รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 โดยเสนอให้รัฐสภาแทนศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยกรณีที่มีการขัดแย้งเกี่ยวกับสัญญา โดยมีข้อสังเกตและข้อพึงระวังว่าการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายอาจจะขัดกับหลักประชาธิปไตยหรือไม่ และอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตราอื่นที่ระบุว่าอํานาจของไทยแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมและคณะได้มีการขอแปรญัตติในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. ก็คือ ตัวกระผมนะครับ ๒. ท่านเจริญ ภักดีวานิช จากจังหวัดพัทลุง ๓. ก็คือท่านนฤมล ศิริวัฒน์ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ๔. ท่านจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา จากจังหวัดชัยนาท และ ๕. ท่านศรีสกุล มั่นศิลป์ จากจังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานครับ ประเด็นหลักก็อยู่ที่เรื่องที่ท่านอาจารย์เจริญ ได้อภิปรายไปแล้ว เหตุผลของกระผมนั้นสอดคล้องต้องกัน เพียงแต่ว่าอยากจะขยาย ความสนับสนุนหรือเสริมโดยมี ๒ ข้อที่ผมถือว่าเป็นเหตุผลหลัก และอีก ๑ ข้อ เป็นข้อสังเกต และข้อพึงระวัง ท่านประธานครับ ประเด็นที่เราได้มีการขอแปรญัตติมาก็คือเรื่องของ วรรคท้ายสุด วรรคท้ายสุดนี้ทั้งในรัฐธรรมนูญเดิม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ กับที่รัฐบาลเสนอ เข้ามาใหม่นั้นตรงกันก็คือว่ามันยังไม่มีการแก้นะครับ ก็คือว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ท่านประธานครับ ในข้อนี้เหตุผลที่ผมอยากจะบอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนให้รัฐสภาเป็นคนที่ ทําให้เกิดความชัดเจนหรือปิดช่องโหว่ ก็เพราะอะไรครับท่านประธาน

ข้อแรก ก็คือวรรคท้ายสุดมันหมดความจําเป็นที่จะต้องเขียนไว้อย่างนั้น เหตุเพราะว่าในรัฐธรรมนูญเดิม ท่านประธานครับในวรรคสองได้เขียนไว้อย่างคลุมเครือและ ไม่ชัดเจน ผมไม่เสียเวลาในการไปอ่านในวรรคสองเดิมนะครับ ก็คือที่เขียนว่าสัญญาใด นั่นแหละครับ มันไม่มีความชัดเจน และเมื่อเราจะไปออกกฎหมายลูกก็ออกไม่ได้ เพราะว่า ในวรรคต่อมานะครับ ในวรรคที่ห้านั้น ไม่ได้ระบุคําว่า ประเภท เข้าไป อันนั้นรัฐธรรมนูญ เดิมครับ ปี ๒๕๕๐ คราวนี้ปรากฏว่าเมื่อมีการเสนอแก้เข้ามาใหม่ก็ได้มีการระบุว่าในกฎหมายลูกให้ระบุประเภท เข้าไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะมีเรื่องของขั้นตอนและวิธีการ ดังนั้นการทําให้วรรคสองเกิดความ ชัดเจน ท่านประธานครับ มันถูกทําไปแล้วจากร่างที่รัฐบาลเสนอและรัฐสภาให้ความ เห็นชอบ ดังนั้น ท่านประธานครับ มันจึงหมดความจําเป็นในการที่จะบอกว่า หากมีปัญหาให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั่นเป็นเหตุผลข้อที่ ๑ ของกระผม ท่านประธาน

เหตุผลข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า หากยังมีช่องโหว่ หรือเรายังมี ความไม่แน่นอนอยู่บ้างว่าความชัดเจนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญหาหรือประเด็นมีอยู่ว่า แล้วเราจะให้องค์กรใดเป็นคนพิจารณาหรืออุดช่องโหว่นั้น ท่านประธานครับ ไม่มีเหตุผลใด เช่นกันในการที่จะโยนภาระนี้ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐสภาก็ควรจะทําหน้าที่ในการ ที่จะทําให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ปิดช่องโหว่ที่อาจจะมีขึ้นมาได้ ท่านประธานครับ ในทาง ข้อเท็จจริงท่านประธานจะได้เห็นว่าเมื่อเรามีการพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ เวลารัฐบาล จะไปทําสัญญาหรือไปทําข้อตกลงใด ๆ แล้วเอาเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเห็นด้วยในทาง หลักการนะครับ เพราะบางครั้งฝ่ายบริหารอย่างเดียวไม่พอครับ แต่รัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทน ของปวงชนชาวไทยจะต้องเป็นคนให้ความเห็นชอบหรือเป็นองค์กรให้ความเห็นชอบ หรือกระทั่งต้องโยนให้เจ้าของอํานาจของประเทศที่แท้จริงก็คือประชาชนได้แสดง ความคิดเห็นด้วย อันนี้เป็นหลักการที่ผมเห็นชอบมาตั้งแต่ต้น หลักการอันนี้ท่านประธานถ้า ต้องการจะปิดช่องโหว่ก็เช่นเดียวกันก็ควรจะให้รัฐสภานี้ละครับอุดช่องโหว่ หลายเรื่องที่ผม เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเสนอมามักจะให้เหตุผลว่ามีความจําเป็น เร่งด่วน ท่านประธานครับ บางครั้งท่านประธานจะได้มองเห็นว่ามีการเลื่อนวาระขึ้นมา เสมอ ๆ เป็นที่ถกเถียง และรัฐบาลก็บอกว่าจําเป็นเร่งด่วน จําเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ให้ความเห็น ชอบก็จะไปตกลงกันไม่ได้ เกิดความเสียหายกับบ้านเมือง ท่านประธานจะเห็นว่าในเรื่องของ เวลานั้นสําคัญมาก ดังนั้นถ้าหากว่าเรื่องความเร่งด่วนนั้นสําคัญมาก มีเหตุผลใดในการที่จะ ทําให้มันยืดเยื้อต่อไปโดยไม่จํากัดเวลาในการโยนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเล่าท่านประธาน อันนี้ เป็นเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผมคิดว่าการอุดช่องโหว่ก็ตาม การทําให้เกิดความชัดเจนก็ตาม จะต้อง ให้รัฐสภาแห่งนี้ครับ นี่เป็นเหตุผล ๒ ข้อหลักที่ผมอยากใช้เวลาไม่ให้มากนักกับท่านประธาน

ท่านประธานครับ ในส่วนสุดท้ายเป็นข้อสังเกตและข้อพึงระวังของผมซึ่งผม คิดว่าในมาตรานี้เราก็ควรจะต้องมีข้อสังเกตอย่างนี้ และในเรื่องอื่นก็ควรจะมีข้อสังเกต ข้อสังเกตของผมคืออะไรครับท่านประธานครับ ข้อสังเกตของผมก็คือเรื่องของอํานาจ ในการตีความ ท่านประธานครับเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารมาก อํานาจในการตีความ นักวิชาการหรือผู้คนทั่วโลกที่เขามีหลักการ เหตุผล เขาเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่ามีอํานาจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการตราหรือบัญญัติกฎหมาย ท่านประธานครับ ดังนั้นในหลายประเทศ ทั่วโลก ท่านประธานไปค้นสิครับว่าการตีความ โดยเฉพาะการตีความกฎหมายสูงสุด อย่างรัฐธรรมนูญเขาให้ใครตีความครับ ส่วนใหญ่เขาก็จะให้รัฐสภานี่ละตีความ เพราะอะไร ครับ เพราะว่ารัฐสภามาจากปวงชนชาวไทย ใช้อํานาจในการตรากฎหมายได้ และใช้อํานาจ ในการที่จะทําให้กฎหมายนั้นชัดเจนขึ้นมาได้ก็คือตีความ อาจจะมีบางประเทศ ท่านประธาน ครับ ที่เป็นประเทศประชาธิปไตยเขาอาจจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ท่านประธาน จะต้องไปดูนะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญที่เขาให้ตีความนั้นเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่มีที่มา และถูกตรวจสอบจากประชาชนหรือไม่ เขาชัดเจนครับ เขามีที่มาจากประชาชน หรือยึดโยง กับประชาชน และแน่นอนภายใต้หลักการใหญ่อีกข้อหนึ่งก็คือใครที่มีอํานาจ ผู้นั้นจะต้องถูก ตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ อาจจะรวมถึงศาลยุติธรรมหรือศาลฎีกานะครับ ไม่ถูกละเว้นในการเรียกต้องถูกตรวจสอบ เป็นไปตามหลักการว่าถ้าระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าอ้างเพื่อประชาชนนะครับ เพื่อประชาชนใครก็อ้างได้ หลักประกันในการที่จะบอกว่าทําเพื่อประชาชนคืออะไรครับ ก็คือเรื่องโดยประชาชนและของประชาชน เหมือนกับที่หลายคนบอกว่าเป้าหมายย่อมมี ความสําคัญเท่ากับวิธีการหรือมรรควิธี แล้วแต่ใครจะพูด หลักประกันว่าเป้าหมายเพื่อ ประชาชนจะบรรลุกระบวนการหรือวิธีการ จะต้องชัดเจนว่ามาจากประชาชนเช่นกัน ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศที่มีอํานาจตีความ ซึ่งผมย้ําว่ามีอํานาจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า การบัญญัติหรือตรากฎหมายบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศนั้น จะต้องมาจากประชาชน ที่จะต้องยึดโยง ท่านประธานครับ คําถามก็คือว่าแล้วประเทศไทยเราล่ะ ประเทศไทยเรา ไม่ได้เอาหลักการเป็นตัวตั้ง บ้านเมืองจึงวุ่นวาย บ้านเราเอาเรื่องบุคคลหรือความยอมรับ หรือความน่าเชื่อถือของบุคคลเป็นตัวตั้ง เช่น ใช้คําว่าคนดีหรือคนชั่ว บ้านเมืองจึงไม่ไปไหน ต่อไหนครับ นาย ก ทําผิดกฎหมายจราจร เปิดหน้าต่างกระจกดูเป็นผู้ทรงเกียรติ เป็น ส.ส. ส.ว. ข้าราชการระดับสูง นายทหารระดับสูง ตํารวจตะเบ๊ะปล่อยตัวไปเพราะไปดูที่บุคคล หรือดูที่ฐานะ แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ดูล่ะครับ ยึดหลัก ยึดกติกา ผิดเป็นผิดครับ ปัญหา ก็คือสังคมไทยเราไม่ได้สอนให้ยึดหลักหรือกติกา สอนให้ยึดหลักหรือกติกา หรือเคารพ กฎหมายเฉพาะในยามที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ดังนั้นท่านประธานครับ ต่อเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญผมบอกว่าผมไม่ได้ไปแตะต้องตัวบุคคลครับไม่ได้บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ของไทยในเชิงตัวบุคคลน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ ไม่ได้บอกว่าน่ายอมรับหรือไม่น่ายอมรับ ผมข้ามพ้นเรื่องนี้ไปครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญก็คือศาลรัฐธรรมนูญไทยมีที่มา และถูกตรวจสอบภายใต้หลักการประชาธิปไตยหรือไม่ ท่านประธานคงตระหนักเป็นอย่างดี ดังนั้นในเมื่อเราจะเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในมาตรา ๑๙๐ หรือในเรื่องอื่น ๆ ผมจึงต้องตั้งข้อสังเกตและข้อพึงระวังไว้ว่าจริง ๆ มันอาจจะขัดกับหลักประชาธิปไตยหรือไม่ และจริง ๆ อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตราอื่นที่ระบุว่าอํานาจของไทยนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย ตอนเขียนไว้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผู้ที่พยายามนะครับท่านประธาน อยากให้มีอํานาจ ที่ ๔ องค์กรอิสระหรือว่าที่มาจากศาล หรืออาจจะเรียกตุลาการภิวัฒน์ เขาพยายามนะครับ แต่ถึงที่สุดไม่มีการเขียนอํานาจที่ ๔ ไว้ เขียนในวรรคต่อมาเท่านั้นเอง แต่ไม่เท่ากับอํานาจ ที่ ๔ ก็คือไม่เท่ากับฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายบริหาร และฝ่ายศาล หรือฝ่ายที่ทําการพิพากษา ซึ่งสอดคล้องกันทั่วโลก ดังนั้น ข้อสังเกตและข้อพึงระวังของผม จึงต้องฝากท่านประธานและ สมาชิกรัฐสภาไปด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