี้แจงของ ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเหลือเกินว่า การที่ท่านได้คิดสูตรนี้ อย่ามาอ้างนะครับว่าเป็นสูตรของอาจารย์นักวิชาการเขาเสนอมา เพราะว่ามันอยู่ ในกรรมาธิการ แล้วมีอะไร มาดลใจท่านที่ทําให้พี่น้องประชาชนต้องถูกรอนสิทธิ ไปถึง ๒๕ คน แล้วผมอยากจะวิงวอนสมาชิกรัฐสภานี้ ท่านครับเรามาจากการเลือกตั้ง เสือย่อมไม่กินเนื้อเสือครับ ไม่มีที่ไหน หรอกครับที่ไปลดจํานวน ส.ส. โดยใช้สภาแห่งนี้ครับ เขามีแต่จะทําให้จํานวน ส.ส. มากขึ้น เพราะในอนาคตข้างหน้าสถานการณ์มันซับซ้อนขึ้น เงื่อนไขทางสังคมมันซับซ้อนขึ้น การมีผู้แทนราษฎรมากขึ้นอย่างน้อยมันจะได้ช่วยบรรเทา เยียวยาพี่น้องราษฎรที่ไม่สะดวก ในการไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ตํารวจ มันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ไปลด ส.ส. เขต ผมถามว่าในพื้นที่ที่มีการลดจํานวน ส.ส. ลง จังหวัดที่มีการลดจํานวน ส.ส. ลง เขาสุขสบายดีใช่ไหมครับ เขาไม่มีปัญหานะครับ จังหวัดผมจังหวัดลําพูนลด ส.ส. ๑ คน ผมเป็น ส.ส. เขต มีทั้งหมด ๕๒๒ หมู่บ้าน หาร ๒ ปัญหามันซับซ้อนครับ เพราะฉะนั้นการที่มี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน มันดีอยู่แล้วครับ ไม่ได้มีอะไรที่ทําให้ประชาธิปไตยหรือการพัฒนาทางการเมืองมันอ่อนด้อยไปเลย พี่น้องประชาชนมีได้กับได้ครับ ส่วน ส.ส. ระบบ บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ที่ผมแปรญัตติ ผมต้องการเห็นว่านักวิชาการที่ไม่อยากจะเดินไปหาชาวบ้าน ผู้ประสบความสําเร็จในอาชีพ ตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนผู้ใช้แรงงานให้มาอยู่ช่องนี้ จํานวนมากไม่เป็นอะไร เพราะที่ สภาแห่งนี้นั้นเราได้สูญเสียงบประมาณ นี่จะสร้างสภาใหม่หมดงบไปอีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่ม ส.ส. ขึ้นสักอีก ๒๕ คนไม่เห็นเป็นอะไรเลย มันเกิดประโยชน์ทั้งนั้นนะครับการมีตัวแทน พี่น้องประชาชน ไม่ได้มองในแง่ของเชิงปริมาณเลยครับ และพี่น้องประชาชนเดี๋ยวเขา รู้ทันหมดครับว่านักการเมืองคิดอย่างไร วางซ่อนวางเงื่อนกันอย่างไร อย่ามาอ้างเลยครับ เรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง ผมถามจริง ๆ เถอะครับว่าพวกเราเอะอะอะไรก็สูตรสําเร็จ ซื้อเสียงมันซื้อได้อย่างไรครับ อย่าไปดูถูกพี่น้องประชาชนเลยครับ เดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชน บางทีอาจจะฉลาดกว่า ส.ส. ก็ได้ครับ เพียงแต่ว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะทําอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเราเคารพเสียงประชาชนก็อย่าไปกล่าวหาครับ เพียงแต่ว่าวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรในอนาคตข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ลดจํานวน ส.ส. ไปทั้งหมด ๒๕ คน แล้วไปเพิ่มใน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้น ผมก็หวาดระแวงสงสัยเหมือนกันว่าจะต้องมาจากกลุ่มนายทุนขุนศึกนี่ล่ะครับ แล้วต่อไปนี้ พรรคแต่ละพรรคก็จะมีเศรษฐีร้อยล้าน พันล้านมานั่งประดับ สภาแห่งนี้ก็จะได้กลุ่มทุน เข้ามาเป็นจํานวนมาก นี่คือข้อสงสัยครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ การที่ผมแปรญัตติ ๔๐๐ บวก ๑๒๕ นั้นผมก็หวังไว้ว่า เพื่อนพี่น้องสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้คงได้ถกเถียงกันบ้างก่อนลงมติ ผมเชื่อโดยความสุจริตใจว่า สภาแห่งนี้นั้นใครก็ชี้นําไม่ได้ สมาชิกรัฐสภานั้นมีศักดิ์มีศรี ซึ่งการที่ท่านได้แปรญัตติ ได้อธิบายความตั้งแต่เมื่อเช้านั้นผมนั่งฟังโดยตลอดก็เห็นได้ว่าทุกคนนั้นมีเหตุมีผล ผมเองอยากจะฟังเหตุผลของกรรมาธิการวิสามัญเหลือเกินครับ เพราะท่านยังไม่เอ่ยปาก พูดสักคํา ได้แต่พวกเรานี่ละครับ พูดอธิบายความเหตุผล อยากฟังคําตอบของท่านครับ ท่านประธานครับ กล่าวโดยสรุปว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นเป็นการแก้ไข เชิงพิธีกรรมไม่ได้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน มีแต่การสมประโยชน์ของพรรคการเมือง บางพรรคที่จะเอาเปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อต่อยอดในการกลับเข้ามาบริหาร ประเทศ ผมกราบวิงวอนท่านสมาชิกรัฐสภาว่าขอใช้วิจารณญาณในการเป็นผู้แทนปวงชน ชาวไทยรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และขอให้พี่น้องประชาชนที่ถูกลดจํานวน ส.ส. ได้จําไว้ว่าอยู่ ๆ ท่านก็เสียสิทธิไป ๑ คน แล้วถึงวันเลือกตั้งขอให้ท่านช่วยพิพากษา พรรคการเมืองเหล่านี้ด้วยครับ กราบขอบคุณครับ
ต่อไป คุณสุมล สุติวิริยะวัฒน์ ครับ ท่านสมาชิกครับ คือเราจะต้องพยายามรวบรัดหน่อยนะครับ เพราะว่าบางท่านก็อาจจะกลับ อย่าเพิ่งกลับเลยนะครับเอาให้จบครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ สําหรับดิฉันนั้นดิฉันยังไม่เห็นด้วย กับการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้ในใจจริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้แก้ได้แต่ดิฉันยังเห็นว่า ยังไม่ถึงเวลาเพราะเพิ่งใช้มา ๓ ปีเศษ แล้วการเลือกตั้งโดยระบบเขตใหญ่เพิ่งผ่านไปเพียงแค่ ครั้งเดียวเมื่อปี ๒๕๕๐ นี้เอง ท่านทั้งหลายก็ทนไม่ได้เสียแล้ว ถ้าเปรียบเทียบ ดิฉัน ซึ่งเป็น ส.ว. ๑ จังหวัด ส.ว. ๑ คน ไม่เห็นเป็นอะไรเลยไม่เห็นเดือดร้อน เพราะเขตเล็ก เป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งความคิดดิฉันว่ายังติดยึดกับทัศนคติเก่า ๆ ที่ว่า ส.ส. ต้องไปลงพื้นที่หาร่วมงานหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะไปร่วมกิจกรรมกับชาวบ้าน จริง ๆ แล้วหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีหน้าที่เป็นนิติบัญญัติออกกฎหมาย มิฉะนั้นระบอบการปกครองที่เรากระจายอํานาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีไว้ทําไม ถ้าเราจะไปทํางานเช่นนั้นเป็นสรณะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่แปลกใจที่สังคม ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ณ วันนี้เรามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของใคร แล้วยังมา สาละวนอยู่กับตัวเลข ซึ่งดิฉันว่ามันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วน ๆ เลยใช่ไหม ทั้ง ๆ ที่เป็น พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก็ยังมาถกเถียงกันด้วยเรื่องตัวเลข ดิฉันไม่เห็นมีพรรคใด แม้กระทั่ง รัฐบาลที่เป็นคนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ มาตรา ๙๓ ที่จะมาชี้ให้เห็นถึงว่าข้อดี ข้อเสีย ของวิธีการเลือกตั้งมันเป็นอย่างไรท่านจึงต้องแก้ไขมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นี้ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลต้องการปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบอบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นอย่างจริงจังและจริงใจ ทําไมจึงไม่เสนอให้ลด จํานวน ส.ส. ลง ให้เหลือ ๔๐๐ คน โดยให้เป็น ส.ส. แบบเขต ๓๐๐ คน แล้วก็แบบปาร์ตี้ ลิสต์ ๑๐๐ คน เพราะประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ๆ มีประชากรเพียง ๖๕ ล้านคน เท่านั้นเอง ประชาชนเขาจะได้กลั่นกรองเลือกตัวแทนของเขามาได้ละเอียดลออยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในการที่ดิฉันเสนอให้มีการแก้ไขแปรญัตติในมาตรา ๙๓ นี้ ให้มี ส.ส. เพียง ๔๐๐ คน เป็นแบบแบ่งเขต ๓๐๐ คน แบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ก็เพราะว่าเกณฑ์ ที่ประเทศไทยเราใช้ในการเป็นมาตราส่วนต่อประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ส. ๑ คน เราใช้มาตราส่วนนี้มาตั้ง ๓๐ กว่าปีแล้ว ดิฉันว่ามาถึงวันนี้เทคโนโลยีการสื่อสาร การคมนาคมทันสมัย ทุกเรื่องก้าวไปไกลแล้ว แล้วเรายังจะมาให้คน ๑๕๐,๐๐๐ คน เลือก ส.ส. ได้คนเดียวอยู่อย่างเดิมอย่างนั้นหรือ ดิฉันถือว่าท่านเอาเปรียบประชาชน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงคิดว่าการที่สังคมโจษจันวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้นั้นเป็นเรื่องที่นักการเมืองต่อรองผลประโยชน์กัน พรรคเล็ก พรรคร่วม พรรคใหญ่ อะไรก็ว่ากันไป จากนั้นดิฉันคิดว่าท่านไม่ใคร่ครวญโดยให้ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง นั่นก็คือว่าคิดถึงภาษีอากรของประชาชน คิดถึงประโยชน์ ของประชาชน โดยท่านใช้หลักดังต่อไปนี้ ๔ ประการ ถ้าท่านดูตามที่ดิฉันจะชี้แจง
ประการที่ ๑ ก็คือว่าความสามารถในการดูแลทุกข์สุข รับเรื่องราวร้องทุกข์ มองเห็นสภาพปัญหาในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าสมัยนี้สะดวกกว่าในอดีตที่การคมนาคมไม่สะดวก การสื่อสารไม่สะดวก ส.ส. ต้องใช้เขตเล็ก ต้องใช้พื้นที่น้อย แต่ ณ วันนี้มันไม่ใช่ ทุกอย่าง มันสะดวกหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านคิดว่าท่านจะดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ ขนาดไหน
ประการที่ ๒ เป็นสัดส่วนที่เป็นตัวแทนประชาชนที่ไปทําหน้าที่โดยค่าเฉลี่ย จากการที่เขาศึกษามาแล้ว ๓๒ ประเทศทั่วโลก เขาตกอยู่ที่ ๓๔๖ คน ในการมี ส.ส. เขตพื้นที่ ซึ่งไม่มากจนเกินไป และก็ไม่น้อยจนเกินไป สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้
ประการที่ ๓ คุ้มค่าเงินภาษีที่ใช้อย่างเหมาะสมกับปริมาณงานและ ประสิทธิภาพของงานไหม เพราะ ส.ส. น้อยลง ประชาชนก็เสียภาษีน้อยลง แต่ทํางาน ได้เท่าเดิม
ประการที่ ๔ พัฒนาการทําการเมืองของไทย มันต้องเข้าสู่ยุคการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชน ซึ่งถ้าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนี้ มีมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงมากขึ้นเท่าไร ความต้องการที่จะใช้การเมืองผ่านตัวแทน มันก็จะลดลง เพราะฉะนั้นดิฉันจึง เสนอใช้สูตร ส.ส. ๔๐๐ คน เป็นแบบเขต ๓๐๐ คน และเป็นแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน รวมเป็น ๔๐๐ คน ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญคุณพีรเดช ศิริวัณสาณฑ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานสภาครับ ผมได้ขอแปรญัตติ โดยขอให้เพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๙๓ กลับไปเป็นเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับเดิม ในช่วงวาระแรกผมได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ถึงวันนี้ผมเองก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมก็ยังมี แนวความคิดที่ค่อนข้างจะเหมือนเดิม ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ได้ตอบโจทย์ให้ประเทศไทยเกิดความรักความสามัคคี ผมไม่ได้รู้สึกว่าการที่ ทําให้เขตเลือกตั้งหรือเขตเดียวเบอร์เดียวเลือกผู้แทนได้คนเดียว ทําให้พี่น้องประชาชนรักกัน มากขึ้น ผมเองค่อนข้างผิดหวังนะครับกับคณะกรรมการที่มีท่านอาจารย์สมบัติเป็นประธาน ซึ่งท่านได้เสนอสูตรใหม่ให้ลดจํานวน ส.ส. เขต จาก ๔๐๐ คน ลดเหลือ ๓๗๕ คน กราบเรียนตรง ๆ ครับว่าผมเป็นผู้แทนเขต วันนี้เขตอื่นเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ผม มีความรู้สึกว่าเขตเลือกตั้งที่ผมรับผิดชอบอยู่ขณะนี้พี่น้องประชาชนของผมกําลังค่อย ๆ ที่จะ กลืนกัน ค่อย ๆ ที่จะหันหน้าเข้ามาคุยกัน จากเดิมทีเดียวที่ท่านมีผู้แทนได้เขตละ ๑ คน ตอนนั้นหมู่บ้านหนึ่งแบ่งเป็น ๒ ฝั่งเลยครับ ก็คือฝั่งหนึ่งเป็นลูกน้องผู้แทน ลูกน้อง ส.ส. อีกฝั่งหนึ่งไม่ใช่ เพราะเขาเลือกอีกคนหนึ่งแล้วผิดหวัง มันก็ทะเลาะเบาะแว้งกันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ จนสุดท้ายมาปี ๒๕๕๐ ผมมีความรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ มันเริ่มเข้ารูป เข้ารอย แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าคณะกรรมการที่ท่านอาจารย์สมบัติเป็นประธาน ท่านไปสํารวจพี่น้องประชาชนในเขตไหน สุดท้ายกลายเป็นว่าแทนที่ท่านจะลดปัญหา ในความรู้สึกผมนะครับ ผมมีความรู้สึกว่าท่านกลับสร้างปัญหาให้มันมากขึ้น จากเดิมมีผู้แทน ได้ ๔๐๐ คน จังหวัดผมมีผู้แทนได้ ๗ คน ต้องลดจํานวนครับ เหลือ ๖ คน แล้วทีนี้ผู้แทน แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเขตเลือกตั้งตรงไหนบ้างไม่มีใครรู้เลยครับ แล้ววันนี้ผมลงพื้นที่ ผมได้รับคําบอกกล่าวจากพี่น้องประชาชนทุกคนว่าอย่าให้ผ่านนะ อย่าให้ผ่าน ผมคุยกับ เพื่อนผู้แทน เพื่อน ส.ส. ทุกคน หลาย ๆ คนเลยนะครับ ผมกล้าพูดได้เลยว่าเป็นเสียง ส่วนมากที่ไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยกับเขตเลือกตั้งแบบเล็ก แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ เวลาโหวตออกมาทีไร สุดท้ายกลายเป็นมันเหมือนกับว่าไม่ใช่เสียงของคนส่วนใหญ่เสียแล้ว มันกลายเป็นเสียงของผู้บริหารพรรค วันนี้ครับกราบเรียนตรง ๆ ว่าผมเองก็คาดหวังนะครับ ว่าผมจะสามารถพูดโน้มน้าวให้กับผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิก วุฒิสภาเข้ามาเห็นด้วยกับผมได้ แต่จริง ๆ แล้วสุดท้ายผมก็รู้ครับว่าคําตอบจะออกมาอย่างไร วันนี้กับผู้แทนที่มีพรรคการเมืองคุมอยู่ ผมบอกเลยผมไม่ค่อยคาดหวัง ก็หวังได้อีกส่วนหนึ่ง คือท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับที่ท่านไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ผมก็อยากจะให้ท่าน มองปัญหาให้ ลึก ๆ ผมค่อนข้างแปลกใจท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เพราะท่านตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด ชุดแรกท่าน ส.ว. ดิเรกท่านเป็นประธานก็เสนอเข้ามา ๔๐๐ กับ ๑๐๐ แต่ชุดนั้นกับไม่ได้รับ การพิจารณาในสภา แต่พอมาชุดอาจารย์สมบัติท่านายกรัฐมนตรีบอกว่าก็ให้เขาไปทํางาน แล้วก็เลยต้องยอมรับในความคิดเห็นเขา ก็ไม่เข้าใจครับว่าทําไมถึงต้องเลือก ทําไมไม่เอามา ทั้ง ๒ ร่าง แล้ววันนี้ผมกราบเรียนตรง ๆ ครับว่าผมเองตั้งใจว่าผมก็จะทําหน้าที่ของผม ในฐานะที่ผมรับปากพี่น้องประชาชนในเขตผมให้ดีที่สุด เต็มกําลังความสามารถ ถึงแม้ มันจะเกิดผลหรือไม่เกิดผลผมก็ไม่คาดหวัง แล้วผมบอกตรง ๆ ครับว่าผมจะพูดเป็นชั่วโมง มันก็ไม่ได้ทําอะไรให้ดีขึ้นมาได้ ผมก็คงไม่รบกวนเวลาทุกท่านนานหรอกครับ เพียงแต่ว่า ความรู้สึกของผมเองผมรู้สึกว่าผมยังทําหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ไม่สุดกําลัง แล้ววันนี้กับการ ตัดสินใจของผม ผมก็ต้องขออนุญาตบอกท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากเลยนะครับว่าผมคง ไม่สามารถเห็นด้วยกับสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอเข้าสู่สภาในวันนี้ได้ แล้วผม ก็ยังไม่ทราบเลยครับว่าหลังจากนี้ต่อไปถ้าผมตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา อาจจะเป็น งดออกเสียงหรืออาจจะเป็นโหวตสวน ผมก็ยังไม่ทราบเลยครับว่าอนาคตทางการเมืองผม จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมทราบวันนี้ก็คือผมรู้สึกว่าผมได้ทําหน้าที่ผู้แทนราษฎรให้กับพี่น้อง ประชาชนในเขตเลือกตั้งของผมที่เขาได้ฝากผมให้มาทําหน้าที่แทนเขาอย่างเต็มกําลัง ความสามารถแล้ว ผมก็หวังนะครับว่าวาระนี้จะมีผู้แทนหลาย ๆ คนที่มีจุดยืนสามารถ ตัดสินใจอะไรได้ในเรื่องที่ตัวเองอยากให้มันเป็นโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยพรรคการเมือง ผมก็หวังว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ เพื่อจะแก้ปัญหา ให้บ้านเมืองจริง ๆ ครับสิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ สุดท้ายนี้ผมก็คงต้อง ฝากจริง ๆ ครับ ประเทศชาติมันอยู่ที่พวกเรานะครับ อนาคตของประเทศชาติสุดท้ายก็อยู่ ในมือของพวกเราก็ต้องฝากทุกท่านครับตัดสินใจกันดี ๆ ครับ ขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ช่วยสรุป หน่อยนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับกระผมได้ให้ความเห็นในขณะที่ ขอแปรญัตติกับคณะกรรมาธิการและได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ต้องแปรญัตติ แต่ว่ามีเรื่องที่ จําเป็นต้องอภิปรายเพื่อให้เป็นที่รับทราบและเป็นที่เข้าใจนะครับ อันที่จริงแล้วนี่โดยส่วนตัว ตั้งแต่ต้นผมเองก็เห็นว่าแม้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ก็ยังมีความเชื่อเช่นเดียวกับ สมาชิกท่านอื่นที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศเราเพิ่งใช้กันมา ๓ ปี ยังไม่สามารถออกกฎหมายลูกตามเจตนารมณ์หรือ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จเลยก็มีอันต้องแก้ไขแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ ประเทศชาติสามารถจะเดินหน้าไปได้ แม้ว่าแรงจูงใจในการแก้ไขในครั้งนี้จะเกิดจากอะไร ก็ตามนะครับเราก็ได้รับร่างแก้ไขไว้ในวาระแรกแล้ว แล้วก็มีการแปรญัตติในขั้นกรรมาธิการ ผมเองแม้ว่าจะไม่ได้ให้การสนับสนุนในวาระแรกก็ตาม ในส่วนมาตรา ๑๙๐ นั้นผมเองแม้ว่า ไม่ได้พอใจสัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้ขอไม่สงวนคําแปรญัตติหลังจากที่คณะกรรมาธิการ ได้แก้ไขไปเหมือนดังที่ได้มีการพิจารณาไปแล้ว ในส่วนที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น กระผมมีเรื่องที่จะต้องเรียนท่านประธานและที่ประชุมอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ประเด็นแรกว่าด้วยเรื่องของการแบ่งประเภทที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น ๒ ส่วน ก็คือแบบแบ่งเขต ซึ่งหลายท่านคงจะได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า คํานึงถึงที่มาจากฐานพื้นที่ เป็นสําคัญ ผู้แทนประชาชนนั้นมีความผูกพันกับพื้นที่ เป็นผู้ได้รับการยอมรับนับถือในพื้นที่ มีความคุ้นเคยกับปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่ด้วยข้อจํากัดหรือจะด้วยวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นระบบอุปถัมภ์แบบไทย ๆ เรา ก็ทําให้บุคคลที่ได้รับการเลือกตั้ง มาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบุคคลที่มีฐานะดี เป็นคนที่มีบารมี เป็นคนที่มีความพร้อม ทางด้านเศรษฐกิจประจําพื้นที่ จะไม่พูดนะครับว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะผมคิดว่าก็อาจจะ เป็นการไม่ให้เกียรติ สรุปแล้วก็คือจะต้องเป็นคนที่มั่งมีศรีสุข เป็นคนที่ได้รับการยอมรับ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แต่ว่าเมื่อสถานการณ์การพัฒนาประเทศนี้เปลี่ยนไป บทบาท ในการดูแลพี่น้องประชาชนโดยตรงในเรื่องชีวิตประจําวันได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่กระบวนการ กระจายอํานาจและกลายเป็นบทบาทขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ดังที่ได้มีการอภิปราย ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในความเห็นของกระผมน่าจะได้มีความสอดคล้องกับที่เป็นอยู่ในหลายประเทศ ก็คือ ทําหน้าที่สภานิติบัญญัติเป็นหลัก แม้ว่าหน้าที่ในการสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละทิ้งก็ตาม เรามีสมาชิกที่มาจากพื้นที่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งที่เริ่มมีการ ปฏิบัติกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ก็คือระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในขณะนั้นเราก็แบ่งเขต เป็น ๔๐๐ เขต แล้วก็ใช้ระบบการลงคะแนน บุคคล ๑ คน มีสิทธิเลือกตั้งได้ ออกเสียงได้ ๑ คะแนน ซึ่งกระผมเองก็เห็นด้วยกับหลักการนี้ แต่ว่าเมื่อได้มีการแก้ไขโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเปลี่ยนแปลงขนาดของเขตก็ทําให้มีวิธีการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป กระผมเห็นว่า จริง ๆ แล้วเรื่องของการลงคะแนนเสียงที่เราเรียกว่า วัน แมน วัน โหวต กับขนาดของเขต เป็นคนละประเด็นกันนะครับท่านประธาน บุคคลสามารถจะเลือกได้ ๑ คะแนน แต่ขนาด ของเขตไม่จําเป็นจะต้องมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ไม่ได้เป็นสาระสําคัญ ขอแต่เพียงว่าประชาชน ใช้สิทธิในการเลือกตั้งเท่ากัน เขตจะยังคงมีขนาด ๓ คนต่อ ๑ เขต ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าไม่ได้ มีผลกระทบต่อสิทธิในการเลือกผู้แทนราษฎร แต่นั่นไม่ใช่สาระที่ผมจะมาพูดถึง เพราะ ผมไม่ได้แก้เรื่องขนาดของเขต ผมได้เสนอเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ให้เหลือจํานวน ๓๐๐ คน ในขณะที่สมาชิกที่มาจากบัญชีรายชื่อเป็น ๒๐๐ คน โดยใช้ เหตุผลดังต่อไปนี้ สมาชิกที่มาจากการแบ่งเขตอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ก็คือตัวแทนของ พี่น้องประชาชนโดยอาศัยฐานพื้นที่เป็นหลักส่วนสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากบัญชีรายชื่อ ซึ่งแต่ละพรรคนั้นจะต้องเลือกสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ก็เป็นตัวสะท้อน ความหลากหลายของพี่น้องประชาชน ความหลากหลายของกลุ่มประชากร ซึ่งในหลาย ประเทศนั้น โดยเฉพาะประเทศที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยไปไม่นานเท่าไร การกําหนดให้มี ดุลภาพระหว่างผู้แทนราษฎรฐานพื้นที่กับผู้แทนราษฎรฐานกลุ่มประชากรนั้นเป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าความเข้าใจและความคุ้นเคยในการที่จะสนับสนุนให้เกิดผู้แทนแบบแบ่งเขตที่มี ความหลากหลายทั้งในเรื่องความรู้ ทั้งในเรื่องของความหลากหลายของความเป็นกลุ่ม ประชากรนั้นยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าหลายประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนีก็ดี กระทั่งประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งมีแต่เฉพาะประเภทบัญชีรายชื่ออย่างเดียวก็ดี หรือประเทศ ญี่ปุ่นก็ดี อันนั้นก็เป็นตัวอย่าง ผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะชี้ให้เห็นถึงดุลยภาพระหว่าง ส.ส. แบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นตัวแทนแบบฐานพื้นที่ เรายังไม่ได้ทิ้งแนวคิดเดิม เพียงแต่ว่าหันมาทํา หน้าที่ในสภานิติบัญญัติมากขึ้น กับ ส.ส. แบบที่มาจากบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมจะขออภิปราย ในรายละเอียดดังต่อไปนี้นะครับว่า หลายท่านไม่ได้ให้ความสําคัญกับเหตุผลและที่มา ของ ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อเท่าที่ควร ให้ความสําคัญต่ออํานาจในการตัดสินใจของพรรคการเมือง ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญสามารถจะไปไกลกว่านั้นโดยอธิบายถึงสาเหตุและที่มาของ ความเป็นรายชื่อในบัญชีรายชื่อ เช่นที่ปรากฏในมาตรา ๙๗ ซึ่งก็จะแก้ไขเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ในส่วนนี้นะครับ กําหนดไว้ว่าให้สะท้อนหรือมาจากภูมิภาค ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าไม่เพียงพอ เพราะผมคิดว่าการกําหนดให้ผู้แทนราษฎรประเภท บัญชีรายชื่อมาจากภูมิภาคต่าง ๆ เท่านั้นก็ยังไปซ้ํารอยเดิมที่ฐานพื้นที่เหมือนเดิม แต่ไม่ได้ อธิบายถึงความหลากหลายของกลุ่มประชากร เช่น ความหลากหลายในเรื่องของวิชาชีพ ความหลากหลายในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ความหลากหลายในเรื่องของกลุ่มประชากร ผู้ด้อยโอกาสก็ดี คนพิการก็ดี เป็นคนที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพในระบบ แต่เป็นคนที่ทํางาน นอกระบบก็ดี หรือเป็นชนเผ่า เป็นชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก็ดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวสะท้อน ความหลากหลายของกลุ่มประชากร ซึ่งผมคิดว่าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องของการเลือกตั้งนี้ควรจะไปกําหนดหลักเกณฑ์เพื่อแสดงความหลากหลายของ กลุ่มประชากรที่จะนํามาจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองจะต้องนําเสนอ เพราะหาไม่เช่นนั้นแล้วก็จะอยู่ในข้อครหาที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้พูดกันมาหลายครั้งครับ ท่านประธานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากกลุ่มบัญชีรายชื่อนั้นมักจะเป็นที่กล่าวหา กันว่าเป็นพวกกลุ่มทุนบ้าง เป็นพวกที่มีวาสนาบารมีต่าง ๆ บ้าง เข้ามาครอบงํานโยบาย ของพรรคบ้าง แต่ถ้าเรามีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่กําหนดชัดเจน ถึงการจัดประเภทหมวดหมู่ของผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งเป็นผู้รับสมัครเลือกตั้งประเภท บัญชีรายชื่อให้สะท้อนความหลากหลายของกลุ่มประชากรก็จะเป็นที่เชื่อได้ว่าเกิดดุลยภาพ ระหว่างผู้แทนราษฎรประเภทฐานพื้นที่กับผู้แทนราษฎรประเภทฐานกลุ่มประชากร อย่างแจ้งชัด ปัญหาที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็คือการไม่มีดุลยภาพก็จะหมดไป ความขัดแย้ง ในสังคมเพราะเหตุว่าเฉพาะผู้ที่มีบารมีสูงในแต่ละพื้นที่เท่านั้นจึงจะเข้ามาทํางานในสภา ก็จะถูกถ่วงดุลด้วยจํานวนผู้แทนราษฎรที่มาจากความหลากหลายของกลุ่มประชากร เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จําจะต้องบรรจุเรื่องความหลากหลาย ของกลุ่มประชากรไว้ในร่างแก้ไขมาตรา ๙๗ ซึ่งจะเพิ่มเติมจากภูมิภาคต่าง ๆ ฉะนั้นก็คิดว่าน่าจะช่วยทําให้เป็นการเติมเต็มถึงคุณสมบัติและที่มาของผู้แทนราษฎร ส่วนจํานวน ๓๐๐ : ๒๐๐ นั้น จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ติดใจถึงขนาดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ว่าการเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทบัญชีรายชื่อให้สามารถ มีดุลยภาพที่เหมาะสมกับประเภทฐานพื้นที่ได้ ก็จะเป็นการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในสังคมมากขึ้น ยอมรับว่าสังคมนี้ไม่ได้มีมิติเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้มีเฉพาะมิติ เชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่มีมติของกลุ่มประชากรด้วย อันนี้ก็จะสามารถอธิบายให้พี่น้อง ประชาชนได้รับทราบได้ครับท่านประธาน ผมก็ขอแสดงทัศนะไว้เท่านี้นะครับ ก็หวังว่า เพื่อนสมาชิกทั้งหลายท่านจะได้พิจารณาข้อเสนอแนะนี้เพื่อทําให้ประชาธิปไตยของเรานั้น เป็นประชาธิปไตยเชิงเนื้อหามากกว่าประชาธิปไตยเชิงรูปแบบเท่านั้น ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน
เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติในประเด็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ก่อนอื่นผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ครับว่าประเด็นที่มีการแก้ไขเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นั้นคงมีประเด็นถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องของสูตรที่มาของ ส.ส. ซึ่งกรรมาธิการเสนอมาก็คือ ๓๗๕ เป็น ส.ส. เขต และ ๑๒๕ เป็น ส.ส. จากบัญชีรายชื่อ ขณะที่มีผู้เสนอสูตรต่าง ๆ อีกหลายสูตร ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องของ สูตรต่าง ๆ ที่เสนอมานั้นประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนหรือแต่ละ พรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้เสนอสูตรมานั้นล้วนมองถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในผลประโยชน์ ทางการเมืองของพรรคการเมืองของตัวเองเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ไม่ว่าเรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง จะเป็นเขตเล็กเบอร์เดียวหรือเขตใหญ่เรียงเบอร์ก็ตามนั้น ล้วนแต่เป็นรูปแบบการเลือกตั้ง ซึ่งเคยใช้มาในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการที่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้แก้ไขรูปแบบการเลือกตั้งโดยใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ เรียงเบอร์นั้น เนื่องจากได้ประเมินผลการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้ การเลือกตั้งแบบเขตเล็กเบอร์เดียว ว่าไม่สามารถที่จะเป็นรูปแบบในการพัฒนาระบอบการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ จึงได้มีการปรับรูปแบบให้เป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ แล้วเราก็ได้ทดลองใช้กติกาใหม่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญผ่านการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๐ มาเพียง ครั้งเดียว แล้วขณะนี้เราก็กําลังจะเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งกลับไปเป็นเขตเล็กเบอร์เดียว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อีก ตรงนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะฝากกราบเรียน เพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า ท่านได้โปรดกรุณาทบทวนให้ดีว่ารูปแบบการเลือกตั้งใดจะเป็น รูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด เนื่องจากพวกเราต่างมีประสบการณ์ ผ่านการเลือกตั้งทั้ง ๒ รูปแบบมาแล้ว ในรายละเอียดของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายก็ยังคงมี ความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบการเลือกตั้ง ที่สุดแล้วผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ว่ารูปแบบใดก็ตามสามารถพัฒนาระบอบการเมืองการปกครองของ ประเทศไทยได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับนักการเมืองและพรรคการเมืองว่าเราจะมีความจริงใจ ต่อประเทศชาติในการร่วมมือให้การเลือกตั้งในแต่ละรูปแบบนั้นเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม ปลอดจากการซื้อสิทธิขายเสียงมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น เพราะฉะนั้นประเด็นของผม จึงอยู่ที่ว่าแต่ละสูตรที่เสนอมานั้นพวกเรายังไม่เคยบอกกับพี่น้องประชาชนเลยว่าสูตรไหน เป็นสูตรที่จะทําให้การเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากที่สุด นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของจํานวน ส.ส. ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ว่าที่มาของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เรากําหนด ส.ส. ไว้ ๔๘๐ คนนั้น เราใช้ ที่มาของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งกําหนดไว้ ๕๐๐ คนเป็นฐานในการคิด พวกเรา คงทราบดีว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นกําหนดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้จํานวน ๕๐๐ คน สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. ๒๐๐ คน แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น หลังจากที่รับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนแล้วนั้น เสียงพี่น้องประชาชนเขาต้องการให้ลดจํานวนทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ลง มันจึงเป็นที่มาของการกําหนดให้ ส.ส. มีจํานวน ๔๘๐ คน ลดลง ๒๐ ที่ ในขณะที่ ส.