ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอคำแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มความชัดเจนและความเท่าเทียมในการดำเนินการหนังสือสัญญาของรัฐบาล และเรียกร้องให้มีกฎหมายที่ชัดเจนในการกำหนดประเภทและวิธีการในการเจรจา
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้เสนอคําแปรญัตติที่ผม ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เมื่อสักครู่ผมเองอยู่ข้างนอกห้องประชุมพยายามที่จะวิ่งเข้ามา แต่เห็นท่านประธานได้กรุณาให้โอกาสท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ก่อน ก็ต้องขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ดูร่างของกรรมาธิการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเพิ่มเติม ปี พ.ศ. .... ในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ในร่างกรรมาธิการ ที่ได้นําเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น กระผมพยายามที่จะตรวจสอบดู ในคําแปรญัตติของกระผมเองกับร่างของกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ร่างกรรมาธิการนี่ข้อความส่วนใหญ่วรรคตอน เมื่อเปรียบเทียบกับร่างของกระผมเองที่สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก ผมใช้คําว่าค่อนข้างใกล้เคียง มีตัวอักษรบางวรรคบางตอนที่มีข้อแตกต่างออกไป อันนี้ผมเอง ต้องกราบขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ให้ความเห็นไปในทางที่ผมพยายามที่จะแปรญัตติ ผมกราบเรียนท่านประธาน ในวรรคหนึ่งคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความเห็นชอบอยู่แล้ว ในวรรคหนึ่ง เรื่องของอํานาจในการที่จะทําหนังสือสัญญา ก็เป็น พระราชอํานาจ อันนี้ ไม่แตะต้องนะครับ อันนี้คล้ายกัน ผมเองได้นําเอาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้นะครับ เข้ามาเป็นแนวทางในการที่จะเสนอคําแปรญัตติในวรรคสอง ซึ่งแตกต่างจากร่างที่ทาง คณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้าสู่สภาในวาระรับหลักการ โดยที่ในวรรคสองนั้นผมพยายามที่จะเอา ข้อความในวรรคสามที่ท่านเสนอเข้ามาในร่างของชั้นรับหลักการเข้ามาเติมในวรรคสอง ให้หมด ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางที่ทางกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบตามนั้น ท่านประธาน ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ในร่างของกระผมเองในวรรคสองกับร่างของกรรมาธิการคือ วรรคสอง โดยข้อเท็จจริงแล้วเมื่อไล่ตัวอักษรตามที่กรรมาธิการได้เสนอร่างกรรมาธิการ เข้ามา ผมพยายามตรวจสอบนะครับ ก็เป็นเหมือนกับที่กระผมได้แปรญัตติเอาไว้เพียงแต่ มีการเว้นวรรคตอนเท่านั้นเองที่ไม่เหมือนกัน ผมไม่ติดใจหรอกครับ ผมอาจจะไม่มี ความสามารถดูในเรื่องของวรรคตอน แต่ว่าข้อความทุกอย่างเหมือนกัน ผมขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานได้รับทราบครับ ในวรรคสองครับ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา เขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีอํานาจตามหนังสือ สัญญา ตรงนี้เหมือนกันครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกี่ยวกับ อํานาจอธิปไตย เกี่ยวกับอํานาจที่เป็นเรื่องของอาณาเขตแล้ว อย่างไรต้องผ่านสภา แล้วอีกเรื่องต้องผ่านสภาก็คือ หนังสือสัญญาที่ต้องตรากฎหมายรองรับก็ต้องผ่านสภา อันนี้ ไม่ติดใจเหมือนกัน ๓ ประเภทนี้อย่างไรเหมือนกันครับ เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ๓ ประเภทนี้เหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ครับ แต่สิ่งที่มีความแตกต่างในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เพิ่มมา ๒ เรื่องใหญ่ นั่นก็คือเรื่องของหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง อันนี้เรื่องที่ ๑ นะครับ ที่มี การตีความค่อนข้างจะแตกต่างกัน แล้วก็ที่สําคัญครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยใช้เนื้อหาสาระ ตรงนี้ไปตีความเมื่อครั้งวินิจฉัยหนังสือสัญญาในการทําหนังสือสัญญาของรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ ทักษิณ คือรัฐมนตรีนพดล ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ได้เสียหาย เกี่ยวกับข้อตกลงร่วมหรือภาษาอังกฤษ ใช้คําว่าจอยน์ คอมมูนิเก้ส (Joint communiqué) ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองได้ใช้ข้อความตรงนี้ครับ บอกว่าการทําข้อตกลงร่วมระหว่างรัฐบาลไทย กับกัมพูชาในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง อาจจะ มีผลทําให้สังคมมีความแตกแยก ก็เลยวินิจฉัยว่านั่นเป็นหนังสือสัญญาอันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่มีในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่แตกต่างจากปี ๒๕๔๐
เรื่องที่ ๒ คือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือการงบประมาณของ ประเทศอย่างมีนัยสําคัญ โดยสรุปแล้ว ๒ ประเภทหลังนี้มันมีการแปลความได้ อย่างหลากหลายมากมายแล้วแต่ข้อวินิจฉัยของแต่ละบุคคลไป เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไข ให้มีกฎหมายขึ้นมารองรับนี่ผมเองก็เห็นด้วย ตรงนี้ตรงกันครับเพียงแต่วรรคตอนในนี้ แตกต่างกัน ร่างของกรรมาธิการตัดวรรคสามออกนะครับ ซึ่งเป็นร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรี เสนอเข้ามา ของผมเองก็ตัดออกเช่นกัน วรรคสี่หมายถึงวรรคสามในร่างของผมนะครับ เพราะตัดวรรคสามในร่างของกรรมาธิการออก ข้อความก็เหมือนกัน แต่ในวรรคสี่ครับ ของกรรมาธิการกับของผมเองค่อนข้างจะมีข้อแตกต่าง ในวรรคเรื่องที่ให้มีกฎหมายว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบเจรจา นี่เป็นของกรรมาธิการ กรรมาธิการใช้คําว่า กรอบการ เจรจาให้มีอยู่ในกฎหมาย แต่ของผมเองได้แปรว่าอย่างนี้ท่านประธานครับ ให้มีกฎหมายว่า ด้วยการกําหนดประเภท ผมตัดคําว่า กรอบเจรจา ออกจากร่างกรรมาธิการ ในกฎหมายนี้สําคัญที่สุดก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ในเรื่องของให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการดําเนินการเลื่อนขั้นตอนและวิธีการนะครับ มันก็เลยแปลความค่อนข้างลําบาก ถ้าท่านประธานจําได้นะครับ มีสมาชิกเราท่านหนึ่ง ผมต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านดอกเตอร์รัชดาได้เคยเสนอเรื่องนี้เข้ามา ผมก็เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งนะครับตอนนั้น แต่ว่ามันอาจจะมีปัญหาเรื่องขั้นตอนการนําเสนอกฎหมาย สภาแห่งนี้ก็เลยไม่รับ ร่างของท่านไป ในกฎหมายนี้มีกําหนดประเภทตรงนี้สําคัญครับ กรอบเจรจาทําไมผมตัดออก ทําไมต้องมีกฎหมายต้องมีกําหนดเรื่องกรอบเจรจา สาเหตุที่ผมตัดออกท่านไปดูในวรรคสาม ครับ วรรคสามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนให้ชัดเจนเลยว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศตามวรรคสองนะครับ วรรคสอง ก็คือวรรคที่เราแก้ไขกัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อความเห็นชอบด้วย ทั้ง ๕ ประเภทอย่างไรก็ต้องทํากรอบ เจรจา ทั้ง ๕ ประเภทอย่างไรต้องทํากรอบเจรจานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาณาเขต หรือสิทธิอํานาจที่เรามีอยู่ตามกฎหมาย หรือตามที่เรามีสิทธิตามที่เป็นเขตอํานาจของ พวกเราที่อยู่ในเขตแดนต่างประเทศก็ต้องทํากรอบเจรจามา แม้เรื่องที่ท่านจะต้องตรา กฎหมายรองรับที่ต้องผ่านรัฐสภาก็ต้องมีกรอบเจรจา เรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือการค้า การลงทุน หรือการงบประมาณอย่างกว้างขวางก็ต้องทํากรอบเจรจา กรอบคือกรอบ ท่านประธานครับเป็นเรื่องแรกที่ทางคณะรัฐมนตรีต้องมาเสนอผ่านเรา เสนอกรอบมาก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเอาไปเขียนบอกให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภทและกรอบเจรจา ผมเกรงว่าคําว่า กรอบเจรจา ตรงนี้จะไปแย้งกับรัฐธรรมนูญเอง นั่นหมายความวรรคสี่ไปแย้งกับวรรคสามเอง เสมือนว่าให้อํานาจคุณไปเลือกว่าจะทํากรอบ หรือไม่ทํากรอบเข้ามา ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญในวรรคสามเขียนไม่ชัดเจนมันต้องมีกรอบ ไม่อย่างนั้นท่านต้องไปแก้วรรคสามสิครับท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ถ้าอย่างนั้นท่านไปแก้วรรคสามออกมา แล้วตัดออกมาแล้วมาเขียนไว้ ในวรรคสี่ ท่านเขียนแย้งกันอย่างนี้ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าการแปลความต้องแปลอย่างไร นี่คือ เหตุผลของผมเองที่จําเป็นต้องตัดคําว่า กรอบเจรจา ออก เพราะกรอบเองรัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ว่าทางคณะรัฐมนตรีต้องทํา ปฏิเสธไม่ได้ครับ ปฏิเสธไม่ได้ แต่ความชัดเจนของการ ให้มีกฎหมายตามวรรคสี่คือเรื่อง ประเภท ขั้นตอน และวิธีการในการทําสัญญา อันนี้จําเป็น และสําคัญ เพราะถ้าไม่มีตรงนี้เองก็เหมือนกับที่ผมได้กราบเรียนไว้ว่า การแปลความก็มี ความหลากหลายออกไป เพราะฉะนั้นประเด็นของผมเองท่านประธานครับ ในวรรคท้าย ผมก็ต้องกราบขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ใช้ข้อความในการแปรญัตติของผมเอง นําไปเป็น ร่างกรรมาธิการทุกถ้อยคําและตัวอักษร เว้นแต่วรรคตอนนั้นอาจจะแตกต่างกันไป ของผมมี ประเด็นเดียวครับก็อยากให้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าจําเป็นด้วยหรือครับ ที่ท่านจะต้องมี คําว่า กรอบเจรจา อยู่ในกฎหมายลูก กฎหมายลูกที่จะออกตามวรรคสี่ตรงนี้ เพื่อมากําหนด กรอบเจรจา ต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ ช่วยชี้แจงด้วยครับ ในความเห็นผมบอกไม่จําเป็นครับ ไม่อย่างนั้นท่านจะต้องไปแก้วรรคสาม ด้วย ท่านไปแก้วรรคสามด้วยให้มันสอดรับกันว่าหนังสือสัญญาตามวรรคสองบางประเภท ไม่จําเป็นต้องทํากรอบ กรอบไปทําตามกฎหมายกําหนด ท่านเขียนกฎหมายที่มีสักต่ํากว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาแย้งรัฐธรรมนูญเองผมไม่เห็นด้วยท่านประธาน ตรงนี้เองครับที่ทํา ให้ผมต้องขอให้ท่านประเกียรติ นาสิมมา ผมต้องกราบขอบคุณท่านนะครับที่มาช่วยเสนอ คําแปรญัตติ เพราะวันที่ทางกรรมาธิการเรียกผมมาเสนอคําแปรญัตตินั้น ผมอยู่ในพื้นที่ ไม่สามารถเดินทางมาได้ทัน แต่ต้องกราบขอบคุณท่านประธานเองนะครับที่ให้โอกาส ผมก็ ทําตามข้อบังคับ ทําหนังสือกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการเองท่านได้ให้โอกาส แล้วก็ส่งตัวแทนเข้ามาชี้แจงแทน มีแตกต่างกันนิดเดียวเองท่านประธานครับ คําว่า กรอบเจรจาที่จะต้องมีอยู่ในหนังสือในกฎหมายท่านเองก็กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการกรุณาช่วยชี้แจงด้วย ถ้าไม่พอใจผมมีขออนุญาตสงวนสิทธิที่จะ อภิปรายต่อ ขอบคุณท่านประธานครับ