สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อภิปรายเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลือกตั้ง และเสนอให้เพิ่มระบบสัดส่วนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่เห็นด้วยที่จะเพิ่มจำนวนส.ส. และเสนอวิธีการปรับสัดส่วนระหว่างส.ส. เขตและ ส.ส. ระบบสัดส่วนภายใต้จำนวนส.ส. ที่มีอยู่เดิม
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติในประเด็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ก่อนอื่นผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ครับว่าประเด็นที่มีการแก้ไขเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นั้นคงมีประเด็นถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องของสูตรที่มาของ ส.ส. ซึ่งกรรมาธิการเสนอมาก็คือ ๓๗๕ เป็น ส.ส. เขต และ ๑๒๕ เป็น ส.ส. จากบัญชีรายชื่อ ขณะที่มีผู้เสนอสูตรต่าง ๆ อีกหลายสูตร ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในเรื่องของ สูตรต่าง ๆ ที่เสนอมานั้นประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนหรือแต่ละ พรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้เสนอสูตรมานั้นล้วนมองถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในผลประโยชน์ ทางการเมืองของพรรคการเมืองของตัวเองเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ไม่ว่าเรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง จะเป็นเขตเล็กเบอร์เดียวหรือเขตใหญ่เรียงเบอร์ก็ตามนั้น ล้วนแต่เป็นรูปแบบการเลือกตั้ง ซึ่งเคยใช้มาในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการที่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้แก้ไขรูปแบบการเลือกตั้งโดยใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ เรียงเบอร์นั้น เนื่องจากได้ประเมินผลการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้ การเลือกตั้งแบบเขตเล็กเบอร์เดียว ว่าไม่สามารถที่จะเป็นรูปแบบในการพัฒนาระบอบการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ จึงได้มีการปรับรูปแบบให้เป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ แล้วเราก็ได้ทดลองใช้กติกาใหม่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญผ่านการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๐ มาเพียง ครั้งเดียว แล้วขณะนี้เราก็กําลังจะเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งกลับไปเป็นเขตเล็กเบอร์เดียว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อีก ตรงนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะฝากกราบเรียน เพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า ท่านได้โปรดกรุณาทบทวนให้ดีว่ารูปแบบการเลือกตั้งใดจะเป็น รูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด เนื่องจากพวกเราต่างมีประสบการณ์ ผ่านการเลือกตั้งทั้ง ๒ รูปแบบมาแล้ว ในรายละเอียดของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายก็ยังคงมี ความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบการเลือกตั้ง ที่สุดแล้วผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ว่ารูปแบบใดก็ตามสามารถพัฒนาระบอบการเมืองการปกครองของ ประเทศไทยได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับนักการเมืองและพรรคการเมืองว่าเราจะมีความจริงใจ ต่อประเทศชาติในการร่วมมือให้การเลือกตั้งในแต่ละรูปแบบนั้นเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม ปลอดจากการซื้อสิทธิขายเสียงมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น เพราะฉะนั้นประเด็นของผม จึงอยู่ที่ว่าแต่ละสูตรที่เสนอมานั้นพวกเรายังไม่เคยบอกกับพี่น้องประชาชนเลยว่าสูตรไหน เป็นสูตรที่จะทําให้การเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากที่สุด นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของจํานวน ส.ส. ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ว่าที่มาของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เรากําหนด ส.ส. ไว้ ๔๘๐ คนนั้น เราใช้ ที่มาของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งกําหนดไว้ ๕๐๐ คนเป็นฐานในการคิด พวกเรา คงทราบดีว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นกําหนดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้จํานวน ๕๐๐ คน สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. ๒๐๐ คน แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น หลังจากที่รับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนแล้วนั้น เสียงพี่น้องประชาชนเขาต้องการให้ลดจํานวนทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ลง มันจึงเป็นที่มาของการกําหนดให้ ส.ส. มีจํานวน ๔๘๐ คน ลดลง ๒๐ ที่ ในขณะที่ ส.ว. ซึ่งเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดไว้ ๒๐๐ คน เราลดเหลือ ๑๕๐ คน ลดลงไป ๕๐ ที่นั่งครับ นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เราลดสมาชิกทั้ง ๒ สภาลงมาให้ได้สัดส่วนกัน ทีนี้ตรงนี้ มันเชื่อมโยงกับร่างแก้ไขที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอมาและกรรมาธิการเห็นชอบกับร่างแก้ไข ของคณะรัฐมนตรี ก็คือท่านกําลังเพิ่มจํานวน ส.ส. เพียงข้างเดียว จาก ๔๘๐ คน เป็น ๕๐๐ คน ถามว่าแล้วมันมีผลกระทบอะไรกับเรื่องของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทั้งหลายครับว่ามีผลกระทบแน่นอน ในเมื่อเราไม่มองภาพสมาชิกรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสภา ๒ สภาอย่างเป็นระบบพร้อมกัน เวลาเราลดเราลดทั้ง ๒ สภา ลดสมาชิกทั้ง ๒ สภา แต่เวลาเพิ่ม ขณะนี้เราจะเพิ่มแต่สมาชิก ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเพียงข้างเดียว ที่ผมพูดตรงนี้ผมไม่ได้พูดเพื่อรักษาผลประโยชน์ ของ ส.ว. ในฐานะที่ผมเป็น ส.ว. แต่ผมกําลังพูดเพื่อผลประโยชน์ของระบบการเมืองในประเทศไทยซึ่งเรายังใช้ระบบ ๒ สภา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ตาม บทบัญญัติของข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ๒๕๕๓ ก็ตาม หรือบทบัญญัติของข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา รวมถึงข้อบังคับ การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ต่างกําหนดไว้ว่าในกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องตั้ง กรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภา หรือตั้งกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อพิจารณากฎหมายหรือเรื่องใด เรื่องหนึ่งก็ตามนั้น วิธีการตั้งและวิธีการจัดสรรที่นั่งในกรรมาธิการร่วมกันหรือกรรมาธิการ ของรัฐสภานั้น เขาให้ถือตามสัดส่วนของสมาชิกแต่ละสภาครับท่านประธาน ถึงตอนนี้ ท่านประธานจะเห็นเลยครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่ม ส.ส. ข้างเดียวนั้นมันทําให้ที่นั่ง สัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาในกรรมาธิการรัฐสภาหรือกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภานั้น ที่นั่งของ ส.ว. จะถูกลดลงไปโดยปริยาย ถามว่าแล้วเสียหายอย่างไรครับ เสียหายตรงที่ว่า วุฒิสภานั้นเป็นสภาตรวจสอบ และเป็นสภาถ่วงดุลการทํางานของฝ่ายบริหาร เมื่อที่นั่ง ของสมาชิกวุฒิสภาในกรรมาธิการร่วมกันถูกลดลงไปด้วยเหตุการณ์เพิ่มจํานวน ส.ส. เพียงข้างเดียวนั้น มันจึงทําให้ระบบถ่วงดุลตรวจสอบนั้นไม่อาจดําเนินการได้ เพราะโหวต อย่างไรก็แพ้อยู่ดีครับ ประเด็นตรงนี้ก็คือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนให้เพื่อนสมาชิก ทั้งหลายได้โปรดกรุณา ให้ความสําคัญว่าการที่เราเพิ่มจํานวน ส.ส. เพียงข้างเดียวนั้น มันมีผลกระทบต่อระบบของรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ถ้าพวกเราได้ช่วยกันศึกษา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบมาแล้วนั้น เขาเขียนหลักการในการ ขอแก้ไขไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน หลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ว่า แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตย้ําอีกทีนะครับว่า หลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้นั้นระบุไว้ชัดเจนว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้พูด เรื่องจํานวนเลยครับ เมื่อไม่ได้พูดว่าหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้ไข เพื่อเพิ่มเติมจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเห็นว่าโดยกฎหมายท่านเพิ่มจํานวน ส.