ว. ซึ่งเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดไว้ ๒๐๐ คน เราลดเหลือ ๑๕๐ คน ลดลงไป ๕๐ ที่นั่งครับ นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เราลดสมาชิกทั้ง ๒ สภาลงมาให้ได้สัดส่วนกัน ทีนี้ตรงนี้ มันเชื่อมโยงกับร่างแก้ไขที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอมาและกรรมาธิการเห็นชอบกับร่างแก้ไข ของคณะรัฐมนตรี ก็คือท่านกําลังเพิ่มจํานวน ส.ส. เพียงข้างเดียว จาก ๔๘๐ คน เป็น ๕๐๐ คน ถามว่าแล้วมันมีผลกระทบอะไรกับเรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทั้งหลายครับว่ามีผลกระทบแน่นอน ในเมื่อเราไม่มองภาพสมาชิกรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสภา ๒ สภาอย่างเป็นระบบพร้อมกัน เวลาเราลดเราลดทั้ง ๒ สภา ลดสมาชิกทั้ง ๒ สภา แต่เวลาเพิ่ม ขณะนี้เราจะเพิ่มแต่สมาชิก ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเพียงข้างเดียว ที่ผมพูดตรงนี้ผมไม่ได้พูดเพื่อรักษาผลประโยชน์ ของ ส.ว. ในฐานะที่ผมเป็น ส.ว. แต่ผมกําลังพูดเพื่อผลประโยชน์ของระบบการเมืองในประเทศไทยซึ่งเรายังใช้ระบบ ๒ สภา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ตาม บทบัญญัติของข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ๒๕๕๓ ก็ตาม หรือบทบัญญัติของข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา รวมถึงข้อบังคับ การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ต่างกําหนดไว้ว่าในกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องตั้ง กรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภา หรือตั้งกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อพิจารณากฎหมายหรือเรื่องใด เรื่องหนึ่งก็ตามนั้น วิธีการตั้งและวิธีการจัดสรรที่นั่งในกรรมาธิการร่วมกันหรือกรรมาธิการ ของรัฐสภานั้น เขาให้ถือตามสัดส่วนของสมาชิกแต่ละสภาครับท่านประธาน ถึงตอนนี้ ท่านประธานจะเห็นเลยครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่ม ส.ส. ข้างเดียวนั้นมันทําให้ที่นั่ง สัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาในกรรมาธิการรัฐสภาหรือกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภานั้น ที่นั่งของ ส.ว. จะถูกลดลงไปโดยปริยาย ถามว่าแล้วเสียหายอย่างไรครับ เสียหายตรงที่ว่า วุฒิสภานั้นเป็นสภาตรวจสอบ และเป็นสภาถ่วงดุลการทํางานของฝ่ายบริหาร เมื่อที่นั่ง ของสมาชิกวุฒิสภาในกรรมาธิการร่วมกันถูกลดลงไปด้วยเหตุการณ์เพิ่มจํานวน ส.ส. เพียงข้างเดียวนั้น มันจึงทําให้ระบบถ่วงดุลตรวจสอบนั้นไม่อาจดําเนินการได้ เพราะโหวต อย่างไรก็แพ้อยู่ดีครับ ประเด็นตรงนี้ก็คือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนให้เพื่อนสมาชิก ทั้งหลายได้โปรดกรุณา ให้ความสําคัญว่าการที่เราเพิ่มจํานวน ส.ส. เพียงข้างเดียวนั้น มันมีผลกระทบต่อระบบของรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ถ้าพวกเราได้ช่วยกันศึกษา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบมาแล้วนั้น เขาเขียนหลักการในการ ขอแก้ไขไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน หลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ว่า แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตย้ําอีกทีนะครับว่า หลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้นั้นระบุไว้ชัดเจนว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้พูด เรื่องจํานวนเลยครับ เมื่อไม่ได้พูดว่าหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้ไข เพื่อเพิ่มเติมจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเห็นว่าโดยกฎหมายท่านเพิ่มจํานวน ส.ส. ไม่ได้ เพราะหลักการที่ผ่านการรับในวาระที่หนึ่งของสภาแห่งนี้นั้น เรารับเฉพาะหลักการ เรื่องการแก้ไขที่มา เราไม่ได้รับเรื่องการแก้ไขจํานวน เพราะท่านไม่ได้เสนอหลักการ ในเรื่องนี้มา นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเหตุผลที่ท่านเสนอมาในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ท่านเสนอเหตุผลมาว่าเพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปตามหลักการ พื้นฐานของความเป็นธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหตุผลกล่าวโดยสรุปก็มี ๒ ข้อ ท่านประธาน ข้อแรกก็คือแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของ ความเป็นธรรม อาจจะเข้าใจได้ว่าท่านมองว่าการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ทําให้ ประชาชนขาดความเป็นธรรม เพราะบางคนเลือกได้ ๑ เบอร์ บางคนเลือกได้ ๓ เบอร์ แล้วแต่ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีจํานวนประชากรเท่าไร ตรงนี้ผมยอมรับได้ครับว่าท่านไปแก้ไข เรื่องเขต ก็เป็นการสอดคล้องกับหลักการที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสริมสร้าง ความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านบอกว่าต้องไปเพิ่ม ส.ส. ในระบบสัดส่วนเป็น ๑๒๕ คน เพื่อพัฒนาพรรคการเมืองและให้ความสําคัญกับระบอบ พรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองไปต่อสู้กันในเรื่องของนโยบายพรรค แล้ววิธีการนี้ จะเป็นวิธีการที่สามารถพัฒนาความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมอาจเชื่อเหตุผลของท่านที่ท่านเสนอมาได้ แต่ผมกราบเรียนครับว่าด้วยแนวคิดและวิธีคิด อย่างเดียวกับที่ท่านกําลังเสนอ ก็คือเพิ่มระบบสัดส่วนให้มีจํานวนมากขึ้น แล้วจะเป็นการ พัฒนาความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมกราบเรียนครับว่าก็ทําได้ โดยไม่ต้องเพิ่มจํานวน ส.ส. เลยครับ เป็นเพียงการปรับสัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขต และ ส.ส. ระบบสัดส่วนภายใต้จํานวน ส.ส. ที่มีอยู่เดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือจํานวน ๔๘๐ คน ก็เอาแนวความคิดในการ พัฒนาระบอบการปกครองของประเทศไทยด้วยวิธีการให้ความสําคัญกับพรรคการเมือง ผ่านการเลือกแบบสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นก็ทําได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นเลยครับว่าภายใต้หลักการ และเหตุผลที่ถูกเสนอมา และที่ประชุมแห่งนี้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง ไปแล้วนั้น ไม่จําเป็นต้องเพิ่มจํานวน ส.ส. แล้วผมก็เห็นต่อไปด้วยครับว่าท่านก็เพิ่มจํานวน ส.ส. ไม่ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการแปรญัตติหรือด้วยวิธีการที่กรรมาธิการไปแก้ไขเพิ่มเติมหรือเห็นชอบ เพราะหลักการที่เรายอมรับกันนั้นคือหลักการที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถามว่า แล้วถ้าเราเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญโดยการไปแก้รัฐธรรมนูญด้วยการเปลี่ยนแปลงจํานวน ส.ส. มีอะไรเกิดขึ้นครับ ผมกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับว่า ผมเห็นว่า เป็นการกระทําที่ขัดต่อข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ตั้งแต่ ข้อ ๘๖ ข้อ ๙๓ ข้อ ๙๖ ผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านข้อบังคับสั้น ๆ ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ฟังอย่างนี้นะครับ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวด ๗ ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วย การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๘๖ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต้องแบ่งเป็นมาตรา และต้องมีบันทึกประกอบดังต่อไปนี้ ๑. หลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ๒. เหตุในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม ชัดเจนครับ ร่างที่รัฐบาลและกรรมาธิการเสนอมานั้น มีหลักการ มีเหตุผลถูกต้อง ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๖ แต่ก็เขียนต่อไปอย่างนี้ครับว่า ในวรรคท้ายของ ข้อ ๘๖ เขียนต่อไป อย่างนี้ครับว่า การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกมาตราใดของรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้อง แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการหรือจะระบุไว้ ในเหตุผลด้วยก็ได้ ผมก็เปิดอ่านร่าง ที่ท่านเสนอมา ทั้งในหลักการและในเหตุผลท่านมิได้ระบุเลขมาตราที่ท่านขอแก้ไข ถามว่า ขัดข้อบังคับ ข้อ ๘๖ วรรคท้ายไหม ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนใช้ดุลยพินิจตัดสินใจเอาเอง ได้ว่าขัดหรือไม่ขัด เพราะข้อบังคับบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญมาตราไหนต้องระบุเลขมาตรา ในหลักการและเหตุผล ท่านไม่ได้ระบุเลยสักมาตราเดียว ข้อต่อไปที่ผมจะขออนุญาตอ่าน ให้ท่านฟังก็คือว่า ข้อ ๙๓ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมในวาระที่หนึ่ง ให้รัฐสภาพิจารณาและลงมติจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม เราปฏิบัติตามข้อ ๙๓ เรียบร้อยแล้วครับ นั่นหมายความ ว่าหลักการที่ท่านเสนอมาเฉพาะแก้ไขเรื่องของที่มาของ ส.ส. ที่ประชุมแห่งนี้ได้รับหลักการ ตามข้อ ๙๓ เรียบร้อยแล้ว ถัดไปข้อ ๙๖ วรรคท้าย เขียนอย่างนี้ครับว่า การแปรญัตติ เพิ่มเติมมาตราขึ้นมาใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่เป็นการแก้ไขที่เกี่ยวเนื่องกัน ถามว่าท่านเสนอ หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาว่าจะขอแก้ไขในเรื่องที่มาของ ส.ส. ที่ประชุมแห่งนี้รับหลักการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๓ เรียบร้อยแล้ว แต่เนื้อหาหลังจากที่ท่านกรรมาธิการไปพิจารณา ปรับปรุงผ่านการโหวตมาในคะแนนที่เท่ากันจนท่านประธานกรรมาธิการต้องลงคะแนน ชี้ขาดอีก ๑ คะแนนนั้นท่านเจือปนเรื่องของจํานวน ส.ส. เพิ่มจํานวน ส.ส. ขึ้นมาด้วย เกินหลักการตามที่ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคท้าย เขาห้ามไว้หรือไม่ ถ้าเป็นการเกินไปจาก หลักการที่ได้ขอที่ประชุมไว้ ผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ นําไปสู่การขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากข้อบังคับออกตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจไว้ ทั้งหมดคือประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิกว่าต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก ทุกท่านได้กรุณาใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องใช้เป็นกฎกติกาในการบริหารราชการ แผ่นดินและพัฒนาระบอบการเมืองของประเทศต่อไปในอนาคต การแก้ไขบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญนั้น จึงไม่ควรที่จะเกิดขึ้นเพียงเพราะเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่าง พรรคการเมือง หรือเป็นการทําหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสนองความต้องการของ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ผมเองเป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการแก้ไข บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยยึดหลักการสําคัญว่ารัฐธรรมนูญแม้เป็นกฎหมายสูงสุด ก็สามารถแก้ไขได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องยึดอยู่บนพื้นฐานของ ความถูกต้องเป็นธรรม และสําคัญที่สุดต้องเป็นการแก้ไขที่ยึดถือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนก็คงที่จะมีหลักการในการ ตัดสินใจในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตกต่างจากกระผม แล้วกระผมก็หวังว่าจะเป็น เช่นนั้น ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไปเชิญท่านวรินทร์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมจะต้องขอใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เคยเป็นอดีตกรรมการการเลือกตั้ง ประจํากรุงเทพมหานคร ตั้งข้อสังเกตและข้ออภิปรายเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ นะครับ กระผมยืนยันนะครับว่ายังไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้ในขณะนี้ เพราะยังไม่มีกระบวนการลงประชามติโดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย แล้วก็ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตและคําถามที่เกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังนี้นะครับ
อันแรกครับ จํานวนสมาชิก ๕๐๐ คนนี้ แต่โบราณมาเราถือว่าเป็น เลขที่ไม่เป็นมงคล โบราณเขาถือว่าจํานวนเลขอย่างนี้เป็นจํานวนเลขที่ไม่แน่ไม่นอน เอาแน่เอานอนไม่ได้ โบราณก็จะมีใช้เรียกกับสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่ไม่งามพวกที่ไม่ดี เช่น พวกโจรห้าร้อย ถ้าสมาชิกแห่งสภานี้มีจํานวน ๕๐๐ ต่อไปก็จะไม่เรียกสภาผู้แทนราษฎร หรอกครับ เขาเรียกสภาห้าร้อย สิ่งที่พอเริ่มต้นก็เสื่อมแล้วครับ
อันต่อมาครับ ถามว่าการเพิ่มจํานวนสมาชิกแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์ อะไร พรรคการเมืองได้ประโยชน์อะไร หรือใครได้ประโยชน์ตรงนี้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องตอบ นะครับ ประชาชนข้างนอกเขารออยู่เขาถามว่าแก้ครั้งนี้ประชาชนเขาได้อะไร แต่แน่นอน พรรคการเมืองเมื่อแบ่งปันกันเรียบร้อยพรรคการเมืองได้ประโยชน์แน่นอน แล้วท้ายที่สุด ประเทศได้อะไรครับ ถามว่าเมื่อเพิ่มจํานวนสมาชิกแล้วการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมันจะสุจริต เที่ยงธรรมตามปรัชญาที่เรากําหนดไว้ไหม หรือก็ยังยืนยันว่ามีการซื้อเสียงเหมือนเดิม แต่ผมก็เชื่อนะครับว่ายังมีซื้อเสียงเหมือนเดิม
ต่อไปครับ งานที่สมาชิกต้องทํานะครับ ถ้าเพิ่มจํานวนสมาชิกมาเป็น ๕๐๐ คน แล้วงานบวช งานแต่ง งานโกนจุก งานบวชนาค งานผ้าป่า งานกฐิน งานเปิดป้าย งานศพ งานรื่นเริงต่าง ๆ จะลดลงไหม หรือสมาชิกแห่งสภาก็ยังทําหน้าที่อย่างนั้นอยู่ ถามต่อไปว่าเมื่อแก้จํานวนสมาชิก ๕๐๐ คนแล้ว ชุมชนประชาชนนี้เขาจะเข้มแข็งขึ้นไหม หรือเขาจะอ่อนแอลง เพราะจํานวนสมาชิกมากอยู่ใกล้บ้าน มีอะไรก็วิ่งไปหาสมาชิก มีอะไรก็ไปให้สมาชิกแก้ ไม่เคยที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง ถามว่าประชาชนเขาจะอยู่ดีกินดีขึ้นไหมครับ คําตอบครับ ทุกอย่างเหมือนเดิม แล้วจะแก้ทําไมครับ ประชาชนก็ยังคงขาดแคลนทุกข์ยากนะครับ ผมก็เชื่อว่าเรื่องร้องทุกข์ต่าง ๆ ก็ยังเหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ สมาชิกแห่งสภานี้ กฎหมายกําหนดไว้ชัดเจนเลยนะครับว่าให้ทําหน้าที่ ตรากฎหมาย ว่าให้ทําหน้าที่ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีหรอกครับว่าหน้าที่หลักที่จะไปรับเรื่องราวร้องทุกข์ ไปช่วยงานศพ งานแต่ง งานบวช ไม่มีครับ ถามต่อไปว่าถ้าจํานวนสมาชิกเหมือนเดิม ภารกิจมุ่งมั่นไปอยู่ที่การทําหน้าที่ตรากฎหมาย ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผมคิดว่า ประชาชนจะอยู่ดีกินดี มีธรรมาภิบาล ฉะนั้นผมคิดว่าจํานวนสมาชิกที่น้อยแต่มีประสบการณ์ มีความรู้ มีมันสมอง มีความสามารถ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และวันนั้นสภาแห่งนี้ก็จะเป็นที่พึ่งและเป็นที่หวังของประชาชนได้ ยืนยันนะครับ สมาชิก แห่งสภานี้เขาไม่ได้พวกใช้แรงงานนะครับ เขาให้มาใช้สมอง แต่ถ้าเราบอกว่าเราคิดเนื้องาน ของสมาชิกแห่งสภานี้โดยใช้แรงงานแล้ว เราก็จะเอาพื้นที่และเอาจํานวนงานที่เขามาขอร้อง ให้เราทํา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่เราเลย เป็นตัวกําหนดจํานวนสมาชิก กระผมจึงเสนอให้มี สมาชิกแบบแบ่งเขต ๒๐๐ คน แล้วสมาชิกจากบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วนนะครับ ๑๐๐ คน แต่ใน ๑๐๐ คน ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปเลือกนายทุนขุนศึก เอาเงินมาลงแล้วก็เป็นนายทุนของพรรค ๑๐๐ คนนี้กําหนดว่าต้องมีคุณสมบัติ คือเป็นตัวแทนของอาชีพวิชาชีพ ตัวแทนของ คณะบุคคล องค์กร ผู้ด้อยโอกาส เพศ และจํานวนเพศด้วย กลุ่มชนและชนเผ่าด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องการกระจายตัวแทนของประชาชนที่เขาจะมาทําหน้าที่ในสภา จํานวน สมาชิก ๓๐๐ คนนี้ได้มาอย่างไรครับ ได้มาจากจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ ๑๕๐ คน เป็น ๒ เท่าของจํานวนสมาชิกของวุฒิสภา นี่คือหลักการสําคัญในเรื่องการดุลอํานาจของ ๒ สภา ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และผมถือว่าเป็นเจตนารมณ์ สําคัญแห่งรัฐธรรมนูญเหมือนกัน กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนนะครับ เป็นกฎหมายเรื่องการดุลอํานาจของรัฐ ฉะนั้น การเปลี่ยนหลักการตัวนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญนะครับ กระผมยังยืนว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนนี้ ไม่ใช่ดัชนี ที่จะชี้ถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่คุณภาพและความรับผิดชอบที่เรียกว่า อาชีวปฏิญาณที่อภิปรายเมื่อเช้านะครับ จะทําให้สภาแห่งนี้มีคุณสมบัติและมีประสิทธิภาพ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และจะเป็นหลักชัยของรัฐสภาต่อไป การออกกฎหมายหรือ การตรากฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้นะครับ ฟังว่าถ้าขัดข้อบังคับก็จะมีผลกระทบต่อ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทันที จึงทําให้การตรากฎหมายครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ และถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านนะครับ การแก้วันนี้ผ่าน ผมเชื่อว่าจะมีการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอ เรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านรสนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเองขออนุญาตในการอภิปรายในฐานะที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติ เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญนะคะ ดิฉันเองก็มีความเห็นสอดคล้องกับท่าน ส.ว. สุรชัย ต้องขอ อนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะคะ เพราะดิฉันเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญของทางคณะกรรมาธิการ นั้นอาจจะไม่ชอบด้วยหลักการของกฎหมาย ดิฉันเองเห็นว่าสัดส่วนระหว่าง ส.ว. และ ส.ส. ควรจะใกล้เคียงกัน เมื่อทางร่างการเสนอในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นได้กําหนดเอาไว้ทั้งในส่วน ของรัฐบาลนี้เสนอในสัดส่วน ๓๗๕ บวก ๑๒๕ ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอในสัดส่วน ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ดิฉันคิดว่าสัดส่วนที่เหมาะสมที่จะทําให้ที่มา ซึ่งก็จะพูดต่อไปนะคะ ก็คือ อยู่ที่ ๓๗๕ บวก ๑๐๐ ก็คือ ๓๗๕ นั้นเป็น ส.ส. เขต ซึ่งทางรัฐบาลเสนอมาว่าสามารถทําได้ ในจํานวน ๓๗๕ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลนั้นเสนอ ส.ส. สัดส่วนที่ ๑๐๐ คน ดิฉันคิดว่า ๒ ส่วน นี้เอามารวมกันอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะว่าในสัดส่วนเดิมก็คือ ส.ส. ทั้งแบ่งเขต และสัดส่วนนั้นอยู่ที่ ๔๘๐ คน ดังนั้นเมื่อการแก้ไขนั้นเอา ๒ ตัวนี้มาใช้ก็เหลือ ๔๗๕ คน มันก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่เดิมที่กําหนดในแง่ที่ไม่ให้ ส.ส. มีจํานวนมากเกินไป คือ ไม่ถึง ๕๐๐ คน แล้วก็บวกกับประเด็นที่มา ที่ทางร่างที่ได้เสนอ แก้ไขมานั้นก็ไม่ควรที่จะทําให้สัดส่วนอันนี้ต้องเสียไประหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่ต้องการที่จะให้ทาง คณะกรรมาธิการได้ตอบประเด็นนี้ด้วยนะคะว่าท่านอาจจะไม่มีอํานาจในการที่จะเสนอ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขในลักษณะเช่นนั้น ดิฉันเองเห็นว่าสิ่งที่ท่านต้องการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น วัน แมน วัน โหวต ก็คือแต่ละคนนั้นใช้เสียงได้เสียงเดียว ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ แต่การที่ท่านจะเปลี่ยนแปลง ในลักษณะที่เป็นการเลือกตั้งเขตเล็กเบอร์เดียว ดิฉันคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ให้ความสําคัญอย่างยิ่งกับปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง มีมาตราในรัฐธรรมนูญที่มี การลงโทษแรงสําหรับการซื้อสิทธิขายเสียงที่เราเรียกว่ายาแรง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า เขตเล็กเบอร์เดียวนั้นถึงแม้จะบอกว่าเพื่อทําให้ทุกคนนั้นมีสิทธิเท่าเทียมกัน คือ ๑ คน ๑ เสียงนั้น แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงได้ ดิฉันคิดว่าถ้าหาก ท่านต้องการแก้ไขที่มาของ ส.ส. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม คือ ๑ คน ๑ เสียงนั้นเราสามารถ ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งได้ เหมือนกับ ส.ว. เลือกตั้งในสมัยก่อนนั้น ก็ใช้วิธีจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดไหนมีจํานวน ส.ส. เท่าไร ก็ให้ประชาชนแต่ละคนเลือกได้ ๑ เสียง แล้วก็เอาคะแนนเสียงสูงสุดเรียงลําดับลงมาให้เท่ากับจํานวน ส.ส. ที่จะมีได้ในจังหวัดนั้น ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องของ ๑ คนต่อ ๑ เสียงได้ มีความเป็นธรรม เท่ากัน แล้วในขณะเดียวกันเราก็ไม่ละทิ้งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ให้ความใส่ใจ กับการแก้ปัญหาในเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งดิฉันคิดว่าการที่พยายามแก้ให้เป็น เขตเล็กนั้น เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองจะได้ประโยชน์ในการที่จะสามารถเข้าสู่อํานาจ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งดิฉันเองไม่เห็นด้วยนะคะ เพราะดิฉันคิดว่าเมื่อข้อเสนอในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คือต้องการที่จะสร้างให้เกิดความเป็นธรรม กําหนดที่มาของ ส.ส. ใหม่ว่าให้มาโดยที่ ประชากรแต่ละคนเลือกได้ ๑ เสียงนี้ก็เห็นด้วย แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับเขตเล็กเบอร์เดียว เพราะฉะนั้นในการแปรญัตติของดิฉันก็ขอเสนอเป็นเขตใหญ่เบอร์เดียวแล้วก็ให้เรียงคะแนน ไปตามจํานวนที่ ส.ส. จะได้ในจังหวัดนั้น
ส่วนประเด็นในเรื่องของจํานวน ส.ส. นั้นดิฉันคิดว่าการรักษาสัดส่วนระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วในเรื่องของระเบียบและข้อกฎหมายนั้น ท่านน่าจะไม่สามารถที่จะแก้ไขจํานวนตรงนี้ได้ ดิฉันเองเห็นด้วยกับท่าน ส.ว. สุรชัย ที่ได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ และเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สําคัญที่ท่านกรรมาธิการ จะต้องตอบในเรื่องนี้ก่อน หวังว่าท่านจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปแล้วก็มีการโหวต ดิฉันก็คง ขอเรียนแต่เพียงเท่านี้แล้วก็อยากให้ท่านรีบตอบประเด็นนี้ก่อนที่จะผ่านไป ขอบพระคุณค่ะ
เชิญกรรมาธิการตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนะคะ ในส่วนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายแล้วก็ขอให้กรรมาธิการได้ช่วยตอบก่อน ดิฉันขออนุญาต ตอบในฐานะในส่วนของผู้ที่ประสานงาน ทําให้การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นไปตาม ข้อบังคับนะคะ ในส่วนสาระนั้นเดี๋ยวท่านประธานจะได้ตอบแล้วก็คณะกรรมาธิการจะได้ช่วย ชี้แจงต่อไป ในส่วนประเด็นที่ท่านให้ข้อสังเกตว่าการเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ ดิฉันกราบเรียนว่าในข้อบังคับ ข้อ ๘๖ วรรคท้าย ที่ระบุว่าให้การแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกมาตราใดของรัฐธรรมนูญให้ระบุ มาตราที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการ หรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ อันนี้ ในกองเลขาฯ ได้พิจารณาแล้วว่าไม่จําเป็นว่าจะต้องระบุนะคะ เพราะบอกว่าระบุด้วย ก็ได้ไม่ได้หมายความว่าต้องระบุ ส่วนที่บอกว่า ข้อ ๙๖ ที่ท่านทักท้วงว่าในหลักการ และเหตุผลไม่ได้ระบุเรื่องของจํานวน ส.ส. แต่จะพูดถึงเรื่องที่มา แต่คําตอบก็คือบอกว่า จํานวน ส.ส. ไม่ว่าจะเป็น ๕๐๐ คน ๔๐๐ คน หรือว่า ๓๕๐ คน ตามที่ทุกท่านได้เสนอ ความเห็นนั้น ก็ต้องบอกว่าจํานวนเหล่านั้นที่มาของ ส.ส. เหล่านี้มีที่มาอย่างไรก็ต้องพูดถึง จํานวนก่อน ถึงจะได้บอกว่า ส.ส. นั้นได้มาอย่างไร จึงได้มีการพิจารณากันถึงเรื่อง จํานวน ส.ส. ด้วย เพราะถ้าเราไม่รู้จํานวนเราก็ไม่รู้ว่า ส.ส. นั้นจะมาอย่างไร เพราะฉะนั้น คําว่า ที่มา ก็หมายความรวมถึงการพิจารณาเรื่องของจํานวนด้วย นอกจากนั้นดิฉันขอชี้แจง ในประเทศที่ท่านกรรมาธิการหลายท่านได้พูดถึงว่า กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก็เชิญ ผู้มาแปรญัตติกะทันหัน ดิฉันกราบเรียนว่าในการพิจารณารอบสุดท้ายนะคะวันที่ ๒๑ มกราคม ที่ประชุมมีมติว่าจะเชิญผู้มาชี้แจงทําการสงวนคําแปรญัตติในสัปดาห์ถัดไปก็คือ เชิญท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๑๘ แล้วก็เชิญสมาชิกวุฒิสภาวันที่ ๑๙ หนังสือ ออกวันที่ ๑๒ นะคะเพราะฉะนั้นก็คาดว่าถึงท่านสมาชิกก่อนล่วงหน้าอย่างแน่นอน นอกจากนั้นในคําสงวนคําแปรญัตติของทุกท่านกรรมาธิการให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่นัดแรกได้รวบรวมคําแปรญัตติของทุกท่าน แล้วก็มอบให้สมาชิกกรรมาธิการทุกคน ไปพิจารณาเป็นการบ้านแล้วก็ในคําที่ทําท่านแถลงการณ์ต่าง ๆ นั้นก็ได้ใช้มาเป็นข้อซักถาม สําหรับผู้ชี้แจงต่าง ๆ ด้วย ดิฉันก็ขอกราบเรียนด้วยความเคารพนะคะว่าทุกความเห็น ของท่านมีประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็กรรมาธิการก็ทํางานด้วยความรอบคอบ แล้วก็ยึด ข้อบังคับเป็นสําคัญนะคะ ก็ขอกราบเรียนในเบื้องต้นค่ะ
ต่อไปท่านสุรชัย เชิญครับ มีอะไรครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ได้ฟังคําชี้แจงของกรรมาธิการแล้วนะครับ เพื่อความต่อเนื่องและเพื่อความตรงกัน เพราะผมเชื่อว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญ เพราะว่าเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ผมไม่อยาก ให้เพื่อนสมาชิกแห่งรัฐสภานี้ได้ลงมติไปโดยที่ยังมีความคลุมเครือทางด้านข้อกฎหมายอยู่ เนื่องจากว่ามติที่ลงกันไปหลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้นเป็นเรื่องของการแก้ไขหรือไม่แก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของเพื่อนสมาชิกทุกคน ใครลงมติอย่างไรคนนั้น ต้องผูกพันและรับผิดชอบตามข้อกฎหมายที่ผมได้กราบเรียนและตั้งข้อสังเกตด้วยความ เป็นห่วงไว้นะครับ ทีนี้เมื่อฟังคําชี้แจงจากท่านกรรมาธิการแล้วก็สรุปโดยรวมท่านยังยืนยันว่า ร่างแก้ไขที่เสนอมานั้นชอบด้วยกฎหมาย ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ๒ ประเด็น ที่ท่านตอบมา ผมจะขออนุญาตชี้แจงเท่าที่ท่านตอบ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกก็คือท่านบอกว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่ไม่ระบุเลข มาตรานั้นชอบด้วยข้อบังคับ ข้อ ๘๖ วรรคท้าย โดยท่านบอกว่า เนื่องจากข้อ ๘๖ วรรคท้าย ใช้ถ้อยคําว่า ก็ได้ ก็แปลว่าจะทําก็ได้ ไม่ทําก็ได้ จะระบุเลขมาตราหรือไม่ก็ได้นั้น ผมกราบเรียนครับว่าเป็นการตีความกฎหมายที่ผิดพลาดไม่ถูกต้อง อยากจะให้ท่านอ่านแล้ว ก็ศึกษาข้อบังคับการประชุมข้อ ๘๖ วรรคท้ายใหม่ ผมจะช่วยท่านโดยการอ่านให้ท่านช้า ๆ ฟังอีกครั้งครับท่านประธาน ขออนุญาตนะครับ การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกมาตราใด ของรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการ คําว่า ให้ระบุ มาตราที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการ มันชัดเจนอยู่แล้วนี่ครับ ไม่ได้มี ทางเลือกอะไรให้ท่านเลย แล้วท่านไปตีความว่าจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้ ท่านตีความอย่างนั้น ได้อย่างไร ข้อความที่ท่านตีความนั้นมันอยู่ในอีกประโยคหนึ่งครับที่เขาเขียนว่า หรือจะระบุ ไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ ตรงนี้ต่างหากล่ะครับ คําว่า ด้วยก็ได้ มันมาใช้ในกรณีที่ว่าถ้าท่านจะ ระบุเลขมาตรามากกว่าที่กฎหมายกําหนด คือแทนที่จะระบุเฉพาะในหลักการ ท่านจะระบุ ในเหตุผลด้วยอันนี้ก็ได้ครับ ทําได้ แต่อย่างน้อยกฎหมายบังคับให้ท่านระบุเลขมาตราไว้ ในหลักการ ร่างที่ท่านเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ท่านระบุเลขมาตราไว้หรือเปล่าครับ ไม่มีทั้งในหลักการและเหตุผล ตรงนี้คือสิ่งที่ผมพยายามจะกราบเรียนด้วยความเป็นห่วง
