สิงห์ชัย ทุ่งทอง หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 93 เกี่ยวกับเขตเดียวเบอร์เดียว และเรียกร้องให้ประธานสภาและสมาชิกสภานิติบัญญัติอื่นๆ สนใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดจำนวน ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง และการเพิ่มจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ พี่และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมอยากจะบอกผ่านท่านประธานไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทุกท่าน สําหรับการอภิปรายในวันนี้ผมเชื่อว่าประชาชนอาจจะไม่ได้สนใจมากนัก สําหรับส่วนตัวผมนั้นในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สําหรับล่าสุดที่นําเสนอร่างมา ๕ มาตราแล้วก็ผ่านมา ๒ มาตรา ผมอภิปรายครั้งแรกแล้วว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แต่ผมเห็นด้วยที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ในเมื่อวันเวลาผ่านไป ผมต้องการให้ประเทศนี้มีการขับเคลื่อน ต้องมีผู้บริหาร ผมยกให้ผ่านทั้ง ๕ มาตรา แล้วผมก็ได้รับความไว้วางใจจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภาให้ไปเป็นกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เดิมทีคิดว่าคงจะไม่มีประเด็นอะไรน่าสนใจ แต่มาติดใจเอาในกรณี มาตรา ๙๓ เรื่องของเขตเดียวเบอร์เดียว ตามจํานวน ส.ส. ที่มาจากเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ มีการเปลี่ยนแปลง ก่อนอื่นผมจะบอกถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก่อน ท่านครับ บางครั้งผมก็คือคนหนึ่งที่อยู่ในองคาพยพรัฐสภาแห่งนี้ ก็อยากจะพูดอยากจะบอกอะไรที่มัน ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ถ้ารัฐสภาแห่งนี้จะดีก็ดีทั้งหมด ถ้าจะชั่วก็รวมถึงตัวผมด้วย ก็แล้วกัน เพราะว่าผมก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีบุคคลที่จะเกี่ยวข้องนี้นะครับ แบ่งออกได้ประมาณสัก ๔-๕ กลุ่ม ๑. รัฐบาลและพรรคร่วม ๒. ฝ่ายค้าน ๓. ประชาชน ๔. ผมโดยตรง ถามว่าประชาชนทั้งประเทศเกี่ยวกับการที่เรา มาหมกมุ่นเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ประมาณ ๒-๓ เดือน เดือนหนึ่งที่ผ่านมาหรือ แม้แต่ผมอยู่ในกรรมาธิการ ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรบ้าง ยังไม่มีคําตอบ ผมก็จะไม่ตอบ ผมเชื่อว่าถ้าประชาชนคนไทยทุกคนฟังแล้วติดตามก็จะทราบเอง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการ แก้ปัญหาทางการเมืองเท่านั้นเองนะครับ ผมขอละไว้เท่านี้เดี๋ยวจะยืดเยื้อประธานจะตัดผม ผมเอาประเด็นในสิ่งที่ผมสนใจ คือการลด ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง จาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็น ๑๒๕ คน ก็ โอ.เค. ๕๐๐ คนเหมือนเดิมนะครับ แต่ที่ผมติดใจก็คือว่า เพราะเหตุใดท่านถึงไปตัด ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งเหลือ ๓๗๕ คน จริง ๆ ๑๒๕ คน มิได้มีผลได้ผลเสียอะไรหรอกถ้ามองกันเผิน ๆ นะครับ ไม่มีอะไร เพราะว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างที่ผมเรียนในเบื้องต้นว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหา ทางการเมืองเท่านั้นเอง แต่เมื่อมีประเด็นแล้วมันทําให้ผมคิดได้ และอยากจะบอกพ่อแม่ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านด้วยว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีคุณค่าหรืออย่างไร ผมจะเท้าความนิดหนึ่ง ผมนี่นะครับ จริง ๆ แล้วด้วยสถานะ ด้วยอาชีพที่ผ่านมาดูเหมือนว่าไม่ใช่คนรากหญ้า แต่ไม่ใช่ ผมนี่รากหญ้าโดยแท้ พ่อแม่ชาวนา เกิดในจังหวัดที่เป็นชนบท ตระกูลทํานา ไม่อย่างนั้นไม่ได้นามสกุล ทุ่งทอง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เล็กจนโตสิ่งที่สัมผัสก็คือชาวบ้าน ประชาชน ความทุกข์ร้อน เห็นมา อาชีพอาจจะไม่ใช่ รากหญ้า แต่ความคิดและจิตวิญญาณคือรากหญ้า เพราะฉะนั้นพอมีประเด็นในแง่ที่ว่า ตัด ส.