ส. ไม่ได้ เพราะหลักการที่ผ่านการรับในวาระที่หนึ่งของสภาแห่งนี้นั้น เรารับเฉพาะหลักการ เรื่องการแก้ไขที่มา เราไม่ได้รับเรื่องการแก้ไขจํานวน เพราะท่านไม่ได้เสนอหลักการ ในเรื่องนี้มา นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเหตุผลที่ท่านเสนอมาในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ท่านเสนอเหตุผลมาว่าเพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปตามหลักการ พื้นฐานของความเป็นธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหตุผลกล่าวโดยสรุปก็มี ๒ ข้อ ท่านประธาน ข้อแรกก็คือแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของ ความเป็นธรรม อาจจะเข้าใจได้ว่าท่านมองว่าการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ทําให้ ประชาชนขาดความเป็นธรรม เพราะบางคนเลือกได้ ๑ เบอร์ บางคนเลือกได้ ๓ เบอร์ แล้วแต่ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีจํานวนประชากรเท่าไร ตรงนี้ผมยอมรับได้ครับว่าท่านไปแก้ไข เรื่องเขต ก็เป็นการสอดคล้องกับหลักการที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสริมสร้าง ความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านบอกว่าต้องไปเพิ่ม ส.ส. ในระบบสัดส่วนเป็น ๑๒๕ คน เพื่อพัฒนาพรรคการเมืองและให้ความสําคัญกับระบอบ พรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองไปต่อสู้กันในเรื่องของนโยบายพรรค แล้ววิธีการนี้ จะเป็นวิธีการที่สามารถพัฒนาความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมอาจเชื่อเหตุผลของท่านที่ท่านเสนอมาได้ แต่ผมกราบเรียนครับว่าด้วยแนวคิดและวิธีคิด อย่างเดียวกับที่ท่านกําลังเสนอ ก็คือเพิ่มระบบสัดส่วนให้มีจํานวนมากขึ้น แล้วจะเป็นการ พัฒนาความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมกราบเรียนครับว่าก็ทําได้ โดยไม่ต้องเพิ่มจํานวน ส.ส. เลยครับ เป็นเพียงการปรับสัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขต และ ส.ส. ระบบสัดส่วนภายใต้จํานวน ส.ส. ที่มีอยู่เดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือจํานวน ๔๘๐ คน ก็เอาแนวความคิดในการ พัฒนาระบอบการปกครองของประเทศไทยด้วยวิธีการให้ความสําคัญกับพรรคการเมือง ผ่านการเลือกแบบสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นก็ทําได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นเลยครับว่าภายใต้หลักการ และเหตุผลที่ถูกเสนอมา และที่ประชุมแห่งนี้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง ไปแล้วนั้น ไม่จําเป็นต้องเพิ่มจํานวน ส.ส. แล้วผมก็เห็นต่อไปด้วยครับว่าท่านก็เพิ่มจํานวน ส.ส. ไม่ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการแปรญัตติหรือด้วยวิธีการที่กรรมาธิการไปแก้ไขเพิ่มเติมหรือเห็นชอบ เพราะหลักการที่เรายอมรับกันนั้นคือหลักการที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถามว่า แล้วถ้าเราเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญโดยการไปแก้รัฐธรรมนูญด้วยการเปลี่ยนแปลงจํานวน ส.