ประเด็นที่สองก็คือที่ท่านชี้แจงมาว่าหลักการที่ท่านเสนอมานั้นระบุว่าจะขอ แก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของ ส.ส. แล้วท่านบอกว่าเมื่อแก้ที่มาของ ส.ส. มันก็ต้องไปพูด ถึงจํานวนของ ส.ส. ก็ตอนที่ผมอภิปรายผมกราบเรียนท่านแล้วอย่างไรครับว่า เหตุผล ที่ประกอบหลักการไม่ว่าท่านจะพูดในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญโดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อความเป็นธรรมหรือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครอง ผมกราบเรียนไปแล้วว่า ทําได้ทั้ง ๒ เหตุผลโดยไม่ต้องไปเพิ่มจํานวน ส.ส. คือ ๔๘๐ คน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เท่าเดิม ท่านเปลี่ยนเป็น วัน แมน วัน โหวต เพื่อให้สอดคล้องกับเหตุผลว่าเพื่อสร้าง ความเป็นธรรมในการใช้สิทธิเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนก็ทําได้ ท่านจะเปลี่ยนเขต ปาร์ตี้ ลิสต์ จากเขต ๘ เขต มาเป็นเขตประเทศเป็นเขตเดียว ท่านก็ทําได้โดยจัดสัดส่วน ระหว่าง ส.ส. เขตกับ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อเสียใหม่ในจํานวนเท่าเดิมคือ ๔๘๐ คน ทําได้หมดเลยครับ เพราะฉะนั้นที่มาของ ส.ส. กับจํานวน ส.ส. จึงคนละเรื่องและ คนละหลักการกัน เมื่อหลักการท่านขอมาแต่เรื่องของการแก้ไขเกี่ยวกับที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงมิได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการฉกฉวยโอกาสในการเพิ่มจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินหลักการที่ ที่ประชุมของรัฐสภารับไว้ในวาระที่หนึ่ง ยังส่งผลกระทบต่อระบอบการปกครองในระบบ ๒ สภาของประเทศไทยด้วยครับ อย่างที่ผมกราบเรียนคือทําให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ในเรื่องของสัดส่วนที่นั่งของกรรมาธิการร่วมหรือกรรมาธิการรัฐสภา ผมยังไม่พูดไปถึงเกินเลย ที่จะพูดไปมากกว่านั้นก็คือว่าเมื่อกระทบของระบบสัดส่วนแล้ว มันกระทบเรื่องรูปแบบการปกครองหรือไม่ ยังเป็นปัญหาข้อกฎหมายต่อไปอีกนะครับ ถ้าผมหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดมันก็จะยิ่งนําไปสู่การแก้ไขที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่เขียนไว้ชัดเจนเลยครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าแก้แล้วมีผลกระทบ เรื่องรูปแบบการปกครองยิ่งทําไม่ได้ใหญ่เลยครับ ตรงนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผม ยังไม่หยิบยกขึ้นมา เพราะผมเองยังเห็นว่าสัดส่วนของ ส.ส. และ ส.ว. นั้นถ้ามีการได้เปรียบ เสียเปรียบ ยังคงเป็นปัญหาว่าจะกระทบต่อรูปแบบการปกครองในระบอบ ๒ สภาหรือเปล่า ผมจึงยังไม่หยิบยกประเด็นนี้ จึงหยิบยกแต่ประเด็นเรื่องของการขอหลักการและเหตุผล ที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่าท่านกรุณา ทบทวนให้ดี ท่านอย่าตีความในลักษณะที่ ขออภัย ต้องใช้คําว่า ดันทุรัง เพื่อที่จะผ่าน ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ เพราะมิฉะนั้นผมเชื่อว่าจะต้องมีสมาชิกเข้าชื่อขอส่ง ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่าผ่านกระบวนการตราที่ชอบด้วย กฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้คือประเด็นที่สําคัญ และท่านทบทวนให้ดีครับ กราบเรียนด้วยความห่วงใย แล้วก็เพื่อการร่วมกันทําหน้าที่ เพื่อประเทศชาติด้วยกัน ผมเองไม่มีอะไรในการที่จะขัดขวางเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กราบเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขได้ถ้ายึดถือบนผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน แต่ก็อยากจะให้กระบวนการนั้นชอบด้วยกฎหมาย ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานจะชี้แจง อีกหรือครับ เชิญครับ เดี๋ยวให้ท่านชี้แจงและเดี๋ยวผมเรียกท่านชลิตต่อตามกําหนดไปนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เดี๋ยวก็จะสับสนกันไป จริง ๆ แล้วเราดําเนินการมาทั้งหมดตามขั้นตอน ไม่ได้มีผิดรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ตามขั้นตอนทั้งหมดครับ ส่วนในเรื่องของการที่บอกว่า ที่มา ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ หลักการนั้นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ ผมเตรียมจะอธิบายไว้ในตอนจบนะครับ ผมเตรียมไว้เยอะเลยครับ คําว่า ที่มาของผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ มาจนถึงทุกวันนี้ ที่มาของผู้แทนราษฎรเท่าที่เห็นมีอยู่ ๒ อัน มีวิธีมา ๒ แนวทาง อันหนึ่งเอาจํานวนประชากร เป็นตัวตั้ง แล้วเราก็เอาผู้แทนราษฎรขึ้นไปตามประชากร ส่วนอีกอันหนึ่งใช้ผู้แทนราษฎร เป็นตัวตั้ง เอาประชากรแปรผันตาม อีกอันหนึ่งใช้ประชากรเป็นตัวตั้ง ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อราษฎร ๑ คน แล้วก็จํานวนผู้แทนราษฎรก็แปรตามไป อันนี้คือที่มาครับ เพราะฉะนั้น จํานวน ๕๐๐ คนนี้ คือการเอาผู้แทนราษฎรเป็นตัวตั้ง มีมาตลอด ซึ่งเดี๋ยวผมจะบรรยายให้ ฟังว่าสมัยไหน เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้คือการกําหนดที่มาว่าผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนนี้ มาอย่างไร ๓๐๐ คน ๔๐๐ คน รายละเอียดมีครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าทั้งหมดยังไม่ได้ ทําอะไรผิดขั้นตอนนะครับ เพียงแต่ว่าขอทําความเข้าใจไว้นิดหนึ่งก่อน แล้วหลังจากนั้น พอจบแล้วผมจะไล่รายละเอียดทั้งหมดให้ฟังครับ
ต่อไปเชิญท่านชลิตครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ชลิต แก้วจินดา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยที่การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปตามหลักการพื้นฐานของความเป็นธรรม ผมได้ดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรเลยว่าผู้แทนเดิมนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมมัน ไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็เห็นดีกันอยู่ มันก็ถึงเป็นเรื่องที่ชอบกล ความเป็นธรรมนั่นหมายความ ว่าอย่างไร อาจจะหมายความถึงความเท่าเทียมกันของผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่ต้องสังกัดพรรค การสังกัดพรรคด้วยความเป็นธรรมก็คือไม่ใช่พวกก็จะเข้าพรรค ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนดีอะไรอย่างนี้ใช่หรือไม่ครับ แล้วก็เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมว่าแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ไม่เห็นว่าจะเสริมสร้างอะไรให้เข้มแข็งขึ้น ผมก็ว่าเท่าเดิม ถ้าไม่แก้ไข ในมาตรานี้มันก็เท่าเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป มีคนเขากล่าวไว้ว่าที่ใดมีอํานาจมากล้น ก็จะมีกลวิธีมากหลาย
ในประเด็นแรกก็คืออยากจะรู้ว่าระเบียบวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้ซ่อนเร้นอะไรไว้หรือไม่ เพราะไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องแก้ไข ผู้ที่มีอํานาจกุมนโยบาย นี้ได้กีดกันเอาปัญหาสําคัญของประชาชนออกไปจากกระบวนการที่จะต้องการแก้ปัญหา ไปแล้ว และก็เอากระบวนการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญเข้ามาแทนที่ ระเบียบวาระในการ แก้ไขปัญหาหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นผลประโยชน์สาธารณะหรือว่าเป็นผลประโยชน์ ส่วนตัวก็ยังเป็นคําถามที่หาคําตอบยังไม่ได้ มีฝ่ายใดได้ประโยชน์ด้านเดียวหรือไม่ หรือว่า ทุกพรรคทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ผมก็ยังมองไม่เห็น เพราะว่ายังมีฝ่ายค้านที่ไม่เห็นประโยชน์ ในด้านนี้อยู่ และผมก็ยังไม่เห็นประโยชน์โดยรวมว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรานี้
ประเด็นที่ ๒ ระเบียบวาระสาธารณะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเรื่องส่วนตัว หรือส่วนของพรรคการเมือง หรือเรียกกันอีกว่ากลุ่มอํานาจสร้างกระบวนการทางสังคม ว่าจะทําให้การเลือกตั้งเป็นธรรมอย่างนี้ใช่หรือไม่ กระบวนการนี้สร้างขึ้นมาเองใช่หรือไม่ แล้วก็บอกว่าจะสร้างความเข้มแข็งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข การบริหารบ้านเมืองมีประสิทธิภาพ ผมว่าเท่าเดิม หลังจากที่ แก้ไขแล้ว การบริหารบ้านเมืองไม่น่าจะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอะไรเพิ่มเติมขึ้น แล้วก็ อยากจะเห็นว่าคุณค่าและวัตถุประสงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทําเพื่อสิ่งสําคัญที่สุดหรือไม่ ก็คือเพื่อประชาชนหรือไม่ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจุดมุ่งหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ สมเหตุสมผลไหม ประชาชนต้องการผู้แทนแบบไหน อย่างไร เท่าใด ไม่ชัดเจน ไม่ได้มีการระบุ ไว้อย่างชัดเจนว่าควรจะเป็นเท่าไร เพียงแต่มีการกําหนดเท่านั้นเอง การปฏิบัติตามหลักการเหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ก็ต้องเป็นวิธีที่ยอมรับได้ ถึงความต้องการของประชาชนที่แท้จริงว่าจะเป็นเท่าไร ก็คือวิธีการประชามติเป็นวิธีที่ดีที่สุด ใช่หรือไม่ และได้ใช้วิธีการนี้หรือเปล่า เป้าหมายสําคัญเป็นประเด็นหนึ่งว่าท่านต้องการ อะไรแน่จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ยังไม่ชัดเจน
ประเด็นที่ ๓ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้บุคคลที่มีคุณความดีเป็นที่ยอมรับ ของสังคมสามารถแจ้งเกิดทางการเมืองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความเมตตาจากนายทุนพรรค อีกต่อไปได้หรือไม่ ท่านจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ความขัดแย้งทางสังคมที่มีอยู่ปัจจุบัน มันเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องกันหมายความว่าท่านแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วความขัดแย้งในสังคมจะหมดไปใช่หรือไม่ ก็ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด
ประเด็นที่ ๔ สภาพก่อนที่จะพัฒนามาเป็นวาระนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองเป็นอย่างไร ปัญหาสาธารณะที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นอย่างไร ท่านอ้างถึงความสามัคคี ความปรองดอง แล้วก็ไปหาเหตุมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันเกี่ยวกันหรือไม่ มันคนละประเด็น ใช่ไหม มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการของกระบวนการต่าง ๆ ที่ครบถ้วนในการสร้าง ความสามัคคี ความปรองดอง ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลยว่าท่านจะมีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบใด เท่าใด มันไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นประเด็นในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เลย ถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นความต้องการ ของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรให้ประชาชน ประชาชนอยากจะแก้ไขปัญหาอะไร ไม่ใช่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลย ประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาของประชาชนในเรื่องความ เดือดร้อนต่าง ๆ ผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงก็ไม่ได้ไปแก้ไขปัญหาอะไรได้ นะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เป็นปัญหาของผู้ที่เขาต้องการ จะแก้เท่านั้นเองนะครับ ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๙๓ เพื่อให้ได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ซึ่งมาจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่แตกต่างกันจํานวนหนึ่ง ก็คือ ๑๔๐ คน แล้วก็ขอให้เป็นสมาชิกแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจํานวน ๓๖๐ คน ก็รวมเป็น ๕๐๐ คน แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมันจะแก้ปัญหาได้อย่างดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็ตามการมีสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อผู้สมัครจากสาขาวิชาชีพด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันนั้นก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ เหล่านั้นจะมีตัวแทนของตน เป็นแบบบัญชีเลือกตั้งอยู่ในบัญชี ก็จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่อยากจะขอเสนอไว้ขอขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านยุทธนาครับ ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ อยู่ไหมครับ เชิญท่านยุทธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ตามคิวนี่ท่าน ส.ว. ประเสริฐ จะต้องก่อนผมครับ ขออนุญาตเปิดโอกาสให้ท่านประเสริฐ ก่อนครับ
ท่านประเสริฐยังอยู่ หรือครับ เชิญท่านประเสริฐนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นนะครับต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้สร้างความแตกแยกให้กับพี่น้องประชาชนมากขึ้นหรือไม่ ผมเห็นด้วย ในฐานะที่ผู้สงวนคําแปรญัตติ ผมเห็นด้วยกับการแก้ในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ การที่เรา แก้รัฐธรรมนูญแล้วทําให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ทําให้ประชาชนสามารถเข้าใกล้ถึงตัวผู้ที่เขา สามารถที่จะฝากฝังได้ ผมเห็นด้วยครับ การเพิ่มสมาชิกหรือการคงสมาชิกรัฐสภาไว้ที่ ๔๐๐ คน ซึ่งก็ทํามานานแล้วนะครับ การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ๔๐๐ คน แล้วจากการเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นอีกจาก ๘๐ คน เป็น ๑๐๐ คน รวมแล้วเป็น ๕๐๐ คน การที่ ส.ส. มีจํานวน ๔๐๐ คนเหมือนเดิม คือหมายถึงว่าพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด หรือในส่วนกลางใดก็ตามสามารถที่จะเข้าใกล้ สามารถที่จะเข้าฝากฝังหรือคุย หรือขอเรียน ถึงความเดือดร้อนต่าง ๆ แต่การที่รัฐบาลให้แก้ให้น้อยลง ผมต้องเรียนถามว่า เพื่อผลประโยชน์ของใครหรือเปล่า กราบเรียนครับสิ่งที่ทําแล้วขอให้เห็นว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการแล้วก็ท่านกรรมาธิการ ขอเรียนนิดหนึ่งว่าท่านทําในฐานะตัวแทนของใครนะครับ ท่านกําลังแก้เพื่ออะไรนะครับ จํานวนคนของเดิมเขามีอยู่ ๔๐๐ คน ถ้า ๑๐๐ คน เพิ่มเป็น ๕๐๐ คน โอเคครับ เรามีจํานวนคนมากขึ้นในสัดส่วนของ ส.ส. ที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ โอเคครับเราจะได้จํานวนคน ที่มากขึ้น จะมีนักธุรกิจ จะมีภาคของเกษตรกร ของผู้ด้อยโอกาส ของหน่วยงานอื่นเข้ามา อันนั้นเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมนะครับนั่นคือช่องทางหนึ่งของการที่มีการเข้ามา ในกลุ่มทุนเหมือนกัน ดังนั้นขอเรียนท่านประธานว่าจุดนี้ต้องคงไว้นะครับที่ ๔๐๐ คน ให้กับประชาชน อย่าดูถูกครับ แล้วอย่าเป็นอภิสิทธิ์ชนในการที่จะเลือกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เข้ามา ขอกราบเรียนนะครับว่าถ้ามีการแบ่งน้อยลง จํานวนพื้นที่คนมากขึ้นต่อ ส.ส. ๑ คน ปัญหาความแตกแยกจะตามมา อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับกับ ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ผมมองว่าจุดนี้ เป็นการสร้างความแตกแยกให้มากขึ้น ท่านดูนะครับใน ๑ ห้องเรียนของอาจารย์ ที่ท่านชินวรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ยังพยายามควบคุมว่าใน ๑ ห้องเรียน ของอาจารย์ ๑ ท่าน ให้นักเรียนอยู่แค่ ๔๕ คน เพื่ออะไรครับ ก็เพื่อว่าอาจารย์จะได้ดูแล ทุกอย่างได้ทั่วถึง แต่ถ้านักเรียนเป็น ๖๐ คน เป็น ๘๐ คน ผมเรียนนิดหนึ่งครับคุณภาพ อาจารย์ที่จะสอนน้อยลงไหมครับ เช่นใดก็เช่นนั้นล่ะครับ ดังนั้นการที่ลดเหลือ ๓๗๕ คน ส.ส. ๑ คนก็เท่ากับ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งจุดนี้ดูแลไม่ทั่วถึงหรอกครับ ยืนยันว่าไม่ทั่วถึง ตัวกระผมเองขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ ในช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมาเมื่อเดือน ธันวาคม หรือเมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้ กระผมมีโอกาสซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากสํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล จากท่าน ผอ. วันชัย สุระกุล ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านให้ผ้าห่ม มาช่วยพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ผมกราบเรียนตามตรงนะครับผมคนเดียวที่มีโอกาส แบ่งให้กับเพื่อน ๆ ส.ว. ในจังหวัดอีสานไปด้วยอีก ๖-๗ จังหวัด ทั้งจังหวัดตากไปด้วย ซึ่งนําไปให้กับพี่น้องที่ทนหนาว ถามว่าหนาว ๑ อาทิตย์ อาทิตย์ต่อไปร้อนแล้ว ผมว่า ก็เปรียบเสมือนความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงที่จําเป็นที่จะต้องมีคนลงไปดูแล ปรากฏว่าไม่ทั่วถึง กระผมนําผ้าห่มไปให้กับพี่น้องชาวขอนแก่น กราบเรียนตามตรงครับ ไปไม่ทันนะครับ ผมต้องแบ่งไปตามหน่วยเลือกตั้ง รบกวนท่านนายอําเภอของ ๔ เขต เลือกตั้ง ซึ่งจังหวัดขอนแก่น ๒๖ อําเภอ ๑๙๘ ตําบล ๒,๓๓๑ หมู่บ้าน กับอีก ๑๖๕ ชุมชน กราบเรียนท่านประธานท่านไปแจก ๑ อาทิตย์ไม่ทันหรอกครับ เช่นกันครับในการที่จะดูแล พี่น้องประชาชนอย่าไปลดจํานวนคนเขาน้อยลง ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านท่านหัวหน้า รัฐบาลนะครับ ขอความกรุณาว่าให้ตัวแทนที่เขาเลือกขึ้นมาดูแลเข้าให้ทั่วถึง อย่าเสียดาย งบประมาณว่างบประมาณเหล่านั้นถ้ามีแล้วจะทําให้เสียงบประมาณ ผมว่าใช้ในสิ่งที่ควรใช้ ลงให้เขาเถอะครับ ท่านจะไปเพิ่มสัดส่วนของ ส.ส. ที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ผมยังคิดว่าถ้าท่าน จะเพิ่มเป็น ๑๒๕ คน ผมก็ว่ายังมากไปนะครับ เอาแค่ ๑๐๐ คนนะครับ ที่ ๔๐๐ : ๑๐๐ ผมว่าเหมาะสมที่สุด แล้วก็อย่าสร้างความแตกแยกมากกว่านั้นเลยครับ ขณะนี้เราเดือดร้อน จากการที่พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจตลอดตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมานะครับ ลดความขัดแย้ง แล้วสร้างความปรองดองเถอะครับ ขอความกรุณาผ่านท่านประธานนะครับ ดังนั้นผมถึงเห็น ด้วยกับที่เราจะอยู่ที่ ๔๐๐ : ๑๐๐ ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยครับ แบบ ๑ จังหวัดเรียงเบอร์นะครับ เพราะว่าอย่างไรก็ตาม เราจะไม่มีทางรู้ด้วยว่าแต่ละ ส.ส. จะรู้ถึงพื้นที่ของเขามากน้อยแค่ไหน ขอให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้เพื่อยึดถือความสุขของประชาชน ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนนะครับ ผมเรียนท่านกรรมาธิการซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ข้างบนนะครับว่าขอมองจุดของประชาชนด้วย ความเข้าใจนะครับ แล้วก็จุดที่สําคัญนะครับผมว่า อยู่ที่พรรครัฐบาล ขอให้ใช้จุดนั้น แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาลมีอิสระในการลงคะแนนเสียง ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อน ส.ส. และกับ เพื่อน ส.ว. ด้วย ก็บอกว่าลง ๓๗๕ คนหรือไม่ พูดเล่นว่าถ้าไม่ ๓๗๕ คน ก็อาจจะเจอ ๓๕๗ คน ซึ่งผมก็กราบเรียนตรง ๆ นะครับ เขาอาจจะเดือดร้อน อาจจะถูกบอยคอต (Boycott) แต่เรียนนิดหนึ่งนะครับ ขอให้ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าท่านจะ เลือก ๓๗๕ คน หรือจะเจอ ๓๕๗ ไม่ต้องเกรงใจ พี่น้องประชาชนอยู่เข้าข้างท่านครับ ขอให้ ท่านยึดมั่นในความถูกต้องที่ท่านเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ
เชิญท่านยุทธนานะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดยโสธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้เสนอแปรญัตติ ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ แล้วก็กระผมแปลกใจที่คณะกรรมาธิการได้มีการลงมติก่อนที่จะเชิญสมาชิกรัฐสภา ที่แปรญัตติมาแสดงความคิดเห็นก่อน เช่นเดียวกันกับท่าน ส.ว. ดิเรก ถึงฝั่ง ขออภัย ที่เอ่ยนามนะครับ กระผมเป็นผู้ที่เห็นด้วยเกี่ยวกับในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่มีบทบัญญัติอยู่หลายมาตราและขัดต่อหลักประชาธิปไตยมากกว่า ๒ มาตราที่กําลัง พิจารณาแก้ไขในวาระที่สองในวันนี้ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ว่าด้วยที่มาของ ส.ส. และ เขตเลือกตั้ง กระผมมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนเขตเล็กเบอร์เดียว ๑ เสียง ๑ สิทธิ หรือวัน แมน วัน โหวต เพราะเป็นหลักสากล เป็นความเสมอภาค เป็นความงดงามในระบอบประชาธิปไตย ในกระบวนการ่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เหตุผลสําคัญที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้ยกเหตุผลสําคัญในการแบ่งเขตเป็นเขตเล็กนั้น ก็เนื่องจากว่าเป็นหลักสากล และเพื่อเป็นการป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงนะครับ เนื่องจากว่าเขตเล็กนั้นคนเก่ง คนดีและมีเงินหรือมีทุนทรัพย์น้อยจะสามารถมีโอกาสเกิด ได้รับการเลือกตั้งได้นะครับ มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เหตุผลเดียวกันครับ ให้เหตุผลเดียวกันว่า ที่จะต้องแก้ไขเป็นเขตใหญ่นั้นก็เพื่อต้องการที่จะแก้ไขปัญหา การซื้อสิทธิขายเสียงนะครับ ซึ่งพอพูดถึงเรื่องปัญหาซื้อสิทธิขายเสียงนั้นกระผมต้อง ขอกราบอภัยนะครับ ท่านพันตํารวจโท จิต ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว. คุณภาพจาก จังหวัดมุกดาหาร เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาของกระผมที่ขอร้องว่าให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภานั้น อย่าได้พูดถึงอีกเลย เพราะว่าเป็นการดูถูกประชาชน ดูถูกคนไทยและดูถูกประเทศไทย ผมจําเป็นจะต้องพูดถึงนะครับ เนื่องจากว่าผมสับสน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็ให้เหตุผลเช่นเดียวกัน กับ สสร. ปี ๒๕๔๐ ในการที่เขตเล็ก เขตใหญ่ พวงเล็ก พวงใหญ่นี่ล่ะครับ ในขณะที่ จากประสบการณ์ตรงของกระผมนะครับ ซึ่งสัมผัสในเขตการเลือกตั้งนั้นก็ทําให้ได้ทราบว่า คนดีคนเก่งจะสามารถมีโอกาสเกิดได้ในเขตเล็กมากกว่า เพราะว่าเขตใหญ่ก็จะเสียเปรียบ พวกที่มีทุนทรัพย์สูงนะครับ อันนี้ก็จะสับสนกับเหตุผลของรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๕๐ ซึ่ง จริง ๆ แล้วผมเองก็เป็นผู้หนึ่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญคณะหนึ่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกันนะครับ แต่กระผมไม่เห็นด้วยในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายประการด้วยกันครับ ในส่วนที่มาของ ส.ส. สัดส่วน หรือระบบบัญชีรายชื่อ ปาตี้ ลิสท์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น บัญญัติขึ้น ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหา เสียงของพี่น้องประชาชนที่เลือกผู้แทนของเขาไปแล้ว แต่ว่าไม่ได้รับการเลือกตั้ง จะได้ ไม่หายไป จะได้สามารถรวบรวมคะแนนจากทั่วประเทศเพื่อคํานวณหา ส.ส. ระบบบัญชี รายชื่อตามสัดส่วนร้อยละของคะแนนที่แต่ละพรรคที่ได้รับทั่วประเทศนะครับ อันนี้ก็เป็น หลักการสากลที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมันอย่างประเทศในยุโรปได้นํามาใช้ อันนี้ ก็เป็นสิ่งดีนะครับในส่วนของ ส.ส. ระบบสัดส่วนซึ่งกระผมก็เห็นด้วยนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ในความคิด ของกระผมนั้นประชาชนได้ประโยชน์แน่นอนนะครับ แต่ว่าจะได้มากหรือจะได้น้อยเท่านั้น ทั้งนี้อย่างจังหวัดยโสธรของกระผมนั้นได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็น ส.ส. เขต ๓๗๕ คน หรือจะเป็นระบบ ๔๐๐ คนนะครับ ยโสธรของผมก็ต้องถูกตัดอยู่ ๑ คนอยู่ดี จาก ๔ คน จะเหลืออยู่ ๓ คนนะครับ กระผมก็ไม่มายด์ (Mind) ในส่วนของ ๓๗๕ คน หรือ ๔๐๐ คน เพราะว่าในจังหวัดยโสธรของผมก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ผมก็เป็นห่วงสิทธิของ พี่น้องประชาชนอีก ๒๕ เขต ๒๔ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบนะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากถาม ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ รวมทั้งคณะกรรมาธิการด้วย ซึ่งกระผมยินดีที่จะ รอฟังคําชี้แจงนะครับจากท่านประธานและคณะกรรมาธิการ รวมทั้งมีประเด็นปัญหาใหม่ เกี่ยวกับท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นะครับ เกี่ยวกับการที่จะต้องกําหนดระบุมาตราที่จะแก้ไขลงในหลักการและเหตุผลนั้น ซึ่งมีปัญหา คือกรรมาธิการไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งอาจจะมีผลอย่างยิ่งในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา หรืออาจจะเป็นผลในการตีความรัฐธรรมนูญในอนาคตต่อไปนะครับ อันนี้ก็ฝาก อยากได้รับ คําชี้แจงจากท่านประธานและคณะกรรมาธิการครับ นอกจากนั้นส่วนอื่น ๆ นั้นกระผมเห็นด้วย กับท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ได้อภิปรายไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ว. นิคม ไวยรัชพานิช ท่าน ส.ว. ทวีศักดิ์ คิดบรรจง และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอีกหลาย ๆ ท่านนะครับ กระผมก็คงจะขอสงวนเวลาที่จะอภิปรายไว้นะครับ เพื่อเป็นการประหยัดเวลานะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุรจิตครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชีรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ตอนนี้ประเด็นมันเปลี่ยนไปแล้วนะครับ ด้วยคําอภิปราย ที่หนักแน่นประกอบไปด้วยเหตุผลของท่าน ส.ว. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นะครับ ท่านประธานกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการไม่ได้ตอบคําถามในประเด็นของท่าน ส.ว. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ก็คือร่างรัฐธรรมนูญเสนอหลักการในเรื่องที่มาของ ส.ส. นะครับ ซึ่งก็คือมาได้ ๒ ทาง โดยการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตกับแบบบัญชีรายชื่อเท่านั้นนะครับ โดยมิได้ระบุถึงการขอแก้ไข จํานวนของ ส.ส. ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ท่านต้องระบุมาตราที่ขอแก้ คําตอบของท่านกรรมาธิการและท่านประธานกรรมาธิการฟังไม่ขึ้นนะครับที่ว่าระบุมาตรา หรือไม่ก็ได้นะครับ เพราะว่าข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ไม่ได้เปิดช่องให้ท่านเลือกปฏิบัติได้นะครับ ท่านต้องระบุให้ชัดเจน แต่ท่านไม่ได้ระบุแล้วท่านก็ชี้แจงไม่ได้นะครับ ประเด็นก็คือ กรรมาธิการแก้ไขเกินหลักการที่ขอมา ที่สภารับหลักการไว้ในวาระที่หนึ่งนะครับ และการ ขอแก้ก็ไม่สมบูรณ์ถูกต้องตามข้อบังคับ ข้อ ๘๖ อันจะทําให้เป็นการกระทําที่ผิดกฎหมาย และข้อบังคับ ถ้าตรงนี้ผิดนะครับก็ไม่ต้องพิจารณาสาระอื่นแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าท่านตอบ ประเด็นนี้ไม่ขาด แล้วจะขอไปตอบโดยละเอียดในตอนท้ายจะตีไก่ง่วงนี้คงทําไม่ได้นะครับ ถ้าท่านไม่ตอบตอนนี้กระผมก็จะสนับสนุนท่าน ส.ว. สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นะครับ และก็จะ ไม่หาญกล้าที่จะรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระที่สองนี้ แล้วก็เข้าใจว่าจะมีสมาชิก อีกหลายท่านที่จะไม่สามารถรับรองถ้าคําตอบไม่กระจ่าง คือกระผมก็เตรียมคําอภิปราย ในข้อสงวนของผมมานะครับ แต่ว่าเพราะประเด็นมันเปลี่ยนไป ถ้าท่านตอบไม่กระจ่าง ก็อาจจะนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งก็จะทําให้เรื่องยืดยาวออกไปอีก แล้วก็ไม่มีใคร แน่ใจได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเรากําลังจะบัญญัติสิ่งที่เราไม่แน่ใจว่า ถูกต้องหรือเปล่าได้อย่างไร นี่มันไม่ใช่พระราชบัญญัตินะครับ เป็นรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมาย สูงสุดของประเทศ เพราะฉะนั้นกระผมก็ใคร่ขอให้ท่านชี้แจงให้กระจ่าง ขอบพระคุณครับ
ผมจะขอให้ทางที่มีอยู่ ในรายชื่ออภิปรายไปก่อนนะครับ แล้วที่ท่านจะขอใหม่ค่อยมาต่อนะครับ ต้องขอนะครับ เหลืออีก ๒ คนเท่านั้นตามบัญชีนี้ แล้วก็จะมีคนมาขออีก จะต่อของท่านด้วย เชิญท่านรัชฎาภรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้ว่าจํานวนแปลว่าจํานวน ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน เพียงแต่ว่าแบ่งเป็น ส.ส. เขต ๓๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. สัดส่วน ๑๕๐ คน จริง ๆ แล้วการแบ่ง ส.ส. เขตหรือ ส.ส. สัดส่วนก็คงไม่ได้หมายถึงว่า ส.ส. สัดส่วน จะเป็น ส.ส. ที่ดี ที่เก่ง ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่ากัน เพียงแต่ว่ามันเป็นลักษณะ ของการแบ่งงานกันทํา ท่านก็บอกว่าก็มีงานพื้นที่ แล้วในขณะเดียวกันถ้า ส.ส. สัดส่วน ก็จะเป็น ส.ส. ที่ทํางานในเชิงนโยบายแล้วก็ในภาพรวมด้วยก็เก็บรวมรวมเข้าไปด้วย ก็อยากจะเรียนว่าฟังการอภิปรายหลายครั้งถ้าสมมุติว่าการที่อ้างหรือเดาเอาเองว่า การกําหนดจํานวน ส.ส. เขต จํานวนสัดส่วนมากหรือน้อยทําให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ ดิฉันก็ต้องกราบเรียนว่าก็เป็นการเดาเอาทั้งสิ้น เพราะถึงเวลาลงสนาม เลือกตั้งแล้ว ไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าใครจะได้เปรียบหรือใครจะเสียเปรียบ มันขึ้นอยู่กับ ปัจจัยตั้งหลายอย่าง แล้วก็เหตุที่ดิฉันกําหนด ส.ส. เขตเอาไว้ ๓๕๐ คน ก็คงจะเหมือนกับที่ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านที่อ้างให้เหตุผลมาหรืออย่างเช่น ท่านมณเฑียรขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านก็พยายามอธิบายมันมีการกระจายอํานาจลงไปแล้ว ก็มีงานท้องถิ่นเยอะ เพราะฉะนั้น ส.ส. เขตนี่ก็อาจจะลดลงได้ ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วย ในขณะเดียวกัน ส.ส. สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๐ คน เพราะว่าก็จะได้ช่วยกันทํางานได้ด้วย แล้วก็อีกอย่างหนึ่งนะคะอย่างเป็นตรรกเป็นเหตุผลของฝ่ายวิชาการหลายฝ่ายที่บอกว่า การเลือกตั้ง ส.ส. เขต ส่วนหนึ่งก็สะท้อนความนิยมส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นสะท้อนจากไหน จากเช่นหลายท่านถ้าเป็นที่นิยมของพี่น้องประชาชนแล้วไม่ว่าท่านจะอยู่พรรคไหนก็ตาม ย้ายไปอยู่พรรคไหนก็ตามท่านก็จะได้รับเลือกตั้ง ซึ่งมันก็ไม่ค่อยได้สะท้อนถึงนโยบาย หรือเรื่องพรรค เพราะฉะนั้นก็ลด ส.ส. เขตลงเหลือ ๓๕๐ คน แล้ว ส.ส. สัดส่วน เป็น ๑๕๐ คน เพียงแต่ว่า ส.ส. สัดส่วนที่มาดิฉันก็เสนอว่าในมาตรา ๙๕ นะคะ บอกว่าให้แบ่งพื้นที่ประเทศออกเป็น ๑๐ กลุ่มจังหวัดแล้วให้แต่ละกลุ่มจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งและมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ๑๕ คน ก็รวมแล้ว ๑๕๐ คน ก็เพราะว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการที่จะจัดทําบัญชีรายชื่อบัญชีเดียว แล้วก็ให้เขต ให้ประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง เพราะว่าบทเรียนเราก็เคยที่จริงแล้วเราเคยใช้วิธีการเลือกตั้งนี่หลายแบบ สัดส่วนเป็นเขตเดียวเป็นบัญชีเดียวทั่วประเทศเราก็เคยมาแล้ว แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราก็ได้แบ่ง ส.ส. สัดส่วนออกเป็นกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ๘ กลุ่มมาแล้ว แล้วเราพบว่า ตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็กําหนดเอาไว้เหมือน มาตรา ๙๗ ท่านเลยนะคะ ว่าบัญชีรายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วยรายรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม แต่เราก็พบว่าการที่เป็นบัญชีเดียวอย่างนี้ถ้าสังเกตนะคะถ้าเอามาดูเราจะ เห็นว่าแต่ละพรรคไม่ได้มีบัญชีรายชื่อกระจายเป็นภาคอย่างเป็นธรรม แต่ละพรรคก็จะมี ภาคที่ต่าง ๆ กัน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งนี่นะคะ ถ้าสมมุติว่าบัญชีรายชื่อที่เรากระจายแล้วก็ กําหนดเป็นหลายเขต ซึ่งคราวนี้ดิฉันกําหนดเป็น ๑๐ กลุ่มจังหวัดมันทําให้เห็นข้อดีที่ชัดเจน นะคะ ว่าการที่จะให้กระจายตามภาคถ้าเรากําหนดกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ออกมามันจะทําให้ได้ คนที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งไม่ใช่จังหวัดเดียวก็จะเป็นกลุ่มจังหวัดก็แล้วแต่ว่าจะจัดอย่างไร ก็จะทําให้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นถ้าเป็นนักวิชาการก็เป็นวิชาการในพื้นที่นั้น ถ้าจะเป็นคหบดี ก็อยู่ในพื้นที่นั้น แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันเห็นด้วยถ้าการที่จะให้มีการสะท้อน กลุ่มประชาชน อย่างเช่นเป็นชาติพันธุ์หรืออย่างเป็นผู้พิการเป็นกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ตามที่ท่านสมาชิกรัฐสภาบางท่านได้กล่าวมาแล้ว แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ดินฉันเห็นว่าการแบ่ง ส.ส. สัดส่วนเป็นจังหวัดมันทําให้ได้เห็นภาพที่ชัดเจน เพราะว่าบางทีเราบอกว่าเวลาเรา จะต้องดําเนินนโยบายนี้ นอกจากในขอบเขตประทศแล้วแต่ละภาคก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน แล้วมันทําให้ ส.ส. สัดส่วนได้ตระเวนไปในเขตพื้นที่ที่ตัวเองเป็นสมาชิกอยู่ ถ้าเป็น ๑๐ จังหวัด อย่างน้อยที่สุดเราก็ไปทั่วถึงใน ๑๐ จังหวัดนั้น แล้วก็รู้สึกว่าเราก็มีพื้นที่ แต่ถ้าบอกว่าถามพื้นที่ ส.ส. สัดส่วนว่าพื้นที่อยู่ที่ไหน ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศมันมอง ไม่ค่อยออกนะคะว่าใครจะไปเชี่ยวชาญทางด้านไหนอย่างไรหรือเผลอ ๆ เขาก็บอกว่า ส.ส. สัดส่วน พอบอกมีขอบเขตทั่วประเทศก็ไม่ค่อยได้เดินทางไปนะคะ แต่อย่างน้อยถ้าเป็น กลุ่มจังหวัดย่อยลงมาหรือว่าแคบลงมา ส.ส. เหล่านี้ก็จําเป็นที่จะต้องเดินทางไป แล้วก็ตัวเอง ก็คุ้นเคยในสังคมวัฒนธรรมเหล่านั้นด้วย ดิฉันก็เลยเห็นว่า ๑๕๐ คน ควรจะแบ่งออกเป็น ๑๐ กลุ่มจังหวัด ที่จริงหลักการดิฉัน ก็อยากจะให้แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัดเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่าจํานวน ส.ส. มากน้อยแค่ไหน ดิฉันว่ามันเป็นความเคยชินมากกว่าจะบอกว่า ๔๐๐ คน หรือจะบอกว่า ๓๗๕ คน เพราะที่จริงมีบางท่านท่านก็พูดมาแล้วนะคะ มันไม่กระทบกับพี่น้องประชาชน หรอกค่ะ ในการที่เขาจะเลือก จะกา ๑ คน จะกา ๑ พรรคอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ก็กราบเรียนว่าดิฉันเห็นว่าควรจะแบ่ง ส.ส. เขตออกเป็น ๓๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. สัดส่วน เป็น ๑๕๐ คน ขอบคุณค่ะ
