นิคม ไวยรัชพานิช แปรญัตติไม่ชอบร่างกฎหมายการแบ่งเขตเลือกตั้ง
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายนิคม ไวยรัชพานิช สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับความจริงผมไม่จําเป็นที่จะต้องออกมา ขอแปรญัตติหรอกครับ แต่ได้เห็นร่างของ ครม. ที่เข้าสู่สภาแล้ว รับไม่ได้กับร่างที่เสนอ โดยสัดส่วนของจํานวน ส.ส. เขตพื้นที่และ ส.ส. สัดส่วน ผมนั้นรับในร่างในหลักการ และเหตุผลก็คือการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้มีปาร์ตี้ ลีสต์ ที่ตัดคําว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ออกไป ก็หมายความว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้ประสงค์ที่จะให้พรรคการเมืองขนาดเล็กได้มีสิทธิในปาร์ตี้ ลิสต์ แล้วก็ ประสงค์ที่จะให้ประชาชนที่มี ส.ส. หรือผู้แทนนั้นในพื้นที่เขตที่มีความเหมาะสม โดยคํานึงถึง พื้นที่ที่มีขนาดที่พอเหมาะ แต่ท่านประธานครับ ในสัดส่วนของจํานวน ส.ส. ในระบบ เขตเลือกตั้งนั้นในระดับของ ๓๗๕ ผมรับไม่ได้ครับ เหตุที่รับไม่ได้นั้นประชาชนรับรู้เรื่องของ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขต เราจะเห็นว่าในการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๕๐ เราใช้เขตเลือกตั้งที่มีประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ส. ๑ คน เราทําเช่นนี้ มาหลายยุคหลายสมัย แม้กระทั่งการแบ่งเขตเลือกตั้งที่แบ่งเขตแบบเรียงเบอร์เราก็ทํามาแล้ว เขตเลือกตั้งที่ วัน แมน วัน โหวต เราก็ทํามาแล้ว แต่เมื่อที่ประชุมหรือเมื่อพรรคที่เสนอ เข้ามานั้นต้องการที่จะให้เป็น ส.ส. ที่มีจากเขตเล็กลง ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าจํานวนนั้น ไม่เห็นชอบเลย เพราะว่าการที่ท่านไปลดจํานวน ส.ส. ลง ๒๕ คน ใน ๒๕ เขตเลือกตั้งเป็น การรอนสิทธิประชาชนครับ เพราะประชาชนนั้นในหลายจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเหนือและภาคอีสานท่านลดเขาไปถึง ๑๙ คน ท่านลดในภาคใต้ ๔ กรุงเทพมหานคร อีก ๒ แล้วท่านเชื่อไหมครับว่าการลดเช่นนี้ส่งผลต่อการได้เสียของจํานวน ส.ส. ถ้าท่าน นึกย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ หรือปี ๒๕๔๘ ก็ดี มีพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นที่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบปาร์ตี้ ลีสต์ นั้น จะได้มาอยู่อันดับที่ประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในยุคนั้นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก เข้ามาสภาท่านก็เรียกร้องบอกว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภา เพราะว่าสามารถคุมเสียง ส่วนใหญ่หรือไปรวมกับพรรคผสมอีกจํานวน ๑ พรรค หรือ ๒ พรรคก็สามารถที่จะบริหาร ประเทศได้ แต่วันนี้เหตุการณ์อย่างนั้นกลับย้อนรอย ท่านกลับเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มาปรับปรุงแก้ไขโดยการได้เสียในจํานวนสัดส่วนของ ส.ส. ในเขตพื้นที่กับ ส.ส. ปาร์ตี้ ลิสต์ จาก ๔๐๐ : ๑๐๐ กลายเป็น ๓๗๕ : ๑๒๕ เดี๋ยวผมจะเรียนให้ท่านทราบว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างไร ท่านเชื่อไหมครับท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้มีความพยายาม ที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในการได้เปรียบ ในการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ต้องการ ที่จะให้พรรคการเมืองนั้นได้มีการกระจาย ได้มี ส.ส. หลาย ๆ พรรคเข้ามาสู่รัฐสภา จาก ๔๐๐ : ๑๐๐ เราลดลงมาเป็น ๔๐๐ : ๘๐ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะอะไรครับ ก็ยังมีพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงในปาร์ตี้ ลิสต์นั้นเข้ามาถึง ๓๔ คน พรรคที่รองลงมา ก็ได้ ๓๓ คน ก็หมายความว่ายังไม่มีการที่ชนะกันเด็ดขาด ไม่เหมือนกับปี ๒๕๔๘ ซึ่งมีการชนะกันอย่างเด็ดขาด ก็คือ ๖๗ : ๒๖ แต่วันนี้ท่านกลับเอา ปาร์ตี้ ลิสต์ มา ๑๒๕ คน แล้วไปลดในเขตพื้นที่จาก ๔๐๐ คนเหลือ ๓๗๕ คน หายไป ๒๕ คน แล้วมาเพิ่มในปาร์ตี้ ลิสต์ อีก ๒๕ คน ท่านเชื่อไหมครับว่าจากตัวเลข ปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๖ นั้น พรรคที่ได้คะแนนเสียงที่ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าอยู่ประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าสมมุติว่าเอาแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พรรคที่จะมาที่ ๑ ย่อมเป็น พรรคที่ประชาชนรู้จัก ย่อมเป็นพรรคที่เก่าแก่ เพราะประวัติศาสตร์ว่าอย่างนั้น จากสถิติ เป็นอย่างนั้น ก็หมายความว่า ๑๒๕ คนนั้นเขาจะได้เข้ามาเป็นอย่างต่ํานะครับ ๖๕ เสียง ๖๕ เสียง ท่านประธานครับ เสียไปในภาคใต้แค่ ๓ เสียง ถึงแม้จะ ๔ เสียง แต่เนื่องจากว่า ในอีกจังหวัดหนึ่งนั้นไม่ใช่ฐานเสียง อาจจะเสียในกรุงเทพมหานครอีก ๒ เสียง อาจจะ เสียทางภาคอื่นบ้าง แต่ว่าสิ่งที่ได้มานั้นคุ้ม ก็หมายความว่าในการเลือกตั้งถ้ากฎหมายฉบับนี้ ได้มีการแก้ไขแล้วผ่านนั้น กระผมเชื่อว่าพรรคที่มาที่หนึ่งนั้น เมื่อรวมกับ ส.ส. เขต รวมกับ ปาร์ตี้ ลิสต์ แล้ว จะได้มากถึง ๒๐๐ เสียง ๒๐๐ เสียง บวกลบไม่เท่าไรนะครับ ท่านเห็นหรือยังครับว่าการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างนี้จึงเป็นที่มาของสูตร ๓๗๕ : ๑๒๕ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมจําเป็นนะครับที่จะต้องขอแปรญัตติ ถึงแม้ความจริงแล้ว จังหวัดผมนั้นจะไม่กระทบกระเทือน จังหวัดฉะเชิงเทรานั้นก็ยังมี ส.ส. ในพื้นที่อีก ๔ คน แต่จะมีปาร์ตี้ ลิสต์ กี่คนนั้นขึ้นอยู่กับในการที่จะกําหนดหรือมีผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าไป อยู่ในพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ด้วยเหตุนี้ล่ะครับการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างนี้ ซึ่งในสมัยหนึ่ง เราบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เอาเปรียบที่ทําให้เกิดพรรคเมืองที่เข้มแข็ง เราก็พยายามทําพรรคการเมืองให้มันอ่อนแอลงโดยใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เวลานี้ เราบอกว่าเราต้องการส่งเสริมพรรคการเมืองให้เข้มแข็งมันก็เลยวนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ แล้วเมื่อไรจะพัฒนาประชาธิปไตยเสียทีหนึ่ง ผมยิ่งได้ฟังกรรมาธิการบางท่านพูดบอก ต้องการที่จะพัฒนาการเมืองให้เข้มแข็งโดยการลดความสําคัญของเขตพื้นที่ของ ส.ส. มาจากพื้นที่ แล้วไปเพิ่มปาร์ตี้ ลิสต์ ก็หมายความว่า ส.ส. ที่มาจากเขตพื้นที่นั้นจะให้ ความสําคัญน้อยกว่า ส.ส. ที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ ความจริงแล้วหลักการเช่นนี้เป็นการที่ ไปรอนสิทธิของประชาชนที่พึงจะได้ ในหลาย ๆ ท่านที่ขึ้นมาอภิปรายนั้น จังหวัดของเขา ส.ส. หายไป ๑ คน แล้วกลับไปเขาจะตอบประชาชนอย่างไร ยังดีนะครับที่จังหวัด ท่านประธานนั้น ส.ส. ไม่ได้หายนะครับ แต่ถ้าลดไปสัก ๑ ท่านคงไม่คงกังวลนะครับ เพราะว่าท่านก็ขึ้นไปสู่ ปาร์ตี้ ลิสต์ ได้ แต่ว่าจังหวัดที่ผู้แทนเขาหายไป ๑ คนนั้น มีผลกระทบอย่างมาก และคนที่มาจากปาร์ตี้ ลิสต์ นั้นท่านประธานก็คงรู้ คงทราบ ถึงแม้จะเป็นการเลือกตั้งจากเขตพื้นที่ทั้งประเทศ แต่พื้นที่สนามหรือพื้นที่ ที่มีความผูกพันกับประชาชนนั้นย่อมน้อยกว่า ส.ส. ที่มาจากเขตพื้นที่ กระบวนการรับรู้ ปัญหา กระบวนการในการแก้ปัญหานั้น ท่านประธานครับ คนที่มาจากพื้นที่เท่านั้นครับ ที่ประชาชนนั้นเขาอยากจะพบ เขาอยากจะพึ่ง เขาอยากจะขอความช่วยเหลือ เสียดายนะครับที่ประชาชนนั้นความจริงเขาก็ควรจะมีสิทธิที่ออกมาเรียกร้อง ออกมา ขอความชอบธรรมในการที่เขาจะมีสิทธิในการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ประชากร ๑๕๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ส. ๑ คนนั้นเราใช้ตัวเลขนี้มายาวนานมาก แต่เวลานี้ท่านกําลัง เอาจํานวน ส.ส. ๕๐๐ คน ซึ่งต่อไปเราอาจจะเรียกว่าสภา ๕๐๐ คนก็ได้ครับ สภา ๕๐๐ คน จาก ๓๗๕ คนนั้น ท่านเอาไปหารประชากรสิครับ ๑๗๐,๐๐๐ คนนะครับ เขาจะต้อง ไปหาคนอีก ๒๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นต่อไปในการแบ่งเขตเลือกตั้ง แน่นอนครับย่อมมี ส่วนได้ส่วนเสีย การไปแบ่งพื้นที่ใหม่โดยการเอาประชากรอีก ๒๐,๐๐๐ คนมานั้น ย่อมต้องไปตัดพื้นที่ บางอําเภอ ย่อมต้องไปตัดพื้นที่ในบางตําบล แล้วพื้นที่เหล่านั้นถ้า กกต. แบ่งพื้นที่อย่างเป็นธรรมเราจะไม่ว่าครับ แต่บางทีนั้น ความเป็นธรรมนั้นไม่มี เพราะว่าการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมืองไปตัดพื้นที่ในเขต ในฐานเสียงเขาอีกคนหนึ่งเอามาออกมาเสีย เพื่อทําให้ความเข้มแข็งนั้นอ่อนแอลง แล้วอย่างนี้มันจะเป็นธรรมได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมยินดีที่จะสนับสนุนความคิด ในการที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นมาแล้ว ถึงแม้ตั้งแต่สมัยแรกที่เข้ามานั้น มีการเสนอที่จะตั้ง สสร. ๓ แต่พอคิดแค่นี้พูดแค่นี้ทุกภาคทุกคนมุ่งมาเล่นที่ผม แต่วันนี้ ท่านแก้ผมยินดีครับและยินดีที่จะสนับสนุน แต่สนับสนุนในหลักการที่มีความเป็นธรรม มีความเสมอภาคและขึ้นอยู่บนพื้นฐานของประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ท่านไม่ทราบหัวใจของคนที่มาจากการเลือกตั้งหรอกครับ พวกเรานั้นอยู่ในพื้นที่ พวกเรานั้น มาจากฐานเสียงประชาชน เพราะฉะนั้นเวลาจะทําอะไรก็แล้วแต่ท่านอย่าได้พูดอย่างเดียวว่า เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง หรือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา แต่โดยแท้ ๆ แล้ว ท่านไม่ได้ทําอย่างนั้นหรอกครับ ท่านหวังประโยชน์ของการชิงจํานวน ส.ส. หรือ การชิงประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประชาชน วันนี้ผมจําเป็นเหลือเกินครับ ถึงแม้จะมีฐานะอีกฐานะหนึ่งเป็นรองประธานวุฒิสภาวันนี้ แต่ผมขออนุญาตวันนี้ขอพูด ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากเขตเลือกตั้ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในการจะลงมติ ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณที่มีความถูกต้องมีความเป็นธรรม เพื่อจะลงไว้ซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยที่มีความถูกต้องที่มาจากพื้นฐานของประชาชน ท่านอย่าได้คํานึงถึงการได้เสีย ท่านอย่าได้คํานึงถึงว่าสมัยหน้าท่านต้องกลับมาเป็นรัฐบาลอีก ผมอยากให้ท่านคํานึงถึง ประเทศชาติ เป็นหลักครับ แล้วเช่นนี้เราจะปรองดองครับ ขอบคุณครับ