รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อสมาชิกวุฒิสภาและประชาชน

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ กรรมาธิการ

ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมได้พูด ๒ ครั้ง ก็ดีใจนะครับ ผมเคยเป็น ผู้อํานวยการโรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ เคยดูแลท่าน ท่านเลยเมตตาผมให้ผมพูด ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ผมดีใจมากที่มีวันนี้นะครับ มีการเอาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เข้ามาในที่ประชุมรัฐสภานี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี และทําให้เห็นว่าถ้ารัฐธรรมนูญของเรามีจุดบกพร่องอย่างไรก็มีการแก้ไขได้ ก็ดีกว่าไปฉีก นะครับ ฉีกแล้วก็ลําบากนะครับ ผมเองก็ประสบ ถูกฉีกไปครั้งหนึ่งก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยดี นะครับ วันนี้ก็เลยดีใจนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนนะครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญนี่นะครับว่า มันจะแก้เพื่ออะไร แล้วก็มีอะไรดีขึ้นบ้าง มีอะไรดีกับประชาชน หรือมันมีอะไรดีกับระบบ การเมืองของเราอย่างไร บังเอิญผมเป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับร่างของรัฐบาล ที่เสนอเข้ามา ทั้งหมดที่จะกล่าวนี้ก็คงจะเป็นมุมมองจากสมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็ขออนุญาตที่จะ ไม่ใช้เวลามากนักนะครับ ประเด็นที่จะพูดนะครับ ผมว่าการที่จะแก้ไขมีกระทบกับส่วน ใดบ้าง ผมเห็นว่าในทางมุมมองของสมาชิกวุฒิสภา ข้อแรกกระทบกับสมาชิกวุฒิสภา อันที่ ๒ กระทบกับประชาชนด้วย ในเรื่องจํานวนนี้ ในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้ผมก็ เห็นด้วยว่าจํานวน ๔๐๐ คน และก็มีสัดส่วน ๘๐ คน เนื่องจาก ๔๐๐ คนนั้นเป็นเขตใหญ่ ผมมีความเห็นว่าการแก้ไขเขตเล็กอาจจะมีประโยชน์กว่า ผมจะค่อย ๆ พูดทีละประเด็น นะครับ ในส่วนของจํานวนและกระทบที่เขตนะครับ เรื่องเขตเล็ก เขตใหญ่ ผมขออนุญาต ไปที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ เราจะเห็นว่าเรามี ส.ส. ๔๐๐ คน เป็นเขตเล็กนะครับ และก็มี ส.ส. สัดส่วน ๑๐๐ คน เฉพาะสัดส่วนนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยใช้นะครับ มีระบบ ส.ส. ระบบสัดส่วนขึ้น ซึ่งก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อจะทําให้พรรคการเมืองแข็งแรง การที่ พรรคการเมืองจะแข็งแรงได้ใครที่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ พรรคไหนไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์จะต้อง ถูกตัดออก สัดส่วนของตัวเองก็จะหายไป ก็จะไปเพิ่มให้กับพรรคที่ได้คะแนนมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อมีการให้พรรคแข็งแรงก็ต้องมี ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วย และก็เป็นเขต ทั้งประเทศนะครับ แล้วก็สัดส่วนนี้เป็นรัฐมนตรีได้ ส.ส. ๔๐๐ คนในเขตเล็กเป็นไม่ได้ สําหรับ สมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี ๒๐๐ คน ก็มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ก็ด้วย เจตนานะครับ ที่มี ส.ว. ก็ให้เป็นพี่เลี้ยงของสภาล่าง แล้วก็ ส.ว. นี้ก็มาจากจังหวัดต่าง ๆ ด้วยเงื่อนไขที่ว่าก็จะต้องมีอายุมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอายุ ๒๕ ปีก็สมัคร ได้แล้ว แต่ถ้า ส.