สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย หารือประเด็นกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ล่าช้า โดยชี้แจงเจตนารมณ์มาตรา ๓๐๓ (๓) ว่าต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐสภา พร้อมเสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาและตรวจสอบหนังสือสัญญาควบคู่กับฝ่ายบริหาร เพื่อป้องกันปัญหาการพิจารณาแบบสุกเอาเผากิน และเสนอให้กฎหมายลูกต้องไม่ให้อำนาจฝ่ายบริหารเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมถึงเสนอการแปรญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำรัฐสภา เพื่อศึกษาสนธิสัญญาที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติสําหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า คําขอ แปรญัตติของผมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น ผมได้ขอแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น ๙ วรรคท่านประธานครับ แต่เนื่องจากว่าหลังจากที่ผมยื่นคําขอแปรญัตติไปแล้ว คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไขร่างที่เสนอใหม่โดยสอดคล้องกับสิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้ ทั้งหมด ตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคหก ขณะนี้สอดคล้องกับคําแปรญัตติของผมแล้ว ผมจึงไม่ติด ใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะขออภิปรายแสดงเหตุผลดังต่อไปนี้นั้น ก็จะเป็นการอภิปราย แสดงเหตุผลสําหรับคําขอแปรญัตติของผมในวรรคเจ็ด วรรคแปด และวรรคเก้า ก่อนอื่น ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราอ่านบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ ทั้งหมดแล้วนั้น เราจะเห็นภาพของบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ ตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ออกแบบไว้ ก็คือภาพของการถ่วงดุลอํานาจ ๓ ฝ่าย ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้นั้นก็เพื่อที่จะให้ท่านประธานได้เห็นว่าบทบัญญัติ ของมาตรา ๑๙๐ ได้ให้อํานาจฝ่ายบริหารไว้ในการที่จะเป็นผู้ที่ทําสนธิสัญญา ระหว่างประเทศให้เกิดความผูกพันระหว่างประเทศไทยกับรัฐต่างประเทศ แต่เนื่องจาก สนธิสัญญาบางประเภทนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย เพื่อให้เกิดความรอบครอบ มาตรา ๑๙๐ จึงได้ถูกออกแบบไว้ว่า เฉพาะสนธิสัญญาบางประเภท ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๕ ประเภทตามที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมจะขออนุญาตไม่ลง รายละเอียดเพราะเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านนั้นคงทราบดีอยู่แล้วว่า สนธิสัญญา ๕ ประเภทตามบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ มีอะไรบ้าง ทีนี้ถ้าสนธิสัญญาที่ฝ่ายบริหารจะไปทํา กับรัฐต่างประเทศนั้นเป็นสนธิสัญญา ๑ ใน ๕ ประเภทที่ถูกกําหนดไว้ในมาตรา ๑๙๐ แล้วนั้น ก็จะถูกถ่วงดุลโดยอํานาจที่สองคือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ เสียก่อน หลังจากนั้นฝ่ายบริหารจึงจะมีอํานาจไปทําสนธิสัญญาดังกล่าวได้
ประเด็นต่อมา ก็คือว่า หากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเห็นต่างกัน เกี่ยวกับการตีความว่าสนธิสัญญาประเภทใดบ้างเป็นประเภทที่ต้องเข้า ๑ ใน ๕ ประเภท ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตามกติกาที่ถูกออกแบบไว้ในมาตรา ๑๙๐ ในมาตรา ๑๙๐ เดิม ก็เขียนให้เป็นอํานาจของตุลาการคือศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ฉะนั้นเมื่อ ภาพรวมของมาตรา ๑๙๐ เป็นอย่างที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ท่านประธานจะเห็น ได้ว่ามาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่นําเอาอํานาจอธิปไตย ๓ ฝ่ายมาถ่วงดุลไว้ในเรื่องของการทํา สนธิสัญญาต่างประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงกราบเรียนว่าการที่รัฐบาลขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ รัฐบาลต้องไม่ทําให้เสียหลักการสําคัญของมาตรา ๑๙๐ ที่มีอยู่เดิม นั่นคือ หลักการของการถ่วงดุลอํานาจทั้ง ๓ ฝ่าย แต่เมื่อผมพิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐบาลได้เสนอ ต่อรัฐสภาแล้ว เห็นว่าการที่รัฐบาลได้ขอแก้ไขบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ โดยมีการเพิ่มเติม ถ้อยคํามานั้นจะทําให้เกิดการเสียหายถึงหลักการสําคัญที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไป ก็คือหลักการของการถ่วงดุลอํานาจ ๓ ฝ่าย เหตุผลที่ผมกราบเรียนอย่างนั้นก็เนื่องจากการที่ รัฐบาลไปเพิ่มเติมในข้อความของวรรคห้าโดยกําหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภทของสัญญา ถ้าเราเขียนอย่างนี้นั้นก็หมายความว่า ต่อไปดุลอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะเป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยเมื่อมีปัญหาการตีความว่า สนธิสัญญาใดเป็น สนธิสัญญาที่จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๑๙๐ จะหายไปทันทีครับท่านประธานครับ หายไปเพราะเราไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายบริหารมีอํานาจในการออกกฎหมายกําหนด ประเภทสัญญาได้เอง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะหมายความว่าสนธิสัญญาประเภทใดที่ไม่ได้ถูกกําหนดในกฎหมายลูก ที่จะออกต่อไปในอนาคต ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สําเร็จ สนธิสัญญาที่ไม่ถูกกําหนด ประเภทในกฎหมายลูกนั้น ๆ ก็จะกลายเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เข้ากรอบของมาตรา ๑๙๐ เหมือนกับเรากําลังจะเซ็นชื่อในเช็คเปล่าให้กับฝ่ายบริหาร มีอํานาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการที่จะไปกําหนดประเภทสัญญาเอาเองได้ ถามว่าเราไว้วางใจรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน แล้วได้กี่ชุด กี่สมัย นี่คือความกังวลใจที่ผมมีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เปรียบเทียบ เรื่องนี้ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นภาพพจน์ได้ก็คือว่า ขณะนี้มีปัญหาฟ้องร้องกัน เกี่ยวกับการที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ได้ไปออกกําหนดประเภทกิจการรุนแรงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง ว่ามีเพียง ๑๑ ประเภท ที่จะต้องเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง เครือข่าย ภาคประชาชนเขายอมรับไม่ได้ท่านประธาน เขาก็ไปยื่นฟ้องกันที่ศาลปกครองครับว่า นอกเหนือจาก ๑๑ ประเภทแล้ว มันยังมีมากกว่านั้นที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการของ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ผมหยิบกรณีของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง มากราบเรียน ท่านประธานเพื่อเป็นอุทาหรณ์ผ่านไปยังรัฐบาลว่า แล้วถ้าเราผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกไปในลักษณะแบบนี้ คือในลักษณะที่ให้ฝ่ายบริหารเป็นคนไปกําหนดประเภทสัญญา ได้เอง ผ่านการออกกฎหมายลูก จะทําให้เกิดเหตุการณ์อย่างเดียวกับที่รัฐบาลไปกําหนด ประเภทกิจการตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสอง คือที่สุดแล้วสังคมยอมรับไม่ได้ ถ้าการกําหนดประเภทสัญญาของฝ่ายบริหารที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตไม่สอดคล้องกับ สภาพความเป็นจริง ก็จะต้องเกิดการต่อต้านเดินขบวนหรือฟ้องร้องเป็นคดีความบนศาล เหมือนกับที่เป็นอยู่ในการออกกฎหมายลูกตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลตรงนี้ผมจึงยังรับไม่ได้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายบริหารได้เสนอเข้ามา แต่อย่างไรก็ตามนั้นผมก็พยายามฟังเหตุผลของคณะกรรมาธิการ เหตุผลของฝ่ายบริหาร ที่พยายามชี้แจงว่าการที่จะต้องมีกฎหมายลูกมากําหนดประเภทสัญญานั้น เพื่อให้เกิด ความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเห็นใจและเข้าใจในประเด็นนี้ แต่ทําอย่างไร เราจะสื่อให้เข้าใจว่าเจตนารมณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกําหนดให้ฝ่ายบริหารสามารถ ออกกฎหมายลูกมากําหนดประเภทสัญญาได้นั้น จะต้องไม่ใช่เป็นการให้อํานาจ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับฝ่ายบริหาร ถ้าท่านกรรมาธิการตั้งใจฟังผมอยู่ แล้วเดี๋ยวท่าน สามารถชี้แจงตอบข้อคําถามของผมได้ แล้วเรามีความเข้าใจตรงกันว่ากฎหมายลูกที่ท่าน จะขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมลงในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่จะนําไปสู่การกําหนดประเภท สัญญานั้น เป็นการกําหนดเพียงเบื้องต้นเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบริหารราชการ แผ่นดิน แต่ไม่ผูกมัดรัฐสภา ไม่ผูกมัดศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องเห็นตามฝ่ายบริหาร ผ่านกฎหมายลูกเช่นนั้น