เดี๋ยวขออีกท่านหนึ่งนะครับ ที่อยู่ในคิวนะครับ ท่านสมชาย แสวงการ แล้วเดี๋ยวผมจะให้ท่านพูดนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คงจะใช้เวลาไม่มาก นะครับ เพราะว่าก็ใช้เวลาทั้งวันมาตลอดในการที่สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายตั้งแต่แก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มาจนถึงขณะนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเพิ่งใช้มา ๓ ปีเศษนั้น ผมกราบเรียนตามตรงต่อท่านประธานครับ ว่าผมเองนั้นไม่เห็นด้วยในหลักการที่จะมีการแก้ไขหลายประการครับ รัฐธรรมนูญ เพิ่งใช้มา แล้วก็ถ้าจะให้ดีนั้นจริง ๆ ควรใช้ประมาณสัก ๑๐ ปีแล้วก็มีการสรุป มีการตรวจสอบ ให้ชัดเจนว่ามาตราไหนบ้างในทั้งหมด ๓๐๐ กว่ามาตราที่มีข้อบกพร่อง คณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญของวุฒิสภาก็ได้มีข้อเสนอ มีข้อสรุปไว้มากมายว่า แต่ละประเด็น แต่ละข้อสัดส่วนนั้นต้องแก้ไขอย่างไร คงไม่ได้มีแค่ประเด็นเรื่องมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้มีแค่ประเด็นเขตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลมอบหมายให้ คณะกรรมการ ๒ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของกรรมการสมานฉันท์ไปดําเนินการแล้วก็ มีบทข้อสรุปมาแค่ ๖ ประการนั้นน่าจะไม่ถูกต้อง ถัดมาก็คือว่ามอบหมายให้ชุดของ อาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ก็ไปดําเนินการศึกษาต่อจากแนวทางของกรรมการสมานฉันท์ ผลมันก็ออกมาเช่นนั้นนะครับว่า ท้ายที่สุดจะแก้ไขเพื่อความสมานฉันท์ในบ้านเมือง กลายเป็นแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้ง กลายเป็นการแก้ไขเรื่องจํานวน ส.ส. นั่นก็ไม่พ้นเรื่องของ นักการเมืองด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วผมไม่เห็นด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามครับเมื่อท่านเสนอที่จะแก้ไขก็มีมุม มีประเด็นที่อยากจะเสนอต่อที่ประชุม เพื่อได้พิจารณาในวันหน้า ซึ่งผมมีความเชื่อเหลือเกินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้น่าจะ ไม่สําเร็จ ในเฉพาะส่วนของสัดส่วนของ ส.ส. ก็เรียนไว้ว่าการที่เสนอ ไม่ว่าจะมีหลายสูตร จะมีสูตรของ ส.ส. ส.ว. บางท่านท่านเสนอมาเป็นสูตร ๔๐๐ : ๑๐๐ สูตร ๓๐๐ : ๑๐๐ สูตร ๒๐๐ : ๑๐๐ หรือสูตรต่าง ๆ ก็ตาม แล้วรวมถึงที่ผมเสนอ ๓๕๐ : ๒๕๐ นั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าทุกคนก็คงเสนอเพื่อให้เกิดมีการจุดประกายในวันหน้าทางความคิดว่า ถ้าเผื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ในอนาคตนั้น ให้มุมมอง หลายมุมมอง แล้วก็นําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาด้วย ผมเองเรียนว่าการที่ต้องให้มี ส.ส. สัดส่วนลดลงนั้น กราบเรียนเลยนะครับว่าจริง ๆ แล้วเรามี ส.ส. ที่มากเมื่อเทียบกับ จํานวนประชากรของประเทศไทย ต้องขออภัยท่าน ส.ส. ด้วยนะครับ ประเทศเรา มีประชากร ๖๐ กว่าล้านคน เรามี ส.ส. ถึง ๕๐๐ คน หรือ ๔๘๐ คน ในขณะนี้เทียบกับ สหรัฐอเมริกา ๒๐๐-๓๐๐ ล้านคน เขาก็มี ส.ส. แค่ ๔๐๐ กว่าคน แล้วก็มีวาระดํารงตําแหน่ง แค่ ๒ ปี ก็ต่างกันระหว่าง ๒ ประเทศ แต่เห็นว่าพัฒนาการก็แตกต่างกันในเรื่อง ประชาธิปไตยมากมาย หลายท่านอาจจะบอกว่าเพราะ ส.ส. เราต้องทําหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานศพ งานบวช งานแต่ง ต้องไปทุกหน้าที่ แต่บ้านเราเองก็พยายามเหลือเกิน ที่จะแบ่งกระจายอํานาจให้กับ ส.จ. หรือ ส.ก. หรือเทศบาล หรือ อบต. ทั้งหลายแหล่ออกไป แล้ว แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นก็ยังผูกติดกับท่าน การที่มาทําหน้าที่ในสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ จึงน้อยเหลือเกิน ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นปัญหา ดังนั้นสูตรที่ผมเสนอให้ท่านมี ส.ส. อยู่แค่ ๓๕๐ คน ในเฉพาะเขตนั้นก็ยังให้คงทําหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง อยู่เหมือนเดิม แต่ต้องการให้เกิดการเพิ่ม ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ มากขึ้น ก็คือให้ท่านนั้นสามารถเข้ามาทําหน้าที่ ในฐานะตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่ต้องคํานึงถึงเขตพื้นที่ แล้วก็ให้นําบุคลากรที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ ตัวแทนของ เอ็นจีโอ (NGO) ตัวแทนของ ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการด้านแรงงานหรือเกษตรกรต่าง ๆ ที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่ชํานาญ ในการเลือกตั้งไม่คุ้นเคยต่อการลงพื้นที่ต่าง ๆ นั้นเข้ามาอยู่ในสภาแล้วช่วยกันทํา ด้านกฎหมาย ช่วยดูแลพี่น้องประชาชนในด้านอื่น ๆ ด้วย ก็เป็นการเสมือนซึ่งเสริม ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นสัดส่วนก็ไม่ได้เกินเลยไปจากความเป็นจริง เพราะว่า แต่ละท่าน หรือแม้กระทั่งกรรมาธิการก็นําสัดส่วนที่เอามาจากสัดส่วนของ ๓ : ๑ ก็ตาม เพราะฉะนั้นข้อเสนอในสัดส่วน ๓๕๐ คน ๔๕๐ คน ก็เป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่งที่จะนํามา หยิบยกขึ้นเพื่อให้เป็นประเด็นในการที่จะเอาไว้วิเคราะห์ต่อไปในอนาคต ก็ต้องกราบเรียน ครับว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามในวันนี้ที่เราพยายามจะแบ่งเขตเลือกตั้งแบบใหม่จากเขตใหญ่ กลับไปเป็นเขตเล็ก ผมเองก็ต้องกราบเรียนตรง ๆ ว่ายังไม่เห็นว่าประชาชนจะได้ ประโยชน์อะไร เพราะตอนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นได้แก้ไขให้กลับมาเป็นเขตเล็ก ก็มีเหตุผลต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเขตเล็ก สะดวกในการไปหาเสียง สะดวกในการที่คนที่ มีเงินน้อยจะสามารถเข้ามาเป็น ส.ส. ได้ ที่ผ่านมาก็เห็นว่ามีการซื้อเสียงกันมากมาย ก็กลับมาเป็นเขตใหญ่ เพราะฉะนั้นเมื่อจะกลับไปอีกก็ยังไม่เห็นว่าจะทําให้เกิดการแก้ไข ปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างไร สุดท้ายก็คงต้องเรียนครับว่าการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเสนอสูตรใด ๆ ก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้ ยังไม่สะท้อนและยังไม่สนองตอบความต้องการของประชาชน แม้หลายท่าน จะอ้างว่าประชาชนในเขตพื้นที่ของท่านต้องการ ๔๐๐ คน ต้องการ ๓๗๕ คน ผมกราบเรียน เลยครับว่าเป็นความต้องการของท่านทั้งนั้นแหละครับในสภานี้ ขอบคุณครับ
ตอนนี้ที่สงวนหมดแล้ว แต่เนื่องจากกรรมาธิการมีการแก้ไข เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกมีสิทธิอภิปรายนะครับ เชิญ ท่านพงศ์พันธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พงษ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด หนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วที่กระผมยกมือขึ้นมาหารือ ท่านประธานมิได้เจตนาที่จะอภิปราย แต่เนื่องจากว่าเราอภิปรายกันมามาก ใช้เวลา พอสมควร แล้วก็มีผู้อภิปรายที่ยังติดใจ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้แปรญัตติไว้ และก็มี ความประสงค์ที่จะนําเสนอแนวคิด ข้อคิดต่าง ๆ ให้กับกรรมาธิการได้พิจารณา ผมเรียนว่า ในการประชุมกันในวันนี้เราใช้เวลามา ๑๔–๑๕ ชั่วโมง ก็อยากจะหารือท่านประธานว่า เราจะพักการประชุมดีไหม แล้วพรุ่งนี้เราจะได้มีการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่า มีอีกหลายท่านที่ยังประสงค์ที่อยากจะแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมถือว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่สําคัญในการบริหารแก้ปัญหา ของประเทศชาติบ้านเมืองมีความสําคัญยิ่ง ถ้าเรารีบร้อนในการที่จะลงมติหรือว่ารีบร้อน ในการพิจารณาก็จะทําให้เกิดผลเสียตามมา ก็หารือท่านประธานว่าขอพักการประชุม และพรุ่งนี้เรามีการพิจารณาต่อ จะเห็นเป็นประการใด ขอกราบเรียนท่านประธานครับ
ผมคิดว่าอย่างนี้ได้ไหมครับ อีกสักครึ่งชั่วโมงได้ไหมครับ เชิญท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ในวาระนี้ผมเองนั้นจริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะขึ้นมาพูดอะไร แต่เนื่องจากผมเห็นว่าการทํางานของสภาผู้แทนราษฎร ผมเองก็อยู่มาหลายสมัย แต่ว่า สมัยนี้เป็นสมัยที่ผิดปกติอย่างมากเลย การที่จะผ่านอะไรก็ตามแต่ ดึกดื่นค่อนคืนอย่างไร ก็จะต้องเอาให้ได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหมาะสมในการที่จะทําให้เกิด ในสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าเวลาที่จะผ่านในการพิจารณา ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนเขา ก็เฝ้าติดตามผู้แทนราษฎรของเขา วุฒิสภาของเขาในการที่จะเสนอแนวความคิดต่าง ๆ เขาก็ต้องเฝ้าติดตามสื่อมวลชนก็ตามแต่ หรือสาขาใดก็ตามแต่ แม้แต่ข้าราชการ สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะข้าราชการท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ข้าราชการที่เขาอยู่ทําหน้าที่เขาอยู่ด้วยอํานาจ คําสั่งที่ท่านมี ถ้าเขาเลือกได้ก็ต้องบอกเลยครับว่าเขาไม่ค่อยอยากจะเลือกครับ ดึกดื่นค่อนคืน ผมได้มีโอกาสโอกาสอภิปราย โอกาสแสดงความคิดเห็นก็คือคนทุกคนที่ทําหน้าที่ตรงนี้ เขามีลูก เขามีสามี เขามีภรรยาที่จะต้องดูแล ท่านทราบหรือไม่ว่าในขณะที่เขากลับไปดึกดื่น ค่อนคืน ข้าราชการเขาได้เบี้ยเลี้ยงเท่าไร เท่าที่ผมสอบถาม ๒๕๐ บาทนะครับ คุ้มกับค่า แท็กซี่ไหม คุ้มกับความปลอดภัยไหม สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นความไม่เหมาะสม ผมว่า ผู้แทนราษฎรหรือว่าสภาเรา หรือว่าวุฒิสภา รัฐสภาต้องมีวาระของเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ ในมุมมองของผม ไม่ใช่พวกเราไม่อยากทํางาน แต่ว่าพวกผมทํางานคนเดียวไม่ได้ ต้องเกิด ความพร้อมจากทุกส่วน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในการเฝ้าติดตาม เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้บอกมา ๒ ครั้งนะครับ ครั้งแรก ๒ ทุ่มเลิก ครั้งที่ ๒ บอกมาสี่ทุ่มเลิก ครั้งที่ ๓ จะเอาเที่ยงคืนเลิก ผมไม่แน่ใจว่ามีครั้งที่ ๔ หรือไม่ ตีสอง เลิก เอาอย่างไรแน่ ผมคิดว่าผู้ใหญ่ด้วยกันแล้วนะครับพูดอะไรให้มันจริงสักเรื่องหนึ่ง เพราะพูดไม่จริงนี่บ้านเมืองมันถึงเกิดอย่างนี้ ท่านเคยพูดอะไรกับพี่น้องประชาชนเหมือนกับ พูดกับพวกผมไหม ผมเชื่อว่าพูดแบบนี้พูดกับพี่น้องประชาชนไม่เคยพูดอะไรที่เป็นจริงเลย ทุกวันนี้เขาทําไมถึงต้องยอมรับคนที่พูดความจริงเพราะอะไร เพราะคนที่พูดความจริงเขาพูด ครั้งเดียวครับ แล้วเขาเลิกเลยครับ แล้วเขารับคําพูดของเขาเป็นมติ เป็นสัญญา แล้วเขาก็ ดําเนินการ แต่นี่ไม่สิครับ ๒ ครั้งก็แล้ว ๓ ครั้งก็แล้ว ๔ ครั้งก็แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าจะมีอีกสักกี่วัน เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าผมเองก็ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ ไม่ใช่ไม่อยากปฏิบัติหน้าที่นะครับ แต่อยากให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพแล้วเคารพ ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านสุรพงษ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงศ์ โตวิจักษ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมคิดว่าสิ่งที่สภาแห่งนี้กําลังพิจารณาพวกเรากําลังร่วมกันทําผิดข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่อยู่ในมือผมครับ ท่านประธานลองดูในหมวดที่ ๗ ข้อบังคับ ข้อ ๘๖ การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๘๖ ระบุไว้ ชัดเจนครับในวรรคสุดท้ายว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้องการ แก้ไขเพิ่มเติมไว้ในหลักการหรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ ผมได้มาดูหลักการและเหตุผล ที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาในวาระที่หนึ่งและวาระที่สอง ไม่ได้ระบุมาตราที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นถือว่าการพิจารณาของสภาแห่งนี้ตลอดทั้งวันกระทําผิดข้อบังคับของ การประชุมร่วมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ท่านประธานต้องนําเรื่องนี้ขึ้นมาทบทวนครับ เรากําลังทําผิดข้อบังคับ แล้วกรรมาธิการ ก็เสนอขึ้นมาไม่ได้อ่านข้อบังคับเลย เสนอขึ้นมาแบบสุกเอาเผากิน เอาแต่รีบเร่งที่จะให้ผ่าน เร็ว ๆ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เสนอมาในวาระที่หนึ่ง ก็ไม่ได้พูดถึงมาตราที่จะแก้ไข เพิ่มเติมไว้ในหลักการและเหตุผลเราทําผิดมาโดยตลอดท่านประธาน เราเป็นสภานิติบัญญัติ เรามีข้อบังคับแต่เราทําผิดเอง แบบนี้ต้องโทษตัวเองครับ โทษใครไม่ได้ครับ ผมอยากให้ ประธานวินิจฉัยโดยด่วน เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งวันนี้เราเสียเวลาไป พี่น้อง ประชาชนได้ฟังสิ่งเหล่านี้แล้ว แล้วพวกเราทําผิดข้อบังคับที่เรากําหนดกันขึ้นมาเอง เราจะทําอย่างไรครับท่านประธาน ผมอยากจะฝากท่านประธานนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง เล่น ๆ ถ้าเป็นไปได้ให้ยุติการประชุมพักไว้ก่อน แล้วไปคิดใหม่ แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันใหม่ เอาอย่างนั้นครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเราปิดสมัยประชุมมา ๒ เดือนเต็ม แล้ววันนี้ก็เป็น การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งแรก บรรยากาศท่านสมาชิกทุกท่านก็ตั้งใจมาปฏิบัติหน้าที่ เพราะถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องสําคัญที่สุดในส่วนของการทํางานของ ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน การอภิปรายในวันนี้ท่านประธานจะเห็นได้ว่าไม่มีการเร่งรัด ไม่มีการลุกขึ้นมาตัดจังหวะให้การอภิปรายเสียไป เพราะเราถือว่านี่คือการทําหน้าที่ ครั้งสําคัญ พี่น้องประชาชนก็ติดตามการทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ทุกความเห็น ที่ได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนรับฟังแล้วก็ติดตามการทํางาน สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า วันนี้สมาชิกได้ทําหน้าที่กันอย่างเข้มแข็งแล้วก็ อยู่กันเต็มห้องประชุมสภา แล้วผมเชื่อว่าเวลานี้ทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยเหมือนกันล่ะครับ แต่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญเราก็พยายามทําหน้าที่ให้สมกับการทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนว่าเวลานี้สมาชิกที่ขอแปรญัตติก็หมดแล้ว ผู้อภิปรายก็เข้าใจว่าน่าจะหมดสิ้น แล้ว เพราะฉะนั้นกระบวนการในการดําเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็มีกระบวนการที่ จะเดินหน้าต่อ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าได้มีการอภิปรายกันครบถ้วนแล้วเราก็ สามารถที่จะเรียกมติได้ว่าจะมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร แล้วผมเห็นว่าในขณะนี้เวลาก็ยัง ไม่ดึกมากครับท่านประธาน เราเคยประชุมกันตีสองตีสาม แล้วถ้าจําเป็นพรุ่งนี้ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว ก็จะเลื่อนการประชุม ออกไปสายสักหน่อย ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกคนก็จะรับได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนครับ ท่านประธานว่าวันนี้เราได้ทุ่มเท พี่น้องประชาชนก็ติดตามกันมาพอสมควร แล้วก็ขอเรียน เลยครับว่าทางวิปรัฐบาลเอง วิปวุฒิสภาก็ดี หรือวิปฝ่ายค้านก็ดียังไม่มีการพูดกันเรื่องเวลา การประชุมว่าจะเสร็จเวลาไหน แต่ว่าให้เป็นไปตามบรรยากาศของการประชุม และวันนี้ ขณะนี้ผู้ขอแปรญัตติก็ครบถ้วนแล้ว ผมอยากให้ท่านประธานดําเนินการประชุมต่อเลยครับ ท่านประธาน
เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตที่จะได้เรียนต่อท่านนะครับ และท่านสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้ ผมคิดว่าการพิจารณานั้นดําเนินการไปจนกระทั่งตอนนี้ หมดผู้ที่ได้สงวนคําแปรญัตติไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วในขณะนี้เป็นวาระที่สอง ผมเชื่อว่า คงจะไม่มีผู้ใด หรืออาจจะมีก็ได้ แต่ว่าถ้าท่านจะอภิปรายต่อก็จะต้องอภิปรายในส่วนที่ มีการแก้ไขเท่านั้น การแก้ไขของกรรมาธิการในชั้นนี้ของกรรมาธิการนั้นมีการแก้ไขอยู่เพียง คําเดียวครับ คือคําว่า เลือกตั้ง เขียนมาเป็นว่า เลือกตั้งทั่วไป ถ้าท่านจะอภิปรายในคําว่าเลือกตั้งทั่วไป แค่นี้ ผมเชื่อว่าก็คงใช้เวลาไม่นานนัก หรือไม่ควรจะมีคนที่ออกมาพูดซ้ํา ๆ อีกมากนักนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการพิจารณานั้นก็ดําเนินต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าไม่มีการ เร่งรัดนะครับ ในการพิจารณาในครั้งนี้ทุกอย่างดําเนินการตามกระบวนการนะครับ แล้วก็ ไม่มีการขัดจังหวะอย่างที่ท่านธนาก็ได้เรียนไว้ ในส่วนของการพิจารณาว่ามันจะไปขัดต่อ ข้อ ๘๖ หรือไม่ ที่บอกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมหรือว่าการยกเลิกมาตราใดจะต้องระบุเอาไว้นั้น ผมคิดว่ามันเป็นการตีความนะครับท่านครับ ท่านอ่านแบบหนึ่ง ผมอ่านอีกแบบหนึ่ง ก็ได้เหมือนกันนะครับว่า สิ่งที่เขียนในประโยคสุดท้าย ก็ไม่ใช่ข้อบังคับหรือว่าหลักการ ที่เข้มแข็งเท่ากับประโยคแรก ๆ หรือว่าในวรรคแรก ประโยคท้ายก็บอกว่าจะทําก็ได้ กระบวนการทั้งหมดนี้ ก็ได้ คือคําหลังอย่างนี้ อย่างนี้ผมก็ตีความแบบนี้ได้ท่านครับ ถ้าท่านจะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้นก็เรียนเชิญดําเนินการได้ตามปกตินะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านอนุศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภาครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมสงวนคําแปรญัตติ เอาไว้ในมาตรา ๙๔ แล้วก็รอคิวมาตั้งแต่เช้าก็เห็นว่าผู้ที่แปรญัตติมาตั้งแต่มาตรา ๙๓ นี้ ก็ได้พูดยาวไปจนกระทั่งหมดแล้ว ยังมีอีก ๒-๓ ท่านหรือ ๔-๕ ท่าน ที่จะต้องรอคอยคิวอยู่ ตรงนี้ไม่ทราบว่าจะอยู่ในคิวที่ท่านประธานได้จัดไว้หรือเปล่าครับ
มาตรา ๙๓ นี้ยังมีอยู่ในคิวอีก เพราะว่าอย่างที่บอกนะครับว่าแก้ก็ยังมีท่านสมาชิกที่ไม่ได้สงวนก็ยังมีสิทธิ์อยู่นะครับ เชิญท่านรัชฎาภรณ์
ท่านประธานที่เคารพ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ
ไม่ทราบท่านประท้วงอะไร ผมครับ ท่านวิชาญ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อมีเพื่อนสมาชิกให้สภาแห่งนี้โดยผ่านท่านประธานให้มี การวินิจฉัย ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาในหมวดที่ ๗ การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม นี่เรากําลังพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม คงไม่มีใครขัดนะครับ ข้อ ๘๖ ซึ่งเพื่อน สมาชิกได้พูดถึงแล้วก็กล่าวถึงในส่วนของ (๓) ว่าการบันทึก วิเคราะห์ สรุป สาระสําคัญ ของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตรงที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกมาตราใดของ รัฐธรรมนูญให้ระบุตามมาตราที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการหรือระบุไว้ ในเหตุผลด้วยก็ได้ ท่านประธานครับ เมื่อมีการท้วงติงของเพื่อนสมาชิกแล้ว ท่านประธานเอง เป็นประธานรัฐสภาแห่งนี้ทําหน้าที่ประธาน ท่านประธานต้องวินิจฉัยก่อนครับ ถ้าท่านประธานไม่วินิจฉัยมันก็จะติดค้างอยู่ รัฐสภาแห่งนี้ผมคิดว่ามีความคิดที่หลากหลาย กัน ท่านประธานวินิจฉัยแล้วก็ตัดสินออกมาว่าชอบหรือเปล่าจะให้เดินต่อไป ถ้าท่านประธาน ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ก็คงจะต้องมีการหยุดหรือระงับเพื่อให้คน หรือหน่วยงานใดที่สามารถวินิจฉัยข้อบังคับการประชุมดังกล่าวได้ ขออนุญาตท่านประธาน ครับว่าสิ่งที่ได้พูดไปนั้น อาจจะทําผิดข้อบังคับการประชุมและเกิดความเสียหายต่อสภา แห่งนี้ ผมเองคนหนึ่งนะครับฟังมาตั้งแต่เช้าไม่ได้พูดอะไร แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ทั้งฝ่าย ส.ว. เพื่อนสมาชิกได้หยิบหยกขึ้นมาพูดก่อน คนที่เป็นตัวแทนแล้วก็มาตอบในส่วนของสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลใช้คําวินิจฉัยของส่วนตัว ส่วนทางด้านฝ่ายค้านของผมก็มีสิ่งที่ท้วงติง เมื่อมีสิ่ง ท้วงติงย่อมจะต้องมีการให้พูดกัน ท่านประธานอาจจะให้เสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ แต่สุดท้าย ท่านประธานต้องวินิจฉัย จะเดินได้หรือไม่ได้ ถ้าท่านประธานไม่วินิจฉัยก็แสดงว่าการกระทํา อย่างนี้อาจจะผิดข้อบังคับและเกิดความเสียหายต่อสภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ด้วยความเคารพ ท่านเองเป็นถึงอดีตผู้พิพากษา ท่านเองต้องรู้ข้อบังคับ รู้กฎหมาย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับ ท่านต้องวินิจฉัยก่อนครับ ขอบคุณครับ
ไม่ต้องชี้แจง เดี๋ยวผม วินิจฉัยเลยนะครับ ผมจะอ่านให้ท่านฟังนะครับ การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกมาตราใด ของรัฐธรรมนูญ ให้ระบุมาตราที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการหรือจะระบุไว้ ในเหตุผลด้วยก็ได้ คําที่เขาเขียนนี้มันต่อกันหมด มันต่อกันหมดนะครับ เพราะฉะนั้น คําว่า ก็ได้ มันหมายความว่า หรือ หรือ หรือ อันนี้เป็นความเห็นของผมนะครับ เพราะฉะนั้น ผมวินิจฉัยว่าไม่ขัดนะครับ
ท่านประธานคะ ให้ดิฉันพูดต่อไหมคะ
เชิญท่านพูดต่อนะครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันก็จะกราบเรียนท่านว่าในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๙๙ ก็จะขอกราบเรียนท่านอีกเช่นกัน ย้ํากับที่ท่านบุญยอดได้พูดไปก็คือในข้อ ๙๙ นี้บอกว่า ถ้าจะพิจารณาแล้ว บอกให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไข เพิ่มเติม
เดี๋ยวครับ ให้จบเป็นราย ๆ ครับ
นั่นก็คือการแก้ไขทั้งหมดก็แก้ไขเพิ่มเฉพาะคําว่า ทั่วไป อย่างเดียว ก็กราบเรียนว่าถ้าท่าน ที่ไม่ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้อภิปรายได้เฉพาะที่ตรงนี้ที่เดียวก็คือคําว่า ทั่วไป ที่ต่อเติม เข้าไปหลังคําว่า เลือกตั้ง โปรดให้ท่านประธานกํากับตรงนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ มีอะไรครับ เมื่อกี้ท่านรองประธานท่านก็ชี้ไปแล้ว
ท่านประธานครับ เดี๋ยวฟังนิดหนึ่งครับท่านประธานครับ
ก็ฟังอะไรอีกครับ เพราะว่าท่านถามมา ก็ตอบไปแล้ว
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขออนุญาตครับ ฟังนิดหนึ่งครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่เมื่อสักครู่ท่านประธานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่านประธานขณะนี้ได้วินิจฉัยแล้ว คือการวินิจฉัย โดยลักษณะของคําพูดว่ามันเป็นคําพูดที่เป็นลักษณะของตัวอักษรที่ต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านบอกว่า เว้นวรรคหรือไม่เว้นวรรคนี่มันคนละอย่างหรือเปล่า ซึ่งถ้าบอกว่าในลักษณะ อย่างนี้ ผมยังมีข้อสงสัยที่จะต้องขอท่านด้วยความเคารพช่วยตีความเพิ่มเติมว่า เพราะเหตุไร อย่างไร ในเรื่องดังกล่าวทําไมไม่มีการเขียนไว้ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในเมื่อมันเป็นลักษณะการตีความในลักษณะ อย่างนี้ หวังประสงค์อะไรครับท่านประธาน ถ้าเกิดวันนี้ฝ่ายค้านซึ่งไม่แน่ใจในเรื่องประเด็น ดังกล่าวนําเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วมีการตีความออกมาว่ามันไม่ใช่อย่างที่ท่านตีความ ออกมา มันจะเป็นการใช้เวลาของสภาและการหลอกลวงประชาชนหรือเปล่า ผมเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับว่าในฐานะที่ท่านรับมอบจากรัฐสภา ท่านได้มีการ ตรวจสอบและท้วงติงเรื่องดังกล่าวหรือเปล่า ท่านประธานครับ ช่วยให้ท่านประธาน กรรมาธิการได้ช่วยชี้แจงเรื่องประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อที่จะเป็นบันทึกครับท่านประธาน ผมเข้าใจท่านประธานครับว่าท่านประธานเองได้ตอบแล้ว แต่ขณะนี้ผมไม่มั่นใจครับว่ามีการ ดําเนินการในเรื่องดังกล่าวหรือเปล่า เพื่อความถูกต้องและมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานครับ
คือผมเรียนกับคุณวิชาญอย่างนี้ ผมไม่ใช่นักกฎหมายนะครับ คือเราปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่แก้ไขนี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาของสภาถูกต้อง แล้วก็นําเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วพิจารณา ทีนี้ก็เรื่องของสภา คณะกรรมาธิการก็ได้ตรวจสอบถูกต้องจึงได้ส่งมายังสภา สภาก็จึงได้นําเสนอเพื่อบรรจุระเบียบวาระพิจารณาในวาระที่สองและวาระที่สามต่อไป กระบวนการก็ถูกต้อง มันไม่มีอะไรแล้วครับ ฉะนั้นผมว่าถ้ายังสงสัยประการใด เมื่อเห็นว่า มันไม่ถูกต้อง ก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ครับ ไม่มีปัญหา ก็มันมีอยู่แค่นี้เองครับ กระบวนการของเรา ถ้ามันผิดนะครับ
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พอแล้วครับคุณวิชาญ คือเสียเวลา คือว่าเห็นตั้งหลายท่านที่ได้แปรญัตติและยังไม่ได้พูด ก็ควรจะพูดให้จบ เชิญคุณนิพนธ์ แล้วจบนะครับ ผมไม่เอาอีกแล้ว จบนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้มีข้อโต้แย้งอยู่ในขณะนี้ครับว่า เมื่อรัฐสภารับหลักการในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแล้ว กรรมาธิการก็ได้ไปพิจารณาในมาตรา ๓ และพิจารณา ในมาตรา ๙๓ แล้ว กรรมาธิการไม่ได้แก้ไขอะไรในหลักการในมาตรานี้ กรรมาธิการแก้ ในวรรคหกอย่างเดียว ในวรรคหกท่านลองดูสิครับ ในร่างที่รับมาจากรัฐสภามีการเพิ่มเติม ถ้อยคําเพียงเฉพาะถ้อยคําที่บอกว่า ขออนุญาตอ่านนะครับ ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทําให้ การเลือกตั้งครั้งใด กรรมาธิการเห็นว่าคําว่า ครั้งใด มันอาจจะไม่ชัดเจนว่าเมื่อไร ก็บอกว่า เพิ่มเติมถ้อยคําที่บอกว่า ทั่วไป ลงไป แค่นี้ครับ ทั้งมาตราเพิ่มเติมถ้อยคําแค่นี้เอง หลังจากที่ รับหลักการมาจากรัฐสภาแห่งนี้แล้ว ตั้งกรรมาธิการร่วมกันแล้ว กรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้ไป แก้ไขเนื้อหา ในมาตรา ๙๓ แต่อย่างใดทั้งสิ้น แก้ไขเฉพาะถ้อยคําในวรรคหก เมื่อเพิ่มถ้อยคํา ไปแล้ว ก็บอกว่าในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทําให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใด แค่นี้ครับ นอกจากนั้นกรรมาธิการไม่ได้แก้ไข ซึ่งจะกล่าวว่ากรรมาธิการไปทํานอกหลักการมา ไปแก้ไข นอกหลักการที่รับมาจากสภาแห่งนี้ ก็ไม่ได้แก้ไขอะไรทั้งสิ้นครับ นี่จึงขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานครับ
ก็ชี้แจงแล้วครับ พอแล้วครับ ผมไม่ให้พูดอีกแล้วครับ คือเราได้พิจารณากันตามข้อบังคับกันมาตลอดตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วทําไมอยู่ ๆ พอจะจบแล้วมีปัญหา ผมก็ไม่รู้จะทําอย่างไรขณะนี้ ให้ผมควบคุมการประชุม อย่างไรครับ ตอนนี้ผมกําลังควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ฉะนั้นถ้าสมาชิกไม่เชื่อ ประธานนะครับ มันก็ประชุมต่อไปไม่ได้ ขอความกรุณาเท่านั้นล่ะครับ ท่านสุรพงษ์ เมื่อเช้าก็ว่าผมตายอะไรแล้วผมยังไม่พูดเลย พอแล้วครับ ผมไม่ให้พูดแล้วครับ ท่านอนุศักดิ์ ที่ท่านได้แปรญัตติแล้วช่วยกรุณาพูดเลย เพราะว่าเมื่อเช้าผมได้เรียน แล้วว่าในมาตรา ๓ นี้ ทุกท่านจะต้องอภิปรายรวมไปเลยทั้งมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ ผมได้พูดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นนะครับ ฉะนั้นท่านแปรญัตติ มาตรา ๙๔ ใช่ไหมครับ
ใช่ครับ
ใช่ไหมครับ เชิญเลยครับ
ใช่ครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้ขอสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๙๔ ในวรรคห้า ซึ่งหมายถึงเรื่องของ สิ่งที่ผม ต้องขอกราบเรียน
คุณเชาวรินธร์ครับ ให้ท่านอภิปราย จบแล้วเดี๋ยวผมจะให้คุณพูด เชิญนั่งลงก่อนครับ ประท้วงมา ผมผิดข้อบังคับข้อไหน
ท่านประธานครับ ก่อนที่ท่านประธานจะขึ้นมานั่งทําหน้าที่แทนท่านรอง ประธานซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ผมได้ยกมือที่จะแสดงความคิดเห็น ในประเด็นที่มีสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย ๒ ท่านได้ยกข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๘๖ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฉบับนี้พิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓
ทราบแล้วครับ ก็มีอยู่ทุกคนครับ
ท่านประธานฟังนิดหนึ่งครับท่านประธานครับ
ก็มีอยู่เหมือนกันทุกคนครับ
ถูกครับ
แล้วข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ผมก็ฟัง เหมือนกันครับที่ท่านสุรชัยท่านได้เป็นคนพูดในที่ประชุมนี้
ก็ถูกแล้วครับ ในเมื่อมีผู้หยิบยกมาว่ามันไม่ถูกต้อง แล้วมีสมาชิกอย่างน้อย ก็ ๒ คน คือทั้งคุณสุรพงษ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม และท่านวิชาญ ทักท้วงท่านประธานประสพสุข ท่านประธานประสพสุขวินิจฉัยออกมานั้นยังไม่ชอบด้วยเหตุและผล ผมมีประสบการณ์จริง ท่านประธานเป็นประธานกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรสั่งให้สอบสวนผม ผมก็ทํา มีหนังสือให้ผมชี้แจงไปโดยเลขาคณะกรรมการจริยธรรม บอกให้ผมไปชี้แจงด้วยตัวเอง ผมบอกผมไม่ไป ด้วยเหตุผลว่า ๑. เหตุการณ์ที่เกิดในการร้องเรียนนั้นเกิดขึ้นเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๒
คนละเรื่องครับ เอาเรื่องนี้ครับ เรื่องรัฐธรรมนูญ
กําลังจะเอาประสบการณ์จริงมาเทียบเคียงให้ นี่มันผิดพลาดอย่างนี้ ท่านประธานจะปล่อยให้ความผิดพลาดอยู่ในสภาแห่งนี้ต่อไปได้อย่างไร ข้อ ๒ ผมชี้แจง บอกว่าได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาเดือนกุมภาพันธ์ ย้อนหลังให้ผมไม่ได้ ต่อไปผมก็บอกว่า คณะกรรมการจริยธรรมไม่ครบด้วยองค์ประกอบ เพราะในข้อบังคับระบุว่าจะต้องมีผู้นําฝ่ายค้าน แต่เมื่อไม่มีผู้นําฝ่ายค้าน คณะกรรมการจริยธรรมก็ไม่มีความสมบูรณ์ ผมจึงไม่ให้สอบ แล้วผมบอกถ้าสอบก็สอบไปสิ กูจะฟ้องให้หมดเลย ผมพูดอย่างนี้ จะฟ้องคดีอาญาเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา ๑๕๗ และผมทราบในเวลาต่อมาว่า คณะกรรมการยกเลิกไม่กล้าสอบผม เหมือนกันนี่มันผิดข้อบังคับแล้วจะปล่อยให้ผ่านไปได้ อย่างไร ข้อบังคับ ข้อ ๘๖ วรรคท้ายบอกว่า การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกมาตราใด ของรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกไว้ในหลักการ ตรงนี้ต้องจบ ไว้ก่อน ที่ท่านประธานประสพสุขบอกว่าให้อ่านต่อไป หรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ นั่นหมายความว่าในหลักการต้องระบุครับ ส่วนจะไประบุในเหตุผลด้วยก็ได้ ไม่ระบุก็ได้ แต่ในหลักการต้องระบุ ถ้าไม่ระบุมันก็ผิดหลักการ มันผิดข้อบังคับ เมื่อผิดข้อบังคับเดินไป ข้างหน้าตกเหวตายท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมขอทักท้วงและสนับสนุนข้อท้วงติง ของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย ๒ ท่านให้รอบคอบครับท่านประธานครับ คราวนี้ ผมไม่ได้อภิปรายกับท่านประธานประสพสุขเพียงผู้เดียว ผมอภิปรายกับประธานชัย ชิดชอบ ด้วยอีก ๑ คน ท่านต้องพิจารณาร่วม อย่าเดินตกเหว ผมไม่ยอมตายด้วยกับท่านประธาน ทั้งสอง
พอแล้วครับพอเข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวจะชี้แจงให้ท่านทราบ ที่ท่านพูดว่าประมวลจริยธรรมนั้นที่ท่านเสนอมา ผมพยายามท้วง ไม่อยากจะให้ก้าวก่ายเรื่องปัญหาต่าง ๆ ด้วยความสัตย์จริง เพราะว่าทางพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ตั้งหัวหน้าพรรคและไม่มีผู้นําฝ่ายค้าน เรื่องนี้เราก็ต้องรอจนกว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีหัวหน้าพรรคแล้วก็ตั้งฝ่ายค้านเราจึงดําเนินการเรื่องเดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ครับ ท่านอย่าเข้าใจว่า ที่ท่านทําไปแล้วนั่นข้อบังคับ ข้อ ๑๗๖ มันก็เขียนไว้ชัดว่า ย้อนตั้งแต่ก่อนการออกประมวล จริยธรรมนี้ท่านไปอ่านดูให้ชัด ผมไม่ใช่นักกฎหมายเหมือนท่านเพราะผมไม่ได้เป็นทนาย เหมือนท่านแต่ผมก็อ่านอย่างละเอียดรอบคอบก็เรียนให้ท่านทราบ ฉะนั้นเชิญท่านอรรถวิชช์ ช่วยชี้แจงแล้วก็อย่านําเรื่องต่าง ๆ มาสร้างปัญหาอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นเลขานุการคณะ นะครับ จริง ๆ ผมไม่ค่อยสร้างปัญหาเท่าไรครับท่านประธานแล้วก็ด้วยความเคารพนะครับ พี่ ๆ จากพรรคฝ่ายค้านพูดด้วยความจริงใจคือความเห็นของท่านประสพสุขเป็นความเห็น ของคนที่ต้องบอกว่าผ่านประสบการณ์ทางกฎหมายนะครับ ถึงแม้ผมมีประสบการณ์ ทางกฎหมายน้อยกว่าท่าน แต่ว่าในการอ่านวรรคตอนนั้นจําเป็นต้องอ่านอย่างนั้นจริง ๆ คือถ้าจะอ่านว่า ผมแม้จะประสบการณ์ทางกฎหมายน้อยกว่าท่านนะครับ แต่ว่าในการอ่านวรรคตอนนั้น จําเป็นต้องอ่านอย่างนั้นจริง ๆ ครับ คือถ้าจะอ่านว่า ถูกบังคับว่าต้อง ในหลักการต้องมี ต้องเรียนท่านอย่างนี้ครับ มันจะมีการเคาะวรรคครับ ให้ยกเลิกไว้ในหลักการ เคาะวรรค หรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ ถ้าอ่านแบบนี้จะเป็นปัญหาทันทีเลยครับ แต่ว่าในนี้ เป็นการเขียนติดกันนะครับ เพราะฉะนั้นในภาษาไทยแล้วในการร่างกฎหมาย ผมเองร่างมา หลายฉบับท่านประธาน ก็ถ้าต้องการจะประสงค์แบบนี้ต้องเขียนติดกัน ที่ท่านประสพสุขได้ ทําการวินิจฉัยนั้นถูกต้องแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ด้วยความเคารพนะครับ ก็คุยกันด้วย เหตุผลครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ก็จบแล้วนะครับท่านครับ พอแล้วครับ ฟังกันรู้เรื่องแล้วถ้ามันผิดอย่างไรผมขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียวครับเรื่องนี้ เพราะว่าท่านรองประธาน ท่านได้บอกแล้วในฐานะที่ท่านเป็นประธาน แล้วท่านจะอ่านข้อกฎหมาย ให้ชัดแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมก็ได้อภิปราย เพื่อประกอบคําสงวนคําแปรญัตติของผมในตอนเที่ยงคืนพอดีนะครับ ก็เป็นเรื่องหนึ่งเดียว นะครับที่แทบจะไม่มีท่านผู้ใดพูดถึง อาจจะมีบางท่านที่พูดถึงบ้างบางส่วน แต่ว่าก็คงจะเป็น เรื่องที่กระผมเองนั้นจําเป็นจะต้องใช้เวลานี้ในการนําเสนอ อย่างน้อยก็คือเพื่อให้มีการบันทึก เอาไว้ นั่นก็คือกระผมขอเสนอคําแปรญัตติไว้ในประเด็น ๑ คน ๑ เสียง เขตใหญ่ เรียงคะแนนไม่เกิน ๓ คนนะครับ นั่นหมายถึงว่าสิ่งที่กระผมได้นําเสนอนั้นเป็นหลักการ ที่เป็นประชาธิปไตย ขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยครับกับหลักการ ๑ คน ๑ เสียง แต่ว่า เสียงประชาชนนั้นไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดใดก็ตาม จังหวัดใดก็ตาม ที่ใดก็ตาม เท่าเทียมกัน ทั่วประเทศทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใด จะอยู่เขตใด ๑ คน ๑ เสียง แต่ว่าที่กระผมเสนอให้ มีการแปรญัตติไปเพื่อแก้ไขให้เป็นเขตที่ใหญ่ขึ้นนั้นก็คล้ายคลึงกับที่เรียกว่าเอา เขตเดียว เบอร์เดียว มารวมกันแต่ว่าเป็นเขตที่ไม่เกิน ๓ คน นั่นก็คือในเขตที่มีผู้แทนราษฎรได้ ๑ คน ก็เลือก ๑ คน ถ้าเขตที่มีผู้แทนราษฎรมีเลือกได้ ๒ คน ก็มีแค่ ๒ คนและมีมากที่สุดก็คือ ๓ คน แต่หลังจากเมื่อมากจาก ๓ คนขึ้นไปเป็นคนที่ ๔ คนที่ ๕ ก็จะแยกเขตออกไป กระผม ขออนุญาตท่านประธานได้นําชาร์ท (Chart) อันนี้มาเพื่อสรุปนําเสนอ นั่นก็คือการแบ่งเขต ออกไป แยกออกไปตามจํานวน
ผู้ประท้วงกรุณานั่งลงก่อนเถอะครับ ขอให้ผู้อภิปรายได้อภิปราย แล้วตอนท่านอภิปรายเขาก็ไม่ได้ท้วงอะไรเลย เชิญนั่งก่อน เถอะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ให้ผู้อภิปรายได้อภิปรายจบแล้ว เดี๋ยวผมจะให้ ท่านประท้วง ขอความกรุณาเถอะครับ ผมขอความกรุณาครับ ผู้ประท้วงกรุณานั่งลงครับ เจ้าหน้าที่ รปภ. ช่วยกรุณาเข้ามาด้วยครับ เพื่อรักษาความสงบ คือผมพยายามรักษา การประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยท่านก็ไม่ให้ความร่วมมือ เดี๋ยวสักครู่ก่อน ผมบอก เดี๋ยวสักครู่ก่อน ให้ท่านอภิปรายให้จบ แล้วท่านจะพูดอะไรต่อก็เชิญพูด ผมจะอนุญาต ผมก็ขอความกรุณาท่านแล้ว เข้าใจครับ สิทธิของท่านมีเต็มที่ผมไม่ได้เถียงแต่ขอความกรุณา เพราะว่าคนอื่นเขาอภิปรายหมดแล้ว ยังเหลืออีกท่านเดียวเท่านั้นเอง อีกท่านเดียว เท่านั้นเองให้ท่านได้พูดก่อน ยืนประท้วงไป ผมไม่ได้ว่าอะไร ยืนไป ผมไม่รู้จะชี้ใคร มันเป็น ๑๐ คน ก็มันเป็น ๑๐ คน อย่างนี้ไม่รู้จะชี้ใคร เป็น ๑๐ คนอยู่ รปภ. ออกไปอยู่หน้าประตูทางโน้น คุณสุชาตินั่งลง ผมจะให้คุณชลน่าน เพราะเขาประท้วงนานแล้วยืนเมื่อยขา ผมจะได้ให้เขาประท้วงก่อน ขอความกรุณารอสักเดี๋ยวนะครับ เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมเองได้ปฏิบัติตามข้อบังคับทุกอย่าง เมื่อมีสมาชิกหรือในที่ประชุม ทําผิดข้อบังคับ ผมก็ยืนขึ้นยกมือประท้วง ข้อบังคับก็ชัดเจนครับท่านประธาน ประท้วง ท่านประธานข้อแรกคือ ท่านประธานไม่ทําตามข้อบังคับเลย ท่านก็ให้สิทธิผมชี้แจง ในสิ่งที่ผมประท้วงเท่านั้นเอง ข้อประท้วงอันที่ ๒ ท่านดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภาว่าด้วย การควบคุมความสงบเรียบร้อยในห้องประชุม ท่านประธานต้องทําตามข้อบังคับ ในการควบคุมความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่แค่ผมประท้วงท่านก็เรียก รปภ. มาเอาตัวผมออก ไม่ถูกครับ มีขั้นตอนอยู่ครับ ท่านสามารถดําเนินการตามขั้นตอน ตามข้อบังคับครับ
ผมเห็นหลายคน กลัวจะถอดรองเท้าอีก ผมก็เลยต้องเรียก รปภ. มาครับ
ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ นี่คือข้อประท้วงผม เพียงอยากให้สภาแห่งนี้ได้ปฏิบัติตาม ข้อบังคับเท่านั้นเอง การที่ท่านจะเอาตัวสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งออกไป ข้อบังคับเขียนไว้ครับ ท่านประธานอ่าน อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยในห้องประชุม ท่านอ่านชัดเลยครับ การที่จะเอาใครออกไปจากห้องประชุมนี้เป็นไปตามนั้น มีขั้นตอน ๑ ๒ ๓ อยู่ ที่ผมจําเป็นต้องยืนขึ้นประท้วงท่านประธาน ผมขออนุญาตชี้แจงนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องประท้วงข้อวินิจฉัยของท่านประธานประสพสุข ด้วยความ เคารพท่าน ผมเคารพท่านนะครับ แต่เพียงว่าสิ่งที่ผมต้องประท้วงนี้อยากให้ท่านได้เน้นย้ํา ข้อวินิจฉัยของท่านให้ชัดเจนเท่านั้นเอง เพื่อประกอบกับการตัดสินใจของสมาชิกว่าสมาชิก จะลงคะแนนอย่างไร เพราะคําวินิจฉัยของท่านถือว่าเป็นสิ้นสุด ท่านต้องยืนยันกับผม กับสมาชิกตรงนี้ให้ได้ว่าคําวินิจฉัยของท่านเป็นการวินิจฉัยข้อบังคับ หรือว่าวินิจฉัยว่าขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะประเด็นสมาชิกตั้งไว้ว่าขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกําหนดให้ตราข้อบังคับ เมื่อสมาชิกตั้งข้อประเด็นอย่างนั้นท่านต้องชัดตรงนี้ครับ ท่านพูดให้ชัดเลยว่าข้อวินิจฉัยของท่านนี้วินิจฉัยไปตามตัวหนังสือที่เขียนไว้ในข้อบังคับ ผมจะได้สบายใจ และจะมีทิศทางในการลงคะแนนในมาตรา ๙๓ เพราะข้อวินิจฉัยของท่าน มันมีข้อผูกพัน ผมยกตัวอย่างว่าถ้าท่านบอกว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่พวกผมเอง เห็นว่าขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ ผมก็มีสิทธิส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ ๑ ใน ๑๐ ตามมาตรา ๑๕๔ จริง ๆ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหลังจากจบวาระสามนี้ ผมก็จะยื่นอยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องมีเรื่องผิดข้อบังคับ ข้อที่ ๖๘ หรือไม่ก็ต้องยื่นอยู่แล้ว เพราะว่าประเด็นเรื่องของสัดส่วนกรรมาธิการและการทําหน้าที่กรรมาธิการที่ท่านตั้งมา ๔๕ คน แล้วก็เอาสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปใส่จนเต็ม ในขณะที่สภามีมติบอกว่า ให้สัดส่วนเป็นไปตามพรรคการเมือง อันนั้นยื่นอยู่แล้วครับ แต่ว่าการลงมติมันมีผล การยื่นตรงนั้นยื่นในวาระแรก และการพิจารณาทั้งระบบ แต่ว่าการวินิจฉัยของท่านมันมีผลกับการตัดสินใจจริง ๆ ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติ ท่านบอกว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่พวกผมบอกว่าขัดหรือแย้ง ผมก็ส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ มติผมอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้ในซีกของฝ่ายค้าน แต่ท่านบอกว่า ข้อบังคับเขียนอย่างนั้นแปลความอย่างนั้น มติก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้ครับ ผมยกตัวอย่างเช่น พวกผมอาจจะลง ๓๗๕ : ๑๒๕ ก็ได้ ใช่ไหมครับ เพราะมีคําวินิจฉัย ของท่านเป็นตัวหลักอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจําเป็นต้องยืนขึ้นมาประท้วงคําวินิจฉัยของท่านนี้ ขอให้ท่านชัดเจนเท่านั้นเอง กราบขอบคุณครับ
เชิญตอบครับ
ผมวินิจฉัยตามข้อบังคับ อันนี้ ตามตัวอักษรที่บอกนี้ เขาจะให้ทําอย่างไร ๆ ผมวินิจฉัยอย่างนั้น ก็ได้ มันติดกันครับ มันติดกัน หรือ หรือ หรือ ก็ได้หมายความว่า ทําอันใดอันหนึ่งก็ได้ อยู่ตรงไหนก็ได้ ผมวินิจฉัยตามหนังสือ ตามข้อบังคับอันนี้ ท่านเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ
ท่านยืนยันแล้วนะครับ ท่านสุรชัย ท่านประท้วงหลังคุณชลน่าน เชิญครับท่านสุรชัย
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขออภัยท่านประธานที่ผมได้แสดงความความคิดเห็นไปโดยสุจริตต่อปัญหา ข้อกฎหมาย ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทําให้เป็นอุปสรรคต่อการประชุม หรือทําให้การประชุม ล่าช้าแต่อย่างใด แต่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน อภิปรายแล้วก็พาดพิงถึงผม รวมทั้งท่านประธานเองก็กล่าวชื่อผมหลายครั้ง ผมจึงจําเป็น ที่จะต้องขออนุญาตขึ้นมาชี้แจงเพิ่มเติมว่าที่ผมได้แสดงความคิดเห็นไปนั้น ผมแสดง ความคิดเห็นโดยสุจริต แล้วก็เพื่อป้องกันส่วนได้เสียของสภาแห่งนี้ทั้งมวล ตั้งแต่ท่านประธาน รวมถึงสมาชิกทุกคนซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในการพิจารณาเรื่องของการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าผมเคารพในข้อวินิจฉัยของ ท่านรองประธาน ซึ่งทําหน้าที่เป็นประธานในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย แต่ผมไม่อาจที่จะ ยอมรับข้อวินิจฉัยของท่านได้ ก็เนื่องด้วยสิ่งที่ผมอภิปรายไปนั้นผมกราบเรียนว่า ผมได้พยายามตรวจสอบศึกษาเรื่องข้อกฎหมายในประเด็นนี้อย่างละเอียดรอบคอบ ถ้าเราดู (๓) ในวรรคสองนั้น ซึ่งจะเป็นก่อนที่มาวรรคท้าย เขาเขียนนําไว้ชัดเจนครับท่านประธานว่า หลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นให้กําหนดโดยชัดแจ้ง แล้วถึงมาขยายเพิ่มเติม อีกว่า เมื่อให้กําหนดโดยชัดแจ้งแล้วนั้น ข้อบังคับเขียนไว้ครับว่า เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมือง เขาไม่ต้องการให้แก้ไขกันได้โดยง่าย จึงมาเขียนเพิ่มเติมเพื่อล็อก (Lock) ไว้ว่า เมื่อวรรคก่อนหน้านี้บังคับให้กําหนดโดยชัดแจ้งแล้ว จึงมาล็อกวรรคท้ายว่า เพราะฉะนั้นจะแก้มาตราไหนบ้างต้องระบุในหลักการ หรือจะระบุ เพิ่มเติมในเหตุผลด้วยก็ได้ นั่นแปลว่าอย่างน้อยต้องระบุในหลักการ แต่ถ้าจะระบุเลขมาตรา เพิ่มมาในเหตุผลก็เป็นเรื่องที่อนุญาตให้ทําได้ มันจะสอดคล้องกับวรรคก่อนที่ผ่านมา นั่นคือ สิ่งที่ผมต้องขออนุญาตว่าเพื่อให้ปรากฏหลักฐานบันทึกในรายงานการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ ว่ากระผมได้พยายามทําหน้าที่นําเสนอสภาพปัญหา แล้วก็ต้องขออนุญาตกราบขออภัย ท่านรองประธาน ต้องกราบขออภัยครับ ผมก็ต้องใช้สิทธิโต้แย้งว่าผมไม่เห็นด้วยกับ ข้อวินิจฉัยของท่าน นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ถ้าทบทวนสิ่งที่ผมอภิปรายแสดงความคิดเห็นไป ในช่วงที่ผมใช้สิทธิในฐานะผู้สงวนคําแปรญัตตินั้น ผมพูดทั้งเรื่องความชอบด้วยข้อบังคับ การประชุม และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ท่านประธาน หรือท่านรองประธานซึ่งทําหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมท่านมีอํานาจวินิจฉัยได้ในประเด็น ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม แต่ท่านมิได้มีอํานาจในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติม ผมกังวลใจอย่างเดียว ที่ผมจําเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิ อภิปรายอีกครั้งหนึ่งนั้น กังวลใจว่าการนิ่งเสีย ไม่แสดงอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งนั้น จะถูกผูกพันไปว่าผมยอมรับสิ่งที่ท่านรองประธานได้กรุณาวินิจฉัยไว้ นี่คือความจําเป็นที่ผม ต้องขออนุญาตกราบเรียน มิได้มีความตั้งใจเป็นอย่างอื่น หรือจะขัดขวางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมยืนยันตลอดครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทําได้ แต่ขอให้อยู่พื้นฐานของความ ถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายและยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ให้ผมพูดอีกกี่ครั้ง ผมก็จะยืนยันหลักการนี้ตลอดไปครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ท่านมานิตย์มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม มานิต จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ภาษาไทยเขามีคําแปลนะครับ คําว่า ให้ ในที่นี้เป็นคําช่วยกริยา แปลว่า ต้อง ต้องทํา หรือแปลว่า อย่างหนึ่งอย่างใด โดยเฉพาะใส่คําว่า ก็ได้ ไปอีก ทําก็ได้ ไม่ทําก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ท่านประสพสุข ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน วินิจฉัยอย่างนี้ไม่ได้ ภาษาไทยมันมีคําบังคับอยู่ ไม่ใช่ว่าตีแล้วอ่านไปรวมกัน ไม่ใช่ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ๒ ประเด็นนะครับ
ในประเด็นแรก ขอให้พวกเราดูข้อ ๑๑๗ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ถ้ามีปัญหาที่ต้องตีความข้อบังคับนี้ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุม รัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่ มีอยู่ของทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้วให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด
การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งอาจกระทําได้โดยประธาน ขอปรึกษาหรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน
ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้ครับ เนื่องจากมีสมาชิกรัฐสภาจํานวนไม่น้อยที่มี ข้อสงสัยในข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ซึ่งความแตกต่างของการอ่านอยู่แค่ว่า เคาะวรรคหรือไม่เคาะวรรค แล้วมันจะทําให้ความหมายเปลี่ยนแปลง สมมุติว่าถ้าการตีความของท่านรองประธานถูกต้อง คือจะถูกต้องก็ต่อเมื่อรับสภานี้วินิจฉัยว่าเป็นไปตามนั้น ก็เป็นอันว่าร่างทั้ง ๒ ฉบับที่ผ่าน คือร่างที่ผ่านวาระที่สองไปแล้ว ๑ ฉบับ กับอีกร่างหนึ่งที่เรากําลังจะโหวตถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าเกิดที่ประชุมนี้วินิจฉัยเป็นอีกกรณีหนึ่งว่าจะต้องใส่มาตราของรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข เพิ่มเติมไว้ที่หลักการ ผมคิดว่าเราก็ยังสามารถดําเนินการได้ เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาจาก ๔ ทาง คือ ๑. มาจากคณะรัฐมนตรี ๒. มาจากสภาผู้แทนราษฎร ๓. มาจากผู้แทนราษฎรบวกกับวุฒิสมาชิก แล้ว ๔. มาจาก ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประเด็นนี้ของผมคืออย่างนี้ เราไปดูสิครับ ที่คุณหมอเหวง และประชาชน ๗๐,๐๐๐ กว่าคนเสนอมา หลักการของท่านก็คงไม่ได้ใส่มาตราไว้ หรือใส่ ก็แล้วแต่ แต่ประเด็นของผมคือคนนอกเขาจะไม่รู้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ เขาไม่ได้รับผิดชอบต่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ หรือเช่นเดียวกันกับรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็อาจจะไม่อะแวร์ (Aware) คือไม่ให้ความสําคัญในการส่งต่อมา ยิ่งกรรมการ ของคณาอาจารย์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้นเขาก็ไม่รู้ข้อบังการประชุมของรัฐสภา ประเด็นของผมคือว่าถ้าที่ประชุมแห่งนี้ตีความเป็นไปอย่างที่เพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่า จะต้องใส่ เราก็นํามาใส่ เพราะว่าในขั้นต้นนี้กรรมาธิการได้ตีความว่าไม่ต้องใส่ การนํามาใส่ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ผมยกตัวอย่างให้ ถ้าเป็นการตีความอีกอย่างที่ว่าต้องใส่ ยกตัวอย่างหลักการในส่วนของ มาตรา ๑๙๐ นะครับ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับการทํา หนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นของรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ อันนี้ไม่ใช่การแก้ไข ในหลักการ แต่เป็นการดําเนินการให้หลักการนั้นชอบด้วยระเบียบของรัฐสภาแห่งนี้ ก็เท่านั้นเอง และเป็นสิ่งที่เราอภิปรายกันมาทั้งวี่ทั้งวัน เช่นเดียวกับอีกฉบับหนึ่ง มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งเราก็เพียงแต่ไม่ได้ใส่ลงไปตรงนี้ เนื่องจากว่ามาจากคนนอก ครม. ก็พิจารณาผ่านมา โดย ครม. ก็ไม่ได้มาดูระเบียบ ข้อบังคับการประชุมองรัฐสภา ผมคิดว่า มันก็มีทางที่เราพอจะเดินไปได้ให้กับทุกท่านสบายใจว่าเราได้ดําเนินการถูกต้องตามระเบียบ รัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณสุกิจ อัถโถปกรณ์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เป็นความพยายามนะครับ ที่จะทําให้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดความชอบธรรม ซึ่งจริง ๆ แล้วผมว่า ตอนที่ท่านประธานออกมาบอกว่ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเป็นการกระทําที่ถูกต้องแล้ว เพราะว่าถ้าท่านประธานอ่านข้อบังคับ ข้อ ๙๐ เขาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีผู้เสนอตามมาตรา ๒๙๑ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาทําการตรวจสอบ และหากมีข้อบกพร่องให้ประธานรัฐสภาแจ้งผู้เสนอเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็คือผ่านขั้นตอนที่ท่านประธานได้ตรวจสอบมาแล้ว ก็ต้องถือว่าร่างพระราชบัญญัติอันนี้ ถูกต้อง แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือผ่านการพิจารณาวาระที่หนึ่งมาแล้ว สภานี้รับรองแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นจะอย่างไรก็ตามมันก็ถูกต้อง ถ้าจะผิดก็ผิดที่ท่านประธานครับ ท่านประธาน อาจจะใช้วิธีแก้โดยวิธีการเสนอของท่านเลิศรัตน์ก็ได้ครับ ขอขอบคุณครับ
คุณสุชาติ ลายน้ําเงิน อยากพูดนัก เชิญเลย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ได้พูดว่าผมอยากพูด แต่จริง ๆ ผมยกมือแต่เช้าท่านประธานก็ไม่ให้พูด แต่ผมพูดวันนี้ ต้องมีสาระครับท่านประธาน ผมเป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน
เชิญเลยครับ
ผมจะให้ ท่านประธานถอนเมื่อสักครู่นี้ก่อนครับ ผมเป็นผู้แทนฝ่ายค้าน ทุกคนยกมือขึ้นเหนือหัว ข้อบังคับบอกชัดเจน ท่านประธานต้องวินิจฉัยผมก่อนนะครับ ข้อ ๔๕ ผู้ใดมือขึ้นเหนือหัว ประธานต้องให้พูดก่อนชี้แจง ไม่ใช่ประธานไปเรียกตํารวจมาจับ
ผมวินิจฉัยเลยครับ เพราะว่ายืนกันมาก ไม่รู้จะชี้ใครครับ
ท่านประธาน ยังฟังผมไม่จบครับ
ผมก็เลยชี้ท่านชลน่าน เพราะท่านชลน่าน เป็นคนประท้วงก่อน
พอยกมือขึ้น เหนือหัว ท่านประธานไม่ให้พูด ท่านประธานกลับไปเรียกตํารวจมาจับนะครับ แล้วพวกผม จะเอาหน้าไปไว้ไหน
มีตํารวจที่ไหน ผมบอกให้ รปภ. เดินมาตรงนี้
เมื่อสักครู่นี้ มายืน ๒ คน ไม่ใช่ตํารวจหรือ ท่านประธานเป็นคนเรียกมา
พอแล้วล่ะ คุณจะพูดเรื่องอะไรล่ะ ถ้าพูดเรื่องนี้ก็พูด ถ้าพูดเรื่องอื่นผมไม่ให้พูดแล้วล่ะ
ผมจะพูดเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๕ ผู้ใดยกมือขึ้น เหนือหัวประท้วง ประธานต้องให้ชี้แจงก่อน ที่ผมประท้วงเพราะว่าประธานไม่ให้พวกผม ชี้แจง ประธานกลับเรียกตํารวจมาจับพวกผมนะครับ แล้วถ่ายทอดไปทั้งประเทศ จะเอาหน้า ไปไว้ไหนครับ ท่านประธานต้องขอโทษผู้แทนราษฎร ทําไมผมพูดอย่างนี้ ท่านประธานครับ มันจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดี ต่อไปผู้แทนราษฎรทําหน้าที่และโดนตํารวจจับจะเอาหน้าไปไว้ไหน ประธานต้องวินิจฉัยข้อ ๔๕ ครับ ขอบคุณมากครับ
คุณวิรัตน์เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กระผมขออนุญาตท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานใช้อํานาจตามข้อ ๕ ในการควบคุมและดําเนินกิจการของรัฐสภา (๓) เมื่อกี้นะครับ (๔) รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมของสภา ด้วยความเคารพนะครับ เหตุผลเพราะว่า ท่านประธานในที่ประชุมได้ชี้ขาดแล้ว แล้วการอ่านข้อกฎหมาย ท่านประสพสุข บุญเดช ด้วยความเคารพนะครับ ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ผมเชื่อว่าพวกเรานักกฎหมาย อ่านอย่างไรก็อ่านอย่างนั้น และสําคัญที่สุดท่านประธานครับ หลักสําคัญที่เหนือกว่า แล้วก็ไม่มีอะไรที่ไปเทียบได้ก็คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ท่านประธาน ตั้งแต่วรรคแรก (๑) (๒) (๓) (๔) วรรคสองไปเรื่อย ๆ นะครับ ไม่มีส่วนใดที่ต้องระบุเลข มาตราว่าในหลักการก็ดี เหตุผลก็ดีไม่มีเลยครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญมีศักดิ์และศรี เหนือกว่าข้อบังคับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตให้ท่านประธานถือตามการชี้ขาด ของท่านประสพสุข แล้วก็เมื่อรัฐธรรมนูญชี้ขาดไว้ชัดเจนว่าไม่ต้องเขียนเลขมาตรา ในหลักการเหตุผล ขอให้ดําเนินการประชุมต่อครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
เมื่อสักครู่ท่านสุชาติ ลายน้ําเงิน ประท้วง ผมจะตอบคุณสุชาติ ลายน้ําเงิน ด้วยความเคารพ เนื่องจากมีผู้ประท้วงหลายท่าน ผมก็กลัวจะทะเลาะกัน ผมก็เอา รปภ. มาป้องกันไว้ ไม่มีเจตนาอย่างอื่นครับ ต่อไปก็เชิญ คุณอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ เชิญครับ
ผมประท้วงครับ
นั่นประท้วงอีกแล้ว เชิญคุณวิเชียรครับ นั่นเขาประท้วงนะครับ คุณอดุลย์นั่งก่อน
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมประท้วง ๒ ท่าน คือ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เนื่องจากสภาแห่งนี้ เป็นสภาอันทรงเกียรติ แล้วภาษาที่ใช้ไม่ควรใช้ ภาษาจะวิบัติต่อไป คําว่า เคาะวรรค ในหลักไวยากรณ์ไม่มีนะครับ ต้องใช้คําว่า เว้นวรรค หรือ วรรค เท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าพูด อีกต่อไปครับ
ก็ต่างคนต่างอย่าพูด คุณอดุลย์ ได้จังหวะคุณแล้วล่ะ สั้น ๆ หน่อยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อดุลย์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมต้องลุกขึ้นมาก็เพื่อจะ เรียนท่านประธานว่าผมมีความประสงค์ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่ ท่านประธานได้ดําเนินการมาโดยตลอดเพื่อที่ต้องการให้สภานี้มีการคลายเครียดหรืออะไร ก็แล้วแต่ท่านประธาน แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าบางครั้งมันก็ทําให้พวกเรา ดูเหมือนกับกลายเป็นเด็ก หรือเป็นสภาเด็กเล่นเกินไป สิ่งที่ท่านประธานบอกว่า เมื่อสักครู่นี้มีผู้ประท้วงหลายคนนั้น ถ้าเกิดท่านประธานยอมรับความจริงนั้นมีอยู่แค่ ๒ คน ซึ่งท่านประธานสามารถที่จะเรียกให้ใครก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านประธานพูดมาโดย ตลอด บางครั้งผมเห็นว่าท่านประธานก็ทําดีที่จะทําให้พวกเราคลายเครียด แต่ว่าบางครั้ง มากเกินไปผมไม่คิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะสภานี้ไม่ใช่เป็นสภาของเด็ก ๆ หรือเด็กเล่นกัน อันนี้คือรัฐสภาที่ทรงเกียรติ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธาน และสิ่งที่ ท่านประธานบอกว่าได้กระทํามาโดยเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับนั้น เมื่อสักครู่นี้ คุณหมอชลน่านได้พูดแล้วว่าท่านประธานทําผิดข้อบังคับในการรักษาความสงบเรียบร้อย ในรัฐสภานี้ครับ เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนท่านประธานให้โปรดระมัดระวังด้วยครับ