ว. นี้ก็ต้อง ๔๐ ปี ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่กว้างขวาง เป็นที่รู้จักใน จังหวัดนั้น ๆ นะครับ เป็นที่ประจักษ์ เขาก็จะเลือก อันนี้ก็จะได้จากทั่วประเทศมาเป็น ส.ว. มาเป็นพี่เลี้ยง อันนี้ตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้นะครับ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส.ส. ๕๐๐ คน ส.ว. ๒๐๐ คน ถ้าเทียบสัดส่วนแล้วก็ ๒.๕ ต่อ ๑ สําหรับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ ส.ส. ก็เป็น ๔๐๐ คนนะครับ แล้วก็แบ่งเป็นเขตใหญ่ขึ้น เหตุผลของเขตใหญ่ก็คือ กลัวซื้อเสียง สําหรับ ส.ส. ระบบสัดส่วนถูกลดเหลืออยู่ ๘๐ ก็มีเหตุผลนะครับ ที่เราก็ทราบ กันอยู่ว่านายทุนก็มาอยู่ ตรงนี้ เป็นนายทุนแล้วก็ได้เป็นรัฐมนตรี ก็เป็นพวกที่ไม่อยาก ออกไปหาเสียง แต่เราดูจากบัญชีรายชื่อแล้ว รายชื่อทั้งหมดส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใน กรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นปี ๒๕๕๐ ก็เปลี่ยนนะครับ ลดจํานวนลง แล้วก็ให้แบ่งเป็น ภาคนะครับ ให้แบ่งเป็น ๘ กลุ่มตามภาค ต่าง ๆ ก็ถูกลดนะครับ ส.ส. ระบบสัดส่วนก็ถูกลด การที่ ส.ส. ระบบสัดส่วนถูกลดลงไป ไม่ได้พูดถึงว่า ทําให้ระบบพรรคการเมืองดีขึ้น ทําไม ไม่พูดถึงไม่ทราบ ก็ลดลงไป เรื่องเขตใหญ่ซื้อเสียงนี่เดี๋ยวผมอธิบายอีกทีหนึ่ง สําหรับ ส.ว. ก็ถูกลดด้วย ก็เป็นเหลือ ๑๕๐ คน ก็คือจากจังหวัด ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน จากการสรรหาอีก ๗๔ คนก็ถูกลดลง การที่ถูกลดลงนี้ และก็เปลี่ยนเป็นมีสรรหาด้วย เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาแล้ว ถูกฝ่ายบริหารครอบงํา เพราะฉะนั้นลดลง และเนื่องจากการที่แอททิจูด (Attitude) ความคิดที่ว่าการเลือกตั้งเข้ามานี้อาจจะไม่ดีพอ เพราะฉะนั้นก็มีสรรหาเข้ามาด้วย สําหรับ ในปี ๒๕๕๐ นี้ ส .ส .เป็นรัฐมนตรีได้ ส .ส . ระบบสัดส่วนก็เป็นรัฐมนตรีได้ ผมขอเรียนว่าการทํางานของ ส .ว .ไม่มีอะไรมาก เราก็ช่วย กลั่นกรองกฎหมาย ช่วยถ่วงดุล ช่วยทําให้กฎหมายที่จะออกไปให้มันดีขึ้น แต่การแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขคราวนี้ก็ไม่ทราบว่ามันไม่ครอบคลุม หรือไม่ได้มองรอบด้านทั่ว ๆ ไป ผมคิดว่าอย่างไรก็ตาม ส.ว .ก็ถูกกระทบ เพราะที่แก้ไขนี้ ไม่ว่าจะเป็น ๓๗๕ คนต่อ ๑๒๕ คน ๔๐๐ คนต่อ ๑๒๕ คน ก็คือเป็น ๕๐๐ คน ๕๒๕ คน หรือ ๕๐๐ คนอะไรก็ตาม เป็นการเพิ่ม ส .ส .ทั้งสิ้นนะครับ โดยที่ ส .ว .อยู่เท่าเดิม เพราะฉะนั้นสัดส่วนก็จะเป็น ๔ : ๑ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าสัดส่วนที่ ส .ว .อยู่กับที่ เพราะฉะนั้น ส .ว .ก็เหมือนกับ น้อยลง ๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมาพูดกันใหม่ว่า ส .ว .จะทํางานอย่างไร ต้องการจะมี ส .ว .หรือไม่ อันนี้ต้องโยง พูดถึงด้วย แต่ในความเป็นจริงในการที่จะเสนอเขามาไม่ได้สนใจหรือไม่ได้อะไรกัน เพราะฉะนั้นผมว่าการลดหรือเพิ่มจํานวนนี่อาจจะต้องคุยกัน โดยเฉพาะการเพิ่มจํานวน เรื่อย ๆ แต่ไม่เพิ่ม ส .ว .นี้ ทําให้กระทบต่อการทํางานของ ส .ว .เพราะฉะนั้นอันนี้จะคุยกัน เมื่อไรที่ไม่มีความจําเป็นที่ไม่ต้องมี ส .ว .เราก็เลิก ถ้าประเทศเราถึงตอนนั้น ซึ่งหลาย ๆ ประเทศก็ไม่มีสมาชิกวุฒิสภา ไม่มี ส .ว .ไม่มีสภาสูง ก็ยกเลิกได้ แต่การที่จะมาแก้ไขโดยที่ ไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย ผมว่าอย่างนี้ในมุมมองของ ส.ว .