ผมจะยอมในการที่จะไม่ติดใจในคําสงวนคําแปรญัตติของผม ถ้าท่านยืนยันว่าเจตนารมณ์ในการออกกฎหมายลูกไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะทําให้ รัฐสภาและศาลเห็นต่างจากกฎหมายลูกนั้น ๆ ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมเองได้พยายามที่จะหาทางออกในประเด็นนี้ จึงได้ยื่นคําแปรญัตติโดยขอเพิ่มเติมถ้อยคํา เข้าไปเพื่อให้รองรับและสื่อให้เห็นว่ากฎหมายลูกที่จะออกมาในการกําหนดประเภทสัญญา ที่ปรากฏอยู่ในร่างขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นั้น ไม่ใช่บทบัญญัติเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมจึงใช้ถ้อยคําอย่างนี้ครับท่านประธาน ในวรรคห้าหรือวรรคเจ็ดในคําขอแปรญัตติของผม ใช้คําว่า เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรานี้ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภท ที่ผมใช้ถ้อยคําอย่างนี้ก็เพื่อที่จะสื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ว่า กฎหมายลูกที่จะออกมาในอนาคตเพื่อกําหนดประเภทสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ นั้นไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการที่จะไปปิดปากรัฐสภาหรือปิดกั้นความเห็นของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะเห็นต่างจากประเภทสัญญาที่ถูกกําหนดโดยกฎหมายลูกนี้ไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้เองนั้น ก็ได้กําหนดให้มีกฎหมายลูกที่จะต้องออก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็คือกฎหมายที่ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการ ในการพิจารณาสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ และกําหนดว่าต้องออกภายใน ๑ ปีนับจากรัฐบาล ชุดแรกแถลงนโยบายต่อรัฐสภาด้วยซ้ําไป แต่เป็นที่น่าเสียดายท่านประธานครับว่า เราผ่าน การใช้บังคับรัฐธรรมนูญนี้มา ๓ ปีเศษ มีรัฐบาลมาบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทย ๓-๔ ชุด แต่ว่าท่านไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะไปออกกฎหมายลูกมาบัญญัติเพื่อรองรับ กฎเกณฑ์และการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ แต่ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้ออกกฎหมายลูก ตามมาตรา ๑๙๐ เราก็มาด่วนแก้ไขกฎหมายแม่ ก็คือแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เสียเอง ทีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในกฎหมายลูกที่ถูก กําหนดให้ออกตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ นั้น เขาได้ขยายความอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ไว้ ดังนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะอ่านบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) สั้น ๆ อย่างนี้นะครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) เขียนไว้อย่างนี้ครับว่า กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า อย่างน้อยต้องมีรายละเอียด เกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่าง คณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ยังมีต่อไปแต่ผมอ่านแค่นี้พอท่านประธานครับ ที่ผมอ่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ให้กับท่านประธานฟังก็คือ ผมต้องการสื่อผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อให้ท่านมีความเข้าใจครับว่า ถ้าท่านยังไม่เคยอ่าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ท่านกรุณาไปอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะเห็นเจตนารมณ์ ของมาตรา ๑๙๐ ชัดเจนเลยครับว่ามาตรา ๓๐๓ เขียนไว้ว่า ต้องมีหลักการเรื่องของ การถ่วงดุลอยู่ในกฎหมายลูกฉบับนี้ เพราะฉะนั้นมันจึงสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้พยายาม อภิปรายว่ากฎหมายลูกที่ท่านจะกําหนดประเภท ถ้าผมจะยอมท่านภายใต้เงื่อนไขที่ท่านยอม ยืนยันในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ว่ากฎหมายลูกนี้มีเจตนารมณ์เป็นเพียงการกําหนดประเภท สัญญาเบื้องต้นไม่ใช่บทเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านจะเห็นเลยครับว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ ที่สื่อผ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ที่ยืนยันว่ามาตรา ๑๙๐ คือมาตราที่มีระบบถ่วงดุล ของรัฐสภาและฝ่ายบริหาร