ส. มีอะไรเกิดขึ้นครับ ผมกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับว่า ผมเห็นว่า เป็นการกระทําที่ขัดต่อข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ตั้งแต่ ข้อ ๘๖ ข้อ ๙๓ ข้อ ๙๖ ผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านข้อบังคับสั้น ๆ ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ฟังอย่างนี้นะครับ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวด ๗ ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วย การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๘๖ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต้องแบ่งเป็นมาตรา และต้องมีบันทึกประกอบดังต่อไปนี้ ๑. หลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ๒. เหตุในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม ชัดเจนครับ ร่างที่รัฐบาลและกรรมาธิการเสนอมานั้น มีหลักการ มีเหตุผลถูกต้อง ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๖ แต่ก็เขียนต่อไปอย่างนี้ครับว่า ในวรรคท้ายของ ข้อ ๘๖ เขียนต่อไป อย่างนี้ครับว่า การแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกมาตราใดของรัฐธรรมนูญให้ระบุมาตราที่ต้อง แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการหรือจะระบุไว้ ในเหตุผลด้วยก็ได้ ผมก็เปิดอ่านร่าง ที่ท่านเสนอมา ทั้งในหลักการและในเหตุผลท่านมิได้ระบุเลขมาตราที่ท่านขอแก้ไข ถามว่า ขัดข้อบังคับ ข้อ ๘๖ วรรคท้ายไหม ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนใช้ดุลยพินิจตัดสินใจเอาเอง ได้ว่าขัดหรือไม่ขัด เพราะข้อบังคับบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญมาตราไหนต้องระบุเลขมาตรา ในหลักการและเหตุผล ท่านไม่ได้ระบุเลยสักมาตราเดียว ข้อต่อไปที่ผมจะขออนุญาตอ่าน ให้ท่านฟังก็คือว่า ข้อ ๙๓ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมในวาระที่หนึ่ง ให้รัฐสภาพิจารณาและลงมติจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม เราปฏิบัติตามข้อ ๙๓ เรียบร้อยแล้วครับ นั่นหมายความ ว่าหลักการที่ท่านเสนอมาเฉพาะแก้ไขเรื่องของที่มาของ ส.ส. ที่ประชุมแห่งนี้ได้รับหลักการ ตามข้อ ๙๓ เรียบร้อยแล้ว ถัดไปข้อ ๙๖ วรรคท้าย เขียนอย่างนี้ครับว่า การแปรญัตติ เพิ่มเติมมาตราขึ้นมาใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่เป็นการแก้ไขที่เกี่ยวเนื่องกัน ถามว่าท่านเสนอ หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาว่าจะขอแก้ไขในเรื่องที่มาของ ส.ส. ที่ประชุมแห่งนี้รับหลักการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๓ เรียบร้อยแล้ว แต่เนื้อหาหลังจากที่ท่านกรรมาธิการไปพิจารณา ปรับปรุงผ่านการโหวตมาในคะแนนที่เท่ากันจนท่านประธานกรรมาธิการต้องลงคะแนน ชี้ขาดอีก ๑ คะแนนนั้นท่านเจือปนเรื่องของจํานวน ส.ส. เพิ่มจํานวน ส.ส. ขึ้นมาด้วย เกินหลักการตามที่ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคท้าย เขาห้ามไว้หรือไม่ ถ้าเป็นการเกินไปจาก หลักการที่ได้ขอที่ประชุมไว้ ผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ นําไปสู่การขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากข้อบังคับออกตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่ให้อํานาจไว้ ทั้งหมดคือประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิกว่าต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก ทุกท่านได้กรุณาใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องใช้เป็นกฎกติกาในการบริหารราชการ แผ่นดินและพัฒนาระบอบการเมืองของประเทศต่อไปในอนาคต การแก้ไขบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญนั้น จึงไม่ควรที่จะเกิดขึ้นเพียงเพราะเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่าง พรรคการเมือง หรือเป็นการทําหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสนองความต้องการของ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ผมเองเป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการแก้ไข บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยยึดหลักการสําคัญว่ารัฐธรรมนูญแม้เป็นกฎหมายสูงสุด ก็สามารถแก้ไขได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องยึดอยู่บนพื้นฐานของ ความถูกต้องเป็นธรรม และสําคัญที่สุดต้องเป็นการแก้ไขที่ยึดถือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนก็คงที่จะมีหลักการในการ ตัดสินใจในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตกต่างจากกระผม แล้วกระผมก็หวังว่าจะเป็น เช่นนั้น ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน