มณเฑียร บุญตัน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 และการแบ่งประเภทที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับกระผมได้ให้ความเห็นในขณะที่ ขอแปรญัตติกับคณะกรรมาธิการและได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ต้องแปรญัตติ แต่ว่ามีเรื่องที่ จําเป็นต้องอภิปรายเพื่อให้เป็นที่รับทราบและเป็นที่เข้าใจนะครับ อันที่จริงแล้วนี่โดยส่วนตัว ตั้งแต่ต้นผมเองก็เห็นว่าแม้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ก็ยังมีความเชื่อเช่นเดียวกับ สมาชิกท่านอื่นที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศเราเพิ่งใช้กันมา ๓ ปี ยังไม่สามารถออกกฎหมายลูกตามเจตนารมณ์หรือ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จเลยก็มีอันต้องแก้ไขแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ ประเทศชาติสามารถจะเดินหน้าไปได้ แม้ว่าแรงจูงใจในการแก้ไขในครั้งนี้จะเกิดจากอะไร ก็ตามนะครับเราก็ได้รับร่างแก้ไขไว้ในวาระแรกแล้ว แล้วก็มีการแปรญัตติในขั้นกรรมาธิการ ผมเองแม้ว่าจะไม่ได้ให้การสนับสนุนในวาระแรกก็ตาม ในส่วนมาตรา ๑๙๐ นั้นผมเองแม้ว่า ไม่ได้พอใจสัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้ขอไม่สงวนคําแปรญัตติหลังจากที่คณะกรรมาธิการ ได้แก้ไขไปเหมือนดังที่ได้มีการพิจารณาไปแล้ว ในส่วนที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น กระผมมีเรื่องที่จะต้องเรียนท่านประธานและที่ประชุมอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ประเด็นแรกว่าด้วยเรื่องของการแบ่งประเภทที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น ๒ ส่วน ก็คือแบบแบ่งเขต ซึ่งหลายท่านคงจะได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า คํานึงถึงที่มาจากฐานพื้นที่ เป็นสําคัญ ผู้แทนประชาชนนั้นมีความผูกพันกับพื้นที่ เป็นผู้ได้รับการยอมรับนับถือในพื้นที่ มีความคุ้นเคยกับปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่ด้วยข้อจํากัดหรือจะด้วยวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นระบบอุปถัมภ์แบบไทย ๆ เรา ก็ทําให้บุคคลที่ได้รับการเลือกตั้ง มาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบุคคลที่มีฐานะดี เป็นคนที่มีบารมี เป็นคนที่มีความพร้อม ทางด้านเศรษฐกิจประจําพื้นที่ จะไม่พูดนะครับว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะผมคิดว่าก็อาจจะ เป็นการไม่ให้เกียรติ สรุปแล้วก็คือจะต้องเป็นคนที่มั่งมีศรีสุข เป็นคนที่ได้รับการยอมรับ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แต่ว่าเมื่อสถานการณ์การพัฒนาประเทศนี้เปลี่ยนไป บทบาท ในการดูแลพี่น้องประชาชนโดยตรงในเรื่องชีวิตประจําวันได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่กระบวนการ กระจายอํานาจและกลายเป็นบทบาทขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ดังที่ได้มีการอภิปราย ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในความเห็นของกระผมน่าจะได้มีความสอดคล้องกับที่เป็นอยู่ในหลายประเทศ ก็คือ ทําหน้าที่สภานิติบัญญัติเป็นหลัก แม้ว่าหน้าที่ในการสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละทิ้งก็ตาม เรามีสมาชิกที่มาจากพื้นที่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งที่เริ่มมีการ ปฏิบัติกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ก็คือระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในขณะนั้นเราก็แบ่งเขต เป็น ๔๐๐ เขต แล้วก็ใช้ระบบการลงคะแนน บุคคล ๑ คน มีสิทธิเลือกตั้งได้ ออกเสียงได้ ๑ คะแนน ซึ่งกระผมเองก็เห็นด้วยกับหลักการนี้ แต่ว่าเมื่อได้มีการแก้ไขโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเปลี่ยนแปลงขนาดของเขตก็ทําให้มีวิธีการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป กระผมเห็นว่า จริง ๆ แล้วเรื่องของการลงคะแนนเสียงที่เราเรียกว่า วัน แมน วัน โหวต กับขนาดของเขต เป็นคนละประเด็นกันนะครับท่านประธาน บุคคลสามารถจะเลือกได้ ๑ คะแนน แต่ขนาด ของเขตไม่จําเป็นจะต้องมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ไม่ได้เป็นสาระสําคัญ ขอแต่เพียงว่าประชาชน ใช้สิทธิในการเลือกตั้งเท่ากัน เขตจะยังคงมีขนาด ๓ คนต่อ ๑ เขต ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าไม่ได้ มีผลกระทบต่อสิทธิในการเลือกผู้แทนราษฎร แต่นั่นไม่ใช่สาระที่ผมจะมาพูดถึง เพราะ ผมไม่ได้แก้เรื่องขนาดของเขต ผมได้เสนอเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ให้เหลือจํานวน ๓๐๐ คน ในขณะที่สมาชิกที่มาจากบัญชีรายชื่อเป็น ๒๐๐ คน โดยใช้ เหตุผลดังต่อไปนี้ สมาชิกที่มาจากการแบ่งเขตอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ก็คือตัวแทนของ พี่น้องประชาชนโดยอาศัยฐานพื้นที่เป็นหลักส่วนสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากบัญชีรายชื่อ ซึ่งแต่ละพรรคนั้นจะต้องเลือกสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ก็เป็นตัวสะท้อน ความหลากหลายของพี่น้องประชาชน ความหลากหลายของกลุ่มประชากร ซึ่งในหลาย ประเทศนั้น โดยเฉพาะประเทศที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยไปไม่นานเท่าไร การกําหนดให้มี ดุลภาพระหว่างผู้แทนราษฎรฐานพื้นที่กับผู้แทนราษฎรฐานกลุ่มประชากรนั้นเป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าความเข้าใจและความคุ้นเคยในการที่จะสนับสนุนให้เกิดผู้แทนแบบแบ่งเขตที่มี ความหลากหลายทั้งในเรื่องความรู้ ทั้งในเรื่องของความหลากหลายของความเป็นกลุ่ม ประชากรนั้นยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าหลายประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนีก็ดี กระทั่งประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งมีแต่เฉพาะประเภทบัญชีรายชื่ออย่างเดียวก็ดี หรือประเทศ ญี่ปุ่นก็ดี อันนั้นก็เป็นตัวอย่าง ผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะชี้ให้เห็นถึงดุลยภาพระหว่าง ส.ส. แบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นตัวแทนแบบฐานพื้นที่ เรายังไม่ได้ทิ้งแนวคิดเดิม เพียงแต่ว่าหันมาทํา หน้าที่ในสภานิติบัญญัติมากขึ้น กับ ส.ส. แบบที่มาจากบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมจะขออภิปราย ในรายละเอียดดังต่อไปนี้นะครับว่า หลายท่านไม่ได้ให้ความสําคัญกับเหตุผลและที่มา ของ ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อเท่าที่ควร ให้ความสําคัญต่ออํานาจในการตัดสินใจของพรรคการเมือง ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญสามารถจะไปไกลกว่านั้นโดยอธิบายถึงสาเหตุและที่มาของ ความเป็นรายชื่อในบัญชีรายชื่อ เช่นที่ปรากฏในมาตรา ๙๗ ซึ่งก็จะแก้ไขเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ในส่วนนี้นะครับ กําหนดไว้ว่าให้สะท้อนหรือมาจากภูมิภาค ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าไม่เพียงพอ เพราะผมคิดว่าการกําหนดให้ผู้แทนราษฎรประเภท บัญชีรายชื่อมาจากภูมิภาคต่าง ๆ เท่านั้นก็ยังไปซ้ํารอยเดิมที่ฐานพื้นที่เหมือนเดิม แต่ไม่ได้ อธิบายถึงความหลากหลายของกลุ่มประชากร เช่น ความหลากหลายในเรื่องของวิชาชีพ ความหลากหลายในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ความหลากหลายในเรื่องของกลุ่มประชากร ผู้ด้อยโอกาสก็ดี คนพิการก็ดี เป็นคนที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพในระบบ แต่เป็นคนที่ทํางาน นอกระบบก็ดี หรือเป็นชนเผ่า เป็นชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก็ดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวสะท้อน ความหลากหลายของกลุ่มประชากร ซึ่งผมคิดว่าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องของการเลือกตั้งนี้ควรจะไปกําหนดหลักเกณฑ์เพื่อแสดงความหลากหลายของ กลุ่มประชากรที่จะนํามาจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองจะต้องนําเสนอ เพราะหาไม่เช่นนั้นแล้วก็จะอยู่ในข้อครหาที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้พูดกันมาหลายครั้งครับ ท่านประธานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากกลุ่มบัญชีรายชื่อนั้นมักจะเป็นที่กล่าวหา กันว่าเป็นพวกกลุ่มทุนบ้าง เป็นพวกที่มีวาสนาบารมีต่าง ๆ บ้าง เข้ามาครอบงํานโยบาย ของพรรคบ้าง แต่ถ้าเรามีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่กําหนดชัดเจน ถึงการจัดประเภทหมวดหมู่ของผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งเป็นผู้รับสมัครเลือกตั้งประเภท บัญชีรายชื่อให้สะท้อนความหลากหลายของกลุ่มประชากรก็จะเป็นที่เชื่อได้ว่าเกิดดุลยภาพ ระหว่างผู้แทนราษฎรประเภทฐานพื้นที่กับผู้แทนราษฎรประเภทฐานกลุ่มประชากร อย่างแจ้งชัด ปัญหาที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็คือการไม่มีดุลยภาพก็จะหมดไป ความขัดแย้ง ในสังคมเพราะเหตุว่าเฉพาะผู้ที่มีบารมีสูงในแต่ละพื้นที่เท่านั้นจึงจะเข้ามาทํางานในสภา ก็จะถูกถ่วงดุลด้วยจํานวนผู้แทนราษฎรที่มาจากความหลากหลายของกลุ่มประชากร เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จําจะต้องบรรจุเรื่องความหลากหลาย ของกลุ่มประชากรไว้ในร่างแก้ไขมาตรา ๙๗ ซึ่งจะเพิ่มเติมจากภูมิภาคต่าง ๆ ฉะนั้นก็คิดว่าน่าจะช่วยทําให้เป็นการเติมเต็มถึงคุณสมบัติและที่มาของผู้แทนราษฎร ส่วนจํานวน ๓๐๐ : ๒๐๐ นั้น จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ติดใจถึงขนาดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ว่าการเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทบัญชีรายชื่อให้สามารถ มีดุลยภาพที่เหมาะสมกับประเภทฐานพื้นที่ได้ ก็จะเป็นการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ในสังคมมากขึ้น ยอมรับว่าสังคมนี้ไม่ได้มีมิติเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้มีเฉพาะมิติ เชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่มีมติของกลุ่มประชากรด้วย อันนี้ก็จะสามารถอธิบายให้พี่น้อง ประชาชนได้รับทราบได้ครับท่านประธาน ผมก็ขอแสดงทัศนะไว้เท่านี้นะครับ ก็หวังว่า เพื่อนสมาชิกทั้งหลายท่านจะได้พิจารณาข้อเสนอแนะนี้เพื่อทําให้ประชาธิปไตยของเรานั้น เป็นประชาธิปไตยเชิงเนื้อหามากกว่าประชาธิปไตยเชิงรูปแบบเท่านั้น ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน