รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

สงวน พงษ์มณี พูดว่า มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญมีปัญหา มันไม่ชัดเจนและไม่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการ ดังนั้นควรแก้ไขให้ชัดเจนขึ้นเพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถทํางานได้สะดวกขึ้น และหากมีการเลือกตั้งใหม่ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทยจังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมคิดว่าตอนแรกท่านยังไม่ได้ฟังการชี้แจงของคณะทํางานคือกรรมาธิการ ก็คิดว่า เรื่องนี้ก็ไม่อยากจะพูด เพราะว่ามันจะต้องมีคนต้องการพูดมาก แต่ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ ที่เหตุแห่งการรัฐบาลและทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๑๙๐ เพราะเรามองว่ามันมีปัญหาทําให้ฝ่ายบริหารทํางานลําบาก ก็เข้าใจว่าเมื่อแก้แล้วฝ่ายบริหาร จะทํางานง่ายขึ้น และอํานาจอธิปไตยของชาติจะชัดเจนขึ้น แต่เมื่อมาดูท่านแก้แล้ว ผมอาจจะเห็นต่างท่าน ผมมองว่ารัฐบาลหรือผู้บริหารไม่ได้ทํางานสะดวกขึ้นเลย ยังต้อง เหมือนเดิมครับ ปัญหาอันแรกมันคือ ๒ กลับ ท่านครับ มาขอกรอบก่อน แล้วไปคุยกับเขา จะตกลงก็ต้องมาขออีก ถ้าเราอยู่ในฐานะผู้บริหาร ไปนั่งเจรจาความกับคนที่มาเจรจากับเรา ประเทศเราจะถูกมอง จากต่างชาติอย่างไร ก็เจรจาครั้งแรกตกลงอะไรไม่ได้ ต้องไปขออีก ผมก็เข้าใจว่าตัวนี้จะแก้ ให้ขอทีเดียวแล้วไปเลย อันนี้กลับเหมือนเดิม อันที่ ๒ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการชี้แจงว่า ต้องกลับไปศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องกลับไปที่นั่น คําถามของผมต่อท่านประธาน ต่อทุกคน ในที่นี้ อํานาจอธิปไตยท่านเข้าใจอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวแทนของอธิปไตยโดยตรง จากตรงนี้ เขาเป็นหนึ่งในอธิปไตย ศาลนี่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ ตรงนั้นนะครับ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ทําไมถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเพราะคุณได้ปฏิบัติต่างจากศาลปกติ คุณเห็นอย่างไรคุณบอก ชาวบ้านหมด เขารายงาน คุณบอกหมด เสร็จแล้วคุณตัดสินอย่างไร ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ ตัดสินต่างจากคุณได้ ผมพูดเรื่องนี้ทําไมครับ เพื่อจะบอกว่า ท่านประธานครับ ในสาระสําคัญ ที่เขียนในนี้มันมีคําใหม่บัญญัติใหม่เลย บอก สิทธิอธิปไตย ทั้งฉบับดั้งเดิมและฉบับนี้ เขียนอย่างนี้ นักกฎหมายทั้งหลายและคนที่อยู่ในนิติบัญญัติ คุณมองอย่างไร ประเทศไทย มีสิทธิ มีอํานาจอธิปไตย มีขอบเขต ไม่ใช่มีสิทธิอธิปไตย เขียนอย่างไร จะสอนลูกสอนหลาน อย่างไรวันนี้ เราเอาสิทธิไปรวมกับอํานาจอธิปไตย เป็นไปได้อย่างไร ก็นึกว่าจะเขียนให้มันชัด ก็ไม่เขียนเสียอย่างนั้น แล้วอย่างนี้ผมถามว่าฝ่ายนิติบัญญัตินี่ชาวบ้านเลือกเข้ามา เลือกมา เสร็จแล้ว เลือกฝ่ายบริหารให้ฝ่ายบริหารไปทํางาน คุณเจรจาความตามนโยบายของคุณ ทําไม่ได้ อย่างไรมาถามรัฐสภาเรื่องไหน ก็เขียนไว้ชัดเจน ออกกฎหมายไหม ต้องออก กฎหมาย วันนี้ผมดูทั้งหมดก็เท่ากับว่ารัฐสภาแห่งนี้ได้สารภาพต่อประชาชนว่า ได้ขอโทษเถอะ ประชาชน เราไม่ได้ออกกฎหมายเท่านั้นเอง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิม ก็บอกให้เราออก กฎหมาย เราก็ไม่ออก มาวันนี้ก็เขียน ดีใจว่าเขียนให้ออก ก็เขาก็บอกให้ออกอยู่แล้วก็ไม่ออก มาวันนี้เขียนใหม่ก็เท่านี้ แล้วไม่มีอะไรเลย พอเขียนเสร็จ ถ้าฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โต้แย้งกัน ให้ไปยุติที่ศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นไปได้อย่างไร มันต้องยุติที่เสียงส่วนใหญ่ของ รัฐสภา จริง ๆ มาตรานี้ถ้าจะเขียนให้ครบถ้วน มันต้องคู่กับ ท่านประธานครับ ฟังให้ดี นะครับ มันต้องคู่กับกรรมาธิการสามัญรัฐสภา จะได้เรียกมาตรวจสอบได้ทุกสัญญา วันนี้ สภาสูงจะเรียกมาตรวจสอบได้ไหม ไม่ได้ มันต้องเป็นเรื่องของรัฐสภา มันต้องคู่กับ กรรมาธิการสามัญของรัฐสภา แล้วคุยกันเรื่องนี้ออกมา ไม่มีตรงนี้ จะไปเป็นห่วงเป็นใย จะให้มาผ่านทุกครั้งมันก็ดูไม่ละเอียด มันดูไม่ละเอียดหรอกท่านครับ แล้วทําให้เราสูญเสีย สถานะการมีอํานาจอธิปไตยที่แท้จริงต่อสากลประเทศเขา จะตอบอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่า ท่านครับ ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ ๒ ของประเทศญี่ปุ่นที่พ่ายแพ้สงคราม ถ้าเราเขียน มาตรา ๑๙๐ วรรคแรกเขียนอย่างนี้ แสดงว่าสถาบันพระมหากษัตริย์หรือองค์พระมหากษัตริย์ ต้องมารับผิดชอบต่อการประกาศอย่างนั้นใช่ไหม ประเทศญี่ปุ่นเขาเขียนอย่างไร คนรับผิดชอบจึงได้เป็นนายพลโจโจ ไม่ใช่จักรพรรดิ ผมกลับคิดว่าส่วนแรกการใช้อํานาจของ พระมหากษัตริย์ กับการให้กลับไปกลับมาของส่วนที่ ๒ และการให้กลับไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ส่วนนี้ ผมกลับมองว่ามันมีปัญหา ท่านประธานครับ ผมสรุปอย่างนี้ แก้อย่างไรก็ตาม ได้กรุณาไปออกกฎหมายลูกให้มันชัดเจนขึ้น เผื่อว่าฝ่ายบริหารคือรัฐบาล จะทํางานได้สะดวกขึ้น และหากมีการเลือกตั้งใหม่ จะต้องมีพรรคการเมืองได้เสนอแก้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขอให้แก้มาตรานี้ใน ๓ ส่วน ท่านประธานครับ ผมขอพูดไว้เพื่อเป็น บันทึก ส่วนที่ ๑ วรรคหนึ่ง จะเขียนอย่างนั้นเลยใช่ไหม วรรคสอง ทําไมต้องให้กลับไป กลับมา วรรคสุดท้าย ทําไมต้องกลับไปศาลรัฐธรรมนูญ ขอบคุณท่านประธานครับ