ดิเรก ถึงฝั่ง หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไข โดยเสนอแนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ได้เสนอ มาตรา 93-98 โดยแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว และส.ส. 400 คนจากเขตเลือกตั้ง และ 100 คนจากสัดส่วน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทย และเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารช่วยแก้ปัญหาความแตกแยกต่าง ๆ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ยื่นแปรญัตติในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และการยื่นแปรญัตติ ในครั้งนี้ ผมเองจะขออภิปรายในประเด็นต่าง ๆ เพียง ๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ก่อนอื่นผมต้องขอติติงคณะกรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ทําไมถึงขอติติงครับ เหตุผลเนื่องจากว่าในขณะที่บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ได้ยื่น แปรญัตตินั้น ยังไม่ทันที่คณะผู้แปรญัตติจะมาชี้แจงปัญหาต่าง ๆ ที่เขานําเสนอแล้วก็มีข้อสงสัย คณะกรรมาธิการก็ชิงเร่งรัดลงมติ เลือกวิธีทางหนึ่งวิธีทางใดออกไปแล้ว และเมื่อลงมติไปแล้ว เพิ่งจะมีหนังสือเชิญให้พวกเรา ไปแปรญัตติ เมื่อท่านลงมติไปเรียบร้อยแล้ว ท่านมาเชิญผม ไปแปรญัตติมันจะได้ประโยชน์อะไร เพราะการแปรญัตตินั้นมันเป็นสิ่งที่เราจะต้องนําข้อดี ข้อไม่ดีไปพูดคุยกัน เมื่อทุกคนแปรญัตติเสร็จเรียบร้อยแล้วในทางปฏิบัติ ท่านจึงนําสิ่งเหล่านี้ มาวินิจฉัยและก็จะเป็นมติ ลงมติเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น มันควรจะทําทีหลัง เมื่อทุกคนได้แปรญัตติกันไปแล้ว หรือท่านอาจจะคิดว่าผู้ที่แปรญัตตินั้น อาจจะแปรในเรื่องที่ซ้ํา ๆ กัน ก็เลยถือโอกาสตัดบท ลงมติกันไปเสียก่อน ผมกราบเรียน ท่านทั้งหลายอย่างนี้ว่า ผมเองนั้นได้รับหนังสือเย็นวันนี้ พรุ่งนี้ให้มาแปรญัตติ ไม่รู้ส่งหนังสือ เมื่อไร ทําไมผมถึงได้รับช้าเหลือเกิน เราก็ไม่มีเวลาเตรียมตัวที่จะแบ่งเวลามาชี้แจงได้ จึงได้ ขอสงวนคําแปรญัตติเอาไว้อภิปรายในสภานะครับ ท่านกลัวว่าจะซ้ํากัน ผมกราบเรียนว่า ประเด็นของผมนั้น เราไม่อภิปรายให้ซ้ํากับทุก ๆ ท่าน เพราะว่าหลายท่านก็ได้อภิปราย เจาะลึกปัญหาต่าง ๆ ไปมากมายพอสมควร สิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นอยู่ในประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าท่านประธานคงจําได้ว่าในขณะที่บ้านเมืองเราเกิดวิกฤติ ของบ้านเมืองนั้น รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานวุฒิสภา ได้ปรึกษาหารือกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง แล้วก็ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาที่เรา เรียกว่า คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีผมเป็นประธานคณะกรรมการ และมีสมาชิกที่มาจากหลาย ๆ ฝ่ายนะครับ มาจากหลาย ๆ ฝ่าย มาจากคู่ขัดแย้ง มาจากคู่กรณี คณะกรรมการของเราทํางาน แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือหาทางวิธีที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้ได้ ส่วนที่ ๒ เราก็หาวิธีที่จะปฏิรูปการเมืองหรือปฏิรูปประเทศของเราให้มันเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง และในส่วนที่ ๓ นั้นก็คือเรื่องของการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่สุดคณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ ถกเถียงกัน ถกแถลงกันทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างละเอียด เราก็เสนอ มา ๖ ประเด็น มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ นั้น และมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็น ๒ ใน ๖ ประเด็น ที่พวกเราได้ถกเถียงกัน เรามาดูมาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ซึ่งผมจะพูดรวมทีเดียวว่า ประเด็นเขตเดียวเบอร์เดียว เขตเล็กเบอร์เดียวที่เราได้พิจารณากันอยู่นี้เราก็มีแนวทาง ของเราออกมาชัดเจนว่าเราต้องการเห็นการแบ่งเขตเลือกตั้งก็คือเขตเดียวเบอร์เดียว ที่เรียกกันง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่าเขตเล็กนะครับ โดยอาศัยหลักของความเป็นสากลเข้ามา เกี่ยวข้อง และในที่สุดเราก็เสนอมาว่ามันต้องมี ส.ส. ๔๐๐ คนจากเขตเลือกตั้ง และ ๑๐๐ คน จากสัดส่วนหรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ ลิสต์ เป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ เป็นแนวทางที่ คณะกรรมการสมานฉันท์เราได้เสนอมา ถามว่าเราคิดกันอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบาย รายละเอียด แต่บอกให้ท่านได้ว่าจาก ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นั้นทุกคนคิดจากฐานหลายฐาน คิดจากปัญหาหลายปัญหาเอามาถกกันจนกระทั่งได้ข้อยุติ นั่นหมายถึงว่าคู่กรณีทุกฝ่าย มีความเห็นพ้องต้องกันว่าในการที่เราจะแก้รัฐธรรมนูญนั้นแนวทางที่มันจะออกไปกลาง ๆ ที่ไม่ให้เกิดการขัดแย้งอีกก็คือสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญนั้นคือปัญหา ในหลาย ๆ ปัญหาที่สําคัญที่สุดที่ทําให้เกิดการขัดแย้ง เกิดการแตกแยกของคนไทย ในประเทศมาจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นทางออกที่คณะกรรมการสมานฉันท์นั้นเราไม่ได้ ออกไปข้างหนึ่งข้างใด ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาเราเข้าใจความเป็นกลาง เราเข้าใจ ความเป็นธรรม เราเข้าใจความโปร่งใสพอ เราไม่เคยคิดว่ายึดติดกับพรรคการเมือง พรรคการเมืองใด และสิ่งต่าง ๆ ที่เราทํากันมาด้วยคิดว่าเราต้องแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของชาติบ้านเมืองให้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อข้อยุติสรุปมาอย่างนี้นะครับ ในท้ายที่สุด ผมได้นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีว่านี่คือแนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ได้เสนอมา ใน ๓ กรอบ และกรอบรัฐธรรมนูญก็คือ ๖ ประเด็นนี้ ในวันนําเสนอผมได้กราบเรียนกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าท่านจะต้องรีบตั้งคณะทํางานเอาแนวทางทั้ง ๓ แนวทางนี้ไปศึกษา และรีบพิจารณานําไปสู่การแก้ไขเสีย นั่นหมายถึงว่านําไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของคนในสังคมและคนในประเทศไทย ผมจําได้ชัดเจนว่าผมอภิปรายในห้องนี้ว่าถ้าท่าน ไม่รีบแก้ไข สิ่งที่พวกเราไม่อยากเห็นก็จะได้เห็น แล้วเราก็ได้เห็นจริง ๆ ก็คือเกิดการ นองเลือด มีคนตายไปตั้ง ๙๑ คนนะครับ การล่าช้า การดึงเกม หรืออะไรก็แล้วแต่ทําให้ ปัญหามันลุกลามใหญ่โตขึ้นมา นั่นคือปัญหา เวลานี้เมื่อมีผู้เสียชีวิตไปเป็นจํานวนมากแล้ว ต่อมาท่านก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาเอาแนวทางนี้ไปศึกษา แล้วก็ตั้งคณะทํางานเพื่อจะได้ ดําเนินการตามแนวทางที่เรากําหนดเอาไว้ให้ ที่คณะกรรมการกําหนดเอาไว้ให้นะครับ ท่านอาจารย์สมบัติซึ่งก็เป็นคณะกรรมการของผมเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์อยู่ ท่านก็ได้มาเป็นหัวหน้าทีมในการศึกษาร่างของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านก็ศึกษาท่านก็เอาแนวนี้เสนอขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นการถูกต้องแล้ว เพราะว่าในที่ประชุมนั้น เขาต้องการให้เป็นเขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว แต่ที่มันเพี้ยนไปก็คือว่าของเราเสนอไว้ ๔๐๐ กับ ๑๐๐ ทีมงานของนักวิชาการซึ่งมีท่านอาจารย์สมบัติเป็นประธาน ก็คือประธาน แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็ออกมาเป็น ๑๒๕ คน ซึ่งสมาชิกช่วยกันออกมาต่อต้านช่วยกัน อะไรต่าง ๆ และอธิบายเหตุผลมาเยอะแล้วผมจะไม่พูด แต่การที่เสนอแนวนี้ออกมาสิ่งที่จะ ตามมาก็คือจะเกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาจากเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ๑ ประเด็น เกิดปัญหาความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ๑ ประเด็น นั่นหมายความว่าโอกาส ที่เราจะทําให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ระหว่าง ส.ส. ทุกฝ่ายทุกพรรคนั้นมันยิ่งห่าง ไปอีก แทนที่จะเกิดความปรองดองสมานฉันท์หาทางแก้ปัญหาไปด้วยกันทั้งทีม ทั้งพรรค ทุกพรรคร่วมกันนี่นะครับมันก็กลายเป็นประเด็นขัดแย้งขึ้นมาอีก ๑ ประเด็น พอเปิดตัวว่า ๓๗๕ กับ ๑๒๕ พอเปิดตัวก็ขัดแย้งแล้ว เสียงต่อต้านหนาหู เสียงต่อต้านรุนแรง ผมเอง เป็นผู้หนึ่งที่ยื่นแปรญัตติด้วย เพราะว่าเราไม่สามารถเลิกหลักการของความเป็น คณะกรรมการสมานฉันท์ได้ สิ่งที่เราต้องการคือเราต้องการเห็นบ้านเมืองเกิดความ สมานฉันท์ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการก็คือว่า การแปรญัตติ ของผมนั้นผมต้องการไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการว่าอย่าทําเลยครับ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ นี้ เพราะมันจะเพิ่มประเด็นขัดแย้งและมันจะยากที่ทําให้คนไทยปรองดองสมานฉันท์กันได้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นปีสองปีที่ผ่านมานั้น มันไม่เหมือนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๓๐ หรือปี ๒๕๓๕ เพราะใน พ.ศ. นั้นมันไม่ใช่ความขัดแย้งของคนทั้งประเทศและความขัดแย้งของคน ในประเทศลักษณะนี้ แต่มันเป็นความต้องการอุดมการณ์ของนักศึกษาที่ต้องการเห็นรูปแบบ ของบ้านเมืองเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง นักศึกษาเหล่านั้นเมื่อเกิดปฏิวัติ รัฐประหารเขาก็จบไป เขาก็สงบไป แต่ความขัดแย้งในคราวนี้ท่านพิจารณาให้ดีนะครับว่า ลึก ๆ มันทําให้คนไทยเกิดอะไรขึ้นมา คนไทยเกิดความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้เราต้องแก้ก่อน ไม่ใช่ไปเพิ่ม ประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาอีก ผมจะไปชี้แจงในกรรมาธิการอย่างนี้ว่าอย่าทําเลย ถ้าทํา โอกาสที่ท่านจะให้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านนั้นไปด้วยกันนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ในเมื่อชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบกันอยู่ลักษณะอย่างนี้โอกาส ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าที่ผมจะไปชี้แจงนั้นมันไม่ซ้ํากับใคร ผมจะไปเน้น ว่าท่านกําลังจะสร้างปัญหาขึ้นมาอีกขอให้ยุติเสีย นี่คือสิ่งที่ผมจะกราบเรียนให้ท่านประธาน รัฐสภาได้ทราบ
ประเด็นที่ ๓ ในประเด็นที่ ๓ นั้นผมกราบเรียนฝากนายกรัฐมนตรี ว่าปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คนที่จะแก้ไขก็คือท่านนายกรัฐมนตรี นั่นเอง ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารประเทศนั้นเป็นบุคคลสําคัญที่จะ เปิดเกมแห่งการปรองดองสมานฉันท์ ถ้าไม่ยึดติดกับสิ่งที่ท่านอาจจะอึดอัดใจก็คือบุคคล รอบข้างของท่านทั้งหลาย ท่านก็ต้องนึกถึงชาติบ้านเมืองว่า ถ้าเราปล่อยให้ชาติบ้านเมือง จมดิ่งหรือเกิดความแตกแยกกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ผมก็พูดไว้แล้วในวันอภิปราย ที่ส่งมอบ แล้วก็เขาเปิดอภิปรายซักฟอกทั้งหลายทั้งปวงว่า เราจะเสียใจ และเราจะไม่เคยเห็นความแตกแยกที่มันเกิดความรุนแรงในชาติไทย เพราะนี่ คือจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ผมย้ํามาตลอด ฝากมาตลอดว่าความแตกแยกที่เกิดปัญหา นี่คือจุดเริ่มต้น เมื่อมันมีจุดเริ่มต้นอย่างนี้แล้ว ถ้าเราไม่รีบแก้มันจะบานปลายไปอย่างที่เรา คิดไม่ถึง และคนไทยทุกคนก็จะต้องเสียใจ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากท่านนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าพระทะเลาะกันคนแก้คือสมภาร เพราะเราดูแลวัด ปกครองวัด เราจะให้สมภารวัดอื่น มาแก้ไขไม่ได้ ถ้าเมื่อไรผู้บริหารเปิดทางที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหาแล้ว ซึ่งผมอภิปรายไว้ ให้ชัดเจนแล้วว่าความคิดเก่า ๆ ต้องเลิกแล้วความคิดใหม่ต้องเกิด ก็คือเอาประเทศชาติ เป็นหลัก เราถอยหลังคุยกันแก้ปัญหากันมันก็จะเดินไปได้ เราก็จะดํารงไว้ซึ่งการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเมื่อไร เรายังต้องการเอาชนะคะคานหรือชิงความได้เปรียบกันอยู่เหมือนกับที่ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ ขณะนี้มันมีแต่จะซ้ําเติมเสริมไฟลงไปในกองไฟกองเพลิงมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงฝากติง และฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาความแตกแยกก่อน ผมอยากจะ เถียงคณะกรรมการชุดนั้นเหลือเกิน ในขณะที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าการเลือก ส.ส. ๓๗๕ คน กับ ๑๒๕ คนนั้น คือการพัฒนาประชาธิปไตย ผมฟังแล้วผมก็ นักวิชาการเหล่านั้น คิดได้อย่างไรว่านี่คือการพัฒนาประชาธิปไตย ท่านได้ขยายความต่อไปว่า การเพิ่ม ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ อีก ๒๕ คนนั้น เท่ากับเพิ่มศักยภาพให้กับ ส.ส. เพราะว่า ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ นั้น ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยหนีห้องประชุม ท่านใช้คําพูดอย่างนี้ว่านี่คือการพัฒนาประชาธิปไตย การหนีห้องประชุมนั้นท่านไปตรวจสอบดูสิครับว่า ไม่ว่าปาร์ตี้ ลิสต์ หรือ ส.ส. เขตหรอกครับ คล้ายกันหมด เหมือนกันนะครับ บางทีปาร์ตี้ ลิสต์ นี้ยิ่งกว่าด้วยซ้ําไป เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าเอามาจากนักลงทุนหรือนายทุนเขาไม่มานั่งฟังเราคุยกันอย่างนี้หรอกครับ เขาทนฟังที่เราไปนั่งถกนั่งเถียงกันในสภาไม่ได้ ความจริงสภาเขามีเอาไว้ให้เถียงกันนั้น มันถูกต้องแล้ว แต่เขาทําธุรกิจทําอะไรเยอะแยะ เขาบอกเขาไม่มีเวลาที่จะมานั่งฟัง แล้วที่ พูดว่า การเพิ่มปาร์ตี้ ลิสต์ นั้นพัฒนาประชาธิปไตย เอาส่วนไหนมาคิด ผมจะยังไม่พูดต่อไป อีกว่าที่ท่านคิดเอาประเทศนั้นประเทศนี้มา ที่ท่านพูดทุกประเทศ ส.ส. ในสภา ส.ว. ในสภานี้ เขารู้กันหมด ว่าประเทศไหนมีอย่างไร ความรู้เหล่านี้มันมีกันอยู่ในตัวของทุกคน แต่สิ่งที่ ท่านไม่ได้พูดก็คือว่าแนวทางที่จะทําให้คนมันปรองดองกันนั้นมันคืออะไร เพราะฉะนั้น การเสนอ ๓๗๕ คน และ ๑๒๕ คนนั้น ผมย้ําว่ามันเพิ่มประเด็นขัดแย้งของคนในประเทศไทย ในประเทศชาติให้มากขึ้นมาอีก ไม่ควรทําอย่างยิ่ง ผมฝากกราบเรียนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านว่า ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณให้ดี เรารักชาติไทยด้วยกันทุกคน เรารัก องค์พระมหากษัตริย์ด้วยกันทุกคน ถ้าเรารักพวก รักตัวมากกว่า ๒ สิ่งนี้ ต่อไปในอนาคต ประเทศไทยเราก็คงจะย่ําแย่ ท่านประธานที่เคารพ ๓ ประเด็น ที่ผมได้กราบเรียนนั้น เราพูดด้วยหัวใจ พูดด้วยคนที่เป็นกลาง พูดด้วยคนที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข พูดด้วย จิตวิญญาณที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีเหลี่ยมคูใดอยู่ในตัวเลย ผมฝากท่านประธานด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