ส. ที่มาจากประชาชนโดยตรงจาก ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน ก็เลยอยากจะบอก ฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านว่า ทําไมหรือครับเสียงของพวกท่านมันไม่มี ความหมายหรืออย่างไร ท่านเป็นคนเลือก ส.ส. ส.ส. คือตัวแทนของท่าน จะดีชั่วถี่ห่าง อย่าตัดสินนะครับ ผมจะเข้าประเด็นเลย ทําไมผมถึงไม่เห็นด้วย อย่าลืมนะครับว่าประชาชน ระดับรากหญ้านั้นกว่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายอะไรต่าง ๆ จากหน่วยข้างบน จากข้างบนครับ นโยบายต่าง ๆ พอส่งลงไปนักวิชาการผู้มีความรู้ทั้งหลาย อย่างโน้นดี อย่างนี้ดี ๆ คิดแทนเขาหมด กว่าประชาชนระดับรากหญ้าจะได้สัมผัสจาก ๑ ถึง ๑๐ โน่นครับ ไปอยู่อันดับที่ ๑๐ กว่าจะถึงชาวบ้าน แต่ท่านรู้ไหมครับ ไดเร็ค เซลล์ (Direct sale) ที่ประชาชนจะได้โดยตรงแล้วคือใครรู้ไหมครับ ส.ส. นี่ล่ะครับ ท่านประธานทราบดี ท่านประธานนี่คือรุ่นคุณลุงผมเลยครับ คลุกคลีมากับประชาชน ท่านประธานจะทราบดีว่า ส.ส. นี่คือไดเร็ค เซลล์ ผมใช้คําว่าไดเร็ค เซลล์ ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า คือหมายความว่า ประชาชนท่านจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจาก ส.ส. มีความทุกข์ความร้อนอะไรต่าง ๆ หันหน้าไม่หาใคร จะไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ท้องถิ่นไม่ใช่ครับ ประชาชน ในชนบทนั้นมอง ส.ส. เปรียบเสมือนเทวดา เปรียบเสมือนผู้รับใช้ ผมมองแค่ประเด็นนี้ อย่างเดียว เพราะเหตุใดท่านถึงไปตัดคนที่มาดูแลเขา นี่เป็นช่องทางที่เขาสามารถได้รับ การเลี้ยงดูแลช่วยเหลือ ใกล้ที่สุด เร็วที่สุดและง่ายที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นทําไมล่ะครับ นักวิชาการต่างให้เหตุผล ผมยอมรับ ผมก็เป็นนักวิชาการ ผมสอนมหาวิทยาลัยมา ๒๐ ปี นักวิชาการมิใช่เทวดา นักวิชาการไม่ใช่เป็นคนที่มีเหตุผลแล้วถูกต้องทั้งหมด ไม่ใช่ สิ่งที่จะ ชี้ผิดชี้ถูก ความดีความชอบอยู่ที่จิตสํานึกและคุณเจริญเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมแบบใด นักวิชาการเพียงแต่เรียนทฤษฎี แล้วนําทฤษฎีนั้นมาประกอบในการเขียนข้อความใด ความหนึ่ง ตามเหตุและผลที่สาธารณชนทั่วไปได้เรียนรู้ว่าผมยกตัวอย่าง ผมจะพูดยาว สักนิดหนึ่ง ผมเป็นสถาปนิกนะครับ มีคนออกแบบอาคารขึ้นมาแท่งหนึ่งสี่เหลี่ยมสูงประมาณ สัก ๑๐๐ เมตร นักวิชาการในฐานะสถาปนิก ๒ คนมองตึกหลังเดียวกันดีก็ได้ เลวก็ได้ ตึกแท่งสี่เหลี่ยมผมจะมองว่ามีแต่ความแข็งกระด้างไม่สวย มีแต่ความแข็งกระด้าง ไม่มี ความอ่อนช้อย แต่อีกคนหนึ่งบอกว่า แท่งสี่เหลี่ยมนี่มันบ่งบอกถึงความมั่นคง ยั่งยืน แข็งแรง มองได้หมด เพราะฉะนั้นนักวิชาการคือผู้ที่ให้เหตุผลในสิ่งที่จะทํานั้น ๆ ให้คนยอมรับ เท่านั้นเอง แต่ผมมองว่านักวิชาการมิใช่เทวดา ถึงวันนี้อย่าลืมนะครับ ประเทศเราพัฒนา ระบอบประชาธิปไตยมากี่ปีแล้ว ๖๐-๗๐ ปีแล้ว เป็นอย่างไรครับ คนเรียนมากขึ้นมีความรู้ มากขึ้น แล้วประเทศชาติตอนนี้เป็นอย่างไรครับ ต้องยอมรับไหมครับ เจริญเหมือนกัน แต่เจริญเพียงแค่วัตถุ จิตใจต่ําต้อยลงไป เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนอย่างไรครับ ว่าการตัด ส.