ผมก็ระวังทุกฝีก้าวอยู่แล้วครับ จะเดิน จะเหินมันต้องระมัดระวังเพราะเราแก่แล้วกลัวจะล้ม อันนี้ก็เรียน ต่อไปท่านประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ คนสุดท้ายแล้วครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัด ชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อกี้มีคําวินิจฉัย เพื่อนสมาชิกหลายคน บอกว่าไม่ผิด ความจริงรัฐธรรมนูญมีไว้ให้เราเคารพ ข้อบังคับมีไว้ให้เราต้องปฏิบัติ เราจะต้องเคารพรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติตามข้อบังคับของรัฐสภา ที่ท่านเลิศรัตน์บอกว่า คนนอกอาจจะไม่รู้ว่าข้อบังคับรัฐสภามีอย่างไร ไม่ถูกครับ เขาต้องดูครับ ถ้าเขาเสนอ กฎหมายเขาต้องดูทั้งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เขาจะมาเสนอต่อรัฐสภาโดยที่เขาไม่รู้ ข้อบังคับรัฐสภา ผมว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมว่าชัดเจนครับ ถ้าไม่ระบุ ถึงวันนี้ท่านจะบอก จะไปเพิ่มเติมเดี๋ยวนี้ มันเพิ่มไม่ได้ครับ ไม่มีการแก้ไข มีอย่างเดียวท่านต้องถอนออกไปก่อน ทั้ง ๒ ร่างที่รับไปผมว่ามีปัญหาแน่นอน ถึงวันนี้ฝากท่านประธานอย่าทําเป็นเรื่องเล่น ฝากท่านประธานอย่าไปสั่ง รปภ. ผมยืนอยู่นี่ยังงง ๆ ว่าลุกขึ้นยืน ท่านบอก รปภ. มาไล่ ผมออก ผมก็งง ผมผิดตรงไหน ผมยังฝากถามท่านประธาน เพราะว่าใช้อํานาจโดยมิชอบ รปภ. นี่ท่านอย่าทําให้เขาติดคุกนะท่านประธาน ผมฟ้องเขาได้ทันที เขาจับเมื่อไรผมฟ้องเลย คดีอาญาเลยนะครับ ท่านไม่สามารถช่วยเขาได้ด้วย แล้วผมจะฟ้องท่านประธานด้วย ผมถึง บอกว่าเรื่องนี้ถ้าท่านไม่ทําตามรัฐธรรมนูญ ไม่รักษาข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาแล้ว จะมีสภาเอาไว้ทําอะไร มีไว้ทําอะไรครับ มีไว้ทะเลาะกันอย่างนี้หรือครับ แล้วแก้กฎหมายนี่ ประชาชนก็ไม่เห็นได้อะไร ได้อะไรครับ ไม่ได้อะไรเลย ฝากท่านประธานนะครับ ท่านต้อง รักษา ท่านอย่าใช้คารมที่เหมือนตัวตลกนะครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้สภานี้เป็น สภาโจ๊ก ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ ผมฝากนะครับ ถ้าติดใจ ที่จะตีความเรื่องนี้ก็ขอให้เสนอญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๒๙ ข้อ ๑๑๗ สภาจะได้ตีความกันครับ เพื่อให้มันถูกต้องนะครับ ก็ดําเนินการได้ ถ้าไม่ตีความ ไม่เสนอก็แล้วแต่ท่านนะครับ ผมก็จะควบคุมการประชุมต่อไปตามที่ข้อบังคับได้บัญญัติไว้ ผมจะประชุมต่อ เชิญผู้อภิปราย อภิปรายต่อเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผมคงขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ แล้วนะครับ เพราะว่าต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่เสนอ เป็นหลักการ ๑ คน ๑ เสียง เขตใหญ่ เรียงคะแนน ไม่เกิน ๓ คน แทนที่จะเป็นเขตเดียว เบอร์เดียว ก็คงต้องกราบเรียนว่าหลักการอันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทําไมถึงไม่เคยมี การพิจารณาในเรื่องนี้กันมาก่อน พอเวลาเป็นเขตใหญ่ทีไรทําไมจะต้องไปเลือกกันพวง เวลาเลือกกันเป็นพวงก็ทําให้จังหวัดหรือเขตที่มีจํานวนคนมากกว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ก็ใช้สิทธิเลือกคนได้มากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พอเวลามาแย้งกันด้วย วัน แมน วัน โหวต หรือ ๑ คน ๑ เสียง ก็เลยกลับกลายเป็นว่าเรื่องของเขตใหญ่ เรียงเบอร์ หรือเป็นพวงใหญ่ อะไรอย่างนั้นก็กลายเป็นเรื่องถูกต้องไปนะครับ สลับกันไปสลับกันมาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกระผมถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราหลงทาง แล้วอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานฝากให้มี การจารึกไว้ในรัฐสภาแห่งนี้ว่า เราควรจะกลับมาพิจารณากันได้แล้วหรือยังว่า วัน แมน วัน โหวต คือสิ่งที่ถูกต้อง ๑ คน ๑ เสียง และเมื่อไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเขตที่กระผม เสนอให้เป็นเขตที่ใหญ่ขึ้นนั้นก็เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กับบุคคลจํานวน ๓ คนในเขตที่ได้รับ การเลือกตั้ง ถ้าจังหวัดใดที่มีเลือกได้มากกว่า ๓ คนก็จะแบ่งขึ้นไปตามสัดส่วนที่กระผม ได้ขออนุญาตท่านประธานได้นําชาร์ท นี้เสนอ และกระผมเองก็ได้นําหลักการเหล่านี้เสนอไว้ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าท่านกรรมาธิการนั้นท่านมีหลักการของท่าน และท่านก็ได้ลงมติไปเรียบร้อย ท่านก็เลยได้กรุณาให้ผมสงวนคําแปรญัตติมานําเสนอไว้ในที่รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนครับ มีพี่น้องประชาชน มีเพื่อนฝูง มีคนที่รู้จัก แล้วก็แม้กระทั่งสื่อเองก็รับหลักการอันนี้ไป เพราะว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เสนอเป็นการสร้างเขตใหญ่เป็นพวงไม่ได้กลับไปเลือกแบบเป็นพวง แต่ใช้ วัน แมน วัน โหวต แล้วใช้จํานวนคะแนนเสียงจากมากเรียงลําดับลงมาสู่น้อย ไม่ว่าคะแนนเสียง จากมากสู่น้อยนั้นจะเป็นเท่าไร ไม่ว่าแต่ละเขตจะมีการมากน้อยแตกต่างกันเท่าไร แต่จะไปดู ตัดสินใจกันอยู่ในแต่ละเขตนั้นว่าคนที่ได้คะแนนที่สูงที่สุด และรองลงมา และรองลงมาเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ที่ได้รับการตัดสินให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผมขออนุญาต อภิปรายเพิ่มเติมเพียงสั้น ๆ เพื่อให้เหตุผลในเรื่องที่ว่าเมื่อเขตใหญ่ขึ้นย่อมเหมาะสมกับ บทบาทของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าเขตเล็กเพียง ๑ เขต ต่อประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คนนั้น คล้ายคลึงกับเป็นสมาชิกสภาจังหวัด คล้ายคลึงกับเป็นสมาชิกที่อยู่ ในท้องที่ แล้วก็ห่วงหาอาทรแล้วก็ลงไปเยี่ยมเยียนเฉพาะอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง พอบอกว่า เขตจะใหญ่ขึ้นก็จะกลับมาบอกว่ามีการเกี่ยงกันแทนที่จะไปดูแลประชาชน ก็ในเมื่อถ้าเกิด เขตอยู่ได้ ๓ คน ทําไมจึงจะไม่สามารถกลับลงไปดูแลพี่น้องประชาชนในเขตที่มีผู้แทนราษฎร ได้ทั้ง ๓ คน สลับกันดู หรือจะดูลงไปทุกคน หรืออย่างไรก็แล้วแต่ อันนั้นเป็นเรื่องของ วิธีการทั้งนั้น กระผมต้องกราบเรียนว่าสิ่งนี้เป็นการบ่งบอกถึงการขยายวิสัยทัศน์ของการเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นผู้แทนของราษฎรอย่างแท้จริงว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่เหมาะสม กระผมเองไม่ได้เสนอเลยเถิดไปถึงขั้นที่จังหวัดที่มีผู้แทนราษฎรได้อย่างกรุงเทพมหานคร ๒๐–๓๐ คนนั้น จะต้องเรียงตามลําดับลงไปเหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในหลายปี ที่ผ่านมา ยังมีการแบ่งเพื่อให้เกิดการจัดการที่เหมาะสมและอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ดังนั้น กระผมจึงกราบเรียนว่าที่กระผมเสนอหลักการเขตใหญ่ เรียงคะแนน และไม่เกิน ๓ คนนั้น เพราะต้องการไม่มุ่งจํากัดพื้นที่ ให้มีฐานของประชาชนที่กว้างขึ้น แต่ก็ไม่กว้างจนเกินกว่า ที่จะห่างเหินไปจากประชาชน แล้วก็มีการบริหารจัดการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่กระผมต้องกราบเรียน นั่นก็คือว่า ทุกวันนี้มีการพูด ขออนุญาตที่ใช้คําศัพท์ภาษาต่างประเทศที่เรียกว่า ธิง โกลบอล แอค โลคอล (Think global act local) คิดต้องคิดให้กว้าง ปฏิบัติก็ปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นในหลักการตรงนี้กระผมขอเรียกว่า มองปัญหาย่อยมาแก้ปัญหา เชิงระบบเพื่อให้ยั่งยืน นั่นก็คือคิดระดับชาติและปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อสามารถที่จะ นําปัญหาย่อยที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ของตัวเองนําเอามาสังเคราะห์และวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา อย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน ในฐานะที่เป็นผู้ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศนะครับ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่สําคัญ จุดเด่นของเรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุด จะได้รับการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้รองลงมา สิ่งที่สําคัญไม่มีใครกําหนดได้ครับท่านประธาน ว่าคนที่รองลงมาจํานวนเท่าไรจึงจะได้รับการเลือกตั้ง การที่บอกว่าไม่แน่นอน ว่าจะจํานวน เท่าไรได้รับการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่จะช่วยทําให้เป็นการลดอิทธิพลของระบบการจัดตั้ง ในเรื่องของธุรกิจการเมือง การจัดตั้งการซื้อคะแนนเสียง การจัดตั้งตัวแทนค้าคะแนนเสียง ในแต่ละพื้นที่ที่คิดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะไม่มีหลักประกันใดตายตัวใด ๆ ว่าเมื่อลงทุนมากแค่นี้แล้วจะได้รับคะแนนมากแค่ไหนหรือเปล่า ยิ่งทุ่มมากก็อาจจะเสี่ยงมากขึ้น แล้วก็อาจจะมีโอกาสที่จะถูกจับได้ ดังนั้นเมื่อเสี่ยงมากที่จะถูกจับได้ในการที่จะไปทุ่ม ในการซื้อคะแนนเสียง พี่น้องที่เป็นผู้แทนราษฎรที่มีเจตนาที่ดีต่อพี่น้องประชาชนจึงหันที่จะ กลับไปลงมือกระทําในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ของตัวเอง ลงไปปรากฏตัว ลงไปกระทํา ในสิ่งที่เป็นกิจกรรม ลงไปคลุกคลี ลงไปแก้ปัญหา ลงไปติดตาม ลงไปทําทุกสิ่งทุกอย่าง หรือจะไม่ลง แต่สามารถทํางานในส่วนกลาง สามารถทํางานในเชิงระบบ แต่พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ให้ความเชื่อถือ กระผมก็เชื่อว่าเขาจะสามารถมีโอกาสได้รับความเชื่อถือและได้รับ คะแนน ดีกว่าที่จะไปอยู่ในเขตเล็กแล้วก็เลือกเพียงคนที่มีคะแนนเสียงสูงสุดเพียงคนเดียว เท่านั้นนะครับ ในขณะที่คนที่สอง คนที่สาม ไม่สามารถกําหนดได้ว่าคนที่สอง คนที่สาม จะมีคะแนนเสียงเท่าไร จึงเป็นแนวทางที่จะทําให้เปิดโอกาสทําให้บุคคลที่มีคะแนนเสียง รองลงมา หรืออาจจะมีฐานเสียงอยู่ในแต่ละเขตไม่มากนัก สามารถรวบรวมความดี สามารถ รวบรวมคะแนนเสียงของตัวเองโดยไม่จําเป็นที่จะต้องไปทุ่มเงินเพื่อที่จะไปซื้อเสียง แต่อย่างใด กล่าวโดยสรุปกระผมคิดว่าโดยวิธีนี้สิทธิของผู้ที่มาใหม่แม้อาจจะดูด้อยกว่า แต่ว่าก็ยังมีโอกาสที่จะไปรวบรวมคะแนนเสียงในพื้นที่ที่กว้างยิ่งขึ้น ในขณะที่โอกาส ของคนเดิมยังคงมีอยู่อย่างเช่นเดิม ถ้าหากสามารถที่จะรักษาฐานความดีเอาไว้ โดยไม่จําเป็น ที่จะต้องคิดว่าอุตส่าห์ทําความดีไว้แทบตาย อุตส่าห์ทําความดีไว้มากมาย แต่พี่น้องประชาชน เมื่อจะต้องเลือกเขามาทีไรก็จะต้องแบมือเรียกเงินจากเขาทุกที อันนี้คือสิ่งที่ต่างถ้อยที ถ้อยปฏิบัติต่อกันมาโดยตลอด ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เราต้องจํายอม จําทน อยู่ในภาวะของ การตกอยู่ในสภาวะของธนกิจการเมือง ซึ่งกระผมถือว่าหลายท่านนะครับ ผู้แทนราษฎร จํานวนมากมีความมุ่งมั่นอยากจะกระทําความดี ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่เมื่อลงไปในเวทีแล้ว จะต้องเอาชนะให้ได้ ในที่สุดก็ต้องมีโอกาสที่จะต้องไปถูกกลไกซึ่งถูกกําหนดโดยผู้ที่เป็น ตัวแทนนายหน้า คนกลาง หรือผู้รับเหมาค้าคะแนนเสียงนั่นล่ะครับมาเป็นตัวกําหนดที่ทําให้ เขาต้องกระทําในสิ่งที่เขาไม่อยากจะทํา และในที่สุดเขาต้องทํา เมื่อเขาทําเขาลงทุน เขาก็ต้องกลับมาแสวงหาทุนอีก กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งนี้คือ หลักการอันหนึ่งที่กระผมต้องขออนุญาตขอสงวนคําแปรญัตติ แล้วก็ขอกราบเรียนนําเสนอ ต่อพี่น้องท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ถึงแม้ว่าไม่ว่ามติจะออกมาเป็นอย่างไร กระผมก็ต้อง ขอกราบเรียนว่า นี่คือสิ่งที่จะขออนุญาตเริ่มต้นนําเสนอ แล้วก็จะขอนําเสนอแนวความคิด เหล่านี้ในการที่จะเผยแพร่แนวความคิดต่อไป เมื่อมีโอกาสในการที่จะแก้ไขในวันข้างหน้าอีก กระผมก็จะสนับสนุนความคิดอันนี้อีก ขอกราบขอบพระคุณครับ
ครับ ก็จบคําแปรญัตติของผู้เสนอ คําแปรญัตตินะครับ มีอะไรเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้อํานาจ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๑๗ เสนอญัตติให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย กรณีที่มี สมาชิกทักท้วงว่าร่างเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนั้นจะผิดด้วยข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ผมขอเสนอเป็นญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย ขอผู้รับรองครับ ๔๐ คนนะครับ
ผมขอความกรุณาครับ คือตอนนี้ เรากําลังพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ถ้าท่านเสนอญัตตินี้มาเรื่องนี้ก็ตก เรื่องที่เรา กําลังพิจารณาอยู่ตลอดวันนี้ก็ตก เชิญคุณวิรัตน์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ข้อบังคับ ข้อ ๓๑ ครับ บัญญัติว่าญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าหรือเป็น หนังสือ มี (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ข้อที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้เสนอ ข้อ ๑๑๖ ข้อ ๑๑๗ ที่ว่านี้นะครับ ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะเสนอด้วยวาจา เพราะฉะนั้นท่านผู้เสนอไม่มีอํานาจ เสนอครับ ต้องให้มีการรับรองขึ้นมาตามที่กราบเรียน แล้วถ้าเสนอรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาครับ ท่านประธาน
ต้องเสนอตามข้อ ๒๙ ครับ ญัตติ ท่านก็คงจะตกไปละครับญัตติท่านนะครับ
ท่านประธานครับ ขอความเมตตาท่านดําเนินการตามที่ผมเสนอตาม ข้อ ๑๑๗ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ในการเสนอด้วยวาจาอย่างที่กระผมกราบเรียนนะครับ ตามข้อ ๓๑ นี่นะครับ ท่านผู้ทรงเกียรติไม่สามารถเสนอได้ เพราะว่าข้อ ๓๑ ที่จะไม่ต้องเสนอล่วงหน้า หรือเสนอเป็นหนังสือไม่มีข้อ ๑๑๗ รวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นแปลความได้ชัดเจนว่า ในข้อ ๑๑๗ จะต้องเสนอเป็นหนังสือและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านประธานดําเนินการตามข้อบังคับด้วยครับ
เรียนแล้วว่ามันตกไป เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตวินิจฉัย ข้อ ๑๑๗ ให้ท่านประธานรับทราบว่า
วินิจฉัยไม่ได้ครับ ท่านวินิจฉัยไม่ได้ครับ
ขออนุญาตวินิจฉัย ตามความรู้สึกส่วนตัวให้ท่านประธานได้รับทราบว่า ในข้อกําหนด ข้อ ๑๑๗ นั้นไม่ได้บัญญัติ ไว้ว่าต้องเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร
คือจะตีความอะไรนี่พระราชบัญญัติ ที่เรากําลังดําเนินการเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญมันจะตกไปนะครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าท่านเชาวรินธร์นั้นชอบที่จะเสนอ แล้วมีผู้รับรอง ๔๐ คนนั้น ทําได้ เพราะในบทสุดท้ายไม่ได้กําหนดให้เสนอเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า เมื่อไม่มี ข้อห้ามก็ต้องทําได้ครับท่านประธาน
คือมันคนละเรื่องกันนะครับ คือหมายความว่าอันนั้นให้ตีความเรื่องข้อบังคับ ข้อ ๘๖ เพราะฉะนั้นเมื่อจบกระบวนการนี้แล้ว ท่านก็มีสิทธิที่จะเสนอตีความแล้วก็ส่งพิจารณาไปตามขั้นตอนของตัวบทกฎหมายนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย เพราะเราเสียเวลามามากแล้วนะครับ ท่านผู้ใดเห็นประการใด เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๓ เพื่อนสมาชิกได้แปรญัตติไว้จริงอยู่ครับว่าในระเบียบวาระการประชุมในการพิจารณาในวาระที่สอง ต้องพิจารณารายมาตรา แต่เผอิญว่าในมาตรา ๓ ท่านประธานแจ้งกับที่ประชุมบอกว่า ให้อภิปรายรวม ผมเองไม่แน่ใจว่าตรงนั้นเป็นสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบ ในประเด็นนั้นหรือเปล่า เพราะว่า
ไม่มีใครทักท้วงครับ ผมได้แจ้งที่ประชุม แล้วก็ที่ประชุมก็เห็นชอบ แล้วก็อภิปรายกันมาตลอดครับ ตั้งแต่บ่ายสามโมงมาจนถึงเดี๋ยวนี้ นะครับ
ท่านประธานครับ เท่าที่ผมฟังเองสมาชิกอภิปรายเฉพาะมาตรา ๙๓ เท่านั้นเอง จริงอยู่ครับ มาตราอื่นก็เป็น เรื่องจํานวนและที่มา แต่มีสมาชิกที่เขาแปรญัตติเรื่องที่มาไม่เหมือนกับของกรรมาธิการ และไม่เหมือนของสมาชิกอื่นก็มีอยู่ในข้อ ๙๖ ข้อ ๙๗ ข้อ ๙๘ ถ้าท่านประธานจะปิด การอภิปรายขณะนี้ นั่นหมายความว่าเรากําลังอภิปรายไปเฉพาะ ๒ ประเด็นหลักเท่านั้นเอง คือมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๔ ท่านจะปิดการอภิปรายไม่ได้นะครับท่านประธาน เว้นแต่เป็น อํานาจของรัฐสภาแห่งนี้
คืออํานาจของสภา ผมกําลังถามสภา อยู่ว่าสภาจะปิดอภิปรายไหม
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน อย่างผู้แปรญัตติ ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ที่เขาไปแปรญัตติ และแก้ไขเพิ่มเติมเอาไว้ในมาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ ที่ไม่ใช่เฉพาะประเด็นเรื่องของจํานวน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็น ๔๐๐ ๑๐๐ หรือ ๓๗๕ หรือ ๑๒๕ แต่เขาเปลี่ยนเรื่อง วิธีการ ท่านจะไม่ให้เขาอภิปรายหรือครับ เท่าที่ผมฟังมาไม่มีใครอภิปรายในประเด็นนี้เลย ตรวจสอบรายงานการประชุมจากชวเลขได้ครับ ผมเองยังเข้าใจผิดเลย ผมก็อภิปราย ประเด็นเดียว แต่เผอิญของผมนี่แปรญัตติเฉพาะเรื่องสัดส่วน ของผมไม่ติดใจแน่ เพราะว่า ผมเองจริง ๆ คําว่า ติดใจไม่ติดใจ ผมอยากจะฟังทางกรรมาธิการชี้แจงเหมือนกันเรื่องเหตุผล ที่จําเป็นที่สุดที่จําเป็นต้องเป็น ๓๗๕ นี่คืออะไร ก็ยังไม่รับฟังการชี้แจง เพราะเท่าที่ฟัง แนวโน้มจะออก๓๗๕ เลขจะออกอย่างนั้นนะครับ หลายท่านบอกกลัวจะเป็น ๓๕๗ หลายท่านพูดอย่างนั้นจริง ๆ ครับ ผมก็อยากฟังเหตุผลครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านต้องลองถามสมาชิกที่เขาได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ หรือมาตรา ๙๕ น่าจะถามเขาว่า เขายินดีที่จะสละสิทธิในการที่จะอภิปรายในคําสงวนคําแปรญัตติของเขาหรือไม่
คุณชลน่านครับ ผมขอเรียนนะครับ เพราะผมได้พูดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นี่ครับ ผมได้พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่า คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข อะไรต่าง ๆ ที่ เลขาธิการได้อ่านมาหมดนะครับ จนถึงมาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ และ มาตรา ๙๘ มีการแก้ไข ก็ให้อภิปรายรวม บางท่านก็อภิปราย บางท่านก็ไม่ได้อภิปรายถึงนะครับ เพราะว่าผู้สงวนส่วนใหญ่ก็เป็นกรรมาธิการ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยเป็นคนอภิปราย อันนี้เราก็ได้ดําเนินการมาถูกต้องแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมขอนิดเดียวครับ ก่อนที่ท่านประธานจะสรุปว่าปิดหรือไม่ปิดนะครับ ซึ่งจริง ๆ การปิด อภิปรายไม่ใช่อํานาจของท่านประธานครับ เป็นอํานาจของสภา ผมถามนิดเดียวครับ
เข้าใจครับ ผมกําลังถามสภา ถ้าสภา ไม่ติดใจ ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรก็ไปครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนิดเดียวครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ท่านสมาชิกที่ได้สงวนความเห็น เอาไว้ในการยกเลิกมาตรา ๙๖ เดิมทั้งหมดและเขียนใหม่อย่างนี้ ผมรอฟังท่านอภิปราย ไม่เห็นมีใครอภิปรายเลยครับ เผื่อผมอาจจะเห็นคล้อยตามท่านก็ได้อย่างไรครับ ผมอาจจะ เห็นคล้อยตามท่านก็ได้ ตรงนี้ถ้าสมมุติท่านปิดอภิปรายไป สิทธิของสมาชิกเหล่านั้น ถูกยกเลิกไปหรือเปล่าครับท่านประธาน ผมถามด้วยความเคารพ จริงอยู่เข้ามาอยู่มาตรา ๓ แต่รายละเอียดในมาตรา ๓ แก้มาตรา ๙๓ เป็นมาตรา ๙๘ นะครับ
คุณชลน่านครับ ท่าน ส.ว. วันชัย ท่านกําลังประท้วงอยู่ครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมไม่ได้ประท้วงนะครับ ผมเพียงแต่จะเรียนท่านประธานว่าท่านประธานจะลืม ผู้ที่แปรญัตติไปหลายคนนะครับ ผมเป็นผู้แปรญัตติมาตราเดียวคือ มาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๙๗ ผมนั่งฟังมาตั้งแต่ตอนบ่าย ผมรอคิวผมอยู่ ผมยังไม่ได้อภิปรายสักมาตราเดียว แล้วผมแปรญัตติมาตรา ๙๗ มาตราเดียวเท่านั้น แสดงว่ามาตราอื่น ๆ ผมอาจจะเห็นด้วย แล้วผมก็สงวนคําแปรญัตติไว้แล้วด้วยครับท่านประธานครับ ผมเรียนให้ท่านประธาน ทราบครับ
ท่านยังติดใจที่อภิปรายอยู่ใช่ไหมครับ
ผมว่ามันเป็นสิทธิ ของผมที่จะอภิปรายนะครับ
ครับ นั่นล่ะผมเรียนถาม ท่านยังติดใจ ใช่ไหมครับ
ใช่ครับ
ถ้าอย่างนั้นผมอนุญาต เชิญเลยครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน มิได้หมายความว่าผมจะไปแซงผู้ที่แปรญัตติไว้ แล้วก็สงวนในมาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ นะครับ ถ้าไม่มีอะไรขัดข้อง ผมขออภิปรายเลยนะครับ เพื่อประหยัดเวลา เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ดังต่อไปนี้ โดยอภิปราย ในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๙๗ การจัดทําบัญชีผู้รับสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง สําหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน รวม ๕๐๐ คน นั่นหมายความว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ มีสัดส่วน ๑ ต่อ ๔ หรือว่าเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. จํานวน ๕๐๐ คน แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันนี้ ให้มี ส.ส. สัดส่วน ๘๐ คน จากจํานวน ๔๘๐ คน นั่นคือคิดเป็นสัดส่วน ๑๖.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนรวม ๔๘๐ คน ส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะแก้ไขเพิ่มเติมนี้ได้เสนอให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขต ๓๗๕ คน และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน ขอเรียนว่า ๑๒๕ คนนี้เป็น ๑ : ๓ ของ ส.ส. แบบเขต หรือ ๑๒๕ คนนี้คิดเป็นจํานวนมากถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของจํานวน ส.ส. ทั้งหมดในร่างที่เสนอ ๕๐๐ คน ทีนี้แบบบัญชีรายชื่อสูงถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คงจะต้องเป็นนัยที่สําคัญ เพราะว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเราไม่เคยมีมากถึง ๑๒๕ คนเช่นนี้ ก็น่าจะใช้จํานวน ๒๕ คนที่เพิ่มขึ้นนี้จากการที่เคยมีสูงสุด ๑๐๐ คน ให้เป็นประโยชน์ ผมเลยขอแปรญัตติมาตรา ๙๗ (๑) แล้วก็ (๓) โดยใน (๑) ได้เพิ่มเติม ตอนท้ายของ (๑) จากการที่บอกว่าบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วยรายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และต้องคํานึงถึงโอกาส สัดส่วน ที่เหมาะสม และความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย ผมได้เติมว่า และให้จัดทํารายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ เรียกว่า รายชื่อประเภททั่วไปจํานวน ๑๐๐ คน และประเภทที่ ๒ เรียกว่า รายชื่อประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน ๒๕ คน เหตุผลก็คือว่า เพื่อไม่ให้นายทุนเข้ามาเรียงชื่อกัน ๑๒๕ คน ใน ส.ส. บัญชีรายชื่อ อย่างน้อยต้องมี ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๒๕ คน เพื่อจะได้ตอบโจทย์ว่าทําไมต้องเพิ่มมากกว่า ๑๐๐ คน เป็น ๑๒๕ คน แล้วก็วรรคสองของ (๑) ภายใต้บังคับ มาตรา ๑๐๑ และมาตรา ๑๐๒ รายชื่อ ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เป็นที่ประจักษ์ในด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี และกฎหมายด้านใดด้านหนึ่ง ด้านละเท่า ๆ กัน จะเห็นว่าในสภาของเราไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี หรือรัฐสภาจะมีปัญหามาก ในการทํางาน อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ก็เกิดความสับสนในเรื่องขัดต่อข้อบังคับหรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าเรามี ส.ส. สัดส่วนที่มาจากด้านเศรษฐกิจก็ดี ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี และที่สําคัญคือด้านกฎหมาย ก็จะทําให้ประสิทธิภาพของ สมาชิกรัฐสภามีบุคลากรที่ดียิ่งขึ้น ต่อมาก็เป็น (๓) (๓) นี้ความเดิมว่าจัดทํารายชื่อ เรียงตามลําดับหมายเลข ผมได้เพิ่มเติมโดยการแปรญัตติว่า โดยการจัดลําดับหมายเลข ทุก ๕ ลําดับหมายเลข ให้ ๔ ลําดับหมายเลขแรกมาจากรายชื่อประเภททั่วไป และหมายเลข ที่เหลือก็คือลําดับที่ ๕ มาจากรายชื่อประเภทผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ เรียงลําดับหมายเลข ตามลําดับ ในด้านที่ ๑ ก็คือด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์หรือ เทคโนโลยี และด้านกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมได้มีการเสนอเอกสารประกอบแจก ตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ เป็นการทําบัญชีรายชื่อทั้งหมด ๑๒๕ คน เพื่อให้คนที่ ๕ คนที่ ๓๐ คนที่ ๕๕ คนที่ ๘๐ และคนที่ ๑๐๕ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ แล้วก็ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านอื่น ๆ ซึ่งถ้าดูจากการจัดทําบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คนที่ผมเสนอ เป็นแนวความคิดใหม่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จัดยากอะไร เพราะว่าผมได้ทําลักษณะของการจัดมาให้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว สมมุติว่าพรรคการเมืองหนึ่งได้สัดส่วน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๕๐ คน จาก ๑๒๕ คน เขาก็จะมี ส.ส. สัดส่วนประเภททั่วไป จํานวน ๔๐ คน และประเภท ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ จํานวน ๑๐ คน ก็รวมเป็น ๕๐ คน จึงขอเรียนท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการแล้วก็ทางสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่าถ้ามี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อถึง ๑๒๕ คน มันต้องตอบโจทย์ให้กับประชาชนว่าทําไมจะต้องมีมากถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของจํานวน ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้น ๑๒๕ คนนี้ควรจะให้อย่างน้อย ๒๕ คนนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า เราจะได้บุคลากรของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาที่มีบุคลากร ที่มีคุณภาพ แล้วก็จะสามารถมาทํางานไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรืออาจจะเกิดการผิดพลาด เหมือนเราที่กําลังคุยกันไป เมื่อช่วงก่อนหน้านี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็จึงขอเสนอเรียนท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการและท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ก็ต้องขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณา ให้ผมได้อภิปราย ในมาตรา ๘๗ ขอบพระคุณครับ
คุณสงวน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สงวน พงษ์มณี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะพูดสัก ๒ นาทีครับ ท่านประธาน เพราะว่าผมรอเวลานี้มานานแล้ว ผมอยากจะเรียนถามผ่านท่านประธานไปยัง ประธานกรรมาธิการว่า เมื่อท่านยืนยันว่าการทําทุกอย่างถูกต้อง ผมเรียนถามว่าท่านใช้คําว่า การเลือกตั้งทั่วไป แล้วท่านไม่ได้ดูมาตรา ๑๐๓ หรือครับ มาตรา ๑๐๓ ไม่ได้เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การแก้ไขไม่มี แต่มาตรา ๑๐๓ ของรัฐธรรมนูญนี้พูดถึงการเลือกตั้ง ทั่วไป ที่เป็นเขตละ ๓ คน พูดชัดว่าพรรคการเมืองจะต้องส่งอย่างไร เมื่อคุณไม่แก้มาตรานี้ แล้วจะตอบคําถามสังคมได้อย่างไร ตอบคําถามรัฐสภาได้อย่างไร รัฐสภาของเราจะตอบ คําถามสาธารณะได้อย่างไรว่าเราสุกเอาเผากินหรือเปล่า เพราะว่ามาตรา ๑๐๓ เขียนขึ้น เพื่อบังคับให้เขตละ ๓ คนดําเนินการได้ แล้วบอกด้วยซ้ําไปว่าพรรคการเมืองจะต้องส่ง ๓ คนให้ครบ ในการเลือกตั้งทั่วไป แล้วคุณไม่แก้เลย ไม่พูดถึงเลย แล้วคิดว่าการแก้ไขอย่างนี้ มันย้อนถึงเรื่องอะไรท่านประธาน ย้อนถึงว่าที่ข้อบังคับเขียนว่าต้องพูดถึงมาตราต่าง ๆ เขากลัวเราตกหล่นครับ วันนี้ก็ตกหล่นจริง ๆ หนึ่งมาตรา ช่วยอ่านทั้งรัฐสภาครับ สมาชิก ทั้งหลายช่วยอ่านมาตรา ๑๐๓ ว่าเหลือไว้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ขอบคุณครับ
คุณเชาวรินธร์
ท่านประธานครับ ตามที่กระผมได้ใช้อํานาจตามข้อ ๑๑๗ เสนอปัญหาให้ประธานได้โปรด วินิจฉัยในที่ประชุมรัฐสภา ผมก็รอโอกาสว่าท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างไร จะสั่งให้ที่ประชุม วินิจฉัยอย่างไร
ผมวินิจฉัยแล้วว่าตกไป เพราะต้อง เสนอตามข้อ ๒๙ ครับ
ข้อ ๒๙ คือเสนอญัตติ นี่ผมไม่ได้เสนอญัตติ ผมเสนอปัญหา
มาตรา ๑๑๗ ต้องมีญัตติมาจึงจะ พิจารณาได้ครับ
ท่านประธานผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๑๑๗ ให้ประธานฟังช้า ๆ นะครับ
ผมก็อ่านแล้วครับ อ่าน ๓-๔ รอบแล้วครับ
เขาบอกว่า ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ ให้เป็นอํานาจของ รัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้วให้ถือว่า คําวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด มันมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจะปล่อยให้ปัญหาคารูอยู่ทําไม เราต้องเบิก ให้มันกว้างแล้วก็มีมติออกมา ซึ่งถ้าหากว่าสภามีมติบอกว่าไม่ขัดตามข้อ ๘๖ ผมก็จะไม่ติดใจ แต่เราจะปล่อยให้ปัญหามันคาอยู่อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วย แล้วผมเสนอก็มีผู้รับรองถูกต้อง ๔๐ คน อยู่ ๆ จะบอกว่าต้องเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร มันไม่ใช่ ผมไม่ได้เสนอญัตติ ผมเสนอปัญหา ในนี้เขียนอยู่ชัดว่า ถ้ามีปัญหาให้นําเสนอมาวินิจฉัยเลย ท่านประธาน ลองทบทวนดูใหม่เถอะครับ
ครับ ฝ่ายนี้ เชิญคุณบุญยอด หรือ คุณวิรัตน์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ถ้าท่านสมาชิกจะได้อ่านตามที่สมาชิกท่านเมื่อสักครู่ได้กล่าว ในข้อ ๑๑๗ ก็ต้องอ่านให้ครบ วรรคสองก็พูดชัดครับท่านประธาน กรุณาอ่านต่อนะครับ การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งอาจกระทําได้โดยประธานขอปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติ โดยมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน ท่านเสนอญัตติไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกระทําก็คือท่านเสนอญัตติไม่ได้ เพราะว่ามาตรา ๑๑๗ ไม่ได้อยู่ ในการเสนอญัตติปากเปล่าครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธาน ด้วยความเคารพสมาชิกนะครับ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ การเสนอญัตติ ท่านประธานครับ ข้อ ๒๙ เขียนไว้ชัดครับ ญัตติทั้งหลายต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ต่อประธานรัฐสภา แปลว่าอะไรครับ แปลว่าต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือและต้องมีสมาชิก รัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน ทั้งนี้เว้นแต่ข้อบังคับกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ข้อ ๑๑๗ กําหนดไว้ ๔๐ คน ก็แปลว่าญัตติตามข้อ ๑๑๗ หากท่านสมาชิกติดใจก็ต้องเสนอล่วงหน้า เป็นหนังสือและมีสมาชิกรับรองอย่างน้อย ๔๐ คน จึงไม่สามารถเสนอด้วยวาจาตามข้อ ๓๑ ได้ เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัยของท่านประธานชอบแล้ว ขอให้ดําเนินการต่อไปครับ ท่านประธาน ญัตติที่ว่าด้วยวาจาตกไปแล้วครับ
ไม่ต้องโต้เถียงอะไรแล้วครับ ก็ถือว่า ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว ท่านเชาวรินธร์ครับหมดแล้วครับ เชิญท่านประธานท่านชี้แจง มีอะไรอีกครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ
ผมไม่โต้เถียงท่านประธาน แต่ผมจะขอรักษาสิทธิในการที่จะเสนอญัตตินี้ เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ขอกราบเรียนท่านประธานว่าในนี้บอกว่าถ้ามีปัญหา แล้วผมจะ ไปตรัสรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่ามันจะมีปัญหา ผมจะได้ทําเป็นหนังสือมา แต่เมื่อท่านประธาน วินิจฉัยว่าให้เสนอเป็นหนังสือ ผมจะทํา เพราะฉะนั้นผมขอย้ําว่าผมขอสงวนที่จะเสนอญัตตินี้ เข้ามาครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กระผมขอเรียนชี้แจงเป็นตอน ๆ ไป ในชั้นต้นนั้นได้มีผู้กล่าวหาผมกันไว้หลายประเด็น ขออนุญาตชี้แจงตอนนี้นะครับ เพราะ ตอนระยะช่วงกลาง ๆ นั้นก็คิดว่าให้อภิปรายกันได้เต็มที่ จะได้ไม่ขัดขั้นตอนกันไปเป็นตอน ๆ นะครับ มีอยู่ ๒-๓ ท่านครับ ท่านสถาพร มณีรัตน์ หรือว่าท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ท่านได้พูดถึงเรื่องของการลงคะแนนตั้งแต่มีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการนะครับ มีคะแนน เท่ากัน ท่านก็ตั้งคําถามว่าทําไมผมไม่รอเอาไว้ก่อน ซึ่งต้องเรียนว่าผมก็ตัดสินใจลงคะแนนไป ข้างใดข้างหนึ่ง ต้องเรียนกับท่านทั้งสองอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วนั้นการลงมติกันในทุกครั้ง ทุกที่นะครับ ประธานทุกแห่งส่วนใหญ่ก็จะต้องดําเนินการ เพื่อจะต้องตัดสินนะครับ เมื่อมติเท่ากันก็จะต้องลงมติตัดสินไปเป็นข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าค้างกันไว้อย่างนั้นการดําเนินการ ต่อไปจะดําเนินการต่อไม่ได้เลย ทุกอย่างจะหยุดชะงักกันไปหมด ต้องเรียกว่าผมไม่ได้ทําผิด อะไรเลย ข้อบังคับทุกอัน ไม่ใช่เพียงแต่ข้อบังคับรัฐสภานะครับ ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร นี่ถึงแม้สภาใหญ่นี้ ถ้าคะแนนเท่ากันท่านประธานตัดสินนะ เขาเขียนไว้ในข้อบังคับครับ ในข้อบังคับข้อ ๕๒ วรรคสามของข้อบังคับรัฐสภาซึ่งก็ต้องใช้ในที่ประชุมของการประชุม คณะกรรมาธิการนั้น ผมอ่านให้ฟังนิดเดียวครับ ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธาน ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด และออกเสียงชี้ขาดของประธานให้กระทําเป็น การเปิดเผยโดยให้เหตุผลหรือไม่ก็ได้ ผมก็ทําเปิดเผยนะครับ และอีกประการหนึ่งก็คือ โหวตแรกผมไม่ได้โหวต ไม่ได้ลงคะแนนครับ เพราะฉะนั้นเมื่อคะแนนเท่ากันผมก็ตัดสินครับ ซึ่งก็ทําโดยปกติที่วิญญูชนทั้งหลายควรจะทํา ใครที่เป็นประธานทุกคนท่านก็ต้องทําอย่างนี้ เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านต่อว่าว่าทําไมไม่รอเอาไว้ ไม่เก็บเอาไว้ ที่มีคนทักท้วงไว้นั้น จริง ๆ มันต้องเป็นหน้าที่ของประธาน ถ้าผมไม่ทําอย่างนั้น ป่านนี้ท่านไล่เบี้ยผมอยู่ไม่ได้ ไปแล้ว เพราะว่าจริง ๆ แล้วจะต้องตัดสินนะครับ
ส่วนอีกอันหนึ่งคือ ท่านบอกว่าลงมติก่อนแล้วแจ้ง ก่อนที่ผู้แปรญัตติจะไป ชี้แจง อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดาที่ทํากันอยู่นะครับ ถ้ากรรมาธิการไม่ได้ตั้งหลักกันไว้ ว่าที่ดําเนินการไปแล้วนั้นเราจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง กรรมาธิการต้องพิจารณากันก่อนทุกครั้ง พิจารณากันเสร็จเรียบร้อยก็เชิญผู้แปรญัตติมา ผู้แปรญัตติมา ถ้าตรงกับเราก็ใช้ได้ ถ้าท่านชี้แจง พวกเราเห็นคล้อยตามท่านผู้แปรญัตติ ซึ่งเราก็ต้องถือหลักของเราไว้ก่อน ถ้าเห็นคล้อยตามปุ๊บ ปรับปรุงกันได้ แก้ไขกันได้ แต่ว่าต้องมีหลักยืนไว้ก่อนว่าทั้งหมดกรรมาธิการจะเอาอย่างไร ต้องมีมาก่อนครับ ซึ่งเราก็พิจารณากันแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ได้ทํากัน ผมขออนุญาตตอบเล็ก ๆ อีกนิดหนึ่ง เมื่อกี้ที่หลายท่านลุกขึ้นอภิปรายในที่ท่านแปรญัตติ เอาไว้นะครับว่าเอาเขตจังหวัด แล้วก็เขตละ ๓ คน แล้วก็ ๑ คน ลงคะแนนได้ ๑ เสียง แล้วก็ เอาคะแนนมาเรียงลําดับกัน คือถ้าไม่คิดอะไรเลยก็ดูดี แต่ท่านคิดถึงพรรคการเมืองนะครับ เพราะว่าเลือกตั้งอย่างนี้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อย่างบางท่านที่บอกว่า ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วในส่วนเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งนั้นให้ลงคะแนนได้ ๑ คะแนน ให้ผู้สมัครสมัครกันยาว ๆ แล้วก็ลง ๑ คะแนน พรรคการเมืองทุกพรรคที่นั่งเงียบ กันหมดนี้ เพราะว่าไปดําเนินการอย่างนั้นมันทําไม่ได้ ที่ทําไม่ได้เพราะว่าท่านลองส่ง กรุงเทพมหานครลง ๓๖ คน สมมุติอย่างนั้นนะครับ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอะไรก็ตามส่งเข้าไป ๓๖ คนแล้วบอกว่าให้ลงคะแนน ๑ คะแนน เพื่อจะเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎร ๓๖ คนนั้นตีกันตายเลยครับ มันไปไม่ได้ ความเป็นจริงพรรคการเมืองจะอยู่ไม่ได้ กันเลยครับ จังหวัดที่มีผู้แทนราษฎรกี่คน ๆ ถ้าลงคะแนนอย่างนั้นมันไปไม่ได้ มันก็จะเสียหาย กันไปหมด เพราะนั้นแนวทางก็ดี แต่ว่าแนวทางปฏิบัติจริง ๆ ก็คงทําได้ยาก เพราะฉะนั้น เราก็ได้ดูกันเรื่องเหล่านี้แล้วที่ท่านได้แปรญัตติเอาไว้