เอง ก็ต้องมองว่าอย่างนี้ก็ลดความสําคัญ และอะไรต่ออะไรลงไป ผมจึงเห็นว่ายังควรจะคงไว้ว่า ๔๐๐ คนและสัดส่วนก็ ๘๐ คน ข้อดีของ ๘๐ คน จะเห็นว่าผมดูจากสถิติย้อนหลังแล้วก็ปรากฏว่า สัดส่วนอันนี้ถ้าไม่ได้ เกี่ยวกับพรรคการเองแล้ว ทุกพรรคมีโอกาสนะครับ ถ้าต้องการให้พรรคการเมืองเจริญ จะต้องมี ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจะพรีเคด (Precede) ประเทศก็ว่าไป แต่พอเป็นภาคนี่จะเห็นว่า ทุกพรรคได้ ได้มากได้น้อยทุกคนทุกพรรคได้อยู่ ซึ่งอันนี้ท่านลองไปดูข้อมูลย้อนหลังได้ นะครับ ผมก็ดูมาหมดแล้ว ส่วนเขตเล็กหรือเขตใหญ่ผมว่ามีผลต่อประชาชนแน่ ๆ เขตเล็กนี้ดีแน่ แต่ไม่ใช่เขตเล็กแบบบวม ๆ นะครับคือ ๓๗๕ นี่มันเล็กแบบบวม ๆ นะผมว่า คือจริง ๆ แล้วประชาชนเขาทราบ ส .ส .ของตัวเอง หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายแล้ว เขารู้จัก เขาคุ้นเคย แก้ปัญหาให้เขาได้ เขาสามารถพบปะได้ อะไรได้ อันนี้เขารู้จักดีหมด แต่พอมา เปลี่ยนเป็นเขตใหญ่ ผมก็เรียนว่า ที่จะแค่ซื้อเสียงนั้น ไม่จริงหรอกครับ เขตใหญ่ก็คือ เอาเขตเล็ก ๆ ๓ เขตมารวมกันนะครับ เพราะฉะนั้นแน่นอน ส .ส .เขาจะมีพื้นที่ประจํา ของเขา เขาก็ต้องดูแลพื้นที่ประจําของเขา เพราะว่าพื้นที่ประจําของเขาก็ยังมีคู่แข่งอยู่ เขาไม่ทิ้งหรอกครับ เขาก็อยู่ของเขา เพราะฉะนั้นเลือกตั้งเมื่อไร อีก ๒ เขตเล็ก ๆ เขาก็ซื้อเสียงลูกเดียว ไม่มีใครไม่ซื้อ ผมยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์นะครับ ซื้อเสียงทั้งนั้น แม้ว่า ญาติจะอยู่อีกเขตเหนึ่ง ก็ต้องซื้อเสียงญาติด้วย ไม่มีใครครับ ซื้อเสียงทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผมว่าเขตเล็กดีแล้ว ๔๐๐ คน จากที่เคยเป็น ๓ เขตเล็กไปเป็นเขตใหญ่ ขอให้กลับไป เป็นเขตเล็ก อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมว่าการเพิ่มหรือการลดจํานวน เป็นการสร้างปัญหา ระหว่างที่เราแบ่งเขตเล็ก ก็ยังมีหลาย ๆ เขตมีปัญหา จะเห็นว่า บางอําเภอมี ๕-๖ อําเภอ ๒ ตําบลจะต้องไปอยู่อีกเขตหนึ่ง ๓ ตําบลต้องไปอยู่อีกเขตหนึ่ง มองดูสิครับอันนี้ก็คือเป็นลูกเมียน้อยนะครับ ส.ส. เขาก็ดู มีแฝงมาอีก ๒ ตําบลเขาก็ดูบ้าง ไม่ดูบ้างนะครับ ซึ่งอันนี้ถ้าเราไปลดไปเพิ่มอีกนี้เขาจะต้องไปแบ่งกันอีก ผมว่าวุ่นวายชาวบ้านเขาเปล่า ๆ ประชาชนก็จะเสียหายเปล่า ๆ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าควรจะคงไว้นะครับ ๔๐๐ คน แล้วก็เป็นเขต ผมเห็นด้วยเป็นเขตเล็กนะครับ แล้วผมก็ไม่อยากให้เปลี่ยนสัดส่วนของ จํานวน ส.ส. ต่อ ส.ว. มันเปลี่ยนแปลงไป ถ้าท่านคิดว่า ส.ว. ควรจะอยู่แค่ไหนก็ควรจะคุยกัน แต่อันนี้มันไม่ได้คุยกันนะครับ เพิ่มไปโดยที่จาก ๑ : ๓ เป็น ๑ : ๒ กว่า เป็น ๑ : ๓ เป็น ๑ : ๔ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้า ส.ว. เหลือสัก ๒๐ คนอย่างนี้อย่าไปถ่วงอะไรนะ ก็คงไม่ต้องถ่วง หรือเหลือร้อยคนก็ไม่ต้องถ่วงอะไรอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นควรจะตกลงกัน เพราะฉะนั้นผมถึงไม่เห็นด้วย ประกอบกับที่ผมเห็นว่าการเพิ่มการลดจํานวนนี้ก็กระเทือน ต่อประชาชนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะคงความเห็นไว้ว่าควรจะมี ๔๐๐ คน แล้วก็เขตเล็กนะครับ แล้วจํานวนก็ไม่ควรจะเพิ่ม ก็ควรจะเป็น ๔๘๐ คนนะครับ ซึ่งก็จะเป็นเหมือนเดิมที่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่รัฐมนตรีจะนําเข้านะครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