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าผมได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมและสงวนคําแปรญัตติไว้ว่า ให้มีคณะกรรมาธิการรัฐสภาคณะหนึ่ง หรือหลายคณะเพื่อพิจารณาหนังสือสัญญาหรือกรอบการเจรจาตามวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ แล้วรายงานความเห็นต่อรัฐสภา โดยให้นําบทบัญญัติของมาตรา ๑๓๕ และมาตรา ๑๓๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ากระผม เล็งเห็นถึงปัญหาในการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องใช้ ๒ มาตรการควบคู่กับการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศก็คือ มาตรการความรวดเร็ว เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและผลประโยชน์ของประเทศ กับมาตรการความรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายของประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทําสนธิสัญญา ซึ่งถามว่าเราเคยมีประสบการณ์ในเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทําสนธิสัญญา ระหว่างประเทศไหม ตอบว่ามีแน่นอนครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากการทําสนธิสัญญา เรื่องเขตการค้าเสรีกับรัฐต่างประเทศบางประเทศ มีผลกระทบต่อเรื่องของผลผลิตทางด้าน การเกษตรภายในประเทศมากมาย แต่ในขณะเดียวกันบางเรื่องเราก็ต้องไม่ละเรื่องความ รวดเร็วเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ให้กับประเทศ ด้วยเหตุผลตรงนี้ผมจึงได้เสนอเพิ่มเติมเข้ามา เป็นวรรคท้ายว่า เพราะฉะนั้นควรที่จะมีคณะกรรมาธิการของรัฐสภาขึ้นมา จะคณะหนึ่ง หรือหลายคณะสุดแล้วแต่ท่านกรรมาธิการจะรับไว้พิจารณา ขึ้นมาทําหน้าที่ในการศึกษา สนธิสัญญาควบคู่กันไป ในการศึกษาสนธิสัญญาควบคู่กันไป ในขณะที่ฝ่ายบริหารเริ่มต้นมีแนวความคิดจะได้มา ปรึกษาหากับกรรมาธิการของรัฐสภาชุดนี้ แล้วคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็จะทําหน้าที่ในการ เสนอความคิดเห็นต่อสมาชิกรัฐสภาโดยรวมว่าควรที่จะเห็นชอบหรือไม่ควรให้ความเห็นชอบ ต่อสนธิสัญญานั้น ๆ เมื่อสนธิสัญญานั้น ๆ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ไม่ใช่เป็นอย่างที่ เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือฟังเฉพาะคําชี้แจงจากฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แล้วก็ เป็นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภาต้องไปตัดสินใจเอาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรูปแบบการจัดส่ง เอกสารให้กับสมาชิก รูปแบบการนัดประชุม บางทีมาได้รับเอกสารในห้องประชุมก็มี ถามว่า แล้วอย่างนั้นมันมีประโยชน์อะไรกับกระบวนการของมาตรา ๑๙๐ ที่ผู้ร่างเขาอุตส่าห์ ออกแบบโดยใช้ระบบถ่วงดุลอํานาจไปเขียนใส่ให้ครบอยู่ในมาตรา ๑๙๐ แต่ปฏิบัติจริง มันเหมือนพิธีกรรมอย่างหนึ่งครับ ตรงนี้คือความจริงที่เราต้องยอมรับว่าแล้วเราจะไปถึง ๒ มาตรการ คือมาตรการความรวดเร็วเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบของประเทศชาติ กับมาตรการป้องกันความเสียหายของประเทศชาติได้อย่างไร ถ้าวิธีการและรูปแบบในการ พิจารณาให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เรายังทําในลักษณะสุกเอาเผากินอยู่ เหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่ผมเสนอขึ้นมาเพื่อให้มีการจัดตั้งเป็น กรรมาธิการสามัญประจํารัฐสภา เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบ ศึกษา เนื้อหา รายละเอียดของ สนธิสัญญาก็จะมาแก้ไขปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียน อย่างน้อยที่สุดแก้ไขปัญหาเรื่องสุกเอา เผากินในวิธีการให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาของรัฐสภาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้ ทั้งหมดคือ เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการต่อข้อสงวนคําแปรญัตติของ ผมที่ได้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของการที่จะแก้ไขให้มีการ ออกกฎหมายลูกว่าด้วยการกําหนดประเภทสัญญาว่ากฎหมายลูกนั้นจะต้องไม่เป็นการให้ อํานาจฝ่ายบริหารเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยการเพิ่มข้อความว่า เป็นกฎหมายที่ออกเพื่อส่งเสริม การปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรานี้
และประเด็นสุดท้ายที่เป็นข้อสงวนของกระผมก็คือ การแปรญัตติเพิ่มเติม ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจํารัฐสภาเพื่อศึกษาสนธิสัญญาที่จะเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