ส่วนในมาตรา ๙๓ นั้น ก็ต้องขออนุญาตว่าการพิจารณาก็พิจารณา เป็นตอน ๆ ไป ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าจริงๆ ตัวเลขก็เป็นเรื่องยากที่จะมาบอกว่าตรงนี้ พอเหมาะพอดี ทําไมมันจะต้องเป็นตัวนี้ ตัวนี้คือตัวที่ดีที่สุด ทําไมเลขตัวนี้จะต้องเป็นอย่างนี้ ในเรื่องของทางการเมือง จํานวนพรรคการเมือง ตัวเลขที่เหมาะสม เป็นที่พอใจกันได้ โดยทั่วไปก็ถือว่าใช้ได้นะครับ แต่ว่าจะถือว่าดีที่สุด อย่างไรที่สุด ก็แล้วแต่ความคิด ความเห็น ของแต่ละส่วน แต่ละคนกัน แต่ละพรรคการเมือง หรือว่าแต่ละกลุ่ม แต่ละที่กันนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขเหล่านี้มายืนยันว่าดีที่สุด หรือว่าอย่างไรที่สุด คงอธิบายกันถึงขนาดนั้น คงไม่ได้ แต่ว่าที่มาของผู้แทนราษฎรที่เคยมีมานะครับ ที่ผมได้เล่าให้ฟัง จริง ๆ แล้วคราวนี้ ตามมาตรา ๙๓ เริ่มจากจํานวนผู้แทนราษฎรที่กําหนดเอาไว้ คือ ๕๐๐ คน ในมาตรา ๙๓ ที่เสนอเข้ามานะครับ ในจํานวน ๕๐๐ คนนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นตัวเลขที่พอเหมาะแล้ว ที่ผมเห็น อย่างนี้เพราะว่าอันนี้เป็นข้อเสนอมาจากคณะรัฐมนตรี เป็นร่างแก้ไขของคณะรัฐมนตรี อย่างน้อยบรรดาพรรคการเมืองที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีนั้นก็น่าจะเห็นพ้องต้องกันเหมือนกันว่า อันนี้ ๕๐๐ คนนี้พอดี ในส่วนของทางด้านพรรคฝ่ายค้านนะครับ ท่านก็อยู่ในแนวทาง ท่านเคยพูดอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ นั้นก็รับกันได้อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลข ๕๐๐ ที่อยู่ในนั้นผมก็เห็นไม่มีใครขัดข้อง และส่วนท่านวุฒิสมาชิกทั้งหลายท่านก็พูดกันในส่วนเหล่านี้ เท่าที่ฟังดูก็ยังไม่เห็นมีใคร ขัดข้องเท่าไร จะมีมาบ้างนะครับที่แปรญัตติที่มองเห็นกันอยู่ก็คือจํานวนตัวเลข ๓๐๐ ๑๐๐ อะไรต่าง ๆ นั้นมีกันไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็รับกันได้ในจํานวน ๕๐๐ คน ก็ถือว่าจํานวน ๕๐๐ คนนี้ถือว่าเป็นที่พอรับกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นเวลาคิดว่าจํานวน ๕๐๐ คนแล้ว พอเวลามาแบ่งสัดส่วนจะมากันอย่างไร ผมเรียนว่าตลอดระยะเวลาที่มีการเลือกตั้งกันมา ยาว ๆ มานมนานแล้ว วิธีการคิดของผู้แทนราษฎร ที่มาของผู้แทนราษฎร วิธีคิดเขาคิด อย่างไรครับ ผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนมาจากไหนครับ มาจากเอาจํานวนมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ เอาจํานวนประชากรมาเป็นตัวแปร เพราะฉะนั้น ๕๐๐ นี่ พอเอาประชากรทั้งหมดมาหารเข้า มันก็จะออกตัวเลขมาประมาณ อาจจะ ๑๗๐,๐๐๐ คน อะไรประมาณอย่างนี้ ก็สุดแล้วแต่ ตัวเลข อันนั้นเป็นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งเวลาคิดจํานวนผู้แทนราษฎร เขาใช้คิดจากเอาประชากร เป็นตัวตั้ง แล้วผู้แทนราษฎรจะอย่างไรก็แล้วแต่ เราจะเห็นอยู่เสมอนะครับว่าราษฎรมี ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อผู้แทนราษฎร ๑ คน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นอย่างนี้ เราก็เลยคิดว่าจํานวน ๑๕๐,๐๐๐ คนเป็นจํานวนที่มาตรฐานแล้ว เราเรียกว่าอย่างนั้นนะครับใช้ตัวนี้มาตลอด พอขึ้นไปเป็น ๑๗๐,๐๐๐ คน พวกเราบางทีก็หงุดหงิด จริง ๆ แล้วผมเรียนว่าถ้าผมเอามา เล่าให้ฟังท่านคงนึกออกนะครับ ๑๕๐,๐๐๐ คนนี่เราใช้มาเวลาหนึ่งเท่านั้นเองเราเคยมี ผู้แทนราษฎร ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ ใช้มาเยอะเลยครับ ใช้มาหลายครั้งด้วยผมเล่าให้ท่านฟัง นิดหนึ่งนะครับ ผมเอาตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ นะครับ ปี ๒๔๗๕ เรามีผู้แทนราษฎรมาจัดตั้งเฉย ๆ ปี ๒๔๗๖ อันนี้มาจากทางอ้อม ไม่เอา ไม่ต้องมาพูดแล้วนะครับ แต่ว่าปี ๒๔๘๐ เราใช้วิธี เลือกตั้งโดยตรง แล้วก็แบ่งเขต เขตละ ๑ คน แล้วแต่ละเขตมีผู้แทน ๑ คน ประชากร ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ เราใช้ ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ คนมาหลายครั้งครับ อย่างน้อย ๆ ผมคิดว่า ๔ ครั้ง เพราะฉะนั้นเรามีผู้แทนราษฎรช่วงนั้น ๙๑ คนนะครับ ปี ๒๔๘๐ ปี ๒๔๘๑ ก็คือ ๙๑ คน พอถึงปี ๒๔๘๙ เราได้ผู้แทนราษฎร ๙๖ คน เราย่อเรายังมีครับ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ๒๐๐,๐๐๐ ต่อคน ๑๕๐,๐๐๐ ต่อคนนะครับ ๑๐๐,๐๐๐ คนเรายังมีเลย เรายังเคยทําเลยครับ ในอดีต ที่ผ่านมาเรามีราษฎร ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อผู้แทนราษฎร ๑ คน ในช่วงนั้นอยู่ในปี ๒๔๘๙ ครับ เขามาเพิ่มผู้แทนราษฎร ต้องเลือกตั้งเพิ่มเข้ามาอีก เราได้ผู้แทนราษฎรเลือกตั้งเพิ่มเข้ามาอีก ๘๒ คนครับ รวมผู้แทนราษฎรตอนนั้น ๑๗๘ คนนี่ผมเล่าให้ฟังอย่างนี้จะมองเห็นนะครับว่า พอมาถึงปี ๒๔๙๑ ลดผู้แทนราษฎรครับ คราวนี้ลดจํานวนผู้แทนราษฎรอย่างที่เรากําลัง บ่นกันอยู่นี้ครับ ผู้แทนราษฎรที่เลือกตั้งมาตามเขต จาก ๑๗๘ คนนะครับ ลดเหลือ ผู้แทนราษฎร ๑๐๐ คน อัตรา ๒๐๐,๐๐๐ : ๑ คนกลับมาใหม่อีก ที่หลายคนอาจจะคิดว่า ผู้แทนราษฎรไม่เคยลด ลดนะครับ เคยลดมาเมื่อปี ๒๔๙๑ แล้วก็มีการเลือกตรงมา หลังจากนั้นเราจะใช้อัตรา ๑๕๐,๐๐๐ ต่อคนเรื่อยมา เราจะมีผู้แทนราษฎร ๑๒๓ คน ปี ๒๕๐๐ ๑๖๐ คน ปี ๒๕๐๐ อีกครั้งหนึ่งก็ ๑๖๐ คน เราเลือก ๒ ครั้งนะครับ พอปี ๒๕๑๒ เลือกรวมเขตนะครับ ช่วงนั้นรวมเขตทั้งหมด ปี ๒๕๑๒ ท่านประธานเราเป็น ผู้แทนราษฎรด้วย ท่านเป็นพวกรวมเขตรุ่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็แบ่งเขต แบ่งเขตกันมาเรื่อยครับ เรามีผู้แทนราษฎร ๒๖๙ คน เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้มันจะผันแปรไป เรื่อย ๒๗๙ คน ๓๐๑ คน ๓๐๑ คนก็มีนะครับ ๓๒๔ คนในปี ๒๕๒๖ ๓๔๗ คน ๓๕๗ คน ในปี ๒๕๓๑ พอในปี ๒๕๓๕ ล็อกตัวเลขครับ อย่างที่เรากําลังทําอยู่เดี๋ยวนี้คือล็อกตัวเลข เรามีผู้แทนราษฎร ๓๖๐ คน และเขาก็ล็อกตัวเลขไว้เลย ๓๖๐ คนนี้ทําไปได้ ๒ ครั้ง ปี ๒๕๓๕/๑ ปี ๒๕๓๕/๒ พอถึงปี ๒๕๓๘ เปิดไปตามอัตราส่วนใหม่ใช้ ๑๕๐,๐๐๐ : ๑ อีก ก็เป็น ๓๙๑ พอปี ๒๕๓๙ ๓๙๓ คน พอมาปี ๒๕๔๔ เรามีการเปลี่ยนแปลง มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไรครับ เปลี่ยนแปลงก็คือเอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง เอาผู้แทนราษฎรเป็นตัวตั้ง เมื่อก่อนนี้เอาจํานวนเป็นตัวผันแปรนะครับ เอาตัวเลขของประชากรเป็นตัวตั้ง แต่ครั้งหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ มานี้เราใช้ผู้แทนราษฎรเป็นตัวตั้ง ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ คือเรามีบัญชีรายชื่อด้วย จากที่นักวิชาการคิดกันนะครับ ไม่ใช่พวกเรา เป็นนักวิชาการ ไม่ใช่นักการเมืองคิดนะครับ พวกนักคิดทั้งหลายเขาก็คิดออกมาเป็น ๔๐๐ : ๑๐๐ พอมาปี ๒๕๔๘ เราก็ยัง ๔๐๐ : ๑๐๐ ๕๐๐ เหมือนกัน ล็อกตัวเลข พอมาถึง ปี ๒๕๕๐ มีการเปลี่ยนแปลง คือจาก ๔๐๐ ของเขต แล้วก็มีเขตย่อย ๆ อย่างที่พวกเราเป็น จริง ๆ ก็คือกลุ่มพวกเรานี้นะครับ รุ่นนี้คือรุ่นของพวกเรา คือ ๔๘๐ คน แล้วก็จะมีกลุ่ม จังหวัด ๘ กลุ่ม อันนี้มาเขียนกันใหม่ ผมเรียนว่าในระหว่างช่วงปี ๒๕๓๙ ที่มีการแก้ไข มาเป็นบัญชีรายชื่อต่าง ๆ นั้น มาจนถึงวันนี้ผมเชื่อว่าในเรื่องของบัญชีรายชื่อนั้น พวกเรา รับกันได้แล้ว รับกันได้ว่าผู้แทนราษฎรน่าจะมีบัญชีรายชื่อ เพราะอย่างน้อย ๆ เราต้อง ยอมรับว่าบัญชีรายชื่อในปี ๒๕๔๔ ที่เรามีผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ว่าทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าพรรคชาติไทย พรรคอะไรต่าง ๆ ก็เฟ้นหาคนที่เข้ามาอยู่ในบัญชี รายชื่อนี้ เฟ้นหากันมาเต็มที่ครับ ถ้าท่านย้อนไปอ่านดูจะเห็นชื่อคนที่มีชื่อเสียง ที่มีความสามารถ ที่มีดี ๆ กันเยอะเลย เข้ามาช่วยที่จะทําให้การเมืองมันขยับเขยื้อนขึ้นมาได้ ดีขึ้น ผมว่าแนวทางต่าง ๆ นั้นที่พวกเรามาถึงวันนี้ กลุ่มพวกนั้น ก็ช่วยกันทําให้การเมือง เหล่านั้นดีขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางของบัญชีรายชื่อถือว่าได้มีการพัฒนา เพราะฉะนั้น การเมืองช่วงนั้นมีการพัฒนาในเรื่องของพรรคการเมืองมากยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่า ช่วงปี ๒๕๔๔ นั้น พรรคการเมืองเริ่มที่จะขยับเขยื้อนแข็งแรงขึ้น จะมีนโยบายมาแข่งขันกัน จะมีแนวทางต่าง ๆ ออกมาเยอะแยะ จนกระทั่งมาจนถึงเกือบจะเรียกว่าทุกวันนี้นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่ามันจะมีคนอยู่จํานวนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกันทํา เพราะฉะนั้น แนวทางเหล่านี้ก็ได้ดําเนินการกันเรื่อยมา ผมเชื่อว่าพวกเราก็เลยล็อกจํานวนในเรื่องของ บัญชีรายชื่อนี้ได้อยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตามปัญหาต่าง ๆ ๔๐๐ เขตที่ว่าเอาไว้นี่ก็เป็นเขตละคน ในปี ๒๕๔๔ กับปี ๒๕๔๘ ก็ยังเป็นเขตละคนนะครับ เพราะฉะนั้นเราแบ่งประเทศออกเป็น ๔๐๐ เขต บัญชีรายชื่อนั้นก็ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเราใช้อย่างนั้นมา แต่ว่าในที่สุดแล้ว ปัญหาที่ได้เล่าให้ฟัง คือผมเอง ก็ไม่ได้อยากพูด ไม่ใช่พวกผมนะครับ ไม่ใช่พวกเรานักการเมือง คนที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เป็นคนข้างนอก ไม่ใช่นักการเมือง อย่างพวกเราด้วยซ้ําไปครับ เพราะฉะนั้นเขาเขียนมานี่เขาได้ดูกันมาตลอดว่าการเลือกตั้งกัน ในแต่ละครั้ง แต่ละหน จาก ๔๐๐ เขต ที่เขตมันเล็ก ๆ อย่างนั้นมันมีปัญหาจริง ๆ มันมี การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งมีหลายคนบอกไม่อยากให้พูด ผมพูดไปไม่ใช่ว่า เพราะผมเห็น อย่างนั้นนะครับ คนข้างนอกเขาเห็นอย่างนั้น แล้วเขาก็เอาไปเขียนแก้ปัญหาให้แก้ปัญหา โดยรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กลับไปใหม่ครับ จากเขตแบ่งประเทศ เป็น ๔๐๐ เขต แบ่งใหม่ออกมาเป็นประเทศ เราไม่ใช่ ๔๐๐ เขตแล้วครับ จังหวัดไหน มีผู้แทนราษฎรได้ ๓ คน ก็คือพวกเรานี่ครับ ๓ คนก็เลือกผู้แทนราษฎรได้ในเขตหนึ่ง เขตอะไรก็ว่าไป เท่าที่ผมเรียงลําดับให้ฟังจะมองเห็นว่าเรามีปัญหากันมาเป็นตอน ๆ จนกระทั่งถึงขณะนี้เรามีปัญหาว่าเวลาพอขึ้นมาใหม่หลายพรรคการเมือง รวมทั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์เมื่อมีปัญหา รวมทั้งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาชื่ออะไร ต่างคน ต่างเสนอขึ้นมาว่าถ้าจะมีการเลือกตั้ง ถ้าจะแบ่งเขตตามข้อเรียกร้องของหลายพรรค การเมืองที่เคยมีกันนั้นถ้าแบ่งเขตก็เขตละคน ก็ทําได้ครับ เขตละคน แต่ว่าในเขตละคนนั้น ถ้าให้กลับไป ๔๐๐ เขตอย่างเดิมปัญหามันก็จะกลับมาอีก อาจจะมีอีกสักครั้ง สองครั้ง แล้วก็อาจจะย้อนกลับไปอีกว่าในที่สุดแล้วมีคนข้างนอกที่เขียนรัฐธรรมนูญ คนข้างนอก ก็อาจจะกลับมาเขียนใหม่ สุดท้ายก็กลับไปเขตละ ๓ คนใหม่ เพราะว่าจะเจอปัญหา อย่างที่ว่านี้ครับ เพราะฉะนั้นคณะครั้งหลังสุดเขาก็เลยคิดว่าเขตมันน่าจะใหญ่ขึ้นมา เพื่อที่จะให้การซื้อสิทธิ ขายเสียง มันได้ยากขึ้นสักหน่อยหนึ่ง อันนี้พวกเราจะคิดอย่างไร ก็สุดแล้วแต่นะครับ แต่นี่เป็นคนนอกเขาคิดขึ้นมาอย่างนี้ คิดออกมาแล้วมันต้องขยาย ทีนี้ มันจะขยายเท่าไร ถ้าพูดกันตามจริง ขยายดี ๆ จริง ๆ มันต้องขยายเยอะ ๆ ขยายเข้ามา อย่างที่หลายท่านทางวุฒิสภาพูดว่าขยายไปเป็นร้อยเลย ให้มีผู้แทนราษฎรเขตใหญ่ ๆ ขึ้นมา เขตละคน เอาให้เหลือสัก ๒๐๐ เขต หรือ ๓๐๐ เขต สมมุติอย่างนั้น แล้วก็เนื่องจากเราล็อก ตัวเลขเอาไว้ ๕๐๐ ก็จะเหลือผู้แทนราษฎรในบัญชีรายชื่อเอาสัก ๒๐๐ แต่ท่านเชื่อไหมครับ ในกรณีอย่างนี้ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องให้ผ่านสภา พอบอกว่าลดจํานวนไปสัก ๑๐๐ ไม่ต้องเอาเข้าหรอกครับ แค่ผ่านหน้าสภามันก็ไปไม่ได้แล้วรัฐธรรมนูญอย่างนั้น เพราะคนในสภาไม่มีใครเอาครับ เพราะว่าลดไปตั้ง ๑๐๐ แต่ว่าพอลดอย่างนี้แล้วไม่ได้ จะลดเท่าไรเพื่อจะให้เขตขยายขึ้น เขาก็ประนีประนอมกันอย่างมากที่สุดแล้วนะครับว่า เขตขยายได้อย่างเก่งก็สัก ๒๕ อันนี้ผมต้องดูนะครับ จากที่ฟังกันมาทั้งหมดก็ประมาณอย่างนี้ พอเป็นไปได้ ๕๐ ไหวไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ได้ประมาณอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้น ส่วนที่เหลือนั้นจะไปที่ไหนครับพวก ๕๐๐ เพราะลดไป ๒๕ ก็ไปอยู่ในบัญชีรายชื่ออีก ๒๕ ก็เป็น ๑๒๕ กับ ๓๗๕ หลายคนอาจจะบอกตัวเลขมันไม่สวยเลย แต่จริง ๆ ต้องเรียนว่า เรามีตัวเลขไม่สวยมาเยอะครับ ที่ผมอ่านให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ครับ เมื่อสักครู่เรารวมเขต เขตละ ๓ คนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราเพิ่งมาเป็นเขตละคนอย่างที่ว่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น ตัวเลขตรงนี้ผมต้องเรียนว่ามันมาอย่างนี้ที่มากัน เพราะฉะนั้นผมพูดจริง ๆ ว่าถ้าโดย ลึก ๆ แล้ว ถ้าถามผู้แทนราษฎรพวกเรา ผมต้องขอเวลาท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งนะครับ อยากจะถามผู้แทนราษฎรพวกเราจริง ๆ ถ้าลงคะแนนลับถามว่าท่านอยากจะได้อะไร อยากจะได้เลือกตั้งเขตอย่างไร ผมว่าย้อนกลับไปเขตละ ๓ คนเป็นแถวเลยครับ ถามว่าทําไม รู้ไหมครับ เพราะว่าท่านมาจากเขตละ ๓ คน พอไปเหลือเขตละคนไม่รู้จะได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเขต ๓ คนนี่ก็ท่านเป็นผู้แทนราษฎรมาจากเขตอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะ กลับไปเขตละ ๓ คน แต่เมื่อบางพรรค ท่านหัวหน้าพรรคบางพรรค หรือพรรคการเมือง บางพรรคก็อยากได้อย่างนั้น ก็กลับไปกลับมา นักวิชาการช่วยกันคิดออกมาอย่างนี้ เราก็ดําเนินการกันไปตามนี้ เราก็รับกันได้ว่าเมื่อเขตอย่างนี้มันจะกลับไปอย่างเดิม ก็คงลําบาก ๔๐๐ : ๑ ก็คงลําบาก เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าตัวเลขเหล่านี้ที่มานั้นผมเชื่อว่า ผมก็พยายามจะอธิบายให้ท่านฟังว่าตัวเลขนี้คงจะเหมาะสมแค่ไหนนั้นก็บอกแล้วว่าตัวเลข ก็คือตัวเลข ก็เป็นไปตามที่มันควรจะเป็นก็เท่านั้นเอง ผมก็คิดว่าได้ชี้แจงในเรื่องเหล่านี้ ไปตามสมควรแล้ว ส่วนอื่น ๆ นั้นผมคิดว่าได้พูดได้จากันไปบ้างตามสมควรนะครับ คงพอเข้าใจกันได้ ก็ถือโอกาสนี้ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายได้ฟังในเรื่องรายละเอียดอย่างนี้ ไปพอสมควรครับ ขอบคุณนะครับ
ผมว่าเราได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้ว ก็ปิดอภิปรายได้แล้วนะครับ จะชี้แจงไหมครับ เชิญชี้แจงครับ
มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง ในรัฐธรรมนูญเขียนเรื่องวรรคหนึ่ง เรื่องการส่ง
ให้ประธานชี้แจงครับ
วรรคสอง ทําไมไม่ตัด แล้วมันจะไปแก้เป็นเขตละคนแล้ว รัฐธรรมนูญเขียน มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง เรื่องเขตเกิน ๑ คน แล้วจะตอบคําถามอย่างไรว่าเมื่อแก้มาตรานี้ มาตรา ๑๐๓ มันเกี่ยวเนื่อง กับเขตละ ๓ คนเลย ชัดเจนเลยวรรคสอง ถ้าท่านบอกว่าไม่ตัดเพราะลืมก็ตอบว่าลืม
ผมเรียนอย่างนี้ ครับว่าจริง ๆ คณะกรรมาธิการชุดนี้รับงานนี้มาจากสภา ผมรับมาเท่านี้ครับ มาดูแลในส่วน อย่างนี้ ในรายละเอียดนี้ เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่ายังขาดตกบกพร่องอะไรก็ต้องว่ากันต่อนะครับ เพราะที่รับมาก็รับเท่านี้ ผมจะไปเขียนอะไรเพิ่มเติมแยกแยะไปจากนี้ก็คงไม่ใช่ส่วนนี้แล้วครับ
ก็พอได้เนื้อหาสาระแล้ว เพราะรับมา เท่านี้ก็ทําเท่านี้ก็ถูกต้องแล้ว แล้วสภาจะรับหรือไม่รับก็อีกเรื่องหนึ่ง มีอะไรครับ ตั้ง ๒-๓ คน เชิญคุณประยุทธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานเองก็คงจะรู้ดีแก่ใจว่าความบกพร่องมีท่านสมาชิกวุฒิสภานั้นก็ได้ท้วงติงกัน หลายจุดหลายประเด็น การที่ลนลาน การที่อะไรที่ไม่รอบคอบมันจะก่อให้เกิดปัญหาขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่กระผมหรือใครต้องการ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าแก้ไขแล้วไม่ใช่ว่าแก้ไข มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ได้เท่านั้น มาตรา ๑๐๓ ของ รัฐธรรมนูญมันมีไว้โทนโท่ ทําไมไม่แก้ถึงทั้งระบบ ท่านประธานครับ ในฝ่ายราชการ ฝ่ายบริหารฝ่ายคณะรัฐมนตรีนั้นก็มีคณะกรรมการกฤษฎีกา และฝ่ายปีกรัฐบาลก็มี นักการเมืองที่เก่งกฎหมายหลายคน นี่มันตกม้าตายนี่ครับ จะบอกว่าแก้ไขไม่ได้ ทําไม่ได้ กระผมก็ไม่อยากจะท้วงติงว่าท่านทําไม่ได้ก็จริง แต่เมื่อรูปแบบการเสนอแล้วไม่ครบถ้วน กระบวนความแล้วทั้งระบบ เมื่อระบบมันไปไม่ได้ ท่านประธานจะดันทุรังไปทําไมล่ะครับ ท่านประธานท่านอ่านนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๓ ก็มีเจตนารมณ์ว่าพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าเป็นผู้สมัคร รับเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งใด คําว่า เขตเลือกตั้งใด ถ้าจะตีแบบตะแบงก็บอกว่า เขตเล็กเขตเดียว ได้ครับ ตรงนั้นได้ ไม่เป็นไร ต้องส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งให้ครบ จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น ท่านประธานครับ เขตไหน ที่ไม่พึงมี ถ้าในกรณี ๑ คนเขาไม่เขียนอย่างนั้นในทางกฎหมาย แต่ถ้าพึงมีได้ ๒ คน ๓ คน แปลว่า ๑ คน หรือ ๒ คน หรือ ๓ คน เขาถึงเขียนขยายความเพื่อให้เกิดความรัดกุม เพื่อให้ เกิดความชัดเจน ครอบคลุมถึงทั้งระบบในการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ วรรคสองก็ยัง สําทับเขียนอีก ในวรรคหนึ่ง และจะส่งเกินจํานวนดังกล่าวมิได้ คําว่า จํานวนดังกล่าวมิได้ ไม่ได้หมายความว่าเขตเลือกตั้งเขตเดียว เบอร์เดียว แล้วจะสมัคร ๒ คน ส่งสมัคร ๒ คน ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในสภาพที่จะบังคับในการเลือกตั้ง ท่านประธาน เองท่านก็จบรามคําแหง รู้สึกจะปริญญาโท ปริญญาเอกมาแล้ว ท่านรองประธานก็เช่นกัน ครับ การตีความกฎหมายอย่าตะแบง ถ้าตะแบงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ มันเป็นไปไม่ได้
วรรคสอง เมื่อพรรคการเมืองใดส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งครบจํานวน ตามวรรคหนึ่งแล้ว ท่านประธานครับ ครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง เห็นเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ไม่ใช่ ๑ คน ไม่ใช่เขตเลือกตั้ง ๑ คน ถ้าเขตเลือกตั้ง ๑ คนก็จะเขียนอีกต่างหาก เขียนคนละอย่าง แม้ภายหลังจะมีจํานวนลดลงไม่ครบจํานวน ไม่ว่าเหตุใด ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น ส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งครบจํานวนแล้ว ในวรรคสองก็ชัดเจน เมื่อมันมีปัญหา ไม่ใช่ว่า บ้านเมืองถล่มทลาย ผมเป็นคนมาจากการเลือกตั้งซ่อมด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ ไม่หวังอยากจะให้ยุบสภา และไม่ได้เรียกร้องให้อยู่ต่อไป ถ้าแม้นว่ามันไปไม่ได้ จะยุบวันนี้ กระผมก็ไม่ได้ขัดข้อง
วรรคสาม เมื่อพรรคการเมืองใดส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองนั้นหรือผู้สมัครเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นจะถอนการสมัครรับเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งมิได้ ในสิ่งเหล่านี้มันมัดเป็นเปราะ ๆ ท่านประธานครับ เราอย่าตะแบงเลย ถ้าท่านประธานอยากจะให้มีการยื่นญัตติ กระผมก็จะขอยื่นญัตติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ให้รัฐสภาตีความ ผมจะยื่นกับท่านประธานเดี๋ยวนี้ครับท่านประธาน
ก็เข้าสารบบ สารบัญ ให้มันตามหลัก เลขาธิการก็รับเรื่องไว้แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ไป ก็มีแค่นั้นครับ คือผมคิดว่าพอสมควรแล้ว กระมัง คุณอดุลย์มีอะไรอีกล่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส. แม่ฮ่องสอน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมใคร่ขอเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่าน ท่านประธานไป เนื่องจากกรรมาธิการมีการแก้ไขโดยการเพิ่มคําว่า ทั่วไป ในวรรคหก ท่านประธานครับ ผมคิดว่าตามที่คณะรัฐมนตรีส่งร่างเริ่มต้นมานั้นที่จริงก็ล้อกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคําว่า ทั่วไป อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ แต่ผลปรากฏว่าเมื่อส่งร่างเข้ามาปั๊บ กลับไม่มีคําว่า ทําให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใด ไม่มีคําว่า ทั่วไป ตัดออกไป แต่กรรมาธิการเพิ่มเข้ามา ผมคิดว่ามันน่าจะมีนัยสําคัญ ในเมื่อทางคณะรัฐมนตรีก็มีนักกฎหมาย แล้วก็ได้พิจารณา มาอย่างรอบคอบแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่าในวรรคนี้ระบุว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ ใด ๆ ทําให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใด คือหมายความว่ามีการเลือกตั้งใหญ่ทําให้มีจํานวน ไม่ถึง ๕๐๐ คน แต่ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้หมายถึงว่าถ้าเกิดว่าขาดจาก ๕๐๐ ไปสัก ๒๕ คนนี้ ก็ให้สภานี้ทําหน้าที่ได้ แต่ถ้าหากว่ามีเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม เหตุการณ์ ใด ๆ ก็ตามนะครับท่านประธาน อย่างเช่นว่ามีเหตุการณ์ที่ทําให้สมาชิกหายไปสัก ๕๐ คน พอ ๕๐ คนปั๊บ วรรคสี่ก็บอกว่าให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เท่าที่มีอยู่ แต่หมายความว่า ยังไม่มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาแทนตําแหน่งที่ว่าง แต่ถ้าหากว่ามีการเลือกตั้งแล้ว มีเหตุการณ์ใดก็ตามที่ทําให้จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ถึง ๕๐๐ คน ไม่ถึง ๕๐๐ คนนะครับท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรยังทําหน้าที่ได้ ต่อไปหรือไม่ ในเมื่อวรรคแรกบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจํานวน ๕๐๐ คน แต่ผลปรากฏว่าถ้าเกิดเพิ่มเข้าไปว่าเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ก็หมายความว่าเลือกตั้งใหญ่ จํานวนไม่ถึง ๕๐๐ คน แต่ไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ สามารถเป็นสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่หลังจากที่มีการเลือกตั้งซ่อม มันไม่ใช่เลือกตั้งทั่วไปนะครับท่านประธาน แล้วจํานวนไม่ถึง ๕๐๐ คน จะเป็นสภาผู้แทนราษฎรและทําหน้าที่ได้ต่อไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมขอเรียนถาม ท่านประธานว่าอันนี้มีนัยสําคัญหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่ใส่คําว่า ทั่วไป จะดีกว่าหรือไม่ เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งใดก็ได้ เลยขออนุญาตเรียนถามท่านประธานกรรมาธิการผ่าน ท่านประธานด้วยครับ
เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ผมขอกราบเรียนเพื่อนสมาชิก ในประเด็นนี้ครับ สิ่งที่ท่านได้อภิปรายไป นั่นก็คือกรรมาธิการเห็นว่าเพื่อให้มันเกิด ความชัดเจนว่าการเลือกตั้งนี้คือการเลือกตั้งทั่วไปหรือการเลือกตั้งใหญ่ ทีนี้การเลือกตั้งใหญ่ มันเคยมีปัญหาว่าเมื่อมีการรับรองไม่พร้อมกัน รับรองเท่าไรจึงจะถือว่าเป็นองค์ประชุม จึงจะเปิดประชุมครั้งแรกได้ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเขียนให้ชัดเจน ว่าเป็นการเลือกตั้งทั่วไป แล้วต้องมีจํานวนไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ จึงจะถือเป็น องค์ประชุมครั้งแรกเพื่อเปิดประชุมให้ได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นตําแหน่งว่างลงในช่วงอื่นนั้น วรรคสี่เขียนรองรับไว้แล้ว ในวรรคสี่นั้นจะเขียนไว้ชัดเจนครับ ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ มีอยู่เท่าไรก็เท่านั้นคือองค์ประชุม นั่นคือความชัดเจน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เติมไปนี้เติมไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนเท่านั้นเองว่าเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ก็คือการเลือกตั้งใหญ่เท่านั้นเอง ขออนุญาตกราบเรียนแค่นี้ครับ
จบแล้วนะครับ มาตรา ๙๓ ก็ชี้แจง แล้วครับ ถ้าอย่างนั้นตอบกันไปตอบกันมาสว่างก็ไม่จบครับ มีอะไรอีกหรือครับ ผมว่าพอแล้ว
ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญที่เมื่อกี้ผมเรียนไปแล้วครับท่านประธาน ถ้าหากว่าใส่ คําว่า การเลือกตั้งทั่วไป มันจะครั้งเดียวที่สมาชิกไม่ครบ ๕๐๐ คนได้ คือหลังจากเลือกตั้ง ทั่วไป เลือกตั้งใหญ่ครั้งเดียวครับ และมีจํานวนไม่ต่ํากว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ถึงจะเป็นสภา ผู้แทนราษฎรได้ แต่หลังจากเลือกตั้งทั่วไปแล้ว แล้วก็มีเหตุใดก็ตามที่ทําให้ไม่ครบ ๕๐๐ คนก็ให้เลือกตั้งซ่อม พอเลือกตั้งซ่อมปั๊บ ท่านประธานครับ ถ้าหากมีเหตุอันใดก็ตามที่หลังเลือกตั้งซ่อมแล้วมีจํานวนไม่ครบ ๕๐๐ คน ตอนนั้นสภายังทําหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ เพราะเหตุว่ามันเป็นการเลือกตั้งซ่อมครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าไม่ใส่ ทั่วไป นี่มันจะดีกว่าหรือไม่ เพราะเลือกตั้งครั้งใดก็ได้ คือผมเข้าใจครับ บอกว่าให้เลือกตั้ง คือหมายถึงว่าถ้าหากว่ามีเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามที่ไม่ครบ ๕๐๐ คน แล้วก็ยังเป็นสภาต่อได้ถ้าหากว่ายังไม่มีการเลือกตั้งซ่อมแทนตําแหน่งที่ว่าง แต่ตอนนี้ถ้าเกิดว่าหลังจากซ่อมแทนตําแหน่งที่ว่างแล้วมันยังไม่ครบ อาจจะโดนใบแดง อาจจะอะไรนี่ ยังได้หรือไม่อันนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าที่ทางคณะรัฐมนตรีเขาไม่ใส่คําว่า ทั่วไป มานี่มันเป็นนัยสําคัญ เพราะปัจจุบันนี้เรายังไม่ครบ ๔๘๐ คนท่านประธาน ไม่ครบ ๔๘๐ คนเรายังไม่มีการยื่นตีความเลยว่าที่จริงเรายังเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือเปล่า เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าหลังจากเลือกตั้งทั่วไป
ผมว่าท่านเข้าใจคนเดียว ฉะนั้นปัญหานี้ ผมว่าพอแล้ว คุณเชารินธร์ ญัตติที่เสนอมาท่านเลขาธิการเขารับแล้ว
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สืบเนื่องจากท่านประธาน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ชี้แจง ก่อนหน้านี้ แล้วทันทีที่ท่านชี้แจงจบผมก็ยกมือเพื่อขอโอกาส เพราะคําชี้แจงที่บอก ก็ผมรับมาอย่างนี้ หลังจากที่ท่าน ส.ส. สงวน ขออภัยที่เอ่ยนาม ทักท้วงว่ามันจะไปขัดกับ มาตรา ๑๐๓ ถัดมา ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จากจังหวัดมหาสารคาม คณะก็ได้อภิปราย ต่อเนื่องว่ามันเป็นการทํางานที่ไม่รอบคอบ ท่านประธานครับ ท่านประธานกรรมาธิการ จะบอกว่ารับมาแค่นี้ไม่ได้ สภามอบหมายให้ท่านกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาก็ต้องพิจารณา ให้รอบคอบว่าแก้ตรงนี้ แก้ตามที่นักวิชาการเสนอมานี่ แล้วมันไม่ครบกระบวน มันไปขัดกับ รัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ สุดท้ายมันเหลว ท่านประธานครับ ผมกําลังจะกราบเรียน ท่านประธานว่าผมจําเป็นต้องถามหาความรับผิดชอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เสนอโดยใคร เสนอโดยนายกรัฐมนตรีครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีนั้นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ บัญญัติไว้ว่ามีการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดําเนินการตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ตามมาตรา ๑๗๖ และต้องรับผิดชอบต่อ สภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไป ของคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นักวิชาการนามว่า สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ไปศึกษา แล้วเป็นอย่างไรครับ นายสมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ทํางานล้มเหลว ทําให้รัฐบาลนี้ เสียหาย แล้วไม่รอบคอบ เสนอมานี่เจตนาก็ไม่ถูกต้อง ไปเพิ่ม ส.ส. สัดส่วน ๑๒๕ ทําไม ผมนี่ ส.ส. สัดส่วน จากที่ผมเลือกตั้งมานี่ ๘๐ คนของเดิม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๑๐๐ คน ก็ดีแล้ว นี่ไปเพิ่มเป็น ๑๒๕ คนผมตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังผู้ยกร่าง เจตนาจะเอา ๒๕ ที่เพิ่มขึ้นมานี้เพื่อลงสมัครในนามพรรคหนึ่งพรรคใดใช่ไหม ผมจะจดชื่อคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ที่ไปยกร่างมาทั้งหมด แล้วถ้าหากว่ามีการสมัคร ส.ส. สัดส่วนพรรคใดก็ตาม ผมจะเอา สุนัขขี้เรื้อนเขียนชื่อพวกนี้เดินจูงในสภาให้รอบเลย เจตนาไม่บริสุทธิ์ ทําความเสียหาย ให้แก่สภา ทําความเสียหายให้แก่รัฐบาล แล้วท่านนายกรัฐมนตรี ขออภัยกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ทีหลังจะใช้คนให้ดูให้ดี ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ ตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบคุณครับ
โต้กันไปโต้กันมาก็สว่างพอดี คุณประยุทธ์มีอะไรเพิ่มเติม ผมเรียนอย่างนี้ ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ผมเรียนว่ามาตรา ๑๐๓ นี้ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยครับ จะส่ง ๑ คน ก็ ๑ คนแต่ละเขต อ่านอย่างไรมันก็อย่างนั้นครับ ไม่เห็นมันผิดตรงไหน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ท่านประธานบอกว่าดึกแล้ว ทํางานนี่ครับ ถึงแม้ว่าจะสว่างไม่ต้องนอน กระผมก็ยินดี ที่จะต้องร่วมมือในการทํางาน แต่กระผมต้องทํางานยืนอยู่บนสิ่งที่ถูกต้อง ท่านประธาน บอกว่าเลขาธิการรับแล้ว เลขาธิการต้องยื่นให้ท่านประธานครับ ถ้าไม่ยื่นให้ท่านประธาน เดี๋ยวท่านเลขาธิการจะโดนข้อหา
ต้องไปลงรับแล้วก็บันทึกมาให้ถูกต้อง ตามกระบวนการครับ
ตามกระบวนการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗
ไม่ใช่ว่ารับปุ๊บแล้วก็ดูปั๊บ ติดใจปุ๊บ เหมือนกับฮิตาชิ (HITACHI) ทําไม่ได้ครับ ทําไม่ได้ครับ ต้องเป็นกระบวนการ
