วรินทร์ เทียมจรัส หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะว่าควรแก้ไขมาตรานี้เพื่อให้มีข้อความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเจรจาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีจิตสาธารณะและความเคารพต่อการประกอบวิชาชีพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวรินทร์ เทียมจรัส สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ที่รับ คําแปรญัตติของเรานะครับ และก็รับคําสงวนคําแปรญัตติของเรา สมาชิกผู้แปรญัตติ เพื่อให้โอกาสของเราทําหน้าที่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ทําหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยนะครับ โดยที่ท่านไม่ได้รวบรัดตัดตอนที่จะให้กฎหมายฉบับนี้จบไปเร็ว ๆ โดยไม่คํานึงถึงว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ เป็นบทบัญญัติที่มีมาแต่ กฎหมายรัฐธรรมนูญเดิมนะครับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ อยู่ในมาตรา ๒๒๔ ส่วน (๒) ถึง (๗) นี้เป็นวิวัฒนาการของวรรคสองในกฎหมายเดิม เป็นวิวัฒนาการของ กฎหมายปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ประกอบกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่เรียกว่า ซีวีดี (CVD) นะครับ และตอนนั้น มีการนําเอาเรื่องการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาฉบับนั้นไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วผมเป็นคน ไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญเองว่าสาระสําคัญของอนุสัญญา ฉบับนั้น เมื่อรัฐไทยได้เข้าเป็นภาคีในสัญญานั้นแล้ว รัฐไทยต้องกลับเข้ามาทําการแก้ไข กฎหมายภายในเพื่ออนุวัตตามให้เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศนั้น บทบัญญัติของ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองถึงวรรคเจ็ดนั้นเป็นคําอธิบายและเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ที่ทําการขยาย ออกมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ท่านประธานครับ ใจจริงส่วนลึก ๆ ของผมนั้นนะครับ ผมคิดว่าผมไม่อยากจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี้ เหตุผลสําคัญก็คือว่า มาตรา ๑๙๐ นั้น ในวรรคแรกเขียนไว้ชัดเจนนะครับ เป็นพระราชอํานาจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และวรรคต่อ ๆ มาก็ยังคงแนวคิดในเรื่องอํานาจอธิปไตยว่า เป็นของปวงชนชาวไทย มีการสะท้อนการใช้อํานาจโดยผ่านกระบวนการและองค์กรของรัฐ ตามระบอบประชาธิปไตยก็คือว่า ให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติตามกรอบความเห็นชอบและอํานาจ หน้าที่ที่กฎหมายให้อํานาจฝ่ายบริหารทําไว้โดยการกํากับดูแลและความเห็นชอบจาก รัฐสภา ถ้า ๒ องค์กรมีความเห็นแย้งและแตกต่างกัน หรือมีความเห็นในเรื่องการตีความ รัฐธรรมนูญแล้ว หรือตีความในเรื่องอํานาจแล้ว ก็ให้เอาอํานาจเรื่องนี้และความขัดแย้งนี้ไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่ามาตรา ๑๙๐ วรรคสองถึงวรรคเจ็ดนั้นได้ทรงเรื่องอํานาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยในมาตรา ๓ ไว้อย่างครบถ้วน นี่เป็นความงดงามนะครับ นี่เป็นความงดงามที่ผู้ร่างพยายามที่จะเก็บรักษาแนวความคิดเรื่องอํานาจอธิปไตยของรัฐไว้ ไม่ใช่พูดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบที่สภานี้ ถ้าอย่างนั้นรัฐสภาก็เป็นเผด็จการสิครับ เราไม่คํานึงถึงอํานาจอธิปไตยของประชาชน ถ้าจําเป็นต้องแก้นะครับ จําเป็นต้องแก้ ผมก็คิดว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ต้องไปสู่ กระบวนการลงประชามติของประชาชน เหตุผลเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดนะครับ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญและมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนแล้ว ประชาชนเขามีสิทธิที่จะ เลือกวิถีทางและการดําเนินชีวิตของเขา การกําเนิดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มาด้วยการ ลงประชามติ ใครจะอ้างว่าผมตกบันไดพลอยโจนให้ผ่านไปก่อน คงไมได้หรอกครับ ผมเอง คนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการผ่านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เนื่องจากบทบัญญัติเพียงไม่กี่มาตรา เท่านั้น แต่วันนี้เราได้ใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงประชามติเป็นอํานาจและเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้แล้ว ถามว่าถ้าวันนี้จําเป็น จะต้องแก้ล่ะครับ ผมมีข้อเสนออะไรไหม ผมก็คิดว่าในข้อเสนอคือกลับไปนะครับ ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อเคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และเพิ่มข้อความ เข้าไปในวรรคท้ายนะครับ โดยเพิ่มว่า ให้มีกฎหมายกําหนดกรอบประเภท ขั้นตอนในการ เจรจา การจัดทําสัญญา และให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการต้องปฏิบัติตามสัญญา หรือความตกลงในมาตรานี้อย่างเป็นธรรม นี่คือที่เราจะต้องทําก็คือทําแค่นี้เท่านั้นเอง เพื่อทําให้บทบัญญัตินั้นสมบูรณ์ขึ้น เพราะส่วนราชการไม่กล้าตัดสินใจ ก็ไม่เป็นไรก็เอากัน อย่างนี้ ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ ถามว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นถ้าจะไม่แก้ล่ะ มีวิธีการใช้อย่างไรนะครับ นี่เป็นเทคนิคในการใช้กฎหมาย ผมเห็นว่าอย่างนี้ ก็ใช้กระบวนการทางบริหาร นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะร้องขอ ท่านประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อขอความเห็นหรือคําปรึกษาในการบริหาร ราชการแผ่นดินในแต่ละเรื่องนั้น และเมื่อรัฐสภามีมติอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ก็ชอบที่จะ เอามติและความเห็นนั้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องตีความตามรัฐธรรมนูญ อธิบายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างบรรทัดฐานในการบริหารประเทศ ถามว่า มีความจําเป็นไหม มีความจําเป็นครับ ตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน ในส่วนหนึ่งต้องถามความเห็นชอบจากประชาชนเจ้าของอํานาจอธิปไตย แต่ในส่วนหนึ่ง ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายปกครอง กฎหมายปกครองนั้นจําเป็นต้องมี บรรทัดฐานและมีแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมาย และแนวทางในการปฏิบัติ ตามกฎหมายและการสร้างกฎหมายที่รวบรัดที่สุดก็คือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือสิ่งที่สามารถทําได้โดยใช้กลไกมาตรา ๑๙๐ นั้นให้อํานาจอยู่
ท้ายที่สุดถามว่าถ้าวันนี้ทุกฝ่ายจะร่วมกันนําพาประเทศนี้ไปด้วยความสํานึก ว่าทุกคนต้องมีจิตสาธารณะอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านรณรงค์มา ผมขอเพิ่มอีกอันหนึ่ง นะครับว่า เพิ่มไปว่าถ้าทุกคนนั้นมีอาชีวะปฏิญาณ คือมีความเคารพต่อการประกอบวิชาชีพ อาชีพของตนเองแล้วว่าตัวเองมีหน้าที่ทําอะไร ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญ ทุกกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญต้องทําหน้าที่ตีความ รัฐสภามีหน้าที่ พิจารณาให้คําปรึกษากับรัฐบาลก็ให้คําปรึกษากับรัฐบาล สิ่งนั้นถึงจะเกิดขึ้นและจะเกิด มรรคผลขึ้นมา ถามว่าตอนนี้ข้าราชการทําโดยความรู้สึกว่าสิ่งที่ทํานั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์สาธารณะแล้ว ผมก็คิดว่าทุกคนที่ทํานั้นจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ด้วยเหตุและผล ที่ได้กราบเรียนท่านประธานมาแล้วนะครับ ก็ขอนะครับท่านสมาชิก แห่งสภานี้ ผมคิดว่ามันไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะกลไก มาตรา ๑๙๐ เดิมนั้นสามารถจะแก้ปัญหาและนําพาประเทศนี้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ ขอบคุณครับ