รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔

ชลิต แก้วจินดา หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการขาดความชัดเจนและความไม่แน่นอนของการแก้ไขนี้ และเสนอแปรญัตติเพื่อแก้ไขความในมาตรา 93 เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มากขึ้น

นายชลิต แก้วจินดา สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ชลิต แก้วจินดา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ จากจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยที่การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปตามหลักการพื้นฐานของความเป็นธรรม ผมได้ดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรเลยว่าผู้แทนเดิมนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมมัน ไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็เห็นดีกันอยู่ มันก็ถึงเป็นเรื่องที่ชอบกล ความเป็นธรรมนั่นหมายความ ว่าอย่างไร อาจจะหมายความถึงความเท่าเทียมกันของผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่ต้องสังกัดพรรค การสังกัดพรรคด้วยความเป็นธรรมก็คือไม่ใช่พวกก็จะเข้าพรรค ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนดีอะไรอย่างนี้ใช่หรือไม่ครับ แล้วก็เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมว่าแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ไม่เห็นว่าจะเสริมสร้างอะไรให้เข้มแข็งขึ้น ผมก็ว่าเท่าเดิม ถ้าไม่แก้ไข ในมาตรานี้มันก็เท่าเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป มีคนเขากล่าวไว้ว่าที่ใดมีอํานาจมากล้น ก็จะมีกลวิธีมากหลาย

ในประเด็นแรกก็คืออยากจะรู้ว่าระเบียบวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้ซ่อนเร้นอะไรไว้หรือไม่ เพราะไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องแก้ไข ผู้ที่มีอํานาจกุมนโยบาย นี้ได้กีดกันเอาปัญหาสําคัญของประชาชนออกไปจากกระบวนการที่จะต้องการแก้ปัญหา ไปแล้ว และก็เอากระบวนการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญเข้ามาแทนที่ ระเบียบวาระในการ แก้ไขปัญหาหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นผลประโยชน์สาธารณะหรือว่าเป็นผลประโยชน์ ส่วนตัวก็ยังเป็นคําถามที่หาคําตอบยังไม่ได้ มีฝ่ายใดได้ประโยชน์ด้านเดียวหรือไม่ หรือว่า ทุกพรรคทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ผมก็ยังมองไม่เห็น เพราะว่ายังมีฝ่ายค้านที่ไม่เห็นประโยชน์ ในด้านนี้อยู่ และผมก็ยังไม่เห็นประโยชน์โดยรวมว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรานี้

ประเด็นที่ ๒ ระเบียบวาระสาธารณะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเรื่องส่วนตัว หรือส่วนของพรรคการเมือง หรือเรียกกันอีกว่ากลุ่มอํานาจสร้างกระบวนการทางสังคม ว่าจะทําให้การเลือกตั้งเป็นธรรมอย่างนี้ใช่หรือไม่ กระบวนการนี้สร้างขึ้นมาเองใช่หรือไม่ แล้วก็บอกว่าจะสร้างความเข้มแข็งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข การบริหารบ้านเมืองมีประสิทธิภาพ ผมว่าเท่าเดิม หลังจากที่ แก้ไขแล้ว การบริหารบ้านเมืองไม่น่าจะมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอะไรเพิ่มเติมขึ้น แล้วก็ อยากจะเห็นว่าคุณค่าและวัตถุประสงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทําเพื่อสิ่งสําคัญที่สุดหรือไม่ ก็คือเพื่อประชาชนหรือไม่ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจุดมุ่งหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ สมเหตุสมผลไหม ประชาชนต้องการผู้แทนแบบไหน อย่างไร เท่าใด ไม่ชัดเจน ไม่ได้มีการระบุ ไว้อย่างชัดเจนว่าควรจะเป็นเท่าไร เพียงแต่มีการกําหนดเท่านั้นเอง การปฏิบัติตามหลักการเหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ก็ต้องเป็นวิธีที่ยอมรับได้ ถึงความต้องการของประชาชนที่แท้จริงว่าจะเป็นเท่าไร ก็คือวิธีการประชามติเป็นวิธีที่ดีที่สุด ใช่หรือไม่ และได้ใช้วิธีการนี้หรือเปล่า เป้าหมายสําคัญเป็นประเด็นหนึ่งว่าท่านต้องการ อะไรแน่จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ยังไม่ชัดเจน

ประเด็นที่ ๓ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้บุคคลที่มีคุณความดีเป็นที่ยอมรับ ของสังคมสามารถแจ้งเกิดทางการเมืองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความเมตตาจากนายทุนพรรค อีกต่อไปได้หรือไม่ ท่านจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ความขัดแย้งทางสังคมที่มีอยู่ปัจจุบัน มันเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องกันหมายความว่าท่านแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้แล้วความขัดแย้งในสังคมจะหมดไปใช่หรือไม่ ก็ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด

ประเด็นที่ ๔ สภาพก่อนที่จะพัฒนามาเป็นวาระนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองเป็นอย่างไร ปัญหาสาธารณะที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นอย่างไร ท่านอ้างถึงความสามัคคี ความปรองดอง แล้วก็ไปหาเหตุมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันเกี่ยวกันหรือไม่ มันคนละประเด็น ใช่ไหม มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการของกระบวนการต่าง ๆ ที่ครบถ้วนในการสร้าง ความสามัคคี ความปรองดอง ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลยว่าท่านจะมีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบใด เท่าใด มันไม่ได้เกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นประเด็นในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เลย ถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นความต้องการ ของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรให้ประชาชน ประชาชนอยากจะแก้ไขปัญหาอะไร ไม่ใช่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลย ประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาของประชาชนในเรื่องความ เดือดร้อนต่าง ๆ ผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงก็ไม่ได้ไปแก้ไขปัญหาอะไรได้ นะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็เป็นปัญหาของผู้ที่เขาต้องการ จะแก้เท่านั้นเองนะครับ ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๙๓ เพื่อให้ได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ซึ่งมาจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่แตกต่างกันจํานวนหนึ่ง ก็คือ ๑๔๐ คน แล้วก็ขอให้เป็นสมาชิกแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจํานวน ๓๖๐ คน ก็รวมเป็น ๕๐๐ คน แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมันจะแก้ปัญหาได้อย่างดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็ตามการมีสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อผู้สมัครจากสาขาวิชาชีพด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันนั้นก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ เหล่านั้นจะมีตัวแทนของตน เป็นแบบบัญชีเลือกตั้งอยู่ในบัญชี ก็จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่อยากจะขอเสนอไว้ขอขอบคุณครับ