ท่านประธานรู้ใจคนอย่างผมว่ากระผมไม่ใช่เป็นคนตีรวน แต่หากมีข้อปัญหาที่จะต้องทักท้วง หรือจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือตามข้อบังคับ กระผมจะเป็นคนเคร่งครัดอยู่เสมอ แต่ถ้าพอหย่อนยานกันได้ อะลุ้มอล่วยกันได้ กระผมก็จะหลิ่วตาอยู่ตลอด เพราะผมไม่ใช่ สมาชิกที่เกเร ผมต้องกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ในวรรคแรก บอกว่าถ้ามีปัญหาจะต้องตีความข้อบังคับนี้ขอให้เป็นอํานาจของ รัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้วขอให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้น เป็นเด็ดขาด นั่นวรรคแรก มีผู้ทักท้วง มีคนแนะนําว่าให้ปฏิบัติตาม
เรื่องข้อ ๑๑๗ อะไรต่าง ๆ นี่มันพอจบ ได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ก่อนที่ท่านจะชวนพวกเราทํางานอย่างสูญเสียไป แล้วมาเริ่มต้นกันดีไหมว่า ข้อบังคับนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ
คือผมต้องวินิจฉัยว่าการยื่นญัตตินี้มา ผมก็ต้องปรึกษาหารือฝ่ายกฎหมายของสภาด้วยว่าถูกต้องหรือไม่นะครับ ผมไม่สามารถที่จะ วินิจฉัยด้วยตนเองได้เพราะว่าเรามีกระบวนการ เพราะว่าเรากําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ ผมห่วงประเด็นนี้
ท่านประธานฟังผมชี้แจง ผมคราวลูกคราวหลานท่าน แต่ในฐานะที่ท่านอนุญาตให้ผมพูด ให้ผมพูดจบก่อนได้ไหมครับ ท่านประธานจะตัดสินใจอะไร ท่านรับผิดชอบอยู่แล้ว ผมจะพูด อะไรผมก็ต้องรับผิดชอบในตัวเองอยู่นั่นเอง ในวรรคสอง การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย ตามวรรคหนึ่งอาจกระทําได้โดยประธานขอปรึกษา คือในระหว่างนี้ประธานยกขึ้นมาปรึกษา ก็ได้ถ้าท่านประธานจะเห็นเอง ไม่ต้องให้พวกผมลงมือ ข้อความต่อไปว่า หรือสมาชิกรัฐสภา เสนอญัตติโดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน กระผมก็ปฏิบัติตามข้อบังคับ นัยของข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ มันไม่ได้บอกครับว่าจะต้องให้ผ่านล่วงพ้นไปแล้วถึงจะมาตีความ ข้อบังคับ ท่านประธานครับ ท่านประธานกําลังทํางาน ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภากําลังทํางาน ผมไม่อยากให้ท่านประธานเสียเปล่า ไม่อยากให้สมาชิกเสียเปล่า ถ้าหากอะไรจะขัดแย้ง ถอยหลังกันสักนิดหนึ่งก็ไม่เสียหายครับ เพราะเป็นความบกพร่องของฝ่ายกฎหมาย ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะได้รู้ว่าฝ่ายกฎหมายของท่านใช้ได้หรือไม่ กฤษฎีกาใช้ได้หรือไม่ มีความรอบคอบหรือไม่ในการที่จะเสนอกฎหมาย ถ้ากฎหมายธรรมดากระผมไม่ค่อยติดใจ หรอกครับท่านประธาน นี่เป็นกฎหมายแม่บท เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ท่านจะเล่นเอาสุกเอาเผากินแบบเด็กเล่นขายของอย่างนั้นคงทําไม่ได้ มันจะสูญเปล่าครับ ท่านประธาน ไม่ได้เสียหายหรอกครับ ท่านหันมาตีความข้อบังคับนี้ว่าขัดหรือแย้งหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่สําคัญก่อนที่จะเดินหน้าต่อไปครับท่านประธาน
เชิญคุณธนา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ความจริงผมไม่อยากจะใช้สิทธิประท้วงท่านประธานเลย แต่ว่าท่านประธานได้ปล่อย ให้ที่ประชุมแห่งนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อในการทําหน้าที่ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เราใช้เวลาไป ๓ ชั่วโมงครับท่านประธาน วนอยู่ตรงนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เป็นสิทธิของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่จะไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่จะพิจารณาในสภา ซึ่งผมเคารพ แต่เรื่องที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอและได้หยิบยกประเด็นขึ้นมาก็คือการหยิบยก มาตรา ๘๖ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา แล้วบอกว่ามันมีวรรคท้ายที่เขียนไว้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติม หรือการยกเลิกมาตราใดของรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้องการ แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกไว้ในหลักการ หรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นซึ่งเป็นกฎหมายสําคัญที่สุดของเรา ไม่มีข้อบังคับใดหรอกครับที่จะมาเหนือกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ การแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้น สิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องปฏิบัติก็คือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งได้เขียนไว้ในบทเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา ๒๙๑ ซึ่งในมาตรา ๒๙๑ ที่จะระบุขั้นตอนในการดําเนินการการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ครบถ้วน ส่วนการที่ข้อบังคับ ไปออกแล้วเพิ่มเติมเกินกว่ารัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่สามารถทําให้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเสียไปได้ อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานเลย ในหลักกฎหมายทั่วไปใช้ปฏิบัติกันอย่างนี้กันมาตลอด และกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์และสิทธิมากกว่ากฎหมายทั่ว ๆ ไป ในเวลาที่มีการตีความหรือมี เหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทําให้กฎหมายฉบับอื่นตกไป ท่านประธานไปดูเถอะครับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญกับ พ.ร.บ. งบประมาณจะไม่ตก นั่นแสดงว่าฐานะและศักดิ์ของกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นมีความสําคัญในตัวเอง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้ประท้วงเลย ที่ฝ่ายค้านจะไม่เห็นด้วยกับการดําเนินการว่าในมาตรา๘๖ จะดําเนินการถูกต้องหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือ ท่านรองประธานรัฐสภาท่านได้วินิจฉัย หลายครั้งแล้วว่าการดําเนินการของรัฐสภาถูกต้อง เมื่อถูกต้องท่านประธานก็ต้องเดินหน้า โดยการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ท่านประธานปล่อยให้ท่านสมาชิกลุกขึ้นมาพูด ด้วยความคิดเห็นของตัวเองว่าไม่ถูกต้องอย่างไรก็แล้วแต่ซึ่งผมเคารพ เมื่อท่านไม่เห็นด้วย ท่านมีสิทธิที่จะใช้กระบวนการตามมาตราที่ท่านจะอ้าง จะยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภา ตามมาตรา ๑๑๗ กระผมไม่ติดใจครับ แต่ว่ามาตรา ๑๑๗ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ว่า ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย วันนี้ผมเชื่อ ว่าสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากไม่ได้มีปัญหากับการตีความข้อบังคับฉบับนี้เลย มีเพียงสมาชิก พรรคฝ่ายค้านบางคนที่มีความรู้สึกว่าการดําเนินการตามข้อบังคับนั้นไม่ถูกต้อง และเมื่อยื่น ต่อประธานรัฐสภา ที่ประชุมแห่งนี้ก็มีสิทธิที่จะพิจารณาว่าจะสมควรให้มีการตีความ ตามข้อบังคับฉบับนี้ตามที่ฝ่ายค้านเสนอหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าพอเสนอมาปุ๊บ ที่ประชุม จะต้องโหวตเลยว่าตีความตามข้อบังคับ ไม่ใช่ครับ ถ้าที่ประชุมส่วนใหญ่ยังเห็นว่าปัญหา ที่ฝ่ายค้านหยิบยกและเสนอท่านประธานนั้นไม่จําเป็นต้องตีความ เพราะที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้เห็นว่าการดําเนินการต่าง ๆ นั้นดําเนินการโดยชอบแล้วก็ไม่จําเป็นต้องตีความตามที่ ฝ่ายค้านเสนอ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านประธานปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้ วนกันอยู่อย่างนี้เราก็เดินหน้าไม่ได้ และผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๑๐๓ ที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านเสนอนั้น ถ้าท่านประธานไปอ่านดูนะครับ ก็ไม่ได้ทําให้เป็นบทบัญญัติ ในมาตรารัฐธรรมนูญที่ไปขัดกับการแก้ไขเลยครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญจะเขียน ไว้โดยหลักการถึงการส่งสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขียนไว้กว้าง ๆ ครับ แล้วไม่ได้เขียน จํานวน ๓ คนอย่างที่ท่านเอ่ยในตอนอภิปรายด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อท่านประธาน ในฐานะประธานในที่ประชุมเห็นว่าการดําเนินการนั้น ถูกต้องชอบแล้ว ท่านประธานเดินหน้าต่อเถอะครับ ส่วนฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับท่านประธาน ท่านจะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็เป็นสิทธิของท่าน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า ๓ ชั่วโมงที่ผ่านมาเราไม่ได้เดินหน้า ไม่ได้ทําหน้าที่ในการเป็นสมาชิกรัฐสภาในการที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง และเดินหน้าต่อไป ขอให้ท่านประธานช่วยทําหน้าที่ของท่านประธานด้วยครับ
ตอนนี้ผมไม่ให้อภิปรายอีกแล้วครับ พอแล้วครับ ประท้วงก็ประท้วงไปเถอะครับ คือฟังแล้วก็เรื่องเดิม ๆ ก็อย่าประท้วงมันก็ไม่เสียหาย คือผมฟังแล้วผมก็พยายามให้โอกาสเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านให้อภิปรายกันเต็มที่เลย ทุกด้านเลยครับ
สมาชิกที่ยืนอภิปรายเมื่อสักครู่ผมหายครับท่านประธาน ผมเป็นคนพูดเรื่องข้อบังคับ ท่านชี้แจงอย่างนี้ผมเสียหายครับท่านประธาน ท่านประธานต้องให้ผมชี้แจง
รู้ว่าเสียหายด้วยหรือครับ ถ้ารู้ก็อย่าพูด คุณ ๒ คน ใครคนไหนคนหนึ่งก่อน ๒ คนนี้จบก็จบแล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นคนที่หยิบยกข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๘๖ ขึ้นมาเพื่อทักท้วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเห็นว่า ตามข้อบังคับในวรรคสุดท้ายมันมีความชัดเจนในภาษาไทยที่ใช้เขียนในข้อบังคับนี้ ผมจะขออนุญาตอ่านอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ยินได้ฟังครับ เขียนไว้ชัดเจนว่า การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราใดของรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ ในหลักการหรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้ ผมอ่านภาษาไทยชัดเจนว่าต้องระบุมาตราไว้ ในหลักการครับ ผมทักท้วงขึ้นมาเพื่อไม่ต้องการให้สภาแห่งนี้ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติที่ว่า เก่งกันนักกันหนาทางด้านกฎหมายต้องออกกฎหมายตรารัฐธรรมนูญผิด ๆ มันเป็นหน้าตา ของรัฐสภาแห่งนี้ถ้าออกไปผิดมันขายขี้หน้าท่านประธาน ต้องรู้สึกครับ มันสร้างความเสียหาย เราอยู่ในสภานิติบัญญัติเทียบเท่ากับฝ่ายบริหาร บางครั้งฝ่ายบริหารเสนอกฎหมายเข้ามา อาจจะผิดพลาดได้ นายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงนั้นอาจจะไม่ได้ดูในรายละเอียด แต่ในเมื่อ เราเห็นสิ่งที่ผิด เราแก้ไขให้มันถูกต้อง มันไม่ได้เสียหาย ท่านประธาน เราอยู่กันด้วยเหตุด้วยผลครับ อย่ามารวบรัด รีบเร่ง จนเกิดความเสียหาย สังคมจะรับไม่ได้ ลูกหลานไทยที่จะต้องเรียน ทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เขาจะต่อว่าบรรพบุรุษอย่างพวกเรา ปล่อยให้ลูกหลานมาด่าว่า ได้อย่างไร เราออกกฎหมายอย่างนี้ แล้วกฎหมายนี้เป็นกฎหมายแม่ พูดถึงการเลือกตั้ง หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างมันไม่ถูกต้อง แล้วที่สําคัญที่สุดในวาระที่หนึ่ง บังเอิญพวกผม ไม่ร่วมสังฆกรรม ถ้าพวกผมได้ร่วมอยู่ด้วยก็จะชี้ประเด็นเหล่านี้ให้เห็นตั้งแต่ต้นแล้วครับ เสียดายจริง ๆ เพราะว่าเราไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
และอีกเรื่องหนึ่งมาตรา ๑๐๓ ท่านประธาน มันอยู่ในส่วนที่ ๓ พูดถึง สภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๙๓ นี้เริ่มต้นเลยไล่ไปครับ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๐๓ ต่อเนื่องกันอยู่ในเรื่องเดียว ท่านประธานจะบอกว่ามาตรา ๑๐๓ ไม่เกี่ยวกับมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ได้อย่างไร คนที่ไปศึกษานั้นอาจจะอ่านมาถึงมาตรา ๙๓ พอถึงมาตรา ๙๙ แล้วมันคนละเรื่องก็เลย ไม่ได้อ่านต่อ มันเป็นความบกพร่องท่านประธาน คนเราไม่ได้อ่านหนังสือเก่งกันทั้งหมด หรอกครับ อ่านข้าม ๆ ก็มี นึกว่าตัวเองเก่งก็อ่านแค่นี้ก็จบ มันต้องอ่านให้จบกระบวนความ ประธานคณะกรรมาธิการก็ตอบไม่เอาไหนเลย ตอบไม่เป็นเรื่อง ปัดสวะมา ตอบอย่างนี้ไม่ได้ ท่านประธาน เป็นตัวแทนของพวกผมไปทําหน้าที่ ไม่ทําหน้าที่ให้เต็มที่ กลับผลักภาระมาให้ สภา มาโทษสภา แบบนี้จะใช้ให้พวกท่านไปทําทําไมให้เสียเบี้ยประชุม เสียดายเงินครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญครับท่าน ส.ว.
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ผมนั่งฟังพวกท่านมา ๓ ชั่วโมง ผมอายชาวไทยที่ดูเราเหลือเกิน เนื้อหาสาระที่เราทํากันนี้ ผมดูมันยังไม่เกิดประโยชน์ ท่านหยุดสัก ๕ นาทีก็ได้ แล้วคุยในรายละเอียดว่ามันอย่างไร ผมว่าทั้ง ๒ ฝ่ายที่พูดกันขณะนี้ ท่านประธานก็นั่งฟังอยู่ได้ ท่านจะตัดสินใจอย่างไรท่านก็ทํา นี่มันตีสองแล้วนะครับ นี่มันเป็น กฎหมายอะไรครับ มันสําคัญมากมายขนาดไหน นี่มันตีสอง สมองมันจะทํางานอะไรได้ขนาด ไหนตอนนี้ครับหลังจากนี้ครับ ผมไม่อยากจะลุกออกไป ก็ด้วยความที่ว่านี่คือสภา นี่คือเวที ของพวกเรา ท่านจะวินิจฉัยก็วินิจฉัย ท่านจะฟังทั้ง ๒ ฝ่าย ผมบอกเลยว่าเรื่องบางเรื่อง นักกฎหมาย ๑๐ คนยังพูดไม่เหมือนกันเลย แล้วท่านจะฟังอยู่อย่างนี้หรือครับ ให้ผมนั่งกันอยู่ บางคนก็หลับไปแล้ว ผมถามว่าตอนนี้เราพิจารณากัน มันเป็นประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ บ้าง ขอท่านลองพิจารณา ท่านประธานตัดสินใจอะไรทํา ไม่อย่างนั้นหยุดสัก ๕ นาที แล้วตกลงกันครับ อายชาวบ้านเขาครับ เดี๋ยวผมจะประจานยิ่งกว่านี้อีก ขอบพระคุณครับ
ก็ขอบคุณที่เมตตา สงสาร สั่งสอนครับ คือผมก็พยายามทุกฝ่ายเลย เพราะว่าเราก็ไม่อยากจะกระทบกระเทือนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เชิญคุณประยุทธ์ครับ คนสุดท้ายแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออาศัยอํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ที่ประท้วงผ่าน ท่านประธานไปยังสมาชิกผู้มีเกียรติกรุงเทพมหานครที่กล่าวพาดพิงถึงข้อบังคับ ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่าผมเป็นนักการเมืองบ้านนอก เป็นนักกฎหมายบ้านนอก แต่ปริญญาผมไม่ได้ซื้อมา การตีความข้อบังคับท่านบอกว่าข้อบังคับ มาตรา ๘๖ มาตรา ๑๑๗ ซึ่งกระผมไม่ได้พูดถึงมาตรา เพราะข้อบังคับนั้นไม่มีมาตราถึง แม้ว่าสภาพเป็นกฎหมาย ก็ตาม ท่านอรรถาธิบายต่อไปว่าข้อบังคับ ข้อ ๘๖ มันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ท่านประธานครับ ผมอัศจรรย์ใจ ผมแปลกใจมากที่สุด เพราะข้อบังคับรัฐสภานี้ก็คือ สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ผ่าน การที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จึงมาอยู่ในหมวดนี้ เขาก็บังคับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมจะทําอย่างไร จะตัด จะทอน จะเพิ่ม จะเติม จะทําอย่างไร เมื่อมีปัญหาสมาชิกทักท้วงว่ามันขัดข้อบังคับ แล้วมันจะไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญด้วย ก็เพราะไม่อยากจะยกมาตรา ๑๐๓ เป็นการเฉพาะหรอกครับ ถ้าคนฉลาด ถ้าจะแก้ไขกันตรงนี้ เอารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มาดูก็จะรู้เลยว่าเขาเขียนอย่างไร ท่านประธานครับ ผมจึงอยากอรรถาธิบายว่าเอาล่ะ เมื่อมีการเหมือนประหนึ่งว่าท้าทายกันว่าให้ตีความ ข้อบังคับ เมื่อตีความข้อบังคับข้อ ๑๑๗ นั้น เขาเขียนคําว่า ถ้าปรากฏ ถ้ามีปัญหาที่จะต้อง ตีความข้อบังคับนี้ ตอนนี้มีปัญหา ปรากฏปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อมีปัญหาตามวรรคหนึ่ง กระผมทําตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ วรรคสอง ท่านประธานจะละเลยไม่ได้หรอกครับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเสียหายต่อไป ถึงแม้ว่า ท่านประธานจะมีอํานาจวินิจฉัยเพียงใดก็ตาม ท่านประธานจะวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย ตรงนี้ไม่ได้อยู่เช่นกันครับท่านประธาน
ก็จบแล้วนะครับ คุณวิชาญ มีอะไรอีก พูดมากเปล่า ๆ นะครับพอแล้ว
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีการทักท้วงประเด็นดังกล่าว แล้วก็มี เพื่อนสมาชิกได้ทักท้วงเป็นจํานวนมาก ท่านประธานครับ ผมว่าเมื่อสักครู่ถ้าผมฟังไม่ผิด ท่านประธานกรรมาธิการเองก็พูดเสมือนว่าท่านรับเรื่องมาแค่นี้ ก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการ มากกว่าตรงนี้ได้ ถ้าท่านพูดอย่างนี้แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ที่เรากําลังพิจารณานั้น มันไม่สมบูรณ์ เมื่อมีเพื่อนสมาชิกได้ทักท้วงในข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๓ ซึ่งมันจะขัดแย้งกันกับที่เราไม่ได้มีการเพิ่มเติมหรือแก้ไข ผมคิดว่า ท่านประธานครับ ทุกคนเองต้องยอมรับว่าเมื่อมีอะไรผิดพลาด สภาแห่งนี้ไม่เคยที่บอกว่าจะมีการพิจารณา หรือถอนเรื่องออกไปพิจารณา หรือแม้กระทั่งมีการพักประชุมเพื่อที่จะดําเนินการ ในเรื่องดังกล่าว แต่ท่านประธานกลับใช้เวลาตรงนี้ถกเถียงกันมันก็ไม่จบครับท่านประธาน เมื่อมันไม่จบจะเดินต่อไปได้อย่างไร ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธาน ควรให้ประธานกรรมาธิการนําเรื่องตรงนี้กลับไปพิจารณาในกรรมาธิการ ท่านประธาน พักประชุม แล้วพรุ่งนี้เอาเข้ามาก็ยังไม่สาย หาข้อยุติเถอะครับ แล้วพวกผมเองก็ทักท้วงแล้ว ได้ยื่นหนังสือก็ยื่นแล้ว ขืนประชุมไปอย่างนี้พวกผมเองก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการ ในเรื่อง ดังกล่าวได้ เหมือนกับครั้งแรกที่ท่านประธานนําเรื่องนี้เข้า แล้วก็มีปัญหา แล้วก็ มีการเปลี่ยนตัวกรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งตรงนั้นก็เป็นข้อกฎหมาย เราได้ท้วงครับ กฎหมาย บางเรื่องเราก็ท้วงแล้วก็มีการถอนเรื่องออกวันนี้เราท้วงท่านไม่ฟังท่านจะรีบจ้ําไปไหนครับ นี่มันตีสองกว่าแล้วครับ ผมเห็นนั่งหลับกันเป็นแถว ท่านประธานเองก็เริ่มงงแล้ว ขออนุญาต ท่านประธานลองพิจารณานิดหนึ่งครับ
ผมไม่งงครับ ผมฟังอยู่ตลอดครับ
ผมเข้าใจครับ
ยิ่งคุณพูดผมยิ่งมีความรู้ครับ เชิญ
ท่านประธานขออนุญาตให้จบครับ ท่านประธานช่วยพิจารณานะครับ โยนไปโยนมาก็จะ มีคนยกมือ ลองถามประธานคณะกรรมาธิการเห็นท่านยกว่าจะมีทางออกไหม เอาเรื่อง ออกไปก่อนได้ไหมแล้วพักประชุมพรุ่งนี้มาว่ากันใหม่ได้ไหมครับ ขออนุญาตครับ
เชิญท่านนิคมสักหน่อยครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทราครับ ท่านประธานครับ เราพิจารณา ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง ที่ผ่านมานั้นไม่เดินไปไหนเลยครับ หมุนไปซ้าย หมุนไปขวา ดูแล้วท่าทางจะถึงตีสามถ้าวงการแพทย์บอกว่าเป็นช่วงเวลา ที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด ผมกลัวท่านประธานจะน็อก ผมกลัวเพื่อน ส.ว. จะต้องเลือกตั้งซ่อม ถ้าท่านจะกรุณาก็คือขอให้พวกเราได้พักเถอะครับ พักแล้วพรุ่งนี้เอาเรื่องนี้กลับไปทาง กรรมาธิการได้พิจารณาแล้วก็เอาเข้าที่ประชุมใหม่ครับ ผมเสนอให้พักประชุมครับ ขอผู้รับรองครับ
เชิญท่านประธาน เดี๋ยวให้ประธาน ชี้แจงก่อนครับ
ท่านประธานครับ ท่านพูดพาดมาที่ผมตั้งเยอะแยะแล้วขออนุญาตชี้แจงได้ไหมครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ผมได้เล่าให้ฟังนั้นเพราะว่ารัฐธรรมนูญที่เสนอมามีจํานวนเท่านี้นะครับ แล้วที่ดูกันนี้ไม่ใช่ว่าพวกผมไม่ดูกันนะครับ เราดูกันหมดครับ มาตรา ๑๐๓ หนึ่งอะไรดูกัน หมดครับ เพราะว่าทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกันไปหมดยาวไปจนถึงข้างหลัง แต่เราดูแล้วเราไม่มี ปัญหานี่ครับ ผมอาจจะดูต่างกับท่านนะครับ คณะกรรมาธิการพวกเราดูต่างกับท่านครับ เราดูแล้วเราไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ครับ เราสามารถจะเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญนี้ เลยครับ เฉพาะมาตรา ๑๐๓ ไม่ต้องแก้เลยครับ เพราะฉะนั้นอันนี้มันใช้ได้อยู่แล้วครับ เขตคนเดียวก็มีอยู่แล้วก็ใช้อันนี้ครับ เขตคนเดียว ก็ใช้อันนี้ครับมันมีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นพวกผมก็ดู ไปแล้วก็ไม่ได้ติดขัดอะไร เพราะฉะนั้นผมก็รับกันมาเท่านี้ผมก็ทําเพียงแค่เท่านี้ให้มานั่งดู ทั้งหมดอย่างไรอีกครับ เพราะดูแล้วมันไม่มีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าก็จบเรียบร้อย นะครับท่านประธานครับ
ก็ประธานเขาก็ไม่ถอนแล้ว ผมก็จะ ดําเนินการต่อไปนะครับ คือว่าได้ปิดการอภิปรายแล้วนะครับ ต่อไปผมจะถามที่ประชุม เนื่องจากในมาตรา ๙๓ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติไว้ เมื่อกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นและสมาชิกผู้ขอสงวนคําแปรญัตติ ซึ่งยังติดใจในคําแปรญัตติได้อภิปรายครบทุกท่านแล้ว และคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงแล้ว ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๙๓ นี้ครับ ก็ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้อง ประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
คือเราจะพิจารณาที่แก้ไขมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตร ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ ซึ่งมีการแก้ไขในมาตรา ๓ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะ ลงมตินะครับ เมื่อท่านนั่งประจําที่แล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมครับ กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อย แล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งผลมาครบองค์ประชุมหรือไม่ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๘๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ หรือจะให้มีการแก้ไขตามที่กรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ ถ้าท่านผู้ใดเห็นตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใด เห็นตามผู้ขอสงวนโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดลงคะแนนได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนมีไหมครับ ก็ถือว่าที่ประชุมได้ลงกันเรียบร้อยแล้วนะครับ งดการลงคะแนน ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้อง ประชุม ๕๔๗ ท่าน เห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ๒๙๘ คน ไม่เห็นด้วยตามที่ผู้ขอสงวน ๒๑๑ คน งดออกเสียง ๓๕ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ คน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๙๓ นะครับ
ต่อไปเป็นมาตรา ๙๔ นะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมยังไม่ได้ลุกไปไหนนะครับ ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ ในมาตรา ๙๔ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติ เนื่องจากในมาตรา ๙๔ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติไว้ เมื่อกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นและสมาชิก ผู้ขอสงวนคําแปรญัตติได้อภิปรายครบทุกท่านแล้ว คณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงแล้ว ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๙๔ นะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยว่าควรคงไว้ตามร่างเดิมของ คณะกรรมาธิการขอให้กด เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดแก้ไขตามกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนความเห็นโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ งดใช้สิทธิ ส่งผลมา จํานวนผู้อยู่ในห้องประชุม ๕๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๙๘ ท่าน งดออกเสียง ๔๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบนะครับ
ต่อไปมาตรา ๙๕ ก็ไม่ต้องนับองค์ประชุมครับ ถือว่าไม่มีใครไปไหนนะครับ ต่อไปมาตรา ๙๕ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ มีอะไรครับ
ผม อดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญมีมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ นะครับ ท่านประธานครับ
เปล่า อันนี้เฉพาะมาตรา ๓
มาตรา ๖ มาตรา ๗ ครับ ท่านประธานครับ มิฉะนั้นการพิจารณาให้เรียงตามมาตราครับ ท่านประธานครับ
เข้าใจครับ ผมกําลังถามมติในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ นี้ประกอบด้วย มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘
ให้ตามวรรคดีกว่าครับ เพราะว่าเรียงตามมาตรานะครับท่านประธาน ตามข้อบังคับ การประชุมนะครับท่านประธาน
ผมเข้าใจครับ เชิญนั่งลงครับ มาตรา ๙๕ เนื่องจากมาตรา ๙๕ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติไว้ เมื่อสมาชิกผู้ขอสงวนคําแปรญัตติได้อภิปรายครบถ้วนแล้ว และคณะกรรมาธิการได้ตอบ ชี้แจงแล้ว ผมจะขอถามมติในมาตรา ๙๕ นะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรคงไว้ตามร่างเดิมของ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดจะแก้ไขตามผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ งดการใช้สิทธิ ส่งผล มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๕๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๗ ท่านไม่เห็นด้วย ๑๙๒ ท่าน งดออกเสียง ๔๑ ท่านไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบตามคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปมาตรา ๙๖ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ เนื่องจากในมาตรา ๙๖ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติไว้ เมื่อกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นและสมาชิก ผู้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ได้แปรญัตติครบทุกท่านแล้ว และคณะกรรมาธิการได้ตอบ ชี้แจงแล้ว ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๙๖ ท่านผู้ใดเห็นควรให้คงไว้ตามร่างเดิมของ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย โดยเห็นตามที่คณะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนความเห็นโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดใช้สิทธิ ทุกท่านนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ งดการใช้สิทธิ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๕๔๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐๐ ท่าน งดออกเสียง ๔๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการในมาตรา ๙๖
ต่อไปขอมติในมาตรา ๙๗ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ เนื่องจาก ในมาตรา ๙๗ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติไว้ เมื่อผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติได้อภิปรายครบถ้วนแล้ว และคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงแล้ว ต่อไปผมจะขอ มติในมาตรา ๙๗ นี้นะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรไว้ตามร่างเดิมของคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรแก้ไขตามผู้แปรญัตติก็โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดใช้สิทธิ ทุกท่านนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้วนะครับ งดการใช้สิทธิ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๕๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๙๒ ท่าน งดออกเสียง ๔๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบตามคณะกรรมาธิการในมาตรา ๙๗
ต่อไปลงมติในมาตรา ๙๘ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ เนื่องจาก ในมาตรา ๙๘ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติไว้ เมื่อผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติได้อภิปรายครบทุกท่านแล้ว และคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงแล้ว ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๙๘ นี้นะครับ ท่านผู้ใดให้คงไว้ตามร่างเดิมของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดจะแก้ไขตามผู้แปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย โปรดใช้สิทธิ ทุกท่านนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อท่านใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้ว งดใช้สิทธินะครับ โปรดส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๕๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๖ ไม่เห็นด้วย ๑๙๒ งดออกเสียง ๔๒ ไม่ลงคะแนนเสียง ๒
ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการ จบการพิจารณาในมาตรา ๓ นะครับ เชิญเลขาธิการดําเนินการต่อไป มาตรา ๔ ครับ
มาตรา ๔ ยกเลิก (๕) ของ มาตรา ๑๐๑ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวนคําแปรญัตติ
ท่านผู้สงวนคําแปรญัตติติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่ติดใจ ผ่านนะครับ
มาตรา ๕ แก้ไข (๒) ของ มาตรา ๑๐๙ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวนคําแปรญัตติ
ท่านผู้สงวนคําแปรญัตติติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่ติดใจ ก็ผ่านนะครับ
มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวน คําแปรญัตติ
ท่านผู้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๖ ติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่ติดใจ ผ่านนะครับ
มาตรา ๗ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวน คําแปรญัตติ
มีท่านผู้แปรญัตติท่านใดติดใจมาตรา ๗ มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ขอผ่านนะครับ ก็ถือว่าจบ การพิจารณาในรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) พุทธศักราช .... เมื่อได้พิจารณาตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ จนจบร่างแล้วให้รัฐสภาพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง และในการพิจารณา ครั้งนี้สมาชิกรัฐสภาอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคําได้ แต่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความใดมิได้ นอกจากเนื้อความที่เห็นว่ายังขัดแย้งกันอยู่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ นะครับ ก็ไม่มีอะไรแล้ว
ต่อไปเนื่องจากพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับได้ผ่าน การพิจารณาของสภาแล้ว กระผมขอนัดการลงมติภายใน ๑๕ วัน ขอนัดเป็นวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ส่วนวันนี้ขอนัดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชุม บ่ายโมงนะครับ วันนี้บ่ายโมงนะครับ ขอปิดประชุมครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความ ร่วมมือครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๒.๓๕ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