ส. ออกไปโดยการขยายเขตคือทําให้มันเนียน ขยายเขตประชาชนเพิ่มขึ้น ผมอยากเรียนถามว่าสิ่งสําคัญที่สุด ท่านมองประชาชนไม่มีความเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียม เพราะว่าอะไร ท่านไปเพิ่มในส่วนของ ส.ส. ที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ (Party list) ไปเพิ่มตรงนั้น แล้วบอกว่าส่วนนี้จะมาสนับสนุนให้ระบอบประชาธิปไตยดีขึ้น นั่นเป็นเพียง คําพูดนักวิชาการให้มันดูดี ผมจะไม่ชี้ผิดชี้ถูกตรงประเด็นนี้ แต่ผมจะชี้ให้เห็น ประชาชน ได้เห็นว่าในกรณีที่สมมุติว่าท่านมีลูก ๑๐ คนกับลูก ๕ คน ผมถามว่าพ่อแม่ดูแลใครได้ทั่วถึง กว่ากัน ฉันใดก็ฉันนั้นครับ ประชาชนเขาเลือก ส.ส. มา เขตเล็กลงมาหน่อย ซึ่งของเดิมก็ดี อยู่แล้ว ๔๐๐ คน คิดตามตรรกะในเมื่อปัจจุบันประชาชนเพิ่มขึ้นทําไมไม่เพิ่ม ส.ส. เพื่อเขา จะได้ดูแลประชาชนได้โดยตรง บางคนบอกว่า ส.ส. ไม่มีหน้าที่ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็พูด กันไป รายละเอียดประเด็นแบบนี้ ท่าน ส.ส. ภราดร ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน พูดได้ดีที่สุด ผมฝากไปถึงพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยครับว่า หากนักการเมืองคนใดถูกตัดทอน ลงคะแนนเสียงในการโหวตครั้งนี้ ตัดทอนผู้ที่จะมาดูแลท่านโดยตรง ครั้งหน้าท่านอย่าเลือก เราไม่ได้ไปมองทฤษฎีอะไรที่พูดกันมานะครับ ก็เพราะอ้างประเทศโน้นประเทศนี้ ผมถามว่า นี่ประเทศไทย ก็อ้างประเทศโน้นประเทศนี้ ยกตัวอย่าง อเมริกา เยอรมัน เป็นอย่างไรครับ ประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะครับ เจริญรุดหน้าไหมครับ เจริญสุด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนว่า ท่านทั้งหลายครับคิดอะไรก็แล้วแต่ ท่านอาจจะไม่ได้ สนใจประเด็นนี้ ท่านอาจจะสนใจเพียงแค่ประเด็นนักการเมือง รวมทั้งผมด้วย ให้ได้ ประโยชน์กันเท่านั้น แต่ถ้าท่านนึกถึงประชาชนบ้าง ที่ผ่านมาท่านใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ เป็นข้ออ้างตลอด แต่สิ่งที่ผมกําลังชี้ให้เห็นชัด ๆ นะครับ ส.ส. ดูแล เมื่อก่อน สมมุติ ๑๐๐,๐๐๐ คน ตอนนี้เพิ่มมา ๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วผมถามว่าใครได้ประโยชน์ ก็ประชาชน ส.ส. คือตัวกลางที่จะดูแลประชาชนจากการปกครองส่วนท้องถิ่นมายังรัฐหรือฝ่ายบริหาร ใครบอกว่าการซื้อเสียงจะมากเพิ่มขึ้น ซื้อเสียงมันคนละประเด็นกับเรื่องเขต ซื้อเสียง กฎหมายบ้านเมืองมี กกต. มี บางคนบอกผู้มีอิทธิพล แล้วกฎหมายมีนี่ครับ ผู้บัญชาการทําไม ไม่จัดการล่ะครับผู้มีอิทธิพล มันเกี่ยวอะไรหรือครับ เพราะฉะนั้นในฐานะที่ผม อย่างที่บอก ครับ ด้วยสถานะเหมือนไม่ใช่รากหญ้า แต่ความคิด จิตวิญญาณเกิดและโตมาจากรากหญ้า ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ที่เขาบอกว่า วาจาส่อภาษากิริยาส่อสกุล ถ้าพูดในแง่ไม่ดี แต่ผมชัดเจนที่สุด คําพูดผมทุกคําความคิดเห็นทุกความคิด ผมจะพยายามไม่พูด ในรายละเอียดเทคนิค พูดไปมันเวียนหัวพูดไปประชาชนไม่รู้ ถ้าผมจะพูดอะไรตรงไปตรงมา และชัดเจน เอาประเด็นที่ได้ประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ในเรื่องเทคนิคพูดกันไปครับ อย่างที่บอก คดีความหนึ่งทนาย ๒๐ คน ตีความหมายยังไม่เหมือนกันเลย ก็พูดกันไป แต่สิ่งสําคัญที่สุดพ่อแม่พี่น้องประชาชนทราบไหมครับ หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ๓๗๕ คน นั่น แสดงว่า ๓๗๕ คน ส.ส. จะมาเลือกตั้งนั่นแสดงว่าท่านจะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จาก ส.ส. ของท่าน ขอท่านคิดเพียงเท่านี้อย่ามาพูดเหตุผลอย่างโน้นอย่างนี้ พูดไปก็ยาว ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับ