รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

เจริญ ภักดีวานิช อภิปรายเรื่องการแก้ไขปัญหาตีความหนังสือสัญญา โดยเสนอให้มีการแก้ไขเพื่อให้มีความเห็นชอบจากวุฒิสภา และเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัยแทนศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการวินิจฉัยของสมาชิกสภาในการตัดสินใจแทนการรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง

เนื่องจากว่ากรรมาธิการ ในวรรคสอง วรรคสี่ นั้นคณะกรรมาธิการได้ไปปรับปรุงแก้ไขแล้วก็สามารถที่จะให้รับฟัง ความคิดเห็นประชาชนรวมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในตอนวรรคสี่กระผมจะไม่อภิปรายเพื่อ ประหยัดเวลาของสภาต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้นําข้อแปรญัตติของกระผมไป ประกอบในการพิจารณา สําหรับวรรคสุดท้ายท่านประธานครับ ซึ่งจะเป็นวรรคสําคัญ ในวรรคเจ็ด กระผมได้แปรญัตติดังต่อไปนี้ ในกรณีที่มีปัญหาตีความหนังสือสัญญาตาม วรรคสองและวรรคสามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นอํานาจของรัฐสภา ในที่ร่างมานั้นเป็นอํานาจของศาล กระผมมีเหตุผลดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ

เหตุผลข้อแรก ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าถ้าท่านประธานดูในวรรคหก ท่านประธานจะกลับไปดูกรรมาธิการก็ดีหรือทางรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยรัฐบาลนั้น ได้กําหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบการเจรจาและขั้นตอนวิธีการ เมื่อมีกฎหมายลักษณะนี้แล้วเพราะฉะนั้นความรอบคอบแล้วก็ท่านประธานต้องเข้าใจ ว่าเป็นอํานาจของฝ่ายบริหารในการที่จะเสนอกรอบเจรจาต่าง ๆ กระบวนการของ ฝ่ายบริหารทางคณะรัฐมนตรีก็ดีหรือทางรัฐบาลความรอบคอบส่วนนั้นมีค่อนข้างสูงอยู่แล้ว

ประการที่สอง เมื่อมีกฎหมายรองรับกระผมคิดว่าโอกาสที่จะมีปัญหา น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามกระผมมีเหตุผลชี้แจงว่าจําเป็นที่จะต้องให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ให้ ความเห็นชอบ

ประการที่สาม ท่านประธานในการที่สนธิสัญญาก็ดีหรือเป็นองค์กรหลัก ในการที่กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหลักในการแก้ปัญหาเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ เมื่อมีปัญหา เท่าที่ผมรบกวนดูหลาย ๆ ประเทศนะครับท่านประธาน รู้สึกจะพบประเทศ เดียวมีปัญหาในการข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญคือประเทศโคลัมเบีย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ จะใช้ระบบสภาเป็นผู้ตัดสิน อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่กระผมคิดว่ามีความจําเป็นว่าสภาของเรา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัญหาควรจะให้ตัวแทนประชาชนเป็นผู้วินิจฉัย ประการที่สามที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจอยู่ ๓ ฝ่าย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายตุลาการ ถ้าท่านประธานจําได้ที่กระผมอภิปรายวาระที่หนึ่งนั้นกระผมบอกว่าเรียนต่อ ที่ประชุมว่า ณ วันนี้อํานาจตุลาการค่อนข้างจะมีมากกว่าอํานาจอื่น เพราะฉะนั้นการที่ให้ สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาดก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่สนับสนุนความคิดของกระผมที่กราบเรียน ท่านประธานว่าเพื่อให้อํานาจตุลาการไม่มีอํานาจสูงกว่าอํานาจอื่น

ประการที่สี่ ต้องการที่จะให้อํานาจตุลาการที่พวกเราเคารพนับถือค่อนข้างสูง นั้นบางเรื่องเมื่อตัดสินไปแล้วท่านประธานจะสังเกตเห็นว่าจะมีนักวิชาการบางส่วน ที่ไม่ยอมรับการตัดสินหรือมีความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นถ้าเราเลี่ยงได้เรื่องเหล่านี้เมื่อกี้ ผมกราบเรียนท่านประธาน สนธิสัญญากว่าจะผ่าน ครม. กว่าจะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ และผ่าน วุฒิสมาชิกหรือสมาชิกรัฐสภาแล้วผมคิดว่าความรอบคอบส่วนนี้น่าจะได้

ประการที่ห้า ผมกราบเรียนท่านประธาน เนื่องจากว่าในบทบัญญัติวรรคเจ็ดนั้น ไม่กําหนดเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะฉะนั้นบางทีความล่าช้าของการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญก็นําไปสู่ความเสียหาย เวลาเราทําความร่วมมือทางการค้ามีหลายประเทศ เขาลงนามไปแล้ว บางส่วนก็อาจจะค้างอยู่เฉพาะประเทศไทย เพราะฉะนั้นความล่าช้าเหล่านี้กว่าจะศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินนั้น ประเทศก็เสียโอกาส ทางเศรษฐกิจ กระผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภา ๖๐๐ กว่าคนนั้นน่าจะใช้วินิจฉัยชี้ขาดซึ่งทําให้เกิด ความรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์กับประชาชน ซึ่งผมคิดว่าการที่กระผม ขอแปรญัตติขอตัดว่า แทนที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความน่าจะให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาด

ประการต่อไป ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเหตุผลก็คือว่าหากมีการเสนอ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ถ้าเราลงนามไปแล้วท่านประธาน เพราะว่าไม่บอกขั้นตอนไหน ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีปัญหา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตีความซึ่งตรงข้ามกับที่เรา เห็นชอบไป รัฐบาลก็ไปลงนามไว้แล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็คือความน่าเชื่อถือ กรณีความ เสียหายที่จะเกิดการที่ลงนามไปแล้ว ผมคิดว่าจะเกิดความเสียหายมากกว่า แต่ถ้าสมาชิก รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยก็จะเสร็จไปทันที

ประการท้ายผมกราบเรียน กระผมลองเข้าไปดูสนธิสัญญาเวียนนา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาตรา ๔๖ กําหนดว่ารัฐจะอ้างความขัดข้องในการทําหนังสือสัญญาเพื่อไม่ให้ ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ว่าเราจะอ้างว่าเกิด ศาลรัฐธรรมนูญตีความสนธิสัญญาที่ผ่านรัฐสภาไปแล้วซึ่งตรงข้ามกัน และลงนามไปแล้ว สนธิสัญญาเวียนนา ค.ศ. ๑๙๖๙ นี้ ตามมาตรา ๔๖ ตามที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน ก็จะมีผลทันที จะมีผลก็คือหมายความว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทําไปนั้นเราจะเลิกปฏิบัติย่อมเป็นไป ไม่ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้ง ๕-๖-๗ ข้อนี้ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมมี ความจําเป็นที่จะแปรญัตติในวรรคเจ็ด เพื่อให้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นขอให้เป็นการวินิจฉัยของ รัฐสภานะครับ

ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ พวกเราโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภานี้จะได้มี ความตระหนักเห็นความสําคัญของสนธิสัญญา เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบก็ดีที่จะ เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่าสมาชิกต้องมีความรับผิดชอบในผลที่ได้วินิจฉัยไป ผมจึงเห็นว่าสมาชิก รัฐสภามีความจําเป็นที่จะต้องวินิจฉัยแทนที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ผมมีเหตุผลและก็คําชี้แจง กราบเรียนท่านประธานเพื่อประกอบการพิจารณา ขอบคุณครับท่านประธาน